คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2015

หน้ากากมนุษย์

Untitled-1

     คนเรามีหน้ากาก ทุกคน แม้จะสวยงาม ขนาดไหน…..  ก็ไม่มีทางที่ใส่มันได้ตลอด สุดท้าย… เราจะสบายใจที่สุด เวลาที่ถอดมันออก.. แล้วได้เป็น ตัวเอง

คำถาม เรื่องอำนาจแม่เหล็ก (ความรู้ทางฟิสิกส์)

   เหล็กสองแท่งมี รูปร่าง และขนาดเท่ากันทุกประการ แต่เหล็กแท่งหนึ่งเป็นแม่เหล็ก อีกแท่งหนึ่งเป็นเหล็กธรรมดา  โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นใด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เหล็กแท่งไหนเป็นแม่เหล็ก ???

download

ก่อนดูเฉลยคิดนิดนึงคับ

เฉลย

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

Untitled-1

Untitled-1

พัฒนามา20ปี! “กุหลาบอิเล็กทรอนิก”ต้นแรกของโลก เปลี่ยนสีได้ตามกำหนด


(เครดิตภาพ-Stavrinidou et al)


“ไซบอร์กแพลนท์” เป็นแนวความคิดใหม่ทางวิทยาศาสตร์แน่นอน แต่มันคืออะไรกันแน่ เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปลักษณ์เป็นพืช เป็นต้นไม้ หรือยังคงเป็นต้นไม้ แต่มีคุณสมบัติของหุ่นยนต์กันแน่? และวัตถุประสงค์ในการพัฒนามันขึ้นมาคืออะไร?

“พืชหุ่นยนต์” ต้นแรกของโลกอยู่ในรูปของดอกกุหลาบ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “กุหลาบอิเล็กทรอนิก” ต้นแรกของโลกก็ได้ นี่เป็นผลงานการคิดค้น พัฒนานานร่วม 20 ปี ของทีมนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลินโคปปิง ในประเทศสวีเดน โดยรวมแล้วมันยังคงเป็นพืช เป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่มีบางสิ่งบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปให้สามารถทำงานได้ตามคำสั่งเหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง

เป้าหมายในการพัฒนาพืชหุ่นยนต์ขึ้นมานั้นไม่ใช่การสร้างหุ่นยนต์ที่อยู่ในรูปแบบของต้นไม้ ที่สักวันหนึ่งอาจลุกฮือขึ้นมาปลดตัวเองจากความทาส แล้วกลายเป็นเจ้านายของมนุษย์เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความพยายามที่จะทำให้พืชที่เราพบเห็นกันอยู่กลายเป็น “สมาร์ทแพลนท์” ที่สามารถรับรู้และเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม (อย่างรวดเร็ว) ที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ พืชที่สามารถกำหนดและควบคุมการเจริญเติบโตได้ โดยอาศัยการกดปุ่มออกคำสั่ง หรือพืชที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น “โรงงานผลิตไฟฟ้า″ บนพื้นฐานของเทคโนโลยีฟิวเอลเซลล์ ด้วยการควบคุมให้มันเปลี่ยนน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์แสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่คนเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง

แม็กนุสเบิร์กเกรน หัวหน้าทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยลินโคปปิง ระบุว่า เท่าที่รู้ในเวลานี้ยังไม่มีการเผยแพร่ความสำเร็จในการทำให้พืชชนิดใดชนิดหนึ่งกลายเป็นพืชอิเล็กทรอนิกมาก่อนเพราะยังไม่มีใครทำเรื่องนี้ได้สำเร็จนั่นเอง

