คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2015

ฉบับรวบรัด! ที่สุด 10 ข่าวดัง สะท้านวงการวิทยาศาสตร์โลก

ในรอบปี พ.ศ.2558 ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไรให้กับชาวโลก อะไรคือแง่มุมใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาไปข้างหน้า และอะไรคือความสูญเสีย ทุกแง่มุมเหล่านี้ ทีมงาน จัดการรวบรัด ตัดตอน และย่นย่อให้เป็นเรื่องที่สุดแสนจะเข้าใจง่ายและเพลิดเพลิน มาเสิร์ฟให้แฟนๆ  ได้อ่านเพียงลัดนิ้ว

ในวันนี้ เราจะขอเชื้อเชิญให้ อ.ชัยวัฒน์ ได้เริ่มต้นข่าวดังสะท้านวงการวิทยาศาสตร์โลก ที่อันดับ 10 ถึงอันดับ 1

งั้นเราไปเริ่มติดตามกันได้เลย!

จากใจ อ.ชัยวัฒน์​…พ.ศ.2558 มีข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย ข่าวใหญ่ที่สุด คือ การเดินทางของยานนิวฮอไรซันส์สำรวจดาวพลูโต บนโลกมีข่าวสำคัญชวนพิศวงเสมือนเป็นข่าวในแดนสนธยา คือการตัดต่อเปลี่ยนหัวคน และข่าวอื่นๆ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ปี 2558 เป็นปี มีข่าวเกี่ยวกับคนไทย และ “ความเป็นไทยของข่าว” ซึ่งในการจัดทำ 10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ เป็นการจัดโดยใช้เกณฑ์เดียวกัน ทั้งในข่าวระดับโลกและในประเทศไทย ทำให้ในจำนวน 10 ยอดข่าวของทุกปี ที่ส่วนตัวผมได้จัดทำมาอย่างต่อเนื่องกว่าสิบปีแล้วมีข่าวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไทย หรือที่เป็น “ไทย” น้อย ในการจัดอันดับความสำคัญของข่าวทั้ง 10 ข่าว

ก็ดังเช่นปีก่อนๆ คือ 3 ข่าวแรก ผู้เขียน จัดอันดับความสำคัญของข่าวอย่างตั้งใจ ส่วนข่าวที่ 4 ถึง 10 ผู้เขียน ก็ได้พยายามจัดอันดับความสำคัญเช่นกัน แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญ อย่างไม่เคร่งครัดนัก

เราไปเริ่มต้นกันที่!

อันดับที่ 10 การจากไปของ “A Beautiful Mind ” : จอห์น แนช

จอห์น แนช (John Nash) นักคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลก

วันที่ 23 พฤษภาคม โลกสูญเสียนักคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลก คือ จอห์น แนช (John Nash) จากอุบัติเหตุรถยนต์ในนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา

จอห์น แนช เป็นนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ ที่มีปัญหาทางด้านจิตเกิดอาการจิตหลอนเกี่ยวกับโครงการลับของรัฐบาลสหรัฐฯ และเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว แต่ความเป็นอัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ของ จอห์น แนช นั้น เป็นที่ยอมรับทั่วโลกวิทยาศาสตร์ ผลงานคณิตศาสตร์ของเขา ที่จะอยู่คู่กับคณิตศาสตร์โลกตลอดไป คือ “Nash Equilibrium” (การสมดุลแนช) จากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่มีความยาวเพียง 27 หน้า และถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางทางด้านเศรษฐศาสตร์และอื่นๆ

เรื่องราวชีวิตของจอห์น แนช เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก จากภาพยนตร์ชีวประวัติของเขา เรื่อง “A Beautiful Mind” ออกฉายปี ค.ศ.2001 และทำให้ “A Beautiful Mind” เป็นสมญาชื่อของเขา จอห์น แนช ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี ค.ศ.1994 แต่ความใฝ่ฝันสูงสุดของจอห์น แนช คือ การได้รับการยอมรับทางด้านคณิตศาสตร์ และในที่สุด ความฝันของเขาก็เป็นจริง เมื่อเขาได้รับ รางวัลอะเบล (Abel Prize) ประจำปี ค.ศ.2015 เป็นรางวัลใหม่ในโลกวิทยาศาสตร์ เปรียบได้กับรางวัลโนเบลทางด้านคณิตศาสตร์ และการจากไปของจอห์น แนช พร้อมกับภรรยาชื่อ อะลิเซีย ก็เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเพิ่งเดินทางกลับจากการรับรางวัลอะเบล ที่ ประเทศนอร์เวย์

ทั้งนี้ จอห์น แนช เกิดวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.1928 ถึงแก่กรรมวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ขณะมีอายุ 86 ปี

อันดับที่ 9 หลักฐานใหม่ มีน้ำบนพื้นผิวดาวอังคาร

องค์การนาซา แถลงการค้นพบข้อมูลใหม่ มีน้ำบนพื้นผิวดาวอังคาร

เดือนกันยายน องค์การนาซา แถลงการค้นพบข้อมูลใหม่ มีน้ำบนพื้นผิวดาวอังคาร ในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา

ข้อมูลใหม่จากยานอวกาศ MRO (Mars Reconnaissance Orbiter) ของนาซาที่โคจรสำรวจดาวอังคาร พบร่องรอยหลักฐานของแร่ธาตุ และเกลือบนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่า บนดาวอังคารในปัจจุบัน มีน้ำในสภาพของเหลว อยู่บนดาวอังคารบางพื้นที่และไหลอยู่บนพื้นผิวดาวอังคารได้ แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา ซึ่งจะตรวจพบแล้วโดยยานสำรวจดาวอังคารหลายลำ ในสภาวะปกติของดาวอังคารปัจจุบัน น้ำในสภาพของเหลวจะรวมตัวกัน หรือไหลอยู่บนพื้นผิวดาวอังคารไม่ได้ เพราะบรรยากาศของดาวอังคาร มีความหนาแน่นน้อยเกินไป น้ำ ที่อยู่ใต้ดินบนดาวอังคาร เมื่อขึ้นมาอยู่บนพื้นดิน ก็จะระเหยหายไปกับบรรยากาศทันที แต่หลักฐานใหม่แสดงว่า ในบางภาวะของสภาพอากาศ น้ำจากใต้ดินดาวอังคาร สามารถจะไหลขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว และคงสภาพเป็นน้ำเหลว อยู่ได้เป็นเวลายาวนาน พอที่จะทิ้งร่องรอยหลักฐานที่ถูกตรวจพบ อย่างแน่นอน

การค้นพบใหม่เกี่ยวกับน้ำบนดาวอังคาร มีความสำคัญต่ออนาคตการสำรวจดาวอังคาร เพราะแสดงว่าบนดาวอังคารมีน้ำเป็นปริมาณมากอยู่ใต้พื้นผิวดาวอังคาร และอยู่บนดาวอังคารได้อีกด้วย

 

อันดับที่ 8 เข็มทิศชีวิต กับอายุสั้น-ยาว และโรคหัวใจ

ผลการวิจัยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สรุปชัดเจนว่า การตั้งเป้าหมายชีวิต มีความสำคัญต่อการยืนยาวหรือสั้นของอายุ และอาการโรคหัวใจ

ต้นเดือนธันวาคม รายงานการวิจัย โดยคณะวิจัยที่ MT. SINAI ST. LUKE ’S – Roosevelt Hospital นิวยอร์ก ตีพิมพ์ในวารสาร Psychosomatic Medicine : Journal of Behavioral Medicine สรุปผลการวิเคราะห์โดยเทคนิค Meta-analysis รายงานการศึกษาขนาดใหญ่ 10 รายงาน เกี่ยวข้องกับตัวอย่างสำหรับศึกษาจำนวนมากกว่า 136,000 คน จากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีเป้าหมายชีวิตที่ดี กับสุขภาพโดยรวม

