คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2019

พบหลักฐานมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกินเนื้อสดเป็นอาหาร

ทีมวิจัยจากนานาชาติพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) กินเนื้อสดเป็นอาหาร โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences โดยค้นพบเศษของโปรตีนบนตัวอย่างฟันที่ค้นพบที่ฝรั่งเศส และเชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกินเนื้อสัตว์แบบดิบ ๆ โดยเฉพาะสัตว์กินพืชเป็นส่วนใหญ่

เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์สปีชีส์นี้ได้สูญพันธุ์เป็นระยะเวลานานแล้ว ว่ากันในเรื่องทักษะและความฉลาดน้อยกว่ามนุษย์อย่างเรา ๆ มาก และส่วนใหญ่เป็นพวกกินพืช หรือ Vegetarian แต่งานวิจัยครั้งล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนกว่าที่เราคาดคิด ทำลายความเชื่อเดิมที่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นมังสวิรัติ ไม่ก็กินของเน่าเป็นอาหาร หรือแม้แต่กินเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยสัตว์อื่นอีกทีหนึ่ง

ตัวอย่างโปรตีนบนซี่ฟัน

ตัวอย่างซี่ฟันมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยกลางคน Credit: MPI f. Evolutionary Anthropology/ A. Le Cabec

ทีมได้พบรูปแบบของโปรตีน – คอลลาเจน บนฟันที่ได้มาจากสองสถานที่ ได้แก่ Grotte Du Renne และ Les Cottés ทั้งนี้สัดส่วนปริมาณของไนโตรเจน – 15 และ ไนโตรเจน – 14 คือสัดส่วนเดียวกันกับที่พบได้ในสัตว์จำพวกกินเนื้อสดเป็นอาหาร เช่น หมาป่า เป็นต้น (นักวิจัยใช้สัดส่วนของปริมาณไนโตรเจนเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มีพฤติกรรมการกินอย่างไร เพราะโปรตีนมี ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ) นั่นยิ่งทำให้เชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลชอบกินเนื้อสัตว์แบบสด ๆ และหลักฐานอีกชิ้นที่คอนเฟิร์มแนวคิดนี้ก็คือ การค้นพบหอกที่อยู่ใกล้ ๆ กับกระดูกสัตว์ที่ถูกล่าอีกด้วย นอกจากนี้ทรวงอกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลก็มีขนาดใหญ่ (บ่งชี้จากโครงกระดูกบริเวณทรวงอก) แสดงถึงมีตับและไตขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตจำพวกที่กินอาหารโปรตีนสูง มักจะมีจุดเด่นทางกายภาพตามที่กล่าวมา

.หลักฐานในถ้ำบ่งชี้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทาลกินกันเอง

.Homo erectus เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สูญพันธุ์เพราะความขี้เกียจ

และอาหารยอดฮิตของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ก็คงหนีไม่พ้น กวาง เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ล่าได้ง่ายเมื่อใช้อาวุธจำพวกหอก และมักพบซากของกวางอยู่ใกล้ในบริเวณใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ

ที่มา: https://www.thaiphysicsteacher.com/neanderthal-fresh-meat-eater/

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป Foucault Pendulum

Cover

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book    ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5   ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป  Foucault Pendulum

คลิกที่นี่  ฟรี

ดูคลิป  Foucault Pendulum

 

คลิก facebook

ยานอวกาศญี่ปุ่นลงแตะดาวเคราะห์น้อยสำเร็จ

 

ยูอิชิ ซูดะ ชี้ให้ดูพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่ยานจะลงจอด (JIJI PRESS / AFP)

ยูอิชิ ซูดะ ชี้ให้ดูพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่ยานจะลงจอด (JIJI PRESS / AFP)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


ยืนยัน“ฮายาบูซะ 2”ยานอวกาศของญี่ปุ่นเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย“ริวกุ” ที่อยู่ห่างจากโลก300ล้านกิโลเมตรแล้วดีดตัวกลับมาโดยมีเป้าหมายเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกเพื่อไขปริศนากำเนิดสิ่งมีชีวิตและระบบสุริยะ 

