คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2019

แร่หายาก จะเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนในการทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ หรือไม่ (ความรู้ทางฟิสิกส์)

แร่หายาก จะเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนในการทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ หรือไม่ – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จีนได้ส่งสัญญาณให้เห็นว่าอาจจะจำกัดการส่งออกแร่โลหะหายากไปยังสหรัฐฯ ในระหว่างที่สองชาติกำลังทำสงครามการค้ากันอย่างดุเดือด

ปัจจุบันนี้จีนเป็นชาติที่ผลิตแร่โลหะหายากรายใหญ่ที่สุดในโลก แร่เหล่านี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม หลายอย่างในสหรัฐฯ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงอย่างการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม

แร่หายาก
Getty Images

การผลิตและการทำเหมืองแร่หายากเกิดขึ้นในจีนเป็นส่วนใหญ่

ปีที่แล้วหน่วยสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (US Geological Survey) ระบุว่าแร่ธาตุเหล่านี้ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ

“จีนกำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะจำกัดการส่งออกแร่โลหะหายากไปยังสหรัฐฯ” บก.นสพ.โกลบอลไทมส์ของทางการจีน ทวีตข้อความในสัปดาห์นี้

เหมืองแร่ในจีนผลิตแร่โลหะหายากคิดเป็น 70% ของผลผลิตทั้งโลก ที่เหลือเป็นการผลิตในเมียนมา ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ กับอีก 2-3 ประเทศ

การครอบครองแร่หายากของจีน. ผลผลิตต่อปี (ตัน). .

บทบาทของจีนยังมีมากขึ้นไปอีก เพราะเมื่อปีที่แล้วจีนเป็นผู้ผลิตออกไซด์ของโลหะที่ได้จากกระบวนการ ถลุงแร่โลหะหายาก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 90% ที่เหลือผลิตโดยบริษัทของออสเตรเลียซึ่งดำเนินงาน ในมาเลเซีย

จากสถิติของทางการจีนระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกออกไซด์ของโลหะหายากของจีน เพิ่มเกือบ 2 เท่า

สหรัฐฯ พึ่งพาจีนมากแค่ไหน

ข้อมูลของทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า สหรัฐฯ นำเข้าแร่โลหะหายากราว 80% จากจีน ขณะที่ผู้ส่งออก แร่โลหะหายากไปยังสหรัฐฯ รายอื่น ๆ อย่างเอสโตเนีย, ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ก็นำเข้าแร่โลหะหายากมาจากจีนอีกทีหนึ่ง

เหมืองแร่โลหะหายากแห่งหนึ่งที่ดำเนินการในสหรัฐฯ ส่งแร่ไปให้จีนถลุง แต่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษี นำเข้า 25% ที่จีนบังคับใช้แล้ว

สหรัฐฯ ยังมีอีกทางเลือกในการนำเข้าแร่จากมาเลเซีย แต่ไม่เพียงพอ ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเคยประกาศว่าจะหยุดผลิตแร่หายาก เพราะกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม

เหมืองแร่หายากในจีน

Getty Images

เหมืองแร่หายากในจีน

แล้วสหรัฐฯ จะทำอุตสาหกรรมแร่โลหะหายากเองได้หรือไม่ คำตอบคือเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลา และหากตัดจีนออกไป แหล่งแร่โลหะหายากก็จะยิ่งลดลงไปอีก

ความจริงสหรัฐฯ เคยเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลก จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1980

ขณะที่จีนเองก็เคยจำกัดการส่งออกแร่หายากมาก่อน โดยในปี 2010 จีนเคยทำเช่นนี้กับญี่ปุ่น ช่วงที่มีข้อพิพาทด้านพรมแดนระหว่างกัน

หากจีนจำกัดการส่งออกแร่โลหะหายากให้สหรัฐฯ จริงก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรม สำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ล้วนต้องพึ่งพาแร่โลหะหายากทั้งสิ้น

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2569290

ความรู้ทางฟิสิกส์

แร่หายาก

Getty Images

แร่โลหะหายากคืออะไร?

แร่โลหะหายากเป็นแร่ที่มีองค์ประกอบของกลุ่มธาตุ 17 ชนิด ที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมหลายอย่าง รวมถึงการใช้ในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน การกลั่นน้ำมัน ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมแก้ว

เว็บไซต์คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) ให้ข้อมูลว่าแร่โลหะหายากเป็นแร่ที่มี ธาตุโลหะหายากเป็นส่วนประกอบ ซึ่งในธรรมชาติโดยทั่วไปจะมีปริมาณน้อย แต่มีคุณสมบัติพิเศษ บางอย่างที่แตกต่างจากโลหะทั่วไป เช่น เป็นตัวนำที่ดีกว่า สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้ดีกว่า บางชนิดทนความร้อนสูง และทนทานต่อการกัดกร่อน

แม้จะเรียกว่าเป็นแร่ “หายาก” แต่หน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จริง ๆ แล้ว แร่ธาตุเหล่านี้มีอยู่ อย่างมากมายบริเวณแผ่นเปลือกโลก

เพียงแต่ในโลกนี้มีการทำเหมืองแร่โลหะหายากอยู่ในไม่กี่ประเทศ และการสกัดแร่โลหะหายาก ไม่ใช่เรื่องง่ายและยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 1 เรื่องการเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ของ อ็อตโต

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book  ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 1 เรื่องการเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป  Newton’s Discovery-Sir Isaac Newton

