คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2019

“หัวใจสลาย” จาก ดีใจสุดขีด โกรธมาก กลัวจัด เศร้ารุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก ในสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า หัวใจของคนเราอาจได้รับความกระทบกระเทือนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต จากภาวะตึงเครียดทางอารมณ์ที่เป็นผลมาจากการมีอารมณ์โกรธ เศร้า และหวาดกลัวอย่างรุนแรง

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ European Heart Journal โดยคณะแพทย์ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยวิเคราะห์ผลกระทบจากอาการเศร้า กลัว และโกรธ พวกเขาพบว่าความตึงเครียดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น บุคคลอันเป็นที่รักเสียชีวิต จะยับยั้งไม่ให้สมอง 4 ส่วนสื่อสารกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้อาจเกิดอาการทางหัวใจที่พบได้ยากที่เรียกว่า กลุ่มอาการทาโกะสึโบะ (Takotsubo syndrome) หรือที่เรียกว่า “โรคหัวใจสลาย”

อาการดังกล่าวจะทำให้หัวใจบางส่วนเปลี่ยนรูปทรงจนดูคล้ายกับไหดินเผาที่คนญี่ปุ่นใช้ดักหมึกยักษ์ อาการนี้อาจทำให้หัวใจวาย และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ของทีมวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก พบว่า 3 ใน 4 ของผู้ที่มีอาการ “โรคหัวใจสลาย”มักมีสาเหตุมาจากความเครียด ส่งผลให้หัวใจห้องล่างซ้ายทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกและหายใจลำบาก แม้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและคนส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นเอง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผลการศึกษายังพบว่า ความรู้สึกดีใจมาก ๆ ก็กระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน โดยพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 20 รายที่มีอาการทาโกะสึโบะ มีสาเหตุมาจากอารมณ์ดีใจสุด ๆ

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาคนไข้ 1,750 คน แล้วพบว่า ความผิดปกติของหัวใจเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสุข อาทิ งานวันเกิด งานแต่งงานของลูกชาย ได้พบเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมา 50 ปี ได้เป็นคุณยาย รักบี้ทีมโปรดชนะการแข่งขัน ถูกรางวัลแจ๊คพอตคาสิโน หรือทราบผลซีทีสแกนว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคที่ไปตรวจ

ผลการศึกษายังพบว่า ผู้มีอาการทาโกะสึโบะ ส่วนใหญ่เป็นสตรีวัยหมดประจำเดือน ดร.เยเลนา กาดรี หนึ่งในทีมนักวิจัย บอกว่า ผลการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้มาจากอารมณ์เชิงบวกด้วย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอารมณ์เชิงลบอย่างที่เชื่อกันก่อนหน้านี้จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคหัวใจสลาย”

ที่มา :https://www.bbc.com/thai/features-47612582

สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

A capuchin monkey

ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

แล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา

1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม

A capuchin monkey

 

คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน

งานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน

แต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา

เมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย

2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น

Elephant

 

มนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย

เมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน

สัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย

นอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น

3. ความรักของแม่

The love of a mother chimpanzee for her baby can be very strong

มนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ

ดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน

4. อกหัก

Macaws

การอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์

นกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง

บางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้

5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน

Voles

มนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า

ทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47557559

นาซ่าเพิ่งเผยข้อมูลดาวหางระเบิดกลางฟ้า เต้นระบบเตือนล่วงหน้าไม่ทั่วถึง ชี้อีก 30 ปีถึงสมบูรณ์

นาซ่าเพิ่งเผยข้อมูลดาวหางระเบิดกลางฟ้า เต้นระบบเตือนล่วงหน้าไม่ทั่วถึง ชี้อีก 30 ปีถึงสมบูรณ์

นาซ่าเพิ่งเผยข้อมูลดาวหางระเบิดกลางฟ้า – วันที่ 19 มี.ค. เอกส์เพรสส์รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า เผยข้อมูลเหตุดาวหางพุ่งเข้าหาโลกระเบิดกลางชั้นบรรยากาศที่คาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซีย เมื่อเดือนธ.ค. 2561 แรงระเบิดรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในรอบ 30 ปี และมากกว่าเหตุอุกกาบาตเมืองเชเลียบินสค์ ประเทศรัสเซีย เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ลินด์ลีย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่จากศูนย์ความมั่นคงดาวเคราะห์โลกของนาซ่า กล่าวว่า แรงระเบิดของอุกกาบาต คิดเป็น 10 เท่าของพลังงานที่ปลดปล่อยจากระเบิดนิวเคลียร์ที่จังหวัดฮิโรชิมาของญี่ปุ่น