องค์การสำรวจการบินอวกาศญี่ปุ่น(JapanAerospace Exploration Agency) หรือแจกซา(JAXA)แถลงอย่างเป็นทางการว่ายานอวกาศฮายาบูซะ 2(Hayabusa2) ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยริวกุ(Ryugu)เป็นช่วงเวลาสั้นๆแล้วยิงกระสุนใส่พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยให้ฝุ่นฟุ้งเพื่อเก็บเป็นตัวอย่างแล้วสู่ตำแหน่งที่ควบคุมได้ 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของแจกซาต่างลุ้นอยู่หน้าจอข้อมูลระหว่างยานกำลังลงจอดบนดาวเคราะห์และต่างตบมือกันดังลั่นเมื่อได้รับสัญญาณจากยานฮายาบูซะ2ว่ายานได้ลงจอดแล้วโดย ยูอิชิ ซูดะ (YuichiTsuda) ผู้จัดการโครงการฮายาบูซะ2เผยแก่สื่อว่าประสบความสำเร็จในการส่งยานลงจอดและยานยังยิงกระสุนเพื่อเก็บตัวอย่างฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยด้วย

สำหรับดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เชื่อว่าบรรจุสสารอินทรีย์และน้ำปริมาณมหาศาลจากยุคระบบสุริยะเริ่มก่อกำเนิดเมื่อประมาณ4.6พันล้านปีก่อนซึ่งยานฮายาบูซะ 2จะยิงกระสุนอิมแพคเตอร์(impactor)เพื่อระเบิดวัตถุที่อยู่ใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยริวกุเพื่อเก็บตัวอย่างสดของดาวเคราะห์น้อยที่ยังไม่ได้สัมผัสลมสุริยะและรังสี

นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าตัวอย่างที่เก็บมานั้นจะให้คำตอบเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานบางอย่างเกี่ยวชีวิตและเอกภพซึ่งรวมถึงข้อสงสัยที่ว่าองค์ประกอบพื้นฐานใดที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตกำเนิดบนโลก

ภาพจากกล้องบนยานฮายาบูซะ 2 ขณะยานอยู่สูงจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย 30 เมตร โดยเห็นเงาของยานทาบบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยบริเวณด้านซ้ายบน (Handout / NAGOYA UNIVERSITY / JAXA / TOKYO UNIVERSITY / KOCHI UNIVERSITY / RIKKYO UNIVERSITY / CHIBA INSTITUTE OF TECHNOLOGY / MEIJI UNIVERSITY / AIZU UNIVERSITY / NATIONAL INSTITUTE OF ADVANCED INDUSTRIAL SCIENCE AND TECHNOLOGY / AFP )

ภาพจากกล้องบนยานฮายาบูซะ 2 ขณะยานอยู่สูงจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย 30 เมตร โดยเห็นเงาของยานทาบบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยบริเวณด้านซ้ายบน (Handout / NAGOYA UNIVERSITY / JAXA / TOKYO UNIVERSITY / KOCHI UNIVERSITY / RIKKYO UNIVERSITY / CHIBA INSTITUTE OF TECHNOLOGY / MEIJI UNIVERSITY / AIZU UNIVERSITY / NATIONAL INSTITUTE OF ADVANCED INDUSTRIAL SCIENCE AND TECHNOLOGY / AFP )

 

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

 

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000018654  (กลุ่มที่6)

 

โลกนี้อยู่ยาก ไปอยู่ดาวอังคารกันดีไหม… อีลอน มัสก์ ชวนคนขายบ้าน แล้วย้ายไปอยู่ดาวอังคาร

โลกนี้อยู่ยาก ไปอยู่ดาวอังคารกันดีไหม... อีลอน มัสก์ ชวนคนขายบ้าน แล้วย้ายไปอยู่ดาวอังคาร

ความหวังที่จะเดินทางไปดาวอังคาร จะเป็นการผจญภัยอย่างยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน องค์กรอย่าง NASA ทำงานหนักเพื่อพามนุษย์ไปดาวอังคาร ส่วนทางฝั่งของบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX ก็วางเดิมพันเอาไว้สูงสำหรับการเดินทางระหว่างโลกกับดาวอังคาร

