คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2019

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

ช่วงปลายปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์จีนนาม He Jiankui ได้ประกาศข่าวฉาวว่า ทารกแฝดที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม ได้รับการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอย่างปลอดภัย โดยเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมของตัวอ่อนมนุษย์ ที่ฝ่ายพ่อของเด็กติดเชื้อโรคเอดส์ HIV โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เครื่องมือตัดต่อพันธุกรรมที่มีชื่อว่า CRISPR เพื่อลบลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่าง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แต่ในตอนนี้มีความเคลื่อนไหวใหม่ที่น่าสนใจ เมื่อนักวิจัยเชื่อว่า ทารกแฝดหญิงที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และได้รับการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอย่างปลอดภัยนั้น อาจจะเกิดผลข้างเคียงอย่างสำคัญกับสมองของเด็ก จากความเป็นไปได้ที่มีการลบยีนที่มีชื่อว่า CCR5 ออกไป อาจทำให้เด็กแฝดมีความฉลาดมากกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าสมมติฐานนี้จะเป็นความจริงหรือไม่

การรายงานจากสื่อ MIT Technology Review ระบุว่า ทารกแฝดหญิงที่มีชื่อว่า Lulu และ Nana ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ที่มีการลบยีน CCR5 ออกไปในตอนที่ยังเป็นตัวอ่อน และยีนตัวนี้ทำหน้าที่ยับยั้งการเรียนรู้ของสมอง และการสังเกตผลในโลกแห่งความจริงนั้นก็ชี้ชัดว่า การที่ไม่มียีน CCR5 นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความฉลาดในห้องเรียน

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

โดยที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการดัดแปลงพันธุกรรมตัวอ่อนมนุษย์ ไม่ให้รายละเอียดอย่างชัดเจนว่า เขาตั้งใจจะดัดแปลงเพื่อให้เด็กมีความฉลาดเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมถึงไม่ได้ชี้แจงว่า เขามีความเชื่อว่ายีน CCR5 ส่งผลกับความฉลาดของมนุษย์ และข่าวคราวล่าสุดที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีข่าวอื้อฉาวรายนี้คือ เขาถูกจับกุมตัวโดยหน่วยงานรัฐของประเทศจีน และกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินโทษ

และในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าทารกแฝดหญิงที่เพิ่งลืมตามาดูโลกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จะมีความฉลาดเป็นพิเศษจริงหรือไม่ โดยนักวิทยาศาสตร์บอกว่า ต้องรอจนกว่าแฝดหญิงโตกว่านี้จึงจะสามารถชี้วัดได้อย่างชัดเจน

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่ดี ที่ว่าทำไมชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาพันธุศาสตร์ จึงต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์ เพราะมันมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำได้นั่นเอง

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15888.html

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

การทำน้ำดื่มให้สะอาดและปลอดภัย นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าที่หลายๆ คนคิดกัน การฆ่าเชื้อโรคในน้ำให้สะอาดหมดจดนั้นเป็นอะไรท้าทายมาก และกระบวนการฆ่าเชื้อในน้ำดื่มที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นอะไรที่ใช้ต้นทุนสูง และส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แต่ในตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์จากจีน ได้คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม โดยการใช้วัตถุดิบพิเศษและแสงแดดเพียงเล็กน้อยเพื่อการฆ่าเชื้อโรคในน้ำปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เวลาเพียงนิดเดียวเท่านั้นในการฆ่าเชื้อ โดยผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ Chem

และตามการรายงานของสื่อ ScienceAlert ระบุว่า นักวิทยาศาศตร์ ประสบความสำเร็จในการใช้วัตถุดิบแบบพิเศษที่มีชื่อเรียกว่า Graphitic Carbon Nitride ที่เมื่อมันได้รับแสงอัลต้ราไวโอเลต ก็จะมีการสร้างโมเลกุลที่มีชื่อเรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS) ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค โดยนักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า วิธีการใหม่นี้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคในน้ำปริมาณ 2.5 แกลลอน (9.5 ลิตร) ได้ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