การตั้งเป้าหมายชีวิต มีความสำคัญต่อการยืนยาวหรือสั้นของอายุ และอาการโรคหัวใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยืนยาว หรือสั้นของอายุ และโรคหัวใจ อายุเฉลี่ยของตัวอย่างการศึกษา คือ 67 ปี ช่วงเวลาการติดตามสุขภาพของตัวอย่างเฉลี่ย คือ 7 ปี ในช่วงเวลาของตัวอย่างที่ศึกษา ตัวอย่างมากกว่า 14,500 เสียชีวิต จากสาเหตุต่างๆ ในขณะที่จำนวนมากกว่า 4,000 คน แสดงอาการโรคหัวใจ ผลการวิจัยพบว่า คนมีเป้าหมายชีวิต หรือเข็มทิศชีวิตที่มั่นคง มีอายุยืนยาวกว่าคนไม่มีเข็มทิศชีวิต ประมาณ 1 ใน 5 และมีความเสี่ยงต่ออาการโรคหัวใจอย่างชัดเจนด้วย ผลการศึกษาวิจัยนี้ ตอกย้ำความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งของสุขภาพกาย กับสุขภาพจิต หรือร่างกายกับจิตใจ

อันดับที่ 7 มนุษย์ออกจากแอฟริกาเร็วกว่าที่คิด

ฟอสซิลฟันของมนุษย์โบราณ ค้นพบใหม่ในประเทศจีน เป็นหลักฐานแสดงว่า มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ เดินทางออกจากแอฟริกา มาอยู่ในเอเชีย เร็วกว่าที่เคยคิดกัน

รายงานการค้นพบ ฟอสซิลฟัน จำนวน 47 ซี่ ของคนอย่างน้อย 13 คน ในถ้ำที่จังหวัดฮูหนานประเทศจีนตอนใต้ ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เป็นหลักฐานใหม่ เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเดินทางออกมาจากแอฟริกาของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ว่า เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยคิดกัน ระหว่าง 30,000 ถึง 70,000 ปี ตามทฤษฎี Out of Africa หรือทฤษฎีแม่อีฟ

มนุษย์โฮโมเซเปียนส์

มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ มีต้นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา เมื่อประมาณ 150,000 ถึง 200,000 ปี ก่อน แล้วเมื่อประมาณ 50,000 ปีก่อน พวกเขาจำนวนหนึ่ง เดินทางอพยพออกมาจากแอฟริกา เข้ามาสู่ เอเชีย แล้วจึงแพร่กระจายไปสู่ออสเตรเลีย ยุโรป แต่ตามหลักฐานใหม่ พวกเขาออกมาจากแอฟริกา แล้วเข้ามาอยู่ในเอเชีย คือ ตอนใต้ของจีนอยู่นานหลายหมื่นปี ก่อนจะเดินทางต่อไป

สาเหตุการพักอยู่ในจีนนานหลายหมื่นปี อาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็นกว่าของยุโรป ทำให้การอพยพต่อไปอยู่ในแนวทางตะวันออกของเอเชีย มากกว่าที่จะขึ้นสู่ทางเหนือ คือยุโรป และอาจเกี่ยวข้องกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ที่เป็นเจ้าถิ่นเก่าในยุโรป

อันดับที่ 6 แช่แข็งมนุษย์ไทย คนแรก

กลางเดือนเมษายน รายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ และเป็นข่าวดังในประเทศไทย คือ การแช่แข็งร่างของคนไทยคนแรก เป็นเด็กหญิงอายุ 2 ขวบ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง

การแช่แข็งร่างของมนุษย์ ซึ่งหวังจะปลุกให้ตื่นในอนาคต เมื่อการแพทย์ก้าวหน้าที่จะรักษาโรค จริงๆ แล้ว การแช่แข็งร่างกายเอาไว้ มิใช่เรื่องใหม่ มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดเป็นศาสตร์ใหม่ เรียก “Cryonics ” หรือ “Cryogenics” ที่ใช้ “ความเย็น” เป็นปัจจัยรักษาเซลล์ เนื้อเยื่อ ร่างกายของมนุษย์ และสิ่งอื่นๆ ให้คงสภาพเดิมอยู่ได้เป็นเวลายาวนานหลายสิบปี หรือเป็นร้อยปี

การแช่แข็งร่างของคนไทยคนแรก เป็นเด็กหญิงอายุ 2 ขวบ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง

โดยการแช่แข็งร่างของมนุษย์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว แต่คนไทยคนแรก ที่ร่างกายถูกแช่แข็งเอาไว้ ชื่อ “น้องไอนส์” ลูกสาวของ นพ.สหธรณ์ เนาวรัตน์พงษ์ ที่เสียชีวิต เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2558 โดยขณะนั้น มีอายุเพียง 2 ขวบ

ปัจจุบัน ร่างของเธอถูกแช่แข็ง (ที่อุณหภูมิ – 196 องศาเซลเซียส) อยู่ที่มูลนิธิ ALCOR (Life Extension Foundation) ในสหรัฐอเมริกา เป็นลำดับที่ 134

โดยบิดาของ “น้องไอนส์” ยินดีเปิดเผยเรื่องการแช่แข็งบุตรสาว ด้วยเจตนาจะให้เป็นประโยชน์ด้านการแพทย์ และได้ร่วมสนับสนุนการจัดตั้ง กองทุนวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษาโรคมะเร็งในเด็ก (ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของ น้องไอนส์) ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ส่วนความหวังจะให้น้องไอนส์ ฟื้นคืนชีพจริงๆ ในอนาคตนั้น บิดาของน้องไอนส์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ ย่อมตระหนักในความเป็นไปได้หรือไม่ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ในความเป็นมนุษย์ ย่อมมีความหวังได้เสมอ ไม่ว่าจะน้อยนิดเพียงใดก็ตาม

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/555040

อันดับที่ 5 การค้นพบใหม่ “สมาร์ทยีน” ของปลาหมึก

ความสำเร็จครั้งแรก การถอดรหัสยีนของ ปลาหมึก ไขปริศนาความฉลาดผิดปกติของปลาหมึก

กลางเดือนสิงหาคม คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโอกินาวา มหาวิทยาลัยชิคาโก และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ เบิร์คลีย์ รายงานความสำเร็จการถอดรหัสยีนของ ปลาหมึก ที่สมบูรณ์เป็นครั้งแรกในวารสาร Nature จากการศึกษารหัสยีน หรือ จีโนม (Genome) ของปลาหมึก

การถอดรหัสยีนของปลาหมึก

คณะนักวิทยาศาสตร์ พบการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มของยีนบางกลุ่ม ซึ่งอาจเรียกรวมเป็น “สมาร์ทยีน” ที่ทำงานร่วมกันมีผลทำให้ ปลาหมึก แสดงพฤติกรรม บอกระดับความฉลาด ที่น่าทึ่ง เช่น การรู้จักใช้เครื่องมือและการเล่น ซึ่งโดยปกติ เป็นพฤติกรรมของสัตว์ชนิดสูงกว่า จำพวกสัตว์บก และนก

อันดับที่ 4 หลุมดำกับคลื่นความโน้มถ่วง

ปลายเดือนมิถุนายน รายงานการค้นพบระบบหลุมดำยักษ์สามดวง สร้างความหวังในการค้นหาคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational wave) ปริศนาสำคัญจากทฤษฎีของไอน์สไตน์

คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ นำโดย Roger Deanne จาก University of Cape Town ตีพิมพ์รายงานในวารสาร Nature การศึกษาระบบหลุมดำยักษ์สามดวง

รายงานการค้นพบระบบหลุมดำยักษ์สามดวง สร้างความหวังในการค้นหาคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational wave)

โดยมี สองดวง ที่โคจรใกล้ชิดกันมาก เป็นหลุมดำยักษ์คู่ที่กำลังวิ่งวนเข้าหากัน ด้วยความเร็วมากกว่าเสียงบนโลก 300 เท่า เพื่อรวมเป็นซุปเปอร์หลุมดำยักษ์ดวงเดียว และตามทฤษฎีสัมพันธภาพภาคทั่วไปของไอน์สไตน์ ลักษณะการวิ่งวนเข้าหากันของสองหลุมดำยักษ์ น่าจะทำให้เกิด คลื่นความโน้มถ่วงที่น่าจะตรวจจับได้ ซึ่งยังเป็นปริศนาสำคัญ จากทฤษฎีของไอน์สไตน์ ท้าทายนักวิทยาศาสตร์อยู่ในปัจจุบัน ระบบหลุมดำยักษ์สามดวงนี้ อยู่ห่างจากโลกประมาณสี่พันล้านปีแสง ในกาแล็กซีอื่นของกาแล็กซีทางช้างเผือก

