คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2018

รู้หรือไม่ วุ้นมะพร้าวแสนอร่อยก็มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน

รู้หรือไม่ วุ้นมะพร้าวแสนอร่อยก็มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน

Coconut jelly

coconut-jelly

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เวลาพูดถึงขนมหวานที่ทำจากผลไม้แบบไทยๆ หลายคนก็มีความชื่นชอบอยู่หลายประเภทด้วยกัน แต่ของหวานประเภทหนึ่งที่เป็นถือเป็นอาหารโปรดของใครหลายคนก็คือวุ้นมะพร้าว ด้วยรสชาติหอมของน้ำมะพร้าวบวกกับรสชาติที่หวานละมุนลิ้นกำลังดีทำให้จัดว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อได้ไม่ยาก แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าที่จะกลายสภาพมาเป็นวุ้นมะพร้าวอย่างที่เห็นนี้ก็ต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน

วุ้นมะพร้าวถือว่าเป็นกระบวนการถนอมอาหารประเภทหนึ่งที่เกิดจากการหมักน้ำมะพร้าวกับกรดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าเอซีติก และเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในกลุ่มทางวิทยาศาสตร์ประเภท acetic acid bacteria อาทิ Acetobacter เป็นแบคทีเรียที่สามารถสร้างกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Ethyl alcohol ได้ และกระบวนการที่ว่านี้ก็นับว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการหมักน้ำมะพร้าวให้กลายเป็นกรดเอซีติก และเมื่อได้วุ้นที่เป็นแผ่นขึ้นมา วุ้นนั้นก็จะประกอบไปด้วยโพลิเมอร์ของน้ำตาลกลูโคสเรียงต่อกันด้วยพันธะของเบตา-1,4 และตัวกรดเอซีติก โดยลักษณะตรงนี้จะเป็นแบบเส้นใยอย่างละเอียดของเซลลูโลสกลายสภาพเป็นเจลที่ถูกเรียกชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า cellulose microfiber

โครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวของวุ้นมะพร้าวจะมีลักษณะที่ออกมาอย่างที่คุ้นตาก็คือเป็นแผ่นที่มีเยื้อเหนียวๆ สีขาวหรือออกเป็นสีครีม ซึ่งแผ่นดังกล่าวนี้จะประกอบไปด้วยเซลลูโลสเป็นหลัก และจากตรงนี้นี่เองทำให้แผ่นวุ้นมะพร้าวจะมีเส้นใยอาหารเลยทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนที่ต้องการจะลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่ายไม่ให้ถ่ายยากหรือท้องผูก

ส่วนในเรื่องของเมนูที่วุ้นมะพร้าวมักจะถูกนำเข้ามาเป็นส่วนประกอบหลักส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเมนูประเภทของหวาน อาทิ วุ้นลูกชุบ, เต้าหู้เย็น, เยลลี่วุ้นมะพร้าว, เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัด, พุดดิ้ง, เครื่องเคียงของไอศกรีมหรือน้ำแข็งใส และอื่นๆ อีกมากมายตามแต่ว่าจะเป็นการรังสรรค์ของคนที่มีความชื่นชอบและมีฝีมือทางด้านของอาหารเลือกนำเอามาประกอบอาหารให้ได้รับประทานกัน

coconut-jelly

ประโยชน์ของวุ้นมะพร้าว

  1. ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักและระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ
  2. ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย อาทิ มะเร็งลำไส้, โรคท้องผูก, ริดสีดวงทวาร
  3. สามารถขับสารพิษและทำให้อวัยวะภายในร่างกายสะอาดได้
  4. ช่วยในระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น

จะเห็นได้เลยว่าวุ้นมะพร้าวที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เกิดจากการแปรรูปแบบชาวบ้านๆ ธรรมดา แต่ต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีขั้นตอนในการทำไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้กว่าที่จะได้ออกมาให้รับประทานได้สักชิ้นหนึ่ง

ที่มา คลิกที่นี่

ความโน้มถ่วงในเอกภพไม่รั่วไหลไปยังมิติอื่น

ความโน้มถ่วงในเอกภพไม่รั่วไหลไปยังมิติอื่น

ภาพจำลองการชนและรวมตัวกันของคู่ดาวนิวตรอน โดยกลุ่มเมฆฝุ่นที่ร้อนและหนาแน่นฟุ้งออกมาจากดาวทั้งสองก่อนจะชนกันเพียงเสี้ยววินาทีImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพจำลองการชนและรวมตัวกันของคู่ดาวนิวตรอน โดยกลุ่มเมฆฝุ่นที่ร้อนและหนาแน่นฟุ้งออกมาจากดาวทั้งสองก่อนจะชนกันเพียงเสี้ยววินาที

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้ผ่านการทดสอบจากนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลการพิสูจน์ที่ได้ก็ยังคงยืนยันว่า ทฤษฎีที่มีอายุร่วมร้อยปีนี้มีความถูกต้องในหลายประเด็น ล่าสุดแนวคิดที่ว่า ความโน้มถ่วงที่มีอยู่ในเอกภพของเราจะไม่รั่วไหลไปยังมิติอื่น ๆ ได้ผ่านการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้วเช่นกัน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้ใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงหรือไลโก (LIGO) ซึ่งตั้งอยู่ที่สหรัฐฯ รวมทั้งกล้องโทรทรรศน์บนโลกหลายแห่ง ศึกษาปรากฏการณ์ที่คู่ดาวนิวตรอนชนปะทะและรวมตัวเข้าด้วยกัน โดยเหตุการณ์ในจักรวาลที่รุนแรงและทรงพลังเช่นนี้ มักจะเกิดคลื่นความโน้มถ่วงที่คล้ายระลอกคลื่นน้ำแผ่ออกไปด้วย

