คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2018

พบลำไส้เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดได้

เซลล์เม็ดเลือดแดง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เป็นที่ทราบกันมานานว่าเซลล์เม็ดเลือดในร่างกายคนเรา ทั้งเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวถูกสร้างขึ้นจากไขกระดูกเท่านั้น แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ได้ค้นพบว่ายังมีอีกอวัยวะหนึ่งที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดได้มากถึง 10% ของที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะที่คาดไม่ถึงนี้ก็คือลำไส้นั่นเอง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจัยบางกลุ่มได้สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายลำไส้ซึ่งได้มาจากผู้บริจาค จะมีภาวะของการเกิดเลือดผสม (Blood chimerism) ซึ่งผู้ได้รับการปลูกถ่ายจะมีเซลล์เม็ดเลือดทั้งของตนเองและจากเจ้าของลำไส้เดิมปะปนกันอยู่ แสดงว่าลำไส้ที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดด้วยตนเองขึ้นมาได้

แบคทีเรียในลำไส้มนุษย์ผลิตไฟฟ้าได้

เม็ดเลือดแดงรูปเคียวเกิดจากยีนกลายพันธุ์ในเด็กคนหนึ่งเมื่อ 7,300 ปีก่อน

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ที่ชาญฉลาดกับฉายา “สมองที่ 2″ ของมนุษย์

พบแบคทีเรียอาศัยอยู่ในสมองคนได้เหมือนกับในลำไส้

ตามปกติแล้ว การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจะทำให้คนไข้มีเซลล์เม็ดเลือดของผู้บริจาคอยู่ในร่างกายระยะหนึ่ง ซึ่งต่อมาก็จะค่อย ๆ หายไป แต่ในกรณีของผู้รับการปลูกถ่ายลำไส้ 21 รายที่ทีมผู้วิจัยได้ติดตามศึกษาเป็นเวลานานถึง 5 ปีนั้น ลำไส้ใหม่ของพวกเขายังคงผลิตเซลล์เม็ดเลือดออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิคุ้มกัน โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวนี้ไม่เข้าโจมตีต่อต้านร่างกายของผู้รับบริจาคอวัยวะอีกด้วย

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียตีพิมพ์ผลการศึกษาปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ลงในวารสาร Cell Stem Cell โดยระบุว่าลำไส้น่าจะเป็นอีกอวัยวะหนึ่งของมนุษย์ ที่มีเนื้อเยื่อผลิตเซลล์เม็ดเลือดทั้งขาวและแดงอยู่ในตัว โดยพบร่องรอยของเซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์โพรเจนิเตอร์ของเม็ดเลือด (HSPC) ที่เป็นของผู้บริจาคอวัยวะ ในเยื่อเมือกของลำไส้ที่ได้รับการปลูกถ่าย รวมทั้งในตับและต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย

Coloured scanning electron micrograph (SEM) of a lymphocyte white blood cell.

ดร. เมแกน ไซค์ส ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เซลล์เม็ดเลือดขาวของคนแปลกหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านนี้ จะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวจากเจ้าของร่างกายเข้าแทนที่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนั้นเสมือนกับว่า เกิดการสื่อสารกันระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวสองชุด ทำให้พวกมันเป็นมิตรกัน”

“ดูเหมือนเซลล์เม็ดเลือดขาวจากลำไส้ของผู้บริจาคได้รับการสอนตั้งแต่แรกว่า ร่างกายของผู้รับการปลูกถ่ายคือบ้านใหม่ ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่ต้องต่อต้าน และพวกมันจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวของบุคคลผู้ได้รับการปลูกถ่ายลำไส้ในที่สุด”

“ยิ่งมีเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดจากผู้บริจาคลำไส้อยู่มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อผู้รับการปลูกถ่ายมากขึ้นเท่านั้น โดยการที่ไม่ต้องให้ยากดภูมิคุ้มกันจะทำให้คนไข้หายเร็วขึ้น และคาดว่าการผ่าตัดปลูกถ่ายลำไส้จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคลำไส้ร้ายแรงบางชนิดเช่นโรคโครห์น (Crohn’s Disease อันเป็นความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ทำให้เกิดการระคายเคืองและทางเดินอาหารบวม) ได้อีกด้วย” ดร. ไซค์ส กล่าว

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-46685762

ลุ้นระทึก นิวเฮอไรซอนส์เตรียมเข้าเฉียดอัลติมาทูลี ใกล้ยิ่งกว่าพลูโต

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ยานอวกาศของนาซาชื่อ นิวเฮอไรซอนส์ ได้พุ่งเข้าเฉียดดาวพลูโตพร้อมกับส่งภาพระยะใกล้ของดาวเคราะห์แคระดวงนี้รวมทั้งบริวารกลับมายังโลก เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมสุดพิศวงจากดินแดนไกลโพ้นของระบบสุริยะดวงนี้ 

นิวเฮอไรซอนส์เผยว่า ดาวพลูโตไม่ใช่ดินแดนตายซากเย็นชืดดังที่เคยเชื่อกัน หากแต่ยังคุกรุ่นไปด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา มีธารน้ำแข็ง มีบรรยากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีแม้แต่มหาสมุทรบาดาล สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของนักดาราศาสตร์ทั้งสิ้น

ยานนิวเฮอไรซอนส์ (จาก NASA)

