คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2019

“ปรินคิวบ์” (PrinCube)

ปรินคิวบ์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ปรินคิวบ์ – เดอะกอดทิงก์สจากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “ปรินคิวบ์” (PrinCube) เครื่องพิมพ์พกพาทันสมัย ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสุดกะทัดรัด กว้าง 7.2 เซนติเมตร ยาว 5.1 เซนติเมตร สูง 6.8 เซนติเมตร และมีน้ำหนักแค่ 160 กรัมเท่านั้น จึงสะดวกต่อการนำไปใช้งานในทุกที่ทุกเวลา เพียงเชื่อมต่อปรินคิวบ์เข้ากับโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน ใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส

ปรินคิวบ์

จากนั้นสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังปริน คิวบ์เข้าสู่แอพพลิเคชั่น เพื่ออัพโหลดรูปภาพ หรือข้อความ กดปุ่มเริ่มการทำงาน รอจนมีไฟเขียวปรากฏขึ้นแล้วจึงเลื่อนปรินคิวบ์บนวัสดุที่ต้องการ

ปรินคิวบ์พิมพ์บนกระดาษ หนัง โลหะ พลาสติก ซิลิโคน ผ้า ไม้ และแทบจะทุกพื้นผิว ทั้งที่ราบเรียบและไม่ราบเรียบ กับแถบข้อความขนาดสูงสุดที่ 4.3 .และพิมพ์ได้นานถึง 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟจนเต็ม 1 ครั้ง

ตลับหมึกใช้เป็นระบบ 4 สี ฟ้า บานเย็น เหลือง และดำ 1 ตลับพิมพ์ได้ความยาวกระดาษเอ 4 สูงสุด 415 หน้า เมื่อหมดแล้วแค่เปิดฝาด้านหลัง ดึงตลับเก่าออก และใส่ตลับหมึกใหม่เข้าไปแทน หากจะพิมพ์ลายสักชั่วคราว หมึกนี้ปลอดภัยต่อผิวหนัง แค่ล้างออกด้วยสบู่ โฟม หรือครีมอาบน้ำ แต่เมื่อพิมพ์ลงบนวัสดุอื่น ข้อความและรูปภาพที่พิมพ์จะติดทนนานเพราะไม่มีความชื้นเหมือนผิวมนุษย์นั่นเอง

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_3004532

นักฟิสิกส์เผยวิธีมองหา “รูหนอนข้ามจักรวาล” ในธรรมชาติ

รูหนอนข้ามจักรวาล
Getty Images วิธีการที่ใช้พิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป อาจนำมาใช้ค้นหาร่องรอยของรูหนอนในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อวกาศ : นักฟิสิกส์เผยวิธีมองหา “รูหนอนข้ามจักรวาล” ในธรรมชาติ – BBCไทย

การเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้นหรืออีกฟากหนึ่งของจักรวาลด้วย “รูหนอน” (wormhole) ยังคงเป็นความฝันที่บรรดานักฟิสิกส์ต้องการจะทำให้เป็นจริงขึ้นมาให้จงได้ แม้ปัจจุบันจะยังคงค้นหาช่องทางดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลาในทางทฤษฎีไม่พบก็ตาม

ล่าสุดนอกจากจะมีผู้เสนอวิธีการสร้างรูหนอนที่มีความเสถียรขึ้นมาเองแล้ว ยังมีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อใช้มองหารูหนอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยทีมนักฟิสิกส์และจักรวาลวิทยาจาก University at Buffalo (UB) ของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่วิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดในการค้นหารูหนอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ลงในวารสาร Physical Review D. ไว้ดังนี้