พืชอิเล็กทรอนิกของเบิร์กเกรนและทีมงาน เกิดขึ้นได้ด้วยการป้อนสารโพลีเมอร์สังเคราะห์ชนิดหนึ่งเข้าไปในระบบของต้นไม้ โพลีเมอร์สังเคราะห์ดังกล่าวเรียกว่า “พีดอท-เอส” ถูกส่งเข้าสู่ลำต้นของกุหลาบต้นหนึ่ง โดยอาศัยหลักการให้ระบบเนื้อเยื่อลำเลียง (ไซเล็ม) ของพืช ดูด “พีดอท-เอส” เข้าไปด้วยวิธีเดียวกับที่ต้นกุหลาบใช้ในการดูดน้ำและสารอาหารเข้าไปเลี้ยงทุกส่วนของต้น เมื่อ “พีดอท-เอส” เข้าไปแทรกอยู่เป็นส่วนหนึ่งของท่อขนาดเล็กที่พืชใช้สำหรับลำเลียงน้ำและสารอาหาร (โดยที่ยังมีที่ว่างให้ท่อดังกล่าวทำหน้าที่ดูดน้ำและสารอาหารได้ตามปกติ) มันจะเข้าไปเรียงตัวเองเป็น “สายสื่อสัญญาณ” ที่สามารถสร้างสัญญาณไฟฟ้าออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ

ทีมวิจัยเพียงทำหน้าที่เชื่อมต่อ “สายสื่อสัญญาณ” ดังกล่าวเข้ากับไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการแตกตัวของสารประกอบเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “อิเล็กโตรไลท์” ซึ่งเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อของพืช ต้นกุหลาบต้นนี้ก็กลายเป็น “อิเล็กโตรเคมิคอล ทรานซิสเตอร์” ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็น “ประตูสำหรับรองรับสัญญาณดิจิตอล” ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง

ทีมวิจัยของลินโคปปิงสาธิตผลการประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวด้วยการใส่พีดอท-เอสเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงของใบกุหลาบกำหนดให้เรียงตัวทำหน้าที่เป็น “เม็ดสี” หรือ “พิกเซล” ที่ประกอบจากอิเล็กโตรเคมิคอล เซลล์ ซึ่งได้จากการเรียงตัวของพีดอท-เอส เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป ใบกุหลาบก็เปลี่ยนสีไปตามที่กำหนด

เบิร์กเกรนเชื่อว่าผลงานของทีมจะเป็นรากฐานในการพัฒนาไปสู่การสร้างต้นไม้ที่เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าหรือการใช้พืชให้ทำหน้าที่เป็นเหมือนเสารับสัญญาณธรรมชาติ และอื่นๆ อีกมากมายในอนาคต

 

นักโบราณคดี มั่นใจ มีห้องลับใต้สุสาน “ตุตันคาเมน”

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14487862901448786526l.jpg

(ที่มาภาพ: pixabay)

(29 พ.ย.58) จากรายงานของบีบีซีระบุว่า นายมัมดูห์ อัล-ดามาติ รัฐมนตรีที่ดูแลกิจการด้านโบราณคดีของอียิปต์กล่าวว่า นักโบราณจำนวนมากมีความมั่นใจถึง 90% ว่ามีห้องลับซ่อนอยู่ใต้สุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่ตั้งอยู่ภายในหุบเขากษัตริย์ ใกล้เมืองลักซอร์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะนำผลการสแกนไปวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อยืนยันทฤษฎีดังกล่าว

ด้านด็อกเตอร์นิโคลาสรีฟส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแอริโซน่ากล่าวว่า อาจมีการขนย้ายพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนไปไว้ที่ห้องด้านนอก ซึ่งเคยเป็นห้องบรรจุพระศพของราชินีเนเฟอร์ติติที่เชื่อว่าเป็นพระมารดาของฟาโรห์ตุตันคาเมน เพื่อทำการพิสูจน์ว่ามีห้องลับอีกห้องซ่อนอยู่ด้านใน

ทั้งนี้ นักโบราณคดีค้นพบพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนเมื่อปี 2465 ซึ่งเชื่อว่าฟาโรห์พระองค์นี้สิ้นพระชนม์ขณะมีพระชันษา 18 ปี หรือประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว โดยสุสานแห่งนี้จัดได้ว่าเป็นสุสานที่เกือบสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ และยังมีการค้นพบวัตถุโบราณอื่นๆอีกกว่า 2,000 ชิ้นภายในสุสานแห่งนี้