ในอีกไม่ถึงสัปดาห์ข้างหน้า บรรยากาศแห่งความอัศจรรย์ใจอย่างนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดาวพลูโตไม่ใช่เป้าหมายเดียวของยานนิวเฮอไรซอนส์ หลังจากที่ยานผ่านพ้นดาวพลูโตไปแล้ว ได้จุดจรวดปรับทิศทางอีกสี่ครั้งเพื่อเบนเส้นทางไปยังเป้าหมายถัดไปซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก 1,600 ล้านกิโลเมตร เป้าหมายใหม่นี้มีชื่อว่า 2014 เอ็มยู 69 (2014 MU69) หรือที่มีชื่อสามัญอย่างไม่เป็นทางการว่า อัลติมาทูลี (Ultima Thule) ยานจะเข้าใกล้วัตถุดวงนี้มากที่สุดในวันที่ มกราคม 2562 เวลา 12:33 น. ตามเวลาประเทศไทย

ภารกิจการสำรวจดาวอัลติมาทูลียังคงเป็นลักษณะเดียวกับภารกิจสำรวจดาวพลูโต  นั่นคือเป็นการพุ่งเฉียด ยานจึงมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นในการเก็บข้อมูลจากวัตถุดวงนี้ให้มากที่สุดก่อนที่จะผ่านเลยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ หลังจากที่ยานเคลื่อนผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง จึงค่อยทยอยส่งข้อมูลที่เก็บเอาไว้กลับสู่โลก 

ภาพของดาวอัลติมาทูลีตามจินตนาการของศิลปิน ข้อมูลจากการสังเกตการบังดาวฤกษ์ของวัตถุดวงนี้บ่งชี้ว่าวัตถุดวงนี้ไม่เป็นดวงกลม แต่อาจเป็นก้อนรี หรือเป็นสองตุ้มเช่นนี้
(จาก Steve Grivven/NASA/JHUAPL/SwRI)

 

ภาพจากการซ้อนภาพแบบสแต็กจำนวน 48 ภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ทำให้แยกจุดแสงของดาวอัลติมาทูลีออกมาจากดาวพื้นหลังได้
(จาก NASA/JPL-Caltech/SwRI)

ทั้งดาวพลูโตและดาวอัลติมาทูลีเป็นวัตถุไคเปอร์ทั้งคู่ แถบไคเปอร์คือบริเวณรอบระบบสุริยะที่อยู่พ้นระยะของวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป เป็นบริเวณที่มีวัตถุน้อยใหญ่จำนวนมากที่หลงเหลือมาจากยุคที่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้น วัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุประเภทเดียวกับวัตถุต้นกำเนิดของดาวเคราะห์ ซึ่งหากมีมวลมาพอกพูนมากพอก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์ การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จึงช่วยให้เราได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของการกำเนิดระบบสุริยะได้เป็นอย่างดี

ภาพของดาว 2014 เอ็มยู 69 หรือ “อัลติมาทูลี” วัตถุไคเปอร์ที่เป็นเป้าหมายถัดไปของยานนิวเฮอไรซอนส์ ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
(จาก NASA, ESA, SwRI, JHU/APL, and the New Horizons KBO Search Team)

การสำรวจดาวอัลติมาทูลีไม่ใช่ภารกิจของแถม เพราะภารกิจหลักของยานคือการสำรวจดาวพลูโตและวัตถุไคเปอร์อีกสองสามดวง นี่จึงเป็นภารกิจที่วางไว้แล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่ยังไม่ได้ระบุวัตถุไคเปอร์ที่จะไปสำรวจเท่านั้น 

ยานนิวเฮอไรซอนส์เริ่มออกเดินทางจากโลกในปี 2549 ในขณะนั้นยานทราบเป้าหมายเพียงดวงเดียวเท่านั้นคือดาวพลูโต ผู้ควบคุมภารกิจยังหาวัตถุที่เหมาะสมที่จะเป็นเป้าหมายที่สองให้แก่ยานไม่ได้ จนกระทั่งถึงปี 2557 ซึ่งยานนิวเฮอไรซอนส์เดินทางไปได้ค่อนทางแล้ว กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจึงค้นพบวัตถุในแถบไคเปอร์ที่น่าจะเป็นเป้าหมายที่สองของยานได้ ดวง  เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ แล้ว ผู้ควบคุมภารกิจจึงเลือกเอาดาว 2014 เอ็มยู 69 เป็นเป้าหมายถัดไปให้แก่ยาน นับเป็นวัตถุดวงแรกที่ถูกค้นพบหลังจากที่ยานสำรวจออกเดินทางไปแล้ว

ต่อมาในปี 2560 องค์การนาซาได้จัดประกวดตั้งชื่อสามัญให้แก่ 2014 เอ็มยู 69 มีผู้เสนอชื่อต่าง ๆ เข้าประกวดมากกว่า 34,000 ชื่อ สุดท้ายชื่อที่ได้รับเลือกคือ อัลติมาทูลี

คำว่า อัลติมาทูลี เป็นคำที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคกลาง หมายถึง แดนไกลโพ้นสุดขอบฟ้า (ทูลี เป็นชื่อแดนห่างไกลทางยุโรปตอนเหนือที่ชาวกรีกและโรมันโบราณอ้างถึง แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอยู่ที่ใดกันแน่ เพราะบ้างก็ว่าอยู่ในเขตนอร์เวย์ บ้างก็ว่าอยู่ในไอร์แลนด์ บ้างก็ว่าอยู่ในไอซ์แลนด์) 

