คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2019

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ศัพท์ฟิสิกส์ เรื่องฟิสิกส์อะตอม , ควอนตัม และนิวเคลียร์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ศัพท์ฟิสิกส์ เรื่องฟิสิกส์อะตอม , ควอนตัม และนิวเคลียร์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     

คลิกค่ะ  ฟรี

คลิป เข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อย่างง่าย

Simple Relativity – Understanding Einstein’s Special Theory of Relativity

อ่านทฤษฎีสัมพัทธภาพ

1577577052372@2x

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เลื่อนม่านอัจฉริยะ

เลื่อนม่านอัจฉริยะ

เลื่อนม่านอัจฉริยะ – ลุก วิลเดอร์ จากวันเดอร์เทคแล็บในฮ่องกง แนะนำ “สวิตช์บอต เคอร์เทน” (SwitchBot Curtain) หุ่นยนต์เปลี่ยนม่านธรรมดาๆ ในบ้านให้กลายเป็นม่านอัจฉริยะที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยคำสั่งผ่านอุปกรณ์สื่อกลาง 3 แบบ คือ สั่งการโดยตรงด้วยรีโมตคอนโทรลที่มาพร้อมสวิตช์บอต เคอร์เทน สั่งการผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียง อาทิ อเล็กซ่า กูเกิลโฮม สิริ และฮับมินิ

เลื่อนม่านอัจฉริยะ

indiegogo รายงานว่า การใช้สวิตช์บอต เคอร์เทน เริ่มจากคล้องตะขอเข้ากับรางสำหรับผ้าม่านแบบเจาะรู หรือจะเกี่ยวกับขอพลาสติกของม่านแบบจีบก็ไม่มีปัญหา ติดตั้งง่ายแค่ 30 วินาทีเท่านั้น

ส่วนการใช้รีโมตคอนโทรล กำหนดเวลาให้ม่านเปิดปิดได้จากอุปกรณ์ และใช้เสียงสั่งการผ่านอุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะเหมือนการสั่งงานทั่วไป ขณะที่การใช้แอพพลิเคชั่นนั้น นอกจากจะกำหนดเวลาเปิด-ปิดได้แล้ว ยังปรับระดับการเลื่อนม่าน และตั้งค่าให้เปิดม่านออกเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงสว่าง

หากใช้งานร่วมกับระบบไฟอัจฉริยะ จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทันทีที่แสงแดดยามเช้าสาดส่อง สวิตช์บอต เคอร์เทน จะเลื่อนม่านออก เมื่อมีแสงสว่างเข้ามาในห้อง เซ็นเซอร์ไฟอัจฉริยะจะปิดหลอดไฟที่เปิดอยู่นั่นเอง สวิตช์บอต เคอร์เทน ยังช่วยฟื้นฟูระบบนาฬิกาชีวิตได้ด้วย หากกำหนดให้เปิดและปิดตามการตรวจจับแสงสว่างจากภายนอก สะดวกสบายสำหรับสมาชิกในครอบครัวทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงวัยที่อาจมีความจำกัดทางร่างกาย และยังใช้เป็นอุปกรณ์ดูแลความปลอดภัย เมื่อต้องห่างบ้าน ถ้าลืมปิดม่านก็สั่งการจากแอพพลิเคชั่นได้ หรือจะเปิดปิดให้เหมือนมีคนอยู่บ้านเพื่อป้องกันขโมย

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_3252657

ประจำการกองทัพรัสเซีย “อาว็องการ์ด” ขีปนาวุธเหนือเสียง 20 mach (ความรู้ทางฟิสิกส์ เลขมัคคืออะไร)

ประจำการกองทัพรัสเซีย
GETTY IMAGES / 1TV.RU

ประจำการกองทัพรัสเซีย “อาว็องการ์ด” ขีปนาวุธเหนือเสียง 20 mach

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ประจำการกองทัพรัสเซีย – เมื่อ 28 ธ.ค. เอเอฟพี รายงานว่า กองทัพรัสเซียนำขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์รุ่น อาว็องการ์ด เข้าประจำการแล้ว

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ระบุว่า รัสเซียเป็นชาติแรกของโลกที่มีแสนยานุภาพดังกล่าว สามารถเดินทางด้วยอัตราเร็วเหนือเสียงกว่า 20  mach จึงสามารถหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งหมดได้

GETTY IMAGES

พลเอกเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย กล่าวว่า ระบบขีปนาวุธอาว็องการ์ดเข้าประจำการแล้วในกองทัพรัสเซียเมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัสเซีย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

GETTY IMAGES

ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินระบุว่า อาว็องการ์ด สามารถหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธได้ ปัจจุบันยังไม่มีชาติใดในโลกที่มีอาวุธชนิดนี้ รวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีปความเร็วเหนือเสียง

GETTY IMAGES

จากการทดสอบ อาว็องการ์ด สามารถเดินทางไปได้ไกลถึง 6,000 กิโลเมตร และมีขีดความสามารถในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์น้ำหนักสูงสุด 2 เมกะตัน มากพอจะทำลายมหานครใหญ่ได้ทั่วโลกด้วยการยิงเพียงครั้งเดียว

เลขมัคคืออะไร

8677-1

มัค (อังกฤษMach number) ย่อ Ma คือสัดส่วนของความเร็วต่อความเร็วเสียง เลขมัคปกติจะใช้กับวัตถุที่เดินทางด้วยความเร็วสูงในของเหลว และของเหลวที่ไหลด้วยความเร็วสูงในช่องแคบ ๆ หรืออุโมงค์ลม และเนื่องจากเป็นสัดส่วนของความเร็วสองค่า เลขมัคจึงไม่มีหน่วย ที่สภาวะระดับทะเลมาตรฐาน มัค 1 เท่ากับความเร็ว 1,225.04 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง (761.2 ไมล์ต่อชั่วโมง ในบรรยากาศ)

เนื่องจากความเร็วเสียงนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความจริงที่แท้จริงของวัตถุที่เดินทางเท่ากับ มัค 1 จึงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของไหลที่อยู่รายรอบ

นอกจากนี้เรายังอาจเห็นได้ว่าเลขมัคนั้นยังเป็นสัดส่วนของแรงเฉื่อย (อ้างถึง แรงอากาศพลศาสตร์) ต่อแรงยืดหยุ่น (elastic force)

เลขมัค ตั้งชื่อตามเอินสต์ มัค (Ernst Mach) นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวออสเตรีย

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ศัพท์คณิตศาสตร์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ศัพท์คณิตศาสตร์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     

คลิกค่ะ  ฟรี

2 + 2 = 5 How | Breaking the rules of mathematics

เล่นตลกกับตัวเลข 2+2 = 5  ได้ไง งง ??

