คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2019

เมืองหลวงแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

1

“สาธารณรัฐประชาชนจีน” ศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ด้วยรถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า พร้อมการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก!

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2
ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราได้รับรู้เรื่องราวของ แรงเสียดสีระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ บรรษัทขนาดยักษ์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่าง “หัวเว่ย” ที่ทางสหรัฐอเมริกาข่มขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ ด้วยการไม่ยอมให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นใช้ระบบปฏิบัติการ “แอนดรอยด์” และบริการอื่น ๆ ของ “กูเกิล” อีกต่อไป หลังจากมีคดีความเรื่องการละเมิดข้อตกลงกัน แต่ทางหัวเว่ยและรัฐบาลจีน ก็ออกมาสวนทันควันว่าไม่กลัว เพราะหัวเว่ยนั้นมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีระบบสื่อสารระดับ 5G ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทของชาติตะวันตกก็ได้ นอกจากนั้นแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิพคอมพิวเตอร์กว่า 90% ของโลกผลิตจากจีน ดังนั้นสหรัฐอเมริกาต้องคิดให้ดี ๆ ก่อนว่าจะทำเรื่องก้าวร้าวแบบนี้เหมาะสมแล้วรึเปล่า? ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาเองต้องกลับไปตั้งหลักทบทวนการตัดสินใจอีกรอบทันที

3

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของจีนในการที่จะเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ดังจะเห็นได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 85.4% โดยเดือนมีนาคมเดือนเดียวนี้จำหน่ายรถยนต์แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดและไฟฟ้าไปมากกว่า 126,000 คัน โดยในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ที่ผ่านไปไม่นานนี้ เราจะได้รถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า ด้วยการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก งานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้จึงเป็นสถานที่ซึ่งพลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากแบรนด์ระดับโลกแทบจะทุกแบรนด์ต้องมาแสดงตัวที่นี่แล้ว
4
แบรนด์รถยนต์ของจีนเองในยุคนี้ก็เรียกได้ว่า “แข็งแกร่ง” ทั้งจากแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ที่รัฐเป็นเจ้าของอย่าง SAIC (เจ้าของแบรนด์ เอ็มจีในบ้านเรา), FAW, BAIC, Dongfeng และ Changan ก็ยังมีแบรนด์เอกชนระดับ  บิ๊ก ๆ อย่าง Geely, GAC, Great Wall Motors และบีวายดี แต่ถ้าเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าสุดล้ำแล้ว ต้องจับตารถยนต์แนวคิดจากค่ายเหล่านี้คือ Nio, Xpeng, Qianto, Weltmeister, Singulato, Byton, Aiways, Bordrin Motor และ LeapMotor และยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่อีกมาก โดยรถแนวคิดจากจีน ที่โดดเด่นในงานนี้ก็มีด้วยกันหลายคัน อาทิ Nio ET7, Xpeng P7, BYD E-Seed GT และรถพลังงานไฮโดรเจน Grove Hydrogen รุ่น Granit

ท่านผู้อ่านคงจะคิดว่าแค่ชื่อแบรนด์ยังอ่านออกเสียงไม่ถูก แล้วเราจะมั่นใจได้หรือเรื่องแบบนี้ต้องบอกว่า ถ้าเมื่อ 7-8 ปีก่อน บอกว่าจะไปซื้อสมาร์ทโฟนยี่ห้อ “หัวเว่ย” เพื่อน ๆ คงจะขำว่าซื้อยี่ห้ออะไรกันหว่า แต่มาถึงทุกวันนี้ในยุคที่บ้านเรายัง 4G กันอยู่ แต่จีน กำลังจะเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว เราคงได้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ของจีนนั้นอยู่ในระดับหัวแถวอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า เท่าที่เห็นในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ที่ผ่านมานั้นก็สะท้อนความนิยมของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นของโลกได้พอสมควร เพราะในขณะที่ภูมิภาคอื่นของโลกนั้นนิยมรถยนต์ประเภทเอสยูวี แต่สำหรับคนจีนแล้ว รถยนต์ประเภทซีดานที่มีความหรูหรานั้นยังได้รับความนิยมอยู่ จะเห็นได้จากภาพของรถยนต์แนวคิดที่กล่าวไปทั้ง 4 คัน ล้วนแล้วแต่มีบุคลิกภาพในทางสปอร์ตซีดานทั้งสิ้น และก็ต้องยอมรับว่า งานออกแบบของทั้ง 4 คันก็ดูถูกไม่ได้จริง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้รถยนต์แนวคิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เค้าจัดกันหนัก เหยียบกันมิดชนิดที่ถ้าพร้อมลุยตลาดต่างประเทศเมื่อใด มีหนาวอย่างแน่นอน…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/it/711113

เด็กอินเดีย 4 ขวบ ปิดตาแก้ปัญหารูบิก (ความรู้ทางฟิสิกส์)

