คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2019

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ 2 ระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 1 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และคลิป แตะกระแสไฟฟ้าพลาสม่า ในสโลโมชั่น!!

large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book   ฟิสิกส์ 2 ระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 1  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ  และคลิป  แตะกระแสไฟฟ้าพลาสม่า ในสโลโมชั่น!!

ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่ 

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิป  แตะกระแสไฟฟ้าพลาสม่า ในสโลโมชั่น!!

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยานอวกาศ PSP กำลังสำรวจบรรยากาศของดวงอาทิตย์

ภาพจำลองเหตุการณ์เมื่อยาน Parker Solar Probe เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ (AFP)ภาพจำลองเหตุการณ์เมื่อยาน Parker Solar Probe เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ (AFP)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

NASA ได้ยิงจรวด Delta IV นำยานอวกาศชื่อ Parker Solar Probe (PSP) ที่หนัก 685 กิโลกรัม มูลค่า 45,000 ล้านบาท ออกจากฐานยิงที่ Cape Canaveral ในรัฐ Florida ของสหรัฐอเมริกาไปสำรวจบรรยากาศเหนือผิวดวงอาทิตย์ และพยายามตอบคำถามที่ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้บรรยากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า อุณหภูมิที่ผิวถึง 200 เท่า (ในกรณีโลก บรรยากาศโดยเฉลี่ยมีอุณหภูมิต่ำกว่าที่ผิว คือ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว) 

นอกจากนี้ยานก็จะหาคำตอบด้วยว่า ลมสุริยะ (solar wind) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุ เช่น อิเล็กตรอน และโปรตอนที่เดินทางจากดวงอาทิตย์สู่โลกด้วยความเร็ว 800 กิโลกรัม/วินาทีนั้นพุ่งสู่โลกได้ด้วยกลไกอะไร ยาน PSP ยังมีความประสงค์จะศึกษาโครงสร้างสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ด้วย เพราะการเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะทำให้นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สามารถทำนายโอกาสการเกิดพายุสุริยะ (solar storm) ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถ้าพายุสุริยะพัดรุนแรง การคมนาคมสื่อสารบนโลกจะถูกกระทบกระเทือนหนัก ดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่ในอวกาศอาจถูกพายุถาโถมพัดจนกระเด็นหลุดจากวงโคจร และยานที่มนุษย์อวกาศใช้ในการเดินทางไปดวงจันทร์ และดาวอังคารอาจถูกพายุร้อนเผาจนสิ้นสภาพได้

ยานอวกาศนี้มีชื่อแรกว่า Parker ตามชื่อของ Eugene Parker ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ในสังกัดมหาวิทยาลัย Chicago ในสหรัฐอเมริกา ผู้พยากรณ์เป็นคนแรกว่า ธรรมชาติมีลมสุริยะ ที่พัดจากดวงอาทิตย์สู่โลก

หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปประมาณ 8 สัปดาห์ ยาน PSP ก็ได้เดินทางถึงดาวศุกร์ แรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์ก็ได้ชะลอความเร็วของยานให้พอเหมาะ เพื่อนำยานเข้าสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่าง 24 ล้านกิโลเมตร จากนั้นยานได้โคจรอ้อมผ่านดวงอาทิตย์ และดาวศุกร์อีก 6 ครั้ง เพื่อปรับวิถีโคจรเป็นวงรีให้ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ที่ระยะทาง 6.2 ล้านกิโลเมตร และไกลที่สุดที่ระยะทาง 10.9 ล้านกิโลเมตร (ที่ระยะทางใกล้และไกลเช่นนี้ยาน PSP จึงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพุธ) โดยมีคาบการโคจรเท่ากับ 88 วัน

ภาพขณะส่งยาน Parker Solar Probe จากฐานปล่อยจรวด (AFP) ภาพขณะส่งยาน Parker Solar Probe จากฐานปล่อยจรวด (AFP)

ความจริงการเดินทางไปสำรวจดวงอาทิตย์ที่ระยะใกล้มากเช่นนี้ องค์การ NASA ของสหรัฐฯ ได้ดำริจะทำตั้งแต่ปี 1958 หลังจากที่สหรัฐฯ ตกตะลึงกับความสำเร็จของรัสเซียในการปล่อยดาวเทียม Sputnik ดวงแรกของโลก แต่ความฝันจะไปดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นจริง เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ จนกระทั่งปี 1976 NASA กับศูนย์วิจัยอวกาศของเยอรมนีจึงได้ร่วมกันพัฒนายาน Helios 2 ขึ้นมา เพื่อส่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่าง 40 ล้านกิโลเมตร (0.26 AU) คราวนี้ PSP จะทำลายสถิตินั้น เพราะจะโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มากที่ระยะห่างเพียง 0.04 AU (1 AU คือระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ซึ่งมีค่าเท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร) จึงใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพุธประมาณ 10 เท่า และใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่า Helios 2 ประมาณ 7 เท่า

ดังได้กล่าวแล้วว่า ความล่าช้าของโครงการเกิดจากปัญหางบประมาณ และเทคโนโลยีในการสร้างยาน ดังนั้น NASA จึงได้ปรับแผนโดยให้ยานโคจรห่างออกมาจากที่เคยกำหนดไว้เล็กน้อย แต่ให้โคจรเพิ่มจำนวนรอบของวงโคจร และใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานเพื่อให้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์บนยานสามารถทำงานได้ แทนการใช้สารกัมมันตรังสีที่มีราคาแพงมากเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ยาน ยาน PSP ยังมีแผงกำบังรังสีจากดวงอาทิตย์ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ยานร้อนจนเกินไป โดยให้ยานหมุนไปรอบตัวเองทุกวินาที เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่วยาน และใช้ระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าช่วยด้วย เพื่อไม่ให้ยานถูกเผาทั้งเป็น สำหรับวัสดุที่ใช้หุ้มยานนั้นเป็นแผ่น carbon-carbon ที่หนามีแผ่น carbon foam แทรกกลาง ซึ่งเวลาอุณหภูมิเพิ่มสูงมันจะแข็งขึ้น นี่เป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ NASA ใช้ในการหุ้มกระสวยอวกาศ เพราะได้มีการทดสอบแล้วว่า ในที่ๆ ไม่มีอ๊อกซิเจน แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 1400 องศาเซลเซียส แผ่น carbon-carbon ก็ไม่ลุกไหม้ แต่ถ้านำมาทดสอบบนโลก ซึ่งมีออกซิเจนอุดมสมบูรณ์ แผ่นฉนวนจะลุกไหม้ทันที เพราะบรรยากาศรอบดวงอาทิตย์แทบไม่มีออกซิเจนเลย ดังนั้น อุณหภูมิสูงจึงไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อฉนวนได้