 

รู้กันยัง? “ดาวอังคาร” กำลังจะมีวงแหวนแล้ว

รู้กันยัง ดาวอังคารกำลังจะมีวงแหวนแล้ว

1-2

ระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์สี่ดวงที่มีวงแหวนล้อมรอบ คือดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ทั้งหมดล้วนเป็นดาวยักษ์ ส่วนดาวเคราะห์หินไม่มีดวงใดเลยที่มีวงแหวน

วิมุติ วสะหลาย กรรมการวิชาการสมาคมดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า เว็บไซด์ http://www.sciencedaily.comระบุว่า อีกไม่นาน ดาวอังคารจะมีวงแหวนกับเขาด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้ ดาวอังคารมีดวงจันทร์เป็นบริวารสองดวงคือ โฟบอส และดีมอส

เป็นเวลานานมาแล้วที่นักดาราศาสตร์พบว่าดวงจันทร์โฟบอสมีวงโคจรไม่เสถียรเพราะกำลังเคลื่อนที่ช้าลงและตีวงเข้าใกล้ดาวอังคารมากขึ้นทีละน้อย

 

เมื่อวัตถุอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงจากวัตถุอีกดวงหนึ่งเช่น ดวงจันทร์ที่อยู่ในสนามโน้มถ่วงของโลกด้านของดวงจันทร์ที่หันเข้าหาโลกอยู่ใกล้โลกมากกว่าด้านที่หันออกจากโลกจึงได้รับแรงดึงดูดโน้มถ่วงมากกว่าผลต่างของแรงที่กระทำในสองด้านจึงกลายเป็นแรงดึงที่พยายามฉีกดวงจันทร์ให้ยืดออกแต่เนื้อดวงจันทร์แข็งแรงมากพอที่จะต้านแรงดึงนี้ได้จึงคงสภาพเป็นดวงออกได้แต่ก็ถูกแรงนี้ตรึงไว้จนหมุนหนีไม่ได้เป็นผลให้ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลาในทางกลับกันโลกก็อยู่ใต้อิทธิพลของแรงดึงนี้ที่กระทำโดยดวงจันทร์เช่นกันผลก็คือเกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก

แรงชนิดนี้จึงมีชื่อว่า แรงน้ำขึ้นลง

รายงานการวิจัยฉบับหนึ่งในวารสารเนเจอร์จีโอไซนส์ที่เขียนโดยเบนจามิน แบล็ก และ ทูชาร์ มิตทัล จากภาควิชาวิทยาศาสตร์โลกและดาวเคราะห์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบอร์เคลีย์ ได้วิเคราะห์รอยแตกและรอยถูกชนบนดวงจันทร์โฟบอสประเมินว่าเนื้อดาวของโฟบอสมีความแข็งแรงไม่มากพอที่จะต้านแรงน้ำขึ้นลงจากดาวอังคารเอาไว้ได้

1-2

ดังนั้นเมื่อดวงจันทร์โฟบอสเคลื่อนเข้าใกล้ดาวอังคารถึงระยะหนึ่งแรงน้ำขึ้นลงจากดาวอังคารก็จะเอาชนะความแข็งแรงของเนื้อดวงจันทร์โฟบอสโฟบอสจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเศษซากของโฟบอสจะยังคงเคลื่อนที่ไปตามวงโคจรเดิมพร้อมกับกระจายออกเป็นสายยาวล้อมรอบดาวอังคารกลายเป็นวงแหวนประดับบารมีเทียบชั้นดาวเคราะห์รุ่นยักษ์

 