โดยทีมงานได้ทดสอบระบบนี้ด้วยการทำความสะอาดน้ำที่มีเชื้อโรค และเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที พบว่าเชื้อโรคกว่า 99.9999% ซึ่งรวมถึงเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ถูกกำจัดไปจนแทบจะหมดสิ้น โดยกระบวนการฆ่าเชื้อแบบใหม่นี้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่ากระบวนการฆ่าเชื้อสำหรับน้ำดื่มที่ถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงช่วยลดโอกาสที่น้ำดื่มจะถูกปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนักได้ด้วย

***E. coli  (Escherichia coli) หรือชื่อเรียกในภาษาไทยว่า อี. โคไล เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

โดยคุณ Dan Wang ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยนี้กล่าวว่า “วิธีใหม่ในการฆ่าเชื้อให้กับน้ำดื่มด้วยแสงอาทิตย์นี้ สามารถช่วยลดการขาดแคลนน้ำดื่มเพื่อการบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้ด้วย” โดยทีมงานเชื่อว่า วิธีการของพวกเขา สามารถใช้งานร่วมกับกระบวนการอื่นๆ ในการทำน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค อย่างเช่นการใช้วัสดุกรองน้ำ รวมถึงการปรับค่า pH ของน้ำ ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงในกระบวนการผลิตน้ำดื่ม

 

ที่มา :  https://news.thaiware.com/15899.html

มาตรฐาน USB 3.2 ประกาศแล้ว มาพร้อมกับชื่อที่ชวนสับสน

มาตรฐาน USB 3.2 ประกาศแล้ว มาพร้อมกับชื่อที่ชวนสับสน

ในที่สุด USB Implementers Forum (USB-IF) ก็ได้ประกาศมาตรฐานใหม่ของพอร์ต USB ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วในชื่อ USB 3.2 โดยมันรองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้สูงถึง 20Gbps ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีช่องทางรับส่งข้อมูลขนาด 10Gbps จำนวน 2 ช่อง ทำงานควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็คือ ทาง USB-IF ได้ตั้งชื่อมาตรฐานใหม่ได้ชวนสับสนแบบสุดๆ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลองมองย้อนไปในอดีต มาตรฐาน USB เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายมาก

  • USB 1.1 (12Mbps)
  • USB 2.0 (480Mbps)
  • USB 3.0 (5Gbps)

แต่เรื่องมันเริ่มเข้าใจยากตอนที่ประกาศใช้งานมาตรฐาน USB 3.1 ที่มีความเร็วในการทำงานขยับไปอยู่ที่ 10Gbps หากมองตามหลักการแบบมนุษย์ปกติมันก็ควรจะเป็นชื่อแบบนี้

  • USB 3.0 (5Gbps)
  • USB 3.1 (10Gbps)

ทว่า ทาง USB-IF ไม่เอาแบบนั้น เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นแบบนี้

  • USB 3.1 Gen 1 (5Gbps)
  • USB 3.1 Gen 2 (10Gbps) และมีชื่อทางการตลาดว่า SuperSpeed USB 10Gbps

แค่นี้เราว่ามันก็ชวนงงมากพอแล้ว แต่ USB-IF ได้พยายามทำให้เรื่องมันชวนงงยิ่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้เขาได้ประกาศเปลี่ยนชื่อให้ USB 3.1 ที่มีอยู่แล้วให้เป็นชื่อ USB 3.2 แทน (ความเร็วเท่าเดิม แค่เปลี่ยนชื่อเฉยๆ) ดังนี้ครับ

  • USB 3.1 Gen 1 เปลี่ยนเป็น USB 3.2 Gen 1 (5Gbps)
    ชื่อทางการตลาด SuperSpeed USB
  • USB 3.1 Gen 2 เปลี่ยนเป็น USB 3.2 Gen 2 (10Gbps)
    ชื่อทางการตลาด SuperSpeed USB 10Gbps
  • และมาตรฐานใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวใช้ชื่อว่า USB 3.2 Gen 2x2 (20Gbps)
    ชื่อทางการตลาด SuperSpeed USB 20Gbps

คุณผู้อ่านล่ะ คิดว่าการตั้งชื่อแบบนี้ชวนงงเหมือนเราบ้างหรือเปล่า?

