คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2019

10 สิ่งที่เร็วที่สุดในโลก ฟริ้ววว… (แต่ละอย่างเร็วมาก)

 

10 สิ่งที่เร็วที่สุดในโลก ฟริ้ววว… (แต่ละอย่างเร็วมาก)

29817

 10 สิ่งที่ได้รับการบันทึกเป็นสถิติ ว่า ”เร็วที่สุดในโลก”

คลิกดูคลิป  ความละเอียดระดับ HD

1. อนุภาคที่เร็วกว่าแสง

Tachyon ความเร็วที่น้อยที่สุดของ Tachyon นั้นเท่ากับความเร็วแสง

1 (Copy)

Tachyon คืออนุภาคที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง แต่ก็ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ ความคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์ชื่อ Arnold Sommerfeld แต่ถูกตั้งชื่อโดย Gerald Feinberg ซึ่งคำว่า Tachyon มาจากศัพท์ภาษากรีก tachus ที่แปลว่า ความเร็ว ซึ่งทฤษฎีเบื้องต้นของ Tachyon คือความเร็วมันจะเพิ่มขึ้นเมื่อมันเสียพลังงาน และสูญเสียความเร็วเมื่อพลังงานเพิ่มขึ้น ความเร็วที่น้อยที่สุดของ Tachyon นั้นเท่ากับความเร็วแสง

2. สิ่งที่เร็วที่สุดที่ได้มีการบันทึก

แสง มีความเร็ว 299,792.458 km/s

2 (Copy)

สิ่งที่เร็วที่สุดในเอกภพที่ได้มีการบันทึกก็คือแสงนั่นเอง โดยในสุญญากาศแสงมีความเร็วถึง 299,792.458 km/s ถ้าคุณเคลื่อนที่ด้วยความเร็วนี้รอบเส้นศูนย์สูตร คุณจะเดินทางหมุนรอบโลก 7 ครั้งต่อวินาที

3. วัตถุที่เร็วที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้น

ยานสำรวจอวกาศ NASA Helios 2 มีความเร็วสูงถึง 252,793 km/h

3 (Copy)

ยานสำรวจอวกาศ NASA Helios 2 คือวัตถุที่เร็วที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมีความเร็วสูงถึง 252,793 km/h เป็นยานสำรวจดวงอาทิตย์ มันถูกส่งออกไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม 1976 และไปโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 17 เมษายน 1976

4. ยานพาหานะที่เร็วที่สุดที่มีมนุษย์ควบคุม

ยานอะพอลโล 10 ทำความเร็วได้ถึง 39,897 km/h

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โครงการอะพอลโล 10 เป็นโครงการแบบมีนักบินอันดับที่ 4 ของโครงการอะพอลโลของสหรัฐอเมริกา โดยยานอะพอลโล 10 ทำความเร็วได้ถึง 39,897 km/h ในระหว่างการเดินทางกลับจากดวงจันทร์ในวันที่ 26 พฤษภาคม 1969 ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดเท่าที่ยานหพานะแบบมีมนุษย์ควบคุมจะทำได้

5. เครื่องบินที่เร็วที่สุดที่มีมนุษย์ควบคุม

North American X-15 มีความเร็วสูงถึง 7,200 km/h

5 (Copy)

North American X-15 เป็นเครื่องบินพลังจรวด ที่เป็นส่วนหนึ่งในการทดลอง X-plane ร่วมกันระหว่าง NASA และกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เครื่องบินลำนี้บินไปได้ถึงขอบอวกาศที่มีระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตรจากพื้นโลก ซึ่งได้มีการบันทึกสถิติในเดือนตุลาคม ปี 1967 ว่าเป็นเครื่องบินที่เร็วที่สุดที่มีมนุษย์ควบคุมคือมีความเร็วสูงถึง 7,200 km/h หรือ 6.72 เท่าความเร็วเสียง

6. คนที่ดิ่งลงมาแบบอิสระที่เร็วที่สุด

Felix Baumgartner ด้วยความเร็วถึง 1,342.8 km/h

6 (Copy)

เมื่อไม่กี่ปีก่อนคงได้ดูวิดีโอคนกระโดดจากขอบอวกาศกันบ้างใช่ไหมคะ คนนั้นชื่อ Felix Baumgartner เป็นนักกีฬาผาดโผนชาวออสเตรียค่ะ Baumgartner กระโดดลงจากชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ซึ่งมีความสูงถึง 39 km เหนือพื้นโลก ใช้เวลาเพียง 9:09 นาทีถึงพื้นดิน และความเร็วนั้นทะลุกำแพงเสียงกันเลยทีเดียวด้วยความเร็วถึง 1,342.8 km/h ทำให้เขาครองตำแหน่งการดิ่งลงมาแบบอิสระสูงที่เร็วที่สุด, กระโดดในระยะทางที่สูงที่สุด และยังมีการชมทาง youtube แบบสดๆ มากที่สุดอีกด้วย

7. คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุด

Tianhe-2 หรือ Milky Way 2 ความเร็ว 33.86 petaflop/s

7 (Copy)

Tianhe-2 หรือ Milky Way 2 คือ supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีนด้วยความเร็ว 33.86 petaflop/s ถูกพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศของจีน (National University of Defense Technology) ด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรถึง 1,300 คน

8. รถยนต์ที่เร็วที่สุด

Thrust SSC วิ่งได้เร็วถึง 1,228 km/h

8 (Copy)

ในวันที่ 15 ตุลาคม 1997 Thrust SSC หรือรถยนต์ที่มีความเร็วเหนือเสียงได้ทำการทดสอบวิ่งที่ทะเลทราย Black Rock ณ รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยวิ่งได้เร็วถึง 1,228 km/h และเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำลายกำแพงเสียงได้ รถนี่ก็ดูเหมือนเป็นเครื่องบินเจ็ต แต่ออกแบบให้วิ่งได้บนพื้นดิน ซึ่งตัวรถยาว 16.5 เมตร กว้าง 3.7 เมตร และหนัก 10.5 ตัน

9. รถไฟที่เร็วที่สุด

รถไฟ Maglev L0 SERIES จากประเทศญี่ปุ่น มีความเร็วสูงถึง 603 km/h

9 (Copy)

ในเดือนเมษายน 2015 รถไฟ Maglev (magnetic levitation) จากประเทศญี่ปุ่นได้ทำลายสถิติตัวเอง โดยการทำสถิติรถไฟที่เร็วที่สุดในโลก จาก 590 km/h เป็น 603 km/h ซึ่งก็คือภายในระยะเวลาแค่ประมาณ 10 วินาที วิ่งได้ไกลประมาณ 1.5 กิโลเมตรเลยทีเดียว โดยได้พัฒนาและทดสอบโดยบริษัท Central Japan Railway รถไฟความเร็วสูงนี้ใช้พลังแม่เหล็กไฟฟ้าในการขับเคลื่อน และตัวรถไฟก็จะลอยอยู่เหนือรางทำให้ลดแรงเสียดทานระหว่างล้อกับรางได้มาก จึงทำให้รถไฟ Maglev นี้มีความเร็วสูงมาก

10. เรือที่เร็วที่สุด

Spirit of Australia มีความเร็วสูงถึง 512 km/h

10 (Copy)

Ken Warby ได้ออกแบบและสร้างเรือ Spirit of Australia ที่มีความเร็วสูงถึง 512 km/h ในปี 1978 และก็ยังเป็นเรือที่เร็วที่สุดมาจนถึงทุกวันนี้

วันนี้ขอลากันไปเพียงเท่านี้ก่อน แล้วกับมาพบกับวาไรตี้ดีๆอัพเดททุกวันกับ Scholarship.in.th กันนะครับ

ที่มา: postjung

Solid State Battery แบตเตอรี่แห่งอนาคต!!

1564540189842@2x

Solid State Battery แบตเตอรี่แห่งอนาคต!!

คลิกดูคลิป ความละเอียด HD

แบตเตอรี่ออลโซลิดสเตต : ขนาดเล็กลง ความจุไฟมากขึ้น ชาร์จเต็มในไม่กี่นาที ใช้งานได้เป็นเดือน และไม่ระเบิดใส่หน้า มีใครที่ไม่อยากได้บ้าง ?

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (lithium-ion) เข้ามาแทนที่แบตเตอรี่แบบ nickel cadmium และ metal hydride แรก ๆ นั้นรู้สึกว่าเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว ด้วยขนาดที่เล็กกว่า ความจุที่มากกว่า ระยะการใช้งานที่ยาวนานกว่า ทำให้มีพลังงานแก่โทรศัพท์ไร้สายเพียงพอที่จะใช้ได้ทั้งวัน จนไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์แบบมีสายอีกต่อไป มือถือแทบทุกเครื่องในมือเราตอนนี้จึงล้วนใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ถ้าไม่ใช่คงต้องแนะนำให้เปลี่ยนเครื่องเลยครับ

ตอนนี้เรากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (solid state) ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเสียอีก ด้วยขนาดที่เล็กกว่า ความจุที่มากกว่า ชาร์จครั้งหนึ่งอาจจะใช้ได้นานเป็นเดือน อายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ชาร์จไฟเต็มแบตเตอรี่เพียงไม่กี่นาที แถมไม่ติดไฟและระเบิดใส่หน้าเราอีกด้วย อนาคตของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคงหมดอีกใน 2-3 ปีข้างหน้า

แบตเตอรี่ออลโซลิตสเตต (All-Solid-State Battery)

