คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2018

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ “โคโรลอฟ” บนดาวอังคาร

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ "โคโรลอฟ" บนดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บนดาวอังคาร

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผู้สื่อขาวรายงานว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร เป็นดินแดนน้ำแข็งบนดาวอังคาร สุดตระการ! ซึ่งบันทึกโดยยานอวกาศมาร์สเอ็กซ์เพรส

หลุมดังกล่าวมีขนาดกว้างถึง 81.4 กิโลเมตร ขณะที่พืดน้ำแข็งยักษ์ภายในมีขนาดใหญ่กว่า 60 กิโลเมตร และหนามากถึง 1.8 กิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พืดน้ำแข็งยักษ์เกิดจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า เขตกักความเย็น (Cold Trap) เนื่องจากหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ลึกกว่า 2 กิโลเมตร เมื่อกระแสอากาศไหลผ่านขอบหลุมจะยกตัวขึ้นพร้อมเย็นตัวลงและจมสู่ก้นหลุมกลายเป็นชั้นอากาศเย็นลอยอยู่เหนือก้นหลุม ช่วยรักษาความเย็นภายในและคอยป้องกันความร้อนจากภายนอก อีกทั้งหลุมแห่งนี้อยู่บริเวณขั้วดาว ซึ่งได้รับแสงดวงอาทิตย์น้อยกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตร จึงสามารถเกิดพืดน้ำแข็งภายในหลุมอุกกาบาตดังกล่าวได้ตลอดทั้งปี

ปรากฏการณ์เขตกักความเย็นยังพบได้ในบริเวณหลุมอุกกาบาตขนาดเล็กอื่น เช่น หลุมอุกกาบาตลูทธ์ (Louth Crater) ที่อยู่บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคารอีกด้วย

ภาพถ่ายหลุมโคโรลอฟจากกล้อง HRSC (High Resolution Stereo Camera) ที่ติดตั้งบนยานมาร์สเอ็กซ์เพรสขององค์การอวกาศยุโรป ซึ่งบันทึกภาพอย่างต่อเนื่องขณะโคจรอยู่เหนือหลุมดังกล่าว จากนั้นจึงนำมารวมเป็นภาพเดียว ทำให้ได้ภาพที่ละเอียดและเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยรอบ

หลุมอุกกาบาตโคโรลอฟ ถูกตั้งชื่อตามเซียร์เกย์ โคโรลอฟ (Sergei Korolev) หัวหน้าทีมวิศวกรด้านเครื่องยนต์จรวด และนักออกแบบยานอวกาศ มีส่วนสำคัญในการควบคุมภารกิจต่างๆ ในโครงการอวกาศโซเวียต เช่น โครงการสปุตนิก ซึ่งเป็นโครงการส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก และโครงการยานอวกาศวอสตอค ภารกิจส่ง ยูริ กาการิน มนุษย์ที่ขึ้นสู่อวกาศเป็นคนแรกของโลกอีกด้วย

ในวันที่ 25 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมาเป็นครบรอบ 15 ปีที่ยานมาร์สเอ็กเพรสเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์แดง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากแก่นักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคารและวางแผนภารกิจการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจในอนาคต

เทคโนโลยี : เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร

31758003

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เสี่ยงมีไอคิวต่ำ ประสิทธิภาพในการคิดอย่างมีเหตุผลและความทรงจำลดลง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนว่าระยะเวลาที่เด็กใช้อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เป็นการเสพติดหรือไม่ และจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตอย่างไร

การศึกษานี้ทำโดยให้ทีมนักวิจัยเฝ้าศึกษาเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งผลการเอ็กซเรย์สมองของเด็ก 4,500 คน พบหลักฐานในเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ ที่บางตัวลงก่อนถึงวัยอันควร

เปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ตามปกติสมองส่วนนี้จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราแก่ชราลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองเริ่มถดถอยลง

การศึกษายังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง ยังทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ระยะเวลาการอยู่หน้าจอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เปลือกสมองบางลงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ… แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนาน ๆ”

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-46709708

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง การเคลื่อนที่และกฎการเคลื่อนที่ ม.ต้น ของสำนักพิมพ์ OoKBee คลิป Sir Isaac Newton เซอร์ไอแซก นิวตัน

Cover

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง การเคลื่อนที่และกฎการเคลื่อนที่ ม.ต้น  ของสำนักพิมพ์ OoKBee  คลิป  Sir Isaac Newton เซอร์ไอแซก นิวตัน

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คลิป  Sir Isaac Newton เซอร์ไอแซก นิวตัน

 

เซลล์บำบัดโรคร้าย ทางเลือกอยู่เยอรมนี

เซลล์บำบัดโรคร้าย ทางเลือกอยู่เยอรมนี

เซลล์บำบัดโรคร้าย ทางเลือกอยู่เยอรมนี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หนึ่งในศาสตร์แพทย์ทางเลือกที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ที่สุด เยอรมนีเป็นประเทศที่พัฒนาในเรื่องนวัตกรรมทางการแพทย์อันดับต้นๆ ของโลกก็คือ เซลล์บำบัด หรือ Fresh Cell Therapyนี่คือวิธีการบำบัดตามธรรมชาติ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ โดยการนำเซลล์สดหรือเซลล์ที่ยังมีชีวิตจากแกะสายพันธุ์แกะภูเขา (Mountain sheep) ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อรักษาโรคและชะลอวัย

วิธีรักษานี้มีข้อถกเถียงมานาน ในเมืองไทยกฎหมายยังไม่ได้รองรับทั้งหมดแต่เป็นสิทธิ์ของคนป่วยที่จะรักษาด้วยวิธีไหการนำเซลล์เข้ามาฉีดในเมืองไทย หนึ่งผิดกฎหมาย สองถ้าเอาเซลล์มาแล้วเจอความกดอากาศ อาจทำให้เซลล์ตายได้

โรคที่ฉีดเซลล์รักษา มีโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม ไต ไตเสื่อม ตับ ตับแข็ง คนไทยส่วนใหญ่เน้นเรื่องชะลอวัย