นักฟิสิกส์ที่เชี่ยวชาญเรื่องดวงอาทิตย์ (heliophysicist) โดยเฉพาะ ได้รู้มาเป็นเวลานานแล้วว่า อุณหภูมิที่ผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส และความรู้ฟิสิกส์ก็ระบุว่า วัตถุยิ่งอยู่ห่างจากผิวที่ร้อนเพียงใด อุณหภูมิของวัตถุก็จะลดตาม แต่ในกรณีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิของบรรยากาศกลับสูงขึ้นถึงล้านองศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิที่ผิวมีค่าประมาณหกพันองศาเซลเซียส

ในการอธิบายสาเหตุนี้ นักฟิสิกส์ได้สังเกตเห็นว่าผิวของดวงอาทิตย์มีลักษณะไม่เรียบ คือ ขรุขระ พลุ่งพล่านเหมือนผิวน้ำเชื่อมที่กำลังเดือด เป็นเม็ด เป็นฟอง (ที่มีขนาดใหญ่เท่าประเทศไทย) และเคลื่อนที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา และในบางครั้งก็มีการระเบิดให้แสงสว่างจ้าที่ผิว นักฟิสิกส์หลายคนคิดว่า ฟองแก๊สร้อนมีพลังงานสูงมาก จึงอาจเป็นแหล่งให้กำเนิดลมสุริยะที่พุ่งออกมาจากผิวดวงอาทิตย์สู่โลก โดยลมจะเคลื่อนที่ไปตามทิศสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์

การไหลของกระแสอนุภาคที่มีประจุในลักษณะนี้ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถสร้างสนามแม่เหล็กในตัวของมันเองได้ อีกสนามหนึ่ง ซึ่งจะพุ่งเข้าไปในบรรยากาศเหนือดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนพลังงานจลน์ของอนุภาคเป็นพลังงานความร้อน อุณหภูมิของบรรยากาศจึงสูง

PSP มิได้เป็นเพียงโครงการเดียวที่กำลังศึกษาบรรยากาศของดวงอาทิตย์ สหรัฐฯ ยังมีอีกหนึ่งโครงการคือ Daniel K. Inouye Solar Telescope (DKIST) มูลค่า 113,000 ล้านบาทของ National Science Foundation ที่เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจกเว้ายาว 4 เมตร กล้องโทรทรรศน์อยู่บนเกาะ Maui ในฮาวาย โดยกล้องสามารถถ่ายภาพผิวของดวงอาทิตย์ได้อย่างคมชัด และจะเริ่มทำงานในปี 2020

เดิมกล้องโทรทรรศน์กล้องนี้ มีชื่อว่า Advanced Technology Solar Telescope แต่ในปี 2013 วุฒิสมาชิกของฮาวายชื่อ Daniel K. Inouye ได้เป็นหัวหอกในการชักนำให้ชาวเกาะ Maui ยอมรับให้มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์บนเกาะ ชื่อของกล้องจึงเปลี่ยนเป็น DKIST

ปัจจุบันกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ศึกษาดวงอาทิตย์สามารถเห็นบริเวณบนผิวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กที่สุดได้ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องการเห็นรายละเอียดมากกว่านั้น คือ ต้องการกล้องจุลทรรศน์ในการส่องดู และนี่ก็คือสิ่งที่ DKIST จะสามารถทำได้ เพราะจะเห็นบริเวณที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 กิโลเมตรได้ โดยเห็นการทำงานของเปลวไฟจากผิวดวงอาทิตย์ ขณะอยู่ในพลาสมา ซึ่งอาจตอบปริศนาได้ในที่สุดว่า เหตุใดอุณหภูมิของบรรยากาศ (corona) จึงสูงกว่าอุณหภูมิของผิว (photosphere) และการมีองค์ความรู้นี้จะช่วยชี้ทางสร้างปฏิกิริยา fusion บนโลก

ภาพ ยาน Parker Solar Probe ทะยานจากฐานปล่อยจรวด (AFP) ภาพ ยาน Parker Solar Probe ทะยานจากฐานปล่อยจรวด (AFP)


ในปี 2020 เดียวกันนี้ ยานอวกาศ Solar Orbiter มูลค่า 35,000 ล้านบาทขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ก็จะถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่ยาน Solar Orbiter จะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ที่ระยะ 0.28 AU ยานอวกาศลำนี้จะสำรวจรังสีที่มีพลังงานสูงจากบรรยากาศของดวงอาทิตย์

การมียานอวกาศ 3 ลำ คือ PSP, DKIST และ Solar Orbiter ทำงานในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน เป็นการตรวจสอบข้อมูลของกันและกัน ยานทั้งสามจะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศเหนือดวงอาทิตย์ ขณะผิวดวงอาทิตย์กำลังเดือดระอุ เพื่อจะได้รู้กลไกที่ทำให้มันมีอุณหภูมิสูง เพราะ DKIST จะรับรังสีอินฟราเรด และ Solar Orbiter จะรับรังสีอัลตราไวโอเลตกับรังสีเอ็กซ์ ส่วน PSP รับรังสีเอ็กซ์ และรังสีที่ตาเห็น ยานทั้งสามจึงทำงานที่จะให้ผลเติมเต็มกัน

นอกจากปริศนาเรื่องอุณหภูมิของพลาสมาที่สูงผิดปกติแล้ว ลมสุริยะเองก็มีธรรมชาติที่เป็นปริศนาเช่นกัน เพราะได้มีการพบว่า ความเร็วของลมสุริยะขณะเคลื่อนที่ออกห่างจากผิวดวงอาทิตย์แทนที่จะช้าลง และมีอุณหภูมิน้อยลง กลับสูงขึ้นนั่นแสดงว่า จะต้องมีอะไรบางอย่างได้ออกมาขับเคลื่อนลมสุริยะ และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ PSP จะต้องหาคำตอบ

เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 ก่อนที่ จะมีการปล่อยยาน PSP ห้องปฏิบัติการของ NASA ได้เชิญ Eugene Parker วัย 91 ปี มาดูยาน PSP ที่จะถูกส่งไปศึกษา Solar Wind ตามที่ Parker ได้เคยพยากรณ์ว่ามี ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีก่อน หลังจากที่ Parker ได้เห็นหางของดาวหางว่า ชี้ไปในทิศที่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และอธิบายว่า เพราะฝุ่นของดาวหางถูกลมสุริยะพุ่งชน

ในเวลานั้น ความคิดนี้ได้ถูกโต้แย้ง และงานวิจัยของ Parker เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถูกห้ามมิให้ลงตีพิมพ์เผยแพร่
ภาพ ยาน Parker Solar Probe หลังถูกปล่อยจากฐานปล่อย (AFP)ภาพ ยาน Parker Solar Probe หลังถูกปล่อยจากฐานปล่อย (AFP)

ถึงวันนี้ ความคิดของ Parker ได้เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ลมสุริยะมีจริง มีความสำคัญ และจะมีบทบาทมากในการวางแผนเดินทางของมนุษย์อวกาศไปดวงจันทร์และดาวอังคาร เพราะถ้ามีการระเบิดที่ผิวดวงอาทิตย์อย่างรุนแรง (solar flare) มวลของพลาสมา (แก๊สที่แตกตัวเป็นไอออน) ที่มากมหาศาลจะถูกขับออกมา (coronal mass ejection CME) ซึ่งถ้า CME เดินทางถึงโลก ระบบการคมนาคมบนโลกจะถูกกระทบกระเทือน การส่งกระแสไฟฟ้าในเมืองต่างๆ จะหยุดชะงัก ดังในปี 1967 เมื่อการสื่อสารในสหรัฐฯ ติดขัด กองทัพอากาศสหรัฐฯ คิดว่า รัสเซียกำลังเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ โดยการทำลายระบบคมนาคมก่อน ทางสหรัฐฯ จึงเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ แต่ปรากฏว่า ระบบเรดาร์ที่ใช้ในการเตือนภัยได้ติดขัดแต่ไม่นาน ก็เริ่มทำงานได้ตามปกติ CME เป็นตัวการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้

ภาพดวงอาทิตย์จากมุมมองบนโลก (LOIC VENANCE / AFP)ภาพดวงอาทิตย์จากมุมมองบนโลก (LOIC VENANCE / AFP)


คำถามที่น่าสนใจคือ CME ที่ขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อใด เวลาที่เกิดจะนานเพียงใด และความเสียหายจะมีมากน้อยเพียงใด ถึงวันนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้เลย เพราะเรารู้แต่เพียงว่า ถ้า CME มา มันไม่บอกอะไรใครเลย ดาวเทียม NOAA ที่ใช้สำรวจลมสุริยะ ปัจจุบันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 0.99 AU ดังนั้น CME จากดวงอาทิตย์อาจเดินทางถึงโลกได้ภายในเวลา 15 นาที การรู้เวลาที่ CME มาโดย PSP, DKIST และ Solar Orbiter จะทำให้ชาวโลกทุกคนรู้สึกสบายใจ เพราะมีเวลาเตรียมตัวดีขึ้น และถ้า CME เดินทางมาถึงโลกจริง ทุกคนก็หวังว่า มันคงไม่พุ่งผ่านยานอวกาศทั้งสาม คือ PSP, DKIST และ Solar Orbiter

ที่มา: https://mgronline.com/science/detail/9620000008588

 

สิ่งมีชีวิต “วิวัฒนาการถอยหลัง” ได้จริงหรือ?

ฝูงเพนกวินจักรพรรดิบนเกาะสโนว์ฮิลล์ ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ปรากฏการณ์ที่พืชหรือสัตว์บางชนิดจะค่อย ๆ สูญเสียลักษณะที่ซับซ้อนในร่างกาย ทั้งที่ลักษณะดังกล่าวเป็นผลจากวิวัฒนาการที่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีกว่าจะได้มานั้น หลายคนอาจสงสัยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่า “วิวัฒนาการถดถอย” (Devolution) นี้คืออะไรกันแน่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า นกกีวีซึ่งเป็นนกที่บินไม่ได้และเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่พบในนิวซีแลนด์เท่านั้น อาจกำลังเริ่มมีวิวัฒนาการถดถอย จากนกสายตาดีกลายเป็นนกตาบอดสนิท โดยนกกีวีบางกลุ่มมีประชากรจำนวนมากที่สูญเสียการมองเห็นหลังออกหากินและใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนเป็นหลัก ซึ่งในสภาพที่มืดสนิทเช่นนั้น สายตาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน การรับสัมผัสและดมกลิ่นที่บริเวณจะงอยปากยาวของมัน กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

มีผู้ตั้งคำถามในเรื่องวิวัฒนาการถดถอยทางเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ Metafact.io ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางชีววิทยาหลายรายมาให้คำตอบ ในจำนวนนี้รวมถึงโดนัลด์ แม็กไนต์ นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ของออสเตรเลียด้วย

นายแม็กไนต์อธิบายว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่เขาไม่อยากให้เรียกมันว่า วิวัฒนาการถดถอย เพราะคำนี้สื่อความหมายไปในทางที่ผิด โดยชี้เป็นนัยว่า วิวัฒนาการนั้นต้องมีทิศทางที่แน่นอน และมุ่งไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ดีกว่าหรือก้าวหน้ากว่าเดิมอย่างตายตัว ทั้งที่ความจริงในธรรมชาติมิได้เป็นเช่นนั้น

เพนกวินว่ายน้ำ

“วิวัฒนาการถดถอย แท้ที่จริงก็คือวิวัฒนาการตามปกติ ซึ่งการคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ในปัจจุบัน” นายแม็กไนต์กล่าว

“อย่างเช่นเพนกวินซึ่งดูเหมือนมีวิวัฒนาการถดถอย จากบรรพบุรุษนกที่รูปร่างเพรียวลมและมีปีกบินได้ กลายมาเป็นนกอ้วนที่อยู่ติดพื้น ดำน้ำหาปลาและบินไม่ได้อีกต่อไป แต่นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพนกวินในทุกวันนี้ โดยเป็นลักษณะที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงเผ่าพันธุ์และมีโอกาสขยายพันธุ์ได้มากที่สุดวิวัฒนาการที่นำไปสู่การมีปีกบินได้ จึงไม่ใช่เป้าหมายของสัตว์จำพวกนกเสมอไป”