ก่อนหน้านี้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ระบุว่า ความโน้มถ่วงที่มีอยู่ในเอกภพของเรา จะสามารถคงอยู่ได้ภายในขอบเขตของปริภูมิ-เวลา (space-time) ที่มี 4 มิติ โดยไม่รั่วไหลไปยังมิติอื่น ๆ เช่น มิติที่ 5 หรือ มิติที่ 6 หากมิติพิเศษที่ว่านั้นมีอยู่จริง ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วมิติพิเศษเหล่านี้จะไม่มีแสงสว่าง

ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบต่อโครงสร้างของปริภูมิ-เวลา เช่นการชนกันของหลุมดำหรือดาวนิวตรอน ก็จะไม่ทำให้ความโน้มถ่วงในเอกภพ 4 มิติรั่วไหลออกไปได้

สถานที่ตั้งอุปกรณ์ LIGO ในเมืองแฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯImage copyrightLIGO
คำบรรยายภาพสถานที่ตั้งอุปกรณ์ LIGO ในเมืองแฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของไลโกได้ศึกษาคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับคลื่นแสงจากเหตุการณ์ GW170817 ซึ่งเป็นคู่ดาวนิวตรอนที่ชนกันโดยอยู่ห่างไกลจากโลก 130 ล้านปีแสง โดยไลโกสามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงนี้ได้ในปี 2017

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่า คลื่นความโน้มถ่วงและคลื่นแสงจากเหตุการณ์นี้เดินทางมายังโลกด้วยความเร็วเท่ากัน โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนแอมพลิจูด (amplitude) ในคลื่นความโน้มถ่วงเมื่อเทียบกับคลื่นแสงที่มีสภาพคงที่ ซึ่งก็แสดงว่าคลื่นความโน้มถ่วงไม่ได้สูญเสียพลังงานไปในระหว่างทางเพราะมีการรั่วไหลของมิติเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่า การพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และยังจะต้องมีการพิสูจน์ซ้ำในอีกหลายแง่มุมในอนาคต ซึ่งการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงด้วยอุปกรณ์ไลโกและเวอร์โก (VIRGO) ซึ่งใกล้จะเปิดใช้งานในประเทศอิตาลี จะทำให้การตรวจวัดดังกล่าวมีความแม่นยำมากขึ้นอีกหลายเท่า

https://www.bbc.com/thai/features-46375691?ocid=wsthai.chat-apps.in-app-msg.line.trial.link1_.auin%3F&fbclid=IwAR2T5vJXpglQlH5ZKqz3Jr4DJzCPJfmEguqQOOZYSzcujB_ldbqdH1EHn48

สำนักข่าวซินหัว โชว์ AI ผู้ประกาศข่าว เล่าข่าวได้ทั้งวัน ไม่มีวันหยุด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

1543633352526

ตำแหน่งผู้ประกาศข่าว หรือเรียกบ้านๆ ว่าคนอ่านข่าวนั่นแหละ กำลังเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เทคโนโลยี AI ได้เข้าไปแย่งตำแหน่งงาน สำนักข่าวซินหัว สื่อรายใหญ่ของประเทศจีนได้เปิดตัวผู้ประกาศข่าว “ตน” ใหม่ ที่จะมาประกาศข่าวแทนมนุษย์จริงๆ โดย AI นี้สามารถอ่านได้ทั้งข่าวภาษาจีน และภาษาอังกฤษ

AI ของสำนักข่าวซินหัวได้ทำการสร้างกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ของผู้ประกาศข่าวที่มีตัวตนอยู่จริงขึ้นมา โดยอาศัยเทคโนโลยี Deep learning ในการประมวลผลสีหน้า และริมฝีปากให้ขยับได้เหมือนคนจริง ซึ่งตัวเทคโนโลยีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Search engine ชื่อดังในจีนอย่าง Sogou

ในรายงานของ South China Morning Post ได้เปิดเผยว่า ผู้ประกาศข่าว AI นี้ จะถูกนำไปใช้ในแอพฯ ของซินหัวทั้งเวอร์ชั่นภาษาจีน และภาษาอังกฤษ, เว็บเพจของช่องโทรทัศน์ และบัญชีสาธารณะบน WeChat

อย่างไรก็ตาม จากวีดีโอสาธิตด้านบน เรายังรู้สึกว่า ความรู้สึกมันยังแตกต่างจาก “มนุษย์” จริงๆ อยู่ค่อนข้างชัดเจน เวลาพูดมันดูเหมือน NPC ในเกมส์คอมพิวเตอร์เสียมากกว่า ซึ่งคงต้องอาศัยการพัฒนาไปอีกสักระยะ แต่ข้อดีของมันคือ AI สามารถอ่านข่าวได้ทั้งวัน 24 ชั่วโมง ตลอดปีไม่มีวันหยุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนไปอย่างมหาศาล

 

ที่มา : www.engadget.com , www.scmp.com

กองทัพอากาศอเมริกัน อัพเกรดระบบเสียง 3D สำหรับนักบินรบ รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนโจมตี

1543634511093

บรรยากาศในห้องขับเครื่องบินรบนั้นเต็มไปด้วยเสียงดังรบกวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากเครื่องยนต์และเสียงจากระบบช่วยบินต่างๆ ทำให้ความสามารถในการรับรู้มิติและทิศทางเสียงของนักบินลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จากระบบช่วยบินต่างๆ ทำให้ความสามารถในการรับรู้มิติและทิศทางเสียงของนักบินลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ได้มองหาข้อเสนอเพื่อการติดตั้งระบบเสียงแบบสามมิติให้กับนักขับเครื่องบินรบแบบ A-10C Thunderbolt II โดยผู้ให้บริการระบบดังกล่าวคือบริษัท Terma North America ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้

โดยข้อเสนอของทางกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาคือ ต้องการระบบที่เพิ่มความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในสนามรบ รวมถึงความสามารถในการรับรู้เมื่อมีการแจ้งเตือนจากการโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์

โดยระบบเสียงแบบ 3D สำหรับผู้ขับเครื่องบินรบของบริษัท Terma (Terma’s 3D-Audio and Radio Separation) ได้ถูกนำไปใช้งานในเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศเดนมาร์กอยู่ก่อนแล้ว โดยให้ความสำคัญกับระบบการเตือนจรวดมิสไซล์

ข้อดีหลักๆ ของระบบเสียงรอบทิศทางคือ ช่วงลดภาระของนักบิน เพิ่มความตระหนักรู้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากสนามรบ เพิ่มความเข้าใจในเสียงการสนทนาผ่านวิทยุ แถมยังเพิ่มความปลอดภัยในการบินอีกด้วย

อ้างอิงจากข้อมูลของ Terma บรรยากาศเสียงอื้ออึงในห้องนักบิน ทำให้เป็นการยากที่นักบินจะแยกเสียงรบกวนออกจากเสียงสนทนาผ่านระบบวิทยุ และจากคลิปวีดีโอด้านบน นักขับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเดนมาร์กอธิบายว่า เมื่อเสียงจำนวนมากจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องนักบิน และเสียงจากระบบแจ้งเตือนต่างๆ เกิดดังขึ้นพร้อมๆ กัน มันก็เป็นการยากที่นักบินจะตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยระบบเสียงแบบรอบทิศทางของ Terma เข้ามาแก้ปัญหาโดยการจำลองบรรยาจากสภาพเสียงจริง โดยมีการใส่ทิศทางที่มาของแต่ละเสียงให้นักบินแยกแยะได้อย่างชัดเจนผ่านชุดหูฟัง

โดยระบบการให้เสียงที่มีทิศทางของเสียงอย่างชัดเจนผ่านหูฟัง ทำให้สมองของนักบินสามารถลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการประมวลผลข้อมูล และช่วยชีวิตของนักบินให้รอดพ้นจากสถานการณ์ขับขันได้เลย ซึ่งถ้าเป็นระบบหูฟังธรรมดาที่ไม่มีการระบุทิศทางเสียงอย่างชัดเจน สมองของเราต้องเสียเวลาประมวลผลแยกแยะประเภทของเสียง หาตำแห่นงที่มาของเสียง และถึงจะสรุปได้ว่าจะสนองตอบต่อสถานการณ์อย่างไร

และด้วยระบบเสียงรอบทิศทางของ Terma ที่มีการชี้นำทิศทางของเสียงอย่างชัดเจน ทำให้นักบินสามารถระบุระดับความสำคัญของเสียงนั้น รวมถึงระบุตำแหน่งที่มาของเสียงได้ในแทบจะทันที โดยมีการอ้างอิงว่า ระบบเสียงแบบใหม่นี้ ทำให้นักบินรู้ตัวว่าโดนโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์ ได้เร็วกว่าการมองภาพจากหน้าจอในห้องนักบินถึง 1.5 วินาที ซึ่งเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของนักบินได้

โดยนักบินกล่าวว่า “ระบบเสียงของ Terma ทำให้นักบินรับรู้อันตรายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคอยฟังเสียงพูดจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการแสดงสัญญาณแบบ 2 มิติบนหน้าจอ”

โดยที่เครื่องบินรบแบบ A-10 นั้นไม่ได้มีความสามารถในการล่องหนเหมือนอย่างเครื่อง F-22 Raptor หรือเครื่อง F-35 Joint Strike Fighter ทำให้มันมีข้อจำกัดกับการใช้งานในบางภารกิจ ดังนั้นการเพิ่มระบบเสียง 3D เข้าไป ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเครื่องบินรบ A-10 ในสภานการณ์การรบที่ล่อแหลมได้

ที่มา https://news.thaiware.com/15214.html

‘หุ่นยนต์ใต้น้ำ′ เตรียมปลูกลูกปะการังตามแนวประการังยักษ์ของออสเตรเลีย

FILE - A large piece of coral can be seen in the lagoon on Lady Elliot Island, on the Great Barrier Reef, northeast from Bundaberg town in Queensland, Australia, June 9, 2015. FILE – A large piece of coral can be seen in the lagoon on Lady Elliot Island, on the Great Barrier Reef, northeast from Bundaberg town in Queensland, Australia, June 9, 2015.

