คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2018

สตาร์ตอัพจีนประกาศเดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่ Solid-state ให้พลังงานสูงกว่า Li-ion หลายเท่าตัว

สตาร์ตอัพจีนประกาศเดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่ Solid-state ให้พลังงานสูงกว่า Li-ion หลายเท่าตัว

Qing Tao (Kunshan) Energy Development บริษัทสตาร์ตอัพด้านพลังงานของจีน สมาชิกแห่ง Chinese Academy of Sciences ประกาศเดินเครื่องการผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-state เป็นรายแรกในประเทศจีน มีแผนการลงทุนอยู่ที่ 1 พันล้านหยวน (ราว 4.7 พันล้านบาท)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แบตเตอรี่แบบ Solid-state ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการจัดเก็บพลังงานของยุคหน้า ที่จะเข้ามาแทนที่แบตเตอรี่ Li-ion ด้วยความสามารถในการพลังงานต่อน้ำหนักที่สูงกว่าแบตเตอรี่ Li-ion หลายเท่าตัว และในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Volkswagen, Toyota และ Dyson ต่างก็เริ่มหันมาใช้แบตเตอรี่ Solid-state กันแล้ว

โดยแบตเตอรี่ Solid-state ของบริษัท Qing Tao นั้นมีความหนาแน่นของพลังงาน (energy density) มากกว่า 400Wh/kg ในขณะที่แบตเตอรี่ Li-ion จะอยู่ที่แค่ 100-265Wh/kg เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ บริษัทฯ มีกำลังผลิตที่ 0.1GWh ต่อปี แต่จากข้อตกลงทางธุรกิจร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดดังกล่าวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จึงมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไปเป็น 0.7GWh ได้ภายในปี 2020
ที่มา : www.xinhuanet.com

จีนประกาศชัด ควอนตัมเรดาร์ สามารถตรวจจับเครื่องบิน Stealth ล่องหนของฝ่ายอเมริกาได้แล้ว

จีนประกาศชัด ควอนตัมเรดาร์ สามารถตรวจจับเครื่องบิน Stealth ล่องหนของฝ่ายอเมริกาได้แล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรดาร์ เป็นอุปกรณ์ทางการทหารที่ทรงพลัง เพราะมันสามารถตรวจจับเครื่องบินของข้าศึกที่อยู่ไกลออกไปเกินระยะสายตาได้เลย หลักการทำงานคือการส่งคลื่นความถี่วิทยุออกไป และถ้าคลื่นนี้ไปกระทบกับเครื่องบินบนท้องฟ้า มันก็จะสะท้อนคลื่นกลับมายังตัวรับ ทำให้รับรู้ตำแหน่งของเครื่องบินนั้นได้ แต่ก็มีเครื่องบินทางการทหารที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งเครื่องบิน Stealth หรือ เครื่องบินล่องหน นี้จะสามารถหลบเร้นตัวเองจากการตรวจจับด้วยเรดาร์ ด้วยการใช้รูปทรงและเหลี่ยมมุมของตัวเครื่องเพื่อหักเหสัญญาณเรดาร์ออกไปในทิศทางอื่น ไม่ให้คลื่นสะท้อนกลับไปยังตัวรับ หรือไม่ก็ใช้วัสดุที่สามารถดูดซับคลื่นเรดาร์ มาผลิตเป็นตัวลำเครื่องบิน

จีนประกาศชัด ควอนตัมเรดาร์ สามารถตรวจจับเครื่องบิน Stealth ล่องหนของฝ่ายอเมริกาได้แล้ว