การศึกษาระบบสามหลุมดำยักษ์ อาศัยระบบกล้องโทรทรรศน์ วิทยุหลายแห่งในสี่ทวีป ทำงานร่วมกัน และคาดหวังว่า ระบบกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ที่กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผน หรือก่อสร้าง จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยค้นหา คลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์ ได้สำเร็จ

อันดับที่ 3 ดาวชาละวัน ดาวตะเภาแก้ว ดาวตะเภาทอง

กลางเดือนธันวาคม ข่าวใหญ่สำหรับวงการดาราศาสตร์ไทยและคนไทย การตั้งชื่อสามัญเป็นครั้งแรก อย่างเป็นทางการของดาวสามดวง เป็นชื่อภาษาไทย คือดาวชาละวัน ดาวตะเภาแก้ว และดาวตะเภาทอง

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2558 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union หรือ IAU) ประกาศผลการคัดเลือกชื่อสามัญของ ดาวฤกษ์นอกระบบสุริยะ จำนวน 20 ดวง

(ภาพจากเฟซบุ๊ก สมาคมดาราศาสตร์ไทย)

โดยมีหนึ่งดวงที่มีชื่อสามัญ เป็นชื่อไทย คือ ดาว 47 หมีใหญ่ (47 Ursae Majoris) และชื่อไทย คือ ดาวชาละวัน นับเป็นชื่อสามัญสากลของดาวฤกษ์ดวงแรก ที่มีชื่อเป็น ภาษาไทย ขณะเดียวกันก็มีการประกาศรับรองชื่อดาวอีกสองดวงเป็นภาษาไทยด้วยคือ ดาวตะเภาแก้ว และดาวตะเภาทอง เป็นชื่อของดาวเคราะห์บริวารสองดวงของดาวชาละวัน ดาว 47 Ursae Majoris หรือ ดาวชาละวัน มีดาวเคราะห์บริวารที่ค้นพบแล้วสามดวงชื่อ ดาวหมีใหญ่ บี, ซี และ ดี แต่ในวรรณคดีไทย เรื่องไกรทอง มีตัวละครที่เป็นนาง เพียงสองตัวคือ นางตะเภาแก้ว และนางตะเภาทอง จึงมีชื่อดาวเคราะห์เพียงสองดวงเป็นชื่อไทยคือ ดาวหมีใหญ่ บี. ชื่อดาวตะเภาทอง และดาวหมีใหญ่ ซี. ชื่อ ดาวตะเภาแก้ว

ดาวฤกษ์ชาละวัน และดาวเคราะห์ตะเภาแก้ว และตะเภาทอง กลุ่มดาวจระเข้ อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่

สมาคมดาราศาสตร์ไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดการประกวดการตั้งชื่อดาวฤกษ์ 20 ดวง ผลจากการประกวด มี 2 ชื่อ คือ ชาละวัน โดย นายสุภาภัทร อุดมรัตน์นุภาพ และ ตะเภาแก้ว โดย ด.ญ.ศกลวรรณ ตระการรังสี สมาคมดาราศาสตร์ไทย จึงมีมติเพิ่มอีกหนึ่งชื่อคือ ตะเภาทอง ด้วย และเสนอไปทางสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล ให้ใช้ชื่อ ชาละวัน เป็นดาวฤกษ์ ตะเภาแก้ว ตะเภาทอง เป็นชื่อของดาวเคราะห์ ดาวชาละวัน เป็นดาวอยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ ซึ่งมีดาวสว่าง 7 ดวงเรียงกันเป็นรูปคล้ายกระบวยตักน้ำ ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เรียกเป็น กลุ่มดาวจระเข้ ดาวชาละวันเป็นดาวฤกษ์ เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่แสงสว่างริบหรี่ ส่วนดาวตะเภาแก้ว และตะเภาทองมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะเป็นดาวเคราะห์

อันดับที่ 2 คนเปลี่ยนหัวคน

กลางเดือนเมษายน นักวิทยาศาสตร์อิตาลี เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร (Sergio Canavero) ประกาศเปิดตัวอาสาสมัคร ที่จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนศีรษะเป็นคนแรกของโลก

เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร ได้ประกาศเมื่อปี ค.ศ.2013 ว่า เขาได้พัฒนาวิธีการทางการแพทย์ จนกระทั่งมั่นใจว่า จะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวของคนจากคนหนึ่ง (เช่น ที่พิการทางร่างกาย) ไปต่อเข้ากับร่างของคนอีกคนหนึ่ง (เช่น ที่เสียชีวิตด้วยเหตุบางอย่าง แต่ร่างกายยังปกติสมบูรณ์) ได้สำเร็จ และพร้อมจะ “ลงมือ” เปลี่ยนหัวคนได้ภายในปี ค.ศ.2017

ขอบคุณภาพ : www.mirror.co.uk

หลังการประกาศเมื่อปี ค.ศ.2013 ก็มีผู้สนใจอาสาสมัครเป็นจำนวนประมาณหนึ่งพันคน จนกระทั่งถึงกลางเดือนเมษายนปี ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ.2558 เรื่องคนเปลี่ยนหัวคน ก็เป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อ เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร ได้แถลงข่าวประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้คัดเลือกอาสาสมัครคนแรกแล้ว เป็นชายหนุ่มชาวรัสเซีย ชื่อ วาเลอรี สปิริโดนอฟ (Valerly Spiridonov) อายุ 30 ปี เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ป่วยเป็นอัมพาตในการประกาศเปิดตัวอาสาสมัครคนแรก

เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร ก็ประกาศย้ำว่า พร้อมจะดำเนินการผ่าตัดเปลี่ยนหัวคน ภายในปี ค.ศ.2017 สำหรับความเห็นของวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ส่วนใหญ่เชื่อว่า การผ่าตัดเปลี่ยนหัวคน สามารถทำได้ แต่ปัญหาใหญ่คือ การไม่ยอมรับของร่างกายจากคนสองคน ที่มาตัดต่อเป็นคนเดียวกัน

และก็มาถึง อันดับที่ 1 ที่สุดข่าวดังวงการวิทยาศาสตร์โลก ประจำปี พ.ศ.2558 ก็คือ

ยานนิวฮอไรซันส์ สำรวจดาวพลูโต

เดือนกรกฎาคม ข่าวใหญ่ที่สุดของโลก และในระบบสุริยะ คือ การเดินทางของยานนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ไปถึงดาวพลูโต ดาวที่เคยเป็นดาวเคราะห์ของระบบสุริยะเพียงดวงเดียว (จาก 9 ดวง) ที่ไม่เคยถูกสำรวจอย่างตั้งใจ (ของมนุษย์) มาก่อน

ยานนิวฮอไรซันส์ ใช้เวลาเดินทางจากโลก (เดือนมกราคม ค.ศ.2006) เป็นเวลาประมาณเก้าปีครึ่ง จึงเข้าใกล้ (ถึง) ดาวพลูโตมากที่สุด ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.2015

การเดินทางของยานนิวฮอไรซันส์ สำรวจดาวพลูโต

จากนั้น ก็เดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของดาวพลูโตทั้ง 5 ดวง คือ ชารอน (Charon), ไฮดรา (Hydra), นิกซ์ (Nix), เคอร์บีรอส (Kerberose) และ สตีกซ์ (Styx) ต่อจากนั้น ยานนิวฮอไรซันส์ก็เดินทางต่อ เพื่อไปสำรวจวัตถุในแถบคอยเปอร์ (Kuiper object) บางดวง จนกระทั่งถึงประมาณ ปี ค.ศ.2026 ซึ่งยานนิวฮอไรซันส์ จะสื่อสารกับโลกไม่ได้ เพราะหมดพลังงาน