วงแหวนที่เกิดขึ้นจะไม่ได้อยู่อย่างถาวรวัสดุในวงแหวนชิ้นที่ใหญ่จะค่อย ๆ ตีวงเข้าสู่ดาวอังคารไปเรื่อย ๆจนกระทั่งชนเข้ากับดาวอังคารด้วยมุมเอียงมากจนแทบจะกลายเป็นการถากการชนในลักษณะนี้จะทำให้เกิดหลุมรูปวงรีส่วนเศษซากชิ้นเล็กจะยังคงโคจรเป็นวงแหวนของดาวอังคารต่อไปอีกหลายล้านปีก่อนจะค่อยๆทยอยตกลงสู่ผิวดาวอังคารเหมือนฝนอุกกาบาต

 

แม้นี่จะเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของโฟบอสแต่สิ่งนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้คาดว่าวาระสุดท้ายอันตระการตาของโฟบอสจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ20-40ล้านปีข้างหน้า และวงแหวนโฟบอสก็อาจจะคงอยู่ได้นานราว 1-100ล้านปี

 

มีดวงจันทร์ดาวเคราะห์เพียงสองดวงในระบบสุริยะเท่านั้นที่มีวงโคจรเข้าใกล้ดาวเคราะห์มากขึ้นแบบนี้อีกดวงหนึ่งคือดวงจันทร์ไทรทันซึ่งเป็นดวงจันทร์ดวงใหญ่ที่สุดของดาวเนปจูน

 

กรณีของดวงจันทร์โฟบอสอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกในระบบสุริยะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้วงแหวนของดาวเคราะห์ยักษ์ดวงอื่นก็อาจมีต้นกำเนิดแบบนี้นักดาราศาสตร์คาดว่าในช่วงที่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้นมีดวงจันทร์ของดาวเคราะห์มากราว20-30%ที่เคลื่อนที่ตกลงสู่ดาวเคราะห์

นอกจากนี้ยังพบว่าบนดาวอังคารมีหลุมอุกกาบาตรูปวงรีอยู่หลายพันหลุมหลุมอุกกาบาตรูปวงรีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อวัตถุพุ่งเข้าชนด้วยมุมที่แคบมากเท่านั้นนี่อาจหมายความว่าในอดีตดาวอังคารก็เคยมีวงแหวนมาก่อนก็ได้

 

มิตทัล กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่าเมื่อถึงวันนั้น วงแหวนของดาวอังคารจะมองเห็นได้จากโลกหรือไม่วงแหวนของดาวอังคารจะประกอบด้วยฝุ่นเป็นหลักซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่ดีเท่ากับละอองน้ำแข็งที่มีอยู่ในวงแหวนของดาวเคราะห์วงนอกแต่อย่างน้อยวงแหวนนี้ก็จะทำให้ดาวอังคารดูสว่างขึ้นกว่าเดิมและหากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็อาจมอง

เห็นเงาของวงแหวนที่ทอดลงไปบนผิวดาวอังคารด้วย

 

ใครไม่เชื่อก็รอดู อีกไม่เกิน 40ล้านปีเท่านั้น

 

 

ทฤษฎีไอน์สไตน์เปลี่ยนโลกได้อย่างไร (มีบทภาษาอังกฤษ) น่าฟัง และน่าอ่านมากๆ

 

https://youtu.be/9hExd7u4lxE

 1-2

How Einstein’s theory of relativity changed the world

TRANSCRIPT

JUDY WOODRUFF: But, first, this week marks the 100th anniversary of the publication of Albert Einstein’s greatest work, a series of papers laying out the general theory of relativity.

Gwen has a look at how it changed our understanding of the cosmos and the man behind the ideas.

She recorded this conversation earlier this week.

GWEN IFILL: His work transformed our way of living at the cosmos.

When Einstein put forward his general theory of relativity, that gravity itself is the bending of space and time by mass and energy, it was a seminal moment in the history of science.

Today, the importance of his work is even better recognized than a century ago.

“NOVA” pays tribute tonight with a special program called “Inside Einstein’s Mind.”

Here’s a clip about how it’s seen today.

MAN: The best theories in physics always take to places where the people who invented them didn’t imagine.

And a truly wonderful theory like general relativity predicts all sorts of things that Einstein didn’t conceive of. The theory has a life of its own. We understand general relativity much better right now than Albert Einstein ever did.