1558859210535

 เด็กชายวัย 4 ขวบจากอินเดีย ครองสถิติคนอายุน้อยที่สุดที่แก้ปัญหารูบิกขนาด 2×2 ขณะถูกปิดตาได้สำเร็จ ใน ลิมกา บุ๊ก ออฟ เวิลด์ เร็กคอร์ดส์ ของอินเดีย โดยเขาทำเวลาได้ 28.73 วินาที

https://www.bbc.com/thai/international-48408324?ocid=socialflow_facebook

ความรู้ฟิสิกส์ เรื่องรูบิก

        ลูกบิดหรือรูบิก Rubik 3x3x3 เป็นของเล่นฝึกทักษะ skill toy ที่ฝึกสมาธิและทักษะไหวพริบ ซึ่งผู้เล่นจะต้องจัดเรียงให้แถบสีทั้ง 9 ชิ้นที่อยู่ในด้านเดียวกันของลูกบาศก์ทั้ง 6 ด้านมีสีเดียวกัน Rubik มีจำนวนรูปแบบการเรียงสลับเปลี่ยนที่แตกต่างกันประมาณ 43 ล้านรูปแบบ แต่ทุกแบบสามารถแก้ไขได้ภายในการบิด 29 ครั้ง หรือน้อยกว่า ซึ่งปัจจุบัน รูบิกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนมีการพัฒนาความเร็วในการเล่นให้น้อยลงเรื่อย ๆ

 images (2)

 

20 สิ่งที่ยืนยันว่า ‘ธรรมชาติ’ มันเต็มไปด้วยความอลังการ จนมนุษย์ไม่อาจเทียบ !!

ธรรมชาติและมนุษย์นั้นจัดว่าเป็นศิลปินที่ดีที่สุด และเมื่อทั้งสองมารวมกันนั้นก็สามารถออกมาเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมเลยก็ว่าได้

ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นบวกกับทักษะความสามารถในการถ่ายภาพของมนุษย์ทำให้ออกมาเป็น 20 ภาพที่บ่งบอกว่าธรรมชาตินั้นมันมีความอลังการมากแค่ไหน

1. ผีเสื้อ Nymphalidae ที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอน ซึ่งมีปีกที่โปร่งใสและสวยงาม

1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2. สายลับที่กลมกลืนกับธรรมชาติ

2

3. ทะเลทราย Namib ที่ดูเหมือนช็อคโกแลตจำนวนมหาศาล

3

 

4. พายุสายฟ้าในรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

4

 

5. ผีเสื้อกลางคืน Atlas หรือมักถูกเรียกว่า Snake head moth ที่ตรงปีกมันนั้นดูแล้วเหมือนงูไม่มีผิด

5

 

6. ถนนฤดูหนาว

6

 

7. การระเบิดของภูเขาไฟ Etna

7

 

8. ภาพแปลกๆนี้ คือร่องรอยของนกฮูกที่เข้าไปในกองหิมะเพื่อจับเหยื่อ

8

 

9. ฝูงปลาคราฟ

9

 

10. ภาพของนกนางแอ่นกาลาปากอสที่ถ่ายใน Todos Santos ประเทศเม็กซิโก

10

 

11. ผีเสื้อซึ่งมีปีกดูเหมือนโค้ดลับอะไรสักอย่าง

11

 

12. ทะเลสาบ Bogoria ในประเทศ Kenya ที่เป็นที่รวมตัวของนกฟลามิงโก้

12

 

13. ก้อนเมฆที่ดูเหมือนกับนกอินทรี

13

 

14. สระน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย

14

 

15. หินอ่อนแคนยอนที่ Ruskeala ประเทศรัสเซีย

15

 

16. โบสถ์กลางทะเลสาบ Bled ที่สโลวีเนีย ดูแล้วเหมือนกับเกาะที่ลอยได้เลยแฮะ

16

 

17. Rostov Oblast ประเทศรัสเซีย ราวกับว่ามันคือปรากฏการณ์อะไรสักอย่าง

17

 

18. สีสันเทา-ทองอันสวยงาม ในอุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐ Wyoming ประเทศสหรัฐอเมริกา

18

 

19. ภาพของโคมไฟถนนผ่านกระจกหน้ารถในวันที่ฝนตก

19

 

20. และสุดท้าย ความเพอร์เฟคในป่าที่ถูกน้ำท่วมขัง…

20

แต่ละภาพนั้นเป็นภาพที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ไม่รู้เลยว่าในโลกขอเราจะมีธรรมชาติที่สวยงามขนาดนี้นะเนี่ยยย

ที่มา : brightside

https://www.catdumb.com/20-stunning-pictures-nature-259/

นักธุรกิจเท็กซัสทุบสถิติสำรวจก้นสมุทรลึกสุดในโลก

นักธุรกิจจากเท็กซัสสร้างสถิติเดินทางด้วยเรือดำน้ำลงไปยังก้นมหาสมุทรความลึกเกือบ 11 กิโลเมตร พร้อมกับพบว่าแม้กระทั่งส่วนที่ลึกที่สุดในโลกก็ยังมีขยะพลาสติกปะปนอยู่

