คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2019

ชมภาพบางส่วนจากการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019

ฮีลิกซ์เนบิวลาซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มก๊าซและฝุ่น ภาพนี้ดูคล้ายดวงตาของเซาวรอน วายร้ายจากภาพยนตร์เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง / ANDREW CAMPBELL

ชมภาพบางส่วนจากการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019 – BBCไทย

ชมความสวยงามของภาพบางส่วนจากผลงาน 38 ภาพ ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 (Insight Investment Astronomy Photographer of the Year) ซึ่งถือเป็นงานประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด

ภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019
ความงามของแสงเหนือที่ปรากฏเคียงคู่น้ำตกสูงกว่า 60 เมตร ที่ประเทศไอซ์แลนด์ / SUTIE YANG

การแข่งขันปีนี้มีช่างภาพกว่า 4,600 คน ส่งผลงานเข้าประกวด โดยการประกาศรางวัลชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันที่ 12 ก.ย. นี้ ที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (National Maritime Museum) ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้ชนะจะได้เงินรางวัล 10,000 ปอนด์ (ประมาณ 390,000 บาท)

นอกจากความงามของดาวเสาร์ในภาพนี้ หากสังเกตดี ๆ ที่มุมขวาล่าง คุณจะเห็นดวงจันทร์ไททันด้วย / JORDI DELPEIX BORRELL
แสงเหนือที่ดูคล้ายกับภาพนกกำลังโบยบิน / ALEXANDER STEPANENKO
ดาวตกเหนือน่านฟ้าประเทศจีน / TANG ZHENGYE
เนบิวลาสีแดงสดคล้ายกับสีแดงของสตรอว์เบอร์รี / EDDIE TRIMACHI
ภาพถ่ายโคลสอัพพื้นผิวของดวงจันทร์ที่แสดงให้เห็นบริเวณที่มีสีดำอันเกิดขึ้นจากภูเขาไฟบนดวงจันทร์ / BUD MARTIN

ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2663183

คลิป  หาชมยาก! รวมภาพชนะเลิศภาพถ่ายดาราศาสตร์

ตั้งกล้องหลายสิบ ชม.กว่าจะได้กดชัตเตอร์ ปี 2017

 

ติด ‘Netflix’งอมแงม เสี่ยงอสุจิเสื่อม-มีลูกยาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิทย์สวีเดนเผยผลวิจัยติด ‘Netflix’ อ่านอีเมล์จนดึกดื่น ทำให้ผู้ชายผลิตอสุจิได้น้อย ทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก

วันนี้ ( 24 มิ.ย. 62 ) สำนักข่าว ‘dailymail’ รายงานว่าผู้ชายที่นอนดึกเพราะติดซีรีย์ใน Netflix หรือ มัวแต่อ่านอีเมล์ อาจมีลูกยาก เพราะการนอนดึกอาจกระทบต่อการผลิตอสุจิ โดยผู้ชายที่นอนในเวลาหัวค่ำก่อนเวลา 22.30 น. มีจำนวนอสุจิมากกว่าชายที่นอนหลัง 23.30 น. ถึง 4 เท่า จากการทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 1 เดือน

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ฮันส์ จาคอบ อินเกอร์เลฟ จาก Aarhus University มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในสวีเดน ผู้ร่วมศึกษาการวิจัยระบุว่า จากการทดสอบในกลุ่มผู้ชายที่พยายามจะมีลูกเป็นเวลา 2 ปี การนอนแต่หัวค่ำสามารถทำให้มีช่วงเวลานอนหลับได้ยาวนานมากกว่า และเกี่ยวโยงกับเหตุผลทางจิตวิทยา การอดนอนทำให้เกิดความตึงเครียดกระทบถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย

ขณะที่ ดอกเตอร์ ราจ มาเธอร์ ที่ปรึกษานรีแพทย์ ของ Manchester University NHS Foundation Trust ระบุว่า ผู้อยากมีลูกควรจะเข้านอนให้เร็วขึ้นและปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ใช่เอามัวแต่นอนดูซีรีย์ Netflix หรือส่งอีเมล์จนเคยตัว

