คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2018

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหนทางใหม่ที่ดีกว่าในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงาน

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหนทางใหม่ที่ดีกว่าในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงาน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การค้นหาวิธีการใหม่ในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำนั้นเป็นสิ่งที่นักวิจัยทั่วโลกกำลังดำเนินการกันอยู่อย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะการเลียนแบบการสังเคราะห์แสงของพืชที่เริ่มมีความสำเร็จให้เห็นกันบ้างแล้วแต่ยังมีข้อจำกัดอีกมาก แต่ตอนนี้ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ค้นพบหนทางใหม่ที่อาจเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตพลังงานในอนาคตการสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการที่พืชใช้เปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงาน พืชจะทำการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์, น้ำ และแสงอาทิตย์ให้เป็นคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน และไขมันเพื่อใช้เป็นอาหาร โดยมีก๊าซออกซิเจนเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการ นี่เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาเคมีที่สำคัญที่สุดบนโลกเพราะมันคือแหล่งกำเนิดก๊าซออกซิเจนเกือบทั้งหมดของโลกการสังเคราะห์แสงเทียมหรือใบไม้เทียมมีการคิดค้นพัฒนามานับทศวรรษแล้ว แต่มันยังไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากในกระบวนการจำเป็นต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากวัสดุราคาแพงและเป็นพิษ จึงยังไม่สามารถขยายขนาดไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้แต่ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ใช้วิธีการใหม่เป็นวิธีกึ่งสังเคราะห์แสงเทียม (semi-artificial photosynthesis) เพื่อผลิตและเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ พวกเขาใช้แสงอาทิตย์แยกน้ำเป็นก๊าซออกซิเจนและก๊าซไฮโดรเจนโดยใช้ส่วนผสมของเทคโนลียีที่สร้างขึ้นร่วมกับองค์ประกอบทางชีววิทยา

“การสังเคราะห์แสงตามธรรมชาติไม่มีประสิทธิภาพเพราะมันถูกวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด มันจึงสร้างพลังงานน้อยที่สุดเท่าที่มันจำเป็น ราว 1 – 2% เท่านั้น” Katarzyna Sokół นักศึกษาปริญญาเอกที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

งานวิจัยนี้ได้พัฒนาเทคนิคกึ่งสังเคราะห์แสงเทียมเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของการสังเคราะห์แสงเทียมด้วยการใช้เอนไซม์เป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ต้องการ Sokół และทีมวิจัยไม่เพียงแต่ปรับปรุงปริมาณพลังงานที่ผลิตได้เท่านั้น แต่พวกเขายังได้ทำให้กระบวนการในสาหร่ายที่สงบนิ่งมานานนับพันปีทำงานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

semi-artificial-photosynthesis-2

“Hydrogenase เป็นเอนไซม์ที่มีอยู่ในสาหร่ายซึ่งสามารถลดโปรตอนไปเป็นไฮโดรเจน ในระหว่างวิวัฒนาการกระบวนการนี้ถูกยับยั้งไปเนื่องจากไม่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด แต่เราสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เราต้องการได้สำเร็จ นั่นคือแยกน้ำเป็นก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซออกซิเจน” Sokół ผู้หวังว่าสิ่งที่ค้นพบนี้จะเป็นนวัตกรรมใหม่ในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นพลังงานกล่าว “มันน่าตื่นเต้นที่เราสามารถเลือกกระบวนการที่เราต้องการ และสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติ นี่อาจจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์”

แม้ว่าตอนนี้จะยังเป็นแค่ระดับการพิสูจน์แนวคิด แต่นักวิจัยบอกว่ามันได้ผลดีขึ้นมากในแง่ปริมาณพลังงานที่ผลิตและเก็บได้ด้วยอุปกรณ์ชุดปัจจุบัน และยังสามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้มากกว่าการสังเคราะห์แสงตามธรรมชาติ พวกเขาหวังที่จะสร้างเทคโนโลยีและค้นคว้าความเป็นไปได้อื่นๆในเทคนิคกึ่งสังเคราะห์แสงเทียมนี้ต่อไป

ที่มา:https://www.takieng.com/stories/11267

นางสาวธนภรณ์ ธรรมวันนา เลขที่ 37 นายณภัทร ใสจุล เลขที่ 11 กลุ่ม 3 วันอังคาร

นักวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกับทำให้อาคารเย็นลง

นักวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกับทำให้อาคารเย็นลง

ดูเหมือนว่าชาวโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่แก้ไขลำบาก เมื่อโลกกำลังร้อนขึ้นผู้คนก็หันมาใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น พอใช้เครื่องปรับอากาศกันมากมันส่งผลให้โลกร้อนขึ้นไปอีก โลกยิ่งร้อนก็ยิ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น วนเวียนไปอย่างนี้จนมีแนวโน้มว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆคงแย่แน่เพราะมันต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล ตอนนี้นักวิจัยกำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยลดปัญหานี้และยังมีของแถมที่มีประโยชน์มากอีกด้วยทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนำโดย Shanhui Fan ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าได้พัฒนาระบบทำความเย็นที่สามารถดึงเอาความร้อนออกจากอาคารและส่งออกไปสู่อวกาศด้วยวิธีแผ่รังสีโดยไม่ต้องใช้พลังงานใดช่วยเลยที่เรียกว่า Radiative Cooling System มาหลายปีแล้ว และคราวนี้พวกเขานำเทคโนโลยีที่คิดค้นนั้นมารวมกับแผ่นโซลาร์เซลล์แบบที่ใช้บนหลังคาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าและระบายความร้อนให้กับอาคารในเวลาเดียวกัน

“เราสร้างอุปกรณ์ตัวแรกที่ในวันข้างหน้าจะสามารถผลิตพลังงานและประหยัดพลังงานในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกันด้วยการควบคุมคุณสมบัติสองประการของแสงที่แตกต่างกันอย่างมาก” Fan กล่าว

อุปกรณ์ไฮบริดของ Fan มีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นโซลาร์เซลล์ 2 ชั้น ชั้นบนที่สัมผัสกับแสงอาทิตย์ประกอบด้วยวัสดุสารกึ่งตัวนำแบบเดียวกับที่ใช้ในแผ่นโซลาร์เซลล์บนหลังคา ส่วนชั้นล่างทำจากวัสดุที่เปลี่ยนความร้อนของอาคารไปเป็นแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะซึ่งสามารถแผ่รังสีผ่านชั้นบรรยากาศไปสู่อวกาศได้โดยตรง

ปกติแล้วชั้นบรรยากาศของโลกเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมอยู่รอบโลก ผ้าห่มนี้จะป้องกันไม่ให้ความร้อนออกไปสู่อวกาศที่เยือกเย็นได้ง่ายๆ แต่ผ้าห่มมีรูเล็กๆอยู่และแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะเท่านั้นสามารถเล็ดลอดผ่านรูนั้นออกไปได้

ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อการทดสอบแนวคิดมีขนาดเท่าแผ่นซีดีติดตั้งบนหลังคาอาคารที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้ววัดอุณหภูมิของชั้นบนกับชั้นล่างของอุปกรณ์เปรียบเทียบกับอุณหภูมิของอากาศ ผลปรากฏว่าที่ชั้นบนซึ่งดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ 24° C ขณะที่ชั้นล่างซึ่งเป็นชั้นระบายความร้อนมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบถึง 29° C ซึ่งนั่นแสดงว่าความร้อนแผ่ขึ้นจากชั้นล่างผ่านชั้นบนไปสู่อวกาศ

radiative-cooling-solar-energy-2

แต่การทดสอบครั้งนี้ยังไม่ได้ทดสอบในเรื่องการผลิตไฟฟ้าเพราะว่าชั้นบนของอุปกรณ์ต้นแบบนี้ไม่มีฟอยล์โลหะซึ่งตามปกติจะมีอยู่ในแผ่นโซลาร์เซลล์ เนื่องจากฟอยล์โลหะเป็นตัวป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดหนีออกไปได้ ทีมวิจัยกำลังออกแบบโซลาร์เซลล์ที่ไม่จำเป็นต้องมีฟอยล์โลหะเพื่อให้อุปกรณ์นี้ผลิตไฟฟ้าได้พร้อมกับระบายความร้อนของอาคารตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ซึ่งพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อถึงตอนนั้นมันจะเป็นการปฏิวัติวงการโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้เลย