นักธุรกิจเท็กซัสทุบสถิติสำรวจก้นสมุทรลึกสุดในโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วิคเตอร์ เวสโคโว  (Victor Vescovo) นักธุรกิจด้านการลงทุนจากรัฐเท็กซัสและอดีตจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้เรือดำน้ำเดินทางลงไปสำรวจพื้นที่ก้นสมุทรมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่า Mariana Trench ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดในโลก

โดยทีมงานระบุว่าเรือดำน้ำของเวสโคโวสามารถลงไปถึงก้นมหาสมุทรในระดับความลึกที่ 10,928 เมตร จากระดับผิวน้ำ ซึ่งลึกกว่าสถิติเดิมของยานสำรวจใต้น้ำตริเอสเต ที่เคยพาลูกเรือชาวอเมริกันดำลึกลงไปในจุดเดียวกันนี้ที่ระดับ 10,911 เมตร  เมื่อปี 1960

ขณะเดียวกัน เวสโคโว  ยังพบว่าแม้จะอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดในโลก ก็ยังมีถุงและพลาสติกห่อลูกอมจากฝีมือมนุษย์ปะปนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ด้วย

นอกจากนี้ ทีมงานของเวสโคโว ยังระบุว่าการสำรวจดังกล่าวยังค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ๆอีกบางชนิด ซึ่งเป็นสัตว์น้ำคล้ายกุ้งที่เรียกว่าแอมฟิพอด หนอนช้อน และ ปลาหอยทากสีชมพู

คลิกที่นี่

นักจิตวิทยาชี้ คนชั้นสูงมักเชื่อว่าตัวเองเก่งเกินความเป็นจริง

นักจิตวิทยาชี้
Getty Images

นักจิตวิทยาชี้ คนชั้นสูงมักเชื่อว่าตัวเองเก่งเกินความเป็นจริง – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เหตุใดคนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวฐานะดีและมีสถานะทางสังคมสูงจึงประสบความสำเร็จ ? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การใช้เงินต่อเงินหรือใช้อำนาจอิทธิพลสร้างความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ล่าสุดนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ พบว่า คนชั้นสูงและคนชั้นกลางระดับบนมีความมั่นใจในตัวเองแบบเกินจริง และมักแสดงออกจนทำให้คนรอบข้างเชื่อถือว่าเป็นผู้มีความสามารถสูง ทั้งที่ไม่ได้เก่งหรือฉลาดเท่าที่คิดแต่อย่างใด

ผลการศึกษานี้เผยแพร่ในวารสาร “บุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม” (Journal of Personality and Social Psychology) โดยทีมผู้วิจัยได้ทำการทดลองขนาดใหญ่ 4 ครั้งด้วยกัน เพื่อดูถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นและความมั่นใจในตนเอง รวมถึงผลกระทบของความมั่นใจดังกล่าวต่อการรับรู้และตีความของผู้คนรอบข้าง

การทดลองครั้งที่ 1 ได้ศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการขนาดเล็กในเม็กซิโก 150,000 รายที่ยื่นขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยมีการเก็บข้อมูลรายได้ ระดับการศึกษา สถานะทางสังคมของตนเองและครอบครัว รวมทั้งให้กลุ่มทดลองทำแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาด้วย ซึ่งในช่วงท้ายของการทดสอบ กลุ่มทดลองจะต้องให้คะแนนเพื่อประเมินตนเองว่าทำได้ดีมากน้อยเพียงใด

การทดลองครั้งที่ 2 และ 3 ใช้อาสาสมัครทางออนไลน์ครั้งละ 1,400 คน โดยให้เล่นเกมตอบคำถามความรู้ทั่วไป และให้อาสาสมัครประเมินระดับความสามารถของตนเองหลังจากเล่นเกมเสร็จ

ส่วนการทดลองครั้งที่ 4 ใช้นักศึกษาระดับปริญญาตรี 236 คน โดยให้เล่นเกมตอบคำถามเช่นกัน และหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ กลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ถูกเรียกให้กลับมาร่วมเล่นบทบาทสมมติเป็นผู้สมัครงานที่เข้ารับการสัมภาษณ์จากนายจ้าง โดยมีการบันทึกวิดีโอการสัมภาษณ์นี้ไว้ แล้วให้อาสาสมัครทางออนไลน์อีก 900 คนได้ชมและประเมินความสามารถของผู้สมัครงานแต่ละคน