จนถึงขณะนี้ เรายังทราบข้อมูลของอัลติมาทูลีน้อยมาก แม้จะสำรวจด้วยกล้องที่ทรงพลังอย่างกล้องฮับเบิลแล้วก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าวัตถุดวงนี้มีความกว้าง 45 กิโลเมตร หรือเล็กกว่าดาวพลูโตราว 100 เท่า การประเมินขนาดนี้อาศัยเพียงความสว่างที่วัดได้เท่านั้น ซึ่งมีย่านความคลาดเคลื่อนสูงมาก หากพื้นผิวของวัตถุดวงนี้มีความสว่างสะท้อนแสงดี ก็น่าจะมีขนาดเล็กกว่านี้ แต่ถ้ามีพื้นผิวคล้ำ ขนาดก็จะใหญ่กว่านี้ 

นอกจากจะสำรวจด้วยกล้องฮับเบิลแล้ว ยังมีการสำรวจการบังดาวฤกษ์ของอัลติมาทูลีอีกด้วย วัตถุในระบบสุริยะมีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จากโลก จึงปรากฏว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ไปบนฉากหลังที่มีดาวฤกษ์จำนวนมาก ดาวฤกษ์อยู่ไกลกว่าวัตถุในระบบสุริยะมาก จึงดูเหมือนดาวเหล่านั้นอยู่กับที่ เมื่อวัตถุในระบบสุริยะเคลื่อนที่ไป บางครั้งก็อาจเข้าไปบังดาวฤกษ์ที่พื้นหลัง การสังเกตการบังดาวจะบอกสมบัติทางกายภาพของวัตถุได้มาก เช่น ขนาด รูปร่าง บางครั้งอาจบอกได้ว่าวัตถุนั้นมีวงแหวน บริวาร หรือบรรยากาศหรือไม่

ช่วงที่ผ่านมาดาวอัลติมาทูลีเข้าบังดาวฤกษ์หลายครั้ง เช่นในวันที่ มิถุนายน 2560, 10 กรกฎาคม 2560, 17 กรกฎาคม 2560, สิงหาคม 2561 การบังแต่ละครั้งกินเวลาเพียงประมาณสองวินาที และมองเห็นการบังได้เพียงจากแนวแคบ ๆ บนโลกเท่านั้น นักดาราศาสตร์ย่อมไม่พลาดที่จะสังเกตปรากฏการณ์สำคัญนี้ ทั้งจากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน จากยานอวกาศ และแม้แต่จากกล้องโทรทรรศน์ติดเครื่องบิน  นับเป็นมหกรรมการสำรวจการบังดาวของวัตถุครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการทำกันมา  

ข้อมูลการบังดาวของอัลติมาทูลีแสดงว่ามันไม่ใช่วัตถุดวงกลมธรรมดา อาจเป็นวัตถุสองดวงที่โคจรรอบกันอย่างใกล้ชิด ดวงหนึ่งมีขนาด 12 กิโลเมตรอีกดวงหนึ่งมีขนาด 21 กิโลเมตร บางทีทั้งสองดวงอาจอยู่ใกล้กันจนถึงขั้นสัมผัสกันและมีรูปร่างเหมือนดัมเบลล์ และเป็นไปได้ว่าจะมีดวงจันทร์เป็นบริวารด้วย

“อัลติมาทูลีมีขนาดเล็กกว่าพลูโตถึงร้อยเท่า แต่ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์นั้นมากมายเหลือคณา วัตถุจำพวกนี้เกิดขึ้นเมื่อ 4.5-4.6 พันล้านปีก่อน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง พันล้านกิโลเมตร ถูกแช่แข็งที่อุณหภูมิเกือบเป็นศูนย์สัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส) จึงยังคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อระบบสุริยะเมื่อเริ่มกำเนิดขึ้น” แอลัน สเติร์น จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์อธิบาย

แนววิถีของยานนิวเฮอไรซอนส์เทียบกับวงโคจรของดาวเคราะห์วงนอก เป้าหมายที่สองของยานคือดาวอัลติมาทูลี ซึ่งเป็นวัตถุไคเปอร์ที่อยู่พ้นดาวพลูโตไปอีก 1,600 ล้านกิโลเมตร
(จาก NASA/JHUAPL/SwRI)

 

อัลติมาทูลี อาจมีรูปร่างเป็นก้อนรีเบี้ยว ๆ เหมือนมันฝรั่งแบบนี้ (จาก NASA/JHUAPL/SwRI/Alex Parker)

นิวเฮอไรซอนส์จะเข้าเฉียดดาวอัลติมาทูลีด้วยระยะ 3,500 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กว่าที่เคยเฉียดดาวพลูโตถึงสามเท่า แน่นอนว่ายานย่อมเผยความเร้นลับวัตถุไคเปอร์และต้นกำเนิดของระบบสุริยะได้มากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

“เราเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าจะเห็นอะไรบ้างเมื่อยานไปถึง อาจพบว่ามีบรรยากาศ มีวงแหวน หรืออาจมีดวงจันทร์บริวาร ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น”

 

 

ที่มา:http://thaiastro.nectec.or.th/news/3334/

“คงไม่ต้องเดากันมาก เราจะพบคำตอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว” สเติร์นกล่าวทิ้งท้าย