MAN: And liftoff of space shuttle Discovery with the Hubble space telescope, our window on the universe.

NARRATOR: Today, 100 years after general relativity is first presented, new technology is allowing us to explore the most remarkable predictions of the theory, an expanding universe, black holes, ripples in space-time, and perhaps the most bizarre, the idea that not just space, but time itself, is distorted by heavy objects.

GWEN IFILL: Walter Isaacson, who’s in tonight’s special, is the author of a well-known biography on Einstein. He’s also the CEO of the Aspen Institute.

Welcome, Walter.

WALTER ISAACSON, Author, “Einstein: His Life and Universe”: Good to be back, Gwen.

GWEN IFILL: You have said that the theory, the general theory of relativity — I’m going to say that right — is the most beautiful theory in the history of science.

What do you mean by that?

WALTER ISAACSON: Gorgeous.

It is a mathematical, as well as conceptual masterpiece. It’s something that can be visualized as bodies telling space and time how to curve and the curving of space and time telling bodies how to move, and then the math goes with it.

And it was just a hugely — it wasn’t like a little improvement over Newton’s universe. It was just a whole new way of looking at the universe.

GWEN IFILL: Define relativity for a layperson like myself.

WALTER ISAACSON: Relativity begins in 1905, in which Einstein says, oh, time is relative depending on your state of motion.

Then 10 years ago, exactly 100 years ago this week, he comes up with the generalization of the theory that says acceleration, gravity, time, space, they’re all related, and these equations show how.

GWEN IFILL: And the thing that bends the whole conversation is the speed of light, right? We use the term speed of light in a haphazard way all the time, but he meant it in a very literal way.

WALTER ISAACSON: It begins with Einstein trying to figure out, why is the speed of light always constant, no matter which way you’re moving, if you’re moving toward the source of the light or away from it?

And in 1905, when he was just a patent clerk in the Swiss patent office, all the physicists of Europe are trying to figure this out. And he begins his path to whole theory of relativity by realizing that if you’re traveling really fast, say, to a clock, it will look different for you, whether it’s synchronized, as somebody traveling really fast in the other direction.

And he comes up with the amazing, sort of imaginatively, that, oh, I get it, the speed of light is always constant, but time is relevant depending on your state of motion. So that’s the first building block of the whole theory of relativity. It’s called the special theory of relativity, because it was just about constant velocity, motion and the speed of light.

GWEN IFILL: And then gravity comes into the equation.

WALTER ISAACSON: Right. It takes him 10 years to generalize this — the theory, because he’s wondering, what about the acceleration?

And his theory says, nothing can travel faster than the speed of light. But Newton’s theory of gravity said that gravity acts instantaneously, the moon pulling the sun, pulling the Earth, vice versa. That’s instantaneous.

And Einstein is trying to figure out how that could be, and so he realizes that the effects you would feel of acceleration, like if you’re in an car, an elevator car accelerating upwards, that feels just like gravity. And he comes up with the equivalence theory, that gravity and acceleration are both really the same thing.

GWEN IFILL: Bowling ball and the trampoline, explain — I love that idea, that analogy.

(CROSSTALK)

WALTER ISAACSON: That’s another way he visualizes it, because the cool thing about Einstein is, he thinks visually in imaginative thought experiment.

And one of them is rolling a big ball on a piece of fabric. You and I can call it a trampoline. And what happens? It curves the fabric. Now, if you roll some billiard balls behind it, what happens? They roll and they start curving towards the bowling ball. Why? Not because the bowling ball has some mysterious attraction at a distance, but because the ball has curved the fabric of the trampoline.

And what Einstein is able to visualize is that a big mass moving curves not just the fabric of the trampoline, but all four dimensions of space and time.

GWEN IFILL: You talk about thought experiments. Was Einstein basically a daydreamer?

WALTER ISAACSON: Yes. He gets to call them gedankenexperiment, which means thought experiments.