 

การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ของ อ็อตโต

https://vimeo.com/145698156

เว็บไซต์มิร์เรอร์ของอังกฤษนำเสนอข่าวการทำลายสถิติโลกกินเนสบุ๊กของ “อ็อตโต” สุนัขพันธุ์บูลด็อก ซึ่งโชว์เล่นสเก็ตบอร์ดจากที่สูงและลอดอุโมงค์หว่างขามนุษย์ 30 คน ที่กรุงลิมาของเปรู โดยสุนัขบูลด็อกไม่เพียงทรงตัวบนสเก็ตบอร์ดอย่างดีเยี่ยม แต่ยังใช้ขาของมันเร่งความเร็วเมื่อสเก็ตบอร์ดเริ่มช้าลง ลองชมความสามารถของเจ้าอ็อตโต้กัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

3 วิธีทางทฤษฎี ทำโลกให้เป็นยานอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายหนีภัยพิบัติ

ทำโลกให้เป็นยานอวกาศ

3 วิธีทางทฤษฎี ทำโลกให้เป็นยานอวกาศเพื่อเคลื่อนย้ายหนีภัยพิบัติ – BBCไทย

มนุษย์จะต้องทำอย่างไร หากจำเป็นต้องย้ายโลกทั้งใบเพื่อหนีภัยพิบัติในห้วงอวกาศ ? คำถามที่ฟังดูเหลือเชื่อเหมือนกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟของจีนเรื่อง The Wandering Earth หรือ “โลกพเนจร” ซึ่งมนุษย์พยายามขยับย้ายตำแหน่งโลกหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่กำลังสิ้นอายุขัย กลับมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีอยู่อย่างน้อยสามวิธีด้วยกัน

ดร. มัตเตโอ เชรีออตติ อาจารย์ด้านระบบวิศวกรรมอวกาศจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ของสหราชอาณาจักร ระบุถึงวิธีขยับโลกที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎีไว้ในบทความล่าสุดของเขา ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์ The Conversation ว่า “เป็นเรื่องยากที่เราจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งของโลก แม้เพียงจะให้ออกห่างจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสัก 50% จนมาอยู่ในระยะเดียวกับวงโคจรของดาวอังคารก็ตาม”

ดร.เชรีออตติบอกว่า ในอดีตมนุษย์สามารถค้นพบวิธีเคลื่อนย้ายวัตถุอวกาศขนาดเล็กเช่นดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ทั้งวิธีรุนแรงเด็ดขาดเช่นใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ หรือใช้วิธีพุ่งชนด้วยความเร็วสูงให้เส้นทางโคจรของเป้าหมายเบี่ยงเบนออกไป แต่แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้ไม่สามารถจะนำมาใช้กับโลกของเราเองได้

แม้แต่วิธีการที่นุ่มนวลซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุอวกาศไปทีละนิด เช่นวิธีใช้ยานลากจูงประจำการบนดาวเคราะห์น้อย หรือการลากจูงด้วยความโน้มถ่วงโดยให้ยานอวกาศบินวนเวียนอยู่ใกล้กับวัตถุอวกาศนั้น ก็ไม่สามารถจะนำมาใช้ลากจูงโลกของเราซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมาได้

แต่นอกจากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น ยังพอมีหนทางอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งมีความเป็นไปได้พอสมควรเหลืออยู่บ้างดังนี้

ภาพยนตร์แนวไซ-ไฟ The Wandering Earth ประสบความสำเร็จอย่างสูงในจีน
Reuters

ภาพยนตร์แนวไซ-ไฟ The Wandering Earth ประสบความสำเร็จอย่างสูงในจีน

1. เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน

อันที่จริงแล้ว ทุกครั้งที่มีการยิงจรวดเพื่อนำส่งดาวเทียมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เราได้ทำให้ตำแหน่งของโลกเคลื่อนออกจากวงโคจรเดิมไปทุกขณะ เหมือนกับการยิงปืนที่ทำให้เกิดแรงถีบของปืนเข้าหาตัวผู้ยิง เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นน้อยนิดมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้

จรวดขนส่งอวกาศที่มีพลังแรงสูงสุดและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทุกวันนี้ ได้แก่จรวดฟอลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy)ของบริษัทสเปซเอกซ์ ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูแล้ว เราจะต้องยิงปล่อยจรวดฟอลคอนเฮฟวี 300 ล้านล้านล้านครั้ง จึงจะสามารถผลักดันให้โลกขยับไปอยู่ในวงโคจรของดาวอังคารได้ แต่วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างและยิงจรวดจำนวนมหาศาลนี้คิดเป็น 85% ของมวลสารในโลก ทำให้ในที่สุดโลกจะมีมวลเหลือเพียง 15% ขณะที่ล่องลอยไปในอวกาศ

หากคิดจะใช้วิธีขับเคลื่อนโลกแบบนี้ เครื่องยนต์ขับดันลมไอออน (Ion drive) ขนาดยักษ์ ดูจะเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า โดยใช้การขับไอพ่นที่เต็มไปด้วยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าในทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่ต้องการจะเดินทางไป