ศาสตร์นี้คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1931 โดย ศ.ดร.พอล นีฮานส์ ศัลยแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของร่างกายด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้ทำงานได้ดีขึ้น

ประไพแก้ว มหาศรานุกูล อายุ 64 ปี หนึ่งในผู้รักษาด้วยเซลล์บำบัดจากโรครูมาตอยด์ ข้อศอกนิ้วมือบิดผิดรูป บอกว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ติดต่อไปที่เวิร์ลคลินิก

สถาพร ศรีสมบุญ เจ้าของเวิร์ลคลินิก แนะนำให้ไปตรวจเลือดแล้วเอาผลการตรวจมา ส่งไปเยอรมัน หลังจากนั้นไม่นานได้คำตอบว่ามารักษาได้ จึงเตรียมตัวเดินทางไป ถึงเยอรมันวันอาทิตย์ วันจันทร์ก็เช็กเลือดอีกครั้ง วันอังคารผลเลือดออกสายๆ ก็ให้วิตามิน เตรียมตัวเพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ฉีดเซลล์

“หลังฉีดเซลล์ก็พักผ่อนอยู่ที่นั่นสองถึงสามวัน เขาจะให้เราอยู่นิ่งๆ ออกกำลังกายน้อยที่สุด เพื่อให้เซลล์อยู่ในร่างกายเข้าไปทำงานได้”

“เขาฉีดให้ทั้งหมด 14 เข็ม ปกติในตาจะมีวุ้นเยอะมาก หลังฉีดก็น้อยลง นิ้วมือข้อศอกที่บิดก็ตรงขึ้น ไม่มีลักษณะเป็นข้อแตกเดินเหินได้ จากเมื่อก่อนต้องนั่งวีลแชร์”

ไม่นานหมอตรวจอีกครั้ง ถามหมอว่า ทำไมยังไม่หาย คุณหมอว่าต้องมาต่อเนื่อง อย่าให้เลยปี ฉีดให้ได้สามครั้งติดต่อกันก็จะดีขึ้น เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ ภูมิทำร้ายตัวเอง ค่อยๆรักษา ตอนนี้อาการปกติ มีกินยาเล็กน้อยเกี่ยวกับโรครูมาตอยด์ เมื่อก่อนตอนหมอให้ยาก็ไม่ได้ช่วยอะไร แค่ช่วยระงับปวดตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ก็รักษาคู่กันไปก่อนหน้าตอนที่ไปฉีด ไม่ได้กินยาของโรงพยาบาล เพิ่งจะมากินปีนี้ โรครูมาตอยด์ถ้าเรากินอะไรแสลงก็จะปวดมาก เราเองก็ไม่รู้ว่าแพ้อะไร ก็ต้องกินยาลดการปวด

ประไพแก้วบอกว่า อย่างเพื่อนที่เป็นเบาหวาน พอไปฉีดเซลล์ เบาหวาน ความดันก็ลดลง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนบอกว่าสูงเกินไป ส่วนตัวคิดว่าการไม่ต้องเสี่ยงกินยาเยอะๆ แค่กินยาควบคุม และกินยาน้อยลงแค่วันละมื้อก็พอใจแล้ว

การฉีดเซลล์ถือเป็นแพทย์ทางเลือก ซึ่งทำให้เรามีความสุขมากขึ้น การรักษาก็ย่นย่อลง ไม่ต้องไปกินยานานๆ ตอนยังไม่ได้ไปฉีด ต้องกินยาชุดสามมื้อต่อวัน แต่ตอนนี้แพทย์ให้แค่ชุดเดียว หลังอาหารตอนเช้าสิ่งที่ได้คือมีความสุข กินโน่นกินนี่ได้ จากเดิมที่เซ็งไปทุกอย่าง ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากไปไหน ตอนนี้การทรงตัวดีขึ้น ออกไปเดินซื้อเสื้อผ้า ไปเจอเพื่อนที่เขาไปฉีดเจ็ดปีซ้อนดูอ่อนกว่าเยาว์เยอะ

ประไพแก้วบอกว่า การฉีดเซลล์คิดว่าคุ้มค่า เพราะเราได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องไปรบกวนใคร ไม่งั้นจะไปไหนหรือจะกินน้ำสักแก้ว ก็ต้องขอให้เขาหยิบให้ แต่ตอนนี้เราช่วยตัวเองได้ พอช่วยตัวเองได้ คาดว่าปีหน้าจะไปฉีดซ้ำในเดือนมีนาหรือเมษา เพราะช่วงนั้นอากาศจะหนาวน้อยหน่อย

สถาพรบอกว่า คนที่รักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ คือคนที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ตับ ไต หรือฟอกไต เพราะคนเหล่านี้จะต้องกินยากดภูมิตลอดชีวิต ซึ่งยากดภูมิจะฆ่าเซลล์ตายหมด ที่ ดร.บล็อคจะไม่รับการรักษา เพราะฉีดไปก็ไม่ได้ผลการรักษามีหลายวิธี แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของลูกค้าว่าจะไปทางไหน ลูกค้าบางกลุ่มที่เชื่อมั่นในการรักษาแนวนี้ เมื่อไปรักษามาแล้วได้ผล ก็ไปรักษาสถาพรทำธุรกิจมาเจ็ดปี ส่งเคสไปเกือบ 300 เคส แต่เยอรมันตอบรับการรักษามาได้แค่ 70 เคส ที่ไปไม่ได้เป็นเพราะผลเลือด

ตอนนี้มีเด็กที่เป็นภูมิแพ้ติดต่อจะเข้ารักษาตั้งแต่อายุสองขวบ แต่ทางเยอรมันบอกว่าต้องรออายุสามขวบก่อนถึงจะฉีดเซลล์ให้ได้ พอเด็กอายุครบสามขวบ ปรากฏว่าทางเยอรมันอยากให้ร่างกายของเด็กปรับตัวเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยตามวัย ขอดูอย่างใกล้ชิดอีกปีหนึ่งการฉีดเซลล์มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทางเยอรมันอยากให้เด็กมีภูมิคุ้มกันเองก่อนได้รับเซลล์บำบัด ทางเยอรมันสอบถามทุกเดือน แต่ละเดือนเด็กมีพัฒนาการอะไรบ้าง แพ้อะไรบ้าง