หลักการทำงานของเรดาร์ปกติ ต้องมีการสะท้อนคลื่นกลับมาถึงจะตรวจจับได้

ขอบคุณภาพประกอบจาก  National Air and Space Museum

แต่จากข่าวล่าสุดจากเมืองจีน ดูเหมือนว่าเครื่องบิน Stealth จะไม่สามารถรอดพ้นจากการตรวจจับด้วยเรดาร์ได้อีกต่อไป โดยในงานแสดงเทคโนโลยีด้านอากาศยาน หรืองาน Air show ที่จัดขึ้นในเมือง Zhuhai หน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของจีนได้จัดแสดงเทคโนโลยีที่มีการเคลมว่าเป็น Quantum radar (ควอนตัมเรดาร์) ที่สามารถตรวจจับอากาศยานที่ใช้เทคโนโลยีล่องหนได้เลย งานนี้อาจทำให้กองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกา หรือชาติใดๆ ที่ครองความได้เปรียบเหนือน่านฟ้าด้วยเทคโนโลยีล่องหน ต้องมีร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างหล่ะ โดยทางหน่วยงานที่รับผิดชอบการสร้างควอนตัมเรดาร์ ออกมาให้ข้อมูลว่า ได้ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้มานานหลายปีแล้ว และได้ทดสอบครั้งแรกในปี 2015

โดยหลักการแล้ว ควอนตัมเรดาร์ นั้นมีความคล้ายกับระบบเรดาร์ตรวจจับอากาศยานในปัจจุบัน แต่แทนที่มันจะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไป ควอนตัมเรดาร์ จะทำการปล่อยอนุภาคแสงโฟตอนที่มี ความพัวพันทางควอนตัม (Quantum entanglement) แยกออกเป็น 2 ลำแสง โดยลำแสงหนึ่งจะถูกส่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อตรวจจับเครื่องบิน และลำแสงอีกส่วนหนึ่งจะถูกนำมาตรวจสอบ ด้วยความที่ลำแสงทั้งสองส่วนนั้นมี ความพัวพันทางควอนตัม ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับลำแสงโฟตอนที่ถูกส่งออกไป (เนื่องจากไปส่องโดนเครื่องบิน) ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับลำแสงส่วนที่สองในเวลาเดียวกัน ทำให้สามารถตรวจจับเครื่องบินได้โดยไม่ต้องมีการสะท้อนคลื่นกลับมาที่เครื่องรับแต่อย่างใด

จีนประกาศชัด ควอนตัมเรดาร์ สามารถตรวจจับเครื่องบิน Stealth ล่องหนของฝ่ายอเมริกาได้แล้ว

เครื่องต้นแบบของควอนตัมเรดาร์

ขอบคุณภาพประกอบจาก Aviation Week

และจากข้อมูลในโบรชัวร์ของ China Electronics Technology Group Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลเรื่องระบบควอนตัมเรดาร์ และเป็นบริษัทในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของจีน ได้ให้รายละเอียดว่า “มันช่วยแก้ปัญหาในการตรวจจับเป้าหมายที่ระบบเรดาร์ปกติไม่สามารถตรวจจับได้ และระบบเรดาร์แบบใหม่นี้ยังรอดพ้นจากการโจมตีในสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ที่เน้นการโจมตีฐานเราดาร์ของข้าศึกอีกด้วย”

แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าระบบควอนตัมเรดาร์ของจีนนั้นใช้งานได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการโกหกคำโตของจีน โดยศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จาก University of Surrey ประเทศอังกฤษ แสดงความคิดเห็นกับสื่อ New Scientist ว่า “ตราบใดที่ยังไม่มีการสาธิตให้เห็นถึงการทำงานเจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้ เราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า นี่มันคือเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงที่ซับซ้อน”

และถ้า ควอนตัมเรดาร์ ของจีน เกิดเป็นอะไรที่ใช้งานได้จริงขึ้นมา บอกเลยว่ามันจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมส์ในเทคโนโลยีอากาศยานเพื่อการรบอย่างแท้จริง

ที่มา : https://news.thaiware.com/15091.html

จัดทำโดย : นายอภิสิทธิ์ หมู่บุตร (วันอังคาร), นายดนุพล บริรักษ์วาณิชย์ (วันอังคาร), นายสุทธิกานต์ ทองรักษ์ (วันอังคาร), นางสาวนฤมล สามชูศรี (วันอังคาร)

นักวิจัยจีนเคลม ดัดแปลงพันธุกรรมทารกหญิงสองคนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก!

นักวิจัยจีนเคลม ดัดแปลงพันธุกรรมทารกหญิงสองคนได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก!