จากการคำนวณเบื้องต้น เครื่องขับดันลมไอออนนี้จะต้องติดตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 1,000 กิโลเมตร ซึ่งจัดว่าอยู่สูงเหนือชั้นบรรยากาศของโลก แต่ต้องมีโครงสร้างแข็งเชื่อมต่อกับพื้นโลกเพื่อถ่ายทอดแรงขับดันด้วย เครื่องยนต์ขนาดยักษ์นี้จะต้องพ่นลมไอออนที่ความเร็วสูงถึง 40 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งวิธีนี้โลกจะสูญเสียมวลในรูปของไอออนไปราว 13%

2. ล่องไปตามลำแสง

แสงไม่มีมวลแต่มีโมเมนตัม (Momentum) ทำให้เราสามารถใช้แผ่นสะท้อนแสงจับเอาโมเมนตัมจากแสงอาทิตย์มาใช้ในการขับเคลื่อนยานอวกาศได้ เสมือนกับใช้ “ใบเรือ” ล่องยานไปตามลำแสง ซึ่งหากนำวิธีนี้มาใช้ขับเคลื่อนโลก โลกก็จะไม่สูญเสียมวลจากการย้ายตำแหน่งเลยแม้แต่น้อย

หากจินตนาการว่าเราจะสร้างสถานีจับโมเมนตัมของแสงอาทิตย์ขึ้นในห้วงอวกาศใกล้กับโลก “ใบเรือ” หรือแผ่นสะท้อนแสงที่ใช้จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางโลก 19 เท่า เพื่อให้โลกเคลื่อนเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้ภายในระยะเวลา 1,000 ล้านปี

3. เกมบิลเลียดระหว่างดวงดาว

เกมบิลเลียดอวกาศนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นวิธีการที่ใช้ส่งยานอวกาศให้เพิ่มความเร็วและเปลี่ยนทิศทางได้ ด้วยการพุ่งเข้าเฉียดใกล้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ และอาศัยแรงโน้มถ่วงรวมทั้งการแลกเปลี่ยนโมเมนตัมระหว่างกันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ หรือที่เรียกว่าวิธีแบบเครื่องยิงหนังสติ๊ก (Slingshot) นั่นเอง

หากมีดาวเคราะห์น้อยหรือวัตถุอวกาศที่ใหญ่พอพุ่งเฉียดเข้าใกล้โลก แรงกระทำระหว่างกันที่เกิดขึ้นระหว่างโลกและผู้มาเยือน นอกจากจะทำให้ดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแปลงความเร็วและทิศทางแล้ว โลกก็ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันเล็กน้อยด้วย ซึ่งหลักการนี้อาจใช้เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนวงโคจรของโลกได้

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของดาวเคราะห์น้อยได้จริงเรียบร้อยแล้ว หากมนุษย์สามารถบังคับการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยที่พบได้หนาแน่นในบางส่วนของระบบสุริยะ แล้วกำหนดให้มันพุ่งเฉียดผ่านโลกในระยะที่ไม่เป็นอันตรายทุก 2,000-3,000 ปี ชาวโลกก็จะสามารถหนีการขยายตัวของดวงอาทิตย์ที่สิ้นอายุขัยไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่จะต้องใช้ดาวเคราะห์น้อยในการนี้กว่า 1 ล้านดวง

ดร. เชรีออตติลงความเห็นว่า วิธีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการทำโลกให้เป็นยานอวกาศมากที่สุดในขณะนี้ แต่ในอนาคตวิธีล่องไปตามลำแสงน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เมื่อได้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายประชากรมนุษย์ให้หนีภัยพิบัติไปอยู่ในอาณานิคมต่างดาวในระยะใกล้ ๆ เช่นที่ดาวอังคาร น่าจะเป็นเรื่องง่ายกว่าการย้ายโลกทั้งใบให้ล่องลอยไปในอวกาศ โดยไม่รู้ถึงชะตากรรมในวันข้างหน้า

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2562217

กล้องฮับเบิลสังเกตการณ์กาแล็กซีทรงกังหัน (ความรู้ ทางฟิสิกส์)

messageImage_1559114377393

ภาพจากการรวมแสงอินฟราเรด แสงอัลตราไวโอเลต และแสงที่มองเห็นได้ ที่กล้องถ่ายภาพสนามกว้างและดาวเคราะห์ (Wide Field and Planetary Camera 2) ที่ติดตั้งบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซา และองค์การอวกาศยุโรป ที่ทำงาน ระหว่างปี พ.ศ.2537-2553 ได้สร้างภาพที่มีรูปร่าง เหมือนขั้นบันไดที่ดูผิดปกติในภาพของกาแล็กซีเมสสิเยร์ 90 (Messier 90) ที่เป็นทรงกังหัน ห่างจาก กาแล็กซีทางช้างเผือก 60 ล้านปีแสง เป็นส่วนหนึ่งของกระจุกกาแล็กซีเวอร์โก (Virgo Cluster)

เนื่องจากกล้องประกอบด้วยเครื่องตรวจจับแสง 4 ตัวที่มีมุมมองซ้อนกัน กล้อง 1 ใน 3 ตัวนั้นมีกำลังขยายที่สูงกว่าอีก 3 ตัวที่เหลือ เมื่อรวม 4 ภาพเข้าด้วยกันในภาพเดียว ภาพกำลังขยายสูงจำเป็นต้องลดขนาดลงเพื่อให้ภาพจัดเรียงได้อย่างเหมาะสม ทำให้ภาพมีเค้าโครงเหมือนเป็นขั้น ซึ่งแสงของเมสสิเยร์ 90 เผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของปรากฏการณ์ “การเลื่อนทางน้ำเงิน” (blueshift) นั่นคือวัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตการณ์และความยาวคลื่นสั้นลง ซึ่งหาดูได้ยาก เพราะเมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว กาแล็กซีเกือบทั้งหมดที่เราเห็นในจักรวาลก็จะเคลื่อนห่างจากเรา ดังนั้นเราจึงเห็นแสงสว่างของกาแล็กซีเหล่านี้ไปทางปลายแดงของสเปกตรัม หรือเรียกว่า “การเลื่อนทางแดง” (Redshift)