แต่ยานนิวฮอไรซันส์จะเดินทางต่อไป มุ่งหน้าออกนอกระบบสุริยะในที่สุด จากการสำรวจดาวพลูโต ของยานนิวฮอไรซันส์ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลใหม่มากมายเกี่ยวกับดาวพลูโต และดวงจันทร์ของดาวพลูโต เช่น ขนาดของดาวพลูโตที่แท้จริง ใหญ่กว่าที่เคยเข้าใจกันมา ที่สำคัญดาวพลูโต มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจริงๆ 2,370 กิโลเมตร มากกว่าของดาวอีริส (Eris) ประมาณ 44 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดาวพลูโตถูกปลดจากการเป็น “ดาวเคราะห์” ของระบบสุริยะ มาเป็น “ดาวเคราะห์แคระ” ที่มีดาวอีริส เป็น “จ่าฝูง” เมื่อปี ค.ศ.2006

ทีมงานของนิวฮอไรซันส์ เป็น Tombaugh Regio (แถบทอมโบ) ตามชื่อของ ไคลด์ ทอมโบ (Clyde Tombaugh) ผู้ค้นพบดาวพลูโต เมื่อปี ค.ศ.1930

โดยลักษณะเด่นของดาวพลูโตที่ยานนิวฮอไรซันส์ จับได้ตั้งแต่ก่อนถึงดาวพลูโตคือ แถบที่ราบสว่างเป็นรูปหัวใจ ซึ่งได้รับการตั้งชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการ โดยทีมงานของนิวฮอไรซันส์ เป็น Tombaugh Regio (แถบทอมโบ) ตามชื่อของ ไคลด์ ทอมโบ (Clyde Tombaugh) ผู้ค้นพบดาวพลูโต เมื่อปี ค.ศ.1930

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/555065

อ่านเพิ่มเติม

วัดพระแก้ว 360 องศา ใช้เมาส์หรือนิ้วเลื่อน

1-1 1

คลิกค่ะ

        ไม่เคยพบเคยเห็นสวยอะไรอย่างนี้  วัดพระแก้ว   8 รูปแตะหมุนแล้วเลือกรูปต่อ http://www.panogira.com/wat_phra_kaew/  สุดยอด วัดพระแก้ว360 องศา ฝีมือคนไทย. หมุนรอบตัวเองได้…….พาชมวัดพระแก้ว. สวยมาก…..อย่าพลาดเชียว

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง วิทยาศาสตร์น่ารู้สำหรับเด็ก ของสำนักพิมพ์ 4DBOOK

โดยสำนักพิมพ์   1451315900912

1

คลิกครับ

ตัวอย่าง 1 หน้า

IMG_0246-1

       ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง วิทยาศาสตร์น่ารู้สำหรับเด็ก  ของสำนักพิมพ์ 4DBOOK  ถึง 29กุมภาพันธ์ 59 เท่านั้น  โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน      ฟรี 

นักวิทยาศาสตร์สอนคอมพิวเตอร์ให้เรียนรู้เหมือนมนุษย์ 

คอมพิวเตอร์กำลังที่จะมีความคิดคล้ายกับมนุษย์เข้าไปทุกที โดยเฉพาะในกลุ่มของสมองกลและเครื่องจักรที่มีความฉลาด

ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐอเมริกาได้ทำการสร้างต้นแบบทางคอมพิวเตอร์หรือ อัลกอริธึม ที่จับความสามารถที่จำเพาะของมนุษย์เพื่อทำความเข้าใจความคิดใหม่ ๆ ในการศึกษาซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตัวอักษรที่เขียนขึ้นด้วยมือซึ่งไม่มีความคุ้นเคย

ระบบอัลกอริธึมช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถที่จะจดจำและวาดสัญลักษณ์ง่าย ๆ ที่ไม่สามารถทำการแยกแยะได้จากมนุษย์

การศึกษาได้รายงานการค้นพบครั้งนี้ไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่สำคัญมากในวงการของสมองกล

“งานวิจัยนี้และรวมไปถึงงานวิจัยที่มีลักษณะคล้ายกัน จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจระบบการเรียนรู้ของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นและสามารถที่จะพัฒนาระบบอัลกอริธึมสำหรับการเรียนรู้ที่คล้ายกับมนุษย์ได้ดีขึ้นไปอีก” ผู้นำการศึกษากล่าว ซึ่งก็คือ ดอกเตอร์ Brenden Lake เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการรับรู้และข้อมูลจาก New York University

ระบบอัลกอริธึมถูกออกแบบเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจากตัวอย่างเดียวในทิศทางเดียวกับที่มนุษย์พึงกระทำ

ระบบมาตราฐานของอัลกอริธึมในเครื่องจักรสำหรับการเรียนรู้นั้นต้องการตัวอย่างในการเทรนเป็น 10 เป็น 100 หรือแม้กระทั่งเป็น 1,000 ตัวอย่างเพื่อให้ได้ผลที่เหมือนกัน

การวาดตัวอักษรจากทั่วทุกมุมโลก

ในการศึกษา คอมพิวเตอร์ที่มีระบบอัลกอริธึมแบบใหม่และตัวอย่างจากคนถูกนำเสนอขึ้นพร้อมกับตัวอักษรที่เลือกขึ้นมาจากกลุ่มข้อมูลกว่า 1,600 ตัวอักษรที่ใช้มือในการเขียนจาก 50 ภาษาทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้พวกเขาทำการรวมตัวอักษรของเอเลี่ยนในหนังจากทีวีเข้าไปด้วย

ตัวอย่างจากคนและคอมพิวเตอร์ถูกทดสอบให้ทำการเขียนตัวอักษรที่หลากหลายออกมาอีกครั้ง หลังจากได้เห็นตัวอย่างตัวอักษร

หลังจากนั้น กรรมการจะถูกถามให้ระบุว่า ตัวอักษรตัวใดที่ถูกเขียนขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งกรรมการค้นพบว่า งานที่ถูกทำขึ้นโดยคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถที่จะทำการแยกแยะได้จากงานที่เกิดจากตัวอย่างที่มาจากคนเลย

ที่มา:  www.abc.net.au/news/2015-12-11/scientists-teach-computers-how-to-learn-like-humans/702074

 

โลกวิทยาศาสตร์ของ Mary Somerville

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

โลกวิทยาศาสตร์ของ  Mary Somerville

Mary Somerville

        ก่อนปี 1830 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักเขียนคนใดเคยพยายามบรรยายหรือเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังทำหรือสนใจ ดังนั้นคนทั่วไปจึงไม่เคยแยแสหรือตระหนักในความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก การเมินเฉยเช่นนี้ทำให้ John Herschel ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อดรนทนไม่ได้ จึงเอ่ยปากปรารภกับนักปรัชญาชื่อดังคือ William Whewell ว่า อังกฤษน่าจะต้องมีคนช่วยอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจว่า กลศาสตร์ของ Newton มีความสำคัญเพียงใด และผลงานไฟฟ้าของ Faraday กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกอย่างไร รวมถึงควรให้สังคมรับรู้ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของ Darwin ได้ตอบปัญหาเรื่องกำเนิดของสปีชีส์ต่างๆ บนโลกอย่างไร

บุคคลแรกที่สามารถตอบสนองความต้องการของ Herschel ในประเด็นนี้ได้มีชื่อว่า Mary Somerville เธอเป็นสุภาพสตรีนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวสก็อตผู้แม้ไม่ได้ร่ำเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ก็สามารถเรียนรู้วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้สังคมเข้าใจได้เป็นอย่างดี