นอกจากนี้การเข้านอนแต่หัวค่ำไปพร้อมๆกับแฟนหรือภรรยาตนเองยังเพิ่มโอกาสการมีเซ็กส์ ผู้ชายที่นอนนาน 7 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 8 ชั่วโมงจะมีอสุจิที่แข็งแรงกว่าคนที่นอนเพียงแค่ 6 ชั่วโมงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมีลูกไปโดยปริยาย

https://www.tnnthailand.com/content/10762

ยุค “Robotization” เริ่มแล้ว เตรียมตกงานเพิ่ม 10 ล้านตำแหน่ง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

มีรายงานที่น่าจับตาเกี่ยวกับการนำโรบ็อตเข้ามาช่วยงานมนุษย์ โดยพบตัวเลขการใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าในแง่ Productivity นั้นเพิ่มขึ้นจริง แต่คำทำนายที่ว่ามันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในโลกแห่งการทำงานก็เป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

โดยการศึกษาจาก Oxford Economists ระบุว่า เฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว ภายใน 11 ปีนับจากนี้ จะมีหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น 14 ล้านตัว และรูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น ซึ่งผลดีในแง่เศรษฐกิจนั้นมีแน่ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า การนำโรบ็อตมาใช้อาจทำให้จีดีพีของโลกเติบโตขึ้น 5.3% ภายในปี 2030 หรือเท่ากับรับประกันได้ว่าจะมีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบเศรษฐกิจราว 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 เลยทีเดียว

ทว่าผลเสียก็มีเช่นกัน โดยในยุค Robotization จะทำให้ตำแหน่งงานหายไปราว 10 ล้านตำแหน่ง โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก หรืองานที่ทำซ้ำ ๆ กัน ผลก็คือความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จะยิ่งเพิ่มขึ้น

โดยนอกจากประเทศจีนที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว ในสหรัฐอเมริกาก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะ Oxford Economists คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 จะมีงานราว 1.5 ล้านตำแหน่งหายไป และรัฐที่มีความเสี่ยงสูงคือ เท็กซัส, หลุยส์เซียน่า, อินเดียน่า ส่วนโอเรกอน คือรัฐที่มีความเสี่ยงสูงสุด หรือในสหภาพยุโรป เมืองอย่าง Chemnitz, Thuringen และ Oberfranken คือเมืองที่มีความเสี่ยงสูงของการตกงานในเยอรมนี และคาดการณ์ว่าจะมีชาวยุโรปราว 2 ล้านคนที่ต้องตกงานกันเลยทีเดียว

ถึงเวลาภาครัฐเขียนนโยบายใหม่

ในแง่ของพนักงานมนุษย์ เราอาจเคยได้ยินการกระตุ้นให้พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนทักษะเพื่อไปสู่งานรูปแบบใหม่ ๆ หรือไปทำงานเพื่อควบคุมหุ่นยนต์เหล่านั้นแทน

แต่ในอีกด้าน คนที่มีกำลังและสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรัฐบาลก็ควรจะลงมือทำบางอย่างเช่นกัน

ทีมกฎหมายของ Oxford Economists แนะนำว่า นี่อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ด้านการเงิน และสวัสดิการต่าง ๆ แก่บริษัท และคนทำงานเพื่อให้เขาเหล่านั้นไปพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้มีทักษะพอที่จะทำงานในโลกยุคต่อไป

“งานวิจัยนี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามายับยั้งการใช้งานหุ่นยนต์ เพราะในหลายอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน ก็มีความจำเป็นต้องเติมหุ่นยนต์ลงไปเพื่อให้งานยังเดินหน้าต่อได้”

“แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือแนวคิดแบบก้าวหน้าในรูปของสวัสดิการต่าง ๆ เช่น การเปิดโปรแกรมอบรมพัฒนาทักษะ, การให้ Universal Basic Income แก่ประชาชน ฯลฯ ที่เรามองว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะนำมาใช้”

