คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2019

ชมภาพบางส่วนจากการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019

ฮีลิกซ์เนบิวลาซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มก๊าซและฝุ่น ภาพนี้ดูคล้ายดวงตาของเซาวรอน วายร้ายจากภาพยนตร์เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง / ANDREW CAMPBELL

ชมภาพบางส่วนจากการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019 – BBCไทย

ชมความสวยงามของภาพบางส่วนจากผลงาน 38 ภาพ ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 (Insight Investment Astronomy Photographer of the Year) ซึ่งถือเป็นงานประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด

ภาพถ่ายดาราศาสตร์ยอดเยี่ยม 2019
ความงามของแสงเหนือที่ปรากฏเคียงคู่น้ำตกสูงกว่า 60 เมตร ที่ประเทศไอซ์แลนด์ / SUTIE YANG

การแข่งขันปีนี้มีช่างภาพกว่า 4,600 คน ส่งผลงานเข้าประกวด โดยการประกาศรางวัลชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันที่ 12 ก.ย. นี้ ที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (National Maritime Museum) ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้ชนะจะได้เงินรางวัล 10,000 ปอนด์ (ประมาณ 390,000 บาท)

นอกจากความงามของดาวเสาร์ในภาพนี้ หากสังเกตดี ๆ ที่มุมขวาล่าง คุณจะเห็นดวงจันทร์ไททันด้วย / JORDI DELPEIX BORRELL
แสงเหนือที่ดูคล้ายกับภาพนกกำลังโบยบิน / ALEXANDER STEPANENKO
ดาวตกเหนือน่านฟ้าประเทศจีน / TANG ZHENGYE
เนบิวลาสีแดงสดคล้ายกับสีแดงของสตรอว์เบอร์รี / EDDIE TRIMACHI
ภาพถ่ายโคลสอัพพื้นผิวของดวงจันทร์ที่แสดงให้เห็นบริเวณที่มีสีดำอันเกิดขึ้นจากภูเขาไฟบนดวงจันทร์ / BUD MARTIN

ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2663183

คลิป  หาชมยาก! รวมภาพชนะเลิศภาพถ่ายดาราศาสตร์

ตั้งกล้องหลายสิบ ชม.กว่าจะได้กดชัตเตอร์ ปี 2017

 

ติด ‘Netflix’งอมแงม เสี่ยงอสุจิเสื่อม-มีลูกยาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิทย์สวีเดนเผยผลวิจัยติด ‘Netflix’ อ่านอีเมล์จนดึกดื่น ทำให้ผู้ชายผลิตอสุจิได้น้อย ทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก

วันนี้ ( 24 มิ.ย. 62 ) สำนักข่าว ‘dailymail’ รายงานว่าผู้ชายที่นอนดึกเพราะติดซีรีย์ใน Netflix หรือ มัวแต่อ่านอีเมล์ อาจมีลูกยาก เพราะการนอนดึกอาจกระทบต่อการผลิตอสุจิ โดยผู้ชายที่นอนในเวลาหัวค่ำก่อนเวลา 22.30 น. มีจำนวนอสุจิมากกว่าชายที่นอนหลัง 23.30 น. ถึง 4 เท่า จากการทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 1 เดือน

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ฮันส์ จาคอบ อินเกอร์เลฟ จาก Aarhus University มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในสวีเดน ผู้ร่วมศึกษาการวิจัยระบุว่า จากการทดสอบในกลุ่มผู้ชายที่พยายามจะมีลูกเป็นเวลา 2 ปี การนอนแต่หัวค่ำสามารถทำให้มีช่วงเวลานอนหลับได้ยาวนานมากกว่า และเกี่ยวโยงกับเหตุผลทางจิตวิทยา การอดนอนทำให้เกิดความตึงเครียดกระทบถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย

ขณะที่ ดอกเตอร์ ราจ มาเธอร์ ที่ปรึกษานรีแพทย์ ของ Manchester University NHS Foundation Trust ระบุว่า ผู้อยากมีลูกควรจะเข้านอนให้เร็วขึ้นและปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ใช่เอามัวแต่นอนดูซีรีย์ Netflix หรือส่งอีเมล์จนเคยตัว