“ถ้าคนไข้พอใจ เขาก็ต้องหาวิธีรักษาที่ดีที่สุด” สถาพรว่า “เราจะได้ยินข่าวว่าคนที่เป็นมะเร็งก็จะไปรักษาที่อเมริกาบ้างฝรั่งเศสบ้าง จีนบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง เป็นเรื่องปกติตามสิทธิ์ของคนไข้”

สถาพรบอกว่า การฉีดเซลล์ทางเยอรมันไม่ได้เปิดตลอด เพราะ ในช่วงเดือนสิงหาคม ทางคลินิกจะปิดการรักษา เพราะอากาศร้อน มีผลกับเซลล์ในเมืองไทยธุรกิจนี้เกิดขึ้นมา 10 ปีแล้ว จากการบอกต่อของคนไข้ที่ฉีดแล้วได้ผล ลูกค้าก็โทร.มาสอบถาม ก่อนจะไปลูกค้าก็ศึกษาหลายวิธี ว่าวิธีไหนจะเหมาะกับเขา

การฉีดขึ้นอยู่ที่วัย อย่างคุณประไพแก้ว เป็นรูมาตอยด์แบบเฉียบพลัน มือจะผิดรูป เนื่องจากกระดูกผิดรูป ข้อเข่าเสื่อม มีปัญหาตรงมือ พอไปฉีดร่างกายก็ดีขึ้นการรักษาด้วยเซลล์บำบัดไม่ได้หายแค่ครั้งเดียว ต้องใช้เวลา บางคนฉีดสองสามเดือนเซลล์ถึงจะทำงานค่อยๆดีขึ้น ไม่ใช่หายภายในสามถึงห้าวัน แต่จะค่อยๆดีขึ้นไปเรื่อยๆ

ตัวสถาพรเองมีพี่ชายที่เป็นโรครูมาตอยด์แบบเฉียบพลัน รักษาในเมืองไทยหมอบอกเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแบบพุ่มพวง รักษาในโรงพยาบาลมาทุกวิธี รู้สึกหมดหวัง แต่พอไปฉีดเซลล์ที่เยอรมัน โดยไม่ตั้งความหวัง

ฉีดครั้งแรกก็ดีขึ้นในเดือนที่เจ็ด ลูกค้าเห็นว่าพี่ชายหายก็ยิ่งเชื่อสถาพรให้แง่คิดทิ้งท้าย การรักษาด้วยเซลล์บำบัด เซลล์ไม่ใช่ยาวิเศษที่สุดในโลก สิ่งวิเศษที่ดีที่สุดในโลกคือการออกกำลังกาย แต่เมื่อป่วยแล้วก็ต้องหาวิธีรักษา เซลล์บำบัดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1433450?fbclid=IwAR3cN1Qe3NTKETuHn8Bh6339CnF5H6Im6ZjlBwx_dZJX_L5hMvIQFFcVibo
 
 

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มี

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มี

หลุมดำ วัตถุขนาดมหาศาลที่มีพลังการทำลายล้างดูดกลืน ที่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของมันนั้นท้าทายหลักการทางฟิสิกส์ ทำให่สภาพของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าหลุมดำเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของจักรวาลอย่างแท้จริง โดยสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คาดการณ์ถึงการมีอยู่ของปีศาจสีดำนี้ แต่ในเวลานั้น ไอน์สไตน์ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริงและเราไม่อาจกล่าวโทษ ไอน์สไตน์ เพราะการที่จักรวาลจะมีวัตถุลึกลับสีดำขนาดมหาศาล ที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้นั้น มันเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และไม่น่าจะเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้นแต่เมื่อมาถึงในยุคนี้ เรารู้อย่างชัดเจนว่าหลุมดำมีอยู่จริง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ยังคงมีอะไรให้เราได้ค้นหา และให้ประหลาดใจอีกเยอะและคลิปวีดีโอต่อไปนี้ของแชนแนล YouTube ที่มีชื่อว่า morn1415 จะทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “หลุมดำ″

 https://youtu.be/QgNDao7m41M

วีดีโอนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นขนาดและมวลอันน่าตื่นตะลึงของมัน มันแสดงให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วเราเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจักรวาล และหลุมดำโดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ สสารใดๆ สามารถกลายเป็นหลุมดำได้ หากมันถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงมากๆ จนผ่านขอบเขตที่เรียกว่า รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzchild radius)

และถ้าดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นหลุมดำ นั้นหมายความว่ามันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเมืองๆ หนึ่ง และถ้าโลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำ มันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสงและยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อเราของคิดถึงหลุมดำที่เรารู้จักอย่างเช่น XTE J1650-500 หลุมดำที่มีขนาดเท่าเมืองแมนฮัตตัน แต่กลับมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 3 เท่า และนี่เป็นเพียงหลุมดำขนาดเล็กสุดที่เรารู้จัก

ลองขยับมาดูหลุมดำขนาดกลางกันบ้าง อย่างเช่น M82 X-1 ที่ถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเท่าดาวอังคาร (ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก) แต่มวลของมันกลับมากเท่าดวงอาทิตย์ 1,000 ดวงและเมื่อพูดถึงหลุมดำที่มีขนาดโคตรอภิมหาใหญ่หรือ Supermassive black holes ที่อยู่ตรงใจกลางของห้วงจักรวาล โดยหนึ่งในหลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่นี้ มันมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ถึง 2 หมื่นล้านดวงเลยทีเดียว (20,000,000,000) ใครยังนึกไม่ออกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาด ก็เปิดดูในคลิปวีดีโอนะ