นักวิจัยยังได้ฝากถึงบรรดาพนักงานด้วยว่า อาจต้องเริ่มประเมิน “งาน” ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นงานที่หุ่นยนต์ – ระบบอัตโนมัติสามารถเข้ามาทำแทนได้แล้วหรือยัง และหากพบว่าเป็นเช่นนั้นก็เริ่มมองหาโปรแกรมพัฒนาตัวเองกันได้เลย

https://today.line.me/th/pc/article/DrPN1o?utm_source=oamoney

 

มารู้จัก ‘หอยงวงช้าง’ (ความรู้ทางวิทยาศาสตร์) มีคลิป

    สำหรับคนที่มีรสนิยมชื่นชอบในการดูสัตว์แปลกๆหรืออาหารแปลกๆ ก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าสัตว์ทะเลตัวนี้ เพราะมักที่จะติดโผในการจัดอันดับสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ชวนให้คิดลึก สำหรับเจ้าหอยงวงช้างก็มักจะถูกนำไปทำเป็น “มีม (meme)” สำหรับมุกทะลึ่งๆอยู่บ่อยครั้ง วันนี้เราก็จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “หอยงวงช้าง” ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย

ตัวตนที่แท้จริงของ “คุณหอยงวงช้าง” เป็นยังไงกันแน่ ไปหาคำตอบพร้อมกันเลย

2072059921_3e6a3ad95d_o

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หอยงวงช้าง หรือชื่อในภาษาอังกฤษ ว่า Geoduck (กูอีดั๊ก)  คำว่ากูอีดั๊กนั้นน่าจะมาจากภาษาของอินเดียนแดงในอเมริกาซึ่งมีความหมายว่า “ขุดให้ลึก” แต่ในภาษาไทยนั้น หอยงวงช้างคนมักจะจำสับสนกับหอยงวงช้างมุก (หอยนอติลุส) สัตว์จากยุคดึกดำบรรพ์ที่หยุดการพัฒนาตัวเอง (ถ้าเคยอ่านโดเรม่อนบ่อยๆ น่าจะคุ้นกันดีเพราะตอนที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์หรือฟอสซิลที่โนบิตะหรือซึเนโอะมีก็มักจะเป็นหอยชนิดนี้)

หอยงวงช้างมุกที่คนมักจะเรียกสับสนกับหอยงวงช้าง(หอยจู๋)

เมื่อเรียกสับสนกันบ่อยเข้าก็จะต้องมีชื่อเฉพาะกัน บางคนก็เลยเรียกเจ้าหอยงวงช้างพระเอกในเรื่องนี้ว่า “หอยจู๋” ตามลักษณะรูปร่างของมันเลย

995321042_c1091dab1b_o

หอยงวงช้างพบมากตามชายฝั่งทะเลในแถบแปซิฟิกและอเมริกาเหนือแถวๆแคนาดา จึงมีการประกอบอาชีพจับกันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อส่งออกไปยังมหาอำนาจของอาหารแปลกอย่าง (ให้ทายประเทศไหน ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก) ประเทศจีนนั่นเอง ซึ่งประเทศจีนถือว่าเป็นผู้นำเข้าหอยงวงช้างรายใหญ่ที่สุดของโลก

994511891_6158368557_o

ธรรมชาติของหอยงวงช้างนั้นก็ตามชื่อที่ชาวอินเดียนแดงตั้งให้เลยว่า “ขุดให้ลึก” เพราะตลอดช่วงอายุเจ้าหอยงวงช้างจะค่อยๆขุดดินลึกลงไปเรื่อยๆ ยิ่งอายุเยอะตัวยิ่งใหญ่ และตัวยิ่งใหญ่ก็จะยิงอยู่ลึกโดยจะโผล่ปากงวงขึ้นมาเพื่อหาอาหารซึ่งก็เป็นประเภทแพลงตอนเท่านั้น เจ้างวงที่ว่านี้สามารถที่ยืดได้ยาวถึง 10 เท่าของขนาดตัว ดังนั้นการจะจับแต่ละครั้งจึงต้องขุดลงไปให้ลึกเหมือนในภาพด้านล่างเลย