นักดาราศาสตร์คิดว่าการเลื่อนทางน้ำเงินอาจเกิดจากกลุ่มมวลขนาดมหึมาที่เร่งสมาชิกให้มีความเร็วสูงบนวงโคจรที่แปลกประหลาดและส่งให้หมุนวนไปตามเส้นทางแปลกๆ ซึ่งขณะที่ก้อนมหึมานั้นเคลื่อนห่างจากเรา กาแล็กซีเมสสิเยร์ 90 ที่เป็นส่วนหนึ่งในนั้นกลับเคลื่อนที่เร็วกว่ากลุ่มมวลดังกล่าว เราจึงเห็นกาแล็กซีพุ่งเข้าหาเรา.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1578581

ความรู้ทางฟิสิกส์
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล


หน่วยงานที่รับผิดชอบภาระกิจการควบคุมกล้องฮับเบิล คือ ศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ขององค์การนาซาในรัฐมารี่แลน (Maryland) ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาณทุกชนิดที่ส่งไปกลับจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจะต้องผ่านศูนย์นี้ทั้งหมด วิศวกรประจำศูนย์นี้จะเป็นผู้ประสานงานระหว่างกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลกับนักดาราศาสตร์ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์วกาศ (Space Telescope Science Institute) ที่เมืองบัลติมอร์ (Baltimal) ในการควบคุมโปรแกรมการสังเกตการณ์ของกล้องโทรทรรศน์

ในการทำงานของกล้องฮับเบิลอาศัยพลังงานไฟฟ้าเพื่อควบคุมอุปกรณ์และระบบคอมพิวเตอร์จากแผงสุริยะที่ติดอยู่ นอกจากนี้ยังมีระบบที่ควบคุมการชี้ของกล้องไปยังวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการ ที่เรียกว่า Reaction Wheels ภาพที่ถ่ายได้โดยผ่านดาวเทียมขนาดเล็กที่เรียกว่า “ Tracking and Data Relay Satellite ( TDRS) “ ที่รับสัญญาณได้ทั้งจากพื้นดินและกล้องโทรทรรศน์อวกาศอับเบิลได้ในเวลาเดียวกัน

คลิกอ่านต่อครับ

เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดจรวดส่งดาวเทียมไม่พัง นาทีทะยานขึ้นอวกาศ (คลิป) (ความรู้ทางฟิสิกส์)

เปรี้ยง!

เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดจรวดส่งดาวเทียมไม่พัง นาทีทะยานขึ้นอวกาศ (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เปรี้ยง! – สำนักข่าว อาร์ไอเอ โนวอสตี เผยแพร่คลิปวิดีโอวันที่ 27 พ.ค. นาทีที่สายฟ้าฟาดจรวด โซยุซ 2.1 เบ ซึ่งลำเลียง โกลนัสส์-เอ็ม ระบบดาวเทียมนำร่องโลก สัญชาติรัสเซีย ระหว่างทะยานขึ้นสู่อวกาศ ทว่าอุปกรณ์ทั้งหมดยังทำงานอย่างถูกต้อง ส่วนดาวเทียมก็เข้าสู่วงโคจรที่กำหนดได้สำเร็จ

Дмитрий Рогозин

@Rogozin

Поздравляем командование Космических войск, боевой расчёт космодрома Плесецк, коллективы РКЦ “Прогресс” (Самара), НПО имени С.А.Лавочкина (Химки) и ИСС имени академика М.Ф.Решетнёва (Железногорск) с успешным запуском КА ГЛОНАСС!
Молния вам не помеха

1,421人がこの話題について話しています

จรวดโซยุส 2.1 เบ ได้รับการปล่อยออกจากฐานปล่อยจรวดหมายเลข 4 แห่งศูนย์ทดสอบอวกาศเปลเซตสค์ แคว้นอาร์ฮันเกลสค์ ทางเหนือของรัสเซีย เมื่อ 09.23 น. 27 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ในการนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ทดสอบอวกาศตีตอฟ แห่งกองทัพอวกาศรัสเซีย เป็นผู้ดำเนินการปล่อยจรวด

Пуск ракеты космического назначения среднего класса Союз-2.1Б с российским навигационным космическим аппаратом Глонасс-М с космодрома Плесецк. 27 мая 2019

“การปล่อยจรวดโซยุสใช้โหมดการยิงแบบปกติ สภาพอากาศไม่เป็นอุปสรรค เป็นอีกครั้งที่แสดงว่า ฟ้าผ่าไม่สามารถทำลายจรวดและอาวุธอวกาศของเราได้” พลตรีนีโคไล เนสเตชุค ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบอวกาศตีตอฟ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/clips/news_2560740

