คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2016

พลิกตำนาน ‘มูฮัมหมัด อาลี’ ยอดนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่บนสังเวียนชีวิต (มีคลิป)

แม้จะแขวนนวมไปแล้วกว่า 3 ทศวรรษ แต่หากเอ่ยชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” เชื่อแน่ว่าแฟนกำปั้นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ต่างต้องพร้อมกันยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยม ของอดีตนักชกรุ่นยักษ์รายนี้กันแบบพร้อมเพรียง เพราะด้วยลีลาที่จัดจ้านทั้งในและนอกสังเวียน เป็นจุดเด่นในทุกคนได้กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน…  

 

ถึงแม้จะไม่ได้อยู่หน้าสปอตไลต์ ด้วยการวาดลวดลายบนผืนผ้าใบ แต่แฟนกีฬาก็ยังคงได้ยินชื่อของนักชกผู้ยิ่งใหญ่อยู่เป็นระยะ เพราะด้วยกิจกรรมการกุศล และการรับเชิญไปปรากฏตัวตามงานเกี่ยวกับแวดวงมวย ทำให้เจ้าตัวยังเป็นจุดสนใจอย่างไม่ขาดสาย แต่อาการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนรุมเร้า ที่ทำให้ มูฮัมหมัด อาลี ต้องหยุดพักรักษาตัว และไม่ค่อยได้เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ สักเท่าไรในช่วงหลัง

กระทั่งเมื่อช่วงเข้าของวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน วงการกำปั้นโลกต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อนักชกมากลีลา ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่ามกลางความเศร้าของครอบครัวและแฟนมวยทั่วโลก ซึ่งถึงแม้ตัวของยอดนักชกวัย 74 ปี จะจากไป แต่เกียรติประวัติและตำนานของเขา ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเล่าขานกันต่อไป ดังนั้น ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาย้อนไประลึกถึงประวัติอันน่าสนใจของนักสู้ผู้ไม่เคยท้อรายนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

มาดการแถลงข่าวที่กล้าคิด กล้าพูด อันเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” แต่ที่จริงแล้ว ยอดนักชกรายนี้มีชื่อจริงตั้งแต่กำเนิดว่า “เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี 1942 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นชกครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 12 ปี โดยมีครูฝึกเป็นตำรวจชาวไอริชอย่าง “โจ มาร์ติน” ซึ่งสาเหตุที่เริ่มต้นการค้ากำปั้นบนสังเวียนนั้น ก็เพียงเพื่อรักษาจักรยานคู่ใจจากหัวขโมย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กที่เกิด และต้องดิ้นรนในยุคของการแบ่งแยกผิวสี

แน่นอนว่า “เพชร” ของแท้ ย่อมเจิดจรัสด้วยตัวเองได้ไม่ยาก การฝึกฝนที่หนักหน่วงส่งหนุ่มน้อยจากหลุยส์วิลล์ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ได้โดยง่าย จนกระทั่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมนักชกของสหรัฐอเมริกา เพื่อตะลุยมหกรรมโอลิมปิก ปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และสามารถคว้าเหรียญทองได้ในที่สุด พร้อมกับมีเรื่องเล่าว่า เจ้าตัวดีใจถึงขนาดคล้องเหรียญรางวัลดังกล่าวแบบไม่ถอดเป็นเวลาถึง 2 วันเลยทีเดียว

มาดอันดุดันสมัยที่ยังค้ากำปั้นเป็นแชมป์โลก

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตในยุคที่ยังมีการเหยียดผิว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฮีโร่ของชาติรายนี้ เมื่อมีเรื่องเล่าขานกันว่า เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ในเวลานั้น ตัดสินใจโยนเหรียญรางวัลดังกล่าวทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย เมื่อถูกห้ามเข้าไปในภัตตาคารเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนผิวขาว

หลังจากนั้น อาลี ได้หันเหเส้นทางไปเอาดีในการชกมวยอาชีพอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันของ “แองเจโล ดันดี” เทรนเนอร์ชื่อก้อง และสามารถคว้าแชมป์ขัดแชมป์โลกสมัยแรก มาคาดเอวได้อย่างพลิกความคาดหมายด้วยการคว่ำ “ซอนนี่ ลิสตัน” จนชื่อเสียงกระหึ่มขึ้นมาในช่วงเวลาเพียงแค่ข้ามคืน

แม้จะแขวนนวมไปนานแล้ว แต่ก็ยังคงได้รับการเชิดชูอยู่อย่างต่อเนื่อง ในฐานะแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่

กระทั่งชื่อของยอดนักชกรายนี้ ก็มีจุดพลิกผันสำคัญอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ 2 ครั้ง ในชีวิตการตะบันหมัดบนสังเวียน เมื่อในปี 1967 ได้ประกาศอย่างหาญกล้า ด้วยการปฏิเสธการรับใช้ชาติในสงครามเวียดนาม พร้อมกับหล่นประโยคอมตะว่า “I ain’t got no quarrel with them Viet Cong” หรือ “ผมไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับพวกเวียดกง” จนทำให้ถูกตัดสินจำคุกและปรับเงิน