ผลปรากฏว่าในการทดลองทุกครั้ง คนที่มาจากแวดวงสังคมชั้นสูงหรือครอบครัวชั้นกลางระดับบน มักจะประเมินว่าตนเองสามารถทำแบบทดสอบได้ดีเกินกว่าคะแนนที่ทำได้จริงไปอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การแสดงออกถึงความมั่นใจอย่างเหลือล้นนี้ ทำให้อาสาสมัครที่ได้ชมวิดีโอการสัมภาษณ์งานประเมินว่าคนผู้นั้นน่าจะมีความสามารถสูงจริง แม้จะทำคะแนนในการทดสอบได้ไม่ดีนักก็ตาม

ดร. ปีเตอร์ เบลมี ผู้นำทีมวิจัยกล่าวสรุปว่า “ระดับชั้นทางสังคมได้สร้างทัศนคติเกี่ยวกับความสามารถของตนเองให้กับสมาชิกของแต่ละชนชั้นแตกต่างกันออกไป”

“คนชั้นสูงมีค่านิยมในการเข้าสังคมเพื่อทำให้ตนเองโดดเด่นและแตกต่างจากผู้อื่น จึงมักแสดงออกถึงความมั่นใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่คนในชนชั้นแรงงานเข้าสังคมโดยยึดถือคุณค่าเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน และการรู้จักเจียมตนตามฐานะมากกว่า แต่น่าเสียดายที่คนทั่วไปมักตีความว่า การแสดงออกถึงความมั่นใจในตนเองคือตัวชี้วัดความสามารถ ซึ่งไม่เป็นความจริง”

“ความสับสนทางจิตวิทยาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะส่งผลสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในหมู่คนรุ่นหนึ่งจะถูกสืบทอดต่อไปเรื่อย ๆ สู่คนรุ่นหลังโดยไม่เปลี่ยนแปลง คนชั้นสูงจะมีความมั่นใจสูงซึ่งทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมากกว่าคนระดับล่างมาโดยตลอด” ดร. เบลมีกล่าว

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2541875

“หมึกวงน้ำเงิน”พิษมากกว่า งูเห่า 20เท่า กินแล้วตายไม่ถึงนาที (คลิป)

เตือนภัย!! หมึกวงน้ำเงิน ระบาดอีกระลอก พิษมากกว่า งูเห่า 20เท่า กินแล้วตายไม่ถึงนาที ผงะ!! พบแล้วที่ตลาดสดชื่อดัง??

“หมึกวงน้ำเงิน”พิษมากกว่า งูเห่า 20เท่า กินแล้วตายไม่ถึงนาที  (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หมึกสายวงน้ำเงิน หรือ หมึกบลูริง (อังกฤษ: Blue-ringed octopus) เป็นหมึกในสกุล Hapalochlaena ในอันดับหมึกยักษ์ จัดเป็นหมึกขนาดเล็กจำพวกหนึ่ง มีจุดเด่น คือสีสันตามลำตัวที่เป็นจุดวงกลมคล้ายแหวนสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม ตัดพื้นลำตัวสีขาวหรือเขียว แลดูสวยงามมาก

แต่ทว่า หมึกสายวงน้ำเงินนั้นมีพิษที่ผสมอยู่ในน้ำลายที่มีความร้ายแรงมาก ซึ่งร้ายแรงกว่างูเห่าถึง 20 เท่า ผู้ที่ถูกกัดจะตายภายใน 2-3 นาที ทั้งสามารถฆ่าคนได้ 26 คนในคราวเดียว นับเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
โดยที่สารพิษของหมึกสายวงน้ำเงินนั้น เรียกว่า Tetrodotoxin (TTX) เป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า[2] พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะเข้าไปขัดขวางการสั่งงานของสมองที่จะไปยังกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้อำนาจจิต

คนที่ถูกพิษจะมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต หายใจไม่ออกเนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมและหน้าอกไม่ทำงาน ทำให้ไม่สามารถนำอากาศเข้าสู่ปอดได้ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต การปฐมพยาบาลต้องหาวิธีนำอากาศเข้าสู่ปอด เช่น เป่าปาก เป็นต้น จากนั้นต้องรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าช่วยชีวิตเป็นผล ผู้ป่วยจะฟื้นเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง เว้นแต่ว่าจะขาดอากาศนานเกินไปจนสมองตาย

ต้นกำเนิดของพิษในน้ำลายของหมึกสายวงน้ำเงินเกิดจากผลผลิตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของมัน[3] แบคทีเรียดังกล่าวประกอบด้วย Bacillus และ Pseudomonas พิษ TTX และแบคทีเรียยังพบได้ในไข่ของหมึก สันนิษฐานว่าเป็นกระบวนการส่งถ่ายความสามารถในการสร้างพิษจากแม่หมึกไปยังลูก โดยพบได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยด้วยซ้

คลิกครับ

แม็กเลฟจีน วิ่งฉิว 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เผยรูปโฉมโฉบเฉี่ยว (ความรู้ทางฟิสิกส์)