ทีมผู้วิจัยระบุว่า เมื่อการพับตัวของปริภูมิ-เวลา (space-time) ได้ทำให้เกิดรูหนอนย่นระยะทางเชื่อมต่อสถานที่สองแห่งในจักรวาลนั้น แรงโน้มถ่วงมหาศาลจากวัตถุที่มีมวลมาก เช่นจากดาวฤกษ์ที่ปลายทางอีกด้านหนึ่งของรูหนอน ย่อมสามารถจะส่งผ่านมาถึงยังปลายทางด้านตรงข้ามที่เราเป็นผู้สังเกตอยู่ได้ โดยแรงโน้มถ่วงมหาศาลนี้จะทำให้การเคลื่อนที่ของวัตถุอวกาศในฝั่งของเรากวัดแกว่งเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า เหตุการณ์ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีอยู่ของรูหนอนดังกล่าว มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้สูงในสภาพแวดล้อมที่มีแรงโน้มถ่วงแบบสุดขั้ว เช่นในห้วงอวกาศโดยรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด หรือแม้แต่ในบริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ของหลุมดำเอง

“เราอาจพิสูจน์สมมติฐานนี้โดยเฝ้าสังเกตและทำแผนที่การโคจรของดาวฤกษ์รอบหลุมดำมวลยิ่งยวด เช่นดาวฤกษ์ S2 ซึ่งโคจรรอบหลุมดำซาจิตทาเรียสเอสตาร์ (Sgr A*)ที่ใจกลางดาราจักรของเรา”

“หากพบว่าดาวฤกษ์ S2 มีการเคลื่อนที่กวัดแกว่งออกจากวงโคจรปกติขณะเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงที่ส่งผ่านรูหนอนมาจากอีกฟากหนึ่งของจักรวาล”

ก่อนหน้านี้ข้อมูลการโคจรของดาวฤกษ์ S2 รอบหลุมดำซาจิตทาเรียสเอสตาร์ ได้เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์มาแล้วในปี 2018 และคาดว่าการเก็บข้อมูลที่ยาวนานถึง 25 ปีเพื่อการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าว จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการมองหารูหนอนในธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ดร. สตอยโควิชกล่าวย้ำด้วยว่า การกวัดแกว่งออกจากวงโคจรปกติของดาวฤกษ์เพียงอย่างเดียวนั้น อาจไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของรูหนอนได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการตรวจสอบและศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

“แม้เราจะพบรูหนอนในธรรมชาติเข้าจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะใช้มันเดินทางไปกลับข้ามจักรวาลได้ทันที เพราะรูหนอนจะไม่เสถียรและพังทลายลงอย่างรวดเร็ว หากเราไม่มีแหล่งกำเนิด “พลังงานลบ” เข้าช่วยพยุงให้โครงสร้างของรูหนอนเปิดอยู่นานพอ” ดร. สตอยโควิชกล่าวทิ้งท้าย

ดร. เดยาน สตอยโควิช ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า “เราอาจมองหาร่องรอยของรูหนอนในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ด้วยหลักการดังกล่าว หากมีรูหนอนเกิดขึ้นจริง แรงโน้มถ่วงจากดาวฤกษ์ในอีกฝั่งหนึ่ง จะสามารถมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ในฝั่งตรงข้ามได้”

คลิกดูคลิปความละเอียดระดับ HD

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องตัวเก็บประจุ-ตัวเหนี่ยวนำ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องตัวเก็บประจุ-ตัวเหนี่ยวนำ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป 10 การทดลองวิทยาศาสตร์สุดอเมซิ่ง

10 AMAZING SCIENCE EXPERIMENTS!

 

คลิกดูคลิป 

คลิก facebook

นักวิทยาศาสตร์สอนหนูทดลองขับรถคันจิ๋วคลายเครียด

นักวิทยาศาสตร์สอนหนูทดลองขับรถคันจิ๋วคลายเครียด – BBCไทย

ใครจะคิดว่ากิจกรรมที่ดูเหมือนจะทำได้ยากสำหรับหนูตัวเล็ก ๆ อย่างเช่นการขับรถยนต์ไฟฟ้าคันจิ๋วไปรอบห้อง สามารถจะช่วยให้บรรดาหนู ๆ คลายเครียด และนักวิทยาศาสตร์ยังใช้พฤติกรรมขณะขับรถของพวกมันเป็นแนวทางพัฒนาวิธีบำบัดความตึงเครียดในมนุษย์โดยไม่ต้องใช้ยาได้อีกด้วย