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยหัวเรือหลักของ SpaceX อย่างคุณ อีลอน มัสก์ ได้สัญญาเอาไว้ว่าการไปสร้างอาณานิคมแล้วใช้ชีวิตบนดาวอังคาร จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตเราอย่างแน่นอน รวมถึงตัวเขาเองอาจจะย้ายไปอยู่ดาวอังคารในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ แต่เรื่องที่หลายๆ คนสงสัยคือ ต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อการเดินทางไปใช้ชีวิตบนดาวอังคาร? และตอนนี้ อีลอน มัสก์ ก็มีคำตอบให้แล้ว

และเขาได้ตอบคำถามนี้ผ่านทวิตเตอร์ โดยเขาบอกว่าค่าตั๋วเดินทางไปดาวอังคาร นั้นน่าจะมีราคาต่ำกว่า $500,000 (ประมาณ 15.6 ล้านบาท) หรืออาจจะต่ำกว่า $100,000 ด้วยซ้ำไป (3.1 ล้านบาท) โดยคิดราคาเฉพาะตั๋วเที่ยวไป และเดินทางกลับโลกได้ฟรี ตามรายละเอียดการโพสต์ทวิตเตอร์ของเขาดังนี้

SPEXcast@SPEXcast

What are the estimated costs for tickets to Moon/Mars accounting for reusability?

Elon Musk

@elonmusk

Very dependent on volume, but I’m confident moving to Mars (return ticket is free) will one day cost less than $500k & maybe even below $100k. Low enough that most people in advanced economies could sell their home on Earth & move to Mars if they want.

615 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้

โดยใจความสำคัญคือ ราคาค่าตั๋วขึ้นอยู่กับว่ามีคนร่วมเดินทางไปด้วยมากน้อยขนาดไหน และ อีลอน มัสก์ บอกว่ามันเป็นราคาค่าตั๋วที่ถูกมากพอที่คนมีฐานะ จะสามารถขายบ้านบนโลกแล้วเอาเงินมาซื้อตั่วไปดาวอังคารได้

ซึ่งคำยืนยันของเขาหนักแน่นมาก แต่ในความเป็นจริงคือ มนุษยชาติยังต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศอีกอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ เพื่อที่จะไปถึงจุดที่เราสามารถส่งคนไปเหยียบดาวอังคารเป็นครั้งแรก และเมื่อถึงช่วงเวลานั้น บริษัทอย่าง SpaceX และองค์กรอย่าง NASA ต้องตัดสินใจว่าอย่างไร และเมื่อไหร่ การสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารจึงเกิดขึ้น

และอีกหนึ่งคำถามใหญ่คือ มนุษย์จะมีคุณภาพชีวิตในระดับไหนเมื่อไปอยู่บนดาวอังคาร โดยที่คุณ อีลอน มัสก์ เคยกล่าวว่าการเดินทางเที่ยวแรกๆ ไปดาวอังคารนั้นมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตระหว่างการเดินทางทำให้มันเป็นการผจญภัยอย่างแท้จริง และการใช้ชีวิตบนดาวอังคารยังเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงสำหรับคนที่ไปอยู่ที่นั่น ไม่ได้ไปนั่งๆ นอนๆ ชมวิวอย่างสบายใจแน่นอน

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15797.html

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ในช่วงเวลานี้ ทางฝั่งองค์กรด้านอวกาศของจีน โดดเด่นมากๆ กับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรถสำรวจอวกาศ Chang’e-4 ลงจอดและทำการสำรวจบนด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา) มีการทดลองปลูกพืชบนดวงจันทร์ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วการปลูกพืชจะล้มเหลวลงในเวลาอันรวดเร็ว และความเคลื่อนไหวล่าสุด กับภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่รวมดวงจันทร์แบบเต็มดวง และโลกอยู่ร่วมช็อตเดียวกัน เป็นผลงานภาพถ่ายจากดาวเทียม Longjiang-2 ที่โคจรรอบดวงจันทร์ คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่า

ส่วนทางฝั่ง NASA หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษก่อนกับโครงการ Apollo ดูเหมือนว่า ดวงจันทร์จะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาให้ความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งโครงการ Apollo นั้นชัดเจนว่าเป็นโครงการที่ดูแล และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่สถานการณ์ในตอนนี้ มีหลายๆ สิ่งเปลี่ยนไป และการร่วมมือกับชาติอื่น หรือองค์กรธุรกิจที่สนใจด้านการสำรวจอวกาศนั้น กลายเป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับ NASA เพื่อให้โครงการด้านการสำรวจอวกาศดำเนินต่อไปได้