ที่น่าประหลาดใจคือผู้คิดค้น cobalt-oxide cathode ให้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนเมื่อ 37 ปีก่อนนี้กับหัวหน้าทีมวิจัยแบตเตอรี่ออลโซลิดสเตตที่ประสบความสำเร็จในต้นปีนี้คือศาสตราจารย์จอห์น บี. กู๊ดอีนาฟ (John B. Goodenough) ซึ่งขณะนี้มีอายุ 94 ปีแล้วแต่ยังสุขภาพแข็งแรงและยิ้มหวานอารมณ์ดี ตามรูปข้างบนครับ ครั้งนี้ร่วมทีมกับคุณมาเรีย เฮเลนนา บรากา (Maria Helena Braga) นักวิจัยอาวุโสแห่ง Cockrell School ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ศาตราจารย์กู๊ดอีนาฟสอนอยู่ โดยใช้โซเดียมเป็นขั้วแคโทด และแก้วเป็นอิเล็กทรอไลต์

เครดิตภาพจาก www.spring8.or.jp

การทำงานของแบตเตอรี่ออลโซลิดสเตต

เซลล์แบตเตอรี่ทั้งหลายจ่ายและชาร์จไฟโดยการเคลื่อนย้ายอนุภาคไอออนระหว่างแอโนด (Anode) กับแคโทด (Cathode) ทิศทางการไหลของไอออนเป็นการบอกว่าจ่ายไฟหรือชาร์จไฟอยู่ สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ลิเธียมไอออนทั้งหลายจะไหลระหว่างทั้งสองขั้วโดยผ่านตัว อิเล็กทรอไลต์ (electrolyte) ที่อยู่ในสถานะของเหลว ส่วนแบตเตอรี่ออลโซลิดสเตตจะใช้แก้วในสถานะของแข็งเป็นอิเล็กทรอไลต์ (glass electrolytes) แทน และใช้โซเดียมเป็นแคโทดแทนลิเธียม โดยเป็นธาตุในหมู่ alkali metals เช่นเดียวกับ แต่ปริมาณของโซเดียมมีมากกว่ามหาศาลและหาง่ายมาก ในน้ำทะเลมีโซเดียมละลายอยู่ ไม่ต้องไปทำเหมืองขุดหาเหมือนลิเธียม แน่นนอนว่าโซเดียมยอมถูกกว่า

ที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย เซลล์แบตเตอรี่โซลิดสเตตจะไม่ระเบิดใส่เรา เหมือนดังที่เกิดมาแล้วกับกรณี Samsung S7 เมื่อต้นปีที่โด่งดัง เพราะการชาร์จหรือรีชาร์จไฟเร็ว ๆ ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะก่อให้เกิดเส้นใยโลหะ หรือ dendrites ค่อย ๆ ก่อตัวยื่นออกมาผ่านอิเล็กทรอไลต์ที่เป็นของเหลวจนทำให้ทั้งสองขั้วชนกันและลัดวงจร เกิดการติดไฟและระเบิด แต่ถ้าใช้แบตเตอรี่ออลโซลิดสเตตไม่ต้องกังวลเพราะจะไม่เกิดการสะสม dendrites ผ่านอิเล็กทรอไลต์แก้วไปชนอีกขั้วแน่นนอนและผลพลอยได้อีกประการที่ตามมาคือความสามารถทำงานในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งที่ -20 องศาเซลเซียส เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งในในอุณหภูมิต่ำอีกด้วย

ทีมวิจัยยังสามารถทำให้แบตเตอรี่ออลโซลิดสเตตมีความจุพลังงานที่มากขึ้นกว่าแบตเตอรีลิเธียมถึง 3 เท่า และใช้เวลาในการรีชาร์จไฟที่ลดลงเหลือเพียงระดับเป็นนาที พร้อมจำนวนการรีชาร์จที่เพิ่มขึ้นถึง 1,200 รอบ และอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็น 10 ปี

นอกจากแบตเตอรี่ออลโซลิดสเตตแล้ว ยังมีการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตอีก 8 ประเภทโดยนักวิจัยท่านอื่น ๆ ที่ใช้วัสดุต่างกันทำอิเล็กทรอไลต์ ทั้งแปดประเภทได้แก่ Li-Halide, Perovskite, Li-Hydride, NASICON-like, Garnet, Argyrodite, LiPONและ LISICON-like ให้เรารอฟังผลสำเร็จกันต่อไป คาดว่าจะคึกคักกันขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ที่รอใช้งาน

นอกจากค่ายมือถือทั้งหลายอย่าง Samsung และ Apple ที่สนใจและกำลังรอความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่โซลิดสเตตเพื่อใช้กับมือถือของตนแล้ว ยังมีค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหลายอย่าง Toyota และ Tesla ที่ต้องการแบตเตอรี่โซลิดสเตตมาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าของตนเช่นกัน รวมทั้งผู้ผลิตเครื่องมืออย่างเช่นเลื่อยและสว่านไฟฟ้าที่ตอนนี้เวลาใช้งานต้องลากสายไฟยาว ๆ ข้ามตึก

