คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2019

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของการสื่อสารระยะไกล ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : Guglielmo Marconi Wireless Telegraphy

 Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของการสื่อสารระยะไกล ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : Guglielmo Marconi Wireless Telegraphy

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป : Guglielmo Marconi Wireless Telegraphy

 

คลิป ประวัติการสื่อสารโทรคมนาคม ชุด “พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภาพยนตร์ เรื่อง The Theory of Everything ทฤษฎีรักนิรันดร์

https://youtu.be/ZiSnI7TuWZg

“Where is life, there is hope”
“ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีความหวัง” 
สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking)สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน มาดามขออนุญาตต้อนรับสัปดาห์แห่งความรักด้วยภาพยนตร์ดราม่าสุดเศร้า แต่ “ลึกซึ้ง” และ “กินใจ” ที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี “The Theory of Everything” เรื่องราวชีวิตของนักฟิสิกส์ระดับโลก ที่มันสมองอัจฉริยะของเขา ต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวทางร่างกายเพราะโรคร้าย แม้เขาจะมีภรรยาเป็นกำลังใจสำคัญ ช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายไปได้ แต่ชีวิตคนเราก็มักจะไม่ง่ายขนาดนั้น…
ตัวอย่างภาพยนตร์ “The Theory of Everything” (2014)

“The Theory of Everything” เป็นผลงานกำกับของ James Marshนำแสดงโดย Eddie Redmayne ผู้รับบท Steven Hawking นักฟิสิกส์เจ้าของทฤษฎีหลุมดำและต้นกำเนิดของเวลา และ Felicity Jones ในบทของ Jane Wilde หรือ Jane Hawking ภรรยาของสตีเฟน กำลังใจคนสำคัญที่มีส่วนทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจมาตลอด

ว่ากันว่าภาพยนตร์ถือเป็นสื่อชนิดหนึ่งค่ะ เรื่องราวดราม่า ตลกขบขัน ความรักลึกซึ้ง และการเสียดสีอย่างร้ายกาจ มักมี “Message” หรือ “ข้อความ” บางอย่างแอบซ่อนอยู่เสมอ และเรื่องราวของ ดร. สตีเฟน ฮอว์คิง จากเรื่อง “The Theory of Everything” ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีเยี่ยม เพราะแม้ชีวิตเขาจะรันทดสักแค่ไหน แต่หลักการหรือ “ทฤษฎี” ในการใช้ชีวิตของเขานั้น นับว่าน่าทึ่งทีเดียวค่ะ

เรื่องราวของสตีเฟน ฮอว์คิง เริ่มต้นช่วงปี 1960s ในรั้วมหาวิทยาลัยดังอย่าง Cambridge University เขาเป็นนักเรียนปริญญาเอกวิชาฟิสิกส์ สาขาจักรวาลวิทยา อนาคตนักคิดผู้สร้างนวัตกรรมต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าแก่มวลมนุษยชาติ แต่อนาคตอันสดใสของเขาต้องมาสะดุดเพราะโรคร้ายที่ทำลายเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี

จู่ๆ คนแข็งแรง สมองปราดเปรื่อง อนาคตไกลก็ล้มป่วย และกำลังจะกลายเป็นคนช่วยตัวเองไม่ได้…

โชคดีที่สตีเฟนมีความรักที่น่าทึ่งค่ะ เจน คนรักจากคณะศิลปศาสตร์ เอกวิชาวรรณกรรม ไม่ได้นึกรังเกียจความโชคร้ายของเขา เธอเลือกจะแต่งงานและช่วยส่งเสริมเขาทุกทางให้ได้ทำตามความตั้งใจ แต่ “ปัญหา″ และ “อุปสรรค” ในการร่วมชีวิตระหว่างคนปกติธรรมดา กับคนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอย่างสตีเฟน ก็เป็นเรื่องยากอย่างเหลือเชื่อค่ะ รักแท้ที่ว่าเอาชนะได้ทุกอย่าง ก็เริ่มจะสั่นคลอน…

ถ้ารักแท้เอาชนะไม่ได้ทุกอย่าง แล้วสตีเฟนจะเหลืออะไร?