These are things where he imagines what happens if a big object is rolling across a fabric. And it’s just imagination, what we might call daydreaming. He never did physical experiments in a lab. He just did the experiments visualizing concepts in his head and said, well, what if I caught up with a light beam? Or what if I were in the car — an elevator car accelerating upward in outer space where there is no gravity?

Or what would happen if a massive object rolled over a fabric? These were the imaginative thought experiments that leads him to this most beautiful of all theories.

GWEN IFILL: If this was never proven in a lab, or at least if that is not where his ideas came from, has anyone ever tried in the 100 years since to debunk the theory?

WALTER ISAACSON: Oh, over and over again.

The first major proof is in 1919, because he says, well, gravity will bend a light beam a certain way. And you say, well, we could look at the light from a star that goes right next to the sun to see if it’s bent. But you can’t do that unless you have a total eclipse. Otherwise, you go blind.

So, they wait for the 1919 eclipse, and it proves Einstein right. Over and over again, you read stories saying, Einstein’s theories disproved or debunked, and then you wait a month or two, and there has been nothing that has cut out the underpinnings of general relativity, of all of relativity.

And even the ones that Einstein thought, well, this just can’t be true, like his theory predicts black holes — it predicts an expanding cosmos. He said, well, that can’t be right, so maybe somebody will have to fix the theory. It turns out the theory is right, and the universe is expanding. There are black holes.

GWEN IFILL: Einstein, we salute you.

WALTER ISAACSON: A hundred years ago. Happy birthday.

GWEN IFILL: A hundred years ago.

(LAUGHTER)

GWEN IFILL: Walter Isaacson, thank you very much.

WALTER ISAACSON: Thank you, Gwen.

Li-Fi คืออะไร

 

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการพิสูจน์ Li-Fi หรือระบบ Wi-Fi ที่รับส่งข้อมูลผ่านทางหลอดไฟ LED ในการทดลองใช้งานจริงแล้ว พบว่าสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าเทคโนโลยี Wi-Fi ในปัจจุบันกว่า 100 เท่า โดยสามารถรับส่งข้อมูลขนาด 1 GB ได้ภายในเวลาเพียงแค่วินาทีเดียว

Li-Fi คืออะไร

Li-Fi เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สายแบบใหม่ ที่รับส่งข้อมูลผ่านการเปลี่ยนแปลงค่าความสว่างหรือ Amplitude ของแสง แทนที่จะใช้คลื่นสัญญาณวิทยุดังเช่นเทคโนโลยี 802.11ac หรือ 4G ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการทดสอบความเร็วของการใช้ Li-Fi ในห้องแล็บ พบว่าสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 224 Gbps และเมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ Harald Haas ผู้นำเสนอเทคโนโลยี Li-Fi ก็ได้จัดแสดงระบบต้นแบบขนาดเล็กที่สามารถใช้งานได้จริงผ่านหลอดไฟ LED และแผงเซลล์พลังงานแสดงอาทิตย์ จึงคาดว่าเทคโนโลยี Li-Fi นี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนโฉมหน้าของการใช้งานเทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้าน Gadget ที่ใช้งานกันทั่วไป และอุปกรณ์ Internet of Things

ผลการใช้งานจริงชี้ Li-Fi เร็วกว่า Wi-Fi ถึง 100 เท่า

Velmenni บริษัท Startup ชาวเอสโตเนีย ได้นำเทคโนโลยี Li-Fi มาทดลองติดตั้ง ใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในออฟฟิสที่เมืองทาลลินน์ (เมืองหลวงของเอสโตเนีย) โดยทำการติดตั้งระบบไฟ LED อัจฉริยะที่เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับส่งข้อมูลผ่านแสง ผลลัพธ์ที่ได้ คือ พนักกงานในออฟฟิสสามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1 GB ต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าการใช้งาน Wi-Fi ในปัจจุบันถึง 100 เท่า