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับมนุษย์ที่อาศัยบนโลกมาเนิ่นนาน ในอนาคตเราอาจใช้อวกาศเป็นแหล่งระบายความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับพวกเราก็เป็นได้

ที่มา: https://www.takieng.com/stories/12320

นางสาวธนภรณ์ ธรรมวันนา เลขที่ 37 นายณภัทร ใสจุล เลขที่ 11 กลุ่ม 3 วันอังคาร

นักวิจัยพบโมเลกุลพิเศษช่วยเปลี่ยนไขมันสีขาวเป็นสีน้ำตาลทำให้ลดความอ้วนได้

นักวิจัยพบโมเลกุลพิเศษช่วยเปลี่ยนไขมันสีขาวเป็นสีน้ำตาลทำให้ลดความอ้วนได้

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ค้นพบแนวทางใหม่ในการต่อสู้กับโรคอ้วนที่กำลังคุกคามผู้คนทั่วโลก พวกเขาค้นพบโมเลกุลชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในเลือดซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษสามารถช่วยเพิ่มจำนวนไขมันสีน้ำตาลและช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีของมัน ทำให้สามารถลดความอ้วนได้เป็นอย่างดีไขมันในร่างกายของเรามี 2 ชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไขมันสีขาวซึ่งเป็นแหล่งสะสมพลังงานในร่างกาย อีกชนิดหนึ่งเป็นไขมันสีน้ำตาล ไขมันชนิดนี้อุดมไปด้วยไมโตคอนเดรียและยังมีหลอดเลือดจำนวนมากซึ่งทำให้มันสามารถเผาผลาญพลังงานได้ในอัตราที่สูงอย่างเหลือเชื่อ ไขมันสีน้ำตาลเพียง 100 กรัมอาจเผาผลาญพลังงานได้ถึง 3,400 แคลอรีต่อวัน ทำให้มันช่วยในการลดความอ้วนได้ดีมากไขมันสีน้ำตาลพบมากในสัตว์จำศีล เป็นตัวช่วยเพิ่มความอบอุ่นทำให้พวกมันรอดชีวิตอยู่ได้แม้ต้องอยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิเย็นจัด สำหรับมนุษย์ในวัยเด็กเล็กเราก็มีไขมันสีน้ำตาลจำนวนมาก แต่มันค่อยๆลดลงเมื่อเราโตขึ้นจนแทบไม่มีเหลือในยามสูงวัย วิธีที่จะเพิ่มไขมันสีน้ำตาลในปัจจุบันมีเพียงวิธีเดียวคือไปอยู่ในอากาศเย็นจัด (เลียนแบบการจำศีล) แต่กว่าจะได้ไขมันสีน้ำตาลคงเป็นไข้ตายไปเสียก่อน การออกกำลังกายแบบใหม่ๆก็พยายามหาวิธีไปกระตุ้นการทำงานของไขมันสีน้ำตาลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดจึงยังเห็นผลไม่ค่อยชัดเจน

ปี 2012 นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้เปิดเผยว่าพวกเขาค้นพบโมเลกุลชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในเลือดเรียกว่า BMP8b มีผลในการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญพลังงานของไขมันสีน้ำตาล เมื่อทดสอบในหนูทดลองโดยการกำจัด BMP8b ออกไปพบว่าไขมันสีน้ำตาลหยุดทำงานไปโดยอัตโนมัติ

ในการทดลองล่าสุดทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ทดสอบเพิ่มระดับ BMP8b ในหนูทดลองเพื่อดูว่ามันจะมีผลกระทบต่อปริมาณของไขมันสีน้ำตาลและการทำงานของมันอย่างไร ผลออกมาเป็นที่น่าประทับใจมาก การเพิ่มระดับ BMP8b ทำให้ไขมันสีขาวกลายเป็นไขมันสีน้ำตาลได้จริงๆ การเพิ่ม BMP8b ทำให้มีปริมาณหลอดเลือดและการทำงานของประสาทในไขมันสีขาวเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนไขมันสีขาวเป็นไขมันสีน้ำตาล แต่ยังทำให้การเผาผลาญพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากเพราะการเพิ่มปริมาณไขมันสีน้ำตาลเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผลอะไรหากไม่ได้รับสารอาหาร (ทางหลอดเลือด) อย่างเพียงพอและได้รับคำสั่ง (ทางระบบประสาท) ให้ทำงาน

“มันคล้ายกับการเอาเครื่องยนต์หนึ่งลิตรออกจากรถยนต์แล้วใส่เครื่องยนต์สองลิตรเข้าไปแทน” Sam Virtue หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “ในทางทฤษฎีรถยนต์น่าจะวิ่งได้เร็วขึ้น แต่ถ้ามันมีท่อน้ำมันเล็กเกินไปหรือไม่ได้เชื่อมต่อคันเร่งมันก็ไม่ได้เรื่อง BMP8b ช่วยเพิ่มขนาดเครื่องยนต์, ปรับขนาดท่อน้ำมันใหม่ให้เหมาะสม และยังเชื่อมต่อกับคันเร่งด้วย”

ในตอนนี้เทคนิคดังกล่าวได้ผลเฉพาะในการสาธิตกับหนูทดลองเท่านั้น ยังต้องทำงานอีกมากกว่าวิธีการนี้จะสามารถนำไปใช้ได้จริง อย่างไรก็ตาม BMP8b ถูกพบว่ามีอยู่ในเลือดมนุษย์ด้วย ดังนั้นจึงมีความหวังว่ามันสามารถกระตุ้นการทำงานของไขมันสีน้ำตาลในมนุษย์ได้เช่นกัน งานวิจัยขั้นต่อไปก็คือการทดสอบ BMP8b ในมนุษย์นั่นเอง

ที่มาhttps://www.takieng.com/stories/12419

นางสาวธนภรณ์ ธรรมวันนา เลขที่ 37 นายณภัทร ใสจุล เลขที่ 11 กลุ่ม 3 วันอังคาร

นาซาเผยดาวเสาร์จะไร้’วงแหวน’ที่กำลังหายไปอย่างช้าๆคาดว่าใช้เวลา300ล้านปี

ภาพ:www.nasa.gov

21 ธ.ค.61- เพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลดาราศาสตร์ ระบุว่า วงแหวนของดาวเสาร์กำลังหายไป !!

นาซาเผย “วงแหวนดาวเสาร์” กำลังหายไปอย่างช้า ๆ คาดว่าอีก 300 ล้านปี ดาวเสาร์จะไร้ซึ่งวงแหวน !

งานวิจัยครั้งนี้นำทีมโดย James O’Donoghue นักวิจัยจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด ของนาซา วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์เค็ก (Keck Telescope) เป็นกล้องคุณภาพสูงที่ติดตั้งอยู่บริเวณจุดสูงสุดของเมานาคี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร พบว่ามวลสารของวงแหวนกำลังตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ในอัตรา 432 – 2870 กิโลกรัมต่อวินาที จึงคาดการณ์ว่าอีกประมาณ 300 ล้านปี วงแหวนของดาวเสาร์จะหายไป

#เกิดอะไรขึ้นกับวงแหวนของดาวเสาร์ ?