โดยอุกกาบาตทำมุมตกลงมายังโลกประมาณ 7 องศา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธ.ค. 2561 ต่อมาระเบิดกลางท้องฟ้าเหนือน้ำทะเลประมาณ 25 กิโลเมตร มีพลังงาน 173 กิโลตัน

เคลลี ฟาสต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสังเกตการณ์วัตถุอวกาศใกล้โลก กล่าวว่า พลังงานข้างต้นคิดเป็นร้อยละ 40 ของพลังงานทั้งหมดในเหตุอุกกาบาตเมืองเชเลียบินสค์ แต่เคราะห์ดีที่เกิดขึ้นเหนือทะเลเบริง จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเหมือนกับเชเลียบินสค์ ถือเป็นเกราะป้องกันหนึ่งของมนุษย์ ที่ดาวเคราะห์โลกนั้นมีส่วนที่เป็นน้ำทะเลเสียส่วนใหญ่

เหตุการณ์ในครั้งนั้นดาวเทียมของกองทัพอากาศสหรัฐตรวจจับการระเบิดได้และส่งข้อมูลต่อมายังนาซ่า สะท้อนว่า มหันตภัยอุกกาบาตชนโลกนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าได้ การพัฒนาระบบสังเกตการณ์เพื่อรับมือจึงจำเป็น

ซึ่งทางสภาคองเกรสเมื่อปี 2548 เคยมีมติให้นาซ่าทำหน้าที่ตรวจการณ์ท้องฟ้าทั่วโลก และเตือนภัยหากพบอุกกาบาตขนาด 140 เมตรขึ้นไปกำลังพุ่งเข้าหาโลกไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนาซ่าระบุว่า อาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 30 ปี จึงจะทำได้

เหตุที่ต้องใช้เวลานั้นเนื่องจากนาซ่าจำเป็นต้องมีฐานสังเกตการณ์ทั้งบนโลกและนอกโลก ยานอวกาศติดตั้งกล้องถ่ายภาพ นีโอแคม กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและอาจถูกส่งขึ้นไปประจำการบนระดับวงโคจรเพื่อใช้สังเกตการณ์

ดร.เอมี่ เมนเซอร์ จากศูนย์ศึกษาวัตถุอวกาศใกล้โลกของห้องปฏิบัติการพลังขับเคลื่อนไอพ่น หรือเจพีแอล ของนาซ่า กล่าวว่า “นาซ่ากำลังพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายร้อยละ 90 ที่ว่าให้ได้ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งทางคองเกรสสั่งมา”

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2325796

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-bookอนาคตอาจจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

Cover (1)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-bookอนาคตอาจจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป  : ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป  : ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์


คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บัส 7900 วอลโว ขับเคลื่อนเอง : เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

บัส 7900 วอลโว
บัส 7900 วอลโว ขับเคลื่อนเอง

บัส 7900 วอลโว ขับเคลื่อนเอง – ฮาคาน เอกเนวอลล์ ประธานวอลโวบัสเซส ในเครือบริษัทวอลโว ผู้ผลิตยนตรกรรมจากประเทศสวีเดน เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนารถบัสขับเคลื่อนเอง 7900 วอลโว อิเล็กทริก ว่ารถบัสขับเคลื่อนเองคันนี้ซึ่งเป็นรถบัสชั้นเดียว ความยาว 12 เมตร

บัสขับเคลื่อนเอง

สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 80 คน จะเริ่มทดลองให้บริการภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (เอ็นทียูในสิงคโปร์ ซึ่งร่วมพัฒนารถบัสขับเคลื่อนเองกับวอลโว เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งาน รวมทั้งปรับปรุงและแก้ไขจุดบกพร่องที่อาจเกิดขึ้น ก่อนนำไปใช้จริงบนถนนหลักภายในปี 2565 หรืออีก ปีข้างหน้า

ตามจุดประสงค์ของโครงการซึ่งความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เนื่องจากรถบัส 7900 วอลโว อิเล็กทริก เป็นพาหนะปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ หรือซีอีวี และใช้พลังงานน้อยกว่ารถบัสเชื้อเพลิงดีเซลมากถึงร้อยละ 80