นอกจากนี้การเข้านอนแต่หัวค่ำไปพร้อมๆกับแฟนหรือภรรยาตนเองยังเพิ่มโอกาสการมีเซ็กส์ ผู้ชายที่นอนนาน 7 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 8 ชั่วโมงจะมีอสุจิที่แข็งแรงกว่าคนที่นอนเพียงแค่ 6 ชั่วโมงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมีลูกไปโดยปริยาย

https://www.tnnthailand.com/content/10762

ภาพยนตร์ เต็มเรื่อง ฟิสิกส์แห่งความรัก  (The Law of the thermodynamics)

คลิกดูภาพยนตร์แบบ SD
คลิกดูภาพยนตร์แบบ HD

The Laws of Thermodynamics
ฟิสิกส์แห่งความรัก(2018)

นักฟิสิกส์คนหนึ่งใช้กฎของอุณหพลศาสตร์เพื่ออธิบายเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์  ในภาพยนตร์ ยังกล่าวถึงกฏของนิวตัน และกฎทางฟิสิกส์อื่นๆอีกมากมาย

ภาพยนตร์เต็มเรื่อง

1535953254011

ตัวอย่างหนัง ฟิสิกส์แห่งความรัก The Law of Thermodynamic นักฟิสิกส์คนหนึ่งใช้กฎของอุณหพลศาสตร์เพื่ออธิบายเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ แต่ทฤษฎีนี้อาจมีข้อบกพร่องเมื่อต้องนำมาใช้กับชีวิตรักของตัวเอง

นักแสดงนำ: วีโต ซานซ์, เบอร์ตา วาซเกซ, ชิโนะ ดาริน

12

คลิกอ่านต่อ

The Theory of Everything ทฤษฎีรักนิรันดร์ (ดูหนังเต็มเรื่องได้ที่นี่)

คลิกดูหนังเต็มเรื่องที่นี่

http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/289/46/movie/11.MP4

คลิกดูภาพยนตร์แบบ HD

https://youtu.be/ZiSnI7TuWZg

“Where is life, there is hope”
“ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีความหวัง” 
สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking)สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน มาดามขออนุญาตต้อนรับสัปดาห์แห่งความรักด้วยภาพยนตร์ดราม่าสุดเศร้า แต่ “ลึกซึ้ง” และ “กินใจ” ที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี “The Theory of Everything” เรื่องราวชีวิตของนักฟิสิกส์ระดับโลก ที่มันสมองอัจฉริยะของเขา ต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวทางร่างกายเพราะโรคร้าย แม้เขาจะมีภรรยาเป็นกำลังใจสำคัญ ช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายไปได้ แต่ชีวิตคนเราก็มักจะไม่ง่ายขนาดนั้น…
ตัวอย่างภาพยนตร์ “The Theory of Everything” (2014)

 

“The Theory of Everything” เป็นผลงานกำกับของ James Marsh นำแสดงโดย Eddie Redmayne ผู้รับบท Steven Hawking นักฟิสิกส์เจ้าของทฤษฎีหลุมดำและต้นกำเนิดของเวลา และ Felicity Jones ในบทของ Jane Wilde หรือ Jane Hawking ภรรยาของสตีเฟน กำลังใจคนสำคัญที่มีส่วนทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจมาตลอด

ว่ากันว่าภาพยนตร์ถือเป็นสื่อชนิดหนึ่งค่ะ เรื่องราวดราม่า ตลกขบขัน ความรักลึกซึ้ง และการเสียดสีอย่างร้ายกาจ มักมี “Message” หรือ “ข้อความ” บางอย่างแอบซ่อนอยู่เสมอ และเรื่องราวของ ดร. สตีเฟน ฮอว์คิง จากเรื่อง “The Theory of Everything” ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีเยี่ยม เพราะแม้ชีวิตเขาจะรันทดสักแค่ไหน แต่หลักการหรือ “ทฤษฎี” ในการใช้ชีวิตของเขานั้น นับว่าน่าทึ่งทีเดียวค่ะ

เรื่องราวของสตีเฟน ฮอว์คิง เริ่มต้นช่วงปี 1960s ในรั้วมหาวิทยาลัยดังอย่าง Cambridge University เขาเป็นนักเรียนปริญญาเอกวิชาฟิสิกส์ สาขาจักรวาลวิทยา อนาคตนักคิดผู้สร้างนวัตกรรมต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าแก่มวลมนุษยชาติ แต่อนาคตอันสดใสของเขาต้องมาสะดุดเพราะโรคร้ายที่ทำลายเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี

จู่ๆ คนแข็งแรง สมองปราดเปรื่อง อนาคตไกลก็ล้มป่วย และกำลังจะกลายเป็นคนช่วยตัวเองไม่ได้…

โชคดีที่สตีเฟนมีความรักที่น่าทึ่งค่ะ เจน คนรักจากคณะศิลปศาสตร์ เอกวิชาวรรณกรรม ไม่ได้นึกรังเกียจความโชคร้ายของเขา เธอเลือกจะแต่งงานและช่วยส่งเสริมเขาทุกทางให้ได้ทำตามความตั้งใจ แต่ “ปัญหา″ และ “อุปสรรค” ในการร่วมชีวิตระหว่างคนปกติธรรมดา กับคนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอย่างสตีเฟน ก็เป็นเรื่องยากอย่างเหลือเชื่อค่ะ รักแท้ที่ว่าเอาชนะได้ทุกอย่าง ก็เริ่มจะสั่นคลอน…

ถ้ารักแท้เอาชนะไม่ได้ทุกอย่าง แล้วสตีเฟนจะเหลืออะไร?

อย่าเพิ่งร้องยี้ หรือว่าปักใจเชื่อไปก่อนค่ะ ว่าเรื่องนี้จะเศร้าและหดหู่จนไม่น่าดู เพราะแม้จะรันทดแค่ไหน สตีเฟนก็หาทางออกจนได้ค่ะ และก็เป็น “ทางออก” ที่เป็น “ทฤษฎี” ที่เขาตามหามาตลอดชีวิต…ทฤษฎีที่เป็นคำตอบของทุกอย่าง

“ทางออก” หรือ “ทฤษฎี” ของสตีเฟนจะเป็นเช่นไร เพื่ออรรถรสในการรับชม มาดามคิดว่าคุณผู้อ่านควรค่าแก่การเข้าไปค้นหาในโรงภาพยนตร์ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า หนังไม่ได้น่าเศร้า น่าสังเวชหรือน่าเวทนาอย่างที่คิดแน่ แถมการันตีด้วยรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Eddie Redmayne) และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และล่าสุดกับการถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชาย/หญิงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

ที่สำคัญ…เรื่องราวชีวิตของสตีเฟนและเจน ก็ถือเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะที่ว่า…แม้หนทางมันจะมืดมนสักแค่ไหน แต่ถ้ายังมีชีวิต เราก็ยังมี “ความหวัง” จะก้าวต่อไป

Terminator 3: Rise of the Machines ฅนเหล็ก 3 กำเนิดใหม่เครื่องจักรสังหาร (ดูภาพยนตร์เต็มเรื่อง

คลิกดูภาพยนตร์เต็มเรื่องที่นี่ MP4

คลิกชมภาพยนตร์แบบ HD

เรื่องย่อ
กำกับ โจนาธาน มอสทาว
เขียน เจมส์ แคเมรอน
นำแสดง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ 
นิค สตาห์ล
แคลร์ เดนส์
ดนตรีประกอบ มาร์โก้ เบลทรามี่
ก่อนหน้านี้ ฅนเหล็ก 2029 ภาค 2
ต่อจากนี้ ฅนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก

    หนึ่งทศวรรษผ่านไป นับตั้งแต่ จอห์น คอนเนอร์ (นิค สธาร์ล) ได้ช่วยปกป้องวันสิ้นโลกและรักษามวลมนุษยชาติเอาไว้ได้ นั่นก็คือวันที่เครือข่ายแห่งเครื่องจักรกล ที่ผ่านการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ สกายเน็ต กลายเป็นเครื่องจักรกลที่มีความคิด และเริ่มทำลายมนุษยชาติ แต่วันที่ 29 สิงหาคม ปี 1997 ผ่านมาและผ่านไป โดยมิได้เกิดเหตุการณ์ร้าย แม้ว่าทางสกายเน็ต จะพยายามสังหารคอนเนอร์ถึงสองครั้ง เพื่อก่อสงครามกับมนุษย์ แต่มันเป็นความพยายามที่ล้มเหลวทั้งสองครั้ง

 

ปัจจุบันนี้ด้วยวัย 25 ปี ของเขา คอนเนอร์ต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นบุคคลหลุดกรอบใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งบ้าน ไม่มีเครดิตการ์ด ไม่มีโทรศัทพ์มือถือ กลายเป็นคนตกงาน และไม่มีประวัติชี้ว่า เขามีตัวตนอยู่จริง และ..ไม่มีทางที่จะเขาจะถูกคุกคามจากสกายเน็ท สุดยอดเครือข่ายเครื่องจักรสมองกล ที่ครั้งหนึ่งเคยหมายจะเด็ดหัวจอห์น และก่อสงครามกับเหล่ามนุษยชาติ