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กำเนิด “อิลลูมินาติ” จากเรื่องแต่งเสียดสีสังคม สู่ทฤษฎีสมคบคิดที่มีคนหลงเชื่อมากที่สุดในโลก

คนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดมองว่า สัญลักษณ์บนธนบัตรเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สื่อถึงอิทธิพลของอิลลูมินาติ
Image copyrightALAMY
คำบรรยายภาพคนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดมองว่า สัญลักษณ์บนธนบัตรเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สื่อถึงอิทธิพลของอิลลูมินาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรื่องของสมาคมลับ “อิลลูมินาติ” (Illuminati) ที่เล่าขานกันมาเนิ่นนานนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลายทั้งปวงในโลก เพราะนอกจากจะเป็นที่รู้จักและเชื่อถือกันอย่างกว้างขวางแล้ว อิลลูมินาติยังเป็นที่มาและคำอธิบายของปริศนาลึกลับบรรดามีภายใต้ดวงอาทิตย์อีกนับไม่ถ้วน

ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกเชื่อว่า สมาคมลับอิลลูมินาติคือผู้กุมอำนาจสูงสุดอยู่เบื้องหลังการเมืองการปกครองของโลก โดยมุ่งดำเนินการในทางลับเพื่อก่อตั้ง “ระเบียบโลกใหม่”

อย่างไรก็ตาม มีน้อยคนที่จะรู้ว่าทฤษฎีสมคบคิดอันเหลือเชื่อนี้ ถือกำเนิดจากนิยายล้อเลียนเสียดสีสังคมที่แต่งขึ้นในยุคทศวรรษ 1960 โดยมีจุดประสงค์กระตุ้นเตือนให้ผู้คนได้ตระหนักถึงอำนาจควบคุมทางสังคมของกลุ่มชนชั้นนำ แต่ท้ายที่สุด เรื่องเล่าดังกล่าวกลับกลายเป็นที่มาของข่าวปลอมและมายาคติที่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก

อิลลูมินาติมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เพียงแค่ในยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยมีการก่อตั้งสมาคมลับของเหล่าปัญญาชนขึ้นในแคว้นบาวาเรียของเยอรมนีเมื่อปี 1776 เพื่อต่อต้านอิทธิพลของศาสนาและชนชั้นนำที่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันของสามัญชนในขณะนั้น

แม้จะมีนักคิดหัวก้าวหน้าจำนวนมากเข้าร่วมในขบวนการนี้ แต่ในที่สุดสมาคมลับอย่างอิลลูมินาติและฟรีเมสันก็ค่อย ๆ ถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมและองค์กรทางคริสต์ศาสนาเบียดขับให้กลายเป็นพวกนอกกฎหมาย และสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ภาพยนตร์บางเรื่องเช่น "เทวากับซาตาน" (Angels and Demons) นำเสนอเรื่องราวของอิลลูมินาติจนกลายเป็นกระแสนิยม
Image copyrightALAMY
คำบรรยายภาพภาพยนตร์บางเรื่องเช่น “เทวากับซาตาน” (Angels and Demons) นำเสนอเรื่องราวของอิลลูมินาติจนกลายเป็นกระแสนิยม

 ภาพยนตร์ และหนังสือ เทวากับซาตาน” (Angels & Demons)

ยวน แม็คเกรเกอร์ (ขวา)

ในมาดนักบุญแห่งวาติกัน (โคลัมเบียพิคเจอร์ส/เอพี)

คลิกเข้าไปชมภาพยนตร์

เรื่องเล่ากำเนิดใหม่ในยุคบุปผาชน

เรื่องราวของอิลลูมินาติที่เราได้ยินกันอยู่ทุกวันนี้ แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาคมลับของปัญญาชนในศตวรรษที่ 18 เลยแม้แต่น้อย

เดวิด แบรมเวลล์ นักเขียนและนักสื่อสารมวลชนชาวอังกฤษ ซึ่งอุทิศตนสืบค้นที่มาของตำนานอิลลูมินาติบอกว่า อิทธิพลของเหล่าบุปผาชนหรือฮิปปี้ในยุคทศวรรษ 1960 ซึ่งมีความคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมต่อต้าน (counter-culture) ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมทั้งหลงใหลในปรัชญาตะวันออกและยาเสพติดอย่าง LSD เป็นกลุ่มที่รื้อฟื้นความเชื่อเรื่องสมาคมลับอิลลูมินาติขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการแต่งเติมเนื้อหาสาระของเรื่องเล่าให้ต่างไปจากเดิมอย่างมาก

กระแสความเชื่อในอิลลูมินาติยุคใหม่ เริ่มต้นขึ้นจากการตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ Principia Discordia หรือ “หลักการของผู้เห็นต่าง” ซึ่งเป็นนิยายที่แต่งล้อเลียนคัมภีร์ศาสนา โดยผู้เขียนที่อ้างว่าเป็นนักคิดนิยมลัทธิอนาธิปไตย ได้ชักชวนให้ผู้อ่านหันมานับถือลัทธิใหม่ของตนและบูชา “อีริส” (Eris) เทพีแห่งความสับสนอลหม่านไร้ระเบียบ

เห็นได้ชัดว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสวัฒนธรรมต่อต้าน ที่พยายามชักจูงให้ผู้คนตั้งคำถามต่อข้อจำกัดของ “ความจริง” ที่เคยรับรู้กันมา และปลุกเร้าให้กระทำการ “อารยะขัดขืน” ต่ออำนาจครอบงำดั้งเดิม โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้พยายามทำให้เรื่องล้อเลียนขบขันและข่าวปลอมปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงในทางปฏิบัติ

หนังสือ Principia Discordia ได้จุดประกายให้หนึ่งในผู้เขียนคือ เคอร์รี ทอร์นลีย์ ร่วมงานกับโรเบิร์ต วิลสัน นักเขียนของนิตยสารเพลย์บอย ทำการทดลองทางวรรณกรรมเพื่อต่อต้าน “อำนาจครอบงำ″ เนื่องจากพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่า “โลกในปัจจุบันเป็นเผด็จการมากเกินไป ตึงเกินไป ปิดกั้นมากเกินไป และถูกควบคุมมากเกินไป จึงจำเป็นต้องนำอนาธิปไตยกลับคืนมาสู่สังคมเสียบ้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ”