He Jiankui นักวิจัยจาก The Southern University of Science and Technology ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ประกาศความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมในมนุษย์ได้เป็นครั้งแรก โดยเป็นการทดลองกับทารกเพศหญิง 2 คน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หนูน้อยทั้งสองปฏิสนธิจากการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) โดยมีการใช้เทคโนโลยีการแก้ไขจีโนม (ตัดต่อ เพิ่ม หรือเรียงลำดับของ DNA ใหม่) ที่เรียกว่า CRISPR ในการทำลายยีน CCR5 เพื่อหวังผลให้ทารกทั้งคู่สามารถทนต่อเชื้อ HIV ได้ จากนั้นจึงนำเอ็มบริโอกลับคืนเข้าสู่มดลูกเพื่อให้แม่ตั้งครรภ์ต่อไปตามขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

อย่างไรก็ตาม การตัดต่อพันธุกรรมในครั้งนี้ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงต่อในแง่ของจริยธรรม โดยเฉพาะในประเด็นการดัดแปลงยืนเพื่อป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว เพราะอย่างที่รู้กันว่าการแก้ไขตัดต่อยีนยังคงเป็นสิ่งต้องห้ามในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ

ซึ่งทาง SUSTech ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า “โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายนอกมหาวิทยาลัย และไม่ได้มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่เราเชื่อว่าการทดลองของดอกเตอร์ Jiankui นั้นละเมิดหลักจริยธรรมด้านวิชาการ และยังผิดจรรยาบรรณอีกด้วย”

ในขณะที่ฝั่งของ He Jiankui เองก็ออกมาแถลงว่า เป้าหมายของเขาไม่ใช่การรักษาหรือป้องกันโรคติดต่อทางพันธุกรรม แต่เป็นการทำให้มนุษย์มีสามารถต้านทานต่อเชื้อที่อาจได้รับในอนาคต และเขายังแสดงความเห็นอีกด้วยว่า “การตัดต่อยีนเป็นสิ่งที่ควรถูกนำมาใช้เพื่อรักษาโรค แต่การดัดแปลงเพื่อเพิ่มไอคิวหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาควรเป็นสิ่งต้องห้ามต่อไป”

ที่มา : https://news.thaiware.com/15179.html

จัดทำโดย : นายอภิสิทธิ์ หมู่บุตร (วันอังคาร), นายดนุพล บริรักษ์วาณิชย์ (วันอังคาร), นายสุทธิกานต์ ทองรักษ์ (วันอังคาร), นางสาวนฤมล สามชูศรี (วันอังคาร)

นาซาเฮลั่น ยานอินไซต์บุกลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ!!

นาซาเฮลั่น ยานอินไซต์บุกลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ ส่งภาพมาได้ดั่งใจ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นาซาเฮลั่น – เอพี รายงานว่า เมื่อ 26 พ.ย.  ทีมงานองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซา ที่ห้องปฏิบัติการ JPL เมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ฉลองกันอย่างปลาบปลื้ม หลังควบคุมยานสำรวจอินไซต์ (InSight lander) ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ หลังเดินทางจากโลกไปนาน 6 เดือน ระยะทาง 482 ล้านกิโลเมตร นับเป็นภารกิจสำรวจอวกาศครั้งแรกที่มุ่งจะศึกษาโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์สีแดงโดยเฉพาะ

ยานสำรวจอินไซต์ลงจอดบนที่ราบเอลีเซียม แพลนิเทีย ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรดาวอังคาร ตามแผนที่วางไว้ ทั้งยังถ่ายภาพภูมิประเทศรอบตัว และส่งกลับมายังโลกภายใน 30 นาทีแรกที่แตะพื้นดาวอังคาร ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้

“ไร้ตำหนิ!” นายร็อบ แมนนิง หัวหน้าทีม JPL ประกาศก้อง ก่อนกล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่เราหวังไว้และจินตนาการอยู่ในดวงตาของจิตใจ บางครั้งเรื่องก็เป็นไปอย่างที่เราอยากให้เป็น”

นาซาเฮลั่น

ทีมงานนาซาลุ้นระทึกกับภารกิจนี้มาก เนื่องจากมีความยากลำบากมากมาย ทั้งสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของดาวอังคาร รวมทั้งปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ อีกทั้งบรรยากาศของดาวอังคารที่เบาบางเพียง 1% ของบรรยากาศโลกทำให้เกิดแรงเสียดทานที่จะช่วยชะลอความเร็วของยานได้น้อย ทำให้ภารกิจในอดีตล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