รถไฟแม็กเลฟจีน วิ่งฉิว 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อวดโฉมต้นแบบแล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

รถไฟแม็กเลฟจีน วันที่ 24 พ.ค. เว็บไซต์ ไชน่าเดลี่ รายงานการพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงแม็กเลฟ  เมื่อจีนเผยโฉมแบบจำลองรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟ  หรือรถไฟความเร็วสูงที่ใช้พลังแม่เหล็กยกตัวยานพาหนะให้ลอยแทนการใช้ล้อ  ความเร็วออกแบบ 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน

“การทดสอบแบบจำลองรถไฟพลังแม่เหล็กแม็กเลฟนับเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับจีนในระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงพลังงานแม่เหล็ก เพื่อตรวจสอบและทำให้เทคโนโลยีที่สำคัญ และส่วนประกอบของระบอบหลักรถไฟฟ้าแม็กเลฟ รวมถึงเทคโนโลยีมีความเหมาะสม ” นายติง ซานซาน หัวหน้าทีมพัฒนาและวิจัยรถไฟ และรองหัวหน้าวิศวกรบริษัท CRRC Qingdao Sifang Co., Ltd. ผู้พัฒนารถไฟความเร็วสูงของจีนกล่าว

นายติงกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รถไฟแบบจำลองยกตัวลอยสำเร็จแล้วและอยู่ในภาวะที่ดี ผู้พัฒนารถไฟกำลังสร้างศูนย์ทำลองและศูนย์ผลิตลองผิดลองถูกสำหรับรถไฟฟ้าแม็กเลฟ คาดว่าจะปฏิบัติการได้ในครึ่งหลังของปีนี้

ส่วนการพัฒนาและวิจัยแบบจำลองด้านวิศวกรรมของตู้รถไฟ 5 ตู้กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ตั้งเป้านำแบบจำลองเข้าสายการผลิตในปีค.ศ.2020 หรือปี พ.ศ.2563 และนำไปทดสอบอย่างครอบคลุมเพื่อยืนยันว่าทำงานอย่างสอดประสานกันเป็นองค์รวมได้จริงในปีค.ศ.2021 หรือปี 2564

รถไฟแม็กเลฟจีน

หากเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ รถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟ จะลดระยะเวลาเดินทางระหว่างกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมงกว่าจาก 4 ชั่วโมงครึ่ง หรือเกือบ 5 ชั่วโมง ขณะที่รถไฟความเร็วสูงปัจจุบันแล่นได้ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ปัจจุบันรถไฟแม็กเลฟของญี่ปุ่น แล่นด้วยความเร็ว 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่รถไฟฟ้าแม็กเลฟของเยอรมนีแล่นด้วยความเร็ว 505 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับรถไฟแม็กเลฟแรกของโลก ที่ความเร็ว 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มแล่นในนครเซี่ยงไฮ้ในปี 2545 ซึ่งใช้เทคโนโลยีของเยอรมนีเชื่อมสถานีรถไฟใต้ดินกับสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง

https://www.khaosod.co.th/chinawatch/news_2548671

ความรู้ทางฟิสิกส์

“Maglev” คืออะไร?

Maglev ย่อมาจาก Magnetic Levitation คือ การใช้สนามแม่เหล็กมายกให้รถไฟลอยอยู่บนราง รวมทั้งใช้รถไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เป็นสนามแม่เหล็ก เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนและหยุดรถ

รถไฟแม็กเลฟ เป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแม่เหล็ก ซึ่งทำให้มันลอยอยู่เหนือรางตลอดเวลา และสามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วมากกว่า 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลอยอยู่เหนือรางประมาณ 1-10 เซนติเมตร และไม่มีคนขับ

การกำหนดความเร็วทั้งหมดทำโดยคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้รถเคลื่อนที่ไปในเวลาที่ต้องการ ระบบสับเปลี่ยนรางควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน แบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้ในตัวรถจะทำการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อบังคับให้รถหยุดอย่างแม่นยำที่ความสูงเหนือราง 10 มิลลิเมตร

100 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป คลิป การอธิบายเรื่อง อวกาศและเวลา

1558770347507

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรามีทฤษฎีควอนตัมที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของสิ่งเล็ก ๆ ในระดับอะตอมได้เป็นอย่างดี และอีกทฤษฎีหนึ่งคือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่ได้อธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงในเอกภพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีความโน้มถ่วงสูงมาก ๆ

ในปี 1915 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เขาได้ใช้เวลามากกว่า 10 ปีในการคิดและศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของแรงโน้มถ่วง ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ได้เปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อแรงโน้มถ่วงและเอกภพไปตลอดกาล เขาได้บอกว่า มวลของวัตถุทำให้กาลอวกาศในอวกาศเกิดการโค้งงอ ยิ่งวัตถุมีมวลมากยิ่งทำให้กาลอวกาศบริเวณนั้นโค้งงอมากยิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งแสงที่เดินทางผ่านบริเวณนี้ก็จะเกิดความโค้งงอเช่นเดียวกัน