จนกระทั่ง… เมื่อถึงวันที่หุ่นยนต์นักฆ่าสายพันธุ์ใหม่ ที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงสุดเท่าที่เคยมีมา T-X (คริสเตนน่า โลเคน) ได้ก้าวออกมาจากเงาของโลกอนาคต และถูกส่งข้ามเวลากลับมาอีกครั้ง เพื่อสะสางภารกิจเก่าที่ T-1000 หุ่นพิฆาตรุ่นก่อนไม่สามารถทำได้สำเร็จ เครื่องจักรสังหารรุ่นนี้ มีความบึกบึนทนทานพอๆ กับรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดูเป็นมนุษย์สาวแสนสวย คล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างยิ่ง เธอทรงพลังมากกว่า อันตรายมากกว่า และมีอำนาจทำลายล้าง มากกว่าหุ่นยนต์สังหารทุกตัว ที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้

คอนเนอร์ไม่ใช่เป้าหมายหนึ่งเดียว ในบัญชีรายชื่อที่ต้องกำจัดทิ้ง ของสกายเน็ต แต่ยังมีสัตวแพทย์สาวที่ชื่อ เคต บรูว์สเตอร์ (แคลร์ เดนส์) ที่จะต้องได้เห็นอดีตอันแสนไกล และปัจจุบันที่กำลังสดใสของเธอ ต้องมาปะทะกับอนาคตที่คาดเดาไม่ถึง… ยกเว้นแต่เธอจะสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของ T-X ผู้ไร้เทียมทาน เมื่อคอนเนอร์และเคตรู้ตัวว่า วันพิพากษากำลังมุ่งหน้าเข้าหาเขาและเธอ และเหลือเวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น ระหว่างพวกเขากับจุดจบของโลก ความหวังเดียวที่จะรอดชีวิตไปได้ ก็คือการจำลองหุ่นไซบอร์กมือสังหาร T-101 (อาร์โนลด์ ชวาสเซเนเกอร์) อดีตหุ่นสังหารตัวต้นแบบ สุดลึกลับของคอนเนอร์ ที่บัดนี้ได้กลายเป็นหุ่นมือสังหารที่ตกรุ่นไปแล้ว แต่ทั้งหมดจะต้องเอาชนะ T-X สุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีตัวใหม่ที่เหนือกว่า และเพื่อหาวิธีป้องกันวันพิพากษา… หรือเผชิญหน้ากับหายนะ ของความศิวิลัยซ์ที่พวกเรารู้จัก

ตัวอย่างภาพยนตร์

ยุค “Robotization” เริ่มแล้ว เตรียมตกงานเพิ่ม 10 ล้านตำแหน่ง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

มีรายงานที่น่าจับตาเกี่ยวกับการนำโรบ็อตเข้ามาช่วยงานมนุษย์ โดยพบตัวเลขการใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าในแง่ Productivity นั้นเพิ่มขึ้นจริง แต่คำทำนายที่ว่ามันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในโลกแห่งการทำงานก็เป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

โดยการศึกษาจาก Oxford Economists ระบุว่า เฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว ภายใน 11 ปีนับจากนี้ จะมีหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น 14 ล้านตัว และรูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น ซึ่งผลดีในแง่เศรษฐกิจนั้นมีแน่ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า การนำโรบ็อตมาใช้อาจทำให้จีดีพีของโลกเติบโตขึ้น 5.3% ภายในปี 2030 หรือเท่ากับรับประกันได้ว่าจะมีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบเศรษฐกิจราว 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 เลยทีเดียว

ทว่าผลเสียก็มีเช่นกัน โดยในยุค Robotization จะทำให้ตำแหน่งงานหายไปราว 10 ล้านตำแหน่ง โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก หรืองานที่ทำซ้ำ ๆ กัน ผลก็คือความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จะยิ่งเพิ่มขึ้น