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยออสเตรเลียใช้หุ่นยนต์ปลูกลูกปะการังเพื่อซ่อมแซมแนวปะการังยักษ์ที่เสียหายจากภาวะกัดขาว

ปะการังส่วนมากจะเเพร่พันธุ์ผ่านการปล่อยไข่เเละเชื้อสเปิร์มสู่น้ำในเวลาเดียวกัน และในทางเหนือของออสเตรเลีย ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังเตรียมตัวออกไปเก็บไข่เเละสเปิร์มของปะการังจำนวนมากที่ลอยอยู่เหนือบริเวณแนวปะการังยักษ์ของออสเตรเลีย เพื่อนำไปเลี้ยงให้เป็นตัวอ่อนปะการัง

และเมื่อลูกปะการังโตพอ ทีมงานจะใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำกึ่งบังคับอัตโนมัตินำลูกปะการังไปปลูกตามแนวปะการัง Vlasoff Reef ที่ห่างจากฝั่งของเมืองแคร์สไปหนึ่งชั่วโมงด้วยการเดินทางทางเรือ

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ เเฮร์ริสัน ผู้อำนวยการแห่งศูนย์วิจัยระบบนิเวศวิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัย Southern Cross กล่าวว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยสนับสนุนกระบวนการทางธรรมชาติ

เขากล่าวว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทำหน้าที่เเทนปะการังที่ตายเพราะภาวะกัดขาว ปกติปะการังเหล่านี้จะช่วยสร้างตัวอ่อนได้เพียงพอเเก่แนวปะการังธรรมชาติในการเยียวยาตัวเอง

พื้นที่ส่วนใหญ่ของแนวปะการังยักษ์ออสเตรเลียได้รับความเสียหายจากภาวะกัดขาวที่รุนแรง ภาวะกัดขาวนี้เกิดจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเเละภาวะโลกร้อนทำให้ภาวะกัดขาวเลวร้ายมากขึ้น

การทดลองปลูกลูกปะการังเลี้ยงที่แนวปะการัง Vlasoff Reef ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรงจากภาวะกัดขาวที่กินบริเวณกว้าง ได้รับความร่วมมือจากทีมนักดำน้ำที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางหุ่นยนต์ใต้น้ำบังคับกึ่งอัตโนมัติที่จะนำลูกปะการังลงไปปลูกในแนวปะการังแห่งนี้

หุ่นยนต์ใต้น้ำนี้มีชื่อว่า LarvalBot

ศาสตราจารย์เเมทธิว ดันบาบินแห่งมหาวิทยาลัย Queensland University of Technology กล่าวว่า โครงการนี้ยังใหม่อยู่และทีมงานต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้เเน่ใจว่าสามารถนำลูกปะการังลงไปปลูกได้อย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังเอาไว้ เเละทีมงานหวังว่าในอนาคต ทีมงานจะทำงานได้รวดเร็วขึ้นเเละคล่องเเคล่วขึ้น

แนวปะการังประกอบไปด้วยสัตว์ขนาดจิ๋วหลายล้านตัว ที่เรียกว่า coral polyps แนวปะการังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบนิเวศวิทยาเเละเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลอย่างน้อย 1 ใน 4 ของทั้งหมด

แนวปะการังยักษ์ของออสเตรเลียมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับขนาดของประเทศอิตาลี หรือ ญี่ปุ่น และพบว่ามีวาฬเเละโลมาราว 30 สายพันธุ์อาศัยตามบริเวณแนวปะการังนี้

อย่างไรก็ตาม แนวปะการังยักษ์ของออสเตรเลียเจอกับปัญหาคุกคามหลายอย่าง ตั้งเเต่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก การประมงเกินพอดี สารเคมีจากการเกษตรที่ไหลลงสู่ทะเล ไปจนถึงปลาดาวหนามที่กินปะการังเป็นอาหาร

ที่มา https://www.voathai.com/a/australia-reef-robot-tk/4654431.html

 

 

ผู้บริหารไมโครซอฟต์ เตือน “ปัญญาประดิษฐ์” สะเทือนตลาดแรงงาน

FILE - In this Sept. 28, 2017, photo, David Hanson, the founder of Hanson Robotics, talks with his company's flagship robot Sophia, a lifelike robot powered by artificial intelligence in Hong Kong.

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายแบรด สมิธ กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกฏหมาย ของไมโครซอฟต์ แสดงความกังวลถึงอนาคตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ตอนนี้พัฒนาจนมีศักยภาพเหนือมนุษย์ในหลายระดับด้วยกัน ซึ่งถูกนำไปใช้ในการต่อต้านการก่อการร้าย การต่อสู้กับความอดอยากของผู้คนทั่วโลก และช่วยเหลือด้านการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก อาจเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานในปัจจุบันไป โดยแรงงานทักษะน้อยจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

ซึ่งนายสมิธ ยกตัวอย่างเช่น พนักงานรับสั่งอาหารจานด่วนผ่านทางช่อง Drive-Thru ที่จะถูกแทนที่ด้วย AI ดังนั้น การปรับตัวของแรงงานด้วยการเพิ่มทักษะใหม่ๆให้สอดรับกับยุคดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งกับตลาดแรงงานที่ AI คืบคลานเข้ามา

ที่มา https://www.voathai.com/a/tech-company-warned-about-ai-effect-jobs/4680848.html

เมื่อ 1 กก.จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตาชั่งแบบเก่ายังใช้ได้หรือไม่ ?