ปัญหาของวงโคจรของดาวพุธ

ขอย้อนไปในสมัยคุณไอแซก นิวตันที่ค้นพบความโน้มถ่วงและได้สร้างสมการที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงได้อย่างกว้างขวางและแม่นยำ นั้นก็คือ F=Gm1m2/r^2 ซึ่งมันอธิบายได้ว่ามวลจะดึงดูดกันและกันด้วยแรงที่ลดลงตามระยะทางยกกำลังสอง อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี

นักฟิสิกส์ในสมัยต่อมาสามารถใช้กฎความโน้มถ่วงของนิวตันในการส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกสำเร็จมาแล้วก็มี หรือก่อนหน้านั้นกลศาสตร์นิวตันก็ถูกใช้ในการค้นพบดาวต่าง ๆ และคำนวณการมีอยู่ของดาวเนปจูนได้สำเร็จ โลกจึงเชื่อมั่นในกลศาสตร์นิวตันมากพอสมควร

หนังสือเรื่อง Vulcan สำหรับใครที่อยากไปหาอ่านเพิ่มเติม

แต่แม้ว่ากฎความโน้มถ่วงของนิวตันจะให้ความสำเร็จมากมายแค่ไหน มันก็ยังไม่สามารถครอบคลุมทั้งจักรวาลได้ เพราะมันไม่สามารถอธิบายการโคจรของดาวพุธได้ว่าทำไมดาวพุธโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี และเมื่อเราได้เติมผลที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะเข้าไปก็จะพบว่าวงรีดังกล่าวมีการส่ายเกิดขึ้น ซึ่งจากการคำนวณโดยใช้กล้องโทรทรรศน์สมัยใหม่นี้ก็พบว่า ตำแหน่งที่ดาวพุธอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุดจะเคลื่อนไป 574.10 อาร์กเซคทุก 100 ปี

ซึ่งตอนแรกนักฟิสิกส์ก็เชื่อว่ามันต้องมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งทำให้เกิดการส่ายแบบนี้ขึ้นแน่ ๆ ซึ่งในยุคนั้นมีการตั้งชื่อดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีใครเคยเห็นนี้ว่า ดาววัลแคน (Vulcan) ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งไฟ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครหาดาวเคราะห์ดวงนี้พบเลย (เพราะมันไม่ใช่แบบนั้น แต่ยังมีโลกแห่งสัมพัทธภาพที่รอให้เราไปค้นพบ)

Albert Einstein (1879-1955). – Time Magazine

แล้วความขัดข้องใจในก็มาสลายหายไปในยุคของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี 1915 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงก็ได้เกิดขึ้นมา มันอธิบายเกี่ยวกับการสังเกตวัตถุบางอย่างในบริเวณที่มีความโน้มถ่วงหรือความเร่ง ซึ่งส่งผลให้คนที่สังเกตเห็นรูปแบบของเหตุการณ์เพี้ยนไปจากเดิม เรียกง่าย ๆ ก็คือคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปขึ้นมาได้ และมันกำลังเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มนุษย์มีต่อแรงโน้มถ่วงและเอกภพไปตลอดกาล ซึ่งหลักการสำคัญของทฤษฎีนี้คือสมการสนามของไอน์สไตน์

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่ได้มองว่าแรงนั้นเกิดจากมวลของวัตถุโดยตรง มวลมากเกิดแรงมาก แต่สิ่งที่ทำให้วัตถุดึงดูดกันก็เพราะว่ามวลนั้นไปส่งผลต่อปริภูมิเวลา หรือ Space-time ซึ่งเหมือนกับแผ่นผ้าใบแห่งเอกภพ ยิ่งมวลมากมันก็จะทำให้เกิดการบิดโค้ง วัตถุที่มีมวลมากจึงดึงดูดวัตถุอื่น ๆ ได้ด้วยแรงที่เยอะกว่าที่มีมวลน้อย (นั่นทำให้เราสามารถอธิบายแรงโน้มถ่วงได้แตกต่างจากแรงอื่นมาก ๆ แม้ว่ากลศาสตร์นิวตันจะยอมให้เราใช้สมการแรงโน้มถ่วงเป็น inverse square law เหมือนกับแรงไฟฟ้า ที่เราเรียนกันพวกกฎของคูลอมบ์เป็นต้น)

แต่นั้นก็ทำให้ปัญหาการส่ายของวงโคจรของดาวพุธได้รับการคลี่คลายลง และยังรวมไปถึงปัญหาการโคจรเป็นวงรีที่มีการส่ายของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะอีกด้วย ส่วนค่าของการส่ายสามารถวัดได้โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์สมัยใหม่ได้เช่นกัน