และในตอนนี้ NASA ได้เตรียมการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในทศวรรษหน้า และหน่วยงานด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา ได้แสวงหาความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีด้านอวกาศรูปแบบใหม่ ที่ทำให้การเดินทางในห้วงอวกาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น และยังสามารถเดินทางได้บ่อยๆ อีกด้วย

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

โดยการโพสต์ข้อความของทาง NASA ระบุว่า พวกเขายินดีต้อนรับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อการสร้างจรวดหรือระบบยานอวกาศ ที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อนำนักบินอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์ และพาพวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดย NASA ต้องการสร้างระบบการเดินทางที่ยั่งยืน “เพื่อการเดินทางไป และกลับจากดวงจันทร์” โดยทาง NASA ระบุถึงความจำเป็นในการมี Gateway

โดยที่ Gateway เป็นสถานีอวกาศที่อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ โดยมีหน้าที่เป็นจุดพักของมนุษย์ที่จะเดินทางไปยังพื้นผิวของดวงจันทร์ และเป็นจุดพักของมนุษย์ที่เดินทางกลับมาจากดวงจันทร์ ก่อนที่จะกลับโลกอีกด้วย ซึ่ง Gateway จะมีขนาดเล็กกว่า สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station (ISS) แต่ลูกเรือต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวๆ ถึง 3 เดือนต่อครั้งเลยทีเดียว

ด้วยการมี Gateway จะทำให้การส่งมนุษย์ไปแวะเวียนเพื่อทำการสำรวจต่างๆ บนดวงจันทร์เป็นอะไรที่ง่ายมากๆ โดยที่นักบินอวกาศ สามารถเก็บวัตถุดิบจากผิวดวงจันทร์เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ด้วย

แนวคิดของทาง NASA อยู่เหมือนยังเป็นไอเดียเริ่มต้น แต่ทาง NASA ก็พยายามเริ่มหมุนฟันเฟืองนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมี SpaceX เป็นพันธมิตรหลักในช่วงเริ่มต้น และการร้องหาความร่วมมือจากองค์กรธุรกิจ นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขององค์การด้านการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกา และมันน่าจะช่วยเร่งความเร็วให้ NASA ในการส่งคนกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะเป็นการส่งคนไปดวงจันทร์ได้บ่อยๆ อีกด้วย

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15783.html

จีน มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ แก้ปัญหาแดดหุบ แดดไม่แรง ไฟไม่พอ

จีน มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ แก้ปัญหาแดดหุบ แดดไม่แรง ไฟไม่พอ

สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศ หรือ Academy of Space Technology แห่งประเทศจีน กำลังทำโปรเจคเกี่ยวกับการสร้างสถานีอวกาศ ที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แล้วส่งพลังงานไฟฟ้ากลับมายังโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยโครงการนี้มีความสำคัญ ที่ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในขณะที่เมฆครึ้ม ท้องฟ้าไม่แจ่มใส ด้วยความที่แผงโซลาร์เซลล์นั้นติดตั้งอยู่บนสถานีอวกาศที่โคจรอยู่เหนือระดับความสูงของเมฆ และไม่ถูกรบกวนด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนของโลกนั่นเอง

โดยที่มีการวางแผนเอาไว้ว่าจะมีการเริ่มทดลองในช่วงก่อนปี 2025 และการสร้างพลังงานสะอาดจากห้วงอวกาศนั้น แสดงให้เห็นว่าจีนมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในเรื่องการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น และยังเป็นการประกาศว่า จีนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีด้านอวกาศไม่แพ้ใครอีกด้วย

ความท้าทายใหญ่ที่สุดในการสร้างโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ลอยอยู่ในอวกาศคือ จะส่งพลังงานไฟฟ้ากลับมาโลกได้อย่างไร? โดยนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้กำลังหาทางออก

จีน มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ แก้ปัญหาแดดหุบ แดดไม่แรง ไฟไม่พอ

โดยในเวลานี้ วิธีการที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การส่งพลังงานไฟฟ้ากลับมายังสถานีบนโลกในรูปแบบของ คลื่นไมโครเวฟ หรือไม่ก็ ลำแสงเลเซอร์ และด้วยความสามารถในการส่งพลังงานไฟฟ้าจากอวกาศกลับมายังพื้นโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถนำพลังงานไฟฟ้าจากอวกาศ มาใช้งานได้ไม่ต่างอะไรจากพลังงานที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าบนโลกเลย