การชั่งน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมในอนาคตจะละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้นImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพการชั่งน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมในอนาคตจะละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภายในวันที่ 16 พ.ย. กิโลกรัม โมล แอมแปร์ และเคลวิน สี่หน่วยวัดพื้นฐานในระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศหรือเอสไอ (SI) กำลังจะถูกนิยามใหม่ เพื่อให้มาตรฐานการชั่งตวงวัดของทั่วโลกมีความแม่นยำสูงขึ้น และมีความละเอียดมากพอที่จะรองรับความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่

คาดกันว่าที่ประชุมใหญ่ของบรรดานักมาตรวิทยา (Metrologist) ผู้ศึกษาเรื่องหน่วยการวัดต่าง ๆ ด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์จาก 57 ประเทศ จะลงมติรับรองนิยามใหม่ดังกล่าวในการประชุมใหญ่ว่าด้วยน้ำหนักและมาตรวัด (CGPM) ครั้งที่ 26 ที่ประเทศฝรั่งเศส และหากไม่มีอะไรพลิกความคาดหมาย นิยามใหม่ดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 พฤษภาคม ปีหน้า

มีความจำเป็นแค่ไหนที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเปลี่ยนแปลงนิยามของหน่วยวัดพื้นฐานเหล่านี้ให้ยุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยกิโลกรัมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่อย่างแยกไม่ออก น่าสงสัยว่าหลังจากนี้ เครื่องชั่งที่เราใช้กันทั่วไปจะยังคงใช้ได้เหมือนเดิมอยู่หรือไม่ ?

ลาก่อน “เลอกรองกา″ (Le Grand K)

เลอกรองกา (Le Grand K) ก้อนโลหะที่เป็นต้นแบบมาตรฐานสำหรับน้ำหนัก 1 กก. ซึ่งทั่วโลกยึดถือใช้เป็นหลักอ้างอิงมานานกว่าร้อยปีImage copyrightAFP
คำบรรยายภาพเลอกรองกา (Le Grand K) ก้อนโลหะที่เป็นต้นแบบมาตรฐานสำหรับน้ำหนัก 1 กก. ซึ่งทั่วโลกยึดถือใช้เป็นหลักอ้างอิงมานานกว่าร้อยปี

กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มาตรฐานของน้ำหนัก 1 กิโลกรัมทั่วโลก จะอ้างอิงกับต้นแบบกิโลกรัมระหว่างประเทศ (International Prototype of the Kilogram – IPK) ซึ่งเป็นก้อนโลหะผสมแพลทินัม-อิริเดียม รูปทรงกระบอก ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยของสำนักงานชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ (BIPM) ชานกรุงปารีสของฝรั่งเศส

แม้จะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในครอบแก้วหลายชั้น แต่ “เลอกรองกา″ หรือ The Big K ก้อนนี้จะต้องถูกนำออกมาทำความสะอาดขจัดสิ่งปนเปื้อนที่สะสมพอกพูนเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เพื่อให้น้ำหนักมีความเที่ยงตรงเท่าเดิม โดยเจ้าหน้าที่จะใช้หนังชามัวส์ (Chamois) ชุบแอลกอฮอล์และอีเทอร์เช็ดถู ก่อนจะล้างด้วยไอน้ำซึ่งมาจากน้ำที่กลั่นซ้ำถึงสองรอบ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ กระบวนการขจัดสิ่งปนเปื้อนที่ทำให้เลอกรองกามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาตามกาลเวลานั้น กลับทำให้มันสูญเสียน้ำหนักไปมากกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเนื้อโลหะผสมกร่อนออกไปเล็กน้อยในการทำความสะอาดทุกครั้ง นักมาตรวิทยาจึงต้องคอยชดเชยน้ำหนักของเลอกรองกา รวมทั้งก้อนโลหะที่ทำสำเนาส่งไปเป็นต้นแบบยังประเทศต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งก็ไม่อาจจะทำให้มีน้ำหนักเท่ากับมาตรฐานเดิมได้

ความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักเลอกรองกานั้น แม้จะมีเพียงเล็กน้อยในระดับไมโครกรัม แต่ก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ไม่น้อย เนื่องจากแนวโน้มการศึกษาสิ่งที่อยู่ในระดับเล็กย่อยลงไปเรื่อย ๆ เช่นควอนตัมและนาโนเทคโนโลยี ทำให้มีความต้องการมาตรวัดขนาดและน้ำหนักที่ละเอียดแม่นยำสูงขึ้น เช่นบริษัทวิจัยยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จะต้องการหน่วยวัดและเครื่องชั่งวัตถุดิบปรุงยาที่มีความละเอียดย่อยลงไปถึงระดับหลายล้านส่วน หรือแม้กระทั่งหลายพันล้านส่วนของ 1 กรัม ในไม่ช้านี้

ดร. เอียน โรบินสัน จากห้องปฏิบัติการทางกายภาพแห่งชาติ (NPL) ของสหราชอาณาจักร บอกว่า “เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะต้องนิยามมาตรฐานน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเสียใหม่ โดยเลิกอ้างอิงกับเลอกรองกานั้น ก็เพื่อความปลอดภัยด้วย หากเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงจนทำลายห้องนิรภัยที่เก็บเลอกรองกาเอาไว้ ทั่วโลกก็จะปั่นป่วนสับสนที่จู่ ๆ มาตรฐานอ้างอิงเดียวที่มีอยู่หายไป นี่เป็นเรื่องของความมั่นคงระหว่างประเทศเลยทีเดียว”

ส่วนดร. สเตฟาน ชลัมมิงเกอร์ จากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า “ในอนาคตหากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก และได้ถกกันเรื่องวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องฟิสิกส์และหน่วยวัดต่าง ๆ ถ้าเขาได้รู้ว่าชาวโลกยังใช้ก้อนโลหะเป็นต้นแบบมาตรฐานของหน่วยชั่งน้ำหนักอยู่ ทั้งจักรวาลจะต้องหัวเราะเยาะเราแน่ ๆ ”

สู่ยุคใหม่กับตาชั่งคิบเบิล (Kibble balance)