ฟองน้ำเป็นสัตว์มีอายุเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ด้านแคธริน ฮอลล์ นักชีววิทยาประจำศูนย์วิทยาศาสตร์และพิพิธภัณฑ์รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า ได้พบวิวัฒนาการถดถอยในฟองน้ำทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งสูญเสีย “ขวาก” (Spicule) อันเป็นโครงร่างค้ำจุนที่ซับซ้อนด้านในไป ทั้งที่เป็นอวัยวะส่วนที่มีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่งต่อฟองน้ำทะเลส่วนใหญ่

“ขวากเป็นอวัยวะที่เกิดจากวิวัฒนาการนับหลายล้านปี แต่เมื่อมันหายไปก็ไม่ได้ทำให้ฟองน้ำชนิดนี้มีอันต้องเดือดร้อนหรือสูญพันธุ์ ตรงกันข้าม พวกมันกลับไปเจริญเติบโตได้ดีตามแนวซอกหินเล็ก ๆ ที่พื้นทะเล โดยสามารถปรับรูปร่างให้เติมเต็มซอกหินได้ดีขึ้น ทำให้พื้นทะเลแน่นขึ้น และมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มาอาศัยร่วมด้วย สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นการก้าวถอยหลังของเผ่าพันธุ์ก็คงจะไม่ถูกต้อง”

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47039943

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book พลังงานนิวเคลียร์เกิดจากอะไร ทำไมจึงมีพลังงานมหาศาล ของสำนักพิมพ์ OoKBee และคลิปลับ ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในอดีต

Cover (1)

      ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book พลังงานนิวเคลียร์เกิดจากอะไร ทำไมจึงมีพลังงานมหาศาล ของสำนักพิมพ์ OoKBee และคลิปลับ ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในอดีต

      1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิปลับ ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในอดีต

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ตูบ‘เอไอ’เฝ้าบ้าน : เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ตูบ‘เอไอ’เฝ้าบ้าน

ตูบ‘เอไอ’เฝ้าบ้าน – อิซุมิ คาวานิชิ ประธานโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัทโซนี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยความคืบหน้าของ “ไอโบะ” หุ่นยนต์สุนัขแสนรู้ประจำบ้าน ที่มาพร้อมรูปลักษณ์เหมือนลูกสุนัขหน้าตาบ้องแบ๊ว ขนาดสูง 30 เซนติเมตร

ดวงตาหลอดแอลอีดีสื่อสารความรู้สึก และส่วนหูที่กระดิกเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ แสดงความรู้สึกเพื่อตอบสนองปฏิกิริยาที่ได้รับจากเจ้าของ เช่น การชมเชย ส่งยิ้มให้ และการลูบหัว ไอโบะยังเรียนรู้ได้ด้วยว่าการแสดงท่าทาง และการตอบสนองแบบใดที่ทำให้เจ้าของมีความสุข

ตูบ‘เอไอ’เฝ้าบ้าน

จากนั้นระบบเอไอจะวิเคราะห์ ก่อนประเมินผลเพื่อเก็บเป็นข้อมูลอ้างอิง และสั่งการเมื่อไอโบะสื่อสารกับเจ้าของ

ปัจจุบันมีไอโบะสีขาววางจำหน่ายเพียงสี เดียว แต่จะเพิ่มสีน้ำตาล-ขาวอีกแบบในวันที่ 1 ก.พ. หุ่นยนต์ตูบตัวนี้มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จดจำภาพใบหน้าสมาชิกในครอบครัวได้มากถึง 10 คน และจะพัฒนาให้เป็นสื่อกลางสำหรับเฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวของสมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงวัย

โดยทำงานผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต ผ่านกล้องความละเอียดสูงที่ติดตั้งบนส่วนจมูกและหางของไอโบะ

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_2138126

อธิษฐานสิจ๊ะ ญี่ปุ่น ปล่อยดาวเทียมสร้างฝนดาวตกสวยๆ แต่ทำไมมีคนไม่ปลื้ม

 

อธิษฐานสิจ๊ะ ญี่ปุ่น ปล่อยดาวเทียมสร้างฝนดาวตกสวยๆ แต่ทำไมมีคนไม่ปลื้ม

ใครที่ชอบชื่นชมความงดงามของปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่ก็หงุดหงิดที่ความสวยงามเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นในสถานที่ หรือในเวลาที่เราเฝ้าดูได้ง่ายๆ ไม่แน่ว่าดาวเทียมแบบใหม่ของญี่ปุ่นอาจเป็นสิ่งที่คุณกำลังรออยู่

ไม่ต้องรอคอยปรากฏการณ์ฝนดาวตกสวยๆ ที่จะเกิดขึ้นนานทีปีหนอีกต่อไป เพราะดาวเทียมดวงนี้สามารถสร้างฝนดาวตกที่สวยงาม แค่เพียงเราสั่งงานมันเท่านั้น ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว ดาวเทียมดวงนี้สามารถสร้างฝนดาวตกได้ง่ายๆ แค่เพียงสั่งงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างฝนดาวตกจำลองมันจะง่ายขนาดนั้นเลยจริงไหม เป็นอะไรที่ต้องทดลองให้รู้กันไป

โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่เบื้องหลังไอเดียดาวเทียมสร้างฝนดาวตกนี้มีชื่อว่า Astro Live Experiences (ALE) พวกเขาได้ทำการส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดแบบ Epsilon

จากระดับวงโคจรต่ำของโลก (Low-Earth orbit) ที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตรเหนือผิวโลก (248.6 ไมล์) และด้วยน้ำหนัก 65 กิโลกรัม ดาวเทียมนี้จะทำหน้าที่ปล่อยเม็ดโลหะขนาดเล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 1 ซม. ลงมายังโลก โดยเม็ดโลหะขนาดเล็กจะถูกเผาไหม้เมื่อเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลกคล้ายกับสะเก็ดดาวตก ทำให้เกิดเส้นไฟสวยงามปรากฏบนท้องฟ้าที่เห็นได้จากระยะไกลในรัศมี 200 กิโลเมตรบนโลก (124 ไมล์) และดาวเทียมแต่ละดวงจะบรรจุเม็ดโลหะเอาไว้ให้มากพอสำหรับการแสดงโชว์ได้หลายๆ ครั้ง และโปรเจคสร้างฝนดาวตกเทียมนี้มีชื่อว่า Sky Canvas