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยริชมอนด์ในสหรัฐฯ ทดลองสอนให้หนู 17 ตัวรู้จักขับรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก ๆ ที่ทำจากโหลพลาสติกใสไปรอบห้องปฏิบัติการ โดยหนูทดลองเหล่านี้จะได้รับซีเรียลรสผลไม้ “ฟรูตลูปส์” (Froot Loops) เป็นรางวัล เมื่อขับรถไปถึงที่หมายที่กำหนดไว้

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร “การวิจัยสมองเชิงพฤติกรรม” (Behavioural Brain Research) โดย ดร. เคลลี แลมเบิร์ต ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า เธอและเพื่อนร่วมทีมได้ประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้าคันจิ๋วสำหรับหนูทดลองขึ้นมา โดยพื้นรถที่ยึดติดกับล้อทั้งสี่ทำจากอะลูมิเนียม และมีขดลวดทองแดงติดอยู่ที่ตัวถังรถซึ่งเป็นโหลพลาสติก 3 ด้านด้วยกัน คือที่ด้านซ้าย ด้านขวา และตรงกลางด้านหน้ารถ

A rat in a little plastic car
AFP

หนูทดลองบังคับรถด้วยการแตะส่วนต่าง ๆ ของเส้นลวดทองแดง

เมื่อหนูทดลองขึ้นขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า มันจะใช้เท้าแตะที่ขดลวดทองแดงในทิศทางที่ต้องการขับเคลื่อนไป ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้กระแสไฟฟ้าในรถวิ่งครบวงจร และสามารถบังคับให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า รวมทั้งหักเลี้ยวซ้ายขวาได้

แม้จะต้องใช้เวลาสอนและฝึกฝนนานหลายเดือน แต่ในที่สุดหนูทดลองกลุ่มนี้ก็สามารถขับรถได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตาม หนูที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับธรรมชาติ โดยมีสิ่งเร้าที่กระตุ้นพฤติกรรมอย่างซับซ้อนมากกว่า มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้การขับรถยนต์ได้ดีกว่าหนูที่เกิดและเติบโตอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยยังได้ตรวจสอบมูลที่หนูขับถ่ายออกมาด้วย ซึ่งผลปรากฏว่าหนูทุกตัวมีระดับฮอร์โมน “ดีไฮโดรเอพิแอนดรอสเทอโรน” (Dehydroepiandrosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยลดความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น บ่งบอกถึงความพึงพอใจและความรู้สึกผ่อนคลายที่พวกมันได้รับจากการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ

“หนูมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าที่เราเคยคาดกันไว้ สมองของพวกมันมีความยืดหยุ่น (Neuroplasticity)ในการปรับตัวรองรับการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ดร. แลมเบิร์ตกล่าว

“การเรียนรู้และเกิดความเชี่ยวชาญถือเป็น “ทุนเชิงประสบการณ์” (Experiential capital) ซึ่งมนุษย์สามารถแสวงหาและสั่งสมจนเกิดความพึงพอใจได้ หากเราใช้ชีวิตในรูปแบบที่เผชิญกับความตื่นเต้นท้าทายอยู่เสมอ”

“ผลการทดลองกับหนูในครั้งนี้ช่วยยืนยันว่า การเรียนรู้สิ่งใหม่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมและมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางประสาทเคมี (Neurochemistry)ได้เช่นกัน”

“เราอาจใช้ข้อมูลที่ได้จากหนูทดลอง มาเป็นต้นแบบในการใช้กิจกรรมและงานประเภทต่าง ๆ บำบัดรักษาอาการทางจิตเวชในมนุษย์ได้โดยไม่ต้องใช้ยา เช่นใช้รักษาโรคซึมเศร้า โรคจิตเภท หรือแม้แต่ผลกระทบทางจิตใจจากโรคพาร์กินสันเป็นต้น”