duckdiving

การสังเกตว่าตรงไหนมีเจ้าหอยงวงช้างซ่อนอยู่ ชาวประมงก็จะสังเกตบนผิวดิน อย่างที่บอกไปว่าเจ้าหอยงวงช้างจะโผล่ขึ้นมาแค่ปลายงวง ชาวประมงก็จะดูตรงนี้แหละแล้วก็ค่อยๆขุดลงไปให้ถึงตัว ถ้ากำลังสงสัยว่าทำไมไม่ดึงขึ้นมาเลย คำตอบก็คือเรื่องราคา การดึงขึ้นมาเลยนั้นเสี่ยงที่จะทำให้หอยงวงช้างเสียหาย ราคาอาจจะตกลงมาฮวบๆ ถ้าตายก่อนนี่ก็คือจบเลยเพราะพี่จีนถือคติว่า “อาหารที่ดีต้องสด”

467685095_b9346ab539_b

การจะจับขึ้นมาแต่ละครั้งนั้นนอกจากจะต้องระมัดระวังเรื่องสภาพของหอย ชาวประมงก็ต้องเลือกอย่างฉลาดด้วยเพื่ออาชีพตัวเอง หอยโชคร้ายแต่ละตัวที่ถูกจับนั้นต้องมีอายุและขนาดไม่ต่ำกว่า 5 ปีถึงจะจับได้ เพราะถ้าจับตัวเล็กไปด้วยก็อาจจะทำให้พวกมันสูญพันธุ์ได้

16_molusk

สำหรับเรื่องราคานั้นต้องบอกเลยว่าเจ้าหอยงวงช้างนี่อยู่ระดับเดียวกับรังนก หูฉลามเลยทีเดียว ราคาต่อ 1 กิโลกรัมอาจสูงเกิน 10,000 บาท อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นของที่ต้องนำเข้าและด้วยความเชื่อว่าเจ้าหอยงวงช้างเนี่ย เป็นสัตว์ที่กินเพื่อเพิ่มพลังให้ดึ๋งดั๋งสำหรับท่านชาย

12_molusk

เมนูที่ใช้หอยงวงช้างมาทำในจีนนั้นส่วนใหญ่นิยมที่จะกินแบบสดๆ หน่อย คือการเอามาลวกให้พอแข็งๆ แล้วกินสดๆ เป็นซาซิมิ หรืออาจจะนำไปผัดกับผัก ทำเป็นซุป ประมาณนี้

fishermen-clubhouse-restaurant-geo-duck-vert

แม้ว่าบรรดาชาวประมงหัวทองตาสีฟ้าจะจับกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน การบริโภคของชาวตะวันตกก็ถือว่าน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับชาวจีน เค้าแทบจะไม่แตะกันเลย แต่ถ้านำไปทำอาหารส่วนใหญ่ในประเทศแคนาดาหรือใกล้เคียงก็มักจะนำไปย่าง ไม่ก็ใส่ในซุปครีมข้นทานกัน ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่แปลก (ขนาดแค่การกินเครื่องในฝรั่งยังมองว่าแปลกเลย) เอาเป็นว่าใครยังไม่เคยลองมีโอกาสแนะนำว่าควรหาลองกินกันดู แล้วบอกด้วยนะว่าปึ๋งปั๋งสมราคาคุยไหม

ที่มา : darkroastedblend.com / wikipedia

https://www.spokedark.tv/re/how-geoduck-2/

กล้องฮับเบิลจับภาพของกาแล็กซีที่เข้าใจยาก (คลิป)