ถึงเวลาพิสูจน์

เวลาล่วงเลยผ่านไปตั้งแต่ไอน์สไตน์ได้เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป นักวิทยาศาสตร์หลายท่านก็รอเวลาที่เหมาะสมที่จะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ จนกระทั่งในวันที่ 29 พฤษภาคม 1919 นักดาราศาสตร์ได้สังเกตการณ์ปรากฎการณ์สุริยุปราคานี้ที่แรกเป็นเกาะ Principe นอกชายฝั่งแอฟริกาของโปรตุเกส และอีกที่คือเมือง Sobral ในบราซิล

รูปของสองนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดัง ด้านขวาคือคุณ Arthur Stanley Eddington ผู้ที่ยืนยันทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของคุณไอน์สไตน์ รูปนี้ถูกถ่ายขึ้นที่ University of Cambridge ในปี 1930 ที่มา AKG

ในวันที่ 8 มีนาคม 1919 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งการเดินทางเพื่อพิสูจน์ออกเป็นสองกลุ่ม โดยที่กลุ่มแรกเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษให้ไปที่เกาะ Principe และอีกที่หนึ่งเป็นของ Andrew Crommelin และมีคุณ Arthur Stanley Eddington นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและเลขานุการของ Royal Astronomical Society คอยประสานงานทั้งสองทีม ส่วนตัวของ Eddington เองได้ตั้งแคมป์ในสวนมะพร้าวแห่งหนึ่งในเกาะ Principe ในวันที่เกิดคราส (29 พฤษภาคม)

ซึ่งก็โชคไม่ดีที่ในตอนเช้าฝนได้ตกลงมา พร้อมกับลมพายุ แต่ก็ยังถือว่าทำบุญมาดีเพราะว่าในตอนที่คราสเกือบจะเต็มดวงพอดี เมฆฝนก็ได้แยกตัวออกจากัน เผยให้เห็นสุริยุปราคาที่ตั้งใจไว้ เหล่านักดาราศาสตร์ได้ถ่ายรูปทั้งหมดไปได้ 16 ใบด้วยกัน ซึ่งมีเพียงแค่ 2 ภาพเท่านั้นที่ใช้งานได้ แต่นักวิจัยในทีมของ Andrew Crommelin ใน Sobral โชคดีกว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการถ่ายภาพได้ 8 ภาพ

สุริยุปราคาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 1919 ที่มา Arthur Stanley Eddington

กลับไปที่ Eddington เขาได้ทำการประเมินและวิเคราะห์ภาพถ่ายที่เขาได้มา และประกาศผลการประเมินเบื้องต้นในการประชุมที่ Bournemouth เมื่อต้นเดือนกันยายน 1919 และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1919 ในการประชุมครั้งสุดท้ายของ Royal Society และ Royal Astronomical Society เขาได้ให้ผลการประเมินว่า ความเบี่ยงเบนที่บริเวณรอบดวงอาทิตย์มีค่า 1.98 +/- 0.18 พิลิปดาสำหรับกล้องโทรทรรศน์หนึ่งตัว และอีก 1.60 +/- 0.31 พิลิปดาสำหรับอีกตัว

เนื่องจากยังมีความสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของค่าเหล่านี้ ภาพของ Eddington จึงถูกวัดซ้ำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยในปี 1979 ที่หอดูดาว Royal Greenwich ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 1.90 +/- 0.11 พิลิปดา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปผ่านการทดสอบครั้งแรกในครั้งนี้นี่เอง

และเมื่อผลการพิสูจน์ได้รับการยืนยันแล้ว ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1919 London Times ได้ลงตีพิมพ์ว่า “Revolution in Science: New Theory of the Universe. Newtonian Ideas Overthrown.” และในหนังสือพิมพ์ New York Times ก็เขียนลงในหน้าแรกของวันที่ 10 พฤศจิกายนว่า “Lights All Askew in the Heavens.”

และในวันที่ 14 ธันวาคมชาวเบอร์ลินที่มีชื่อว่า Illustrierte Zeitung ได้ตีพิมพ์ภาพถ่ายของ Einstein และบทความที่มีชื่อว่า “A new luminary for the history of the world: Albert Einstein, whose research means a total revolution in the way we see the world and whose findings are equal to those of a Copernicus, Kepler and Newton”

หนังสือพิมพ์ New York Times ตีพิมพ์เรื่อง “Lights All Askew in the Heavens” ที่มา – The New York Times

แต่ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทำการพิสูจน์ทฤษฎีนี้โดยใช้วิธีการเดียวกันกับสุริยุปราคาในวันที่ 8 มิถุนายน 1918 โดย U.S. Naval Observatory แต่ก็ล้มเหลวเพราะว่าในระหว่างที่ทำการสังเกตการณ์อยู่นั้นก็มีเมฆเข้ามาปกคลุมบริเวณดวงอาทิตย์พอดิบพอดี จึงเป็นเหตุที่ทำให้ต้องยกเลิกไป