โดยคุณ Hiroki Kajihara จากบริษัท ALE กล่าวกับสื่อ Wired ว่า “เมื่อเปรียบเทียบกับดาวตกตามธรรมชาติ ดาวตกของเรานั้นน่าตื่นตา และเคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วที่ช้ากว่า ทำให้มองเห็นได้เป็นระยะเวลานาน”

แต่การจะสร้างดาวตกจำลองนั้นไม่ใช่อะไรที่ง่ายเลย

เพื่อให้เม็ดโลหะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ มันต้องการความเร็วที่มากพอ ดั้งนั้นเม็ดโลหะต้องถูกยิงออกมาจากดาวเทียม แทนที่จะเป็นการปล่อยให้มันหล่นลงมาเฉยๆ และต้องควบคุมแรงถีบจากการยิงให้เกิดขึ้นกับดาวเทียมให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ตำแหน่งของดาวเทียมเคลื่อนออกจากจุดที่มันควรจะอยู่

โดยทีมงานได้ออกแบบถังความดันแก๊สเพื่อใช้ยิงเม็ดโลหะออกไปที่ความเร็วสูงถึง 8 กิโลเมตรต่อวินาที และคุณ Adrien Lemal ซึ่งเป็นวิศวกรของ ALE กล่าวกับสื่อ BBC ว่า “สิ่งนี้ไม่เคยมีใครสร้างขี้นมาก่อนบนโลก และเราต้องแน่ใจว่ามันทำงานได้ดีในอวกาศ”

ทีมงานต้องการให้ดาวเทียมใช้งานได้อย่างจริงจังในปีหน้า พวกเขาหวังว่าจะได้จัดแสดงฝนดาวตกเหนือเมือง ฮิโรชิมะ เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี ที่เมืองนี้ถูกฝ่ายอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ก็ยังมีความกังวลจากหลายๆ ฝ่ายว่า ถ้าหากดาวเทียมของ ALE ตั้งองศาการยิงเม็ดโลหะผิดพลาด ก็อาจสร้างความเสียหายให้กับดาวเทียมดวงอื่นๆ ได้ โดยคุณ Moriba Jah จากโปรแกรมศึกษาวัตถุอวกาศจาก University of Arizona กล่าวกับสื่อ National Geographic ว่า “ก่อนที่เราจะเอาอะไรขึ้นไปบนอวกาศ เราต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะทำอะไรลงไป”

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15595.html

หลุมดำ ที่มีแรงดึงดูดมหาศาลจนแสงยังหนีออกมาไม่ได้ แต่บางสิ่งอาจหนีออกมาจากหลุมดำได้…

หลุมดำ ที่มีแรงดึงดูดมหาศาลจนแสงยังหนีออกมาไม่ได้ แต่บางสิ่งอาจหนีออกมาจากหลุมดำได้...

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วงการวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอีกขั้น กับการสร้างการทดลองที่อาจสามารถพิสูจน์การมีอยู่ของ “รังสีฮอว์กิ้ง” (Hawking radiation) ด้วยการใช้อุปกรณ์การทดลองแบบ Optical fibre analogue ซึ่งเป็นแบบจำลองทางฟิสิกส์ของหลุมดำที่ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองของสถาบัน Weizmann Institute of Science ในเมือง Rehovot ประเทศอิสราเอล และมีการรายงานว่าพวกเขาสามารถกระตุ้นให้เกิดการแผ่ รังสีฮอว์กิ้ง

ภายใต้หลักการของ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General relativity) หลุมดำเป็นสภาพที่ไม่สามารถมีสิ่งใดๆ หลบหนีออกมาได้ และเมื่อสิ่งใดๆ เดินทางผ่านขอบเขตที่เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) เข้าไป ก็จะไม่มีทางกลับออกมาได้อีก ด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงอันเข้มข้นมหาศาลของหลุมดำ ทำให้แม้แต่แสงซึ่งเป็นสิ่งที่เร็วที่สุดในจักรวาล ก็ยังไม่สามารถทำความเร็วไปจนถึงระดับที่จะหนีออกมาจากหลุมดำได้

และตามแนวคิดของ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จะไม่มีการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากหลุมดำ แต่นักฟิสิกส์เอกของโลกที่เพิ่งล่วงลับไปไม่นานอย่าง สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มของเขาในปี 1974 ได้นำเสนอทฤษฎีที่ว่า หลุมดำสามารถปลดปล่อยบางสิ่งออกมาได้ เมื่อนำหลักการของ กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum mechanics) เข้ามารวมในส่วนผสม

และทฤษฎีที่ว่า หลุมดำสามารถแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ นั้นถูกตั้งชื่อให้ว่า รังสีฮอว์กิ้ง ซึ่งเป็นอะไรที่คล้ายกับหลักการของ “การแผ่รังสีของวัตถุดำ″ (Black body radiation) อันเกิดจากสภาพอุณหภูมิภายในหลุมดำ ที่แปรผกผันกับมวลอันมหาศาลของมัน (ดูรายละเอียดในคลิปวีดีโอทางด้านล่าง)

โดยการแผ่รังสีนี้ เป็นผลพวงจากการที่หลุมดำเกิดสภาพการระเหยอย่างช้าๆ แต่ด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์แล้ว การแผ่รังสีนี้เกิดขึ้นในปริมาณที่เล็กน้อยมาก จนถึงขนาดที่ยังไม่มีเครื่องมือใดๆ สามารถตรวจจับได้ และเพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงเรื่อง รังสีฮอว์กิ้ง จึงไดเกิดการสร้างแบบจำลองทางฟิสิกส์ของหลุมดำขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งอุปกรณ์การทดลองนั้นก็เป็นลักษณะของถัง ที่สามารถสร้างการสั่นไหวให้เกิดกับของเหลว หรือแม้แต่คลื่นเสียง โดยอาศัยหลักการของ สสารควบแน่นโพส-ไอน์สไตน์* หรือการทดลองกับแสงที่อยู่ในสายไฟเบอร์ออปติก