ความรู้ทางฟิสิกส์

ประกายไฟฟ้า 

เมื่อคุณปรับสายตาในที่มืดสนิทประมาณ 15 นาที และให้เพื่อนของคุณเคี้ยวลูกกวาดที่ทำจากน้ำตาล และมีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีรูตรงกลางดังรูป คุณจะเห็นแสงสีน้ำเงินในปากของเพื่อนคุณขณะที่เคี้ยวกร้วม ๆ หรือคุณจะใช้คีมหนีบให้แตก ก็จะเห็นแสงเช่นเดียวกัน แสงนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร !  เฉลย

นักบินกองทัพสหรัฐฯผงะเจอ UFO บินเหนือน่านฟ้า

กองทัพสหรัฐฯรายงานเจอวัตถุประหลาดบินด้วยความเร็วสูงเหนือน่านฟ้า 3 หมื่นฟุต เชื่อเป็น UFO บันทึกคลิปเป็นหลักฐานส่งเพนตากอน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้(  28 พ.ค. 62 )สำนักข่าวเดลีเมล์นำเสนอข่าวนักบินจำนวนหนึ่งในกองทัพเรือสหรัฐฯรายงานว่าเห็นวัตถุประหลาดบินได้ไม่ทราบที่มาหรือที่เรียกกันว่า UFO บินเหนือน่านฟ้าอเมริการะหว่างปี 2014 -ปี 2015 หนึ่งในนั้นคือร้อยโท ร.ท. ไรอัน เกรฟส์ เขาให้ข้อมูลว่าเห็น UFO เกือบทุกวันในน่านฟ้านอกชายฝั่งตะวันออกระหว่างฟลอริดาและเวอร์จิเนีย

ร.ท. ไรอันให้สัมภาษณ์กับNew York Timesว่า UFO ที่กองทัพสหรัฐฯพบเจอนั้นบินอยู่ที่ระดับ 30,000 ฟุตด้วยความเร็วสูงจนกล้องไม่สามารถจับภาพที่ชัดเจนได้ เขายังระบุว่าได้รายงานการพบ UFO ให้กระทรวงกลาโหมและเพนตากอน โดยมีหลักฐานเป็นวิดีโอพร้อมเสียงของนักบินที่เปล่งออกมาด้วยความประหลาดเมื่อเผชิญหน้ากับวัตถุลึกลับบินได้นี้

https://www.tnnthailand.com/content/8694

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-bookพลังงานไฟฟ้า ชั้น ม.3 ของสำนักพิมพ์ OoKBee คลิป โดรนพ่นไฟ

 Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book พลังงานไฟฟ้า ชั้น ม.3   ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป โดรนพ่นไฟจัดการสิ่งของ

ที่ลอยมาติดบนเสาไฟฟ้า

 

คลิปโดรน ยกสายไฟฟ้าแรงสูงขี้นเสาไฟ

 

คลิป 

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

น่ากลัวกว่าออฟฟิศซินโดรม คือ MPS

คนทำงานส่วนใหญ่จะรู้จักอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งจะมีอาการปวดเฉพาะจุด เช่น คอ บ่า ไหล่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มย่อยของ MPS (Myofascial Pain Syndrome) หรือ อาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด ลักษณะของอาการจะคล้ายกับออฟฟิศซินโดรม แต่อาการของ MPS จะมีอาการปวดแบบกว้างกว่า และมีความรุนแรงมากกว่า จึงเป็นภัยร้ายที่น่ากลัวกว่าออฟฟิศซินโดรม

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด จากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ได้ให้ข้อมูลว่า MPS (Myofascial Pain Syndrome) หรือ อาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด เป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อที่วงการแพทย์ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก MPS นี้เป็นกลุ่มอาการปวดซึ่งจะนำไปสู่อาการและโรคที่ร้ายแรงต่อผู้ที่เป็นได้

ปัจจุบันพบว่า กว่า 20% ของผู้มีอาการ MPS ที่ปล่อยให้เรื้อรัง(มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน) จะส่งผลให้เป็นโรค Fibromyalgia /FMS หรืออาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดกระจายตัวทั้งร่างกายได้ ซึ่งความน่ากลัวของกลุ่มอาการนี้คือ จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรของสารเคมีในสมองบางตัว (Brain Chemical Adaptation) ทำให้ผู้มีอาการของ FMS นั้นไวต่อการรับรู้ ความรู้สึกเจ็บปวด และที่สำคัญพบว่า ผู้เป็นเรื้อรัง มากว่า 50% มักส่งผลต่อภาวะทางจิตใจและอาการต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแค่ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกเท่านั้น เช่น นอนไม่หลับ เพลียไม่ทราบสาเหตุ เหนื่อยล้า ชาตามร่างกาย วิตกกังวล เครียด และนำมาซึ่งโรคซึมเศร้าในที่สุด

ปัจจัยที่ทำให้เกิด MPS เพราะมีการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างหนัก คือ ทำต่อเนื่องอยู่ในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่พักหรือเปลี่ยนอิริยาบถ อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม จัดสภาพแวดล้อมของที่ทำงานหรือโต๊ะทำงานไม่เหมาะสม ไม่ทราบวิธีเบื้องต้นในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อมัดที่ต้องทำงานหนัก ออกกำลังกายเพื่อแก้อาการผิดวิธี ฯลฯ

ส่วนใหญ่ผู้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ MPS มักไม่ทราบว่าตนเป็นอาการนี้ และถูกวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อที่คล้ายกัน เช่น ออฟฟิศซินโดรม ไมเกรน ปวดศีรษะจากความตึงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบ หรืออักเสบเรื้อรัง ซึ่งกลุ่มอาการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนย่อยของ MPS