อย่าเพิ่งร้องยี้ หรือว่าปักใจเชื่อไปก่อนค่ะ ว่าเรื่องนี้จะเศร้าและหดหู่จนไม่น่าดู เพราะแม้จะรันทดแค่ไหน สตีเฟนก็หาทางออกจนได้ค่ะ และก็เป็น “ทางออก” ที่เป็น “ทฤษฎี” ที่เขาตามหามาตลอดชีวิต…ทฤษฎีที่เป็นคำตอบของทุกอย่าง

“ทางออก” หรือ “ทฤษฎี” ของสตีเฟนจะเป็นเช่นไร เพื่ออรรถรสในการรับชม มาดามคิดว่าคุณผู้อ่านควรค่าแก่การเข้าไปค้นหาในโรงภาพยนตร์ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า หนังไม่ได้น่าเศร้า น่าสังเวชหรือน่าเวทนาอย่างที่คิดแน่ แถมการันตีด้วยรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Eddie Redmayne) และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และล่าสุดกับการถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชาย/หญิงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

ที่สำคัญ…เรื่องราวชีวิตของสตีเฟนและเจน ก็ถือเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะที่ว่า…แม้หนทางมันจะมืดมนสักแค่ไหน แต่ถ้ายังมีชีวิต เราก็ยังมี “ความหวัง” จะก้าวต่อไป

คลิป แนวคิดอัฉริยะ| สตีเฟน ฮอว์คิง

หรือ คลิกที่นี่ MP4

แนวคิดอัฉริยะ| สตีเฟน ฮอว์คิง | ตอน เราอยู่ที่ใด EP.1

หรือ คลิกที่นี่ MP4

แนวคิดอัฉริยะ | สตีเฟน ฮอว์คิง | ตอน เราอยู่โดดเดี่ยวจริงไหม EP.2

หรือ คลิกที่นี่ MP4

แนวคิดอัฉริยะ | สตีเฟน ฮอว์คิง | ตอน ทำไมเรามาอยู่ที่นี่ EP.3

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

​เกาหลีบุกยึด ‘กล้องถ้ำมอง’ ไลฟ์สตรีมแขกในโรงแรม ความรู้ฟิสิกส์เรื่องกล้องวงจรปิด (ไม่ควรเลียนแบบ)

 1553305058096

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ความรู้ฟิสิกส์

พื้นฐานกล้องและเลนส์


หลักการทำงานของกล้อง


กล้องก็จะทํางานการทํางานของกล้องจะเริ่มตั้งแต่การรับแสงผ่านเขามาในตัวกล้องโดยผ่านทางเลนส์นูนที่มีหนา ที่รวมแสงหลังจากนั้นแสงก็จะไปตกลงบนชิปที่ทำหน้าที่เสมือนฉากรับภาพ,ชิปจะทําหน้าที่แปลงสัญญาณแสงให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าและนําไปใช้ได้ต่อไป  เช่น ส่งสัญญาณไปยังเครื่องโทรทัศน์



ตัวกล้องวงจรปิด 


ส่วนประอบของกล้องที่ขายครบชุด บ่งเป็น 4  ส่วนคือ ตัวกล้อง เส์ ขาตั้งและ adapter



ชนิดของกล้องวงจรปิด 

  • กล้อง Box หรือกล้องกระบอก
  • กล้อง Dome
  • กล้อง อินฟาเรด
  • กล้อง Speed Dome
  • กล้อง IP

ที่มา  คลิกที่นี่

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : ทัศนามายา

Cover (2)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book  ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป :  ทัศนามายา

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

Woman with heart diseaseImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาจมีพฤติกรรมหลายอย่างที่สร้างความเสียหายให้หัวใจโดยที่คุณไม่รู้ตัว