แหล่งข้อมูล

https://www.protoolreviews.com/news/solid-state-battery-technology/30038/

http://www.androidauthority.com/lithium-ion-vs-solid-state-battery-726142/

พฤติกรรมประหลาด 6 ประการ ที่มีส่วนในความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์

 

พฤติกรรมประหลาด 6 ประการ ที่มีส่วนในความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์

คลิกดูคลิปความละเอียดละดับ HD

1564494217336@2x

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะแล้ว แต่ละคนอาจจะมีนิสัยส่วนตัวที่ดูเพี้ยน ๆ ต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เช่นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ นิโคลา เทสลา ชอบออกกำลังกดนิ้วหัวแม่เท้ากับพื้นก่อนนอน 100 ครั้งเพื่อกระตุ้นเซลล์สมอง หรือเซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงสากล ก็ชอบคุยอวดว่าการที่เขารักษาพรหมจรรย์อยู่เป็นโสดทำให้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง ทำให้ชวนสงสัยกันว่า อัจฉริยะตลอดกาลอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นมีนิสัยแปลก ๆ อะไรบ้าง และพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยทำให้เขาเป็นอัจฉริยะที่มีสมองยอดเยี่ยมไร้เทียมทานได้จริงหรือไม่ ?

ในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ยืนยันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ความฉลาดเฉลียวไม่ได้มาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมรวมทั้งอุปนิสัยและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันนั้นมีผลกำหนดระดับสติปัญญาของคนเรามากถึง 40% ซึ่งในกรณีของไอน์สไตน์นั้น พฤติกรรมแปลก ๆ ในการกิน การนอน การใช้เวลาว่าง รวมทั้งการแต่งกายน่าจะมีผลต่อการใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพของเขาอยู่พอสมควร

นอนวันละสิบชั่วโมงและงีบหลับกลางวันโดยถือช้อนไว้ในมือ

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าการนอนหลับพักผ่อนนั้นดีต่อสมอง แต่ไอน์สไตน์นั้นนอนมากกว่าคนทั่วไปถึงคืนละ 10 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าคนอเมริกันโดยเฉลี่ยถึงหนึ่งเท่าครึ่ง แต่ก็นับว่าพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับประวัติการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่หลายครั้งความรู้ใหม่ได้มาจากความฝัน โดยว่ากันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาฝันเห็นวัวถูกช็อตไฟฟ้า

ขณะที่คนเรานอนหลับ ช่วงเวลาที่เกิดความฝันขึ้นนั้นเป็นระยะหนึ่งของวงจรการนอนหลับที่มีการกลอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็วหรือ REM ซึ่งเชื่อกันว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ แต่อย่างไรก็ตาม 60% ของเวลาที่คนเรานอนหลับจะอยู่นอกช่วงเวลาที่เกิดความฝัน ซึ่งกำลังมีการศึกษาทดลองเพื่อยืนยันว่า พฤติกรรมของสมองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานอกความฝันนี้ส่งผลต่อสติปัญญาด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งเรานอนมาก ก็จะยิ่งมีการพัฒนาสติปัญญามาก

ผู้หญิงนอนหลับImage copyrightGETTY IMAGES

ศาสตราจารย์ สจวร์ต โฟเกล นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยออตตาวาของแคนาดาบอกว่า ช่วงเวลาดังกล่าวสมองส่วนทาลามัสที่ตั้งอยู่ใจกลางศีรษะจะยิงกระแสประสาทเป็นพลังงานไฟฟ้าวนรอบขึ้นไปสู่ผิวของสมองและกลับคืนมาเป็นรอบ ๆ โดยในแต่ละคืนจะมีพฤติกรรมของสมองแบบนี้เกิดขึ้นหลายพันครั้ง ซึ่งเชื่อว่าทำให้เกิด “ปัญญาแบบไหลลื่น” (fluid intelligence) ซึ่งเป็นความสามารถในการแก้ปัญหาแบบใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนได้ เช่นเดียวกับการคิดแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนของไอน์สไตน์ ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถจินตนาการไปถึงได้

พฤติกรรมของสมองที่ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดในลักษณะนี้ พบได้ในการนอนหลับเต็มอิ่มตอนกลางคืนของผู้หญิง และในการงีบหลับตอนกลางวันของผู้ชาย ส่วนตัวไอน์สไตน์เองนั้นนอกจากจะนอนนานหลายชั่วโมงตอนกลางคืนแล้ว ยังงีบหลับอีกเล็กน้อยตอนกลางวันด้วย แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเผลอหลับไปนาน โดยจะเพียงเอนตัวลงกับเก้าอี้ทำงาน ถือช้อนในมือและวางแผ่นโลหะไว้ข้างใต้ เมื่อเขาเริ่มเคลิ้มหลับ ช้อนจะหลุดจากมือตกใส่แผ่นโลหะเสียงดังจนต้องตื่นขึ้นทันที