โดยนอกจากประเทศจีนที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว ในสหรัฐอเมริกาก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะ Oxford Economists คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 จะมีงานราว 1.5 ล้านตำแหน่งหายไป และรัฐที่มีความเสี่ยงสูงคือ เท็กซัส, หลุยส์เซียน่า, อินเดียน่า ส่วนโอเรกอน คือรัฐที่มีความเสี่ยงสูงสุด หรือในสหภาพยุโรป เมืองอย่าง Chemnitz, Thuringen และ Oberfranken คือเมืองที่มีความเสี่ยงสูงของการตกงานในเยอรมนี และคาดการณ์ว่าจะมีชาวยุโรปราว 2 ล้านคนที่ต้องตกงานกันเลยทีเดียว

ถึงเวลาภาครัฐเขียนนโยบายใหม่

ในแง่ของพนักงานมนุษย์ เราอาจเคยได้ยินการกระตุ้นให้พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนทักษะเพื่อไปสู่งานรูปแบบใหม่ ๆ หรือไปทำงานเพื่อควบคุมหุ่นยนต์เหล่านั้นแทน

แต่ในอีกด้าน คนที่มีกำลังและสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรัฐบาลก็ควรจะลงมือทำบางอย่างเช่นกัน

ทีมกฎหมายของ Oxford Economists แนะนำว่า นี่อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ด้านการเงิน และสวัสดิการต่าง ๆ แก่บริษัท และคนทำงานเพื่อให้เขาเหล่านั้นไปพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้มีทักษะพอที่จะทำงานในโลกยุคต่อไป

“งานวิจัยนี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามายับยั้งการใช้งานหุ่นยนต์ เพราะในหลายอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน ก็มีความจำเป็นต้องเติมหุ่นยนต์ลงไปเพื่อให้งานยังเดินหน้าต่อได้”

“แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือแนวคิดแบบก้าวหน้าในรูปของสวัสดิการต่าง ๆ เช่น การเปิดโปรแกรมอบรมพัฒนาทักษะ, การให้ Universal Basic Income แก่ประชาชน ฯลฯ ที่เรามองว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะนำมาใช้”

นักวิจัยยังได้ฝากถึงบรรดาพนักงานด้วยว่า อาจต้องเริ่มประเมิน “งาน” ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นงานที่หุ่นยนต์ – ระบบอัตโนมัติสามารถเข้ามาทำแทนได้แล้วหรือยัง และหากพบว่าเป็นเช่นนั้นก็เริ่มมองหาโปรแกรมพัฒนาตัวเองกันได้เลย

https://today.line.me/th/pc/article/DrPN1o?utm_source=oamoney

 

มารู้จัก ‘หอยงวงช้าง’ (ความรู้ทางวิทยาศาสตร์) มีคลิป

    สำหรับคนที่มีรสนิยมชื่นชอบในการดูสัตว์แปลกๆหรืออาหารแปลกๆ ก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าสัตว์ทะเลตัวนี้ เพราะมักที่จะติดโผในการจัดอันดับสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ชวนให้คิดลึก สำหรับเจ้าหอยงวงช้างก็มักจะถูกนำไปทำเป็น “มีม (meme)” สำหรับมุกทะลึ่งๆอยู่บ่อยครั้ง วันนี้เราก็จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “หอยงวงช้าง” ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย

ตัวตนที่แท้จริงของ “คุณหอยงวงช้าง” เป็นยังไงกันแน่ ไปหาคำตอบพร้อมกันเลย

2072059921_3e6a3ad95d_o

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หอยงวงช้าง หรือชื่อในภาษาอังกฤษ ว่า Geoduck (กูอีดั๊ก)  คำว่ากูอีดั๊กนั้นน่าจะมาจากภาษาของอินเดียนแดงในอเมริกาซึ่งมีความหมายว่า “ขุดให้ลึก” แต่ในภาษาไทยนั้น หอยงวงช้างคนมักจะจำสับสนกับหอยงวงช้างมุก (หอยนอติลุส) สัตว์จากยุคดึกดำบรรพ์ที่หยุดการพัฒนาตัวเอง (ถ้าเคยอ่านโดเรม่อนบ่อยๆ น่าจะคุ้นกันดีเพราะตอนที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์หรือฟอสซิลที่โนบิตะหรือซึเนโอะมีก็มักจะเป็นหอยชนิดนี้)

หอยงวงช้างมุกที่คนมักจะเรียกสับสนกับหอยงวงช้าง(หอยจู๋)