นี้คือการเริ่มต้นยุคสมัยของแรงโน้มถ่วง 100 ปีที่สุริยุปราคาสร้างผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับทฤษฎีของไอน์สไตน์อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลได้เผยให้เห็นการบิดเบือนของพื้นที่ที่เกิดจากสนามโน้มถ่วงอันทรงพลัง และเมื่อไม่นานมานี้เราสามารถถ่ายภาพของหลุมดำ วัตถุที่มีคามโน้มถ่วงสูงมาก มี space time ที่บิดโค้งบริเวณรอบ ๆ ตัวของมัน ภาพนี้ถูกถ่ายโดยใช้กล้องจำนวน 8 ตัวในโครงการ Event Horizon Telescope โดยใช้เทคนิค Interferometry คือการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์มาประมวลผลที่ได้ตามสมการที่เราได้คิดขึ้นไว้แล้วสร้างออกมาเป็นภาพ

ภาพถ่ายหลุมดำ M87 ถูกเผยแพร่ในวันที 10 เมษายนที่ผ่านมาโดย the Event Horizon Telescope.

ภาพหลุมดำที่ทุกท่านเห็นในตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปโดยคุณ Eddington ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการคลี่คลายลงและทฤษฎีของคุณ Einstein ถูกยอมรับ นี้แค่ 100 ปีผ่านไป แล้วอีกร้อยปีข้างหน้าเราจะเข้าใจจักรวาลมากขึ้นแค่ไหน เราอาจจะรู้จัก dark matter และ dark energy เพิ่มมากขึ้นและรู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในเอกภพแล้วเรายังไม่ค้นเจอมันอยู่ก็ได้ เหมือนกับที่เมื่อก่อนเราพยายามจะเอาทฤษฎีของนิวตันมาอธิบายเอกภพ ซึ่งอธิบายได้ไม่ครบสมบูรณ์ เพราะเรายังไม่รู้จักสัมพัทธภาพกับกลศาสตร์ควอนตัม

และในร้อยปีต่อไปจากนี้ เราอาจจะได้เจอกับทฤษฎีใหม่ ๆ แนวคิดที่จะทำให้ศาสตร์ต่าง ๆ เช่นสัมพันธภาพพิเศษ ควอนตัมกลายเป็นศาสตร์ที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันได้แบบนิวตัน การเคลื่อนที่ของรถอะไรก็ว่ากันไป

อ้างอิง

Einstein’s Theory of General Relativity

100 Years of General Relativity

A solar eclipse sheds light on physics

100 years on: the pictures that changed our view of the universe

https://spaceth.co/100-general-relativity/

หนูจอมพลัง3ล้านปี! พบซากสมบูรณ์ครบ แม้กระทั่งขนสีแดง

หนูจอมพลัง3ล้านปี!

หนูจอมพลัง3ล้านปี! พบซากสมบูรณ์ครบ แม้กระทั่งขนสีแดง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หนูจอมพลัง3ล้านปี! – ซีเอ็นเอ็น รายงานการค้นพบฟอสซิลหนูตัวเล็กขนสีแดง ในหมู่บ้านวิลเลอร์เฮาเซน ประเทศเยอรมนี เป็นฟอสซิลที่สมบูรณ์มากเพราะยังมีโครงกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน กะโหลก เท้าและหางอยู่ครบแม้ผ่านกาลเวลามาสามล้านปีก็ตาม นักวิจัยจึงตั้งฉายาให้หนูตัวนี้ว่า “หนูจอมพลัง”

คณะนักวิจัยทีม SLAC National Accelerator Laboratory รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ใช้การตรวจสอบข้อมูลชีวภาพด้วยเทคนิคทางเคมีจนพบรงควัตถุสีแดง ซึ่งสีขนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัตว์ปรับตัวจนมีชีวิตอยู่รอดผ่านวิวัฒนาการมาหลายล้านปี

แต่การที่จะบ่งชี้สารสีในสัตว์หลายๆ สปีชีส์ที่สูญพันธุ์ไปนานแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะสีสันที่แท้จริง

เมื่อ 10 ปีก่อน คณะนักวิจัยแยกแยะสารสีดำเหมือนกับสารสีดำในขนอีกา และในตอนนี้ พบสารสีแดง เหมือนสีขนสุนัขจิ้งจอก ซึ่งสารสีแดงนี้ไม่ค่อยคงทนเมื่อผ่านกาลเวลาและพิสูจน์ให้ชัดเจนได้ยาก

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2543267

สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์จากจีน

สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์จากจีน from rmutphysics.com on Vimeo.

 1558660107233

1. กระเป๋าเดินทางเป็นที่นั่งได้  2. กระป๋องน้ำร้อน USB  3. ร่มรถ  4. เครื่องดักจักแมลงวัน 5.ที่ถักเปียผม  และอื่นๆอีกมากมาย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px