ลองสังเกตดูว่าคุณมีอาการของ MPS หรือไม่
กล้ามเนื้อแข็งเป็นลำ
ปวดมากเมื่อต้องอยู่ในท่าเดิมๆ
จุดกดเจ็บมักปวดร้าวไปบริเวณอื่นๆ
วิงเวียนหนักศีรษะ
ชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
ตาพร่า คัดจมูก เหมือนน้ำตาเอ่อ
นอนไม่หลับ เครียด

ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบแก้ไข เพราะในทางกายภาพบำบัดสามารถตรวจวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการปวดต่าง ๆ ได้ ซึ่งหากเราทราบแน่ชัดว่าอาการที่เป็นนั้นรุนแรง จัดอยู่ในขั้นของกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อแบบใด เราก็สามารถทราบวิธีการในการจัดการดูแล ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูอาการนั้น ๆ ได้ก่อนที่อาการจะรุนแรงเพิ่มขึ้น 

https://mgronline.com/goodhealth/detail/9620000050039

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง “ไอน์สไตน์” ดันทฤษฎีสัมพัทธภาพจนโด่งดังไปทั่วโลก

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง “ไอน์สไตน์”
Science Photo Library ไอน์สไตน์ (ซ้าย) และเซอร์เอ็ดดิงตัน (ขวา) ได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดไปแล้วหลายปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชายผู้อยู่เบื้องหลัง “ไอน์สไตน์” ดันทฤษฎีสัมพัทธภาพจนโด่งดังไปทั่วโลก – BBCwmp

ในแวดวงของผู้สนใจวิทยาการสมัยใหม่ แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงก้องโลก แต่ในขณะเดียวกัน แทบจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าหากปราศจากการผลักดันอย่างแข็งขันของชายชาวอังกฤษผู้หนึ่งเสียแล้ว ชื่อของไอน์สไตน์และทฤษฎีที่น่าอัศจรรย์ของเขาอาจไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเหมือนในทุกวันนี้ก็เป็นได้

เซอร์อาเทอร์ สแตนลีย์ เอ็ดดิงตัน (Sir Arthur Stanley Eddington) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คือผู้ที่นำทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งไอน์สไตน์คิดค้นได้สำเร็จตั้งแต่ปี 1915 มาเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก ทั้งยังเป็นคนแรกที่พิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีดังกล่าวถูกต้อง แม้จะอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งหลายประเทศในยุโรปพากันต่อต้านเยอรมนี ส่วนผู้คนต่างก็ระแวงสงสัยไม่เชื่อถือในตัวนักวิทยาศาสตร์จากประเทศศัตรูอย่างไอน์สไตน์

ในขณะนั้นเซอร์เอ็ดดิงตันเป็นชาวคริสต์นิกายเควกเกอร์ (Quaker) ในขณะที่ไอน์ไตน์เป็นผู้ยึดถือแนวคิดสังคมนิยมซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกันอย่างชัดเจน แต่ในที่สุดความเป็นนักวิทยาศาสตร์ขนานแท้ของทั้งสองกลับทำให้วิทยาการมีชัยชนะเหนือความขัดแย้ง ทำลายเส้นแบ่งพรมแดนทางความรู้ระหว่างประเทศคู่สงครามลงได้

ฝาฟันอุปสรรคเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีเขย่าโลก

ศาสตราจารย์แมตทิว สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กของสหรัฐฯ เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถก้าวข้ามแนวรบ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกเอาไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า “สงครามของไอน์สไตน์: สัมพัทธภาพเอาชนะชาตินิยมและเขย่าโลกให้สั่นสะเทือนได้อย่างไร” (Einstein’s War: How Relativity Conquered Nationalism and Shook the World)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น ไอน์สไตน์และเซอร์เอ็ดดิงตันต่างไม่มีโอกาสจะได้พบปะพูดคุยกัน หรือแม้แต่ส่งจดหมายหากันโดยตรง เนื่องจากประเทศคู่สงครามต่างปิดกั้นพรมแดนและการติดต่อสื่อสารข้ามชาติ โชคดีที่เพื่อนของทั้งสองซึ่งอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ดินแดนที่เป็นกลางในสงคราม ตัดสินใจส่งข่าวเรื่องการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพในเยอรมนีมายังกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักร

เซอร์เอ็ดดิงตันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของราชสมาคมดาราศาสตร์คือผู้ที่ได้รับจดหมายดังกล่าว เขารู้ได้ในทันทีว่าทฤษฎีใหม่ของไอน์สไตน์คือสิ่งที่จะมาปฏิวัติรากฐานของวิทยาศาสตร์ให้เปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลักการของฟิสิกส์แบบนิวตัน (Newtonian physics) ซึ่งชาวอังกฤษเคยภาคภูมิใจมานานนักหนาว่า เป็นความรู้พื้นฐานสำคัญที่เพื่อนร่วมชาติค้นพบ

SCIENCE PHOTO LIBRARY

Science Photo Library

ภาพถ่ายสุริยุปราคาเต็มดวงของเอ็ดดิงตันซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 1919

เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับสากล และเพื่อใช้วิทยาศาสตร์เป็นสื่อกลางในการสร้างสันติภาพ เซอร์เอ็ดดิงตันเพียรพยายามโน้มน้าวให้แวดวงวิทยาศาสตร์ของอังกฤษและยุโรปให้ความสนใจต่อทฤษฎีสัมพัทธภาพ เขาเขียนหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับทฤษฎีดังกล่าว รวมทั้งออกบรรยายและเขียนหนังสืออีกหลายเล่มเกี่ยวกับแนวคิดของไอน์สไตน์ จนเรียกได้ว่าเขากลายเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่เพียงเนื้อหาของทฤษฎีสัมพัทธภาพที่เข้าใจยากนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนซึ่งกำลังอดอยากเพราะสงคราม ทั้งยังสูญเสียญาติมิตรไปกับการรบต่อต้านเยอรมนี ยอมเชื่อถือและรับฟังแนวคิดของศัตรูได้

เซอร์เอ็ดดิงตันมองว่าจำเป็นจะต้องมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าแนวคิดของไอน์สไตน์ถูกต้องโดยปราศจากข้อสงสัย โดยเลือกใช้ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lens) มาเป็นตัวทดสอบ

ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงคือการที่แสงซึ่งเดินทางมาจากแหล่งกำเนิดในอวกาศอันไกลโพ้น เกิดการบิดโค้งขึ้นเมื่อแสงนั้นเดินทางเข้าใกล้วัตถุมวลมากเช่นหลุมดำหรือดาราจักร ทำให้ผู้สังเกตการณ์ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับวัตถุอวกาศทั้งสองเห็นภาพของแหล่งกำเนิดแสงผิดเพี้ยนไป โดยภาพอาจถูกย่อหรือขยายขึ้น รวมทั้งอาจเห็นเป็นหลายภาพที่เรียงตัวในแนวโค้งหรือวงแหวนได้ด้วย

หากพิสูจน์พบว่ามีแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลโพ้น เกิดการบิดโค้งขึ้นเมื่อเดินทางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ก็เท่ากับว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปถูกต้อง เนื่องจากทฤษฎีนี้ชี้ว่าวัตถุที่มีมวลมหาศาลจะมีความโน้มถ่วงที่ทำให้ปริภูมิ-เวลา (Space-time) โดยรอบบิดเบี้ยวโค้งงอได้ ไอน์สไตน์ยังทำนายถึงการเบี่ยงเบนของลำแสงดังกล่าวว่าจะเคลื่อนไปราว 1/60 มิลลิเมตรบนภาพถ่าย

การที่จะสังเกตปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงให้ได้ชัดเจนในยุคเมื่อ 100 ปีก่อน จำเป็นต้องอาศัยจังหวะเหมาะระหว่างการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง โดยเซอร์เอ็ดดิงตันหวังจะอาศัยปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 พ.ค. 1919 และสังเกตเห็นได้ในแถบซีกโลกใต้ มาเป็นเครื่องทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์

แผนการทดสอบครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคขัดขวางนานัปการ เริ่มตั้งแต่การเดินทางไปยังประเทศในซีกโลกใต้ที่เสี่ยงอันตราย เพราะน่านน้ำเต็มไปด้วยเรืออู (U-boat) หรือเรือดำน้ำเยอรมันที่คอยโจมตีเรือของฝ่ายตรงข้ามให้จมทะเล สงครามยังทำให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นรวมทั้งขาดแคลนเงินทุน ซึ่งในภายหลังเพื่อนสนิทของเซอร์เอ็ดดิงตันคือ เซอร์แฟรงก์ วัตสัน ไดสัน ราชบัณฑิตดาราศาสตร์ ได้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ให้

แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาของเซอร์เอ็ดดิงตันเอง การที่เขานับถือนิกายเควกเกอร์ทำให้เขาปฏิเสธการสู้รบในสงครามด้วยเหตุผลทางศีลธรรมและหลีกเลี่ยงไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ความเชื่อนี้ทำให้ผู้นับถือนิกายเดียวกันต้องโทษจำคุกและถูกบังคับใช้แรงงานหนักไปแล้วหลายคน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความช่วยเหลือของมิตรสหาย เซอร์เอ็ดดิงตันรอดพ้นโทษจำคุกเพราะหนีทหารมาได้อย่างหวุดหวิด โดยทางการตั้งข้อแม้ว่าเขาจะต้องรับภารกิจเดินทางไปยังประเทศในซีกโลกใต้ เพื่อทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ให้สำเร็จ

“ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

หลังจากมีการลงนามสงบศึกในเดือน พ.ย. 1918 หนทางของคณะทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งนำโดยเซอร์เอ็ดดิงตันก็ปลอดโปร่งโล่งสะดวกและพร้อมจะเดินหน้าได้ทันที

เขากับเซอร์ไดสันยังได้โฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวให้เป็นที่สนใจของผู้คนในวงกว้าง โดยประโคมข่าวอย่างน่าตื่นเต้นว่า การทดสอบครั้งนี้จะถือเป็น “ศึกระดับตำนาน” ระหว่างเซอร์ไอแซก นิวตัน บิดาของฟิสิกส์กายภาพขวัญใจชาวอังกฤษ กับนักฟิสิกส์ทฤษฎีหน้าใหม่อย่างไอน์สไตน์ โดยจะต้องวัดกันว่าทฤษฎีของใครจะถูกต้องมากกว่ากัน