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15908.html

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม 4 ชั้น ม.5 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป ความสวยงามและน่ากลัวของฟ้าผ่า

large

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม 4 ชั้น ม.5  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป ความสวยงามและน่ากลัวของฟ้าผ่า

คลิกที่นี่  ฟรี

คลิป ความสวยงามและน่ากลัวของฟ้าผ่า

คลิก facebook

อิสราเอลสร้างประวัติศาสตร์ส่งจรวดสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

 

A SpaceX Falcon 9 rocket lifts off with Israel's Lunar Lander and an Indonesian communications satellite at space launch complex 40, Thursday, Feb. 21, 2019, in Cape Canaveral, Fla. (AP Photo/Terry Renna)

A SpaceX Falcon 9 rocket lifts off with Israel’s Lunar Lander and an Indonesian communications satellite at space launch complex 40, Thursday, Feb. 21, 2019, in Cape Canaveral, Fla. (AP Photo/Terry Renna)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อิสราเอลประกาศความสำเร็จด้านอวกาศ หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งยานสำรวจดวงจันทร์ขึ้นสู่อวกาศได้เป็นครั้งแรก เมื่อค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และจะทำให้อิสราเอล เป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่ส่งยานสำรวจดวงจันทร์ได้

ยานสำรวจดวงจันทร์ของอิสราเอล ถูกบรรจุอยู่ในจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ ที่ปล่อยจากฐานยิงจรวดในเคป คานาเวรัล ของสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นไปพร้อมกับดาวเทียม 2 ตัว จากอินโดนีเซียและดาวเทียมของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

The SpaceIL lunar module, an unmanned spacecraft, is on display in a special "clean room" where the space craft is being developed, during a press tour of their facility near Tel Aviv, Israel, Monday, Dec. 17, 2018. (AP Photo/Ariel Schalit)

The SpaceIL lunar module, an unmanned spacecraft, is on display in a special “clean room” where the space craft is being developed, during a press tour of their facility near Tel Aviv, Israel, Monday, Dec. 17, 2018. (AP Photo/Ariel Schalit)

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ร่วมชมความสำเร็จด้านอวกาศของอิสราเอล เมื่อค่ำวานนี้ด้วย และกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาอันน่าภาคภูมิใจของอิสราเอล

ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้อิสราเอล กลายเป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่สามารถส่งยานสำรวจไร้คนขับขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้ ตามหลังรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน

โครงยานสำรวจดังกล่าวจะไม่มีนักบินอวกาศเข้าร่วมอยู่ด้วย และเป็นการควบคุมโดยบริษัทเอกชน คือ ศูนย์อุตสาหกรรมการบินและอวกาศในอิสราเอล ผู้เป็นเจ้าของงบลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ และคาดว่ายานสำรวจจะลงจอดบนดวงจันทร์ได้ ประมาณวันที่ 11 เมษายนนี้

ที่มา:https://www.voathai.com/a/israeli-spacecraft-makes-history-with-successful-moon-launch/4800582.html