ที่ผ่านมานักมาตรวิทยาพยายามปรับปรุงนิยามของหน่วยฐาน (Base units) ทั้งหมด 7 หน่วยในระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ ให้เชื่อมโยงกับแนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นสากลมากที่สุด โดยก่อนหน้านี้มีการแก้ไขนิยามของวินาที เมตร และแรงเทียน (Candela) ซึ่งบอกถึงระยะเวลา ระยะทาง และระดับการส่องสว่างตามลำดับ โดยอ้างอิงกับกระบวนการทางกายภาพที่เกิดขึ้นอย่างเที่ยงตรงในธรรมชาติ เช่นความเร็วแสงในสุญญากาศ เหลือเพียงหน่วยกิโลกรัมเท่านั้นที่ยังคงนิยามโดยอ้างอิงกับวัตถุที่มนุษย์ผลิตขึ้นอยู่

a scientist at work on the kibble balanceImage copyrightAFP
คำบรรยายภาพตาชั่งคิบเบิล คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1975 โดย ดร.ไบรอัน คิบเบิล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้บุกเบิกการค้นคว้าทางมาตรวิทยา

ล่าสุดนักมาตรวิทยาจากนานาประเทศได้เห็นพ้องให้ปรับปรุงนิยามของน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเสียใหม่ โดยให้อ้างอิงกับสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างตัวเลขแทน ซึ่งก็คือ “ค่าคงที่ของพลังค์” (Planck’s constant)

ค่าคงที่ดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางพลังงานที่เกิดขึ้นในระดับอนุภาค เช่นในด้านฟิสิกส์ควอนตัม โดยค่าคงที่ของพลังค์แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานใน 1 อนุภาคโฟตอนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กับความถี่ของคลื่นดังกล่าวระหว่างที่เกิดการแผ่รังสี ซึ่งมีค่าเท่ากับ 6.626 x 10¯³⁴ จูล-วินาที

ค่าคงที่ของพลังค์เข้ามาเกี่ยวข้องกับน้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัมแบบใหม่ เนื่องจากจะมีการใช้พลังงานหรือแรงแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวเทียบในการชั่งน้ำหนักวัตถุต่าง ๆ อย่างละเอียดนั่นเอง โดยจะถือว่าแรงแม่เหล็กไฟฟ้าที่กระทำต่อวัตถุจนมีค่าเท่ากับแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อมวลนั้น ก็คือน้ำหนักของวัตถุดังกล่าวนั่นเอง โดยค่าคงที่ของพลังค์เท่ากับพลังงานที่กระทำต่อวัตถุจนมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ในเวลา 1 วินาที

หลักการที่ใช้พลังแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวเทียบในการชั่งน้ำหนักวัตถุ หรือ “ตาชั่งคิบเบิล” นี้มีการคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1975 โดย ดร.ไบรอัน คิบเบิล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้บุกเบิกการค้นคว้าทางมาตรวิทยา ตาชั่งชนิดนี้ทำงานเหมือนกับตาชั่งแบบดั้งเดิมทั่วไป แต่ใช้ตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เป็นนามธรรมอย่างพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า แทนที่จะเป็นก้อนโลหะหรือวัสดุที่จับต้องได้อื่น ๆ

หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อมีการเปลี่ยนนิยามของหน่วยกิโลกรัมมาใช้ค่าคงที่ของพลังค์เป็นตัวเลขอ้างอิงแล้ว จะเกิดผลกระทบกับการชั่งน้ำหนักในชีวิตประจำวันของคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเราจะต้องเปลี่ยนเครื่องชั่งที่มีอยู่ไปเป็นอุปกรณ์ไฮเทคอย่างตาชั่งคิบเบิลด้วยหรือเปล่า ?

เรื่องนี้นักมาตรวิทยาหลายคนบอกว่า การเปลี่ยนแปลงนิยามของหน่วยกิโลกรัมจะไม่ส่งผลกระทบต่อเรา ๆ ท่าน ๆ อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องเฉพาะภายในวงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพียงแต่ในอนาคตอาจมีการผลิตอุปกรณ์เทียบน้ำหนักมาตรฐาน 1 กิโลกรัมตามนิยามใหม่ ออกมาให้เครื่องชั่งแบบปกติทั่วไปใช้ปรับเทียบเคียงได้

นิยามใหม่ของหน่วยวัดพื้นฐานต่าง ๆ ในระบบเอสไอ (SI)

พัฒนาการของหน่วยวัดสากลนั้นเริ่มต้นขึ้นในฝรั่งเศสตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 ซึ่งต่อมาทำให้เกิดการพัฒนาระบบเมตริก (Metric system) ที่ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงใหม่จนอยู่ในรูปของระบบเอสไอ (SI) ในที่สุด ซึ่งก็ยังมีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากหน่วยกิโลกรัมแล้ว ล่าสุดหน่วยฐาน (Base units) ทั้งหมด ในระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ มีการให้นิยามใหม่โดยอ้างอิงกับค่าคงที่ต่าง ๆ ดังนี้

– หน่วยวัดระยะเวลาเป็นวินาที (Second) โดย 1 วินาทีเท่ากับเวลาที่อะตอมของธาตุซีเซียมสลายตัวอย่างละเอียด หรือเกิดการสั่น 9,192,631,770 ครั้ง

– หน่วยวัดระยะทางเป็นเมตร (Metre) อ้างอิงกับความเร็วแสง โดย 1 เมตรเท่ากับระยะทางที่แสงเดินทางในสุญญากาศ ภายใน 1/299,792,458 วินาที