คริสต์มาส : ความสุขจากการเป็นผู้ให้ คงทนอยู่ได้นานหลายวันมากกว่าเป็นผู้รับ

_104945098_giftgivinggettyimages

ความรู้สึกเบิกบานอิ่มอกอิ่มใจที่เกิดจากการมอบสิ่งของหรือความช่วยเหลือให้กับผู้อื่น ซึ่งจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ให้ไปตราบนานเท่านาน ไม่ได้เป็นเพียงคำสอนทางศีลธรรมที่เชื่อต่อ ๆ กันมาเท่านั้น ล่าสุดมีการทดลองทางจิตวิทยาที่พิสูจน์แล้วว่า ความรู้สึกเป็นสุขจากการเป็นผู้ให้นั้นคงทนอยู่ได้ยาวนาน ยิ่งกว่าความสุขจากการเป็นผู้รับที่มีแต่จะลดน้อยถอยลงและเลือนหายไปเร็วกว่าในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Psychological Science ระบุว่าได้ทำการทดลองโดยมอบเงินวันละ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 162 บาท) ให้กับนักศึกษา 96 คน เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยแต่ละคนจะได้รับคำสั่งให้ใช้เงินดังกล่าวด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

ผู้เข้าร่วมการทดลองบางกลุ่มจะต้องใช้เงินที่ได้มาซื้อของอย่างหนึ่งให้กับตัวเองทุกวัน บางกลุ่มจะต้องนำเงินไปใส่กล่องให้ทิปในร้านค้า หรือบริจาคเงินทางออนไลน์ โดยจะต้องให้ทิปในร้านเดิมหรือบริจาคเงินผ่านทางเว็บไซต์เดิมในทุกครั้ง จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องบันทึกประสบการณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น และมีการประเมินให้คะแนนต่อระดับความรู้สึกเป็นสุขเบิกบานใจที่เกิดขึ้นในทุกครั้ง

ผลปรากฏว่านักศึกษาทั้งหมดให้คะแนนระดับความรู้สึกพึงพอใจที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ใช้เงินอย่างเป็นผู้ให้หรือผู้รับ แต่ภายในเวลา 5 วันต่อมา ระดับความรู้สึกเป็นสุขเบิกบานใจของกลุ่มที่ใช้เงินซื้อของให้ตัวเองกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มที่ให้ทิปหรือบริจาคยังคงมีความรู้สึกเป็นสุขอย่างชัดเจนไม่จืดจางลง คล้ายกับครั้งที่ได้ทำตามคำสั่งให้มอบเงินในครั้งแรก

ทีมผู้วิจัยยังได้ทำการทดลองเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้เข้าร่วมเล่นเกมทางออนไลน์ 502 คน ผู้ชนะของการเล่นเกมในแต่ละรอบจะได้รับเงินรางวัลจำนวนไม่มาก ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บสะสมไว้หรือบริจาคให้การกุศล จากนั้นจะมีการประเมินความรู้สึกที่เกิดขึ้นของผู้เล่น ซึ่งก็ได้ผลเช่นเดียวกับการทดลองครั้งแรกว่า ความพึงพอใจในกลุ่มผู้ที่เลือกสะสมเงินลดลงอย่างรวดเร็วในการเล่นรอบหลัง ๆ ต่างจากความรู้สึกของผู้เล่นที่เลือกบริจาคเงินอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร. เอ็ด โอไบรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า คนเรามีกระบวนการทางจิตวิทยาที่ปรับตัวให้เคยชินกับความสุขสบายที่ได้รับ (Hedonic adaptation) ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งของหรือความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นประจำ รวมทั้งจะเกิดความเบื่อหน่ายต่อกิจกรรมที่เคยทำให้เกิดความพึงพอใจมาก่อนด้วย เมื่อได้ลงมือทำกิจกรรมนั้นไปหลาย ๆครั้ง

“แต่การเสียสละและเป็นผู้ให้ กลับเป็นข้อยกเว้นของทฤษฎีดังกล่าว ยิ่งมีการให้เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง ความรู้สึกเป็นสุขและอิ่มอกอิ่มใจกลับไม่ลดน้อยถอยลง แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน และแม้จะให้ของเดิม ๆ กับคนเดิม ๆ ซ้ำกันตลอดเวลาก็ตาม” รศ.ดร. โอไบรอันกล่าว

ญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า

_104951259_gettyimages-56358788

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทางการญี่ปุ่นประกาศว่า จะเปิดให้ผู้ทำอุตสาหกรรมประมงกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างเปิดเผยและเป็นทางการได้ ภายในเดือนกรกฎาคมของปีหน้า โดยญี่ปุ่นจะถอนตัวออกจากคณะกรรมการว่าด้วยการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ซึ่งญี่ปุ่นร่วมเป็นสมาชิกมานานตั้งแต่ปี 1951 เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ IWC ต่อไป

นายโยชิฮิเดะ ซึงะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า การล่าวาฬเพื่อการค้าดังกล่าวจะอนุญาตให้มีขึ้นภายในเขตน่านน้ำญี่ปุ่นและเขตเศรษฐกิจจำเพาะเท่านั้น แต่จะยุติการล่าวาฬในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติกและซีกโลกใต้ลงอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจาก IWC จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถล่าวาฬชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองจาก IWC ได้แล้ว เช่นวาฬมิงก์ (Minke whales) ซึ่งอยู่ในวงศ์ของวาฬแกลบและเป็นวาฬชนิดหลักที่ญี่ปุ่นบริโภค

รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลในการถอนตัวจากคณะกรรมการ IWC ว่า ทางคณะกรรมการขาดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายสู่การสนับสนุนให้เกิดการล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างยั่งยืน แต่กลับไปให้ความสนใจต่อจำนวนตัวเลขวาฬซึ่งจะได้รับการอนุรักษ์คุ้มครองมากจนเกินไป