Mary Fairfax (ชื่อเดิมของ Mary Somerville) เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.1780 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) บิดาเป็นนายพลเรือเอกแห่งราชนาวีอังกฤษ ส่วนมารดาเป็นครูสอนคัมภีร์ไบเบิล ครอบครัวนี้มีฐานะดีปานกลาง และมีความภาคภูมิใจว่า บรรพบุรุษของวงศ์ตระกูลเป็นคนมีสกุลรุนชาติ ในวัยเด็ก Mary ใช้ชีวิตสบายๆ เดินเล่นตามชายหาดเพื่อเก็บเปลือกหอยมาสะสม และศึกษาชีวิตนกทะเล เธอไม่ได้เรียนหนังสือเลยจนกระทั่งอายุ 10 ขวบ บิดาจึงได้จัดให้เข้าโรงเรียนเพื่อให้เธอมีความรู้พออ่านออกและเขียนหนังสือได้ เธอเล่าว่า ครูที่สอนได้บังคับให้นักเรียนในสมัยนั้นท่องพจนานุกรมทั้งเล่ม ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยและเบื่อเรียนมาก จนคิดว่าตนกำลังใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย 

โลกวิทยาศาสตร์ของ  Mary Somerville

William Somerville

       เมื่ออายุ 18 ปี เธอบังเอิญได้หยิบหนังสือแฟชั่นสตรีเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน และเห็นตัวอักษร สัญลักษณ์กับตัวเลขต่างๆ มากมายปรากฏในบทความ จึงถามเพื่อนว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร เพื่อนตอบว่า พีชคณิต เธอไม่กล้าถามต่อ เพราะกลัวเพื่อนจะหาว่าโง่ และได้พยายามอ่านบทความนั้นจนเข้าใจ

จากนั้นไม่นาน ครอบครัว Fairfax ได้อพยพไป Edinburgh เพื่อให้เธอเรียนวิชาการเรือน วาดภาพ เล่นเปียโน ฯลฯ เพื่อเตรียมตัวมีครอบครัว แต่เธอไม่ต้องการจะออกเรือน เพราะรู้สึกยังไม่ถึงเวลา และรู้สึกว่า เธอมีเป้าหมายในชีวิตที่สูงส่งกว่านั้น คือ เธอต้องการเป็นผู้หญิงที่เก่งวิชาการที่สุดในแผ่นดิน

วันหนึ่งขณะเรียนวาดภาพ เธอได้ยินครูที่บิดาจ้างมาสอนพิเศษให้น้องชายบอกน้องของเธอให้อ่านหนังสือ Elements of Geometry ของ Euclid ด้วยเหตุผลว่านี่คือตำราสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ขั้นสูง Mary รู้สึกอยากอ่านตำรานี้มาก แต่ไม่รู้จะหาอ่านได้จากที่ใด ครั้นจะไปหาอ่านเองที่ห้องสมุด เขาก็ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปใช้ เธอจึงต้องขอยืมหนังสือน้องชายอ่าน และแอบอ่านก่อนนอนทุกคืน เพราะแม่ไม่ต้องการให้เธออ่านหนังสือคณิตศาสตร์ที่สังคมสมัยนั้นถือว่าไร้สาระสำหรับผู้หญิง ดังนั้นเมื่อแม่รู้ว่า เธอแอบอ่านตำราเรขาคณิต แม่รู้สึกละอายมากจึงสั่งห้ามเธออ่านอีก แต่ก็สายเกินไป เพราะ Mary อ่านจบไป 6 เล่มแล้ว

เมื่ออายุ 24 ปี Mary ถูกบังคับให้เข้าพิธีสมรสกับ Samuel Greig ชีวิตในฐานะภรรยาได้ช่วยให้เธอได้ออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ จึงมีความเป็นอิสระมากขึ้น และเริ่มเรียนละตินด้วยตนเอง เพื่อจะอ่านตำราวิทยาศาสตร์ด้วยตนเองให้ได้ พฤติกรรมที่ “ผิด” ปรกติสำหรับผู้หญิงในสมัยนั้น ได้ทำให้สามีขุ่นเคือง และเธอเองก็ไม่สบายใจ โชคดีที่เธอทนทุกข์ลักษณะนี้ได้ไม่นาน เพราะหลังการแต่งงานได้ 3 ปี และมีลูก 2 คน สามีก็เสียชีวิต มรดกที่ได้รับทำให้เธอมีชีวิตที่ดี จึงใช้เงินซื้อตำราดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์มาอ่านจนสามารถเข้าใจเทคนิคและการประยุกต์ตรีโกณมิติ กับเรขาคณิตได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อเธอหยิบยกหนังสือ Principia Mathematica ของ Newton มาอ่าน เธอก็ต้องวางหนังสือกลับ เพราะอ่านไม่รู้เรื่องเลย 

โลกวิทยาศาสตร์ของ  Mary Somerville

Laplace

       อีก 5 ปีต่อมา คือ ในปี 1812 Mary วัย 32 ปี ได้พบรักใหม่กับ William Somerville ซึ่งเป็นแพทย์ และเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ สามีใหม่เป็นคนเฉลียวฉลาด รอบรู้ ชอบเดินทางไกล ใจกว้าง พูดจาสุภาพ ชอบให้ภรรยาแสวงหาความรู้ และมักช่วยขัดเกลาภาษาในบทความวิชาการที่เธอเขียน เพื่อให้เนื้อหากระชับและสามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง Mary จึงคิดว่าเธอโชคดีมากที่ได้ Somerville เป็นคู่ครอง

ในปี 1816 ครอบครัว Somerville ได้อพยพเข้า London และซื้อบ้านหลังใหม่ใกล้สถาบัน Royal Institution ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีปราชญ์อังกฤษและต่างชาติมาประชุมกันบ่อย Mary Somerville จึงมีโอกาสรู้จักและพบปะอัจฉริยะนักวิทย์หลายคนเช่น Caroline กับ William Herschel, Michael Faraday, Charles Babbage, Charles Lyell, Pierre-Simon Laplace และ Joseph-Louis Gay-Lussac เป็นต้น

เมื่ออายุ 46 ปีเธอได้เสนอผลงานเรื่อง The Magnetic Properties of the Violet Rays of the Solar Spectrum ที่ Royal Institution ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมบัติเชิงแม่เหล็กของรังสีอัลตราไวโอเลต แต่เธอไม่สามารถบรรยายเรื่องนี้ในที่ประชุมได้ เพราะเธอเป็นผู้หญิง จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถาบัน ดังนั้นเธอจึงขอให้สามีอ่านผลงานของเธอให้ที่ประชุมฟังแทน

ในปี 1825 เมื่อ Laplace ตีพิมพ์ตำรากลศาสตร์ชื่อ Mecanique Celeste (The Mechanics of the Heavens) ตำรานี้ทำให้นักฟิสิกส์อังกฤษตระหนักได้ในทันทีว่า ฟิสิกส์อังกฤษกำลังล้าหลังฟิสิกส์ฝรั่งเศสมาก และ Laplace ได้รับการยอมรับโดยนักฟิสิกส์อังกฤษว่า เขาคือ Newton ของฝรั่งเศส เพราะเขารู้และเข้าใจเนื้อหาด้านกลศาสตร์ดีที่สุดในโลก สมาคม Royal Society ของอังกฤษจึงขอให้ Mary Somerville จัดการแปลผลงานทั้ง 5 เล่มของ Laplace ให้คนอังกฤษอ่าน

ทั้งๆ ที่ Somerville ไม่ได้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และเนื้อหาในตำราของ Laplace ก็ไม่ใช่เรื่องที่อ่านเข้าใจง่าย แต่เธอก็ตอบรับ และได้เพียรพยายามแปล พร้อมกับเรียบเรียงถ้อยคำต่างๆ ให้เป็นภาษาอังกฤษที่คนทั่วไปสามารถอ่านและเข้าใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วนำต้นฉบับส่ง Herschel ซึ่งก็รับไปตีพิมพ์เผยแพร่ โดยไม่ได้แก้ไขอะไร เพราะรู้สึกว่าใครที่อ่านก็น่าจะรู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ calculus เป็นพื้นฐาน 

โลกวิทยาศาสตร์ของ  Mary Somerville

หนังสือ On the Connexion of the Physical Sciences (Photo Credit: ebook.cambridge.org)