ในขณะที่ชาวอังกฤษต่างตื่นเต้นกับข่าวการทดสอบนี้ ไอน์สไตน์ซึ่งอยู่ที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนีกำลังป่วยหนักเพราะภาวะขาดแคลนอาหารยามสงคราม โดยเขาไม่ได้ทราบถึงข่าวความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในต่างแดนเลยแม้แต่น้อย

"อุปกรณ์เทียบวัด" ของเอ็ดดิงตัน

SCIENCE PHOTO LIBRARY

“อุปกรณ์เทียบวัด” ของเอ็ดดิงตัน ใช้ตรวจหาตำแหน่งของดวงดาวที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาพที่เห็นในแผ่นกระจกของกล้องโทรทรรศน์ด้านล่าง โดยใช้กล้องจุลทรรศน์เคลื่อนที่ได้เข้าช่วย

มีการแบ่งคณะทดสอบออกเป็นสองทีม ทีมหนึ่งจะเดินทางไปสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ประเทศบราซิล ส่วนอีกทีมหนึ่งซึ่งนำโดยเซอร์เอ็ดดิงตันเอง จะเดินทางไปที่เกาะปรินซิปี (Principe) ในแอฟริกาตะวันตก ทั้งสองทีมยังต้องเผชิญอุปสรรคจากสภาพอากาศและการที่อุปกรณ์ขัดข้องอีกหลายต่อหลายครั้ง

ในวันที่ 29 พ.ค. 1919 ทั้งสองทีมได้สังเกตการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงเป็นเวลา 6 นาที และสามารถถ่ายภาพที่ชี้ถึงการบิดโค้งเล็กน้อยของลำแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ตามที่ไอน์สไตน์ทำนายไว้ได้สำเร็จ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่พวกเขาค้นพบนี้ นำไปสู่การปฏิวัติครั้งใหญ่ต่อความเข้าใจในเรื่องจักรวาลวิทยาของมนุษย์

หลายเดือนต่อมา เซอร์เอ็ดดิงตันแถลงผลการทดสอบต่อบรรดานักวิทยาศาสตร์แห่งราชสมาคมกรุงลอนดอนและสื่อมวลชนที่มารอฟังผลกันอย่างเนืองแน่น โดยเขาบอกว่า “วันนั้นถือเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

“ผมรู้อยู่แล้วว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์จะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบใหม่จะต้องมีชัยชนะ” เซอร์เอ็ดดิงตันกล่าว

เพียงชั่วข้ามคืน เขาได้ทำให้ไอน์สไตน์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก จากนักวิชาการที่แทบไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องที่ใคร ๆ ก็อยากเข้าพบสนทนาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำให้ไอน์สไตน์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงการวิทยาศาสตร์นานาชาติ ผู้ประสบความสำเร็จได้โดยอยู่เหนือความเกลียดชังและพ้นไปจากความวุ่นวายของสงคราม

ไอน์สไตน์ที่ยังป่วยจนแทบลุกไม่ขึ้น ได้รับโทรเลขแจ้งข่าวดีผ่านทางเพื่อนที่เนเธอร์แลนด์ เขาดีใจอย่างยิ่งที่ในที่สุดทฤษฎีสัมพัทธภาพก็ผ่านการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่ชีวิตของเขาหลังจากนั้นแทบจะไม่มีครั้งใดเลยที่เดินออกจากประตูบ้านไปแล้วจะไม่พบผู้สื่อข่าวดักรออยู่

ถึงกระนั้นก็ตาม กว่าที่ไอน์สไตน์และเซอร์เอ็ดดิงตันจะได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก ก็นับเป็นเวลาหลายปีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2554146

นักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนาวัคซีนป้องกัน “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ได้สำเร็จ

การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมผลิตสุกรของจีน (แฟ้มภาพเอเอฟพี)

 การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมผลิตสุกรของจีน (แฟ้มภาพเอเอฟพี)

กลุ่มสื่อจีนรายงาน (25 พ.ค.) สภาบัณฑิตวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรแห่งชาติจีน (Chinese Academy of Agricultural Sciences) ประกาศว่า นักวิทยาศาสตร์จีนได้พัฒนาวัคซีนชนิดใหม่เพื่อใช้ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) เป็นผลสำเร็จ


รายงานระบุว่า การวิจัยดังกล่าวดำเนินการโดยสถาบันวิจัยสัตวแพทยศาสตร์ฮาร์บิน (Harbin Veterinary Research Institute) ในมณฑลเฮยหลงเจียง

ผลการทดลองบ่งชี้ว่า สามารถใช้วัคซีนชนิดใหม่นี้ได้ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และได้รับการพิสูจน์ว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณมากหรือใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ทีมวิจัยอยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อส่งให้ทางการตรวจสอบและอนุญาตให้นำมาใช้ได้อย่างเป็นทางการต่อไป

จีนพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรกที่มณฑลเหลียวหนิงเมื่อเดือน ส.ค. 61 หลังจากนั้น ตั้งแต่เดือน เม.ย. 62 จีนประสบปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรรวม 129 ครั้งใน 31 มณฑล ส่งผลให้มีหมูถูกฆ่านับล้านตัวเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคร้าย

ที่ผ่านมา จีนเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคหมูรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนการผลิตกว่า 700 ล้านตัวต่อปี และอัตราการบริโภคหมูคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64 ของการบริโภคเนื้อทั้งหมดในจีน

ด้วยเหตุนี้ การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมผลิตสุกรของจีน และยังบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของจีนอย่างใหญ่หลวง https://mgronline.com/china/detail/9620000049889