วงแหวนดาวเสาร์ประกอบด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ มีหลายขนาด โคจรอยู่รอบดาวเสาร์ที่ระยะห่างตั้งแต่ 60,000 ถึง 480,000 กิโลเมตร เมื่อพลาสมาในอวกาศและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับน้ำแข็งในวงแหวน โมเลกุลน้ำจะแตกตัวเป็นอนุภาคมีประจุ สนามแม่เหล็กของดาวเสาร์จะทำให้อนุภาคเหล่านี้หลุดออกจากวงแหวนและพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ตามเส้นสนามแม่เหล็ก ชั้นบรรยากาศบริเวณนั้นจึงเปล่งแสงในช่วงคลื่นอินฟราเรดออกมา มีลักษณะคล้าย “ฝนที่ตกลงมาจากวงแหวนของดาว”

ผลการศึกษาครั้งนี้คำนวณได้ว่า #วงแหวนดาวเสาร์ ก่อตัวขึ้นมาประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในหลักฐานที่บ่งชี้ว่า วงแหวนของดาวเสาร์ไม่ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับดาวเสาร์ (ดาวเสาร์มีอายุประมาณ 3,000 ล้านปี)

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดอื่นที่ไม่ได้เกิดจากน้ำแข็งของวงแหวน คือ อนุภาคมีประจุที่พ่นออกมาจากน้ำพุบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) แล้วถูกสนามแม่เหล็กดาวเสาร์ดึงดูดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของตัวดาวเช่นเดียวกับฝนจากวงแหวน แต่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศในตำแหน่งที่แตกต่างกัน

งานวิจัยชิ้นนี้วิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเมื่อนำข้อมูลที่ได้จากยานอวกาศแคสสินีมาวิเคราะห์เพิ่มเติมก็พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์อาจจะมีอายุไม่ถึง 100 ล้านปี นับเป็นความโชคดีของมนุษย์ในยุคนี้ที่ยังได้เห็นความสวยงามของดาวเสาร์ ดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็น #ราชาแห่งวงแหวน

เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ – เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง :
[1] https://www.nasa.gov/press-release/goddard/2018/ring-rain
[2] https://www.sciencedirect.com/…/arti…/pii/S0019103518302999…
[3] https://nssdc.gsfc.nasa.gov/plan…/factsheet/satringfact.html

 

สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แห่งปี 2018

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ICECUBE/NSF คำบรรยายภาพ เครื่องมือตรวจจับอนุภาคนิวทริโนที่ขั้วโลกใต้ของโครงการทดลองไอซ์คิวบ์

สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 – BBCไทย

ตลอดปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ แวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ารวมทั้งมีการค้นพบใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาการควอนตัม การสำรวจอวกาศ เซลล์และพันธุศาสตร์ โดยบีบีซีไทยได้รวบรวมการค้นพบสำคัญ 7 เรื่องที่น่าทึ่งแห่งปีเอาไว้ดังต่อไปนี้

1) พบแหล่งกำเนิดของอนุภาคผี “นิวทริโน” มาจากหลุมดำห่างโลกเกือบ 4 พันล้านปีแสง

โครงการทดลองไอซ์คิวบ์ (IceCube) ค้นพบที่มาของอนุภาคนิวทริโน (Neutrino) ชนิดพลังงานสูงจากห้วงอวกาศลึก โดยอุปกรณ์ใต้ผืนน้ำแข็งที่ทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเซนเซอร์จำนวนมากฝังอยู่ในก้อนน้ำแข็งขนาด 1 ลูกบาศก์กิโลเมตร สามารถตรวจจับอนุภาคดังกล่าวได้เป็นครั้งแรก

อนุภาคนิวทริโนนี้ชนและทำปฏิกิริยากับนิวเคลียสของอะตอมน้ำแข็ง ทิ้งร่องรอยที่ทำให้ทราบว่ามันเดินทางข้ามห้วงอวกาศมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีแห่งหนึ่งในกลุ่มดาวนายพรานหรือโอไรออน ห่างจากโลกถึง 3,700 ล้านปีแสง

ทั้งนี้ อนุภาคนิวทริโนหรือ “อนุภาคผี” (Ghost particle) คืออนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งที่ตรวจจับได้ยาก เนื่องจากมีมวลอยู่น้อยมากเหมือนกับไม่มี สามารถทะลุผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้โดยไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาใด ๆ ขึ้นทั้งสิ้น

การค้นพบครั้งนี้ช่วยเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของวงการดาราศาสตร์ ซึ่งนับแต่นี้จะสามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในห้วงอวกาศลึกได้ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นนอกเหนือไปจากกล้องโทรทรรศน์ เช่น ใช้การสังเกตอนุภาคพลังงานสูงอย่างนิวทริโนและคลื่นความโน้มถ่วง

2) พบทะเลสาบและสารอินทรีย์ที่อาจเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบกว้างถึง 20 กิโลเมตร และลึกอย่างน้อย 1 เมตร อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ของดาวอังคารเป็นครั้งแรก โดยถือว่าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่น้ำขังในร่องหิน หรือน้ำในรูปของน้ำแข็งอย่างที่เคยพบมาก่อนหน้านี้

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบทะเลสาบดังกล่าว หลังจากใช้เรดาร์ Marsis ที่ติดตั้งบนดาวเทียมสำรวจดาวอังคาร Mars Express ตรวจสอบพื้นผิวและชั้นใต้ดินของดาวอังคารเป็นเวลา 3 ปี แต่อย่างไรก็ตาม การที่น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นของเหลวอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัด อาจเป็นเพราะมีเกลือละลายผสมอยู่อย่างเข้มข้น ซึ่งทำให้ยากที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีพอยู่ได้

ด้านหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจพื้นผิวดาวอังคาร “คิวริออซิที โรเวอร์” (Curiosity Rover) ขององค์การนาซา ขุดพบสารอินทรีย์ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อนได้ จากใต้พื้นผิวดาวอังคารบริเวณแอ่งเกล (Gale Crater) ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน ซึ่งหากดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตจำพวกจุลชีพอยู่ สารอินทรีย์ที่พบนี้จะสามารถเป็นอาหารและช่วยเกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิตของพวกมันได้

3) เทคนิคการลำดับอาร์เอ็นเอในเซลล์เดี่ยว จะเปลี่ยนโฉมหน้างานวิจัยชีวการแพทย์ในทศวรรษหน้า

วารสาร Science และสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) ได้คัดเลือกให้เทคนิคการลำดับอาร์เอ็นเอในเซลล์เดี่ยว (Single-cell RNA sequencing) เป็นความสำเร็จอันดับหนึ่งแห่งวงการวิทยาศาสตร์ปี 2018 โดยวิธีการนี้จะทำให้ทราบถึงการแสดงออกของหน่วยพันธุกรรมหรือยีนที่มีอยู่ทั้งหมดในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดเป็นเซลล์เดี่ยวในตัวอ่อน จนแบ่งตัวและเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อรวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์และสัตว์ที่โตเต็มวัย

เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการถ่ายทำภาพยนตร์ที่บันทึกกิจกรรมความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในชีวิตของเซลล์เดี่ยวอย่างละเอียดที่สุด โดยการลำดับอาร์เอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมชนิดหนึ่งภายในเซลล์ และการใช้เครื่องมือติดตามรอยระดับโมเลกุล (Molecular tracker) จะช่วยให้ติดตามดูได้ว่า เมื่อใดที่ยีนตัวไหนจะถูกเปิดสวิตช์หรือปิดสวิตช์การใช้งาน นำมาซึ่งความเข้าใจในพฤติกรรมของเซลล์แต่ละเซลล์ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งความรู้เรื่องวิธีการที่เนื้อเยื่อเติบโต ซ่อมแซมตนเอง หรือเปลี่ยนแปลงไปเมื่อป่วยเป็นโรคเช่นมะเร็งด้วย