messageImage_1561722417287

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กล้องฮับเบิลจับภาพของกาแล็กซีที่เข้าใจยาก (คลิป)   เมื่อปี พ.ศ.2430 นักดาราศาสตร์ชาว อเมริกันชื่อเลวิส สวิฟต์ ได้สังเกตการณ์ค้นพบดาราจักร หรือกาแล็กซี (galaxy) ที่ชื่อ IC 10 เป็นกาแล็กซีที่ผิดปกติ ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย กาแล็กซี IC 10 นั้นไม่ได้เป็นรูปทรง เกลียวสวยงามแบบกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่มีลักษณะเป็นวัตถุดูจางๆ แม้จะอยู่ใกล้เคียงกับทางช้างเผือกของเรา 2.2 ล้านปีแสงก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก๊อดเดิร์ด หน่วยงานขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา เผยว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้จับภาพกาแล็กซี IC 10 ที่ดูน่าตื่นตะลึง เนื่องจากกาแล็กซีแห่งนี้มีดวงดาวกระจายอยู่มาก อีกทั้งยังพบก๊าซไฮโดรเจนเย็นจำนวนมากเช่นกัน ก๊าซดังกล่าวมีการควบแน่นเป็นเมฆโมเลกุลขนาดใหญ่ โดยก่อตัวเป็นปมอย่างหนาแน่นที่ความกดดันและอุณหภูมิซึ่งถึงจุดที่เพียงพอต่อการจุดชนวนปฏิกิริยาหลอมนิวเคลียส (nuclear fusion) จึงหมายความว่ามันกำลังอยู่ระหว่างการก่อตัวดาวฤกษ์ใหม่ๆ

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า การศึกษากาแล็กซี IC 10 นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้กระจ่างชัด เพราะกาแล็กซีแห่งนี้ตั้งอยู่ตามแนวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและดวงดาวในจักรวาลนั่นเอง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1600796

คลิป  สารคดี ทิวทัศน์ของจักรวาล ตอน กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล กับ กล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ Cosmic vistas

Libra สกุลเงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก ธนาคารเตรียมเจ๊ง…..?

 

           ทำให้เพียงชั่วข้ามคืน กระแสของ Libra ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยว่าสกุลเงินดิจิทัลของ Facebook ที่ว่านี้มีที่มาที่ไปยังไง แล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการเงินทั่วโลกจริงไหม
เหรียญ Libra คืออะไร ?

เหรียญ Libra

 คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

            Libra เป็นสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาบนเทคโนโลยี Blockchain เช่นเดียวกับเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยอย่าง Bitcoin Ethereum หรือ Ripple

โดย Libra มีเป้าหมายเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินบนระบบออนไลน์ เพื่อให้คนใช้เงินสดน้อยลงและหันมาทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลโดยมีค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำมาก นอกจากนี้ Libra จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย

จุดที่น่าสนใจของ Libra นอกจากจะถูกพัฒนาโดย Facebook แล้ว ยังเป็นสกุลเงินที่ถูกกำกับดูแลด้วยหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า “The Libra Association” ซึ่งเบื้องต้นมีบริษัทชั้นนำของโลกอีก 27 แห่งร่วมมือกัน เช่น Mastercard, PayPal, eBay, Spotify, Uber, Coinbase, Booking Holdings และ Vodafone Group เป็นต้น และคาดว่าจะมีบริษัทอื่น ๆ เข้าร่วมอีกในอนาคต

เหรียญ Libra

ภาพจาก libra.org

เหรียญ Libra ถูกกำหนดราคาจากอะไร ?

          สกุลเงิน Libra ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานของคนจำนวนมหาศาล Facebook จึงต้องการให้ราคาของ Libra มีเสถียรภาพไม่ต่างไปจากสกุลเงินหลักจริง ๆ

ดังนั้น มูลค่าของ Libra จึงถูกค้ำประกันจากหลาย ๆ สินทรัพย์ที่มีอยู่จริงทั่วโลก เช่น สกุลเงินหลักของประเทศต่าง ๆ หรือ พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะถูกกำกับดูแลโดย The Libra Association ไปพร้อม ๆ กันด้วย

หมายความว่าสกุลเงินดิจิทัล Libra จะถูกกำหนดมูลค่าไว้ค่อนข้างตายตัว เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานแลกเปลี่ยน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าราคาจะผันผวนขึ้นลงแบบรวดเร็ว เหมือนเงินดิจิทัลหลาย ๆ ตัวในปัจจุบัน

เหรียญ Libra

ภาพจาก libra.org

Libra กับ Bitcoin เหมือนหรือต่างกันยังไง ?

          เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่า Libra นั้นมีอะไรที่แตกต่างจาก Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ โดยจุดที่เหมือนกันของ Libra และ Bitcoin คือทั้งคู่เป็น Crypto currency ที่ทำงานบนเทคโนโลยี Blockchain มีการซื้อ-ขายบนระบบออนไลน์เช่นกัน

เงินดิจิทัล

          แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้สกุลเงินนี้ต่างจาก Bitcoin ก็เพราะว่าคอนเซ็ปต์เริ่มต้นของ Libra คือการเป็น “Stable Coin” โดยให้มูลค่ายึดโยงกับสกุลเงินจริงและมีสินทรัพย์ค้ำประกันราคาไว้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Libra ลดความผันผวนจากการถูกเก็งกำไรได้ดีกว่า ต่างจาก Bitcoin ที่เป็นอิสระจากการถูกควบคุมราคา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลาตามกลไกตลาดนั่นเอง

เหรียญ Libra จะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไหร่ ?
          Facebook ได้ประกาศแล้วว่าจะเปิดให้ใช้ Libra อย่างเป็นทางการในปี 2020 พร้อมเปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) ที่ชื่อว่า “Calibra” โดยช่วงเริ่มต้นจะเปิดให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Facebook Messenger และ WhatsApp เพื่อโอนเงิน Libra ให้กันได้นอกจากนี้ Facebook ระบุในแผนอนาคตว่าจะมีธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนตามมา เช่น การชำระบิลออนไลน์ ซื้อสินค้าผ่าน QR Code หรือแม้แต่การซื้อกาแฟได้แบบง่ายดาย โดยไม่ต้องพกเงินสดเลยหรือมีบัญชีธนาคารเลยด้วยซ้ำ

เหรียญ Libra

ภาพจาก facebooknewsroom

เหรียญ Libra มีความเสี่ยงไหม

           เรื่องความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลอยู่เสมอ แม้ว่า Facebook จะยืนยันว่าทั้งกระเป๋าเงินดิจิทัล Calibra และสกุลเงิน Libra มีการยืนยันความปลอดภัยที่รัดกุมแบบเดียวกับธนาคารในปัจจุบัน และมีหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังได้แยกบัญชี Libra กับ Facebook ออกจากกันชัดเจน ดังนั้นแม้บัญชี Facebook จะถูกแฮกก็จะไม่กระทบกับกระเป๋าเงิน Calibra  นอกจากนี้ Facebook ยืนยันว่าจะไม่มีการเก็บข้อมูลใด ๆ จากการทำธุรกรรมเพื่อนำไปใช้โฆษณาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีข่าวว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ก็ได้แสดงความกังวลว่า Facebook อาจอาศัยช่องทางนี้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้ และเรียกร้องให้ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G-7 (แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ) ทบทวนการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลนี้ในประเทศอีกด้วย

 

           สุดท้ายคงต้องติดตามต่อไปว่าเมื่อเหรียญดิจิทัลของ Facebook ถูกนำออกมาใช้จริงในปี 2020 ถึงตอนนั้นจะส่งผลกระทบและได้รับการตอบรับจากรัฐบาล สถาบันการเงิน และผู้ใช้งานทั่วโลกมากน้อยแค่ไหน 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
libra.orgtechcrunch.comtheblockcrypto.comnewsroom.fb.com

อังกฤษผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงสะอาดมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล

Getty Images

อังกฤษผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงสะอาดมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อังกฤษประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในการผลิตไฟฟ้าที่ได้ จากแหล่งพลังงานที่ไม่ก่อมลพิษในสัดส่วนที่สูงกว่าพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

อังกฤษได้ก้าวผ่านหมุดหมายในการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019

National Grid บริษัทที่ทำหน้าดูแลระบบไฟฟ้าของอังกฤษ เปิดเผยว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงสะอาด มีสัดส่วน 48% ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงถ่านหินและก๊าซ มีสัดส่วน 47% ที่เหลือได้จากการเผาเศษวัสดุชีวมวล จำพวกเศษวัชพืชและต้นไม้ (Biomass burning) พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