บรูซ แบเนิร์ดต์ หัวหน้าทีมอินไซต์ กล่าวว่า การลงจอดที่ดาวดังคารเป็นงานยากยิ่งสำหรับการสำรวจ มันเป็นงานหิน อันตราย และมีโอกาสอันไม่น่าสบายใจว่าอาจเกิดอะไรผิดพลาดได้

ทั้งนี้ ยานอินไซต์ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่แบบเดียวกับยานฟีนิกซ์ ซึ่งเคยลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จมาแล้ว ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวอังคารมาแล้วในปี 2550 ส่วนครั้งสุดท้ายที่นาซาส่งยานไปลงจอด คือคิวเรียสซิตี โรเวอร์ เมื่อปี 2552

สำหรับภารกิจต่อไปนี้ คือการสำรวจโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์สีแดง ตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวที่ช่วยบ่งบอกถึงสภาพชั้นหินและโครงสร้างทางธรณีวิทยาภายใน และมีหุ่นยนต์ตัวตุ่น คอยวัดอุณหภูมิใต้ดินของดาว โดยจะฝังตัวอยู่ลึกลงไปจากพื้นผิว 5 เมตร เพื่อให้ทราบว่าดาวอังคารยังคงมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในอยู่มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ยานจะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อวัดว่าดาวอังคารเหวี่ยงตัวรอบแกนหมุนของตนเองอย่างไร ซึ่งข้อมูลจากการตรวจสอบและทดลองทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ที่มา :   https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_1879467

นักวิจัยพบวิธีเปลี่ยน CO2 เป็นพลาสติกด้วยประสิทธิภาพที่สูงเป็นประวัติการณ์

convert-co2-to-plastic-1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rutgers ในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนให้เป็นพลาสติก ใยสังเคราะห์ เรซินและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วยประสิทธิภาพที่สูงอย่างเหลือเชื่อ

ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงไฟฟ้า (Electrocatalyst) เป็นวัสดุตัวแรกนอกเหนือจากเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำให้เป็นหน่วยโครงสร้างคาร์บอนที่ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอน 1, 2, 3 หรือ 4 อะตอมด้วยประสิทธิภาพสูงกว่า 99% นักวิจัยได้สร้างผลิตภัณฑ์ 2 ตัวได้แก่ methylglyoxal (C3) และ 2,3-furandiol (C4) ซึ่งสามารถใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตพลาสติก กาว และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยา

“การพัฒนาครั้งสำคัญของเรานี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมีและเภสัชกรรม” Charles Dismukes ศาสตราจารย์ด้านเคมีและชีวเคมีที่มหาวิทยาลัย Rutgers หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

convert-co2-to-plastic-2

Karin Calvinho นักศึกษาปริญญาเอกหนึ่งในทีมวิจัยบอกว่าก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกเปลี่ยนเป็นเมทิลแอลกอฮอล์ เอทานอล มีเทน และเอธิลีนได้ค่อนข้างดี แต่กระบวนการผลิตดังกล่าวไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและต้นทุนสูงเกินไปที่จะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนได้มากมายหลายอย่าง โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากนิเกิลและฟอสฟอรัสซึ่งราคาถูกกว่าและมีอย่างเหลือเฟือ การเลือกใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาและเงื่อนไขอื่นๆจะเป็นตัวกำหนดจำนวนอะตอมของคาร์บอนที่จับตัวเข้าด้วยกันเพื่อสร้างโพลิเมอร์ที่ยาวขึ้นได้ โดยทั่วไปห่วงโซ่คาร์บอนที่ยาวกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ามากกว่า

จากผลงานวิจัยนี้นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Rutgers ได้รับสิทธิบัตรสำหรับตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงไฟฟ้าและจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ RenewCO₂ ก้าวต่อไปของพวกเขาคือการเรียนรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์มีคุณค่าอื่นๆอย่างเช่น Diol ซึ่งใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมโพลิเมอร์ หรือผลิตพวกไฮโดรคาร์บอนที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนได้ และขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญที่ Rutgers กำลังออกแบบ สร้าง และทดสอบเครื่อง Electrolyzer เพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์

ที่มา  https://www.takieng.com/stories/12375