เดินเล่นออกกำลังกาย

แม้การเดินเล่นยืดเส้นยืดสายจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเดินออกกำลังกายและเปลี่ยนบรรยากาศนั้นเชื่อว่ามีส่วนช่วยให้สมองส่วนหน้าทำงานได้ดีขึ้น ในกรณีของไอน์สไตน์นั้น สมัยที่เขาทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เขาจะเดินไปกลับจากที่ทำงานเป็นระยะทางราว 2.5 กิโลเมตรเป็นประจำ ซึ่งเหมือนกับที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ชอบเดินออกกำลังเป็นเวลา 45 นาทีทุกวัน

คนเดินข้ามถนนImage copyrightGETTY IMAGES

การเดินเล่นช่วยเสริมสร้างความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาที่เราไม่อาจทำได้ด้วยการนั่งทำงานติดเก้าอี้อยู่ในสำนักงานตลอดเวลา

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าการเดินเล่นทำให้สมองส่วนหน้าหรือเซรีบรัมมีความปั่นป่วนน้อยลง และหันมาจดจ่อกับการก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้ความสามารถในการพิจารณาวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ และการใช้ภาษาดีขึ้น แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดมาสนับสนุนความเชื่อในเรื่องนี้ แต่การลองนำไปปฏิบัติดูบ้างก็ไม่เสียหายอะไร

กินสปาเก็ตตี้

ไอน์สไตน์เคยกล่าวติดตลกว่า สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศอิตาลีก็คือสปาเก็ตตี้ แต่คนส่วนใหญ่ทราบว่าการกินอาหารประเภทแป้งมากเกินไปนั้นไม่ดีต่อร่างกาย

สมองนั้นชื่นชอบน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากการย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ โดยสมองนั้นต้องใช้พลังงานถึง 20% จากแหล่งพลังงานทั้งหมดในร่างกาย ทั้งเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสะสมพลังงานเอาไว้เองได้ ทำให้การป้อนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอย่างต่อเนื่องสำคัญต่อการทำงานของสมองอย่างมาก การอดแป้งจึงทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ ความจำย่ำแย่และมีปฏิกิริยาตอบสนองช้า

สปาเก็ตตี้Image copyrightGETTY IMAGES

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารจำพวกแป้งอย่างสปาเก็ตตี้มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อสมองเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตราว 25 กรัมต่อครั้งนั้นมีผลดี แต่ถ้ารับประทานมากกว่านั้นสองเท่าก็อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้

สูบไปป์เป็นประจำ

เป็นที่รู้กันว่าไอน์สไตน์นั้นติดการสูบไปป์อย่างมาก จนภาพถ่ายที่เขาคาบกล้องยาสูบหลายภาพกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวไปแล้ว ควันจากกล้องยาสูบติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง และบางครั้งเขาจะเก็บก้นบุหรี่ที่พื้นขึ้นมายัดใส่กล้องยาสูบของตัวเองด้วยซ้ำไป ไอน์สไตน์บอกว่าการสูบไปป์ทำให้เกิดบรรยากาศที่สงบและช่วยให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็นภววิสัยตามข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง โดยไม่มีอารมณ์ความรู้สึกหรืออคติเข้ามาทำให้ไขว้เขว

นิสัยชื่นชอบการสูบไปป์ของไอน์สไตน์ ตรงข้ามกับความรู้ใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าการสูบบุหรี่และยาสูบอื่น ๆ ทำให้เซลล์สมองไม่ก่อตัวจนเปลือกสมองหรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ บางตัวลง ทั้งยังทำให้สมองขาดอ็อกซิเจนอีกด้วย การวิจัยครั้งหนึ่งที่ทำในสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีไอคิวต่ำกว่าผู้ที่ไม่สูบ

แต่อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอีกชิ้นที่ทำในสหรัฐฯกลับพบว่าเด็กฉลาดมักโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่จัดกว่าคนทั่วไป ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะสาเหตุใดและมีความเกี่ยวข้องกับกรณีของไอน์สไตน์นี้หรือไม่

ไม่สวมถุงเท้า

ไอน์สไตน์เคยเขียนจดหมายไปถึงภรรยาของเขาว่า “เมื่อผมยังเด็ก ผมสังเกตเห็นว่านิ้วหัวแม่เท้าจะทำให้ถุงเท้าเกิดเป็นรูขึ้นเสียทุกครั้งไป ผมเลยเลิกใส่ถุงเท้า″

ต่อมาเมื่อใดที่เขาหารองเท้าแตะของตนเองไม่เจอ ก็จะไปคว้าเอารองเท้ารัดส้นของภรรยามาสวมแทน ซึ่งการแต่งตัวแบบฮิปสเตอร์เช่นนี้ไม่มีบันทึกปรากฏว่าส่งผลดีต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาหรือไม่

ไอน์สไตน์นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นคนไม่ชอบสวมถุงเท้า
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพไอน์สไตน์นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นคนไม่ชอบสวมถุงเท้า