National Grid ระบุด้วยว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ลดลงจาก 30% เหลือเพียง 3% ขณะที่พลังงานลมเพิ่มจาก 1% เป็น 19%

นอกจากนี้อังกฤษยังประสบความสำเร็จอื่น ๆ อีก เช่น จ่ายกระแสไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งที่ไม่ใช่ถ่านหิน ติดต่อกันนานสองสัปดาห์ และทำสถิติจ่ายกระแสไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ติดต่อกัน นานสองวัน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

อังกฤษปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้พลังงานเพราะต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแก้ปัญหา โลกร้อน โดยเล็งเห็นว่าการเริ่มต้นจัดการปัญหาดังกล่าวควรเริ่มจากภาคการผลิตไฟฟ้า จะเหมาะสมที่สุด

คนใช้ถ่านหิน
Reuters

นายจอห์น เพตติกริว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ National Grid บอกบีบีซีว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นความก้าวหน้าของระบบการผลิตพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แต่ในปี 2019 นี้ นับเป็นปีที่เป็นหมุดหมายสำคัญ”

“เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งที่ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน หรือปล่อยคาร์บอนในปริมาณต่ำ แทนที่จะเป็นแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล นี่ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งเพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ”

National Grid มั่นใจด้วยว่าจะสามารถพยากรณ์ปริมาณการจ่ายกระแสไฟฟ้า จากแหล่งพลังงานสะอาดได้ตลอดปี โดยอาศัยข้อมูลตัวเลขที่จัดเก็บได้และรูปแบบที่เกิดขึ้นในอดีต

สำหรับสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นต่อ ๆ ไป คือเรื่องของการกักเก็บพลังงานที่จะต้องทำให้ได้มากขึ้น เพราะอังกฤษจะผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้นไปอีก

เชื้อเพลิงสะอาด
AFP

รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ในงานแข่งขันผลิตยานยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนที่ไซปรัส

รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นแหล่งพลังงานได้ไหม ?

นายเพ็ตติกริว บอกบีบีซีว่าในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานที่ได้จากพลังงานงานลมและแสงแดด โดยกักเก็บไว้ในแบตเตอรี แต่ในอนาคตระบบการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้า กลับมายังเครือข่ายเมื่อมีความต้องการใช้ไฟในปริมาณมาก โดยคาดว่าเทคโนโลยี V2G (vehicle-to-grid) ที่ว่านี้จะช่วยลดปัญหาในเรื่องการกักเก็บไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรได้ 10-15%

การเมืองกับเรื่องพลังงาน

นายทอม เบิร์ก อดีตนักวิเคราะห์ด้านพลังงาน บอกบีบีซีว่านักเทคโนโลยีเป็นผู้ก่อให้เกิดความสำเร็จ ในวันนี้ โดยสามารถแก้ปัญหาทางด้านเทคนิคในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้

“ปัญหาที่เราเผชิญอยู่เป็นเรื่องการเมือง เพราะในขณะที่เรากำลังเดินหน้าไปสู่ Net Zero (ของการปล่อยคาร์บอน) นั่นหมายความว่าคนในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลจะต้องตกงาน และยังจะต้องก่อตั้งอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายไม่แน่นอนในเรื่องสภาพอากาศ และยังไม่เห็นสัญญาณว่ารัฐบาลคิดจะจัดการ ทางการเมืองในเรื่องนี้อย่างไร”

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2650260

หุ่นยนต์ส่งพิซซ่า

หุ่นยนต์ส่งพิซซ่า

หุ่นยนต์ส่งพิซซ่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หุ่นยนต์ส่งพิซซ่า  – โดมิโน พิซซ่า อินคอร์ปอเรชั่น แฟรนไชส์ร้านพิซซ่ารายใหญ่ของสหรัฐ อเมริกา เปิดเผยความคืบหน้าของแผนส่งพิซซ่าและสินค้าของทางร้านด้วยหุ่นยนต์ขับเคลื่อนเอง โดยโดมิโนพิซซ่า ร่วมกับ นูโร บริษัทสตาร์ตอัพ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์รถส่งของแบบอัตโนมัติ เตรียมทดสอบและเริ่มใช้งานหุ่นยนต์รถส่งของให้แก่ลูกค้าในรัฐเท็กซัส