ที่มา :https://m.thaiware.com/news/15427.html?fbclid=IwAR1GPHQuDXDUuu8oIjN6KYkmYri5ivRQGZ0xe3WwDv09tjwiqCl2Qa0RrW4

ท่องเที่ยว : ประโยชน์ต่อสุขภาพ 6 ประการที่ได้จากการเดินทางท่องเที่ยว

Travelling brings benefits to your physical as well as mental health

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนไม่เพียงจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ยังส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนเราด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการไปสำรวจเมืองใหม่ ๆ ออกไปชมวิวทิวทัศน์ที่งดงาม หรือไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในชนบท หากคุณมีโอกาสทำสิ่งเหล่านี้ นี่คือเหตุผลที่คุณควรเริ่มจัดกระเป๋าแล้วออกเดินทาง

1. การท่องเที่ยวส่งผลดีต่อหัวใจ

A group of friends taking a selfie with the Big Ben in London

ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในเมืองหรือในธรรมชาติ กิจกรรมนี้ช่วยให้คุณได้เดินถึงวันละ 10,000 ก้าว หรือประมาณ 6.5 กม. ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายระดับปานกลางที่ดี

การท่องเที่ยวแบบเดินดูวิวทิวทัศน์ บวกการทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปด้วย ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจ

การศึกษาด้านโรคหัวใจ Framingham Heart Study เมื่อปี 1948 ที่สำรวจผู้หญิงในหัวข้อนี้ และติดตามผลพวกเธอในอีก 20 ปีต่อมา พบว่า ผู้หญิงที่ท่องเที่ยวเพียง 1 ครั้งในช่วงเวลา 6 ปี มีแนวโน้มจะเกิดภาวะหัวใจวายหรือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น 8 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงอีกกลุ่มที่ท่องเที่ยวปีละ 2 ครั้ง

ผลการศึกษานี้มีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน และการสูบบุหรี่

ผลการศึกษาอีกชิ้นของคณะนักวิจัยจากสเตทยูนิเวอร์ซิตีออฟนิวยอร์ก ที่ตามศึกษาชาย 12,000 คนที่มีความเสี่ยงสูงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นเวลา 9 ปี พบว่า คนที่ไม่ได้ลาพักร้อนประจำปีมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%An older couple enjoy a hiking trip

2. การท่องเที่ยวช่วยให้รู้สึกเหมือนได้กลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง

รายงานขององค์กร Global Coalition on Aging ระบุว่าความเครียดเป็นปัจจัยเร่งกระบวนการแก่ชรา

การตกอยู่ในภาวะเครียดเหมือนกับการที่เราฉีดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดเข้าสู่ร่างกายทุกวัน ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และเพิ่มโอกาสเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น ภาวะต่อมหมวกไตล้า ปวดศีรษะ โรคลำไส้แปรปรวน (ท้องผูก ท้องเสีย) หรือไอบีเอส

อย่างไรก็ตาม การพักผ่อนด้วยการท่องเที่ยวสามารถช่วยเยียวยาปัญหาสุขภาพเหล่านี้ได้

บริษัทท่องเที่ยว Expedia ได้สำรวจความเห็นของคน 500 คน เมื่อปี 2012 พบว่า พวกเขาเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นหลังจากไปท่องเที่ยวได้เพียง 1 หรือ 2 วัน

อันที่จริง ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซอร์รีย์ ในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2002 พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า แค่เราคาดหวังและวางแผนเดินทางก็ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและทำให้บุคคลนั้น “มีความสุขกับชีวิตโดยรวมยิ่งขึ้น” แล้ว

Men barbecue food as flames rise at a market stall in Marrakesh

3. การท่องเที่ยวช่วยให้สติปัญญาเฉียบแหลม

การท่องเที่ยวเปิดโอกาสให้เราได้เจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นสมองของเรา เช่น อาหาร และสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ หรือภาษาที่เราไม่คุ้นเคย

รายงานขององค์กร Global Coalition on Aging ระบุว่า การได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการได้พบเห็นสถานที่ใหม่ ๆ ไม่เพียงจะทำให้เราฉลาดขึ้น แต่ยังช่วยชะลอโรคทางสมองต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์

ดร.พอล ดี นุสส์บาวม์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ในสหรัฐฯ กล่าวว่า “การท่องเที่ยวคือยาขนานเอก” เพราะการได้พบเจอกับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ช่วยลับสมองของเราให้มีความคิดและสติปัญญาเฉียบแหลมอยู่เสมอ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองและทำให้สมองมีความว่องไวปราดเปรียวไปตลอดชีวิต

A woman with a cat in her arms and smoking a cigar in Cuba

4. การท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

“หากคุณอยากได้ความคิดดี ๆ คุณต้องหยุดคิดเกี่ยวกับมัน” นี่คือคำแนะนำที่อาจฟังดูขัดกับสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ ซึ่ง เจมส์ เว็บบ์ ยัง ผู้บริหารบริษัทโฆษณาชื่อดังของสหรัฐฯ เขียนไว้ในหนังสือสอนเทคนิคการสร้างความคิดใหม่ ๆ เรื่อง A Technique for Producing Ideas

ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้หมายความว่า แรงบันดาลใจในการคิดงานโฆษณาของเขาจะตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์

ในทางตรงข้าม เขาจะพินิจพิเคราะห์เกี่ยวกับชิ้นงานนั้นในขั้นต้น แต่จังหวะที่เขา “ปิ๊งไอเดีย” มักจะตามมาในภายหลัง ตอนที่เขาเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่น เช่น การไปดูภาพยนตร์

ปัจจุบันนักประสาทวิทยา ทราบแล้วว่าสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของเส้นใยสมองใหม่ ๆ ได้ และช่วยฟื้นฟูความคิดให้ปราดเปรื่องอยู่เสมอ

นี่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่า “ความยืดหยุ่นทางปัญญา″ ซึ่งหมายถึงความสามารถของสมองในการกระโดดจากความคิดหนึ่งยังไปอีกความคิดหนึ่งได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

บางทีอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง พอล โกแก็ง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ หรือ อีกอร์ สตราวินสกี จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกในระหว่างหรือหลังจากที่พวกเขาเดินทางไปท่องเที่ยวหรือใช้ชีวิตในต่างแดน

A young woman enjoying the view at a mountain peak in Asia

 

5. การท่องเที่ยวช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงาน

อาการเหนื่อยล้าในการทำงาน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้อย่างแพร่หลายในที่ทำงาน

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นภาระของระบบให้บริการสุขภาพของรัฐ (ซึ่งต้องรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่สืบเนื่องจากความเครียด) รวมทั้งบริษัทและองค์กรทั่วโลก (ซึ่งเกิดความเสียหายทางธุรกิจ จากการที่พนักงานลาป่วย, ประสบอุบัติเหตุในการทำงาน หรือการเสียค่าสินไหมทดแทน)

สถาบันโรคเครียดแห่งอเมริกา ประเมินว่า ความเครียดสร้างความเสียหายให้ธุรกิจในสหรัฐฯ ปีละ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ดร.ชิมิ คัง ผู้นำงานวิจัยเรื่อง ประสาทวิทยาศาสตร์แห่งความสุขและสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด (neuroscience of happiness and optimal health) ระบุว่า การให้สมองได้พักเพื่อฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะการทำงานเดิมนั้น จะช่วยในด้านการคิดแก้ปัญหา และเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

A group of young women excited about being in Italy

6. การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมการพัฒนาตนเอง

หากคุณยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว และมีโอกาสย้ายไปใช้ชีวิตในต่างแดนระยะหนึ่ง จนอย่าปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป เพราะงานวิจัยชี้ว่า ประสบการณ์เหล่านี้จะส่งผลดีอย่างมากต่อการพัฒนาตนเอง

ดร.จูเลีย ซิมเมอร์มานน์ และ ดร.ฟรานซ์ เนเยอร์ จากมหาวิทยาลัยฟรีดริช-ชิลเลอร์ ในเยอรมนี ได้เปรียบเทียบการพัฒนาบุคลิกภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเยอรมันกว่า 3,000 คน ซึ่งเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อยกับนักศึกษาอีกกลุ่มที่ไม่ได้ไป

ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาที่ได้ไปสัมผัสกับชีวิตในต่างแดนมักมีความสนใจในสิ่งรอบตัวมากกว่าอีกกลุ่ม

คนที่กลับมาจากต่างประเทศ มักมีแนวโน้มจะมีความคิดที่เปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ ๆ และมีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น

นักวิจัยระบุว่า “คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีความคิดรอบคอบ ใจกว้าง และมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากเยาวชนไปเป็นผู้ใหญ่”

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด หรือชอบการท่องเที่ยวแบบไหน ก็ล้วนจะได้รับประโยชน์จากการหาเวลาว่างออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันไม่มากก็น้อย

Stock image of young woman with a suitcase

 

ที่มา  : https://www.bbc.com/thai/features-46659397

 

สุขภาพ : เหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?

A DNA chain

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บางคนอาจคิดว่าการมีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติจะมีแค่ในตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนหรือนิยายแนววิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่มนุษย์เดินดินบางคนก็สามารถมีความสามารถพิเศษทางกายภาพที่คนทั่วไปไม่มีได้เช่นกัน

ความสามารถพิเศษเหล่านี้บางอย่างเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และบางกรณีเกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวให้สอดรับกับวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา

นี่คือ 5 ตัวอย่างของคุณสมบัติทางกายภาพที่พิเศษเหนือคนทั่วไป

1. การมองเห็นใต้น้ำได้อย่างชัดเจน

คนส่วนใหญ่มักเห็นภาพเบลอเมื่อลืมตาใต้น้ำ แต่เด็ก ๆ ชนเผ่ามอแกน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่อาศัยอยู่ตามเกาะในแถบทะเลอันดามันทางภาคใต้ของไทย และเมียนมา กลับมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นใต้ท้องทะเลด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน

ชาวมอแกนเป็นที่รู้จักในนาม “ชนเผ่าเร่ร่อนแห่งท้องทะเล” เพราะพวกเขามักใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเรือนแพหรือเรือในทะเล และยังชีพด้วยการจับสัตว์และพืชใต้ทะเล

นี่อาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดสายตาของพวกเขาจึงปรับตัวให้สามารถมองเห็นใต้ทะเลได้อย่างชัดเจน และนี่มาจากหลักการทางฟิสิกส์เกี่ยวกับการโฟกัสของสายตาเมื่อดวงตาสัมผัสกับอากาศและน้ำ

แต่เด็ก ๆ ชนเผ่ามอแกน มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นใต้ท้องทะเลด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน

เมื่อสัมผัสกับอากาศ แสงจะเกิดการหักเหเมื่อเข้าสู่กระจกตาซึ่งมีความหนาแน่นกว่าอากาศ แต่เพราะความหนาแน่นของน้ำใกล้เคียงกับความหนาแน่นของของเหลวในลูกตา ทำให้การหักเหของแสงไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจน

แว่นตาดำน้ำช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทำให้เกิดช่องอากาศระหว่างดวงตากับน้ำ

การศึกษาเมื่อปี 2003 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology พบว่าดวงตาของเด็กชาวมอแกนสามารถปรับสภาพเมื่ออยู่ใต้น้ำได้ในลักษณะเดียวกับดวงตาของโลมา คือ สามารถทำให้แสงหักเหได้เพียงพอที่จะมองเห็นภาพได้ชัดเจนโดยไม่เกิดอาการระคายเคือง

งานวิจัยยังพบว่าผู้ใหญ่ชาวมอแกน ซึ่งมักใช้เครื่องมือจับปลาอยู่เหนือน้ำจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถพิเศษนี้ไป

2. การทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้ว

ร่างกายคนปกติมีอุณหภูมิระหว่าง 36.5 – 37.5 องศาเซลเซียส ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงสามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่าอากาศหนาว