วิธีที่พวกเขาเลือกใช้คือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข่าวปลอมผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ให้มากที่สุด ทั้งการเผยแพร่ในกลุ่มวัฒนธรรมต่อต้านและในสื่อกระแสหลัก โดยเริ่มจากการเผยแพร่เรื่องของอิลลูมินาติเป็นอันดับแรก

วิลสันและทอร์นลีย์เริ่มเขียน “จดหมายจากผู้อ่าน” ขึ้นมาเองหลายฉบับ และส่งเข้ามาตีพิมพ์ที่กองบรรณาธิการของนิตยสารเพลย์บอย โดยจดหมายปลอมเหล่านี้มีเนื้อหาเล่าถึงองค์กรลับของชนชั้นนำที่เรียกว่าอิลลูมินาติ จนเป็นที่โจษจันกล่าวขานกันในหมู่ผู้อ่านอย่างกว้างขวาง

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ก็เริ่มส่งจดหมายจากผู้อ่านปลอม ที่มีเนื้อหาขัดแย้งกับที่เคยเขียนไปตอนแรกเข้ามาด้วย ซึ่งเดวิด แบรมเวลล์ ผู้ค้นคว้าที่มาของตำนานอิลลูมินาติอธิบายว่า “วิลสันและทอร์นลีย์เชื่อในทฤษฎีที่ว่า หากให้ข้อมูลขัดแย้งซึ่งทักท้วงถึงความผิดปกติของเรื่องราวไปมากพอ ผู้คนส่วนใหญ่จะเริ่มฉุกคิดได้เองว่า ข้อมูลที่ได้รับในตอนแรกมีความน่าเชื่อถืออยู่หรือไม่ ซึ่งเท่ากับปลุกเร้าให้สาธารณชน รู้จักตั้งคำถามต่อความจริงทางสังคมที่เชื่อตาม ๆ กันมา แต่น่าเสียดายว่า ผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่พวกเขาตั้งใจไว้”

เจย์ ซี เป็นหนึ่งในบรรดานักร้องแนวฮิปฮอปที่ชูมือทำสัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติ ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต
Image copyrightALAMY
คำบรรยายภาพเจย์ ซี เป็นหนึ่งในบรรดานักร้องแนวฮิปฮอปที่ชูมือทำสัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติ ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต

เล่าลือกันไปอย่างสับสนอลหม่าน

ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องสมาคมลับอิลลูมินาติ ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้างยิ่งกว่าที่ผู้เขียนต้นเรื่องคาดหมายเอาไว้หลายเท่า ในเวลาต่อมาวิลสันและนักเขียนจากนิตยสารเพลย์บอยอีกคนหนึ่งได้แต่งนิยายไตรภาคเรื่อง The Illuminatus! Trilogy ซึ่งมีเนื้อหาเฉลยปริศนาลึกลับแห่งยุคหลายเรื่อง เช่นใครคือผู้ลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี โดยพวกเขาอ้างว่าอิลลูมินาติคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องราวปิดลับเหล่านี้

หนังสือดังกล่าวขายดิบขายดีและถูกนำไปสร้างเป็นละครเวทียอดนิยมในเมืองลิเวอร์พูลของอังกฤษ ชื่อของวงดนตรีดังหลายวงในยุคนั้นตั้งขึ้นตามตัวละครเด่นในนิยายไตรภาคเรื่องนี้ ทั้งยังมีเกมการ์ดบทบาทสมมติที่ใช้เรื่องราวของอิลลูมินาติออกวางจำหน่ายในปี 1975 อีกด้วย ทำให้คนรุ่นทศวรรษ 1960-1970 ฝังใจจำและเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดนี้ว่าเป็นจริงมาโดยตลอด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำทฤษฎีสมคบคิดหลายเรื่องมาเป็นประเด็นทางการเมืองในเวทีกระแสหลัก
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำทฤษฎีสมคบคิดหลายเรื่องมาเป็นประเด็นทางการเมืองในเวทีกระแสหลัก

ปัจจุบันเรื่องราวของอิลลูมินาติกลายเป็นหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่เล่าลือกันอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก แม้แต่นักร้องดังอย่างเจย์ ซี และบียอนเซ่ ยังเคยชูมือทำสัญลักษณ์สามเหลี่ยมของอิลลูมินาติระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต การมาถึงของยุคสมัยแห่งอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ยิ่งทำให้ตำนานอิลลูมินาติแพร่ออกไปมากขึ้น โดยเว็บไซต์อย่าง 4chan และ Reddit เป็นสื่อกลางที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเรื่องเล่าเก่าแก่ที่อยู่ยั้งยืนยงมานานหลายสิบปี

อันที่จริงแล้ว โลกของเราทุกวันนี้ยังเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดที่เล่าลือกันมากมายหลายเรื่อง และมีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนไม่น้อย โดยการสำรวจทางรัฐศาสตร์ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2015 พบว่าชาวอเมริกันราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดกันคนละอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องของอิลลูมินาติ ไปจนถึงความเชื่อที่ว่าอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ปลอมแปลงสัญชาติ และเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน เป็นการจัดฉากของหน่วยข่าวกรองรัฐบาลสหรัฐฯ

ศาสตราจารย์วิเรน สวามี ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกิน (ARU) ของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า “คนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ไม่ใช่กลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีแนวคิดทฤษฎีมากมายที่นำมาใช้อธิบายพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่เรื่องของสาเหตุจากความเจ็บป่วยทางใจ ไปจนถึงการอาศัยเรื่องเล่าสมคบคิดเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่สับสนเข้าใจยาก และเหตุการณ์ที่กระทบต่อการประเมินคุณค่าในตนเอง”

งานวิจัยของ ศ. สวามี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเมื่อปี 2016 ชี้ว่าคนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดมีแนวโน้มจะเคยเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤตตึงเครียดมามากกว่าคนที่ไม่เชื่อ ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในปีเดียวกันยังพบว่า คนที่มีการศึกษาสูงกว่ามีแนวโน้มจะเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดน้อยกว่า

“สังคมอเมริกันในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง ที่จะส่งเสริมให้ทฤษฎีสมคบคิดแพร่ขยายออกไปและดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ในภูมิภาคเอเชียใต้ทฤษฎีสมคบคิดเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ควบคุมพลเมือง แต่ในโลกตะวันตกนั้นตรงกันข้าม กลุ่มคนที่ไร้อำนาจและไม่มีปากเสียงจะใช้ทฤษฎีสมคบคิดเป็นเครื่องมือประท้วงท้าทายและตั้งคำถามกับรัฐบาล”

ศ. สวามียังชี้ว่า นักการเมืองยุคใหม่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำเอาทฤษฎีสมคบคิดมาใช้เรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชน โดยเรื่องของอิลลูมินาติที่เป็นสมาคมลับในหมู่ชนชั้นสูงซึ่งใครก็แตะต้องไม่ได้นั้น สอดคล้องกับทัศนคติของกลุ่มคนที่มองว่าตัวเองไร้อำนาจและถูกรัฐทอดทิ้งไม่เหลียวแล ทรัมป์เองก็เคยกล่าวหาเสียงไว้ว่าต้องการจะเป็นตัวแทนที่ต่อสู้เพื่อคนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของนักการเมืองดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทางลบในระยะยาว โดยอาจทำให้ผู้คนถอยห่างจากการมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองกระแสหลัก และไปให้ความสนใจต่อประเด็นการเมืองชายขอบ ที่ส่งเสริมแนวคิดแบบรุนแรงสุดโต่งหรือเหยียดเชื้อชาติมากขึ้นได้

เดวิด แบรมเวลล์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในทศวรรษ 1960 สภาพสังคมและวัฒนธรรมค่อนข้างคับแคบ แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่เป็นอยู่อาจจะเสรีจนดูหละหลวมมากไปหน่อย บางทีกระแสความคิดเห็นต่าง ๆ ในสังคมอาจจะลงรอยและมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อผู้คนเริ่มต่อต้านข่าวปลอมและการโฆษณาชวนเชื่อกันมากกว่านี้ ปัจจุบันเราเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่า โซเชียลมีเดียป้อนข้อมูลบิดเบือนที่เราอยากเชื่อและพร้อมจะเชื่อได้ทุกเมื่ออย่างไร”

https://www.bbc.com/thai/international-50892736

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์-แมน: ผงาดอสูรกายสายฟ้า

คลิกดูภาพยนตร์ ความละเอียดระดับ HD ภาคไทย

คลิกดูภาพยนตร์ ความละเอียดระดับ HD ภาษาอังกฤษ บรรยายไทย

11

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2) หรือบางตลาดเรียกว่า ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดจอมอสุรกายสายฟ้า (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2: Rise of Electro) เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ มีต้นฉบับมาจากตัวละครมาร์เวลคอมิกส์ ชื่อ สไปเดอร์แมน เข้าฉายในในสหรัฐอเมริกา วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นภาคต่อจากดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมนในปี ค.ศ. 2012 โดยภาพยนตร์เข้าฉายในระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

The Amazing Spider-Man 2 ชีวิตของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (แอนดรูว์ กราฟิลด์) ต้องยุ่งวุ่นวายอยู่กับการปราบคนชั่วในฐานะไอ้แมงมุม และใช้เวลาอยู่กับคนที่เขารัก เกวน สเตซี (เอ็มมา สโตน) แถมวันจบการศึกษาของมัธยมก็มาช้าไม่ทันใจอีก ปีเตอร์ยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้แก่พ่อของเกวน นั่นก็คือต้องอยู่ห่างเธอไว้เพื่อไม่ให้เธอมีอันตราย แต่ก็เป็นสัญญาที่ปีเตอร์ไม่อาจรักษาได้

แต่อะไรก็เปลี่ยนไปเมื่ออิเลคโตร (เจมี่ ฟ็อกซ์) ตัวร้ายใหม่ได้ปรากฏกายออกมา และแฮรี่ (เดน เดอฮาน) เพื่อนเก่าได้กลับมาหา รวมถึงการที่ปีเตอร์ได้ค้นพบเบาะแสใหม่เกี่ยวกับอดีตของเขาด้วย

คลิกดูหนังตัวอย่าง

เตาปฏิกรณ์ฟิวชั่นอีก 40% จะเป็นจริง

 messageImage_1577254231438
ขณะนี้การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่น (fusion) ในโครงการ ITER (จากคำเต็ม International Thermonuclear Experimental Reactor) ได้รุดหน้าไปประมาณ 60% แล้ว แต่ก็ยังต้องการความสามารถ และความคิดริเริ่มที่หลักแหลมอีกมากจากบรรดานักวิทยาศาสตร์และวิศวกร เพื่อให้ความฝันที่จะทำให้การผลิตพลังงานมหาศาลที่สะอาดเป็นความจริง ก่อนจะถึงปี 2060 โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ 35 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหภาพยุโรป (EU) โดยรัฐบาลของบรรดาชาติสมาชิกสนับสนุนด้วยงบประมาณแปดแสนล้านบาท
 
 
เตาปฏิกรณ์นี้ถูกสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 1,000 ไร่ที่หมู่บ้าน Saint-Paul-lès-Durance ที่อยู่ใกล้เมือง Cadarache ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และเพื่อให้วิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนั้นไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนมาก การขนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจจะหนักถึง 23,000 ตัน รวมถึงวัสดุก่อสร้างไปตามถนนที่มีความยาว 104 กิโลเมตรจากท่าเรือบนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังสถานที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์ จึงต้องกระทำใน เวลากลางคืนขณะผู้คนหลับ และการจราจรไม่คับคั่ง ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและเรียบร้อย เตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกก็จะถือกำเนิด แม้ปัจจุบันเตายังสร้างไม่เสร็จ แต่ทางการฝรั่งเศสก็ได้อนุญาตให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมดูโครงสร้างภายนอกของเตาได้ สถิติคนเข้าเยี่ยมชมเตาในปี 2018 คือ 14,000 คน
 
 
นักฟิสิกส์ได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยีพลังงานฟิวชันมาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ที่รู้ว่าดวงอาทิตย์ปล่อยพลังงานความร้อนและพลังงานแสงออกมา โดยใช้กระบวนการหลอมรวมนิวเคลียส (fusion) ที่บริเวณแก่นกลางของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานส่วนหนึ่งที่มีค่าน้อยนิดได้เดินทางมาถึงโลก ซึ่งอยู่ห่างออกไป 150 ล้านกิโลเมตร แต่ก็มากเพียงพอให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถดำรงชีพได้
 