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3003865

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! นักบินหญิงเดินอวกาศซ่อมยานนอกโลก

2 นักบินหญิงของนาซ่าประสบความสำเร็จในการเดินอวกาศเพื่อซ่อมสถานีนอกโลก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศของนาซ่า คริสติน่า โคช และ เจสสิก้า เมียร์ ประสบความสำเร็จในการร่วมกันเดินอวกาศเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของระบบไฟฟ้านอกสถานีอวกาศระหว่างประเทศที่ลอยอยู่ในวงโคจรโลก  บริเวณด้านนอกสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งอยู่เหนือโลกประมาณ 408 กิโลเมตร เป็นเวลาถึง 7 ชั่วโมง ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มการเดินอวกาศเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว

บรรดาผู้นำขององค์การอวกาศสหรัฐฯ และผู้นำกลุ่มสตรีทั่วโลก ต่างแสดงความยินดีต่อประวัติศาสตร์หน้าใหม่นี้ และต่างคาดหวังว่ากรณีนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงานในอวกาศในอนาคต


เคธี ซุลลิแวน สตรีอเมริกันคนแรกที่เดินอวกาศเมื่อ 35 ปีที่แล้ว แสดงความยินดีต่อการเดินอวกาศของนักบินอวกาศหญิงล้วน โดยบอกว่าในที่สุดก็มีผู้หญิงก้าวเข้าสู่วงการนักบินอวกาศมากขึ้น  เดิมทีนาซ่าวางแผนจะให้มีการเดินอวกาศแบบใช้ผู้หญิงทั้งหมดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ติดขัดตรงที่มีชุดเดินอวกาศไซส์สำหรับผู้หญิงไม่เพียงพอ

 

นาซาเปิดตราสัญลักษ์ตัวแทนแห่ง “Woman on the Moon”

นาซาเปิดตราสัญลักษณ์ของโครงการ Artemis ที่ให้ความสำคัญกับการส่งผู้หญิงไปเยือนดวงจันทร์

วันนี้ ( 25 ต.ค. 62 )มนุษย์เดินทางไปเหยียบ “ดวงจันทร์” มาแล้ว 5 ทศวรรษ , แต่จนถึงขณะนี้ การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ ก็ยังเป็นเรื่องยาก และ ท้าทาย 

 องค์การ NASA  นั้นมีโครงการ Artemis เพื่อส่งมนุษย์กลับ ไปสำรวจดวงจันทร์ อีกครั้ง และที่น่าสนใจคือ โครงการนี้เน้นการส่ง มนุษย์อวกาศหญิง ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ ที่เรียกกันว่า   “Woman on the Moon”      

 ตอนนี้ NASA เปิดตัว logo ของโครงการ Artemis  ออกมาแล้ว โดย เป็นสัญลักษณ์รูปของ เทพ Artemis  ที่เป็นน้องสาวฝาแฝดของ เทพ  Apollo

Jim Bridenstine หัวหน้าผู้บริหารของ NASA กล่าวว่า การเปิดตัว logo แสดงให้เห็นรว่า คนรุ่นปัจจุบัน ให้ความมสำคัญกับการทดลองค้นคว้า หาวิธีเดินทางไปยังดาวดวงอื่น และ หาความเป็นไปได้ ในการที่มนุษย์สามารถไปอาศัยบนดาวที่มีสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากโลก 

NASA นั้นวางแผน ที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ในปี 2024 และการดึง มนุษยอวกาศหญิงเข้ามาร่วมโครงการ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ภารกิจในอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมนุษย์อวกาศที่เป็นผู้ชายเท่านั้น 

https://www.tnnthailand.com/content/19972

คอมควอนตัมมาแรง! กูเกิ้ลโวชนะขาดลอย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์

คอมควอนตัมมาแรง!