       ผลงานแปลและเรียบเรียงของ Somerville เล่มนี้ได้เป็นที่โจษจันในสังคมอังกฤษและยุโรป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษได้กล่าวถึง Somerville ว่าเป็นปราชญ์ 1 ใน 6 คนของอังกฤษที่เข้าใจ Laplace มากที่สุด Laplace เองก็ยอมรับในความสามารถด้านกลศาสตร์ของ Somerville ส่วน Simon-Denis Poisson ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ฝรั่งเศสก็ยกย่อง Somerville ว่าเก่งมากที่สามารถเข้าใจผลงานของ Laplace ได้ เพราะในฝรั่งเศสเองก็มีคนไม่เกิน 20 คนที่อ่านหนังสือของ Laplace รู้เรื่อง

ผลงานที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ชี้นำให้ Royal Society ออกกฎบังคับให้นิสิตในมหาวิทยาลัยอังกฤษทุกคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ใช้ตำราที่ Somerville แปล และเมื่อ Royal Society มีกฎห้ามรับผู้หญิงเป็นสมาชิก (F.R.S.) สมาคมจึงให้เกียรติ Somerville โดยการนำรูปปั้นครึ่งตัวของเธอไปติดตั้งในห้องโถงของสมาคม

ด้านสมาคมวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสก็ได้เชิญให้ Somerville เดินทางไป Paris เพื่อพบปะและสนทนากับ Laplace, Francois Arago, Jean Baptiste Biot, Andre-Marie Ampere และ Antoine Cesar Becquerel

ถึงปี 1832 Somerville วัย 52 ปี ได้เริ่มเขียนหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “On the Connexion of the Physical Sciences” หนังสือที่หนา 500 หน้านี้ได้รับการตีพิมพ์ 15,000 เล่ม เพื่อวางขายในฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี กับอเมริกา หนังสือมีเนื้อหาที่ครอบคลุมวิทยาการหลายด้าน เช่น ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภูมิศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา แม่เหล็กไฟฟ้า เสียง แสง ชีววิทยา และยังได้กล่าวถึง ดาวหาง การวัดระยะทางจากโลกถึงดาวฤกษ์ สาหร่ายทะเล คลื่น รังสีอินฟราเรดที่ Herschel พบ โดย Sommerville ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตามนุษย์จะไม่สามารถเห็นรังสีนี้ได้ แต่ตาสัตว์อาจรับได้ ในส่วนของชีววิทยา Somerville ได้กล่าวถึงหนวดของแมลงว่าใช้รับสัญญาณภัย และ ณ บริเวณที่อยู่นอกวงโคจรของดาว Uranus ออกไปจากดวงอาทิตย์อาจมีดาวเคราะห์อีกหลายดวง ซึ่ง John Couch Adams ก็ได้นำข้อสังเกตนี้ ไปใช้เป็นแรงจูงใจในการพบดาวเคราะห์ Neptune สำหรับเรื่องไฟฟ้านั้น

Somerville ได้กล่าวถึง ผลงานของ Faraday ที่ได้ทดลองเรื่องสนามแม่เหล็กโดยใช้แม่เหล็กเกือกม้า ในการเขียนเรื่องภูมิศาสตร์ เธอได้กล่าวถึงการเดินทางสำรวจบริเวณทวีป Arctic ของ John Franklin การขึ้นบอลลูนสำรวจสภาพบรรยากาศเบื้องบนของ Biot กับ Gay-Lussac การสำรวจทางภูมิศาสตร์ของ Alexander von Humboldt กับ Charles Lyell รวมถึงการเห็นดาวหางของ Edmond Halley ด้วย

หนังสือของเธอขายดีมาก จนได้รับการตีพิมพ์ซ้ำ 7 ครั้ง และ Humboldt ได้เขียนคำแนะนำผู้อ่านในวารสาร Mechanics Magazine ว่า “Read it, read it!” 

โลกวิทยาศาสตร์ของ  Mary Somerville

Somerville College (Photo Credit: Oxford University)

       เมื่อมีชื่อเสียง Somerville ได้รับเชิญให้สามารถนั่งรับประทานอาหารได้ที่ห้องอาหารของมหาวิทยาลัย Cambridge ร่วมกับศาสตราจารย์คนอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Royal Society ด้วย แม้จะได้รับการยกย่องเทิดทูนสักเพียงใด Somerville ก็ยังเป็นคนติดดิน เธอเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านการมีทาส ผู้เชื่อในความเท่าเทียมกันระหว่างสตรีกับบุรุษ อีกทั้งมีความเชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของ Darwin ด้วย

เมื่ออายุ 85 ปี สามีสุดที่รักของเธอก็เสียชีวิต Somerville รู้สึกเสียใจมากจึงพยายามเขียนหนังสือเล่มใหม่เพื่อให้ลืมความทุกข์ ผลงานของเธอในช่วงเวลานี้ได้แก่ Molecules and Macroscopic Science, The Form and Rotation of the Earth และ The Tides of the Ocean and Atmosphere

เธอได้รับเหรียญสรรเสริญของ Royal Geography Society และจาก Physical Geographical Society

Somerville เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ.1872 สิริอายุ 92 ปี

7 ปีหลังจากที่เธอจากไป เมื่อมหาวิทยาลัย Oxford จัดตั้งวิทยาลัยใหม่ ชื่อของเธอได้ถูกนำไปเป็นชื่อของ Somerville College อันเป็นสถานที่ๆ Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษเคยเรียน และชื่อยังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของเกาะ Somerville, ดาวเคราะห์น้อย 5771 Somerville, และหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์

ในเวลาต่อมาหนังสือที่เธอเรียบเรียงได้ชักนำให้ Whewell เรียกคนที่ทำงานวิทยาศาสตร์ว่า scientist เป็นครั้งแรกในปี 1834 เธอจึงเป็นสตรีตัวอย่างที่ทำงานตรงข้ามกับ Emile du Châtelet ผู้แปลตำราของ Newton ในขณะที่ Somerville แปลตำราของ Laplace

เธอจึงเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์ ผู้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถเก่งวิทยาศาสตร์ได้ เขียนหนังสือวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปอ่านก็ได้ และเป็นแม่บ้านลูก 4 ก็ได้อย่างไม่มีปัญหา

อึ้ง!! “เจ้าบุญครึ่ง” ปลาครึ่งท่อนยังวายน้ำได้ (คลิป)

ปลามีครึ่งตัวมีชีวิตอยู่รอดมาได้กว่าครึ่งปีแล้ว โดยเจ้าของร้านขายปลาสวยงามในตลาด ฟิชวิลเลจ  อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  เลี้ยงไว้  ตั้งชื่อให้ “เจ้าบุญครึ่ง ”


เมื่อวันที่23ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภายในตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงฟิชวิลเลจ  อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี   มีการนำปลาเหลือเพียงครึ่งตัวมาเลี้ยงเอาไว้   หน้าร้านจำหน่ายปลาสวยงามที่ชื่อ “ ปอง ปลา แปลก ”  ที่แปลกในตู้โชว์มีปลาอยู่เพียงครึ่งตัวสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้    ทราบว่าเป็น “ ปลาตะพากส้ม ” ขนาดตัวเท่ากับฝ่ามือ  ซึ่งเหลือเพียงแค่ครึ่งตัว     สภาพของปลามีแค่ช่วงหัวไปถึงกลางตัว  ส่วนบริเวณกลางตัวไปถึงหาง ขาดหายไป

นายวัชรพันธุ์  โชติประดิษฐ์  อายุ 36 ปี เจ้าของปลาครึ่งตัว  เปิดเผยว่า   เป็นชาว จ.เชียงใหม่  ได้เดินทางมาเช่าพื้นที่ในตลาดปลาแห่งนี้  แล้วเปิดร้านขายปลาสวยงามและปลาประเภทแปลก ๆ  หลากหลายชนิด สำหรับปลาตะพากส้มที่มีครึ่งท่อนตัวนี้  ได้มาจากชาวบ้านคนหนึ่ง อยู่ใน อ.บางแพ  จ.ราชบุรี    ก่อนหน้านี้เจ้าของปลาที่ให้มานั้น  เล่าให้ฟังว่า  ได้นำปลาหลายชนิดมาเลี้ยงไว้ดูสวยงาม ภายในบ่อซิเมนต์หน้าบ้าน   อยู่มาวันหนึ่งเจ้าปลาตะพากส้ม ที่เลี้ยงไว้ได้กระโดดลอยตัวขึ้นมา และหล่นลงไปพาดกับปากบ่อซิเมนต์   ทำให้กระดูกกลางตัวหัก ต่อมากระดูกตรงที่หักเกิดเน่า  ทำให้ช่วงลำตัวไปถึงหางขาดออกจากกัน จนมองเห็นถึงภายในท้องปลา แต่ปลาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ตายอย่างที่เห็น