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ใช้เทคนิคนี้ศึกษาสัตว์ต่าง ๆ เช่นปลา กบ และหนอนตัวแบน เพื่อติดตามกระบวนการก่อตัวของเนื้อเยื่อและอวัยวะอย่างแขน ขา หรือหาง เพื่อดูว่าเซลล์ของพวกมันเจริญขึ้นอย่างไร และความผิดปกติในกระบวนการนี้ทำให้เกิดโรคหรือความพิการได้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาความพิการ หรือเพาะเลี้ยงอวัยวะเทียมสำหรับมนุษย์ในอนาคต

4) ความดันในอนุภาคโปรตอนสูงกว่าใจกลางดาวนิวตรอน 10 เท่า

ผลการตรวจวัดคุณสมบัติเชิงกลของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมครั้งแรกของโลก พบว่าความดันภายในอนุภาคโปรตอน (Proton) นั้นสูงอย่างเหลือเชื่อ โดยอยู่ในระดับที่สูงยิ่งกว่าความดันใจกลางดาวนิวตรอนซึ่งสามารถบดขยี้ทำลายอะตอมได้ด้วยซ้ำ

SPL
ภาพจำลองนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม ประกอบไปด้วยโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 ตัว

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการเจฟเฟอร์สัน (TJNAF) ของสหรัฐฯ ใช้เทคนิคใหม่ตรวจวัดและคำนวณแรงดันภายในอนุภาคโปรตอนได้ถึง 100 เดซิลเลียนปาสคาล (100 decillian Pascal) หรือเท่ากับค่าความดันที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 และมีศูนย์ตามหลังมาอีก 35 ตัว

แรงดันมหาศาลนี้เกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม โดยมีทิศทางออกมาจากศูนย์กลางของอนุภาคโปรตอน และทรงพลังกว่าแรงดันที่ใจกลางของดาวนิวตรอน ซึ่งเป็นวัตถุอวกาศที่มีความหนาแน่นสูงยิ่งถึง 10 เท่า

5) ในโลกของกลศาสตร์ควอนตัม เหตุเกิดก่อนผล หรือผลเกิดก่อนเหตุ เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

ลูกไก่ฟักออกจากไข่

Getty Images

ทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ได้ทำการทดลองเชิงควอนตัมจนพบปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ชี้ว่า สิ่งที่คนเรามองว่าเป็นสาเหตุที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน รวมทั้งผลลัพธ์ที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้นติดตามมาภายหลังนั้น ที่จริงแล้วไม่อาจกำหนดลำดับเหตุการณ์ที่จะมาก่อนหรือมาหลังได้อย่างตายตัว

หากถามว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ? คำตอบในทางกลศาสตร์ควอนตัมจะบอกว่า ทั้งไก่และไข่สามารถเกิดขึ้นก่อนอีกฝ่ายได้ทั้งคู่ แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยทั่วไป

มีการพิสูจน์ถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัมดังกล่าว โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “ควอนตัมสวิตช์” (Quantum switch) ซึ่งปล่อยให้อนุภาคของแสงหรือโฟตอนเพียง 1 อนุภาค เดินทางไปในอุปกรณ์ตรวจวัดการแทรกสอดและถูกรบกวนของแสง (Interferometer) ที่แยกเป็นสองเส้นทาง

ในแต่ละเส้นทางโฟตอนจะต้องเดินทางผ่านเลนส์สองตัวซึ่งถูกจัดวางไว้ในลำดับที่แตกต่างกัน ผลวิเคราะห์รูปแบบการแทรกสอดของแสงที่เกิดขึ้นชี้ว่า อนุภาคโฟตอนสามารถเดินทางผ่านเลนส์ทั้งสองชิ้นในสองเส้นทางได้หลายแบบ โดยไม่ต้องผ่านไปตามลำดับการจัดวางของเลนส์ที่เตรียมไว้แต่อย่างใด

6) ชี้ฟอสซิลสิ่งมีชีวิต 558 ล้านปี คือสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก

นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ค้นพบร่องรอยของโมเลกุลคอเลสเตอรอล ในซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่มีอายุถึง 558 ล้านปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็นสัตว์ ไม่ใช่พืชหรือเชื้อรา ทั้งยังเป็นสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมาอีกด้วย

ILYA BOBROVSKIY
ฟอสซิลของดิกคินโซเนีย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง

สิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีชื่อว่า “ดิกคินโซเนีย” (Dickinsonia) เป็นสัตว์ทะเลซึ่งมีลักษณะคล้ายแมงกะพรุนที่ถูกผ่าลำตัวบางส่วนออก เดิมถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตโบราณยุคอีดีแอคารัน (Ediacaran) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำพวกแรกที่ปรากฏตัวขึ้นบนโลกเมื่อราว 635-541 ล้านปีก่อน

การค้นพบครั้งนี้เท่ากับไขปริศนาด้านบรรพชีวินวิทยาที่ติดค้างอยู่มานานถึง 75 ปีให้กระจ่าง โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำนวนมากเมื่อ 558 ล้านปีก่อนนั้น มักเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และพบได้ทั่วไปในท้องทะเล แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันได้สูญพันธุ์ไปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อย่างเข้าสู่ยุคแคมเบรียนที่มีสัตว์หลากหลายชนิดพันธุ์เกิดขึ้น

7) “ปลูกถ่ายความทรงจำ” ในหอยทากทะเลได้สำเร็จ

สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แห่งปี
Science Photo Library เซลล์ประสาทของมนุษย์และหอยทากทะเล Aplysia californica มีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกันในหลายด้าน

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส (ยูซีแอลเอ) ของสหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการปลูกถ่ายความทรงจำ (Memory transplant) จากหอยทากทะเลชนิด Aplysia californica ตัวหนึ่ง ไปให้กับอีกตัวหนึ่งได้แล้ว

มีการทดลองฝึกให้หอยทากทะเลรู้จักสร้างกลไกป้องกันตัว เมื่อส่วนหางถูกสัมผัสด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ โดยหอยทากทะเลที่ถูกฝึกแล้วจะหดตัวเข้าในเปลือกเพื่อหลบกระแสไฟฟ้านานขึ้นราว 50 วินาที

จากนั้นทีมผู้วิจัยได้สกัดเอา RNA ซึ่งเป็นสารชีวโมเลกุลสำคัญในเซลล์ ออกจากระบบประสาทของหอยทากทะเลที่ถูกไฟฟ้าช็อต แล้วนำไปฉีดให้กับหอยทากทะเลที่ยังไม่เคยถูกฝึกให้หลบภัยจากกระแสไฟฟ้ามาก่อน ผลปรากฏว่าหอยทากทะเลกลุ่มหลังเปลี่ยนไปมีพฤติกรรมหดตัวหลบภัยนานขึ้น โดยไม่ต้องถูกฝึกแต่อย่างใด

ผลการทดลองดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าความทรงจำไม่ได้ถูกเก็บรักษาอยู่แต่ในไซแนปส์ (Synapse) หรือรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทตามที่เคยเข้าใจกันมาเท่านั้น แต่ความทรงจำบางประเภทยังถูกเก็บไว้กับ RNA ซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ประสาทอีกด้วย ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถโอนถ่ายความทรงจำได้ผ่านการปลูกถ่าย RNA แต่ในขณะนี้วิธีการดังกล่าวยังใช้ไม่ได้กับการโอนถ่ายความทรงจำที่มีรายละเอียดมากและซับซ้อนของมนุษย์