ครั้งแรก! ไทยส่งผลึกโปรตีนมาลาเรียทดลองบนสถานีอวกาศญี่ปุ่น

ครั้งแรก! ไทยส่งผลึกโปรตีนมาลาเรียทดลองบนสถานีอวกาศญี่ปุ่น

จิสด้า จับมือไบโอเทค ส่งผลึกโปรตีนมาลาเรีย ไปทดลองบนสถานีอวกาศของญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกของไทย คาดจะถูกส่งขึ้นไปในช่วงเดือนก.ค.นี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วานนี้ (20 ก.พ.2562) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ส่งมอบโปรตีนให้กับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ณ เมืองสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบคุณภาพของสาร และเตรียมส่งขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station : ISS ภายใต้โครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ National Space Exploration : NSE ของจิสด้า เพื่อให้ได้ผลึกโปรตีนที่มีความสมบูรณ์มากกว่าบนพื้นโลกสู่การพัฒนายาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.อัมรินทร์ พิมพ์หนู หัวหน้าโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จิสด้า กล่าวว่า งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนและคัดเลือกเพื่อนำไปทดลองในอวกาศในครั้งนี้เป็นงานวิจัยของปี 2561 ที่มีชื่อว่า “การวิเคราะห์การตกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อการพัฒนายาต้านมาลาเรีย จากนักวิจัยของไบโอเทค นำทีมโดย ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ จะถูกนำไปตกผลึกในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยใช้อุปกรณ์ทดลองภายในโมดูล KIBO ของ JAXA ซึ่งถือได้ว่าเป็นความพยายามตกผลึกโปรตีนเพื่อรักษาโรคมาลาเรียครั้งแรกของโลกด้วย

“เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ส่งผลงานวิจัยไปทดลองยังสถานีอวกาศนานาชาติและคาดว่าจะมีการส่งผลงานวิจัยประเภทอื่นๆ ที่ผ่านการคัดเลือกไปทดลองบนอวกาศ”

โดยการทดลองจะเพื่อนำผลที่ได้มาเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุงให้สามารถใช้ประโยชน์ได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยจิสด้า และ JAXA มีการประสานความร่วมมือกันอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนอวกาศโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือโมดูลอวกาศ KIBO ที่ติดตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์สำหรับการทดลองในอวกาศหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ปลูกผลึก อุปกรณ์เลี้ยงสัตว์น้ำ เตาหลอม เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับการทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

สำหรับการนำส่งโปรตีนในครั้งนี้จะถูกส่งไปกับจรวดของบริษัท SpaceX เร็วที่สุดภายในเดือนก.ค.2562 โดยจะเทียบท่า ณ สถานีอวกาศนานาชาติ ISS และนำส่งเข้าสู่ห้องปฏิบัติการอวกาศ Kibo Module ของ JAXA ทันที การทดลองตกผลึกโปรตีนในสภาวะไร้น้ำหนักนี้

คาดว่าจะได้ผลึกที่มีความสมบูรณ์มากกว่าทดลองบนโลก และช่วยให้นักวิจัยสามารถทราบข้อมูลของโครงสร้างผลึกโปรตีนได้ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนายาต้านโรคมาลาเรียชนิดใหม่ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ทำหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยของไบโอเทค กล่าวว่า สำหรับการทดลองครั้งนี้ ต้องการปลูกผลึกเอนไซม์โปรตีน DHFR-TS ที่พบในเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งทำให้เกิดโรคมาลาเรีย จะถูกนำไปตกผลึกในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อวิเคราะห์หาโครงสร้างของผลึกที่สมบูรณ์

โดยการปลูกผลึกในสถานีอวกาศนี้จะให้ผลึกที่มีลักษณะแตกต่างจากการปลูกผลึกบนโลก เนื่องจากไม่มีแรงโน้มถ่วง ซึ่งผลึกที่ปลูกบนอวกาศมักจะมีขนาดใหญ่กว่า สมบูรณ์กว่า และสามารถนำไปพัฒนาเป็นยาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/277873

แซนดิสก์และไมครอนจ่อเปิดตัวพร้อมกัน การ์ดหน่วยความจำเสริมความจุ 1 เทร่าไบต์

แซนดิสก์และไมครอนจ่อเปิดตัวพร้อมกัน

แซนดิสก์และไมครอนจ่อเปิดตัวพร้อมกัน การ์ดหน่วยความจำเสริมความจุ 1 เทร่าไบต์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แซนดิสก์และไมครอนจ่อเปิดตัวพร้อมกัน – วันที่ 27 ก.พ. เอ็กซ์ตรีมเทครายงานว่า แซนดิสก์ และไมโคร ผู้พัฒนาเทคโนโลยีหน่วยความจำเสริมประเภทการ์ดไมโคร เอสดี เตรียมเปิดตัวการ์ดรุ่นใหม่ที่สามารถจุกข้อมูลได้ถึง 1 เทร่าไบต์ (TB) หรือกว่า 1,000 กิกะไบต์ (GB) สนนราคาที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 14,000 บาท!