เมื่อเรียกสับสนกันบ่อยเข้าก็จะต้องมีชื่อเฉพาะกัน บางคนก็เลยเรียกเจ้าหอยงวงช้างพระเอกในเรื่องนี้ว่า “หอยจู๋” ตามลักษณะรูปร่างของมันเลย

995321042_c1091dab1b_o

หอยงวงช้างพบมากตามชายฝั่งทะเลในแถบแปซิฟิกและอเมริกาเหนือแถวๆแคนาดา จึงมีการประกอบอาชีพจับกันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อส่งออกไปยังมหาอำนาจของอาหารแปลกอย่าง (ให้ทายประเทศไหน ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก) ประเทศจีนนั่นเอง ซึ่งประเทศจีนถือว่าเป็นผู้นำเข้าหอยงวงช้างรายใหญ่ที่สุดของโลก

994511891_6158368557_o

ธรรมชาติของหอยงวงช้างนั้นก็ตามชื่อที่ชาวอินเดียนแดงตั้งให้เลยว่า “ขุดให้ลึก” เพราะตลอดช่วงอายุเจ้าหอยงวงช้างจะค่อยๆขุดดินลึกลงไปเรื่อยๆ ยิ่งอายุเยอะตัวยิ่งใหญ่ และตัวยิ่งใหญ่ก็จะยิงอยู่ลึกโดยจะโผล่ปากงวงขึ้นมาเพื่อหาอาหารซึ่งก็เป็นประเภทแพลงตอนเท่านั้น เจ้างวงที่ว่านี้สามารถที่ยืดได้ยาวถึง 10 เท่าของขนาดตัว ดังนั้นการจะจับแต่ละครั้งจึงต้องขุดลงไปให้ลึกเหมือนในภาพด้านล่างเลย

duckdiving

การสังเกตว่าตรงไหนมีเจ้าหอยงวงช้างซ่อนอยู่ ชาวประมงก็จะสังเกตบนผิวดิน อย่างที่บอกไปว่าเจ้าหอยงวงช้างจะโผล่ขึ้นมาแค่ปลายงวง ชาวประมงก็จะดูตรงนี้แหละแล้วก็ค่อยๆขุดลงไปให้ถึงตัว ถ้ากำลังสงสัยว่าทำไมไม่ดึงขึ้นมาเลย คำตอบก็คือเรื่องราคา การดึงขึ้นมาเลยนั้นเสี่ยงที่จะทำให้หอยงวงช้างเสียหาย ราคาอาจจะตกลงมาฮวบๆ ถ้าตายก่อนนี่ก็คือจบเลยเพราะพี่จีนถือคติว่า “อาหารที่ดีต้องสด”

467685095_b9346ab539_b

การจะจับขึ้นมาแต่ละครั้งนั้นนอกจากจะต้องระมัดระวังเรื่องสภาพของหอย ชาวประมงก็ต้องเลือกอย่างฉลาดด้วยเพื่ออาชีพตัวเอง หอยโชคร้ายแต่ละตัวที่ถูกจับนั้นต้องมีอายุและขนาดไม่ต่ำกว่า 5 ปีถึงจะจับได้ เพราะถ้าจับตัวเล็กไปด้วยก็อาจจะทำให้พวกมันสูญพันธุ์ได้

16_molusk

สำหรับเรื่องราคานั้นต้องบอกเลยว่าเจ้าหอยงวงช้างนี่อยู่ระดับเดียวกับรังนก หูฉลามเลยทีเดียว ราคาต่อ 1 กิโลกรัมอาจสูงเกิน 10,000 บาท อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นของที่ต้องนำเข้าและด้วยความเชื่อว่าเจ้าหอยงวงช้างเนี่ย เป็นสัตว์ที่กินเพื่อเพิ่มพลังให้ดึ๋งดั๋งสำหรับท่านชาย

12_molusk

เมนูที่ใช้หอยงวงช้างมาทำในจีนนั้นส่วนใหญ่นิยมที่จะกินแบบสดๆ หน่อย คือการเอามาลวกให้พอแข็งๆ แล้วกินสดๆ เป็นซาซิมิ หรืออาจจะนำไปผัดกับผัก ทำเป็นซุป ประมาณนี้

fishermen-clubhouse-restaurant-geo-duck-vert

แม้ว่าบรรดาชาวประมงหัวทองตาสีฟ้าจะจับกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน การบริโภคของชาวตะวันตกก็ถือว่าน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับชาวจีน เค้าแทบจะไม่แตะกันเลย แต่ถ้านำไปทำอาหารส่วนใหญ่ในประเทศแคนาดาหรือใกล้เคียงก็มักจะนำไปย่าง ไม่ก็ใส่ในซุปครีมข้นทานกัน ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่แปลก (ขนาดแค่การกินเครื่องในฝรั่งยังมองว่าแปลกเลย) เอาเป็นว่าใครยังไม่เคยลองมีโอกาสแนะนำว่าควรหาลองกินกันดู แล้วบอกด้วยนะว่าปึ๋งปั๋งสมราคาคุยไหม