รวมถึงจากนั้นไม่นาน เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและศาสนามานับถืออิสลาม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ในปัจจุบัน โดยการขนานนามใหม่ มีความหมายว่า “ควรค่าแก่การสรรเสริญ”

ลีลาการชกที่ยียวนอันเป็นเอกลักษณ์

 

สำหรับการโลดแล่นบนสังเวียนของ อาลี ถือได้ว่าค่อนข้างน่าจับตามอง เพราะอยู่ในยุคที่มีคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง โจ ฟราเซียร์ และ จอร์จ โฟร์แมน แต่ก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด ก่อนจะครองแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทได้ถึง 3 สมัยในปี 1964, 1974 และ 1978 ซึ่งในการชกครั้งสุดท้าย คือการตะบันหมัดกับ “เทรเวอร์ เบอร์บิก” ในปี 1981 ก่อนจะแพ้คะแนนไปในการชก 10 ยก พร้อมทิ้งสถิติที่น่าสนใจด้วยการเป็นแชมป์มวยรุ่นใหญ่ ที่สามารถป้องกันเข็มขัดได้มากที่สุดถึง 24 ครั้ง รวมถึงสถิติการชกอาชีพที่ 61 ครั้ง ชนะน็อก 37 จาก 56 ครั้ง และแพ้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น

โพสท่าหยอกล้อกับนักกีฬารุ่นหลานอย่าง เดวิด เบคแคม อย่างเป็นกันเอง

น่าเสียดายที่หลังจากแขวนนวม มูฮัมหมัด อาลี ต้องทนทุกข์ทรมานจากการป่วยด้วยโรค “พาร์กินสัน” ซึ่งเป็นผลพวงจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ในช่วงระหว่างการชกมวย แต่นั่นกลับไม่สามารถทำให้หัวใจนักสู้ของนักชกจอมทระนงรายนี้ต้องยอมแพ้ เมื่อยังคงทำงานการกุศล ด้านสิทธิมนุษยชนที่ตนเองเรียกร้องมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งการก่อตั้งมูลนิธิในบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งดูขัดแย้งกับบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ดูมากลีลา ยียวน กล้าพูดกล้าคิด จนได้รับฉายาว่า “สิงห์จอมโว”

ขณะที่ชีวิตส่วนตัว มูฮัมหมัด อาลี ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 4 ครั้ง กระทั่งใช้ชีวิตในบั้นปลายกับภรรยาคนสุดท้ายอย่าง ลอนนี่ อาลี และมีลูกสาวเดินรอยตามบนสังเวียนผืนผ้าใบอย่าง ไลล่า อาลี ที่ขึ้นชกมวยสากลอาชีพ จนครองแชมป์โลกได้เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ รวมทั้งสถิติก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ด้วยการไร้พ่าย 24 ครั้ง และเป็นการเอาชนะน็อกแบบไม่ครบยกถึง 21 ครั้งอีกด้วย

ภาพอันคุ้นเคยในการขึ้นไปให้กำลัง “ไลล่า อาลี” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยพ่อในฐานะแชมป์โลก

จากชีวิตที่มีปมดราม่าอย่างมากมาย ทำให้มีการนำเอาอัตชีวประวัติของ มูฮัมหมัด อาลี ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกเป็นการถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า “When We Were Kings” ใน 1996 และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2001 ซึ่งมี “วิลล์ สมิธ” นักแสดงมากฝีมือ มารับบทเป็นตัวดำเนินเรื่องในบทบาทของ มูฮัมหมัด อาลี จากเรื่อง “Ali”

นอกจากนี้ ความเป็นนักสู้ของนักชกรายนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาผิวสีรุ่นหลัง โดยเฉพาะ “ไทเกอร์ วูดส์” อดีตโปรกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลก ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ได้กล่าวยกย่องเชิดชูยอดนักชกรุ่นคุณปู่ว่า เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้ตัวเองพยายามพิสูจน์ฝีมือเพื่อเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่วงการกอล์ฟโลกส่วนใหญ่ มีแต่นักกีฬาผิวขาว

ภาพอันน่าประทับใจของ “มูฮัมหมัด อาลี” ในการจุดคบเพลิงพิธีเปิดโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ อาลี คือได้รับเกียรติเป็นผู้จุดคบเพลิง ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ที่ถึงแม้จะมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เนื่องจากผลพวงของโรคพาร์กินสัน แต่เจ้าตัวยังแสดงความใจสู้ ด้วยการพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อจุดคบเพลิง ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมทั่วทั้งสนาม เซนเทนเนียล โอลิมปิก สเตเดียม รวมถึงเรียกน้ำตาจาก บิล คลินตัน ประธานนาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้นด้วย

 

ถึงแม้ในวันนี้ชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” ที่เป็นเพียงแค่ตำนาน และความทรงจำในอดีต แต่อย่างน้อยเขาก็คือหนึ่งในแรงผลักดันของนักกีฬาอีกหลายราย ที่ยึดถือในหัวใจนักสู้ และการยืนหยัดอย่างทระนง ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถม กระทั่งกลายเป็นตำนานที่อยู่ในใจของแฟนกีฬาไปตลอดกาล.

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/631856

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1116313621766789