ซ้ำร้ายยังมีผลการวิจัยหนึ่งชี้ว่า การเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าแบบสบาย ๆ แทนที่เครื่องแบบที่ดูเป็นทางการนั้น ทำให้ผู้ที่แต่งกายแบบลำลอง ไม่สามารถทำแบบทดสอบวิเคราะห์สิ่งที่เป็นนามธรรมได้ดีนัก

เมื่อไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของไอน์สไตน์มีส่วนสร้างให้เขาเป็นอัจฉริยะตลอดกาลของโลกได้จริงหรือไม่ การรับฟังคำแนะนำโดยตรงจากเขาในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่า โดยไอน์สไตน์เคยกล่าวกับนิตยสารไลฟ์ไว้ในปี 1955 ว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าหยุดตั้งคำถาม ความอยากรู้อยากเห็นนั้นมีเหตุผลในการดำรงอยู่ของตัวมันเอง”

นาที นทท.ระทึก คลื่นลูกใหญ่ มาแบบไม่ทันตั้งตัว ซัดตูมหาดบราซิล (คลิป) (ความรู้ ฟิสิกส์เรื่อง คลื่น)

messageImage_1564476216628

นักท่องเที่ยวหวีดร้องลั่น สุดกลัว จู่ๆ เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดชายหาดในบราซิล ชนิดไม่มีใครคาดคิด ซัดเก้าอี้ ข้าวของ ขณะที่พ่อแม่รีบจับลูกๆ ไม่ให้ลอยไปกับคลื่น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อ 28 ก.ค.62 เว็บไซต์ เดลี่เมล รายงานว่า บรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาพักผ่อนอยู่ริมชายหาดแห่งหนึ่งในนครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ตื่นตกใจอย่างหนัก วิ่งหนีคลื่นใหญ่กันจ้าละหวั่น พร้อมกับรีบอุ้มบุตรหลานไม่ให้ลอยไปกับคลื่น เพราะจู่ๆ ท่ามกลางท้องฟ้าที่สดใส แสงแดดเจิดจ้า กลับมีคลื่นใหญ่ลูกหนึ่งซัดชายหาดอย่างน่ากลัวและไม่มีใครคาดคิดเมื่อวันเสาร์ที่ 27ก.ค.ที่ผ่านมา

ชมคลิป : ที่นี่

จากคลิปวิดีโอที่ถ่ายโดยนักท่องเที่ยวที่อยู่บนพื้นซึ่งสูงกว่า แสดงให้เห็นช่วงเวลานักท่องเที่ยวพักผ่อนใต้ร่มอยู่ที่โต๊ะริมหาดกันอย่างมีความสุข ขณะที่เด็กๆ เล่นฟุตบอล และบางคนก็ลงไปเล่นน้ำทะเล แต่แล้วทันใดนั้นได้มีคลื่นใหญ่ลูกหนึ่งเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชนิดไม่มีใครจะหนีทัน คลื่นลูกนี้ได้ถาโถมซัดชายหาดจนข้าวของกระจาย ทำให้ผู้คนพากันส่งเสียงหวีดร้องออกมาด้วยความกลัว และพ่อแม่รีบจับลูกๆ ของพวกตนไม่ให้ลอยไปกับคลื่น

ความรู้ ฟิสิกส์เรื่องคลื่น

คลื่นที่เกิดจากคนเกาะกันและลุกขึ้นลง

คลื่นจากการกระเพื่อม

คลื่นที่วิ่งอยู่ในเส้นเชือก

การเคลื่อนที่ของคลื่น

คลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง

คลื่นตามยาว

คลื่นตามขวาง

คลื่นน้ำ

การรวมกันของคลื่น

คลื่นจากทางซ้ายวิ่งรวมกับคลื่นที่มาจากทางขวา

คลื่นสองกระบวนวิ่งไปทางขวา คลื่นสีน้ำเงินด้านล่างเป็นคลื่นรวมของคลื่นทั้งสองกระบวนด้านบน

คลื่นสองกระบวนวิ่งสวนทางกัน คลื่นสีน้ำเงินด้านล่างเป็นคลื่นรวมของคลื่นทั้งสองกระบวนด้านบน