ติดตามข่าววิทยาศาสตร์ล่าสุดได้ทุกวัน ทางเว็บไซต์ bbcthai.com และเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

ตื่นตาปรากฏการณ์ อาทิตย์ทรงกลด ส่องประกายทั่วฟ้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อาทิตย์ทรงกลด ปรากฏการณ์สุดสวยที่สวีเดน

คอลัมน์ Weather Wisdom โดย บัญชา ธนบุญสมบัติ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค..2018 เกิดปรากฏการณ์ทรงกลด (halo phenomena) ที่ประเทศสวีเดน การทรงกลดครั้งนี้มีรูปแบบที่งดงามซับซ้อนอย่างยิ่ง  ดูภาพที่ 1 และ 2 และคลิปที่ให้ไว้สิครับ

อาทิตย์ทรงกลด
ภาพที่ 1: อาทิตย์ทรงกลดซับซ้อนที่สวีเดน
14 ธันวาคม ค.ศ.2018 Borlange Sweden
ภาพ: Marta Darke
ที่มา > https://twitter.com/StormchaserUKEU/status/1074673620373385218

 

ภาพที่ 2: อาทิตย์ทรงกลดซับซ้อนที่สวีเดน
14 ธันวาคม ค.ศ.2018

ชมคลิปปรากฏการณ์ทรงกลดครั้งนี้ได้ที่

ภาพปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้รับการแชร์อย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียแต่ส่วนใหญ่ไม่มีคำอธิบายในเชิงวิชาการอีกทั้งไม่มีชื่อเรียกของเส้นหรือแถบแสงการทรงกลดแบบต่างๆที่ปรากฏในภาพ

ก่อนอื่นเลยควรทราบว่า การทรงกลด (halo) ทุกรูปแบบเกิดจากการที่แสงอาทิตย์ (หรือแสงจากแหล่งกำเนิดแสงใดๆ ก็ได้หักเหหรือสะท้อนจากผลึกน้ำแข็งในอากาศหรือในเมฆครับ

ในกรณีที่เรากำลังสนใจอยู่นี้ การทรงกลดเกิดจากแสงอาทิตย์หักเหหรือสะท้อนโดยผลึกน้ำแข็งที่ล่องลอยอยู่ในอากาศใกล้ๆ ผิวพื้น ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้ เรียกว่า ไดมอนด์ดัสต์ (diamond dust)

เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ผมใช้โปรแกรมฟรีแวร์ HaloPoint 2.0 ซึ่เขียนโดย Jukka Ruoskanen ผู้เชี่ยวชาญปรากฏการณ์ทรงกลด ทั้งนี้ในแบบจำลองได้ใช้ผลึกน้ำแข็ง รูปแบบ ดังภาพที่ 3  เรียกผลึกแต่ละรูปแบบว่า A, B, C, D และ E


ภาพที่ 3: รูปร่างของผลึกน้ำแข็งที่ใช้ในแบบจำลอง
ภาพ: บัญชา ธนบุญสมบัติ


ผลึกแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

ผลึก A : รูปแท่ง หน้าตัด เหลี่ยมด้านเท่า เอียงตัวแบบสุ่มๆ ในอากาศ ปริมาณ 5%
ผลึก B : รูปแผ่น วางตัวในแนวนอน หมุนรอบแกนผลึกได้ 360 องศา ปริมาณ 15%
ผลึก C : รูปแท่งคล้ายผลึก แต่วางตัวในแนวนอน หมุนรอบแกนผลึกได้ 360 องศา ปริมาณ 30%
ผลึก D : รูปแท่ง หน้าตัด เหลี่ยม วางตัวในลักษณะหันด้านแบนขนานกับพื้น ปริมาณ 30%
ผลึก E : รูปแผ่น วางตัวในแนวนอนแต่เอียงได้ องศา  หมุนรอบแกนผลึกได้ 360 องศา ปริมาณ 20%


              ในการคำนวณ ผมตั้งค่ามุมเงยของดวงอาทิตย์ที่ องศา โดยประมาณจากลักษณะความโค้งของเส้นทรงกลดบางเส้นในภาพ (จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลเวลาที่เกิดปรากฏการณ์) ผลการคำนวณแสดงในภาพที่ 4 ครับ

ภาพที่ 4: อาทิตย์ทรงกลดที่สวีเดนจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ภาพ: บัญชา ธนบุญสมบัติ

ชื่อเรียกภาษาไทยของการทรงกลดแต่ละแบบมีดังนี้ครับ
           
[1] 22-degree circular halo : วงกลม 22 องศา
           [2] sundog : ซันด็อก
           [3] upper sun pillar : พิลลาร์ดวงอาทิตย์ด้านบน
           [4] parhelic circle : วงกลมพาร์ฮีลิก
           [5] infralateral arc : เส้นโค้งอินฟราแลตเทอรัล
           [6] upper tangent arc : เส้นสัมผัสบน
           [7] upper sunvex Parry arc : เส้นโค้งแพร์รีแบบหันด้านนูนเข้าหาดวงอาทิตย์เส้นบน
           [8] upper suncave Parry arc : เส้นโค้งแพร์รีแบบหันด้านเว้าเข้าหาดวงอาทิตย์เส้นล่าง
           [9] circumzenithal arc : เส้นโค้งเซอร์คัมซีนิทัล
          [10] supralateral arc : เส้นโค้งซูพราแลตเทอรัล
          [11] 46 degree Parry supralateral arc : เส้นโค้งแพร์รีซูพราแลตเทอรัล 46 องศา
          [12] helic arc : เส้นโค้งฮีลิก
          [13] subhelic arc : เส้นโค้งซับฮีลิก

น่าสังเกตว่าการทรงกลดแบบupper suncave Parry arc และ subhelic arc ไม่ปรากฏเด่นชัดในภาพ (จึงใช้สีเทาอมฟ้าสะกดชื่อ) ต่างจากเส้นอื่นๆ ที่เหลือ (ซึ่งใช้สีเหลืองสะกดชื่อหมายความว่าแบบจำลองที่นำเสนอไว้ยังสามารถปรับปรุงได้อีก โดยการปรับรูปร่างผลึกและปริมาณสัมพัทธ์ เพื่อให้เส้นต่างๆ ที่คำนวณได้ใกล้เคียงภาพถ่ายยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หากใช้ภาพถ่ายในตำแหน่งอื่นก็อาจทำให้เห็นการทรงกลดแบบอื่นๆเพิ่มเติมได้คุณผู้อ่านที่สนใจชมการวิเคราะห์ภาพการทรงกลดครั้งนี้ของอาจารย์Les Cowley ได้จาก link ต่อไปนี้  www.atoptics.co.uk/fza164.htm

ปรากฏการณ์ธรรมชาติมักจะมีอะไรสนุกๆ ให้เราได้แปลกใจและเรียนรู้เพิ่มเติมเสมอครับ 

บัญชา ธนบุญสมบัติ
www.facebook.com/buncha2509
buncha2509@gmail.com

แนะนำแหล่งข้อมูล
หากสนในน้ำแข็งในธรรมชาติอีกกว่า 20 แบบ ขอแนะนำหนังสือ Cloud Guide คู่มือเมฆและปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศ ติดต่อ สนพ.สารคดี