โดยตามการรายงานของสื่อ The Sydney Morning Herald ระบุว่า ถ้าแผนการปล่อยโรงงานไฟฟ้าสู่ห้วงอวกาศดำเนินไปด้วยดี รวมถึงระบบการส่งพลังงานกลับมายังโลกทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น นักวิทยาศาสตร์จีนก็มีแผนขั้นต่อไป กับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ในช่วงปี 2050

นอกจากการส่งพลังงานกลับมายังโลกแล้ว ก็ยังเป็นไปได้ที่โรงงานไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ลอยในห้วงอวกาศนี้ จะทำการส่งพลังงานไปให้ยานอวกาศที่เดินทางออกไปสำรวจห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ในระยะทางที่มันสามารถส่งพลังงานไปได้

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15836.html

สื่อจีนเปิดตัวผู้ประกาศข่าวใหม่ ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์แทนคน

สื่อจีนเปิดตัวผู้ประกาศข่าวใหม่

สื่อจีนเปิดตัวผู้ประกาศข่าวใหม่ ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์แทนคน

สื่อจีนเปิดตัวผู้ประกาศข่าวใหม่ – วันที่ 21 ก.พ. เดลีเมล์รายงานว่า ซินหัว สถานีข่าวในกำกับของรัฐบาลจีน เตรียมเปิดตัวผู้ประกาศข่าวสาวซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ใหม่อีกหนึ่งคน สร้างขึ้นตามรูปร่างของผู้ประกาศข่าวตัวจริงของสถานี ภายในเดือนมี.ค.นี้

 

เอไอผู้ประกาศข่าวสาวคนใหม่ล่าสุดของซินหัวนั้นสร้างขึ้นตามลักษณะรูปกายของนางกู๋ เมิ่ง พัฒนาร่วมกันระหว่างซินหัวกับเว็บไซต์ Sogou.com มีความสามารถในการอ่านตัวอักษรจีนและออกเสียงได้เหมือนกับผู้ประกาศข่าวมืออาชีพ

“สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันเป็นเอไอผู้ประกาศข่าวหญิงคนแรกของโลก พัฒนาโดยซินหัวและเว็บไซต์ Sogou.com ชื่อ ซิน เสี่ยวเมิ่ง ค่ะ” เอไอระบุ

การเปิดตัวเอไอ ซิน เสี่ยวเมิ่ง ของทางซินหัว เกิดขึ้นหลังซินหัวเพิ่งเปิดตัวเอไอผู้ประกาศข่าวชาย ชื่อ จาง จ้าว ซึ่งอ่านข่าวภาษาอังกฤษ

และเอไอผู้ประกาศข่าวชาย อ่านข่าวภาษาจีน ชื่อ เก๋อ ห่าว เมื่อเดือนพ.ย. 2562 ที่การประชุมเวิลด์ อินเตอร์เน็ต คอนเฟอเรนซ์ ที่นครหวู่เจิ้น มณฑลเจ้อเจียง

 

เอไอผู้ประกาศข่าวชาย เก๋อ ห่าว ซึ่งทางซินหัวเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว สร้างขึ้นตามรูปกายของนายซิน เสี่ยวห่าว ผู้ประกาศข่าวชายของซินหัวเอง มีความสามารถอ่านข่าวภาษาจีนขณะยืนและแสดงท่าทางต่างๆ ได้สมจริง โดยเอไอจะทำหน้าที่แสดงลักษณะของสีหน้าและรีมฝีปากให้สอดคล้องกับการออกเสียง

ซินหัว ระบุว่า เทคโนโลยีเอไอประกาศข่าวมีข้อได้เปรียบกว่าผู้ประกาศข่าวที่เป็นมนุษย์ เพราะสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถปรากฎตัวได้ในหลายแพล็ตฟอร์มพร้อมๆ กัน อาทิ โทรทัศน์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์