สสารควบแน่นโพส-ไอน์สไตน์* หรือ Bose–Einstein condensate เกิดขึ้นเมื่อลดอุณหภูมิของธาตุลงให้ต่ำมากๆ โดยปกติจะสูงกว่าศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273.15 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นอุณหภูมิในทางทฤษฎีที่ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดการเคลื่อนไหวนิ่งสนิท มันทำให้พฤติกรรมที่โดยปกติจะเห็นได้ในระดับอะตอม ก็สามารถเห็นได้ในระดับที่กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้านำสสารควบแน่นโพส-ไอน์สไตน์มาใส่ในถ้วยแก้ว และรักษาระดับความเย็นให้เพียงพอ สสารดังกล่าวจะไหลคลานออกมาข้างนอกถ้วยแก้วด้วยตัวมันเอง

โดยนักฟิสิกส์อย่างคุณ Ulf Leonhardt กล่าวกับสื่อ Physics World ว่า “มันเกิดขึ้นในเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสร้างแบบจำลองของขอบฟ้าเหตุการณ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการจำลองด้วยแสง คลื่นน้ำ หรืออะตอมที่มีสภาพเย็นจัด” และเห็นได้ชัดเจนว่าการแผ่รังสีฮอว์กิ้ง นั้นไม่ส่งผลกระทบกับสภาพความโน้มถ่วงของหลุมดำ

โดยในเวลานี้ ตัวเลือกในการสร้างแบบจำลองของหลุมดำ เพื่อทดสอบการแผ่รังสีฮอว์กิ้ง นั้นใช้ระบบการสร้างแบบจำลองทางแสงที่มีความซับซ้อนในเส้นไฟเบอร์ออปติก ซึ่งแบบจำลองนี้ถูกพัฒนาโดยคุณ Ulf Leonhardt เองในปีก่อนๆ เพื่อเฝ้าดูการแผ่รังสีฮอว์กิ้งออกมาจากหลุมดำตามธรรมชาติ

แต่อย่างไรก็ดี การแผ่รังสีที่เกิดขึ้นในการทดลองนี้ เกิดจากกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากแหล่งภายนอก ซึ่งต่างจากการแผ่รังสีฮอว์กิ้งที่เกิดจากปัจจัยตามธรรมชาติภายในหลุมดำเอง โดยที่ไม่มีการกระตุ้นจากภายนอกแต่อย่างใด ทำให้ยังสรุปได้ยากว่าการทดลองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการแผ่รังสีฮอว์กิ้งออกมาจากหลุมดำได้จริงหรือไม่ ซึ่งข้อจำกัดทางด้านอุปกรณ์ ทำให้ยังเป็นไปได้ยากที่จะสร้างแบบจำลองของขอบฟ้าเหตุการณ์ ที่มีสภาพเหมือนจริงแบบเป๊ะๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณ Ulf Leonhardt ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการทดลองของพวกเขานั้น สามารถสร้างการ แผ่รังสีฮอว์กิ้ง ได้จริง

และผลการทดลองที่ออกมานั้นก็สร้างความแปลกใจให้กับทีมงานไม่น้อย เนื่องจากผลออกมาไม่เป็นตามคาด “จากการคำนวณของเรา การแผ่รังสีฮอว์กิ้ง นั้นต้องมีระดับที่รุนแรงกว่าผลการทดสอบที่เราได้รับ และสิ่งต่อไปที่เราจะทำคือ หาสาเหตุของความคลาดเคลื่อนนี้ และเราก็เปิดรับเสียงวิจารณ์ที่เห็นแย้งกับวิธีการทดลองของเรา″ คุณ Ulf Leonhardt กล่าวปิดท้าย

ที่มา : https://news.thaiware.com/15620.html

เสี่ยวหมี่ เปิดตัวสมาร์ตโฟน พับ 2 ตอน เครื่องแรกของโลก

เสี่ยวหมี่เปิดตัวสมาร์ตโฟนพับ2ตอนเครื่องแรกของโลก

เสี่ยวหมี่ เปิดตัวสมาร์ตโฟน พับ 2 ตอน เครื่องแรกของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เสี่ยวหมี่เปิดตัวสมาร์ตโฟนพับ2ตอนเครื่องแรกของโลก – วันที่ 24 ม.ค. เดลี่เมล์รายงานว่า เสี่ยวหมี่ หนึ่งในผู้นำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชื่อดังในประเทศจีน เปิดตัวสมาร์ตโฟน-แท็บเล็ตพับได้ 2 ตอน เครื่องแรกของโลก

เสี่ยวหมี่เปิดตัวสมาร์ตโฟนพับ2ตอนเครื่องแรกของโลก

โดยทางเสี่ยวหมี่ระบุว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อ และเป็นเครื่องตัวอย่างเท่านั้น แต่หากมีผู้สนใจจำนวนมากก็ยินดีผลิตออกมาจำหน่ายในอนาคต พร้อมขอให้ผู้ใช้โลกไซเบอร์ร่วมกันเสนอชื่อให้เครื่องรุ่นดังกล่าว

เสี่ยวหมี่เปิดตัวสมาร์ตโฟนพับ2ตอนเครื่องแรกของโลก

นายหลิน ปิน ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งเสี่ยวหมี่ ระบุผ่านเว่ยโป๋ โซเชียลมีเดียในจีน ว่าเครื่องรุ่นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทางวิศวกรของทางเสี่ยวหมี่สามารถเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจอภาพได้ ส่งผลให้ได้จอภาพที่มีความยืดหยุ่นและพับงอได้ โดยเครื่องที่นำมาแสดงนั้นน่าจะเป็นสมาร์ตโฟน-แท็บเล็ตพับแบบพับ 2 ตอน เครื่องแรกของโลก

คลิปเผยให้เห็นอุปกรณ์สื่อสารที่มีความบางเฉียบขนาดเท่าแท็บเล็ตในอัตราส่วน 4 ต่อ 3 จากนั้นเมื่อนำวางในแนวนอน (แลนด์สเคป) แล้วจะสามารถพับพื้นที่ทั้งสองข้างไปข้างหลังได้ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวเหลือพื้นที่จอภาพเท่ากับสมาร์ตโฟนทั่วไป อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวไม่มีกล้องถ่ายภาพ

การเปลี่ยนโหมดระหว่างแท็บเล็ตไปเป็นสมาร์ตโฟนของเครื่องดังกล่าวยังมีอาการกระตุกให้เห็น คาดว่าเป็นผลมาจากการดัดแปลง หมี่ยูไอ ของทางค่าย ตามที่นายปินย้ำว่าเป็นเพียงเครื่องต้นแบบสำหรับวิศวกรเท่านั้น และหากผลิตออกมาจริงๆ เสี่ยวหมี่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดกับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง หัวเว่ย และเลอโนโว