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

Man flossingImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหัวใจจะขอบคุณเวลาที่คุณใช้ไหมขัดฟัน

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

Woman stressed by her bossImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพงานวิจัยจากสวีเดนชี้ว่า คนที่มีภาวะเครียดในที่ทำงานเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

Man having bad newsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน อาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

Lonely man with chest painsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพความเหงาอาจส่งผลร้ายต่อหัวใจคุณ

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

Man at the doctorImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

Woman drinking a cup of teaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงของผู้หญิงวัยทอง ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47372105

ปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

 

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/international-47506366

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

หลุมดำImage copyrightESO

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47512668

“ตอน 5 ขวบ ผมมีความต้องการทางเพศเหมือนวัยรุ่นอายุ 15”

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริค เบอร์ลีห์ เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตอนอายุเพียง 2 ขวบ เพราะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ยากยิ่ง

แพททริค เบอร์ลีห์ มีอายุเพียง 2 ขวบ ตอนที่ขนบริเวณอวัยวะเพศเส้นแรกของเขางอกออกมา

แต่ครอบครัวเขากลับไม่ได้มองว่านี่เป็นเรื่องประหลาด

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะแพททริคและญาติผู้ชายของเขาบางคนได้รับการถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวัย (Precocious puberty) ซึ่งเป็นภาวะที่เด็กย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนถึงเวลาอันควร

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบเห็นได้ยาก

Cycle of lifeImage copyrightHUW EVANS PICTURE AGENCY
คำบรรยายภาพโดยปกติเด็กชายจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตอนอายุ 12-16 ปี

ในกรณีของแพททริคเรียกว่า Testotoxicosis ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทำให้อัณฑะ “เชื่อว่า″ ถึงเวลาแล้วที่จะผลิตฮอร์โมนหลักของเพศชายที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรน

ฮอร์โมนที่ว่านี้มีหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายของเด็กชายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ โดยแสดงลักษณะความเป็นชายมากขึ้น เช่น มีขนขึ้นตามร่างกาย มีหนวดเครา มีกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศ

ปัจจุบันแพทย์ไม่ทราบแน่ชัดว่าทั่วโลกมีคนที่มีภาวะ Testotoxicosis จำนวนเท่าใด แต่ประเมินคร่าว ๆ ว่าน่าจะมีเพียง 1,000 ราย และความผิดปกตินี้ได้ถ่ายทอดสู่คนในตระกูลเบอร์ลีห์จากรุ่นสู่รุ่น

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพตอนอายุ 3 ขวบ แพททริคดูราวกับเด็กอายุ 7 ขวบ

ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวัย ทำให้ตอนที่แพททริค มีอายุ 3 ขวบ เขามีน้ำหนักและส่วนสูงเท่ากับเด็กอายุ 7 ขวบ

“ความทรงจำแรกของผมคือผมเป็นคนชายขอบของสังคม ผมรู้สึกตัวโตเก้งก้าง” แพททริค ซึ่งปัจจุบันอายุ 34 ปี ทำงานเป็นนักเขียนและนักแสดงในนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐฯ เล่าให้บีบีซีฟัง

มันไม่ใช่แค่การมีขนที่อวัยวะเพศแต่มันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน

“ผมรู้สึกแปลกแยกและมันทำให้ผมตกเป็นเป้าสายตาผู้คน” เขากล่าว

สร้างปัญหาวุ่นวาย

แพททริคใช้ชีวิตวัยเด็กในนครนิวยอร์ก แต่รูปลักษณ์ทางกายภาพของเขาได้สร้างปัญหาวุ่นวายมากมาย เช่น ในสนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และกิจกรรมสำหรับเด็กต่าง ๆ