โทร: 02-547-2700 ต่อ 111, 116
อีเมล: memberskd@gmail.com
line id : 0815835040

หวย หมูป่า แมวน้ำ ชาวเกาะ และ ฮ.ตก คือ 5 ข่าวสุดฮิตของเว็บไซต์บีบีซีไทยปี 2018

หวย หมูป่า แมวน้ำ ชาวเกาะ และ ฮ.ตก คือ 5 ข่าวสุดฮิตของเว็บไซต์บีบีซีไทยปี 2018

ทีมหมูป่า

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะมาถึง 2018 เป็นอีกปีหนึ่งที่บีบีซีไทยได้นำเสนอข่าวและเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในไทย เรื่องราวหลากหลายจากรอบโลกที่เผยให้เห็นหลายแง่มุมของมนุษย์ที่คุณอาจไม่เคยรู้จัก ไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ที่ทั้งสร้างแรงบันดาลใจและหลาย ๆ ครั้งก็ช่วยไขข้อสงสัยของเรา

มาไล่เรียง 5 ข่าวยอดนิยมที่ผู้อ่านให้ความสนใจมากที่สุดกัน

อันดับ 5 นักวิทยาศาสตร์ชี้สองสาเหตุอาจทำให้แมวน้ำมีปลาไหลติดรูจมูก

เจ้าหน้าที่พบแมวน้ำมังค์ฮาวายอายุน้อยImage copyrightNOAA FISHERIES/BRITTANY DOLAN
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่พบแมวน้ำมังค์ฮาวายอายุน้อย มีปลาไหลตัวยาวเข้าไปติดอยู่ในรูจมูก เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ภาพของแมวน้ำวัยรุ่นตัวหนึ่งที่มีปลาไหลทะเลห้อยต่องแต่งอยู่ที่รูจมูก สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกหลังจากที่นักวิจัยขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) ได้ไปพบเหตุการณ์นี้ที่เกาะห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวาย เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

แม้จะเฝ้าติดตามสังเกตการณ์ชีวิตของแมวน้ำมังค์ฮาวาย (Hawaiian monk seal) มานานกว่า 40 ปี แต่ทีมนักวิจัยของโนอาบอกว่าเคยมีรายงานถึงเหตุดังกล่าวเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น หลังจากเริ่มมีผู้พบเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ซึ่งในทุกกรณีแมวน้ำดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่มีปลาไหลทะเลตัวยาวกว่าครึ่งเมตรติดคาอยู่ในรูจมูกแต่อย่างใด

นักวิจัยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากสองสาเหตุด้วยกัน หนึ่ง แมวน้ำวัยรุ่นอายุน้อยที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ในการล่าหาอาหาร ถูกปลาไหลทะเลโจมตีตอบโต้ขณะที่มุดหน้าเข้าไปในโพรงที่ปลาไหลหลบซ่อนตัวอยู่ หรือ สอง อาจเป็นเพราะการสำรอกอาหารกลับออกจากกระเพาะที่ผิดพลาด เหมือนกับการที่คนอาเจียนแล้วมีอาหารเก่าบางส่วนหลุดเข้าไปในโพรงจมูก

อันดับ 4 ทำอย่างไรให้ถูกหวยถูกลอตเตอรี่นับพันรางวัลใน 14 รายการทั่วโลก ?

สเตฟาน แมนเดล คือคนแรกและคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่ได้กำไรจากการถูกรางวัลลอตเตอรีอย่างถล่มทลายImage copyrightTHE HUSTLE
คำบรรยายภาพสเตฟาน แมนเดล คือคนแรกและคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่ได้กำไรจากการถูกรางวัลลอตเตอรีอย่างถล่มทลาย

ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 สเตฟาน แมนเดล นักเศรษฐศาสตร์ชาวโรมาเนีย สามารถถีบตัวเองขึ้นจากผู้มีฐานะการเงินแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านได้ภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี หลังค้นพบ “สูตรคำนวณ” เลขรางวัล และแบบแผนการลงทุนที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตหรูหราอย่างสุขสบายไปตลอดชาติ

เดิมนายแมนเดลนั้นมีเงินเดือนเลี้ยงชีพเพียง 88 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2,900 บาท) ซึ่งไม่พอใช้เลี้ยงดูครอบครัวที่มีทั้งภรรยาของเขาและลูกอีกสองคน แต่โชคดีที่งานอดิเรกของเขาคือการเป็นนักคณิตศาสตร์มือสมัครเล่นได้ช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ได้แบบพลิกฝ่ามือ

ในวันหยุดนายแมนเดลจะใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์บทความว่าด้วยทฤษฎีความน่าจะเป็นของลีโอนาร์โด ฟิโบนักชี นักคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 13 โดยใช้เวลาวิเคราะห์หลายปี จนสามารถเขียนอัลกอริทึมที่ใช้เลือกตัวเลขซึ่งมีโอกาสถูกรางวัลสูงได้จำนวนมาก เขาเก็บอัลกอริทึมนี้เป็นความลับ โดยที่ไม่เคยเปิดเผย “สูตร” สู่ความมั่งคั่งจนถึงทุกวันนี้

อันดับ 3 ถ้ำหลวง: ภารกิจพาทีมหมูป่ากลับบ้านสำเร็จ

หน่วยซีลเผยแพร่คลิปวิดีโอทีมหมูป่าฯImage copyrightTHAI NAVYSEAL/FACEBOOK

บีบีซีไทยได้ทำการรายงานสดปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่า ที่ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ตลอด 3 วันจนสมาชิกทีมหมูป่าออกจากถ้ำครบ 13 คน รวมถึงแพทย์และหน่วยซีลรวม 4 คน ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยเช่นกัน

บีบีซีไทยได้เริ่มต้นรายงานข่าวตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ที่เริ่มมีการแจ้งเหตุมีเด็กหายตัวเข้าไปในถ้ำหลวง ตลอดจนความเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่หน่วยซีลเดินทางถึงถ้ำ พบรอยมือและรอยเท้าบนผนังถ้ำซึ่งคาดว่าเป็นของทีมหมูป่า ตอนที่นักประดาน้ำชาวอังกฤษ 2 คนค้นพบนักเตะเยาวชน 12 คน และโค้ชของทีมหมูป่ารอดชีวิต โดยนั่งเกาะกลุ่มกันอยู่บนชั้นหินที่เรียกว่า “เนินนมสาว” ไปจนถึง “ดีเดย์” ที่เริ่มปฏิบัติการลำเลียง 13 ชีวิตออกจากถ้ำ ที่มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติการรวม 18 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ 13 คน และเจ้าหน้าที่ซีล 5 คน จนสำเร็จ

ถ้ำหลวงImage copyrightAFP/GETTY IMAGES

นอกจากการรายงานสดแล้ว บีบีซีไทยยังได้นำเสนอแง่มุมอื่น ๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าที่ผู้อ่านอาจจะยังไม่ได้อ่านกัน

อันดับ 2 เหตุเฮลิคอปเตอร์วิชัย ศรีวัฒนประภา ตกข้างสนามเลสเตอร์ ซิตี้

นายวิชัย ศรีวัฒนาประภา (กลาง) ประธานกรรมการ และ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภาImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพนายวิชัย ศรีวัฒนาประภา (กลาง) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายคนเล็ก ที่เดินตามรอยเท้าพ่อ ทั้งในธุรกิจคิง เพาเวอร์ และการบริหารสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้

บีบีซีไทยรายงานสดเฮลิคอปเตอร์ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประสบเหตุตกไม่นานหลังจากบินขึ้นจากลานจอดข้างสนามเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5 คน ได้แก่ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสร นุสรา สุขหน้าไม้ และ กวีพร พรรณแพร ซึ่งเป็น คณะทำงานของนายวิชัย, และนักบิน 2 คน คือ อิสซาเบลลา โรซา เลโควิช และเอริก สวอฟเฟอร์