นายวัชระพันธุ์   บอกอีกว่า  ก่อนเอามาเจ้าของปลาคนเดิมยังเลี้ยงไว้ประมาณ 2 เดือน  ต่อมาก็ได้มอบปลาตัวนี้ให้นำมาเลี้ยงดูแลต่อได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว และตั้งชื่อให้ว่า “ เจ้าบุญครึ่ง ”   โดยเจ้าบุญครึ่ง  จะกินอาหาร และขับถ่ายตรงใต้ท้องได้ตามปกติเหมือนปลาทั่วไป  รู้สึกสงสารปลาตัวนี้มาก และตั้งใจจะขอเลี้ยงดูแลมันให้ดีที่สุด  จนกว่ามันจะตายจากไป    อย่างไรก็ตาม ได้มีประชาชนที่เดินทางมาเที่ยว และได้แวะดูปลาตัวนี้  เกิดความสงสาร ต่างได้บริจาคเงินคนละเล็กละน้อย  มอบให้  ซึ่งนายวัชรพันธุ์ได้นำไปทำบุญซื้อโลงศพ เพื่ออุทิศไว้ให้กับปลาตะพากส้มตัวนี้ด้วย

นักวิชาการประมงเฉลย ทำไม เจ้าบุญครึ่ง! ปลาครึ่งท่อนยังมีชีวิต ว่ายน้ำได้(คลิป)


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 ธันวาคม  นายอำนาจ จีนขาวขำ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรีกล่าวถึงปลาตะพากส้มที่เหลือเพียงครึ่งตัว หรือที่เจ้าของปลาตั้งชื่อว่า “เจ้าบุญครึ่ง” หลังกระโดดขึ้นไปฟาดบนขอบลองซีเมนต์ เมื่อ 5 เดือนก่อน จนท่อนหลังของตัวปลาเกิดเปื่อยยุ่ยหลุดหายไป และยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้นั้น มีการนำมาเลี้ยงดูแลอยู่ในตลาดปลาฟิช วิลเลจ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นหายใจด้วยเหงือก ลักษณะเป็นปลากินพืช การที่เหลืออยู่เพียงครึ่งตัวคือ ท่อนทางหัวคือระบบทางเดินหายใจยังใช้งานได้อยู่ ระบบการย่อยอาหาร แต่เนื่องจากเหลือเพียงครึ่งตัว เป็นส่วนของกล้ามเนื้อที่ขาดหายไป ทำให้ไม่สามารถจะว่ายน้ำได้เป็นปกติ จะไม่เหมือนปลาทั่วไป ถ้ายังสามารถกินอาหารได้อยู่ ประกอบกับผู้เลี้ยงควบคุมดูแลน้ำในบ่อเลี้ยงหรือเจ้าของที่เลี้ยงปลาเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ มีการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาปลาไปเรื่อยๆ รวมทั้งมีการใช้เกลือใส่ลงไปช่วยสมานแผลเป็นการคลายเครียดให้ปลาจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้

 

 

นายอำนาจกล่าวว่า แต่ตราบใดถ้าควบคุมคุณภาพน้ำหรือไม่ยอมเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ดี น้ำเริ่มเน่าเสีย การให้อาหารอาจมีการหมักหมมเศษอาหารไม่ได้ทำความสะอาด อาจทำให้การติดเชื้อเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะติดเชื้อและสูญเสีย และเชื้อโรคเข้าสู่ตัวปลาอาจทำให้ตายได้ หากนำไปรวมอยู่หลายตัวอาจจะมีความเสี่ยง เพราะตัวปลาครึ่งท่อนไม่สามารถดูแลตัวเอง การทรงตัวหรือว่ายน้ำได้อย่างถนัดเหมือนปลาปกติได้ ทำให้ปลาตัวอื่นจะมาเบียดเบียน หากมีการขังไว้รวมกัน

“เท่าที่ทราบมายังไม่เคยพบเห็นปลาตัวไหนมีอาการและอยู่ได้นานคล้ายๆ กับปลาตัวนี้ สิ่งที่สำคัญคือให้นำปลาออกมาเลี้ยงต่างหากตัวเดียว เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เปลี่ยนระบบน้ำการรักษา ระบบน้ำต้องมีคุณภาพดี มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีการใช้ยาปฏิชีวนะช่วยในการสมานแผลหายสนิทจะได้ไม่มีการติดเชื้อ และให้อาหารกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ” นายอำนาจระบุ

สำหรับปลาตะพากส้มเป็นปลาตระกูลเดียวกับปลาตะเพียน เป็นสัตว์กินพืช การให้อาหารปกติจะให้แบบลอย แต่ขณะนี้ต้องให้อาหารลักษณะจมเพื่อให้ปลาที่เหลือเพียงครึ่งตัวกินได้ เช่นอาหารกุ้งซึ่งมีเปอร์เซ็นต์อาหารสูงประมาณ 18% โดยปลาชนิดนี้จะเป็นปลากินพืช ดังนั้นอาหารกุ้งเปอร์เซ็นต์เป็นอาหารเหมาะแก่การไปสร้างเนื้อปลาให้เจริญเติบโตได้เร็ว ดังนั้นหากมีการเลี้ยงและให้อาหารดี ก็จะทำให้สุขภาพของตัวปลาแข็งแรงถึงแม้ว่าจะขาดท่อนไป

สวยตะลึงนับล้านดวง! 5 สถานที่ชม ‘ทะเลดาว’ โรแมนติกส่งท้ายปี

หน้าหนาวนี้ ใครอยากไปกอดแฟนแก้หนาว ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกบ้าง? เราขอแนะนำให้ไปนอนดูดาวสวยๆ กลางท้องฟ้ายามค่ำคืนกับคนรู้ใจ รับรองว่ามีความสุขสุดฟิน และเป็นการฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้ประทับใจแน่นอน

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอแนะนำสถานที่ชมทะเลดาวสุดประทับใจ โดยกูรูด้านดาราศาสตร์อย่าง อาจารย์ปรินทร์ ทานะวงศ์ นักวิชาการด้านดาราศาสตร์ จากท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ

ก่อนอื่น อาจารย์ปรินทร์ ทานะวงศ์ ได้อธิบายให้ฟังว่า สำหรับสถานที่ที่เหมาะกับการชมดาวจริงๆ แบบให้เห็นหลายๆ ดวงเต็มท้องฟ้า นอกจากท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ แล้ว ที่อื่นในกรุงเทพฯ นี่คงหาชมยาก

เนื่องจาก ข้อแรก ในเมืองใหญ่มักจะเกิด light pollution หรือแสงรบกวน ข้อสองคือ เกิดพวก air pollution ทั้งฝุ่นควันในชั้นบรรยากาศต่างๆ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจน แม้แต่อยู่บนคอนโดก็ยังมองไม่เห็น เพราะคอนโดก็ยังสูงไม่พอ อาจจะมองเห็นแค่ดาวเคราะห์ดวงสว่าง เช่น ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวศุกร์ แต่ถ้าจะชมกลุ่มดาวเต็มท้องฟ้า คงไม่สามารถชมได้ชัดเจน

ทะเลดาวเต็มท้องฟ้า

แต่ถ้าเป็นจังหวัดตามยอดดอยต่างๆ อันนี้เห็นชัดเจนกว่าแน่นอน ซึ่งก็ขึ้นอยู่ตามฤดูกาลด้วย เช่น ถ้าอยู่ในป่าช่วงหน้าฝน ความชื้นในอากาศมาก ก็เห็นดาวได้น้อย แต่ถ้าอย่างช่วงนี้ที่เป็นช่วงฤดูหนาว ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ สำหรับหลายคนจะเริ่มไปดูดาวบนยอดดอย เพราะหน้าหนาวไม่มีเมฆหมอกมาบัง อากาศแห้ง ท้องฟ้าเปิดมากกว่าฤดูอื่น และอากาศก็ดีด้วย