คลื่นสองกระบวนกระบวนที่มีความแตกต่างของความถี่เล็กน้อย รวมกัน เกิดความถี่บีตส์

การวิ่งของคลื่นเข้าหาสิ่งกีดขวาง

คลื่นวิ่งเข้าหาจุดตรึงแน่น

เมื่อสะท้อนกลับจะเปลี่ยนเฟส

คลื่นวิ่งเข้าหาจุดคล้อง

เมื่อสะท้อนกลับ เฟสยังคงเดิม

คลื่นวิ่งจากเชือกบางไปที่เชือกหนา

คลื่นวิ่งจากเชือกหนาไปยังเชือกบาง

คลื่นแสงวิ่งจากตัวกลางบางไปยังตัวกลางที่ทึบกว่า เช่นวิ่งจากอากาศผ่านไปยังน้ำ

ม.3 กระดูกหลังคด แบกเป้ไปเรียนหนัก 10 กก.ต่อเนื่อง สพฐ.เต้นล้อมคอก ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษามาเลเซีย ประกาศให้เด็กเลิกแบกหนังสือ แล้วมาใช้ Digital Textbook แทน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สาเหตุมาจากการแบกของหนักต่อเนื่อง เนื่องจากรูปร่างผอมสูง เชื่อสาเหตุมาจากลูกสาวแบกกระเป๋านักเรียนหนักกว่า 10 กิโลกรัม เริ่มมีอาการปวดหลังตั้งแต่เข้าเรียน ม.1 หวั่นอาการรุนแรงทำให้เสียบุคลิกภาพ ขณะที่เลขาธิการ กพฐ. แจงกระเป๋านักเรียนห้ามหนักเกิน 3 กิโลกรัม สงสัยเด็กแบกสมุดหนังสือทุกวิชามาโรงเรียน กำชับให้ ผอ.โรงเรียนดูแลเรื่องการจัดตารางเรียน

 

กระทรวงศึกษามาเลเซีย ประกาศให้เด็กเลิกแบกหนังสือ แล้วมาใช้ Digital Textbook แทน

กระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซียประกาศให้ “นักเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา สามารถใช้หนังสือในรูปแบบ Digital แทนการแบกหนังสือเรียนหลาย ๆ เล่มหนัก ๆ ไปโรงเรียน”

โดยนักเรียนสามารถเข้าไปดาวน์โหลด “หนังสือเรียน” ผ่านทางแท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือโน๊ตบุ๊ค ของตนเองได้เลย ผ่านทาง Application ที่ชื่อว่า “KPM e-Textbook Reader”
ซึ่งตอนนี้มีหนังสือให้ดาวน์โหลดกว่า 495 เล่ม ที่ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของระบบ Digital แล้ว

10 อเมซิ่ง การขึ้นของกระสวยอวกาศ ความละเอียดระดับ 4K

 

Space Shuttle Launch Audio – play LOUD (no music) HD 1080p

คลิกดูคลิประดับ HD

 

10 AMAZING SPACE SHUTTLE Launch Videos! [4K]

คลิกดูคลิประดับ HD

กระสวยอวกาศ

 จรวดเป็นอุปกรณ์ราคาแพง เมื่อถูกส่งขึ้นสู่อวกาศแล้วไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ การส่งจรวดแต่ละครั้งจึงสิ้นเปลืองมาก นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาแนวคิดในการสร้างยานขนส่งขนาดใหญ่ที่สามารถเดินทางขึ้นสู่อวกาศแล้วเดินทางกลับสู่โลกให้นำมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง เรียกว่า “กระสวยอวกาศ” (Space Shuttle) มีองค์ประกอบประกอบ 3 ส่วนตามภาพที่ 1 ดังนี้ 

    • จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Booster)จำนวน 2 ชุด ติดตั้งขนาบกับถังเชื้อเพลิงภายนอกทั้งสองข้าง มีหน้าที่ขับดันให้ยานขนส่งอวกาศทั้งระบบทะยานขึ้นสู่อวกาศ 
    • ถังเชื้อเพลิงภายนอก (External Tank) จำนวน 1 ถัง ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างจรวดเชื้อเพลิงแข็งทั้งสองด้าน มีหน้าที่บรรทุกเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งมีท่อลำเลียงเชื้อเพลิงไปทำการสันดาปในเครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งอยู่ทางด้านท้ายของกระสวยอวกาศ 
    • ยานขนส่งอวกาศ (Orbiter) ทำหน้าที่เป็นยานอวกาศ ห้องทำงานของนักบิน ห้องปฏิบัติการของนักวิทยาศาสตร์ และบรรทุกสัมภาระที่จะไปปล่อยในวงโคจรในอวกาศ เช่น ดาวเทียม หรือชิ้นส่วนของสถานีอวกาศ เป็นต้น  เมื่อปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว ยานขนส่งอวกาศจะทำหน้าที่เป็นเครื่องร่อน นำนักบินอวกาศและนักวิทยาศาสตร์กลับสู่โลกโดยร่อนลงสนามบิน  ด้วยเหตุนี้ยานขนส่งอวกาศจึงต้องมีปีกไว้สำหรับสร้างแรงยก แรงต้านทาน และควบคุมท่าทางการบินขณะที่กลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลก  ยานขนส่งอวกาศสามารถนำมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง 