หลังจากที่ IWC ห้ามการล่าวาฬในปี 1986 ญี่ปุ่นได้รับโควตาให้ล่าวาฬได้จำนวนหนึ่ง ราว 200-1200 ตัวในแต่ละปี เพื่อใช้ใน “โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์” แต่ก็มีการนำเนื้อวาฬในโครงการดังกล่าวออกจำหน่ายด้วย ทำให้บรรดานักอนุรักษ์วิจารณ์ตำหนิโครงการนี้อย่างกว้างขวาง

ญี่ปุ่นยังพยายามเสนอให้ IWC เพิ่มโควตาการล่าวาฬขึ้นมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นยืนกรานว่าการล่าวาฬเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมานานหลายร้อยปีและไม่อาจเลิกล้มได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า การล่าวาฬและบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นเพิ่งจะมาพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร โดยขณะนั้นเนื้อวาฬได้กลายมาเป็นเนื้อสัตว์ชนิดหลักที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แต่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาความนิยมบริโภคเนื้อวาฬในหมู่ชาวญี่ปุ่นกลับลดลงไปอย่างมาก ปัจจุบันหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นรายงานว่า เนื้อวาฬนั้นคิดเป็นเพียง 0.1% ของเนื้อสัตว์ที่มีวางจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ

การประกาศกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเสียงต่อต้านคัดค้านจากรัฐบาลต่างประเทศและจากองค์กรอนุรักษ์อย่างรุนแรง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียออกแถลงการณ์ร่วมว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของญี่ปุ่น และออสเตรเลียจะยังคงต่อต้านการล่าวาฬทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่ต่อไป

องค์กร Humane Society International ประณามว่าญี่ปุ่นกำลังกระทำการนอกกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และกำลังมุ่งสู่หนทางของการเป็น “ชาติโจรสลัดล่าวาฬ” ที่ไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของนานาชาติ ด้านองค์กรกรีนพีซที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการดังกล่าวอีกครั้ง เพราะเสี่ยงที่จะทำให้ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าโจมตี ระหว่างการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดจี 20 ในเดือนมิถุนายนปีหน้าได้

แซม แอนเนสลีย์ ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซญี่ปุ่นกล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจะแอบออกประกาศเรื่องนี้มาในช่วงสิ้นปี เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจของสื่อนานาชาติ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ ถ้อยแถลงที่มีขึ้นในวันนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางของประชาคมนานาชาติ และแนวทางการอนุรักษ์เพื่อคุ้มครองอนาคตของมหาสมุทรและเหล่าสัตว์ที่น่ามหัศจรรย์เหล่านี้”

สำรวจสถานะอุตสาหกรรมดาวเทียมไทย หลังส่งดาวเทียมผลิตเองดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรโลก

ดาวเทียมไทยประดิษฐ์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยส่งดาวเทียมที่ผลิตเองในประเทศขึ้นสู่วงโคจรของโลก นับเป็นการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมดาวเทียมในประเทศ อย่างไรก็ตามนักวิชาการชี้ว่าไทยยังต้องพัฒนาอีกหลายประการเพื่อให้มีความก้าวหน้าตามทันประเทศอื่นทั่วโลก

ทีมงานพัฒนาดาวเทียมแนคแซท (KNACKSAT) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ต่างพากันดีใจอย่างมาก เมื่อจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในสหรัฐฯ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 3 ธ.ค. (เวลา 01.32 น. วันที่ 4 ธ.ค. ของไทย)

“นับว่าเราประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปได้” ศ.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา (KNACKSAT) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. กล่าวกับบีบีซีไทย

ศ.สุวัฒน์ ยังได้เล่าอีกด้วยว่าทางโครงการได้ดำเนินงานจัดทำดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2555 โดยได้เงินทุนราว 9 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

“นักศึกษาของ มจพ. ได้ช่วยกันออกแบบตัวดาวเทียมและระบบภายในต่าง ๆ เช่น ระบบการทรงตัว การส่งคลื่นวิทยุฯ รวมทั้งพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับดาวเทียมได้เมื่อขึ้นไปยังวงโคจรโลกแล้ว”

เขาระบุว่าดาวเทียมมีบทบาทและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก “เพียงแต่ว่าเราไม่รู้สึกเท่านั้นเอง สัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ รวมทั้งข้อมูลสภาพอากาศ เราก็ได้มาจากดาวเทียม”

ภาพร่างของดาวเทียมแนคแซท
คำบรรยายภาพภาพร่างของดาวเทียมแนคแซท

“ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ไทยจะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อให้ก้าวทันประเทศอื่นอุตสาหกรรมดาวเทียมนี้ แม้ว่าไทยจะมาช้า แต่ว่าเราก็กำลังก้าวหน้าไป” หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมของ มจพ. ระบุ

ต้นทุนที่ถูกลง

ดาวเทียมแนคแซทนั้นเป็นแบบ CubeSat มีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม กำหนดให้เข้าสู่วงโคจรโลกที่ความสูง 600 กิโลเมตร เพื่อรับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับมา

“สเปซเอ็กซ์ก็ได้ส่งดาวเทียมแนคแซทได้พร้อมกับดาวเทียมอื่น ๆ รวม 64 ดวง จาก 17 ประเทศ ซึ่งนับเป็นการส่งดาวเทียมมากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งเขาประสบความสำเร็จในการนำเอาตัวผลักดัน (booster) ของจรวดมาใช้ซ้ำได้ หมายความว่าต้นทุนของการส่งดาวเทียมจะถูกลงมาก การที่เราจะมีดาวเทียมเอาไว้ทำประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ก็ไม่เกินเอื้อมแล้ว” ศ.สุวัฒน์กล่าว