ทำให้ทางสถานีลดต้นทุนการผลิตรายการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ โดยเฉพาะกรณีมีข่าวด่วนเกิดขึ้น นอกจากนี้ ทางสถานีข่าวจีน ระบุว่า เอไอผู้ประกาศข่าวของค่ายนั้นอ่านข่าวไปแล้วถึง 3,400 ข่าว คิดเป็นเวลาออกอากาศมากกว่า 10,000 ชั่วโมงแล้ว หลังเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2561

ด้านกระแสตอบรับของชาวจีนนั้นค่อนข้างมีแนวโน้มไปในทางบวก ขณะที่กลุ่มที่ไม่นิยมนั้นกังวลว่าจะทำให้ผู้ประกาศข่าวต้องตกงานในอนาคตหรือไม่ และบางส่วนมองว่าเสียงของเอไอยังไม่เป็นธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน จีนกำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนาทางด้านเอไอของโลก โดยเฉพาะในมิติของธุรกรรม สาธารณสุข และอุตสาหกรรมการผลิต

มีการนำความสามารถในการเรียนรู้ของเอไอมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย ซึ่งสถาบันแม็กคินซีย์ โกลบอล คาดว่าจะทำให้จีนมีร้อยละการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มร้อยละ 0.8-1.4 ต่อปี

ที่มา  https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_2234480

ลือหนัก NVIDIA เตรียมปล่อยการ์ดจอ GTX รุ่นใหม่อีก 3 รุ่น

ลือหนัก NVIDIA เตรียมปล่อยการ์ดจอ GTX รุ่นใหม่อีก 3 รุ่น

หลังจากเพิ่งเปิดตัว RTX 2060 ไปได้ไม่นาน ล่าสุดมีข่าวลือหลุดออกมาอีกแล้ว ว่าทาง NVIDIA มีแผนที่จะปล่อยการ์ดจอสถาปัตยกรรมแบบ Turing รุ่นใหม่ อย่างน้อยอีก 3 รุ่น คือ GTX 1660 Ti, GTX 1660 และGTX 1650

ว่ากันว่า GTX 1660 Ti จะใช้ GPU รหัส TU116 มาพร้อม 1,536 CUDA cores  และแรมขนาด 6GB GDDR6 คาดว่าราคาจะเปิดมาที่ $279 (ประมาณ 8,850 บาท) เพื่อมาท้าชนกับ RX590 ของค่าย AMD สำหรับ GTX 1660 Ti น่าจะเปิดตัวในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

และในเดือนมีนาคม NVIDIA น่าจะเปิดตัว GTX 1660 ที่เป็นทายาทสืบทอดต่อจาก GTX 1060 โดยคาดว่าจะมี 1,280 CUDA Cores เท่าเดิม พร้อมแรม 3GB/6GB GDDR5 สำหรับราคาน่าจะอยู่ที่ $229 (ประมาณ 7,300 บาท)

ส่วนการ์ดจอรุ่นสุดท้าย คือ GTX 1650 ที่น่าจะมาแทนที่ GTX 1050 นั่นเอง คาดว่าจะเปิดตัวช่วงท้ายเดือนมีนาคม ในราคา $179 (ประมาณ 5,670 บาท)

แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับ ว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น จะมาจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่แน่นอน ใครที่กำลังคิดจะซื้อการ์ดจอใหม่อยู่ หากไม่รีบก็รอดูท่าทีก่อนสักพักก็อาจจะดีนะ
ที่มา : fudzilla.com

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อุปกรณ์กล้องแบบใหม่ที่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของพืชที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร โดยอาศัยหลักการที่ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีรูปแบบการสะท้อนแสงที่แตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต และในวันหนึ่ง อาจมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการส่องหาพืชที่อยู่บนดาวดวงอื่นอันไกลโพ้น

โดยอุปกรณ์กล้องต้นแบบมีชื่อว่า TreePol spectropolarimeter ซึ่งเป็นผลงานจากการวิจัยยาวนานนับปีของนักชีววิทยาชาวเนเธอร์แลนด์นามว่า Lucas Patty จากสถาบันการศึกษา Vrije Universiteit Amsterdam และถ้าแนวคิดของเขาเกิดใช้งานได้จริงขึ้นมา ลำแสงที่มีระนาบบิดเกลียวอาจจะทำให้เราสามารถส่องค้นหาสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นอันไกลโพ้นได้เลย