“แม้เครื่องที่ผมถืออยู่นี้จะเป็นแค่เครื่องต้นแบบแต่ก็อยากให้เอามาให้ลองชมกันดูครับ แล้วก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกคนด้วยนะ หากสนใจกันมากๆ ทางเราจะพิจารณาผลิตออกมาจำหน่ายในอนาคต อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากให้พวกเราช่วยกันเสนอไอเดียตั้งชื่อเครื่องรุ่นนี้กัน ส่วนตัวผมคิดไว้ 2 ชื่อครับ คือ เสี่ยวหมี่ ดูอัล เฟล็กซ์ กับเสี่ยวหมี่ มิกซ์ เฟล็กซ์” นายปิง กล่าว

สูดกลิ่นอาหารอุดมไขมันนานกว่า 2 นาที ช่วยลดความอยากกินของพาอ้วนได้

_105262399_bbchi048323790
ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันค้นพบวิธีง่าย ๆ ในการลดความอยากกินอาหารเลิศรสซึ่งส่วนใหญ่มีไขมันสูง อันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ โดยให้สูดดมกลิ่นหอมตลบอบอวลของอาหารอุดมไขมันดังกล่าวนานกว่า 2 นาทีขึ้นไป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาของสหรัฐฯ บอกว่า การได้สูดกลิ่นอาหารที่ให้พลังงานสูงเพียงชั่วขณะ จะทำให้เกิดความอยากกินจนยับยั้งไม่ได้ แต่การสูดดมกลิ่นอาหารไขมันสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ความต้องการกินอาหารนั้นลดลง จนสามารถเปลี่ยนใจหันไปเลือกบริโภคอาหารชนิดที่มีคุณค่ามากกว่าแทนได้ แม้จะมีกลิ่นและรสชาติที่น่ากินด้อยกว่าก็ตาม

ไขมันทรานส์ คืออะไร
กินอาหารครบ 3 มื้อ ก่อนบ่าย 3 โมง ช่วยลดน้ำหนัก-ดีต่อสุขภาพ
เหตุใดเราจึงชอบกินมันฝรั่งทอด
ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า กลิ่นหอมของอาหารอุดมไขมันสามารถไปกระตุ้นวงจรการให้รางวัลในสมอง ซึ่งสร้างความรู้สึกพึงพอใจเสมือนได้กินอาหารเลิศรสนั้นจริง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ หากบุคคลผู้นั้นสูดดมกลิ่นอาหารดังกล่าวเป็นเวลานานเพียงพอ
_105282182_gettyimages_hi037605556

ดร. ดีปายัน บิสวาส หนึ่งในทีมผู้วิจัยซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Journal of Marketing Research ระบุว่า “กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงมีพลังยับยั้งความอยากกินของคนเราได้ การกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ซับซ้อนอย่างการรับกลิ่น สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้มากกว่าการใช้กฎเกณฑ์จำกัดควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเสียอีก”

มีการทดลองใช้เครื่องพ่นละอองยา (Nebulizer) กระจายกลิ่นอาหารหลากหลายชนิดในโรงอาหารของโรงเรียนและตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เช่น กลิ่นแอปเปิล สตรอว์เบอร์รี พิซซา และคุกกี้อบใหม่ แต่นักวิจัยพบว่ากลิ่นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างพิซซาและคุกกี้ กลับมีอิทธิพลทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้มากกว่า

ผลการทดลองพบว่าในโรงอาหารที่มีนักเรียน 900 คนมาใช้บริการ และมีการทดลองปล่อยกลิ่นพิซซา มีผู้เลือกซื้ออาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นจำนวนลดลงมาก จนยอดขายตกไปอยู่ที่เพียง 21.43% ในขณะที่กลิ่นแอปเปิลทำให้ยอดขายอาหารไขมันสูงตกไปอยู่ที่ 36.96% เท่านั้น ส่วนยอดขายอาหารไขมันสูงขณะที่ไม่มีการทดลองปล่อยกลิ่นใด ๆ ลดลงจากปกติไปอยู่ที่ 36.54%
_105282185_reuters050819789
ส่วนการทดลองในห้องปฏิบัติการซ้ำอีกครั้งพบว่า ผู้ที่ได้กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงเพียงชั่วขณะสั้น ๆ ไม่ถึง 2 นาที จะมีแนวโน้มเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสูงกว่าถึง 2 เท่า ส่วนคนที่มีจมูกไวรับรู้กลิ่นได้รวดเร็วก็มีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน

“เอาเข้าจริงแล้ว สมองของคนเราไม่อาจจะแยกแยะที่มาของความรู้สึกพึงพอใจได้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีผลการวิจัยที่ชี้ว่าประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของคนเราสามารถมีอิทธิพลต่อกันและกัน ส่วนการรับรสและการดมกลิ่นนั้นก็มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดมากด้วย” ดร.บิสวาส กล่าว

ทีมผู้วิจัยยังแนะนำว่าโรงเรียนและองค์กรต่าง ๆ อาจประยุกต์ใช้วิธีนี้ในโรงอาหาร โดยปล่อยกลิ่นหอมของคุกกี้หรืออาหารพลังงานสูงอื่น ๆ ให้ผู้คนที่กำลังรอคิวซื้ออาหารได้สูดดม ซึ่งน่าจะช่วยเปลี่ยนใจให้หันมาซื้ออาหารไขมันต่ำและผักผลไม้ไปรับประทานกันมากขึ้น แทนที่จะจูงใจด้วยโปสเตอร์ให้ความรู้ทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46948202

ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์

_105263581_gettyimages-186293820

วิวัฒนาการของมนุษย์ได้ก้าวมาไกลมาก แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลักษณะเด่นทางกายภาพบางอย่างในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ยังคงตกทอดต่อกันไปในหลายรุ่น แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการใช้งานแล้วก็ตาม ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ หรือ ลักษณะสืบสายพันธุ์ ยังพบในมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วย

ดร.ดอร์ซา อามีร์ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการ ระบุว่า “ร่างกายของคุณก็คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ดี ๆ นี่เอง”

แล้วเหตุใดลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์แล้ว

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ เพราะวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง

ในบางครั้งก็ไม่มีแรงกดดันจากการคัดเลือกทางธรรมชาติเพียงพอที่จะขจัดลักษณะสืบสายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บางอย่าง ไป ดังนั้นมันจึงยังหลงเหลืออยู่จากรุ่นสู่รุ่น ในบางกรณีลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ได้พัฒนาประโยชน์การใช้งานใหม่ขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า “การเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง” (exaptation)

เหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?
มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ “ขี้เกียจ”
มนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
นีแอนเดอร์ทัลมีหน้ายื่น-จมูกใหญ่ เพื่อหายใจในอากาศหนาวได้ดีขึ้น
_105263585_gettyimages-507029613
ดร.อามีร์ กล่าวกับบีบีซีว่า คุณอาจเคยสงสัยว่า แล้วเราจะระบุได้อย่างไรว่าลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ ประโยชน์ดั้งเดิม ของมันคืออะไร

“เราสามารถทำได้เพียงการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยดั้งเดิมของลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้…โดยพิจารณาว่ามันสำคัญต่อการดำรงชีพของเราหรือไม่ หรือเปรียบเทียบกับลักษณะสืบสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เป็นญาติกับมนุษย์ เพื่อดูว่ามันยังปรากฏอยู่หรือไม่ และมีประโยชน์ใช้งานอย่างไร”

นี่คือ ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์ :

1. กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (palmaris longus)
_105265035_hands
นี่คือการทดลองง่าย ๆ : เอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย

คุณสังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเอ็นนูนปรากฏขึ้นมาบริเวณข้อมือหรือไม่ สิ่งที่เห็นก็คือ กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส นั่นเอง

แต่คุณไม่ต้องตกใจหากไม่เห็นมัน เพราะราว 18% ของคนเราไม่มีกล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่แล้ว และการไม่มีก็ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด

กล้ามเนื้อส่วนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ “ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ”โดยเป็นกล้ามเนื้อที่มักพบในสัตว์กลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เช่น ลิงอุรังอุตัง แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในหมู่ไพรเมตที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน

“นี่ชี้ว่ามันอาจมีประโยชน์ในการเคลื่อนไหวบนต้นไม้” ดร.อามีร์ กล่าว ปัจจุบันกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนโปรดของเหล่าศัลยแพทย์ ที่มักนำมันไปใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สำคัญต่อการใช้มือของคนเรา

2. ตุ่มเล็ก ๆ บนใบหู ที่เรียกว่า ดาร์วินส์ ทูเบอร์เคิล (Darwin’s tubercle)
_105265030_gettyimages
“หากคุณกระดิกหูได้ คุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ” นี่คือถ้อยคำของ เจอร์รี คอยน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Why Evolution is True

เขาพูดถึงกล้ามเนื้อ 3 มัดที่อยู่ใต้หนังศีรษะซึ่งเชื่อมต่อกับหูของเรา และติ่งหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากใบหูด้านบนก็คือหนึ่งในกล้ามเนื้อที่พูดถึงนี้

มันไม่มีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บางคนสามารถใช้มันกระดิกหูได้ และถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกโดย ชาลส์ ดาร์วิน บิดาด้านธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ทำให้มันถูกเรียกว่า Darwin’s tubercle หรือตุ่มของดาร์วินนั่นเอง

ดร.อามีร์ กล่าวว่า “ในขณะที่ยังมีการถกเถียงกันว่าตุ่มนี้คือลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูนั้นอาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ”

เจอร์รี คอยน์ ระบุว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง ม้า และแมว ยังคงใช้กล้ามเนื้อดังกล่าวในการขยับใบหู เพื่อช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า, หาตำแหน่งของลูกน้อย และระบุต้นตอของเสียงต่าง ๆ

3. กระดูกก้นกบ
_105263906_newtailbone
ดร.อามีร์ บอกว่า กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายของมนุษย์คือ “ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการที่เด่นชัดกว่าส่วนอื่น”

“มันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงหางที่หายไปของเรา ซึ่งเคยมีประโยชน์ในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้”

ลักษณะสืบสายพันธุ์นี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง (exaptation) ที่กล่าวไปตอนต้น เพราะปัจจุบันมันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเอ็นกระดูกต่าง ๆ ในท้องน้อยแทน

4. เยื่อบุตา plica semilunaris หรือที่เรียกว่า “เปลือกตาที่สาม”
_105263902_newplica
คุณเคยสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตาไหม

มันคือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างชั้นเปลือกตากับกระจกตาที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีตของมนุษย์ และมักถูกเรียกว่า “เปลือกตาที่สาม”

ดร.อามีร์ บอกว่า “เปลือกตาที่สามจะกะพริบในแนวนอน…แต่มันไม่ได้ทำงานเลยตลอดชั่วชีวิตของคนเรา″

ปัจจุบัน เรายังเห็นสัตว์ที่ใช้เนื้อเยื่อส่วนนี้ เช่น นก และแมว

5. อาการขนลุกชูชัน (piloerection reflex)
_105265039_gettyimages-936500156
คุณคงเคยเห็นแมวพองขนเวลาที่ตื่นกลัว

มันคืออาการคล้ายกันกับเวลาที่คนเราขนลุกเมื่อรู้สึกหนาวหรือหวาดกลัว

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบนี้เรียกว่า piloerection reflex

ดร.อามีร์ บอกว่า ด้วยความที่บรรพบุรุษของเรามีชีวิตบนโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนปกคลุมร่างกายมายาวนาน ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน อาการขนลุกจึงเป็นปฏิกิริยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาเพื่อทำให้เราดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง หรือเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้ในสภาพอากาศหนาวเย็น

“เมื่อเราเริ่มมีขนน้อยลง ปฏิกิริยานี้จึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน”

6. ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือ (Palmar grasp Reflex)
_105265333_palmer
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยการกำมือมักเห็นได้จากเด็กทารกที่มักกำนิ้วมือไว้แน่น

ปฏิกิริยานี้ยังคงมีประโยชน์กับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอยู่ ซึ่งพวกมันมักเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเกาะขนของสัตว์ที่แก่กว่าไปไหนมาไหน

ดร.อามีร์ กล่าวว่า มีการตั้งสมมุติฐานว่า ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือของคนเราก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ “แต่เด็กทารกเกิดออกมาโดยที่ยังไม่โตเต็มที่เหมือนลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และยังไม่สามารถชันคอหรือเคลื่อนที่ได้”

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46957385