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คอมควอนตัมมาแรง! กูเกิ้ลโวชนะขาดลอย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์

คอมควอนตัมมาแรง! – วันที่ 24 ต.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า กูเกิ้ล ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงได้ภายใน 200 วินาที เทียบกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาเดียวกันนี้ราว 1 หมื่นปี

ความสำเร็จดังกล่าวของกูเกิ้ล สะท้อนความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เรียกกันว่า “ควอนตัม ซูพรีมาซี” (quantum supremacy) หรือแสนยานุภาพควอนตัม ได้รับการตีพิมพ์เผนแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ “เนเจอร์” (Nature) 

ศุนทร ปิจไช กับคอมพิวเตอร์ควอนตัมของกูเกิ้ล “ไซคามอร์”

นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำแนวโน้มการกำลังมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งมีประสิทธิภาพการคำนวณสูงกว่าคอมพิวเตอร์ปัจจุบันอย่างมหาศาล เนื่องจากใช้หลักการใหม่จากฟิสิกส์ระดับควอนตัม เรียกว่า ควอนตัม เมคานิกส์ (ปรากฏการณ์ในระดับเล็กกว่าอนุภาคที่อยู่ในอะตอม)

คอมพิวเตอร์ทั่วไปนั้นใช้หลักการคำนวณข้อมูลที่อยู่ในสถานะนิ่งสถานะเดียวเท่านั้น ใช้สัญลักษณ์แทนว่า “1” และ “0” เรียกว่า “บิต” แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้การคำนวณจากข้อมูลที่เรียกว่า ควอนตัม บิต หรือ “คิวบิต” ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีสถานะเป็นได้ทั้ง 1 และ 0 ในเวลาเดียวกัน จึงมีความเร็วสูงกว่า

กูเกิ้ล ระบุว่า อยู่ระหว่างพัฒนา คอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่ทนต่อการเกิดความผิดพลาด ให้เสร็จเร็วที่สุด เช่นเดียวกันกับการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อาทิ แบตเตอรีน้ำหนักเบาสำหรับรถยนต์และอากาศยาน รวมไปถึงยารักษาโรคชนิดใหม่ๆ

“การพัฒนาประสิทธิภาพการคำนวณรูปแบบใหม่นี้ยังอาจต้องใช้เวลานานอีกหลายปีทั้งทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่แนวทางของกูเกิ้ลนั้นมีความชัดเจนแล้ว” กูเกิ้ล ระบุ

อย่างไรก็ดี คำกล่าวอ้างของกูเกิ้ลล่าสุด ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญและบรรดายักษ์ใหญ่ไอทีคู่แข่ง อาทิ ไอบีเอ็ม ระบุว่า กูเกิ้ล ประมาทประสิทธิภาพของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในปัจจุบันมากเกินไป โดยมองว่า ปัญหาดังกล่าวน่าจะสามารถแก้ได้ด้วยภายในเวลาประมาณ 2 วันครึ่งเท่านั้น

คอมควอนตัมมาแรง!
“ซัมมิท” ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกของไอบีเอ็ม-เอ็นวิเดีย

“เราขอเรียกร้องให้บรรดาแวดวงไอทีใช้วิจารณญาณอย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อคำกล่าวอ้างใดๆ ที่ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำอะไรได้มากกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน” ไอบีเอ็ม ระบุ

ด้านนายศุนทัร ปิจไช ซีอีโอกูเกิ้ล กล่าวตอบโต้ว่า การพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั้นเหมือนกับพี่น้องตระกูลไรต์ ชาวอังกฤษ ผู้ประดิษฐ์เครื่องบินได้สำเร็จเป็นครั้งแรกกว่า 100 ปีที่แล้ว

“เครื่องบินลำแรกของพี่น้องไรต์ บินได้ประมาณ 12 วินาที มันใช้ไม่ได้ก็จริง แต่สะท้อนว่าสิ่งนี้เป็นไปได้” ปิจไช ระบุ