นอกจากนี้รถบัส 7900 วอลโว อิเล็กทริก ยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร ซึ่งมหาวิทยาลัยเอ็นทียูและวอลโวร่วมกันคิดค้นระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอซึ่งมีหน้าที่ป้องกันการเจาะระบบควบคุมของรถบัสโดยเฉพาะ เพื่อยับยั้งและสกัดความพยายามแฮ็กระบบซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการพุ่งชนได้

อ่าน : วอลโว่ บัส เปิดตัว แชสซีส์รุ่นใหม่ B8R อย่างเป็นทางการในไทย ปล่อยราคาโดนใจ 3.3 ล้านบาท

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_2324504

หมอไทยสุดเจ๋ง ค้นพบวิธีรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องผ่าตัด

59ba0c5bb0a90

 

คนไทยมีเฮโดย พลตำรวจตรีธนา ธุระเจนรองแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตํารวจค้นพบวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมสภาพเดินเหินปวดจี๊ตๆได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต้องผ่าตัดอีกต่อไปด้วยการดูดเลือดของผู้ป่วยออกมาปั่นถึง 2 ครั้งเพื่อให้ได้เกร็ดเลือดที่ดีและนำไปฉีดกลับเข้าไปเหมือนเดิม เมื่อผู้ป่วยตอนมาโรงพยาบาลเดินไม่ได้หลังฉีดเสร็จลงจากเตียงก็เดินได้ป๋อกับบ้านได้ทันทีลองปรึกษาโรพยางบาลตำรวจดูครับไม่ต้องผ่าตัดอีกต่อไปแล้ว ขอชมเชยและยกย่องนายแพทย์ของคนไทยตัวจริง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์มีคำตอบ ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์มีคำตอบ   ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

 

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

_105691232_infarto

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

_105691234_flossing

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

_105717621_gettyimages-499517059

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

_105717619_gettyimages-929420656

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

_105717623_gettyimages-909850922

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

_105691236_trauma

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

_105723442_agettyimages-1082028610

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47372105

“กรุงไทย” เปิดสงครามไอที

"กรุงไทย" เปิดสงครามไอที

“กรุงไทย” เปิดสงครามไอที

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้เตรียมงบลงทุนด้านเทคโนโลยี (ไอที) ระยะเวลา 5 ปี (2562-2566) จำนวน 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนไอทีปีนี้ 12,000 ล้านบาท และอีก 7,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนมาใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น

ล่าสุดสาขาของธนาคารมีอยู่ 1,100 แห่งทั่วประเทศ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะลดเหลือ 1,000 แห่ง ซึ่งการตัดสินใจปิดสาขาต้องคิดรอบคอบ เนื่องจากปี 2559-2560 ได้ปิดสาขาไปแล้ว 100 แห่ง และพบว่าหลังปิดสาขา 3-6 เดือน ลูกค้าย้ายไปใช้บริการของธนาคารพาณิชย์คู่แข่ง เป็นเหตุผลให้ 2 ปีที่ผ่านมา จึงชะลอปิดสาขา แต่ธนาคารคู่แข่งก็ยังแย่งกันปิดสาขา ทำให้ลูกค้าย้ายมาใช้บริการของธนาคารกรุงไทย

“การปิดสาขาต้องมีทางเลือกให้ลูกค้าสามารถใช้บริการทางการเงินได้ ดังนั้น ปีนี้ธนาคารจึงจะติดตั้งตู้เอทีเอ็มเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เครื่อง นำไปติดตั้งทั่วประเทศ เนื่องจากตู้เอทีเอ็ม ให้บริการเหมือนกับสาขา ที่สามารถใช้บริการทางการเงินได้ตลอดเวลา”

ขณะเดียวกัน เรื่องพนักงาน ขอยืนยันว่าไม่มีการปลด แม้ว่าสาขาถูกปิด หรือควบรวม โดยปัจจุบันธนาคารมีพนักงานที่ประจำอยู่เครือข่ายสาขา 18,000 คน จากทั้งหมด 21,000 คน พนักงานที่สาขาถูกปิด หรือควบรวม จะนำมาแนะนำการใช้บริการ แอปพลิเคชัน KTB NEXT และตู้เอทีเอ็ม เพื่อไม่ให้ลูกค้าย้ายหนีไปใช้บริการของธนาคารคู่แข่ง ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้า KTB NEXT จำนวน 4 ล้านราย สิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านราย และเมื่อบริการเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อว่าพนักงานก็จะลดลง 30% จากทั้งหมด 21,000 คน และปกติในแต่ละปีมีพนักงานเกษียณ และธนาคารก็ได้เปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ทำให้จำนวนพนักงานลดลงอยู่แล้ว

“ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโต 5% จากปีก่อนเติบโต 4.4% โดยเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีเน้นกลุ่มที่มีอนาคต เช่นเกษตรแปรรูป ส่วนสินเชื่อภาครัฐ ตั้งเป้าลดสัดส่วนลง เนื่องจากมีต้นทุนการเงินสูงกว่าธนาคารรัฐ และสินเชื่อรายใหญ่ ตั้งเป้าเติบโตเล็กน้อย ส่วนสินเชื่อรถยนต์ มีแผนนำบริษัทลูกคือกรุงไทยลีสซิ่ง กลับมาให้บริการลูกค้าไตรมาส 2 โดยจะปล่อยกู้ซื้อรถจักรยานยนต์ และจำนำทะเบียนเท่านั้น และไม่เข้าไปแข่งขันในตลาด แต่เน้นให้บริการลูกค้าของธนาคารเท่านั้น”.

 ที่มา www.thairath.co.th/content/1505206

 

นักวิทยาศาสตร์เผย แมงมุมสายพันธุ์ใหม่ ถูกตั้งชื่อตาม “สตอร์มทรูปเปอร์” จากสตาร์วอร์

เป็นเรื่องที่เราทราบกันว่าเวลาที่มีการค้นอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ดวงดาว หรือสายพันธุ์ของสัตว์ บ่อยครั้งผู้ที่เป็นคนค้นพบก็จะได้รับสิทธิ์ในการตั้งชื่อของสิ่งที่พบ โดยมากแล้วชื่อที่ถูกนำมาตั้ง จะเป็นชื่อของผู้ที่พบเองหรือไม่ก็ชื่อที่เกิดจากภาษาโบราณอย่างภาษาละติน

แต่มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ชื่อที่ถูกนำมาตั้งจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรแปลกๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง “สตาร์วอร์” ได้เช่นกัน

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นั่นเพราะเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานี้เอง เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาประกาศว่า แมงมุมขาโก่งสายพันธุ์ใหม่ 6 ชนิดซึ่งถูกค้นพบที่ทวีปอเมริกาใต้ จะได้รับชื่อสปีชีส์ว่า “Stormtropis” ชื่อที่มีต้นแบบมาจาก “สตอร์มทรูปเปอร์” เหล่ากองทหารที่มีชื่อเสียงแห่งฝั่งจักรวรรดิ

ที่แมงมุมเหล่านี้ได้ชื่อว่า Stormtropis มาจากเหตุผลว่า แมงมุมทั้ง 6 ชนิดนั้นมีรูปร่างที่คล้ายคลึงกันมาก แถมบางพันธุ์ยังมีความสามารถในการพรางตัว และอ้างอิงจากนักวิทยาศาสตร์บางคน มันซุ่มซ่ามเงอะงะคล้ายสตอร์มทรูปเปอร์ที่ยิงอะไรก็ไม่เคยโดน

 

 

แน่นอนว่าแมงมุมทั้งหกชนิดที่ถูกค้นพบนั้นย่อมมีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่และสายพันธุ์ ถึงอย่างนั้นพวกมันกลับมีรูปร่างที่คล้ายกันมาก

โดยตัวผู้จะมีกรงเล็บ 2 อันต่อขาหนึ่งข้าง (ซึ่งน้อยกว่าแมงมุมขาโก่งอื่นๆ ที่จะมีกรงเล็บ 3 อัน) และมีอวัยวะเพศที่เห็นได้ชัด ส่วนตัวเมียจะมีอวัยวะเพศรูปร่างคล้ายเห็ด ซึ่งแน่นอนว่าต่างจากแมงมุมขาโก่งอื่นๆ เช่นกัน

 

 

อันที่จริงแล้วแมงมุมตระกูล Stormtropis นั้นมีอยู่ค่อนข้างเยอะและพบได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะมันเป็นหนึ่งในแมงมุมขาโก่งกลุ่มแรกๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในโคลอมเบีย แต่กว่าที่แมงมุมเหล่านี้จะถูกยืนยันการมีตัวต้นอยู่ (และได้รับชื่อสุดแปลก) มันก็เมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น

 

ที่มา livesciencemirrorpopsci และ sciencedaily