ในไทย นายวิชัยเป็นที่รู้จักในในฐานะ “เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์” โดยถูกจัดให้เป็น “อภิมหาเศรษฐี” ลำดับ 5 ของไทยในปี 2561 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.62 แสนล้านบาท โดยนิตยสารฟอร์บส์ แต่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ในยุคที่ประสบความสำเร็จถึงสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ฟรีเมียร์ได้ในฤดูกาล 2015-2016 (พ.ศ. 2558-2559) ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกให้สโมสรแห่งนี้

ในการรายงานสดเมื่อปลายเดือน ต.ค. บีบีซีไทยได้นำเสนอทุกความเคลื่อนไหวตั้งแต่ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ของนายวิชัยตกลง ปฏิกิริยาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลทีมเลสเตอร์ฯ คนในวงการฟุตบอลทั่วโลก หรือคนไทยที่ไปแสดงความอาลัย ณ ที่เกิดเหตุ ไปจนถึงประวัติของนายวิชัยและแง่มุมเชิงธรุกิจของ คิง เพาเวอร์

อันดับ 1 ชนเผ่าเซนทิเนล: เรื่องเล่าจากชายผู้รอดชีวิต หลังพบกับชาวเกาะที่ ‘สังหาร’ หนุ่มอเมริกัน

ที เอ็น พันดิต กำลังยื่นลูกมะพร้าวให้กับผู้ชายชนเผ่าเซนทิเนลImage copyrightTN PANDIT
คำบรรยายภาพที เอ็น พันดิต กำลังยื่นลูกมะพร้าวให้กับผู้ชายชนเผ่าเซนทิเนล

การถูกสังหารของ จอห์น อัลเลน โช นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ทำให้ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะเซนทิเนลเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในชนเผ่าไม่กี่กลุ่มที่ “ตัดขาด” กับโลกภายนอก และเรื่องเล่าจาก ที เอ็น พันดิต นักมานุษยวิทยาชาวอินเดียวัยกว่า 80 ปี ก็ได้กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านบีบีซีไทยมากที่สุดสำหรับปี 2018

ที เอ็น พันดิต เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่เคยพบกับชนเผ่าเซนทิเนลซึ่งหวาดกลัวคนภายนอกในแถบหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย

พันดิต เล่าว่าการเดินทางไปพบกับชนเผ่านี้ พร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในปี 1991 เป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด

“ตอนที่ผมเอาลูกมะพร้าวให้ ผมอยู่ห่างจากคนอื่นในทีมนิดหน่อย และเริ่มเข้าไปใกล้ฝั่ง หนุ่มน้อยชนเผ่าเซนทิเนลคนหนึ่ง ทำหน้าตลก และถือมีดส่งสัญญาณมาที่ผมว่า เขาจะตัดหัวผม ผมเรียกเรือและถอยกลับในทันที”

ชายชนเผ่าเซนทิเนล ตั้งท่ายิงธนูใส่เฮลิคอปเตอร์Image copyrightINDIAN COAST GUARD/SURVIVAL INTERNATIONAL
คำบรรยายภาพชายชนเผ่าเซนทิเนล ตั้งท่ายิงธนูใส่เฮลิคอปเตอร์

นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 พันดิต และเพื่อนร่วมงานของเขา เดินทางไปเพื่อพบกับชนเผ่าที่ยากจะทำความเข้าใจชนเผ่านี้หลายครั้ง เพื่อศึกษาและพบปะกับพวกเขา แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็เมื่อปี 1991

ชนเผ่านี้ขึ้นชื่อเรื่องการจับปลาด้วยธนูและลูกศร พวกเขายังชีพด้วยหมูป่า, รากไม้, ยางไม้ และน้ำผึ้ง ไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาเป็นนักเดินเรือ ตอนนี้รัฐบาลยกเลิกการเดินทางนำของขวัญไปหย่อนให้เพื่อศึกษาชนเผ่าที่ไม่สวมเสื้อผ้าชนเผ่านี้แล้ว

ในปี 2006 ชาวประมง 2 คน ซึ่งเดินทางเข้าไปใกล้เกาะเซนทิเนลเหนือ ถูกชนเผ่านี้สังหาร ตอนที่เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียสำรวจเกาะแห่งนี้ทางอากาศ หลังจากเกิดเหตุสึนามิ 26 ธ.ค. 2004 ชายชนเผ่าเซนทิเนลพยายามยิงเฮลิคอปเตอร์ให้ตกลงด้วยลูกศร

https://www.bbc.com/thai/thailand-46653922?fbclid=IwAR0S2PvPFAtqX5-Pdr2LXlnNNtCdwvSdnIiiJPVUwR7xsEphJcTkCI0rIvw

“ฉลามเสือดาว” อวดโฉมครั้งแรกรอบ 5 ปีหมู่เกาะสิมิลัน

“ฉลามเสือดาว” อวดโฉมครั้งแรกรอบ 5 ปีหมู่เกาะสิมิลัน

ข่าวดี ! ทีมสำรวจกรมอุทยานฯ-นักวิชาการ พบฉลามเสือดาว 2 ตัว สัตว์ทะเลหายากในรอบ 5 ปีกลับมาอาศัยและหากินอยู่บริเวณเกาะปายู เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา คาดผลพวงจากมาตรการคุมนักท่องเที่ยวได้ผลดี

วานนี้ (16 ธ.ค.2561) เพจเฟชบุ๊กส่วนประชาสัมพันธ์ุกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า นายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช เผยแพร่ข่าวดีว่ากลุ่มนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ต่างแสดงความดีใจอย่างมากหลังสำรวจพบฉลามเสือดาว สัตว์ทะเลหายากกลับมาอาศัยหากินอยู่บริเวณ ด้านทิศตะวันออกของเกาะ 7 หรือเกาะปายู ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา หลังจากไม่เคยมีรายงานการเจอฉลามเสือดาวมานาน 5 ปี

ฉลามที่พบเป็นคู่ 2 ตัวมีท่าทีเป็นมิตรกับนักดำน้ำ และว่ายเข้ามาให้นักสำรวจความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมใต้น้ำ รวมถึงแนวปะการังที่เคยได้รับความเสียหายจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

เอมเมลลี่ วิคมันน์ อาสาสมัครชาวเยอรมัน บอกว่า รู้สึกมีความสุข และตื่นเต้นที่ได้มาร่วมปฏิบัติการดำน้ำสำรวจ และเก็บข้อมูลต่าง ๆ บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เป็นครั้งแรกที่ได้พบสิ่งมีชีวิตใต้น้ำทางทะเลที่หลากหลาย

ส่วนตัวคิดว่าเป็นความมหัศจรรย์ของทะเลอันดามัน บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ทำให้เกิดความประทับใจต่อแหล่งดำน้ำในหมู่เกาะสิมิลันอย่างมาก โดยเฉพาะจุดดำน้ำที่เกาะ 7 หรือเกาะปายู เกาะ 8 หรือเกาะสิมิลัน รวมทั้งอ่าวนำชัย และอ่าวคนแก่ บริเวณเกาะ 9 หรือเกาะบางู ซึ่งทุกจุดล้วนมีความสวยงาม มหัศจรรย์ที่แตกต่างกันไป

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

คาดผลจากมาตรการคุมการท่องเที่ยว

นายพงศ์ธีระ บัวเพชร นักวิชาการ ประจำคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต เปิดเผยว่า การพบฉลามเสือดาว ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เกิดความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นผลมาจากกรมอุทยานมีการบริหารจัดการที่ดีพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม  เช่น มาตรการลดจำนวนนักท่องเที่ยว มาตรการลดและควบคุมขยะ เชื่อได้ว่าในอนาคต หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบหมู่เกาะสิมิลันจะกลับมาสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อเหมือนกับ 20 ปีก่อน

ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา เป็นแหล่งดำน้ำลึกที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนขณะนี้กรมอุทยานฯ มีมาตรการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิน 3,850 ต่อวัน ในจำนวนนี้รวมนักท่องเที่ยวดำน้ำลึกไว้ด้วย 525 คนต่อวัน

http://news.thaipbs.or.th/content/276364?fbclid=IwAR3SKLyKbc30VHAdegs6GidvHdAHJgTHNpQfC8AJ53_RHBBCTG8BTxIxyMY

นักวิจัยคิดค้นวิธีตรวจมะเร็งแบบใหม่ให้ผลภายใน 10 นาที

นักวิจัยคิดค้นวิธีตรวจมะเร็งแบบใหม่ให้ผลภายใน 10 นาที

ทีมนักวิจัยในออสเตรเลียพัฒนาการตรวจมะเร็งที่ให้ผลภายใน 10 นาที

ผลการวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ไปไม่นานมานี้ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า วิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งวิธีใหม่นี้พัฒนาขึ้น หลังจากทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่า เซลล์มะเร็งนั้นหากอยู่ในน้ำจะสร้างโครงสร้างของดีเอ็นเอที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งแตกต่างไปจากปกติ และถือเป็นวิธีการตรวจหาเซลล์มะเร็งได้เเต่เนิ่นๆ

โดยตรวจได้ผลเร็วกว่าการตรวจมะเร็งทุกวิธีที่ใช้กันในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ Matt Trau กล่าวในการแถลงข่าวว่า การค้นพบว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งเกาะติดกันในลักษณะที่แตกต่างไปจากโมเลกุลของดีเอ็นเอของเซลล์ที่ปกติดี โดยถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญมาก การตรวจไม่สร้างความเจ็บปวดเเก่ผู้ป่วยและใช้ตรวจมะเร็งได้ทุกประเภท

ศาสตราจารย์ Trau กล่าวว่า การค้นพบนี้ได้นำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ราคาไม่เเพงและพกพาได้ ซึ่งคาดว่าในที่สุดแล้วจะนำไปใช้เป็นอุปกรณ์วินิจฉัยมะเร็งที่ใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือ

ด้าน Abu Sina สมาชิกของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจจะช่วยแปลงโฉมหน้าการตรวจคัดกรองมะเร็งในอนาคต

เขากล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน เเละในปัจจุบัน มะเร็งทุกชนิดต้องใช้วิธีทดสอบและระบบคัดกรองที่แตกต่างกัน และเรายังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองแบบรวมๆ ที่ช่วยตรวจหามะเร็งได้ และทีมนักวิจัยต้องการให้วีธีตรวจมะเร็งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเช็คร่างกายทั่วไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้พยายามพัฒนาวิธีการตรวจมะเร็งที่สามารถตรวจพบโรคได้เเต่เนิ่นๆ เพราะการตรวจพบมะเร็งได้เเต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสที่การบำบัดประสบความสำเร็จ

การตรวจมะเร็งแบบใหม่ที่ได้ผลตรวจภายใน 10 นาทีนี้พัฒนาในออสเตรเลีย และยังจำเป็นต้องมีการทดลองใช้กับคนครั้งใหญ่เสียก่อน แต่ทีมนักวิจัยชี้ว่ามีสัญญาณทางบวกหลายอย่าง

ทีมนักวิจัยได้ทดลองตรวจหามะเร็งในตัวอย่างเนื้อเยื่อและเลือด 200 ตัวอย่าง เเละผลการตรวจมีความเเม่นยำถึงร้อยละ 90 โดยใช้ตรวจหามะเร็งทรวงอก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคาดว่าน่าจะใช้ตรวจมะเร็งทุกประเภทได้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มะเร็งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในดีเอ็นเอของเซลล์ โดยมีลักษณะการก่อตัวของโมเลกุลที่เรียกว่า mythyl groups ซึ่งต่างไปจากเซลล์ที่แข็งแรงดี และวิธีตรวจเเบบใหม่นี้สามารถตรวจพบลักษณะการเกาะตัวที่ผิดเพี้ยนนี้เมื่อนำเซลล์ไปใส่ในตัวทำละลาย อาทิ น้ำ

นักวิจัยกล่าวว่า หากพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ วิธีตรวจมะเร็งเเบบใหม่นี้จะมีประโยชน์มากในการตรวจมะเร็งตั้งเเต่เนิ่นๆ ในพื้นที่ชนบทห่างไกล เทคโนโลยีที่ช่วยในการอ่านผลการตรวจแบบอิเลคทรอนิคส์ก็พร้อมเเล้ว โดยเพียงเเค่ต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือก็ใช้ได้

นักวิจัยชี้ว่า ข้อดีของการตรวจมะเร็งวิธีนี้คือเป็นอุปกรณ์อย่างง่าย แทบไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆ เลย นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังคาดว่าอาจนำไปใช้ตรวจเฝ้าระวังการหวนคืนของมะเร็งได้ด้วย แม้ยังไม่ได้ทดลองในเรื่องนี้ก็ตาม

ในขั้นต่อไป ทีมนักวิจัยออสเตรเลียจะทำการทดลองกับมนุษย์ เพื่อศึกษาว่าจะสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งได้ล่วงหน้ามากเเค่ไหน เเละการตรวจนี้สามารถนำไปใช้วัดประสิทธิภาพของการบำบัดมะเร็งได้หรือไม่

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังจะศึกษาด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากแค่ไหนที่จะใช้สารคัดหลั่งจากร่างกายชนิดต่างๆ ในการตรวจหามะเร็งประเภทต่างๆ ตั้งเเต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลาม

https://www.voathai.com/a/ten-minute-cancer-test-tk/4703616.html?fbclid=IwAR1na4AdZdNVGWceLfJH3oYBhk0-WfSWKuS1zHpwETbfpBTdUNV1yK0l8aA

“บิล เกตส์” ปฏิเสธข้อเสนอ “โดนัลด์ ทรัมป์” นั่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์

“บิล เกตส์” ปฏิเสธข้อเสนอ “โดนัลด์ ทรัมป์” นั่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์

"บิล เกตส์" ปฏิเสธข้อเสนอ "โดนัลด์ ทรัมป์" นั่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์

บิล เกตส์” บอกปฏิเสธข้อเสนอจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของชาติ

สื่อต่างประเทศรายงานว่า บิล เกตส์ ได้ปฏิเสธข้อเสนอจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติของเขา โดยบิล เกตส์ กล่าวว่า “ยังไม่ใช่เวลาที่ดีของผม”

แม้ว่าบิล เกตส์จะไม่ได้มีภาระในการบริหาร Microsoft เหมือนก่อน แต่เขาก็ยังมี “มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์” ที่ต้องดูแล ซึ่งมูลนิธิดังกล่าวกำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาโรคโปลิโอ, มาลาเรีย และโรคอัลไซเมอร์

แต่โดนัลด์ ทรัมป์มองว่าบิล เกตส์ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของทำเนียบขาวที่กำลังว่างอยู่ในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ บิล เกตส์กล่าวกับประธานาธิบดีว่า หลายๆ คนในวงการวิทยาศาสตร์ต่างกังวลกับการว่างอยู่ของตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองก็แนะนำว่าเขาน่าจะรับตำแหน่งนี้ ซึ่งทางบิล เกตส์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้พูดคุยกับเขาอย่างจริงจังนะ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเองจริงจังกับเรื่องนี้หรือไม่”

บิล เกตส์ได้พบกับทรัมป์ 3 ครั้ง นับตั้งแต่ที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2016 โดยส่วนใหญ่เป็นการหารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงด้านสุขภาพทั่วโลก

https://www.sanook.com/news/6274710/?fbclid=IwAR0pVEMTwhmUfe349IujkkRjLm6y5dDc5AKSVP2sr8z2I6Vb2KpjDqtsVV4