ภาพที่ 1 ส่วนประกอบของกระสวยอวกาศ

ขั้นตอนการทำงานของกระสวยอวกาศ 

  1. กระสวยอวกาศยกตัวขึ้นจากพื้นโลก โดยใช้กำลังขับดันหลักจากจรวดเชื้อเพลิงแข็ง 2 ชุด และใช้แรงดันจากเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวซี่งติดตั้งอยู่ทางด้านท้ายของยานขนส่งอวกาศเป็นตัวควบคุมวิถีของกระสวยอวกาศ ดังภาพที่ 2
  2. หลังจากทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ 2 นาที ได้ระยะสูงประมาณ 46 กิโลเมตร เชื้อเพลิงแข็งถูกสันดาปหมด จรวดเชื้อเพลิงแข็งถูกปลดออกให้ตกลงสู่พื้นผิวมหาสมุทร โดยกางร่มชูชีพเพื่อชะลออัตราการร่วงหล่น และมีเรือมารอลากกลับ เพื่อนำมาทำความสะอาดและบรรจุเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในภารกิจครั้งต่อไป
  3. กระสวยอวกาศยังคงทะยานขึ้นสู่อวกาศต่อไปยังระดับความสูงของวงโคจรที่ต้องการ โดยเครื่องยนต์หลักที่อยู่ด้านท้ายของยานขนส่งอวกาศจะดูดเชื้อเพลิงเหลวจากถังเชื้อเพลิงภายนอก มาสันดาปจนหมดภายในเวลา  5 นาที แล้วสลัดถังเชื้อเพลิงภายนอกทิ้งให้เสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนลุกไหม้หมดก่อนตกถึงพื้นโลก ณ เวลานั้นยานขนส่งอวกาศจะอยู่ในระดับความสูงของวงโคจรที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ภาพที่ 2 ขั้นตอนการส่งกระสวยอวกาศ 
  4. ยานขนส่งอวกาศเข้าสู่วงโคจรอบโลกด้วยแรงเฉื่อย โดยมีเชื้อเพลิงสำรองภายในยานเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้ในการปรับทิศทาง เมื่อถึงตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทางที่ต้องการ จากนั้นนำดาวเทียมที่เก็บไว้ในห้องเก็บสัมภาระออกมาปล่อยเข้าสู่วงโคจร ซึ่งจะเคลื่อนที่โดยอาศัยแรงเฉื่อยจากยานขนส่งอวกาศนั่นเอง  ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นยานขนส่งอวกาศกำลังใช้แขนกลยกกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลออกจากห้องเก็บสินค้าที่อยู่ด้านบน เพื่อส่งเข้าสู่วงโคจรรอบโลก
    ภาพที่ 3 ยานขนส่งอวกาศกำลังส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเข้าสู่วงโคจร
  5. จากนั้นยานขนส่งอวกาศจะเคลื่อนที่จากออกมา  โดยยานขนส่งอวกาศสามารถปรับท่าทางการบินโดยใช้เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวขนาดเล็ก ซึ่งเรียกว่า “ทรัสเตอร์” (Thrusters) หลายชุดซึ่งติดตั้งอยู่รอบยาน ดังในภาพที่ 4  ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการให้ยานก้มหัวลง ก็จะจุดทรัสเตอร์หัวยานด้านบนและทรัสเตอร์ท้ายยานด้านล่างพร้อมๆ กัน เมื่อได้ทิศทางที่ต้องการก็จะจุดทรัสเตอร์ในทิศตรงการข้ามเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว   หากต้องการหันยานไปทางขวามือ ก็จุดทรัสเตอร์หัวยานด้านซ้ายและทรัสเตอร์ท้ายยานด้านขวาพร้อมๆ กัน เมื่อได้ทิศทางที่ต้องการจุดทรัสเตอร์ในทิศตรงการข้ามเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว

    ภาพที่ 4 การปรับทิศทางของกระสวยอวกาศ

  6. เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในวงโคจร ยานขนส่งอวกาศจะใช้ปีกในการต้านทานอากาศเพื่อชะลอความเร็ว และสร้างแรงยกเพื่อร่อนลงสู่สนามบินในลักษณะคล้ายเครื่องร่อนซึ่งไม่มีแรงขับเคลื่อนใดๆ  นอกจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำต่อตัวยาน ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะทำการลงแล้วต้องลงให้สำเร็จ ยานขนส่งอวกาศจะไม่สามารถเพิ่มระยะสูงได้อีก  หลังจากที่ล้อหลักแตะพื้นสนามบินก็จะปล่อยร่มชูชีพเพื่อชะลอความเร็ว เพื่อให้ใช้ระยะทางบนทางวิ่งสั้นลง ดังภาพที่ 5
    ภาพที่ 5 ยานขนส่งอวกาศกางร่มชูชีพเพื่อชะลอความเร็วขณะลงจอด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 10 การผลิตพิซซ่าแช่แข็ง มีดพกสารพัดประโยชน์ และ ถุงลมนิรภัย

1564308234135@2x

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 10 การผลิตพิซซ่าแช่แข็ง มีดพกสารพัดประโยชน์ และ ถุงลมนิรภัย

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ

1564307599927@2x

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