 
ดังนั้นนักฟิสิกส์จึงตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้ปฏิกิริยาฟิวชันบนดวงอาทิตย์ให้เกิดขึ้นบนโลกบ้าง และสามารถทำได้สำเร็จเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1952 เพราะในวันนั้นสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนเหนือเกาะ Eniwetok ในหมู่เกาะ Marshall ของมหาสมุทรแปซิฟิก ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้นักฟิสิกส์รู้ว่า ในการจะทำให้เกิดปฏิกิริยา fusion ได้ จำเป็นต้องใช้พลังงานที่มากมหาศาลเพื่อดำเนินการเบื้องต้น หรืออาจกล่าวสั้นๆ ได้ว่าในการสร้างระเบิดไฮโดรเจน เราจำเป็นต้องใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อจุดชนวน และองค์ความรู้ประการที่สองคือ เมื่อระเบิดไฮโดรเจนจะสำแดงฤทธิ์แล้วไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะทำให้มันหยุดได้ การคำนวณความคุ้มค่าในการสร้างพลังงาน ได้พบว่า ถ้าใช้เชื้อเพลิงฟิวชันที่มีมวล 1 กิโลกรัม จะได้พลังงานความร้อนมากเท่ากับพลังงานที่ได้จากถ่านหิน 10,000 ตัน และองค์ความรู้ที่น่ายินดีที่สุด คือ พลังงานฟิวชันเป็นพลังงานสะอาด ที่ไม่ทำให้เกิดเขม่า ควัน และฝุ่นกัมมันตรังสี เป็นมลสสารเหมือนการได้พลังงานจากถ่านหิน พลังงานปรมาณู และพลังงานฟอสซิลอื่นๆ นอกจากนี้เชื้อเพลิงที่ใช้ในปฏิกิริยาฟิวชันก็สามารถให้พลังงานแก่มนุษย์ได้ยืนนานเป็นล้านปี เพราะถ้าใช้ไอโซโทปของไฮโดรเจนอันได้แก่ deuterium กับ tritium (21H กับ 31H ) ที่โลกมีเช่น deuterium มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในน้ำทะเล และนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้าง tritium ได้ไม่ยาก โดยการยิงนิวตรอนเข้าทำปฏิกิริยากับ lithium ดังสมการ 10n + 73Li —> 42He + 31H+10n แล้ว 10n ที่เกิดใหม่เข้าทำปฏิกิริยากับ 63Li ดังปฏิกิริยา 10n+63Li —> 42He + 31H+พลังงาน เมื่อ “เชื้อเพลิง” ที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการใช้เป็นทั้งสองไอโซโทปนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ปฏิกิริยาฟิวชันจะเกิดและสามารถดำเนินการผลิตพลังงานได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด นั่นคือเมื่อน้ำทะเลหมดโลก
 
 
ทุกวันนี้นักฟิสิกส์ได้เห็นการเกิดปฏิกิริยาฟิวชันในอุปกรณ์ tokamak และ stellarator แล้ว แต่ภายในช่วงเวลาที่สั้นมาก จึงยังไม่สามารถนำพลังงานไปใช้งานได้ นอกจากนี้พลังงานที่เครื่องปล่อยออกมาก็มีค่าน้อยกว่าพลังงานที่เราป้อนเข้าไปหลายหมื่นเท่า ทุกคนจึงคาดหวังว่า ITER จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ให้พลังงานได้ประมาณ 10 เท่าของพลังงานที่อุปกรณ์ได้รับ จากนั้นในขั้นตอนต่อไปของโครงการ คือ จะมีการพัฒนา อุปกรณ์ต้นแบบ prototype ขึ้น และพัฒนาต่อจนสามารถผลิตพลังงานได้ในระดับอุตสาหกรรม
 
 
ในการเข้าใจสาเหตุการเกิดปฏิกิริยาฟิวชันนั้น แม้จะมีนิวเคลียสของ deuterium (1 โปรตอน และ 1 นิวตรอน) กับ tritium (1 โปรตอน 2 นิวตรอน) การหลอมรวมระหว่างนิวเคลียสทั้งสองก็ไม่สามารถเกิดได้ในทันที เพราะนิวเคลียสของทั้งสองธาตุต่างก็มีโปรตอน ที่มีประจุบวก และนิวตรอนที่เป็นกลาง ดังนั้น แรงไฟฟ้าระหว่างประจุบวกจะผลักกัน แต่ถ้าเราสามารถนำนิวเคลียสทั้งสองให้เข้าใกล้กันได้จนกระทั่งอยู่ห่างกันประมาณ 10-13 เมตร (คือเกือบติดกัน) แรงนิวเคลียร์ระหว่างโปรตอนจะเริ่มทำงาน และจะดึงดูดนิวเคลียสทั้งสองให้หลอมรวมกัน ซึ่งเหตุการณ์หลอมรวมนี้จะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงถึง 150 ล้านองศาเซลเซียส คือ สูงประมาณ 10 เท่าของอุณหภูมิที่ใจกลางดวงอาทิตย์ นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ปฏิกิริยาฟิวชันเกิดบนดวงอาทิตย์ได้ คือที่แก่นกลางของดวงอาทิตย์มีความดันมากเป็นล้านเท่าของบรรยากาศโลก ณ วันนี้อุปกรณ์ tokamak หรือ stellarator ที่นักฟิสิกส์ใช้ยังไม่สามารถสร้างความดันระดับนี้ได้
 
 
ดังนั้นขั้นตอนแรกของการสร้างปฏิกิริยาฟิวชันคือยิงธาตุ deuterium และ tritium เข้าไปในห้องทดลองที่เป็นสุญญากาศ แล้วใช้สนามไฟฟ้าที่มีความเข้มสูง แยกอิเล็กตรอนออกจากนิวเคลียสของอะตอมของธาตุทั้งสองชนิด ทำให้ได้เหล่าประจุลบของอิเล็กตรอน และเหล่าประจุบวก (ion) ของนิวเคลียสปะปนกันซึ่งเรียกพลาสมา (plasma) และถ้าพลาสมาที่ร้อนมากนี้ ลอยไปสัมผัสผนังของ tokamak ทั้งประจุลบของอิเล็กตรอนและประจุบวกของไออนก็จะจับคู่กับประจุตรงกันข้ามที่มีในผนังของ tokamak ทำให้ได้อะตอมของแก๊ส deuterium และ tritium เหมือนเดิม และปฏิกิริยาฟิวชันก็จะหยุดทำงาน
 