เขามีความทรงจำเลวร้ายมากมาย

“ตอน 4 ขวบ แม่พาผมเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าผู้หญิงระหว่างการเรียนว่ายน้ำ แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เริ่มกรีดร้องขึ้นมา เพราะผมดูโตกว่าวัยมาก” แพททริค เล่า

เวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม่ของแพททริคจะพยายามอธิบายเรื่องอาการผิดปกติของลูกชายให้ผู้คนเข้าใจ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่พวกเขาต้องเผชิญกับความเคลือบแคลงใจของคนเหล่านี้

“มันเป็นเรื่องยากสำหรับทั้งผมและแม่ มันเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดทางจิตใจอย่างมาก”

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคตอนอายุ 5 ขวบ ถ่ายรูปกับเพื่อมร่วมทีมเบสบอลวัยเดียวกัน

ตอนแพททริค 3 ขวบ ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในร่างกายของเขาสูงเท่ากับระดับของเด็กชายอายุ 14 ปี

จากนั้นไม่นานเขาก็ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นแต่มีพฤติกรรมเหมือนเด็กเล็ก

“ผู้คนจ้องมองผมราวกับผมเป็นสัตว์หายาก”

หนูทดลอง

แม่ของแพททริค ให้เขาเป็นอาสาสมัครในการศึกษาเรื่องการกลายพันธุ์

เขาชินกับการต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์อยู่ในโรงพยาบาลทุก 6 เดือน แลกเปลี่ยนกับการรักษาฟรีเพื่อยับยั้งผลกระทบจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่มีต่อร่างกายเขา

“ผมมักถูกห้อมล้อมไปด้วยแพทย์ พวกเขาจะทำการทดลองสารพัด รวมทั้งการวัดขนาดลูกอัณฑะของผม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะบ่งชี้อายุทางกายภาพของผม” แพททริค เล่า

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคคือเด็กที่ดูแก่ที่สุดในชั้นเรียนเสมอ

“แต่ผมเริ่มชินกับมันตอนอายุ 6 หรือ 7 ขวบ มันได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกเฝ้าสังเกต เพราะมันชัดเจนว่าผมแตกต่างจากคนอื่น”

แพททริค ได้รับการรักษาด้วยยาแบบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการให้ยาทางหลอดเลือดดำ

เด็กเกเร

“ตอนเด็กผมต้องได้รับการฉีดยาที่ขาทุกคืนอยู่นาน ถ้าผมไปนอนค้างคืนที่บ้านเพื่อน แม่ก็จะตามไปฉีดยาให้แล้วก็กลับบ้าน”

แต่ความผิดปกติของแพททริคทำให้เขามีปัญหาที่โรงเรียน เขามักรู้สึก “ตัวโต มีทรงผมและท่าทางเหมือนพร้อมจะมีเรื่อง” ซึ่งนี่เป็นรูปแบบการรับมือกับการถูกรังแกของเขา

“ผมถูกตราหน้าเป็น ‘เด็กเกเร’ ประจำโรงเรียน…มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจมากเพราะผมไม่อยากเป็นเด็กแบบนั้น ไม่มีใครอยากเป็นหรอก” แพททริค เล่าย้อนความทรงจำในวัยเยาว์

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคตอนอายุ 13 ปี เทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน

แพททริค เริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็เริ่มทดลองกัญชา

สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงตอนที่หมอ 11 คนตัดสินใจหยุดการรักษาเขา

“ฮอร์โมนทั้งหมดที่ถูกควบคุมด้วยยาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมไม่ดีของผมก็เด่นชัดขึ้น”

ยาเสพติด

“ผมเริ่มออกเดทกับสาวอายุ 17 ปี ตอนนั้นผมบอกเธอว่าผมอายุ 16 ปี ทั้งที่ความจริงผมยังอายุไม่ถึง 12 ด้วยซ้ำ″ แพททริค เล่า

แฟนคนนี้คือผู้ที่ชักชวนให้เขาทดลอง แอลเอสดี ซึ่งเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรก

“ผมกินมันเข้าไป 2 เม็ด และเช้าวันต่อมา ผมบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียน ตอนนั้นผมกำลังเมายา″

แต่เขาก็ถูกส่งไปโรงเรียนอยู่ดี

Patrick Burleigh at 14Image copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคบอกว่าเขาเริ่มรู้สึก “ปกติ” ตอนอายุ 15

“ตอนพักเที่ยงผมเล่าให้เพื่อนบางคนฟัง (เกี่ยวกับแอลเอสดี) ผมโม้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้สัมผัส และเพื่อนคนหนึ่งเกิดความคิดแผลง ๆ ที่จะแอบใส่ยาแอลเอสดีในเครื่องดื่มของใครบางคน”

แต่พอเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเกิดป่วยอย่างรุนแรงขึ้น เขาก็ยอมรับสารภาพ

“ผมถูกตำรวจจับและถูกนำออกจากโรงเรียนในสภาพสวมกุญแจมือ มันคือจุดหักเหในชีวิตของผม”

ปัญหาของพ่อ

แม้พ่อของแพททริคจะทนทุกข์กับความผิดปกติแบบเดียวกัน แต่เขากลับไม่พูดถึงมันมากนัก

“ท่านมีชีวิตวัยเด็กที่เจ็บปวดมาก”

“ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมมีความต้องการทางเพศเหมือนคนอายุแก่กว่า 10 ปี พ่อน่าจะพูดกับผมเรื่องนี้ และสอนวิธีการรับมือกับมัน แต่ท่านกลับไม่ทำ″ แพททริค เล่า

Patrick as a modelImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพการโตเร็วเกินวัย ทำให้แพททริคได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนายแบบเป็นเวลาสั้น ๆ

จนกระทั่งอายุ 15 ปีที่แพททริคเริ่มรู้สึกเหมือนเด็กคนอื่น เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ในที่สุด

“ผมเลิกคบเพื่อนที่เล่นยา ผมเริ่มตั้งใจเรียน เล่นกีฬา และตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย”

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แพททริค เริ่มเล่าเรื่องอาการผิดปกติของเขาให้ภรรยาและเพื่อนฝูงฟัง และเขาก็ต้องประหลาดใจที่ทุกคนแสดงความเห็นอกเห็นใจและสนใจรับฟังเรื่องราวของเขา

“การบอกเล่าเรื่องราวของผมได้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยารักษาจิตใจให้ผม”

มันช่วยให้แพททริคทำใจยอมรับกับตัวเองได้

ในปี 2015 เมเรดิธ ภรรยาของแพททริคให้กำเนิดลูกชายที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า เน็ด และผลการตรวจของแพทย์พบว่าหนูน้อยไม่มีภาวะผิดปกติแบบแพททริคแต่อย่างใด

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47602314

สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

A capuchin monkey

คำบรรยายภาพสัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

แล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา

1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม

A capuchin monkey
คำบรรยายภาพลองปฏิบัติอย่างลำเอียงต่อเจ้าลิงคาปูชินดูสิ คุณจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาอันเกรี้ยวโกรธของพวกมัน!

คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน

งานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน

แต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา

เมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย

2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น

Elephant
คำบรรยายภาพช้างที่มีใจผูกพยาบาทจะหาทางแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับพวกมัน

มนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย

เมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน

สัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย

นอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น

3. ความรักของแม่

The love of a mother chimpanzee for her baby can be very strong
คำบรรยายภาพสายใยรักที่แม่ชิมแปนซีมีให้ลูกน้อยมีความแน่นแฟ้นมาก

มนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ

ดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน

4. อกหัก

Macaws
คำบรรยายภาพนกแก้วมาคอว์สามารถตายได้เพราะอกหัก

การอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์

นกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง

บางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้

5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน

Voles
คำบรรยายภาพหนูนาแพรรี จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่ตกอยู่ในความครียด

มนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า

ทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47557559