เมื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศแล้ว ดร.สุวัฒน์กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปก็คือสื่อสารกับแนคแซทเพื่อจะได้สั่งให้ทำงานหรือสั่งให้ส่งข้อมูลมาตามต้องการ ซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นชาวต่างชาติระบุว่าได้รับสัญญาณวิทยุของดาวเทียมแนคแซทครั้งแรก หรือที่เรียกว่า first voice เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. และจากนั้นก็ได้รับสัญญาณต่อเนื่องมาเป็นระยะ

“ตอนนี้เรากำลังหาพิกัดที่แท้จริงของแนคแซทอยู่ เพื่อจะได้สื่อสารกับดาวเทียมได้ นักศึกษาของ มจพ. ในห้องปฏิบัติการจะได้สามารถเรียนรู้การสั่งงานรวมทั้งเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปพัฒนาต่อยอดต่อไป”

“แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะหาพิกัดได้ และทางห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินกำลังปรับปรุงใหม่กว่าจะเสร็จก็คงหลังปีใหม่” ดร.สุวัฒน์ระบุ

“ตอนที่จรวดส่งดาวเทียมขึ้นไป ลุ้นมากเลยค่ะ ลุ้นว่าจะส่งขึ้นไปไหม จะเกิดอุบัติเหตุระเบิดหรือเปล่า″เอกจิรา กุยยกานนท์ ซึ่งเป็นหนี่งในทีมนักศึกษาที่ได้ช่วยพัฒนาดาวเทียมแนคแซทมาตั้งแต่ต้น โดยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาระบบการทรงตัวของดาวเทียม บอกกับบีบีซี

ประสบการณ์เพื่ออนาคต

ในวันนั้นเธอนั่งอยู่ในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินพร้อม ๆ กับทีมงานที่ชมภาพการถ่ายทอดการส่งจรวดขึ้นไปอยู่ที่ห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินของ มจพ. “เราก็นับถอยหลังกันเหมือนแบบในหนัง พอขึ้นไปได้เราก็ไชโยดีใจกันยกใหญ่ ลุ้นมาก”

เอกจิรานำเอาดาวเทียมแนคแซทไปทดสอบการทำงานในสภาพจำลองของห้วงอวกาศที่ญี่ปุ่น
คำบรรยายภาพเอกจิรานำเอาดาวเทียมแนคแซทไปทดสอบการทำงานในสภาพจำลองของห้วงอวกาศที่ญี่ปุ่น

ตอนนี้เอกจิรากำลังจะจบปริญญาโทจาก Kyushu Institute of Technology (Kyutech) ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเรียนควบคู่กับปริญญาโทที่ มจพ. ไปด้วย ขณะนี้เธอกำลังรอผลสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่คิวชู หากได้ก็จะเรียนสาขาการสร้างภาวะห้วงอวกาศจำลอง เพื่อนำกลับมาสอนนักศึกษารุ่นต่อไป

เธออธิบายว่าสภาวะจำลองนี้จำเป็นต่อการพัฒนาดาวเทียมหรือการส่งจรวดไปศึกษาห้วงอวกาศ เพราะเมื่อระบบ ในดาวเทียมไม่ว่าจะเป็นสัญญาณวิทยุ หรือหน่วยที่ทำงานเก็บข้อมูล จะต้องนำมาทดลองว่าสามารถทำงานในสภาวะไร้น้ำหนักนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่จะติดตั้งกับดาวเทียมเพื่อส่งออกไป

“ก็อยากให้น้อง ๆ มาสนใจเรื่องดาวเทียมมากขึ้น มันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากในอนาคต โดยเฉพาะน้องผู้หญิง ที่กลัวว่าจะเรียนวิศวะแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอุตสาหกรรมนี้มักจะมีแต่ผู้ชาย จากประสบการณ์ของตัวเองบอกได้เลยว่าผู้หญิงสามารถทำงานได้ดีเท่า ๆ กับผู้ชาย และไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงที่ผู้หญิงไม่สามารถทำได้เลย” เอกจิรากล่าว

การทำงานในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ มจพ.
คำบรรยายภาพการทำงานในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ มจพ.

ความเคลื่อนไหวภาครัฐ

ในขณะที่ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (Gistda) กล่าวว่า ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน ประเทศที่ก้าวหน้าในด้านดาวเทียมก็คือสิงคโปร์ ส่วนไทยก็ไม่ได้ล้าหลังมากนัก เพียงแต่ว่ายังต้องพัฒนาให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

“เรามีดาวเทียมที่ติดธงไทยอยู่ในวงโคจรของโลกที่ยังทำงานอยู่ 6-8 ดวง ทั้งดาวเทียมเพื่อศึกษาสภาพอากาศ และเพื่อการพาณิชย์ ในอนาคตก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ”

เขากล่าวว่าอุตสาหกรรมดาวเทียมของโลกเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวมากถึงร้อยละ 20 แต่ว่าเป็นการเติบโตมาจากฐานที่เล็กมาก แต่ต้นทุนที่ถูกลงของการผลิตดาวเทียมและส่งขึ้นไปในอวกาศทำให้การเติบโตในอนาคตจะพุ่งขึ้นแน่นอน

ดร.อานนท์เห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามก็จำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริม “ตอนนี้จิสด้าเป็นเจ้าภาพเสนอร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศเข้าไปสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็คาดว่าไม่น่าจะพิจารณาทันใน สนช. ชุดนี้”

นอกจากนั้นก็จำเป็นต้องมีคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติมารับหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรม ร่วมทั้งส่งเสริมการพัฒนาด้วย