 
ด้วยเหตุนี้นักทดลองจึงต้องหาวิธีสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงมาก เพื่อกักประจุทั้งหลายไม่ให้ลอยไปกระทบผนังภาชนะ จากนั้นก็จะปล่อยคลื่นไมโครเวฟเข้าไปเพื่อทำให้พลาสมาร้อนจัด จนปฏิกิริยาฟิวชันเกิด ซึ่งจะให้ฮีเลียมกับนิวตรอนและพลังงาน ตามสมการ
 
 
21H + 31H —> 42He + 10n + 17.6 MeV
 
(MeV คือ ล้านอิเล็กตรอนโวลท์)

 
อันเป็นพลังงานที่มากกว่าพลังงานเริ่มต้นที่มีธาตุ deuterium กับ tritium ครั้นเมื่อปฏิกิริยา fusion เกิดขึ้นแล้ว นักทดลองก็ต้องป้อน deuterium และ tritium เข้าไปใหม่เพื่อทำให้ได้พลังงานฟิวชันดำเนินต่อไป สำหรับอนุภาคนิวตรอนที่เกิดขึ้น จะหนีออกจากสนามแม่เหล็กเพราะไม่มีประจุ ไปกระทบผนังภาชนะ และจะคายพลังงานที่มีให้แก่ผนังภาชนะ tokamak ทำให้ผนังมีอุณหภูมิสูงขึ้นๆ เพราะได้รับพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าสามารถนำพลังงานนี้ไปให้น้ำ น้ำก็จะร้อนขึ้นๆ ทำให้เกิดไอน้ำไปขับเคลื่อนใบพัดของเครื่องยนต์เทอร์ไบน์ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้ได้
 
 
ตามกำหนดการที่ได้วางแผนไว้ เมื่ออุปกรณ์ ITER อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม 100% เจ้าหน้าที่จะทดสอบการทำงานของเตาฟิวชันอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินเครื่องจักรเต็มกำลัง โดยอุปกรณ์ tokamak จะได้รับกำลัง 50 MW (megawatt) และจะให้พลังงานฟิวชัน 500 MW เป็นเวลานาน 400-600 วินาที (สถิติการ gain ของอุปกรณ์ฟิวชันปัจจุบันอยู่ที่ 0.67 เพราะให้พลังงาน 16 MW จากพลังงานที่รับมา 24 MW
 
 
กรอบเวลาของการดำเนินการของ ITER จึงเป็นดังนี้
 
 
ในปี 2025 จะมีการทดสอบการทำงานของ plasma ใน tokamak ทีละขั้นตอน โดยเพิ่มอุณหภูมิ ความดัน สนามแม่เหล็กและคลื่นไมโครเวฟจนถึงปี 2035 เมื่อทุกอย่างได้รับการพิสูจน์ว่า อุปกรณ์ทำงานได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ในปี 2040 จะมีการสร้างอุปกรณ์ต้นแบบ (prototype) ชื่อ DEMO เพื่อจ่ายไฟให้แก่ grid ต่างๆ ในประเทศฝรั่งเศส และในปี 2060 คือ อีก 40 ปีจากนี้ไป (เราหลายคนคงไม่ตระหนักว่า เมื่อครั้งที่มีการพบบ่อน้ำมันเป็นครั้งแรกนั้น โลกต้องใช้เวลานานร่วมศตวรรษในการติดตั้งอุตสาหกรรมน้ำมัน ทั้งๆ ที่ เทคโนโลยีน้ำมันสร้างไม่ยาก และมีราคาถูกกว่าเทคโนโลยีฟิวชันหลายล้านเท่า)
messageImage_1577254323505

ที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์ ITER ที่หมู่บ้าน Saint-Paul-l?s-Durance ที่อยู่ใกล้เมือง Cadarache ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส (https://www.iter.org)

โครงการ ITER เป็นโครงการนานาชาติที่มีหลายประเทศเข้าร่วม แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประยุกต์วิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างพลังงานรูปแบบใหม่ กระนั้นการพัฒนาโครงการนี้ก็จำเป็นต้องใช้ความรู้ฟิสิกส์มาก รวมทั้งการต้องรู้วิธีป้องกันภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่อาจจะเกิดขึ้นขณะเครื่องทำงานด้วย เพราะวัสดุทั้งหลายที่ใช้ในการสร้างปฏิกิริยาฟิวชันจะกลายเป็นวัสดุกัมมันตรังสี หลังจากที่ได้รับอนุภาคนิวตรอนเป็นจำนวนมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้นการทำลายพิษภัยของกากกัมมันตรังสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำในเวลาเดียวกันด้วย และได้พบว่าสามารถกำจัดได้ง่ายกว่ากากนิวเคลียร์ที่เกิดจากปฏิกิริยา fission

นอกจากจะมีปัญหาในการหาเชื้อเพลิงที่เหมาะสมแล้ว การค้นหาวัสดุที่เหมาะสมในการใช้ควบคุมและกำกับปฏิกิริยาฟิวชันก็เป็นปัญหาใหญ่มากเช่นกัน เพราะวัสดุที่ใช้ทำห้องปฏิบัติการฟิวชันจะต้องมีผนังที่สามารถเปลี่ยนพลังงานจลน์ของนิวตรอนที่มาตกกระทบเป็นพลังงานความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผนังไม่ร้อนมาก ผนังก็ไม่ละลาย นอกจากนี้การเกิดอันตรกิริยาระหว่างนิวตรอนกับผนังก็จะทำให้ผนังของ tokamak เสื่อมจนอะตอมของธาตุที่ใช้ในการทำผนังกระเด็นหลุดจากผนัง กลายเป็นสารเจือเข้าไปปนอยู่ในพลาสมา คือเป็นอะตอมแปลกปลอมที่สามารถหยุดปฏิกิริยาฟิวชันมิให้ดำเนินต่อไปได้ การระวังภัยประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดเวลา

อนึ่งในการทดสอบวัสดุที่ใช้ทำผนังห้องปฏิกิริยาฟิวชันนั้น นักวัสดุศาสตร์ได้พบว่า ใยคาร์บอนเป็นวัสดุที่ดี เพราะเวลาคาร์บอนทำปฏิกิริยากับ tritium จะได้ผงฝุ่นที่สามารถกำจัดออกได้ แต่ก็มีผลการทดลองในห้องปฏิบัติการบางแห่งที่แสดงให้เห็นว่า ธาตุ beryllium และ tungsten ก็มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะ beryllium นอกจากจะมีสมบัติการนำความร้อนได้ดีแล้ว ยังไม่ดูดซับ tritium ด้วย ด้าน tungsten ก็เป็นธาตุที่มีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทุกชนิด จึงไม่หลอมละลายง่าย เวลามีพลาสมาร้อนมาตกกระทบ แต่นักทดลองก็ต้องระมัดระวัง เพราะ tungsten เป็นธาตุที่เปราะ ดังนั้นจึงต้องเจือด้วยสารชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความแกร่ง

เพราะการกักเก็บ plasma จำเป็นต้องใช้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงมาก (ประมาณ 13 tesla) ดังนั้นโครงการ ITER จึงต้องพัฒนาระบบแม่เหล็กเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ และแม่เหล็กที่ใช้จึงเป็นวัสดุที่สามารถเป็นตัวนำยวดยิ่งได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า -269 องศาเซลเซียส และพบว่าต้องใช้ลวดที่ทำด้วย niobium-tin (Nb3Sn) ที่หนัก 400 ตันและยาวประมาณ 100,000 กิโลเมตร (สองเท่าของความยาวเส้นรอบโลก) ซึ่งจะถูกนำมาพันรอบท่อรูปโดนัท 18 ท่อ โดยท่อโดนัทแต่ละท่อจะหนัก 360 ตัน สูง 17 เมตร และกว้าง 9 เมตร เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้มีความเข้มตามที่ต้องการ


โครงการ ITER จึงเป็นโครงการระดับซูเปอร์ไฮเทคที่มีความซับซ้อนและมโหฬารจึงต้องอาศัยความสามารถระดับไฮเปอร์ของทุกคน ดังนั้นจึงต้องได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยทั้งจากหลายมหาวิทยาลัย และจากวงการอุตสาหกรรม เพื่อทำงานด้านนวัตกรรมและด้านพัฒนาเทคโนโลยีเดิมเพื่อพลังงาน fusion จะได้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

ดังนั้นบรรดาประเทศสมาชิกทั้ง 35 ประเทศจึงรับชิ้นงานแต่ละส่วนไปสร้างและพัฒนา เพื่อให้โครงการ ITER ลุล่วงอย่างดีที่สุด และพบว่าต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลายสาขา เช่น ด้านสุญญากาศ ด้านแม่เหล็ก และด้านการถ่ายเทความร้อน เช่น นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นรับงานสร้างสนามแม่เหล็ก และนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้รับงานสร้างห้องสุญญากาศที่หนัก 440 ตัน เป็นต้น

ข้อโต้แย้งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าเป็นจุดด้อยของโครงการ คือ อนุภาคนิวตรอนที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิวชันอาจทำลายผนังของวัสดุที่นำมาทำเตา เพราะมันทำให้เตาเสื่อมคุณภาพเร็ว คือไม่นานพอจะใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็นเวลานาน เมื่อผนังถูกเหนี่ยวนำให้เป็นวัสดุกัมมันตรังสี นอกจากนี้แท่งแม่เหล็กตัวนำยวดยิ่งก็เช่นกัน ถ้าได้รับกระแสนิวตรอนมากมันก็จะเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น การวิจัยเพื่อลดภัยอันตรายนี้ จึงต้องมีการจัดการให้เรียบร้อยก่อนเครื่อง ITER จะเริ่มทำงานได้จริง

ด้านองค์การเอกชนต่างๆ ที่ต่อต้านการสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชันก็มักอ้างว่านักวิทยาศาสตร์ในโครงการ ITER ยังไม่มีความรู้ และความสามารถเพียงพอในการจัดการกากนิวเคลียร์ และเมื่อค่าก่อสร้าง ITER ได้เพิ่มตลอดเวลาจาก 175,000 ล้านบาทเป็น 800,000 ล้านบาท และจะเพิ่มอีก หลายคนจึงคิดว่า ITER เป็นของเล่นราคาแพงของนักวิทยาศาสตร์ และการทำงานยังไม่น่าไว้ใจว่าจะมีประสิทธิภาพดังที่กล่าวอ้าง ดังนั้นรัฐบาลน่าจะทุ่มเงินไปวิจัยพลังงานทางเลือกรูปแบบอื่นจะดีกว่าและคุ้มค่ากว่า

ในการตอบต่อข้อโต้แย้งเหล่านี้ โฆษกโครงการ ITER ได้อ้างว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เกิดจากการเข้าใจผิด เช่นเรื่องกากกัมมันตรังสี เพราะ ITER จะสร้างกากกัมมันตรังสีน้อยกว่าโครงการ fission ประมาณ 100 เท่า และกากเหล่านี้มีอายุสั้น คือนานไม่ถึงปี การควบคุมการระเบิดของเตาฟิวชันก็ดีกว่าเตาฟิชชันมาก และถ้าเมื่อใดที่มีสารเจือในพลาสมา แม้แต่เพียงเล็กน้อย เตาก็จะหยุดทำงานทันที หรือเวลาเตา fusion ถูกผู้ก่อการร้ายลอบเข้ามาวางระเบิด มลสสารที่เป็นกากกัมมันตรังสีก็จะน้อยกว่ามลภาวะในอากาศ อันได้แก่ CO2, SO2, NO และ NO2 ที่เกิดจากเตา fission และท้ายที่สุด เตา fusion ไม่สามารถให้นักวิทยาศาสตร์ของชาติใดนำไปพัฒนาจนสามารถผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้

ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์ tokamak ที่ใช้ในโครงการ ITER ขณะนี้ ก็ได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่า สามารถกักเก็บ plasma ได้ และกำลังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และท้ายที่สุดฝ่ายที่สนับสนุนโครงการ ITER ก็อ้างว่า การใช้พลังงานทางเลือกอื่น เช่น แสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ยังให้พลังงานน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานไฟฟ้าที่จะได้จาก fusion

อ่านเพิ่มเติมจาก Sun in a Bottle: The Strange History of Fusion and the Science of Wishful Thinking โดย Charles Sife จัดพิมพ์โดย Viking ปี 2008