ที่มา : darkroastedblend.com / wikipedia

https://www.spokedark.tv/re/how-geoduck-2/

กล้องฮับเบิลจับภาพของกาแล็กซีที่เข้าใจยาก (คลิป)

messageImage_1561722417287

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กล้องฮับเบิลจับภาพของกาแล็กซีที่เข้าใจยาก (คลิป)   เมื่อปี พ.ศ.2430 นักดาราศาสตร์ชาว อเมริกันชื่อเลวิส สวิฟต์ ได้สังเกตการณ์ค้นพบดาราจักร หรือกาแล็กซี (galaxy) ที่ชื่อ IC 10 เป็นกาแล็กซีที่ผิดปกติ ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย กาแล็กซี IC 10 นั้นไม่ได้เป็นรูปทรง เกลียวสวยงามแบบกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่มีลักษณะเป็นวัตถุดูจางๆ แม้จะอยู่ใกล้เคียงกับทางช้างเผือกของเรา 2.2 ล้านปีแสงก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก๊อดเดิร์ด หน่วยงานขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา เผยว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้จับภาพกาแล็กซี IC 10 ที่ดูน่าตื่นตะลึง เนื่องจากกาแล็กซีแห่งนี้มีดวงดาวกระจายอยู่มาก อีกทั้งยังพบก๊าซไฮโดรเจนเย็นจำนวนมากเช่นกัน ก๊าซดังกล่าวมีการควบแน่นเป็นเมฆโมเลกุลขนาดใหญ่ โดยก่อตัวเป็นปมอย่างหนาแน่นที่ความกดดันและอุณหภูมิซึ่งถึงจุดที่เพียงพอต่อการจุดชนวนปฏิกิริยาหลอมนิวเคลียส (nuclear fusion) จึงหมายความว่ามันกำลังอยู่ระหว่างการก่อตัวดาวฤกษ์ใหม่ๆ

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า การศึกษากาแล็กซี IC 10 นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้กระจ่างชัด เพราะกาแล็กซีแห่งนี้ตั้งอยู่ตามแนวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและดวงดาวในจักรวาลนั่นเอง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1600796

คลิป  สารคดี ทิวทัศน์ของจักรวาล ตอน กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล กับ กล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ Cosmic vistas

Libra สกุลเงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก ธนาคารเตรียมเจ๊ง…..?

 

           ทำให้เพียงชั่วข้ามคืน กระแสของ Libra ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยว่าสกุลเงินดิจิทัลของ Facebook ที่ว่านี้มีที่มาที่ไปยังไง แล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการเงินทั่วโลกจริงไหม
เหรียญ Libra คืออะไร ?

เหรียญ Libra

 คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

            Libra เป็นสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาบนเทคโนโลยี Blockchain เช่นเดียวกับเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยอย่าง Bitcoin Ethereum หรือ Ripple

โดย Libra มีเป้าหมายเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินบนระบบออนไลน์ เพื่อให้คนใช้เงินสดน้อยลงและหันมาทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลโดยมีค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำมาก นอกจากนี้ Libra จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย

จุดที่น่าสนใจของ Libra นอกจากจะถูกพัฒนาโดย Facebook แล้ว ยังเป็นสกุลเงินที่ถูกกำกับดูแลด้วยหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า “The Libra Association” ซึ่งเบื้องต้นมีบริษัทชั้นนำของโลกอีก 27 แห่งร่วมมือกัน เช่น Mastercard, PayPal, eBay, Spotify, Uber, Coinbase, Booking Holdings และ Vodafone Group เป็นต้น และคาดว่าจะมีบริษัทอื่น ๆ เข้าร่วมอีกในอนาคต

เหรียญ Libra

ภาพจาก libra.org

เหรียญ Libra ถูกกำหนดราคาจากอะไร ?