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา
คำบรรยายภาพดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา

ในขณะนี้จิสด้าก็ยังได้เร่งศักยภาพของโครงการที่ศรีราชา จ. ชลบุรี ให้สามารถผลิตดาวเทียมขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักราว 100 กิโลกรัม เพื่อใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การเก็บข้อมูลภูมิอากาศให้แม่นยำและอื่น ๆ

“คาดว่าในอีกหนึ่งปีครึ่ง เราก็น่าจะสามารถผลิตตัวถัง หรือตัวดาวเทียมได้ แต่เรื่องอุปกรณ์ภายใน หน่วยงานอื่นก็ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อมาให้เราใส่ไว้ภายในตัวถัง ที่จะกำหนดหน้าที่การทำงานของดาวเทียม” ดร.อานนท์กล่าว

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-46670080

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46672334

กลุ่มอังคารบ่าย

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-46672334

มาดู 16 ลีลาการเล่น Jenga เกมคอนโดไม้ ที่เจ๋งที่สุดในโลกกันดีกว่าเมี๊ยววว!!

ในที่นี้มีใครเคยเล่นเกมต่อคอนโดไม้ Jenga กันบ้าง ที่ต้องถอดท่อนไม้ทีละส่วนแล้วต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ บ้าง? แน่นอนว่ามันยากอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเก่งมีอยู่ทั่วโลก เล่นยังไงก็ไม่แพ้ แถมยังมีลีลาเด็ดดวงไม่ธรรมดาซะด้วย มาดูกันดีกว่าว่าจะเจ๋งแค่ไหน ตามเหมียวมาดูโลดดดด!!

ดีดท่อนไม้ออกด้วยฝาจีบ

awesome-jenga-player (1)

ถึงกับต้องสร้างเครื่องดีดกันเลยทีเดียว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

awesome-jenga-player (5)

ปัดออกจากฐานได้เจ๋งมาก!!

awesome-jenga-player (2)

เล่นต่อต้องมีล้มแน่ๆ

awesome-jenga-player (11)

คนเล่นต่อมีเสียวอ่ะ

awesome-jenga-player (10)

แมวก็เล่นได้นะเมี๊ยววว

awesome-jenga-player (3)

สนใจรถไฟเหาะกันบ้างดิเฮ้ย

awesome-jenga-player (2)

เล่นไปเรื่อยๆ ชิวๆ ไม่รีบร้อน

awesome-jenga-player (9)

น้องหมาตัวนี้ก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย

awesome-jenga-player (7)

เมาหลับไม่รู้เรื่องเลย

awesome-jenga-player (1)

อื้อหือ!! พี่ทำไปได้ไง

awesome-jenga-player (8)

ไม่ต้องกินกันละ เอามาเล่นซะเลย

awesome-jenga-player (3)

ฮอทดอกก็ต่อได้เหมือนกัน

awesome-jenga-player (4)

ความขี้เกียจของมนุษย์ก็ทำได้

awesome-jenga-player (12)

มนุษย์อิฐไหมล่ะเมี๊ยวววว

awesome-jenga-player (5)

เหมียวก็ไม่อยากจะเล่นเท่าไหร่หรอกนะ อิอิ

awesome-jenga-player (4)

ที่มา : smosh

GEL-NIMBUS 21 รองเท้าวิ่งระยะไกล เพิ่มความสบายด้วยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงใหม่

ASICS เปิดตัวรองเท้ารุ่น GEL-NIMBUS 21 ซึ่งเป็นการเปิดตัวล่าสุดของรองเท้าวิ่งสำหรับนักวิ่งที่ใช้เท้าในองศาปกติ (Neutral) โดยรองเท้ารุ่นนี้จะเป็นรองเท้าวิ่งระยะไกลตัวท็อปที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นของ ASICS ที่จะพัฒนาปรับปรุงรองเท้าให้ดียิ่งขึ้นต่อไป การออกแบบรองเท้ารุ่นนี้จึงได้ผนวกวิทยาศาสตร์ที่คำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลางเข้ากับเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดเพื่อมอบความสบายแบบเหนือชั้นให้กับนักวิ่งระยะไกล เพื่อให้พวกเขาสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นและยาวนานขึ้น

รองเท้ารุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อนักวิ่งที่ใช้เท้าในองศาปกติ (Neutral) โดยใช้เทคโนโลยี FLYTEFOAM PROPEL และ FLYTEFOAM LYTE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นรองเท้าชั้นกลางล่าสุดของ ASICS อันจะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนติดสปริงไว้ที่เท้าเพื่อการวิ่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังและเบายิ่งขึ้น

สำหรับชื่อรุ่นรองเท้า GEL-NIMBUS 21 ได้ตั้งขึ้นตามคำในภาษาละตินเกี่ยวกับการเกิดเมฆนิมบัส คอลเลคชั่นนี้ของ ASICS นั้นให้ความรู้สึกเดียวกันในเรื่องของความสบาย การเปิดตัวรองเท้าใหม่แต่ละครั้งของทางแบรนด์จะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ดียิ่งขึ้นเพื่อนักวิ่งทุกคน รองเท้า GEL-NIMBUS 21 นี้เป็นการปรับโฉมครั้งที่ 21 แล้ว และเป็นอีกครั้งที่จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันรวมถึง

การสวมใส่สบายขึ้น เทคโนโลยีล่าสุดที่เพิ่มเนื้อที่ให้กับเท้าส่วนหน้า ผนวกเข้ากับตาข่ายแจ็คการ์ด(Jacquard mesh) และลวดลายแบบสามมิติที่ปรับให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของนักวิ่งเพื่อการสวมใส่ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและการระบายอากาศที่ดี