แต่สำหรับชาวอินูอิต ที่คนไทยรู้จักในนาม ชาวเอสกิโม ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ และชาวเนเน็ตที่อาศัยอยู่แถบไซบีเรียของรัสเซีย สามารถปรับตัวให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บได้

An Inuit man building an igloo

ร่างกายของชาวอินูอิตตอบสนองต่ออากาศหนาวแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ต่างออกไป โดยผิวหนังของพวกเขาจะอุ่นกว่าพวกเรา เพาะมีอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่สูงกว่า อีกทั้งยังมีเหงื่อออกน้อยกว่า และไม่มีอาการสั่นสะท้านจากความเย็น

คุณลักษณะนี้เกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมโดยแท้ หากคุณไม่ใช่ชาวอินูอิตหรือชาวเนเน็ต คุณจะไม่สามารถพัฒนาคุณสมบัติพิเศษในการทนทานความหนาวเย็นเช่นนี้ได้แม้จะอาศัยอยู่ในขั้วโลกเหนือหลายสิบปีก็ตาม

3. ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติแม้จะนอนน้อย

คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องนอนระหว่าง 7-9 ชั่วโมงต่อคืนจึงจะรู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม

การอดนอนจะส่งผลต่อการมีสมาธิและสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้

A man sleeping

แต่การศึกษาในปี 2014 ของสถาบันเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งอเมริกา พบยีนกลายพันธุ์ตัวหนึ่ง คือ DEC2 ที่ทำให้ร่างกายของผู้ที่มียีนนี้สามารถทำงานได้ตามปกติแม้จะนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน

นักวิจัยพบว่าคนที่มียีนกลายพันธุ์นี้จะมีอาการนอนหลับลึกแบบกรอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็ว (REM) ที่ข้นข้นกว่าคนทั่วไป ทำให้สามารถพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า ยีนกลายพันธุ์นี้พบในคนกลุ่มน้อยมาก หรือคิดเป็น 1% ของคนที่บอกว่าตนเองนอนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมง

ดังนั้นหากคุณนอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงแล้วบอกว่าคุณรู้สึกสบายดีก็ให้ระวัง เพราะคุณอาจได้รับผลกระทบจากการนอนไม่เพียงพอเข้าสักวัน

4. มวลกระดูกหนาแน่นผิดปกติ

การสูญเสียมวลกระดูกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราแก่ชราลง แต่บางคนสูญเสียมวลกระดูกเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และทำให้กระดูกหักง่าย

แต่บางคนมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะตรงกันข้าม ทำให้มีมวลกระดูกหนาแน่นผิดปกติ โดยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีภาวะนี้

Skeletons

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ พบว่ายีน SOST ส่งผลต่อการผลิตโปรตีน Sclerostin ซึ่งมีหน้าที่ในการเสริมสร้างกระดูก พวกเขาหวังว่าความรู้ที่ได้นี้จะช่วยให้เราค้นพบวิธีการรักษาโรคกระดูกพรุนในคนชราได้

แต่ข้อเสียของการมียีนตัวนี้จะทำให้กระดูกเติบโตผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะร่างยักษ์ (gigantism), ทำให้ใบหน้าผิดรูป และหูหนวก ความผิดปกติทางพันธุกรรมนี้มักพบในหมู่ชาวอาฟรีกาเนอร์ (Afrikaner) ซึ่งเป็นชาวแอฟริกาใต้ที่มีเชื้อสายดัตช์

5. อาศัยในพื้นที่สูง

ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาแอนดีส ถือเป็นคนอีกกลุ่มที่มีความสามารถทางกายภาพเหนือคนทั่วไป เพราะสามารถอาศัยบนที่สูง 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้โดยไม่เจ็บป่วยจากโรคแพ้ที่สูง (High altitude sickness)

โรคแพ้ที่สูง เกิดจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เนื่องจากในที่สูงออกซิเจนในอากาศจะเบาบางลง และความดันอากาศจะลดต่ำลง ส่งผลให้ให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็น จะส่งผลให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เพื่อใช้ให้พลังงานเพื่อคงอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

Quechua women and two young girls pose for the camera in the stunning, handmade clothing, Lares Valley, Peru, May 2016.

ข้อมูลจากเว็บไซต์หาหมอ ระบุว่า อาการแพ้ที่สูง มักเกิดขึ้นประมาณ 6-10 ชั่วโมงหลังจากการขึ้นไปอยู่ในที่สูง อาการแรก คืออาการปวดศีรษะ แต่ปวดไม่มาก และมีการร่วมดังต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 1 อาการ คือ

  • อ่อนเพลีย
  • รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนล้า ไม่มีแรง
  • มีอาการทางด้านทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • หัวใจเต้นเร็ว (ชีพจรเต้นเร็ว) เหนื่อย หายใจลำบาก (เมื่อออกแรง)
  • วิงเวียน มึนงง จะเป็นลม และ
  • นอนไม่หลับ

แต่งานวิจัยชี้ว่า ชนพื้นเมืองชาวเกชัว แห่งเทือกเขาแอนดีส และชาวทิเบตในแถบเทือกเขาหิมาลัยมีลักษณะพิเศษที่ได้รับการคัดเลือกทางธรรมชาติ ทำให้พวกเขามีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตในที่สูง

พวกเขามีวิวัฒนาการที่ทำให้ส่วนลำตัวใหญ่กว่าคนปกติ ซึ่งช่วยให้มีปอดที่ใหญ่กว่า ทำให้กักเก็บออกซิเจนได้มากกว่าปกติเวลาที่หายใจ

และขณะที่ร่างกายคนทั่วไปผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากขึ้นเมื่อได้รับออกซิเจนน้อย แต่พวกเขากลับผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยกว่า

คุณสมบัติพิเศษทางพันธุกรรมนี้ได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายพันปีทำให้พวกเขามีความพิเศษทางกายภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะอพยพลงไปอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าก็ตาม

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-46520081

 