ทั้งนี้ ประเทศจีน ถือเป็นชาติที่มีความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมมากที่สุดของโลก โดยสหรัฐอยู่ระหว่างการพัฒนาไล่ตาม ส่งผลให้นักวิเคราะห์เกรงว่าจะเกิดการแข่งขันกันทางด้านการพัฒนาอาวุธควอนตัม

 

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_2998583

ไข่มุกเก่าสุดของโลก อาบูดาบีภูมิใจจัดแสดงอลังการ คลิป หอยผลิตไข่มุกได้อย่างไร

ไข่มุกเก่าสุดของโลก

ไข่มุกเก่าสุดของโลก อาบูดาบีภูมิใจจัดแสดงอลังการ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ไข่มุกเก่าสุดของโลก – วันที่ 21 ต.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ทางการกรุงอาบูดาบี มหานครเอกแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี เตรียมจัดแสดงไข่มุกอายุกว่า 8,000 ปี ในนิทรรศการณ์ “ความอลังการหมื่นปี” ที่พิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ อาบูดาบี  ไข่มุกเม็ดนี้เป็นไข่มุกที่มีอายุมากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว หรือดีซีที ระบุว่า ไข่มุกเม็ดดังกล่าว ค้นพบเมื่อปี 2560 บริเวณแหล่งโบราณคดี มาราวาห์ ไอส์แลนด์ นอกชายฝั่งอาบูดาบี โดยผลการทดสอบอายุจากกห้องปฏิบัติการพบว่า กำเนิดขึ้นมาเมื่อราว 5,800  ถึง 5,600 ปีก่อนคริสตกาล

ไข่มุกเก่าสุดของโลก

นายอับดุลลา คาลฟาน อัล-คาบี จากหน่วยสำรวจแหล่งโบราณคดีของดีซีที กล่าวว่า การค้นพบไข่มุกเม็ดนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงการแลกเปลี่ยนไข่มุกในยุคหินใหม่ (Neolithic Age) ซึ่งมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน และทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า และใช้เครื่องปั้นดินเผา

ดีซีที ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลทางด้านโบราณคดีที่ย้อนไปเมื่อราวคริสศตวรรษที่ 16 พบว่า อาบูดาบี เป็นแหล่งค้าขายไข่มุกขนาดใหญ่ของโลก โดยนักโบราณคดียังพบเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกสัตว์น้ำด้วย

ไข่มุกเก่าสุดของโลก

นายโมฮัมเหม็ด คาลิฟา อัล-มูบารัก รัฐมนตรีดีซีที ระบุว่า ไข่มุกอาบูดาบี เป็นการค้นพบที่น่าทึ่ง และเป็นสักขีพยานของวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับทะเลของชาวอาบูดาบี ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาอันยาวนานของผู้คนในแถบนี้ไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ ไข่มุกเคยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของอาบูดาบี และเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของชาวประมง แต่อุตสาหกรรมดังกล่าวเริ่มเสื่อมความนิยมลงในช่วงศตวรรษที่ 20 หลังชาวประมงญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการคิดค้นการทำฟาร์มหอยมุก และกรรมวิธีที่ทำให้ได้มุกเม็ดงามกลมเกลี้ยงสมบูรณ์แบบ

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2990589

เมื่อนิวเคลียร์ถล่มกรุงเทพฯ สามารถทดลองใส่ชื่อเมืองที่ท่านต้องการถล่มเป็นภาษาไทย

คลิกดูคลิป ความละเอียดระดับ HD

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทดลอง วางระเบิดนิวเคลียร์

ที่เมืองหรือประเทศของท่าน

1-1

พิมพ์ชื่อเมือง (เป็นภาษาไทยได้)  ลงในช่อง  และใส่ค่าอำนาจการระเบิด  ถัดไป คลิก ระเบิด (detonate)  ท่านจะได้เห็นอำนาจการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ โดยรอบ

คลิกทดลองได้ที่นี่