– หน่วยวัดอุณหภูมิเป็นเคลวิน (Kelvin) โดย 1 เคลวินเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานระดับอนุภาคกับอุณหภูมิ ซึ่งอ้างอิงกับค่าคงที่บอลต์ซมานน์ (Boltzmann constant)

– หน่วยวัดกระแสไฟฟ้าเป็นแอมแปร์ (Ampere) โดย 1 แอมแปร์เท่ากับค่าคงตัวของประจุอิเล็กตรอน ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีประจุลบ

– หน่วยวัดปริมาณของสสารเป็นโมล (Mole) โดย 1 โมลจะเท่ากับค่าคงที่อาโวกาโดร (Avogadro constant) ซึ่งเป็นจำนวนอะตอมของธาตุคาร์บอน-12 จำนวน 12 กรัม

– หน่วยวัดความเข้มของการส่องสว่างเป็นแรงเทียนหรือแคนเดลา (Candela) โดย 1 แคนเดลาเท่ากับค่าประสิทธิผลการส่องสว่าง (Luminous efficacy ) ของการแผ่รังสีความยาวคลื่นเดียวด้วยความถี่ระดับหนึ่ง

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46195219

อุณหภูมิโลก 4 ปีที่ผ่านมาร้อนสูงสุดทำลายสถิติ

Getty Images

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อุณหภูมิโลก 4 ปีที่ผ่านมาร้อนสูงสุดทำลายสถิติ – BBCไทย

รายงานฉบับล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าช่วงระหว่างปี 2015-2018 หรือตลอด 4 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยมีความร้อนแรงสูงสุดเท่าที่เคยปรากฏในบันทึกสถิติ และหากแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป โลกจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส ภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้

แถลงการณ์ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลกของ WMO ชี้ว่า ปีที่อุณหภูมิโลกพุ่งขึ้นสูงสุดติด 20 อันดับแรก ล้วนแต่อยู่ในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา ส่วนปี 2018 นั้น อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยใน 10 เดือนแรกสูงกว่าระดับของยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) อยู่เกือบ 1 องศาเซลเซียส ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา

แม้ปี 2018 จะมีสภาพอากาศโดยทั่วไปเย็นลงกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องจากมีปรากฏการณ์ลานีญาที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรลดต่ำลง แต่ผู้เชี่ยวชาญของ WMO บอกว่า ในช่วงต้นปี 2019 อาจเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญที่ไม่รุนแรงขึ้นได้อีก ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศของปีหน้าร้อนขึ้นกว่าในปีนี้

แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาวชี้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำทะเลมีสภาพเป็นกรด และธารน้ำแข็งทั่วโลกละลาย

fires

Getty Images

คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วยุโรปเป็นเวลานาน ทำให้เกิดไฟป่าในสวีเดน

“เราไม่ได้เดินอยู่ในแนวทางที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายเลย และไม่สามารถจำกัดควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้” นายเปตเตรี ตาลัส เลขาธิการของ WMO กล่าว “ตอนนี้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกพุ่งสู่ระดับสูงสุดอีกครั้งแล้ว และถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100”

รายงานของ WMO ยังเผยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2009-2018) อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยปีละ 0.93 องศาเซลเซียส แต่ในระหว่างปี 2014-2018 อุณหภูมิกลับเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉลี่ยปีละ 1.04 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19

อุณหภูมิโลก
แผนภาพแสดงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของระดับอุณหภูมิ โดยเปรียบเทียบสถิติของปีนี้กับในระยะยาว ซึ่งชี้ว่าภูมิอากาศในแถบอาร์กติกกำลังร้อนขึ้น BBC

ศ. ทิม ออสบอร์น จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียของสหราชอาณาจักร หนึ่งในคณะผู้จัดทำรายงานของ WMO บอกว่า ตลอดปี 2018 มีเหตุวินาศภัยและเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสีย อันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากมายนับไม่ถ้วนในทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมฉับพลันในอินเดียและญี่ปุ่นที่คนหลายล้านต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย หรือคลื่นความร้อนในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงแม้แต่ในแถบสแกนดิเนเวียและในเขตวงกลมอาร์กติกที่เคยหนาวจัดมาก่อน

“ผลร้ายจากภาวะโลกร้อนกำลังแสดงตัวออกมาให้มนุษย์ได้เห็นและสัมผัสชัดเจนขึ้นทุกขณะแล้ว” ศ. ออสบอร์นกล่าว

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับลำแรกของโลก

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับลำแรกของโลก

เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่เมื่อไม่นานมานี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

NASA / JPLคำบรรยายภาพเครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ทีมนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ของสหรัฐฯ สามารถนำต้นแบบของเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยลมไอออน (Ionic wind) ขึ้นทดลองบินได้สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเครื่องบินไร้เสียงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

เอ็มไอทีรายงานถึงความสำเร็จดังกล่าว ผ่านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยระบุว่าเครื่องบินลำนี้จัดเป็นเครื่องบินสถานะของแข็ง (Solid state plane) ลำแรกของโลก ซึ่งสามารถบินไปได้ด้วยโครงร่างที่แข็งทื่อ ไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับเคลื่อนไหวเหมือนกับเครื่องบินโดยทั่วไป แต่อาศัยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องขับดันลมไอออน แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นตามปกติ