ซึ่งหุ่นยนต์รถอาร์ 1 ที่มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของรถยนต์ขนาดปกติ จะขับเคลื่อนตัวเองไปยังจุดหมายปลายทางหลังได้รับมอบสินค้าและระบุพิกัดของลูกค้า

หุ่นยนต์ส่งพิซซ่า

ในส่วนผู้สั่งอาหารจะได้รับรหัสเฉพาะสำหรับใส่ข้อมูลที่กล่องบรรจุเพื่อเปิดและรับสินค้า

แม้อาร์ 1 จะเป็นหุ่นยนต์รถขับเคลื่อนเอง แต่มีระบบการทำงานสุดอัจฉริยะ และปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ด้วยความเร็วในการขับเคลื่อนไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยลดความเเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ทั้งชนกับผู้คนและรถที่สัญจรไปมาบนทางเท้าหรือท้องถนนนอกจากนี้ขนาดเล็กกะทัดรัดของอาร์ 1 ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ด้วย

ทั้งนี้ โดมิโน่ พิซซ่า ในสหรัฐอเมริกา ขึ้นชื่อด้านการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการผลิตและส่งสินค้า ก่อนหน้านี้โดมิโน่ พิซซ่า นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอมาใช้ในการตรวจประเมินปริมาณวัตถุดิบของหน้าพิซซ่าเพื่อรักษามาตรฐานของสินค้า

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_2652816

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ฟิสิกส์ เล่ม ๒ ชั้น ม.๔ ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป ความแตกต่างระหว่างจุดศูนย์กลางมวล กับ จุดศูนย์ถ่วง

Cover (1)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ฟิสิกส์ เล่ม ๒ ชั้น ม.๔ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป Difference between Center of mass and center of gravity

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book วิทยาศาสตร์ ชั้น ม.๒ เล่ม ๑ หน่วยที่ ๔ การเคลื่อนที่และแรง ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป ท้าตาย! นักฟิสิกส์ลงทุนยิงตัวเองใต้น้ำ

large

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book วิทยาศาสตร์ ชั้น ม.๒ เล่ม ๑ หน่วยที่ ๔ การเคลื่อนที่และแรง   ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

คลิกที่นี่  ฟรี

คลิป ท้าตาย! นักฟิสิกส์ลงทุนยิงตัวเองใต้น้ำ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี ผลก็คือ…

ยิงปืนใต้น้ำ ถ่ายด้วยวีดีโอความเร็วสูง

วาห์ลออกแบบการทดลอง โดยการกระโดดลงในสระน้ำ พร้อมปืนที่ใส่กระสุนจริง แล้วก็เอาเชือกผูกไกปืนไว้เพื่อให้เขาสามารถยิงตัวเองได้ จากนั้นก็ทำการยิงตัวเองโชว์ใต้น้ำ ซึ่งหลังจากลูกกระสุนพุ่งออกมา ด้วยความหนาแน่นของน้ำที่มากกว่าอากาศ 800 เท่า จึงทำให้กระสุนเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง และตกลงสู่พื้นเบื้องล่างไกลจากจุดยิงไม่ถึง 2 เมตร ก่อนถึงร่างของวาห์ล

แม้ว่าการทดลองครั้งนี้อยู่ในความดูแลของหลายฝ่าย และวาห์ล เองก็ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี แต่เมื่อทดลองเสร็จนักฟิสิกส์หนุ่มดูโล่งใจมากที่เดียว ก่อนดำลงไปหยิบลูกกระสุนใต้น้ำขึ้นมา

อนึ่ง คลิปวีดีโอนี้โพสต์เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบเมื่อวันที่ 24 ม.ค. และแม้จะเคยมีการทดลองลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังได้รับความสนใจมีผู้กดเข้าชมแล้วกว่า 9.6 ล้านครั้ง

ที่มา Daily Mail

 คลิกไปที่ facebook