ส่วนจะมีที่ไหนน่าสนใจ และเหมาะแก่การชมดาวได้ชัดๆ บ้าง มาชมกันเลยดีกว่า

1. ผาหินกูบ จ.จันทบุรี

การไปปีนเขาที่ ผาหินกูบ จ.จันทบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ผจญภัยที่สนุกสนาน เมื่อขึ้นไปถึงบนยอดเขา ก็สามารถมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนเลย บริเวณนั้นจะมีพื้นที่ราบ สามารถนอนใต้ชะง่อนเขาได้เลยโดยที่ไม่ต้องกางเต็นท์ นอนชมดาวได้อย่างชัดเจน

ชมดาวสวยๆ บนยอดดอย

2. เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

อีกหนึ่งสถานที่ที่ประชาชนนิยมไปชมดาว ก็คือ เขาใหญ่ ในโซนกางเต็นท์จะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง สามารถนอนชมดาวได้อย่างชัดเจนเหมือนกัน

3. ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

ส่วนสถานที่ที่ฮือฮาที่สุดคงหนีไม่พ้น ยอดดอยอินทนนท์ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะมีการจัดกิจกรรมนอนชม ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์’ ที่สามารถมองเห็นกันได้ทั้งคืนตั้งแต่ช่วง 3 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน มีการนับกันได้มากกว่า 500 ดวง และยังทยอยตกลงมาให้ชมต่อเนื่องไปจนถึงย่ำรุ่งของอีกวัน รวมๆ ก็เกือบพันดวง ต้องยอมรับว่า ดอยอินทนนท์เหมาะที่จะชมทะเลดาวมากที่สุดในช่วงนี้

ชมดาวบนดอยอินทนนท์ ภาพจาก : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์

4. ดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่

สำหรับ ดอยม่อนจอง เป็นดอยที่อยู่ในพื้นที่ของป่าอมก๋อย จ.เชียงใหม่ เป็นยอดดอยที่สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทย โดยจุดสูงสุดจะมีจุดชมวิวที่เรียกว่าหัวสิงห์ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาปีนเขาที่นี่เพื่อจะมาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก และด้วยความที่เป็นยอดดอยซึ่งสูงได้ระดับ เหมาะกับการชมทะเลดาวยามค่ำคืนได้สวยงามเช่นกัน

5. ภูกระดึง จ.เลย

มาปิดท้ายกันที่ ภูกระดึง เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถนอนชมทะเลดาวได้อย่างชัดเจน ด้วยความที่บนยอดภูมีความสูงระหว่าง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีลานโล่งกว้าง สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้กว้าง 180 องศา แน่นอนว่าเหมาะแก่การนอนชมทะเลดาวได้สวยงาม ชัดเจน สดใส สวยสุดๆ เช่นกัน

ไปเที่ยวชมดาวสวยๆ ส่งท้ายปี

 

ที่มาภาพบางส่วน : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์

ฟิสิกส์ราชมงคลกับดนตรีในถ้วยแก้ว

https://youtu.be/0UhdB1HHMQY

32749

ดนตรีแก้วในโลกมืด

นักดนตรีตาบอดเล่นดนตรีบนถ้วยแก้ว  ได้อย่างน่าประหลาดใจมาก  ท่านจะได้ฟังเสียงเพลง “แก้วกัลยา″ ที่ไพเราะ คลิกครับ

นักบินอวกาศอังกฤษทวีตขอโทษ หลังกดเบอร์โทรผิดจากอวกาศ

นักบินอวกาศชาวอังกฤษ ทวีตข้อความขอโทษ หลังโทรศัพท์จากนอกโลกมาผิดเบอร์ ทำสาวเข้าใจผิด ย้ำไม่ได้เป็นการแกล้ง แต่กดผิดเบอร์จริงๆ

ทิม พีค นักบินอวกาศ ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวขอโทษหลังจากที่เขาต่อสายตรงจากอวกาศลงมายังพื้นโลกผิดเบอร์ พร้อมทักไปว่า “สวัสดี, ที่นั่นโลกใช่หรือไม่?” ทำให้สาวที่รับโทรศัพท์เข้าใจผิด และคิดว่าเป็นเรื่องแกล้งกัน

โดยข้อความในทวิตเตอร์ของทิม พีค ระบุว่า ทิมต้องการขอโทษไปยังหญิงสาวคนที่รับโทรศัพท์สายดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การโทรแกล้งกัน เพียงแค่เขากดเบอร์โทรผิดเท่านั้น

สำหรับทิม พีค แล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพลาดคุยโทรศัพท์กับครอบครัวช่วงหยุดยาวนี้ เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทิมต้องฝากข้อความผ่านวอยซ์เมลคุยกับครอบครัว เนื่องจากไม่มีใครรับโทรศัพท์จากเขา และเมื่อข้อความในทวิตเตอร์ถูกโพสต์มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยเขามาแสดงความคิดเห็นทั้งอิจฉาหญิงสาวคนดังกล่าว พร้อมมองเป็นเรื่องขบขัน

ไอเดียแจ๋วสร้าง’รถบัสจิ๋ว’ หนึ่งเดียวในโลก/แล่นฉิว

หนุ่มขับรถรับส่งคนงานหัวดีสร้าง “รถบัสจิ๋ว” ติดเครื่องเสียงกระหื่ม หลังฝันอยากเป็นเจ้าของรถบัสใหญ่ ใครเห็นสุดฮือฮาขอถ่ายรูปส่งแชร์ว่อน

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพรถบัส ที่มีขนาดเล็ก ซึ่งสร้างความแปลกประหลาดให้กับผู้พบเห็น ผู้สื่อข่าวจึงได้ตรวจสอบพบเจ้าของรถคันดังกล่าว คือ นายจีระพันธ์ มงคลเกิด อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61 /2 หมู่ 1 ต.ปลายกลัด อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นคนขับรถรับส่งพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกับเดินทางไปที่บริเวณริมถนนสายเสนา-อยุธยา ต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา พบรถบัสขนาดเล็กที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจอดอยู่ โดยมีประชาชนและตำรวจยืนขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

นายจิระพันธ์ เผยว่า ตนเป็นคนขับรถบัสรับส่งพนักงานโรงงานมาหลายปี ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาได้สร้างรถบัส และรถบรรทุกจำลองให้กับลูกชายเป็นของเล่น จากนั้นก็เกิดแรงบันดาลใจอยากที่จะมีรถบัสเป็นของตนเอง โดยได้ซื้อรถยนต์เก๋งยี่ห้อไดฮัทสุ มิร่า มา 1 คันราคาไม่กี่หมื่นบาท จากนั้นได้นำเครื่องยนต์มาดัดแปลงเข้ากับโครงรถเก่าที่ถูกดัดแปลงให้เป็นรถบัสขนาดจิ๋ว โดยตัวถังและเลขเครื่องยังคงใช้ของรถยนต์มิร่า ขนาดเครื่อง 900 ซีซี สามารถวิ่งได้ประมาณ 50 ก.ม.ต่อชั่วโมง ทั้งนี้ได้มีการติดเครื่องเสียงแบบกระหึ่มด้วย โดยปกติก็จะมีภรรยา และลูกนั่งประจำ โดยขับออกจากบ้านที่ อ.บางบาลไปยังอู่รถที่อ.เสนา เพื่อไปขับรถบัสรับส่งพนักงาน สำหรับรถคันนี้มีความยาวรถประมาณ 2 เมตร สูงประมาณ 1.50 เมตร ใช้เวลาตบแต่งตั้งแต่ เม.ย.-ธ.ค.รวมเวลา 8 เดือน รถบัสคันนี้สามารถวิ่งเข้าไปได้ทุกซอกซอย และถือเป็นการทำเพื่อเป็นของขวัญให้คนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นหนึ่งเดียวในโลกขณะนี้..