หลักการทำงานของเครื่องขับดันลมไอออน เป็นไปตามหลักไฟฟ้า-อากาศพลศาสตร์ (Electro-aerodynamics – EAD) โดยขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูง 40,000 โวลต์ที่ส่วนหัวของเครื่องบิน จะสร้างสนามไฟฟ้าที่ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในบรรยากาศมีประจุบวก จากนั้นโมเลกุลมีประจุดังกล่าวจะถูกส่งผ่านสายไฟไปยังแพนอากาศ (Aerofoil) ที่ด้านหลังซึ่งกักเก็บประจุลบเอาไว้

ระหว่างที่ประจุบวกเดินทางไปยังด้านหลังของเครื่องบิน มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของอากาศที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ซึ่งจะผลักให้โมเลกุลของอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นลมไอออนที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนได้

ในกรณีเครื่องบินต้นแบบของเอ็มไอที ซึ่งมีระยะห่างระหว่างปลายปีกสองข้าง 5 เมตร และมีน้ำหนัก 2.45 กก. สามารถบินไปได้ไกลโดยเฉลี่ย 60 เมตร

ต้นแบบ "เครื่องบินสถานะของแข็ง" ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว

 

MIT คำบรรยายภาพต้นแบบ “เครื่องบินสถานะของแข็ง” ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว

ศ. สตีเวน บาร์เรตต์ ผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาเครื่องบินดังกล่าวของเอ็มไอทีบอกว่า เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และองค์การนาซาเคยให้ความสนใจศึกษาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศเมื่อราวสิบปีก่อน แต่ท้ายที่สุดได้สรุปว่า ระบบนี้มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้กับยานอวกาศ แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินบนโลก

อย่างไรก็ตาม ศ.บาร์เรตต์ได้นำเอาแนวคิดนี้มาพิจารณาอีกครั้ง โดยได้พัฒนาระบบขับดันลมไอออนสำหรับเครื่องบินตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในปัจจุบันต้นแบบที่คิดค้นจะยังมีขนาดเล็ก มีกำลังขับดันไม่เท่ากับเครื่องยนต์ไอพ่น และยังไม่สามารถบินได้ในระยะไกลนัก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถพัฒนาให้ใช้เป็นโดรนชนิดบินสูง ซึ่งบินได้อย่างเงียบเชียบติดต่อกันยาวนานเป็นปีเพื่อใช้งานแทนดาวเทียม

ส่วนในระยะยาวนั้น ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องบินขนส่งประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งจะไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินในทุกวันนี้

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-46247106

เลือกเป็นคอชาหรือคอกาแฟ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมรับรู้รสขม

เลือกเป็นคอชาหรือคอกาแฟ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมรับรู้รสขม

Coffee and croissant

นอกจากแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมแล้ว เครื่องดื่มยอดนิยมของคนส่วนใหญ่หากไม่เป็นชาก็ต้องเป็นกาแฟอย่างแน่นอน แต่ระหว่างสองตัวเลือกนี้ใครจะเลือกดื่มอะไรเป็นประจำ ขึ้นอยู่กับยีนหรือหน่วยพันธุกรรมที่สร้างตัวรับรส ซึ่งจะทำให้แต่ละคนมีความไวต่อการรับรสขมจากสารต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐฯและออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยีนและพฤติกรรมการเลือกบริโภคเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ จากข้อมูลพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างชายและหญิง 430,000 คนในสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งหมดมีอายุระหว่าง 37-73 ปี

ก่อนหน้านี้มีผลการวิจัยที่ระบุว่า คนเรารับรู้รสขมจากสารให้รสขมประเภทต่าง ๆ ได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งสารเหล่านี้ได้แก่กาเฟอีน (คาเฟอีน /Caffeine ) ควินิน (Quinine) และโพรพิลไทโอยูราซิล (Propylthiouracil) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์และยารักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติพบว่า คนที่มียีนซึ่งทำให้รับรสขมของกาเฟอีนได้ชัดเจนกว่าผู้อื่น มีแนวโน้มสูงกว่าคนทั่วไป 20% ที่จะเป็นคนดื่มกาแฟในปริมาณมากเป็นประจำ ซึ่งหมายถึงดื่มมากกว่า 4 ถ้วยต่อวัน และในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็แทบจะไม่ดื่มชาเลย

ดร. แดเนียล หวาง ผู้ร่วมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะความรู้สึกไวต่อกาเฟอีนที่มีอยู่สูง ทำให้คนกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มจะเสพติดกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีอยู่ในกาแฟมากกว่าในชาไปด้วย

ส่วนคนที่มียีนซึ่งทำให้รับรสขมของควินินและโพรพิลไทโอยูราซิลได้ชัดเจนกว่าผู้อื่นนั้น มีแนวโน้มที่จะดื่มชาในปริมาณมากเป็นประจำสูงกว่าคนทั่วไป 4% และ 9% ตามลำดับ ซึ่งหมายถึงดื่มมากกว่า 5 ถ้วยต่อวัน และในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็แทบจะไม่ดื่มกาแฟเลย

สำหรับกรณีนี้ ทีมผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่เชื่อมโยงพันธุกรรมเข้ากับการเลือกดื่มชานั้นคืออะไรกันแน่ แต่อาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่ไวต่อการรับรสขมในควินินและโพรพิลไทโอยูราซิล มีความไวต่อการรับรสขมเหนือกว่าผู้อื่นโดยรวม จึงทำให้ทนต่อความขมของกาแฟไม่ได้ และเลือกดื่มชาที่มีรสขมอ่อนกว่ามากแทน

 

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-46247106