ความจุดังกล่าวถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของการ์ดไมโคร เอสดี ที่ล่าสุดนั้นอยู่ที่ 400 GB ขณะที่บรรดาอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่หลายค่ายสนับสนุนการ์ดชนิดดังกล่าวถึงความจุระดับ 2 TB ไปแล้ว โดยทั้งสองค่ายคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายการ์ดรุ่นดังกล่าวพร้อมๆ กันในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้

ไมครอน ระบุว่า การ์ดดังกล่าวของค่ายใช้เทคโนโลยี NAND แบบควอด-เลเวล เซลล์ หรือคิวแอลซี ถึง 96 เลเยอร์ ขณะที่ทางแซนดิสก์ถูกคาดว่าน่าจะใช้เทคโนโลยีคล้ายกัน

แต่จะมีความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 160 เมกะไบต์ต่อวินาที (MB/s) และอ่าน 90 MB/s ส่วนของทางไมครอนจะอยู่ที่ 100 และ 95 MB/s ตามลำดับ ผ่านมาตรฐาน A2 สามารถรันแอพพลิเคชั่นได้

ที่มา  https://www.khaosod.co.th/smartphone-gadget/news_2256079

หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ

Snow bale

เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ snow roller ซึ่งหิมะม้วนทับถมกันจนมีรูปทรงคล้าย เค้กแยมโรล ในแถบชนบทของอังกฤษ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายไบรอัน เบย์ลิสส์ เป็นผู้พบและถ่ายภาพ snow roller ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาของเขาในมณฑลวิลต์เชียร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

นายเบย์ลิสส์ เล่าว่า ตอนแรกที่เห็น snow roller จำนวน 6 ลูกนั้น เขาคิดว่ามันเป็นฝีมือของคน แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยเท้าคนเหยียบย่ำเข้าไปในบริเวณนั้นเลย

Snow bale

นายเอียน เฟอร์กัสสัน ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของบีบีซีบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ “ยากมาก” เพราะ snow roller ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีหิมะตก แต่จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพอากาศที่เหมาะสม และมีลมแรงพอเหมาะที่จะพัดให้หิมะกลิ้งทับถมกันไปจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้น

Snow bale

“นี่คือภาพที่งดงามอย่างแท้จริง” นายเฟอร์กัสสันกล่าว พร้อมระบุว่า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิด snow roller นั้นคือ ที่ลาดบริเวณภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม มีหิมะตกลงมาเป็นชั้นบาง ๆ เหนือชั้นของน้ำแข็ง ประกอบกับมีอุณหภูมิ, ระดับความชื้น และความเร็วลมที่พอเหมาะ เพราะหากกระแสลมแรงหรือเบาจนเกินไป หิมะจะไม่ม้วนจับตัวเป็นก้อนนั่นเอง

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47108544

 

นาซาจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง

Science Update : นาซาจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง

สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซา กำลังเร่งแผนการกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะใช้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ หวังว่า จะสามารถส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์ได้ภายในปี 2028 และครั้งนี้ การกลับไปสำรวจดวงจันทร์จะไปเพื่อประจำบนดวงจันทร์เลย ไม่ใช่ไปเพื่อปักธง ย่ำรอยเท้าและกลับโลกโดยไม่กลับไปอีกเลยเป็นเวลา 50 ปี อย่างที่เกิดขึ้น การไปสำรวจครั้งนี้ จะแตกต่างจากคณะสำรวจของประเทศอื่นๆ โดยจะทำในลักษณะแบบยั่งยืน จะมีมนุษย์เดินทางไป-มาระหว่างดวงจันทร์เป็นประจำและสม่ำเสมอ มนุษย์คนสุดท้ายที่ไปเดินบนดวงจันทร์คือ ยูจีน เคอร์แนน เมื่อเดือนธันวาคม 1972 ในปฏิบัติการของยานอะพอลโล 17 ก่อนที่จะส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่นี้ นาซามีเป้าหมายที่จะส่งยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2024 และเปิดให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้ด้วย