โดยในรายงานล่าสุด รวมถึงข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก คุณ Lucas Patty อธิบายว่า ปรากฏการณ์ Chirality (ความแตกต่างของโครงสร้างระดับโมเลกุล) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิต นั้นส่งผลกระทบโดยตรงกับรูปแบบการสะท้อนแสงของมัน ทำให้เกิดการสะท้อนแสงแบบระนาบวงกลม อันเป็นเอกลักษณ์การสะท้อนแสงของสิ่งมีชีวิต

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

ขอบคุณภาพประกอบจาก Lucas Patty

และเพื่อทดสอบแนวคิดนี้ คุณ Lucas Patty เริ่มทำการทดสอบอุปกรณ์ของเขาในห้องแลป เมื่อปี 2015 อุปกรณ์ของเขาสามารถตรวจจับแสงสะท้อนอันมีเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต ได้จากใบไม้ของต้นไม้เลื้อย และใบของต้นไทร

ต่อมา เขาได้นำกล้อง TreePol spectropolarimeter ไปลองใช้งานนอกห้องแลป ติดตั้งอุปกรณ์ของเขาบนหลังคาตึก และลองดูสิว่ามันจะสามารถตรวจจับสัญญาณจากต้นหญ้าบนสนามบอลของมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ แต่เขากลับต้องประหลาดใจ เพราะกล้องของเขาไม่สามารถตรวจจับสัญญาณใดๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ของเขาด้อยประสิทธิภาพแต่อย่างใด…

คุณ Lucas อธิบายว่า “เมื่อเจอความผิดพลาด ผมเลยลงไปเดินดูที่สนามฟุตบอล แล้วพบว่ามันเป็นสนามบอลที่ใช้พื้นหญ้าเทียม ทำให้ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณได้”

หญ้าเทียมนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆ คือไม่มีความแตกต่างในระดับโมเลกุล ทำให้รูปแบบการสะท้อนแสงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับพืชที่ตายแล้วก็จะสูญเสียคุณสมบัติความแตกต่างในระดับโมเลกุลไป ทำให้อุปกรณ์นี้ไม่สามารถตรวจจับได้เช่นกัน และจากการทดสอบในขั้นต่อมาของ คุณ Lucas พบว่าอุปกรณ์กล้องของเขา สามารถตรวจพบสัญญาณของพืชที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตรได้เลย

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

ขอบคุณภาพประกอบจาก Lucas Patty

เทคโนโลยีนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตด้วยการใช้เทคโนโลยีทางด้านแสง และในวันหนึ่ง ผลงานของ คุณ Lucas อาจช่วยให้เกิดเทคโนโลยีที่สามารถเฝ้าดูพืชผลทางการเกษตรจากระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน หรือดาวเทียม และอาจจะก้าวหน้ามี่ถึงขั้นที่สามารถส่องออกดูไปนอกโลกได้เลยทีเดียว

คุณ Lucas และทีมนักวิจัยที่ร่วมงาน ได้เขียนรายละเอียดในรายงานว่า “ในบริบทของ ชีววิทยาดาราศาสตร์ (การศึกษาการมาถึงและวิวัฒนาการของระบบชีววิทยาในเอกภพ) การค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตในต่างดาวด้วยเทคโนโลยีทางด้านแสง นั้นเป็นสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญมาก และเมื่อเปรียบเทียบวิธีการนี้ กับวิธีการอื่นๆ คือ มันไม่มีการตรวจพบที่เป็นเท็จ (การตรวจพบที่เป็นเท็จคือ การจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตได้ ทั้งๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง)”

และยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายเพื่อการยกระดับความสามารถของเทคโนโลยีนี้ แต่โดยหลักการแล้ว นักวิจัยคิดว่ามันเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในวงการ ชีววิทยาดาราศาสตร์

“ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการนำอุปกรณ์นี้ไปลองค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งเป็นดาวที่มีสภาพพื้นผิว และสภาพบรรยากาศที่แตกต่างกันไป รวมถึงศึกษาการใช้งานบนโลกเพื่อเพิ่มความสามารถ และค้นหาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีนี้”
ที่มา : www.sciencealert.com

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Opensignal หน่วยงานวิจัยอิสระทางด้านประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุดทาง Opensignal ได้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4G ใน 77 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทำวิจัยนี้ด้วย โดยมีกราฟที่น่าสนใจดังนี้

สามารถคลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

โดยเป็นกราฟเปรียบเทียบความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ของแต่ละประเทศ (หน่วยความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลคือ Mbps) โดย ค่าสีส้ม คือความเร็วต่ำสุดในช่วงวัน ในส่วน ค่าสีน้ำเงิน คือความเร็วสูงสุดในช่วงวัน โดยประเทศประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ในระดับท็อปๆ หัวตารางคือ เกาหลีใต้ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 55.7 Mbps และต่ำสุดที่ 40.8 Mbps และประเทศ สิงคโปร์ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดที่ 54.7 Mbps และต่ำสุดที่ 41.4 Mbps

ส่วนประเทศไทย ค่าความเร็วการดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย 4G นั้นอยู่ท้ายๆ ตาราง (ตามที่ขีดเส้นสีแดง) โดยความเร็วการดาวน์โหลดสูงสุดในช่วงวันอยู่ที่ 11.7 Mbps และค่าความเร็วต่ำสุดในช่วงวันอยู่ที่ 6.0 Mbps

***หมายเหตุ : คาดว่าที่ค่าความเร็วเฉลี่ย 4G ของไทย วัดออกมาได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ใช้งานชาวไทยบางส่วนได้ใช้แอพฯ ของ Opensignal ทำการทดสอบความเร็วเน็ต 4G ในช่วงที่แพ็กเกจข้อมูลหมด ทำให้ความเร็วดรอปลงค่อนข้างมาก ฉุดให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

อีกหนึ่งกราฟจาก Opensignal ที่น่าสนใจคือ การแสดงค่าความเร็วเฉลี่ยการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของการที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G พร้อมๆ กัน โดยข้อมูลการวิเคราะห์จาก Opensignal ชี้ชัดว่าความเร็วของระบบ 4G เริ่มลดลงทันทีในเวลาที่ผู้คนเริ่มตื่นนอน (และเริ่มหยิบมือถือมาเล่น) โดยเริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 เป็นต้นไป (4 am) ซึ่งผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือโดยทั่วไป นั้นใช้ระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ความเร็วกันในกลุ่มผู้ใช้งาน ยิ่งมีคนเข้าใช้งานพร้อมๆ กัน ความเร็วจะถูกหารแบ่งกันไป ทำให้ความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลลดลง และกราฟความเร็วลดลงต่ำสุดในช่วงเวลา 3 ทุ่ม (9 pm) ก่อนที่ความเร็วจะดีดกลับไปสูงขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มเข้านอน

ซึ่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่มีความผันผวนเป็นอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นผลจากความหนาแน่นของจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งค่าความเร็วที่ลดลง เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการใช้งานกับแอพพลิเคชั่น รวมถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้งานข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบายในยุคถัด อย่างเช่น การประชุมจากระยะไกลที่ต้องการส่งข้อมูลทั้งภาพ และเสียงในระดับความละเอียดสูง เสมือนว่าผู้เข้าร่วมการประชุมมานั่งร่วมอยู่ในห้องเดียวกัน การประยุกต์ใช้เครือข่ายไร้สายในรูปแบบนี้ ต้องการความเร็วและความเสถียรในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งถ้าขาดความเร็วและเสถียรภาพ ก็ไม่อาจทำให้การใช้งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นข้อจำกัดของการสื่อสารข้อมูลแบบ 4G ในยุคปัจจุบัน โดยที่ระบบเครือข่ายการสื่อสื่อสารข้อมูลแบบ 5G ที่นอกจากจะมีความเร็วที่สูงกว่า 4G แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ความเสถียรในการสื่อสารข้อมูลในระดับความเร็วสูงที่ทำได้ดีกว่า

ดยในทางทฤษฎีแล้ว เครื่องข่าย 5G สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 20 Gpbs (กิกะบิตต่อวินาที) ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ Massive MIMO และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ 10 Gpbs กับการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน

ในขณะที่เครือข่าย 4G ทำความเร็วได้สูงสุดได้เพียง 100 Mbps ในช่วงที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง (อย่างเช่นการใช้งานมือถือในขณะที่นั่งรถ หรือรถไฟ) และทำความเร็วได้ 1 Gbps ในช่วงที่อยู่กับที่ หรือตอนที่เรากำลังเดิน
ที่มา : opensignal.com , th.wikipedia.org