พื้นรองเท้าชั้นกลางที่เปี่ยมไปด้วยพลัง โดยรวมเข้ากับเทคโนโลยี FLYTEFOAM  พื้นรองเท้าชั้นกลางของรองเท้ารุ่นนี้จะมีทั้งเทคโนโลยี FLYTEFOAM PROPEL และ FLYTEFOAM LYTE เพื่อมอบประสบการณ์การวิ่งที่มีระดับมากขึ้น พื้นชั้นกลางรองเท้าแบบ FLYTEFOAM PROPEL จะช่วยให้เกิดการเด้งกลับที่แข็งแกร่งขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนท่วงท่า ทำให้รู้สึกเหมือนติดสปริงไว้ที่รองเท้า ในขณะที่ FLYTEFOAM LYTE จะทำให้พื้นชั้นกลางของรองเท้ารุ่นนี้เป็นพื้นที่เบาที่สุดที่แบรนด์ ASICS เคยผลิตมา ด้วยการเพิ่มเซลลูโลสนาโนไฟเบอร์เข้าไปเพื่อเพิ่มความทนทานของพื้นกลางรองเท้าที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงมากกว่าเคย

การรองรับแรงกระแทกสูงสุด เทคโนโลยี GEL ได้เพิ่มเข้ามาในบริเวณที่จะมีการกระแทกสูง ทั้งตรงฝ่าเท้าส่วนหน้าและส่วนหลังเพื่อลดอัตราการกระแทกและลดแรงกดให้กับร่างกาย รวมถึงรองรับแรงกระแทกที่เหนือชั้นให้กับบริเวณที่นักวิ่งต้องการมากที่สุด

รองเท้ารุ่น GEL-NIMBUS 21 จะวางขายแล้วในประเทศไทย นักวิ่งคนไหนสนใจสามารถสัมผัสความนุ่มเบาสบายเหมือนวิ่งบนก้อนเมฆได้แล้ววันนี้ที่ร้าน ASICS ทุกสาขา

รวมเทคโนโลยีที่ตายไปในปี 2018 อย่างน่าเสียดาย

นอกจากจะมีการเปิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลกในปี 2018 แล้ว คราวนี้เรามาดูกันว่าข่าวร้ายว่าเทคโนโลยีอะไรที่จะต้องปิดตัวเองลงไป มาดูกันเลยดีกว่า

Netflix Viewer Review

ฟีเจอร์แรกของอยู่ในโปรแกรมดูหนังสุดฮิต โดยฟีเจอร์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้รีวิวหนังให้ใคร แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้บริการนี้ก็ปิดลงอย่างน่าเสียดาย

Playstation Vita

เครื่องเล่นเกมที่หลายคนบอกว่ามันย่อโลกจาก Playstation เครื่องใหญ่และมีจุดเด่นมากมายและเอามาต่อยอดยอดกับเครื่องใหญ่ได้ด้วย แต่การขายกลับทำได้ไม่ราบรื่นเจ้ากับคู่แข่งสุดท้ายเลยต้องยุติการขายไป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Apple AirPort

สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายจาก Apple ที่มีออกมาตั้งแต่ยุคแรกของการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น Wireless ภายในบ้าน และสำรองข้อมูลก็ได้ แต่ข่าวร้ายคือ ตอนนี้ได้ยุติการทำตลาดไปแล้ว

iPhone รุ่นเก่า (5s, 6, 6s, และ iPhone X)

ต้องยอมรับว่า iPhone รุ่นเก่าทั้ง iPhon 5s, iPhone 6iPhone 6siPhone 6 PlusiPhone 6s Plus และ iPhone X เพราะว่าหยุดการผลิดไป เพราะรุ่นใหม่มาแทนนั่นเอง เรียกได้ว่าเก่าไป ใหม่มา

Google Inbox, Google +

2 บริการใหม่ที่มีการปิดตัวลงไปแล้ว เริมด้วย Google Inbox บริการรับข้อความเพราะคาดว่าจะซ้ำกันเลย ส่วน Google + นั้นเนื่องจากเรื่องราวของรอยรั่วภายในทำให้ข้อมูลของผู้ใช้นั้นเปิดเผยออกไปมากจนทำให้สุดท้าย Google เตรียมปิดให้บริการถาวร เมษายน 2561

GoPro Karma Drone

สำหรับ Drone รุ่นแรกและรุ่นเดียวของ GoPro เนื่องจากพบปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่อย่างมากทำให้สุดท้ายต้องเลิกจำหน่ายไปในปีนี้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม Karma จะยังคงมีชื่อในฐานะของ Karma Grip ไม้กันสั่นเท่านั้น

Honda Asimo

หุ่นยนต์คล้ายคนตัวแรกๆ ของโลกที่ใส่นวัตกรรมเรื่องของการเดินเข้ามามากมายแต่ล่าสุด Honda ก็ไม่คิดจะดำเนินต่อแล้ว จริงๆ Asimo ได้มีโอกาสโชว์ตัวครั้งล่าสุดในงาน CES 2018 ที่ผ่านมา

เรียกได้ว่านวัตกรรมเหล่านี้แม้ว่าจะต้องหยุดแต่เพียงเท่านี้แต่ว่าก็มีสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอ ฉะนั้นคุณจะตามไปหรือไม่ก็ควรศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ดีก่อนก้าวไป ก็เป็นคำตอบที่ไม่เลวนะครับ

 

 

ที่มาhttps://www.sanook.com/hitech/1466237/