ที่มา:https://www.naewna.com/lady/395928

อีก 13 ปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ถือกำเนิดขึ้น

เป็นเวลากว่า 150 ปี ที่เนบิวลา Eta Carinae ได้อวดโฉมความสวยงามบนอวกาศให้มนุษย์โลกเรารับชม แต่อีกประมาณ 13 ปีข้างหน้า เราอาจจะสังเกตได้ยากขึ้น เพราะมันจะสว่างมากกว่าเดิม ในปี 1847 ได้มีการตรวจพบการแผ่รังสีแกมม่าขนาดใหญ่จากนอกโลก ภายหลังรู้ว่าเป็นการระเบิดขนาดใหญ่ (Hypernova) จากกลุ่มแก๊สฝุ่นเนบิวลา Eta Carinae (แต่การระเบิดจริงอาจเกิดขึ้นก่อนนั้น เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใช้เวลาในการเดินทางหลายปี) และเมื่อความสว่างคงที่ ณ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น Eta Carinae เคยเป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างลำดับที่ 2 รองจาก Sirius อีกด้วย

ซ้าย – ภาพกลุ่มเนบิวลา Eta Carinae ในปัจจุบันถ่ายด้วย Hubbleขวา – ภาพจำลองในปี 2032 ของ Eta Carinae โดยที่ดาวฤกษ์ของมันจะสว่างบดบังส่วนที่เป็นฝุ่นและแก๊ส ©Jeff Heinrich, University of Montreal

Eta Carinae ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ โดยในวันที่ตรวจจับได้ ความสว่างของการระเบิดสามารถเห็นได้แม้กระทั่งในตอนกลางวัน และภาพที่ตรวจจับได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศก็เผยให้เห็นลำของการระเบิดคล้ายรูปดัมเบล เรียกว่า Homunculus แปลว่า Little Man หรืออาจมองเห็นภาพเด็กน้อยแรกเกิดก็ได้

ด้วยลักษณะเด่นของ Eta Carinae นี้เองทำให้มันเป็นหนึ่งในเนบิวลาที่ถูกถ่ายภาพบ่อยครั้งที่สุด และในอีก 13 ปีข้างหน้า หรือปีคริสต์ศักราช 2032 (บวกลบ 4 ปี) ความสวยงามในแง่รายละเอียดของโครงสร้างเนบิวลา และสีสันจะถูกลดทอนด้วยความสว่างมาก ๆ ของดาวฤกษ์ 2 ดวง (Binary Star System) ที่กำลังก่อเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า (งานวิจัยบ่งชี้ว่าจะสว่างมากกว่าเดิม 10 เท่า)

ทั้งนี้งานวิจัยอัพเดทใหม่จากนักวิจัย 17 คน นำโดยนักดาราศาสตร์ Augusto Damineli ชาวบราซิลเชื่อว่า จริง ๆ แล้วดาวฤกษ์ที่จะถือกำเนิดขึ้นอาจไม่ได้สว่างขึ้นด้วยตัวของมันเอง แต่อาจเป็นเพราะกลุ่มแก๊สที่บดบังดาวฤกษ์นั้นค่อย ๆ ขยายตัวออกจนจางลง และแสงจากดาวฤกษ์จึงแผ่มายังโลกด้วยความเข้มมากยิ่งขึ้น

ที่มา:https://www.thaiphysicsteacher.com/new-brightness-star-in-future/