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลุมดำ วัตถุขนาดมหาศาลที่มีพลังการทำลายล้างดูดกลืน ที่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของมันนั้นท้าทายหลักการทางฟิสิกส์ ทำให่สภาพของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าหลุมดำเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของจักรวาลอย่างแท้จริง โดยสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คาดการณ์ถึงการมีอยู่ของปีศาจสีดำนี้ แต่ในเวลานั้น ไอน์สไตน์ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง

และเราไม่อาจกล่าวโทษ ไอน์สไตน์ เพราะการที่จักรวาลจะมีวัตถุลึกลับสีดำขนาดมหาศาล ที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้นั้น มันเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และไม่น่าจะเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้น

แต่เมื่อมาถึงในยุคนี้ เรารู้อย่างชัดเจนว่าหลุมดำมีอยู่จริง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ยังคงมีอะไรให้เราได้ค้นหา และให้ประหลาดใจอีกเยอะ

และคลิปวีดีโอต่อไปนี้ของแชนแนล YouTube ที่มีชื่อว่า morn1415 จะทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “หลุมดำ″

วีดีโอนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นขนาดและมวลอันน่าตื่นตะลึงของมัน มันแสดงให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วเราเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจักรวาล และหลุมดำ

โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ สสารใดๆ สามารถกลายเป็นหลุมดำได้ หากมันถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงมากๆ จนผ่านขอบเขตที่เรียกว่า รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzchild radius)

และถ้าดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นหลุมดำ นั้นหมายความว่ามันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเมืองๆ หนึ่ง และถ้าโลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำ มันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสง

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อเราของคิดถึงหลุมดำที่เรารู้จักอย่างเช่น XTE J1650-500 หลุมดำที่มีขนาดเท่าเมืองแมนฮัตตัน แต่กลับมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 3 เท่า และนี่เป็นเพียงหลุมดำขนาดเล็กสุดที่เรารู้จัก

ลองขยับมาดูหลุมดำขนาดกลางกันบ้าง อย่างเช่น M82 X-1 ที่ถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเท่าดาวอังคาร (ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก) แต่มวลของมันกลับมากเท่าดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง

และเมื่อพูดถึงหลุมดำที่มีขนาดโคตรอภิมหาใหญ่หรือ Supermassive black holes ที่อยู่ตรงใจกลางของห้วงจักรวาล โดยหนึ่งในหลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่นี้ มันมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ถึง 2 หมื่นล้านดวงเลยทีเดียว (20,000,000,000) ใครยังนึกไม่ออกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาด ก็เปิดดูในคลิปวีดีโอนะ

 

ควอนตัมอินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลไกล 20,000 กิโล ไร้สัญญาณรบกวน

ควอนตัมอินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลไกล 20,000 กิโล ไร้สัญญาณรบกวน

ควอนตัมอินเทอร์เน็ต คือวิธีการสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจในทางทฤษฎี แต่มันจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในสเกลใหญ่หรือไม่?

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คำตอบก็คือ เป็นไปได้อย่างแน่นอน… โดยอ้างอิงจากการทดลองล่าสุดที่ทำการส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมในวงโคจร กับสถานีฐานบนโลก

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการส่งผ่าน โฟตอน หรือ อนุภาคของแสง (ที่มีข้อมูลบางอย่างแนบมากับอนุภาคแสง) ในรูปแบบของสัญญาณกระพริบ (Pulse) ของแสงอินฟราเรด โดยเป็นการส่งข้อมูลจากดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย มายังสถานี Space Geodesy Centre (สถานีที่ทำการศึกษาเรื่องขนาดและรูปทรงของโลก) ซึ่งสถานีนี้ดูแลโดยหน่วยงานด้านอวกาศของอิตาลี

***GLONASS (Global Navigation Satellite System) ระบบดาวเทียมนำทางของรัสเซีย รูปแบบเดียวกับระบบ GPS ของสหรัฐอเมริกา

โดยการส่งสัญญาณครั้งนี้ ทำผ่านระยะทางในอวกาศและในสภาพอากาศของโลกเป็นระยะทางไกลถึง 20,000 กิโลเมตร (12,427 ไมล์) โดยไม่เกิดการรบกวนของสัญญาณ และไม่เกิดการสูญหายของข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากด้วยเทคโนโลยีการส่งข้อมูลรูปแบบอื่นๆ ความสำเร็จในการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลแบบควอนตัมอินเทอร์เน็ตนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสเกลการสื่อสารข้อมูลที่ใหญ่ระดับโลกได้

โดยคุณ Giuseppe Vallone จาก University of Padova ในอิตาลี กล่าวว่า “Space quantum communications (QC) ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างดาวเทียม กับสถานีภาคพื้นดิน โดยการใช้วิธีการสื่อสารข้อมูลในเชิงควอนตัม โดยมีการเข้ารหัสข้อมูลในแบบ Quantum Key Distribution (QKD)”

โดยที่ QKD นั้นหมายถึงการเข้ารหัสข้อมูลโดยใช้พลังของกลศาสตร์ควอนตัม และด้วยข้อดีการส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบนี้ การรบกวนหรือแทรกแซงใดๆ จะถูกตรวจจับได้ในทันที ทำให้ไม่สามารถปิดกั้นการสื่อสารได้ แต่ถึงแม้ทฤษฎีจะสวยหรูขนาดไหนก็ตาม แต่การที่ช่องทางการสื่อสารข้อมูลนั้นเปิดโล่งในระยะทางไกล นั้นก็มีเรื่องให้ต้องน่าห่วงอยู่เหมือนกัน

โดยกุญแจแห่งความสำเร็จของการทดสอบนี้ อยู่ตรงที่การใช้อุปกรณ์ Retroreflector (อุปกรณ์ หรือพื้นผิวที่สะท้อนแสงกลับไปหาแหล่งกำเนิด) ที่ติดตั้งอยู่บนดาวเทียม เพื่อทำให้การส่งสัญญาณแสงในระยะทางไกลๆ เกิดขึ้นได้ และเป็นการทำลายสถิติการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบควอนตัมในคราวก่อน ที่ทำระยะทางได้ 15,000 กิโลเมตร (9,321 ไมล์)

ควอนตัมอินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลไกล 20,000 กิโล ไร้สัญญาณรบกวน

ดาวเทียม GLONASS-M

ขอบคุณภาพประกอบจาก ISS Reshetnev

ในขณะที่ดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรของโลกอย่าง GLONASS นั้นประสบปัญหาเรื่องความเสถียรในการสื่อสารข้อมูล และการที่ดาวเทียมเหล่านี้ลอยผ่านสถานีภาคพื้นดินอยู่บ่อยๆ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างช่องทางการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบของ เครือข่ายควอนตัมที่ไม่มีใครสามารถแฮคข้อมูลได้ เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ในสเกลระดับโลก

เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีนี้ ไม่เพียงเฉพาะแค่ว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบที่ว่ามันสามารถนำไปใช้งานจริงได้หรือไม่ รวมถึงในเวลานี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าควอนตัมอินเทอร์เน็ตจะถูกนำไปใช้เพื่อการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใด หรือเราจะใช้งานมันอย่างไรดี

โดยแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ มันอาจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์ที่มีความปลอดภัยสูงมาก เพื่อการใช้งานเฉพาะอย่าง หรืออุปกรณ์พิเศษบางแบบ

และสิ่งที่เรารู้ตอนนี้คือคือการสื่อสารข้อมูลแบบควอนตัมนั้นมีความเป็นไปได้ในรูปแบบการใช้งานระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดิน ทำให้มีประโยชน์ในการอัพเกรดประสิทธิภาพการสื่อสารข้อมูลกับดาวเทียม ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญมากของมนุษย์

คุณ Giuseppe Vallone กล่าวว่า “เทคโนโลยีดาวเทียมนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน วิทยาศาสตร์ การทหาร การสื่อสาร การนำทาง การปรับตั้งเวลา การสำรวจระยะไกล อุตุนิยมวิทยา การลาดตระเวน การค้นหาและกู้ภัย การสำรวจอวกาศ และดาราศาสตร์ หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ การส่งผ่านข้อมูลจากดาวเทียมมายังสถานีฐานบนโลกอย่างปลอดภัย ป้องกันการก่อกวนจากผู้ไม่ประสงค์ดี ไม่ว่าจะเป็นภารกิจการสื่อสารข้อมูลของภาคเอกชน หรือภารกิจทางการทหารก็ตาม”

ที่มา : https://news.thaiware.com/15400.html

เร็วกว่า แกร่งกว่า สูงกว่า ขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ของรัสเซีย ที่เขาบอกว่าไร้ผู้ต้านทาน

เร็วกว่า แกร่งกว่า สูงกว่า ขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ของรัสเซีย ที่เขาบอกว่าไร้ผู้ต้านทาน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในขณะที่ชาติตะวันตกกำลังมีความสุขกับมื้ออาหารในงานปาร์ตี้ วุ่นวายกับการแกะห่อของขวัญ แต่หน่วยงานทางการทหารของรัสเซียวุ่นกับการเตรียมการทดสอบระบบจรวดมิสไซล์ความเร็วสูงรุ่นใหม่ของประเทศ และล่าสุดก็ประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้วกับการทดสอบปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental ballistic missile) เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยได้มีการเผยแพร่คลิปการทดสอบปล่อยขีปนาวุธผ่านสื่อในรัสเซียด้วย

โดยระบบขีปนาวุธแบบใหม่นี้มีชื่อว่า Avangard เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ขีปนาวุธทรงพลังที่มีชื่อเรียกว่า Hypersonic glider ที่ทางรัสเซียเคลมว่าสามารภทำความเร็วได้สูงถึง Mach 5 (เร็วเป็น 5 เท่าของความเร็วเสียง) และขีปนาวุธนี้ฉลาดพอที่จะหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบป้องกันขีปนาวุธสมัยใหม่

โดย Sptunik ที่เป็นสื่อหลักของประเทศรัสเซียรายงานว่า ท่านประธานาธิบดี Vladimir Putin ประกาศว่า การทดสอบปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปประสบความสำเร็จด้วยดี และตอนนี้การทดสอบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และระบบขีปนาวุธแบบใหม่นี้ “จะถูกนำเข้าประจำการในเวลาที่กำหนด”

และภายหลังจากที่การทดสอบสิ้นสุดลง ทางสื่อโทรทัศน์ RT ของรัสเซียได้เผยแพร่คลิปการทดสอบปล่อยขีปนาวุธ โดยที่สื่อ Gizmodo ได้นำคลิปนี้มาปล่อยลง YouTube รายละเอียดตามนี้เลย

โดยรัสเซียได้เปิดเผยรายละเอีดยในขั้นต้นของ Avangard ในช่วงต้นปี 2018 ซึ่งหน่วยงานทหารของรัสเซียนำเสนอผลงานในรูปแบบของภาพอนิเมชั่น และการทดสอบปล่อยขีปนาวุธจริงในครั้งนี้ เป็นการทดสอบระยะทำการของขีปนาวุธในเขตภาคตะวันออกของรัสเซีย ทำให้เราได้เห็นคลิปแรกของระบบขีปนาวุธข้ามทวีปนี้

หน่วยงานทหารของสหรัฐอเมริกายังคงไม่ปักใจเชื่อว่าขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ของรัสเซีย นั้นจะสามารถหลบเลี่ยงระบบการตรวจจับขีปนาวุธสมัยใหม่ได้จริง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของสหรัฐก็สงสัยในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งการทดสอบครั้งนี้และคลิปวีดีโอปล่อยขีปนาวุธ ยังเป็นหลักฐานที่ไม่หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามันดีจริงตามคำกล่าวอ้างของรัสเซีย แต่การออกมาปล่อยของในครั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นตัวชี้วัดว่ารัสเซียเอาจริงกับเรื่องนี้

ที่มา : https://news.thaiware.com/15420.html