สุทัศน์ ยกส้าน

https://mgronline.com/science/detail/9620000121542

 ดูภาพยนตร์ เรื่อง

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์-แมน: ผงาดอสูรกายสายฟ้า

11

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2) หรือบางตลาดเรียกว่า ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดจอมอสุรกายสายฟ้า (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2: Rise of Electro) เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ มีต้นฉบับมาจากตัวละครมาร์เวลคอมิกส์ ชื่อ สไปเดอร์แมน เข้าฉายในในสหรัฐอเมริกา วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นภาคต่อจากดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมนในปี ค.ศ. 2012 โดยภาพยนตร์เข้าฉายในระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

คลิกดูภาพยนตร์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คิดค้นกาวติดทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

messageImage_1577251739124

Credit : Boston University

จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพของโลกและร่างกายของคนเรา เช่นพลาสติกที่ใช้กันอาจไม่ทำจากพลาสติก แต่เป็นวัสดุที่ใช้งานได้เหมือนพลาสติก อย่างการใช้กาวบนวัสดุพื้นผิวหลากหลาย ล่าสุด ทีมนักวิจัยด้านวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา เผยการคิดค้นออกแบบกาวทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กาวชนิดนี้ทำจากส่วนประกอบทางเคมีที่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด มีพลังยึดเกาะและย่อยสลายได้ ปกติแล้วเรามักจะคิดว่าคาร์บอนเป็นก๊าซที่ก่อมลพิษในชั้นบรรยากาศเมื่อมีปริมาณที่มากเกินไป แต่ส่วนประกอบสำคัญของกาวชนิด ดังกล่าวคือมีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 20-40% ของกาวที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยสูตรกาวสามารถปรับให้เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมและการแพทย์ได้

ทีมวิจัยประเมินว่ากาวชนิดนี้จะใช้เวลา 1 ปี หรือน้อยกว่าในการย่อยสลายในธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ แตกต่างจากพลาสติกที่จะต้องฝังในหลุมฝังกลบเป็นเวลาหลายพันปีแบบวัสดุปิดแผล หรือเทปพันท่อที่ทิ้งอยู่ในกองขยะทุกวันนี้ และคาดว่าการวิจัยนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัยเร่งมุ่งสู่เป้าหมายที่คล้ายกัน ในการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น.

https://www.thairath.co.th/news/local/1733480

นักฟิสิกส์เสนอใช้เอกภพคู่ขนาน แก้ปัญหาเรื่องเดินทางข้ามเวลา

Getty Images

นักฟิสิกส์เสนอใช้เอกภพคู่ขนาน แก้ปัญหาเรื่องเดินทางข้ามเวลา – BBCไทย

คลิกชมคลิปความละเอียด HD

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ความพยายามสร้าง “ไทม์แมชชีน” หรือเครื่องมือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหรืออนาคตเป็นเรื่องที่น่าทึ่งเสมอ แต่ยังมีปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ผู้ที่เดินทางข้ามเวลาไปจะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ปัจจุบันในยุคสมัยของตนเองได้หรือไม่

ปัญหาลักษณะนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “ปฏิทรรศน์คุณปู่” (grandfather paradox) โดยปฏิทรรศน์นั้นคือข้อความที่มีตรรกะถูกต้องเป็นจริงแต่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง และปฏิทรรศน์เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่มีชื่อเสียงนั้น ได้แก่เรื่องที่สมมติว่ามีคนโดยสารไทม์แมชชีนไปในอดีต เพื่อสังหารปู่ของตนเองเสียก่อนจะถึงวัยมีลูกหลาน แต่การกระทำนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในเวลาต่อมาด้วย โดยคนผู้นั้นก็จะไม่ได้เกิดมาและมีตัวตนอยู่ในปัจจุบันอีกต่อไป

เหตุการณ์สมมตินี้ยังทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า หากคนที่ย้อนเวลาไปสังหารปู่ของตนเองหายไปจากโลกนี้เสมือนว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน ก็ย่อมแสดงว่าไม่เคยมีผู้ใดไปสังหารปู่ของเขาใช่หรือไม่ ?

ปัญหาย้อนแย้งน่าปวดหัวนี้ ทำให้หลายคนเกรงว่า หากการเดินทางข้ามเวลาทำได้จริงขึ้นมาเมื่อใด อาจจะเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในเส้นเวลา (timeline) ของประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์ 2 รายจากสถาบันเพริมีเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎี (PITP) ของแคนาดา ซึ่งได้แก่ ดร. บารัก โชชานี และดร. เจคอบ เฮาเซอร์ ได้เสนอวิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่จะเกิดจากปฏิทรรศน์คุณปู่ ในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยแนะให้ผู้เดินทางด้วยไทม์แมชชีนกระโดดข้ามไปมาระหว่างเอกภพคู่ขนานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

ร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine
Getty Images

ร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine

นักฟิสิกส์ทั้งสองระบุว่า วิธีการนี้มีความเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์ โดยอาจใช้รูหนอน (wormhole) ซึ่งเป็นช่องทางพิเศษที่เกิดขึ้นจากการบิดเบี้ยวของปริภูมิ-เวลา (space-time) เดินทางข้ามไปมาระหว่างเอกภพคู่ขนานจำนวนมาก ซึ่งเอกภพคู่ขนานเหล่านี้มีเส้นเวลาของลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เหมือนกัน มีรายละเอียดต่างกันออกไปเพียงเล็กน้อย และแยกออกจากกันด้วยค่าความแตกต่างทางคณิตศาสตร์

ผลจากการคำนวณชี้ว่า จำนวนของเอกภพคู่ขนานที่ต้องใช้สำหรับวิธีนี้จะต้องมีจำนวนมาก แต่ไม่ถึงกับมากเป็นอนันต์ จึงจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอีกเส้นเวลาหนึ่งได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นเวลาประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ในเอกภพของผู้ใช้ไทม์แมชชีนเอง

แต่แน่นอนว่า วิธีการนี้จะไม่สามารถใช้แก้ไขเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลก ตามจินตนาการในนิยายหรือภาพยนตร์ได้ เช่นเราอาจจะย้อนเวลาไปสังหารฮิตเลอร์ในเอกภพคู่ขนานได้ แต่ในเอกภพของเราสงครามโลกครั้งที่สองก็จะยังคงเกิดขึ้นและให้ผลเช่นเดิม

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3238894