นอกจากนี้ จากการที่ Li-Fi ส่งสัญญาณผ่านแสงซึ่งไม่สามารถทะลุกำแพงได้ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากการถูกดักฟังสัญญาณมากกว่าการใช้ Wi-Fi ที่ส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุ รวมทั้งยังเกิดการกวนกันของสัญญาณต่ำ แต่ก็ต้องแลกกับระยะทางที่สั้นลง และแหล่งกำเนิดสัญญาณ (หลอด LED) ที่ต้องมีจำนวนมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา:
http://thehackernews.com/2015/11/li-fi-wireless-internet-technology.html

เลอค่า! “โคตรเพชร”ขนาด1,111กะรัต เม็ดใหญ่อันดับ2ของโลก! (คาร์บอน ธาตุของโลก ความรู้ทางฟิสิกส์)

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14485235091448523545l.jpg
ภาพ-Lucara Diamond Corp


เหมืองเพชรในประเทศบอสวานา ของบริษัท ลูคารา ไดมอนด์ คอร์ป. ขุดพบเพชรที่เชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ขนาด 1,111 กะรัต หนัก 227 กรัม ขนาด 2.6×2.2×1.6 นิ้ว เป็นเพชร “ไทป์ 2 เอ” ซึ่งเป็นชนิดของเพชรที่มีการปนเปื้อนไนโตรเจนในระดับที่ไม่สามารถวัดได้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เกือบเป็นเพชรที่ใสโปร่งแสงสมบูรณ์แบบ (ความสมบูรณ์ของเพชรวัดจากการปนเปื้อนของแร่ธาตุอื่น กับการบิดเบือนเชิงโครงสร้างของเพชรที่ทำให้สีของเพชรแตกต่างกันออกไป)

เพชรที่ขุดพบได้นี้เป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบกันมาในประเทศบอสวานาและเป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดที่มีการขุดพบในรอบกว่า100ปีแต่ยังเป็นรองเพชร“คัลลิแนน”ขนาด 3,106 กะรัต ที่ขุดได้ในเหมืองแห่งหนึ่งที่กรุงพริตอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี 1905 น้ำหนัก 603 กรัม เมื่อปี 1908 มีการตัดแบ่งและเจียระไนเพชรเม็ดนี้ออกเป็นขนาดต่างๆ กัน รวม 100 เม็ด เม็ดใหญ่ที่สุดขนาด 530 กะรัต ถูกใช้เป็น “เพชรยอดคทา″ ประจำราชสำนักอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน

เพชรของลูคาราเม็ดใหม่นี้ ยังไม่มีการประเมินราคา แต่ก่อนหน้านี้มีการขุดพบเพชรขนาด 341.9 กะรัต ซึ่งเล็กกว่ามาก ยังได้ราคาสูงถึง 20.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 60,000 ดอลลาร์ต่อกะรัต

หรือกะรัตละ 2.16 ล้านบาททีเดียว

ความรู้ทางฟิสิกส์

Brillanten.jpg

เพชร เป็นอัญมณีรูปแบบหนึ่งของคาร์บอน จัดเรียงตัวเป็นทรงแปดหน้า เป็นแร่ที่แข็งที่สุดตามสเกลของโมส์ (Moh’s scale) มีค่าความแข็งเท่ากับ 10

เพชรมีหลายสี สีที่นิยมที่สุดคือสีขาวบริสุทธิ์ สีที่หายากคือสีแดง ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู เรียก “แฟนซีไดมอนด์” มีราคาสูงมาก การเจียระไนเป็น 52 เหลี่ยมนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความแข็งแกร่ง แหล่งของเพชรมีอยู่ทั่วโลก ส่วนมากพบที่บราซิลและแอฟริกาใต้

ทดสอบตาเสื่อม

81525

ทางการแพทย์ของจริง…ภาพนี้ถ้ามองแล้วภาพไม่เคลื่อนไหวให้รีบไปพบแพทย์เพราะเริ่มมีภาวะจอตาเสื่อมแต่ถ้าภาพขยับเคื่อนไหวถือว่าปกติครับ (ค่ะ)