          สกุลเงิน Libra ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานของคนจำนวนมหาศาล Facebook จึงต้องการให้ราคาของ Libra มีเสถียรภาพไม่ต่างไปจากสกุลเงินหลักจริง ๆ

ดังนั้น มูลค่าของ Libra จึงถูกค้ำประกันจากหลาย ๆ สินทรัพย์ที่มีอยู่จริงทั่วโลก เช่น สกุลเงินหลักของประเทศต่าง ๆ หรือ พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะถูกกำกับดูแลโดย The Libra Association ไปพร้อม ๆ กันด้วย

หมายความว่าสกุลเงินดิจิทัล Libra จะถูกกำหนดมูลค่าไว้ค่อนข้างตายตัว เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานแลกเปลี่ยน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าราคาจะผันผวนขึ้นลงแบบรวดเร็ว เหมือนเงินดิจิทัลหลาย ๆ ตัวในปัจจุบัน

เหรียญ Libra

ภาพจาก libra.org

Libra กับ Bitcoin เหมือนหรือต่างกันยังไง ?

          เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่า Libra นั้นมีอะไรที่แตกต่างจาก Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ โดยจุดที่เหมือนกันของ Libra และ Bitcoin คือทั้งคู่เป็น Crypto currency ที่ทำงานบนเทคโนโลยี Blockchain มีการซื้อ-ขายบนระบบออนไลน์เช่นกัน

เงินดิจิทัล

          แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้สกุลเงินนี้ต่างจาก Bitcoin ก็เพราะว่าคอนเซ็ปต์เริ่มต้นของ Libra คือการเป็น “Stable Coin” โดยให้มูลค่ายึดโยงกับสกุลเงินจริงและมีสินทรัพย์ค้ำประกันราคาไว้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Libra ลดความผันผวนจากการถูกเก็งกำไรได้ดีกว่า ต่างจาก Bitcoin ที่เป็นอิสระจากการถูกควบคุมราคา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลาตามกลไกตลาดนั่นเอง

เหรียญ Libra จะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไหร่ ?
          Facebook ได้ประกาศแล้วว่าจะเปิดให้ใช้ Libra อย่างเป็นทางการในปี 2020 พร้อมเปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) ที่ชื่อว่า “Calibra” โดยช่วงเริ่มต้นจะเปิดให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Facebook Messenger และ WhatsApp เพื่อโอนเงิน Libra ให้กันได้นอกจากนี้ Facebook ระบุในแผนอนาคตว่าจะมีธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนตามมา เช่น การชำระบิลออนไลน์ ซื้อสินค้าผ่าน QR Code หรือแม้แต่การซื้อกาแฟได้แบบง่ายดาย โดยไม่ต้องพกเงินสดเลยหรือมีบัญชีธนาคารเลยด้วยซ้ำ

เหรียญ Libra

ภาพจาก facebooknewsroom

เหรียญ Libra มีความเสี่ยงไหม

           เรื่องความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลอยู่เสมอ แม้ว่า Facebook จะยืนยันว่าทั้งกระเป๋าเงินดิจิทัล Calibra และสกุลเงิน Libra มีการยืนยันความปลอดภัยที่รัดกุมแบบเดียวกับธนาคารในปัจจุบัน และมีหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังได้แยกบัญชี Libra กับ Facebook ออกจากกันชัดเจน ดังนั้นแม้บัญชี Facebook จะถูกแฮกก็จะไม่กระทบกับกระเป๋าเงิน Calibra  นอกจากนี้ Facebook ยืนยันว่าจะไม่มีการเก็บข้อมูลใด ๆ จากการทำธุรกรรมเพื่อนำไปใช้โฆษณาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีข่าวว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ก็ได้แสดงความกังวลว่า Facebook อาจอาศัยช่องทางนี้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้ และเรียกร้องให้ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G-7 (แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ) ทบทวนการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลนี้ในประเทศอีกด้วย

 

           สุดท้ายคงต้องติดตามต่อไปว่าเมื่อเหรียญดิจิทัลของ Facebook ถูกนำออกมาใช้จริงในปี 2020 ถึงตอนนั้นจะส่งผลกระทบและได้รับการตอบรับจากรัฐบาล สถาบันการเงิน และผู้ใช้งานทั่วโลกมากน้อยแค่ไหน 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
libra.orgtechcrunch.comtheblockcrypto.comnewsroom.fb.com