คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2015

รหัสลับควอนตัมโลก 2015

รหัสลับควอนตัมโลก 2015

สปุตนิก (Sputnik)” ดาวเทียมดวงแรกของโลกมีมานานตั้งแต่ปีกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500 ถัดมาเพียงสี่พรรษา “ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin)”ก็ขึ้นเป็นมนุษย์อวกาศคนแรก แล้วมีเรื่องการเป็นเจ้าแรก แห่งแรก และชิ้นแรกอีกมากที่กำเนิด ณ รัสเซีย ประเทศที่มีรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ถึงหนึ่งโหลหรือเกือบครึ่งจากทั้งหมดทุกสาขาที่รวมใกล้ 30 คนเข้าไปแล้ว

ไทยกับรัสเซียคบกันชื่นมื่นมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เอื้อเฟื้อกันดียามที่ต้านการล่าอาณานิคมของอังกฤษที่มาล้อมพม่าประเทศข้างซ้ายและด้านล่างแหลมมลายู ส่วนฝรั่งเศสมาคุมอู่ข้าวข้างขวาที่กัมพูชา ลาวและเวียดนาม แต่สัมพันธ์ที่ดีของไทยกับแดนหมีขาวต้องมาแยกร้าวอยู่คนละขั้วช่วงยุคที่ระบอบคอมมิวนิสต์แผ่มาทั่วอินโดจีน ยุคนั้นเด็กไทยมองประเทศหลังม่านเหล็กรัสเซียนี้ว่าเป็นต้นเหตุเรื่องขุ่นข้องหมองใจของโลกและที่เมืองไทยด้วย เพราะภาพลัทธิ“ค้อนเคียวไขว้”หรือสัญญลักษณ์ต้องห้ามมีเรื่องลบกล่าวถึงในข่าว อาขยาน เพลงปลุกใจ และบทท่องจำเรื่องการชังระบอบคอมมิวนิสต์อยู่ทั่วไป

ไทยจึงขาดช่วงสัมพันธ์ดีกับประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่สุดและมีแหล่งพลังงานสำรองมากสุดในโลกแห่งนี้ไปหลายทศวรรษ เหลือคบแค่แบบเป็นทางการแต่ทางใจเกร็งเขม็งเกรียว ระหว่างนั้นมีข่าวการจับสายลับด้วย รัสเซียจึงดูเป็นประเทศตรงข้ามกับมหามิตรอเมริกาในสายตาเมืองไทยยุคนั้น แต่ภาพเก่านั้นหายไปนานแล้วหลังยุคสงครามเย็น เมื่อตื่นมาก็เห็นคนรัสเซียอยู่เต็มหาดพัทยาและภูเก็ตแทน ชนชาตินี้ฟื้นสัมพันธ์กลับมาฉันมิตรกับไทยเป็นผู้จ่ายหนักจากการท่องเที่ยว เป็นอันว่าเมื่ออุดมกาณ์ด้านการปกครองค้อนไขว้กับเคียวล่มสลายไป สัมพันธ์ไทย-รัสเซียจึงเปลี่ยนมายังเรื่องปากท้องไขว้กับเงินทองหรือการค้าแทน

การเปลี่ยนใหญ่นี้เพราะในปีค.ศ.1985มีการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจและสังคมตามแนวทาง“เปเรสตรอยกา (Perestroyka)” ที่เริ่มพาระบบทุนนิยมเข้ารัสเซีย แล้วก็กำลังพาตนเองกลับมาบนเวทีโลกอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยสารพันแนวทางการพัฒนาประเทศ หนึ่งในนั้นคือสาขาวิทย์และเทคโนฯ ที่ก็ได้กระตุกหนวดหมีไม่กี่ปีมานี้อย่างหนักหน่วง จนให้กำเนิดหน่วยงานด้านเทคโนโลยีควอนตัมเช่นกัน โดยมีการขับเคลื่อนพันธกิจต่อถึงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติกันแล้ว และเมื่อพญาหมีขยับไม่กี่ปีจึงปรากฏมีโครงการรหัสลับในที่สุดอันเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยควอนตัมแห่งชาติ (RQC)* ที่ก่อตั้งขึ้นเป็นหนึ่งใน 16กลุ่มภารกิจแรกของมูลนิธิสโคลโกโว (Skolkovo Foundation) องค์กรที่ไม่แสวงกำไรเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์และเป็นบ่อทุนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2553มานี้โดยอดีตประธานาธิบดี ดมิตรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) คู่สลับบารมีของประธานาธิบดีนักยูโด ปูติน (Vladimir Putin) … รัสเซียยุคใหม่มาไกลแล้ว

เรื่องรหัสลับควอนตัมก็นำศักดามาในการประชุมมาตรฐานโลก 2015 ศูนย์ควอนตัมแห่งชาตินี้ส่งนักวิจัย (Yuri Kurochkin) แจ้งแค่มีคนทำรหัสลับควอนตัมอยู่ระดับ 10 นาย เป็นวิศวกรส่วนใหญ่ภายใต้โจทย์นำงานของนักฟิสิกส์ ซึ่งรัสเซียพร้อมต่อกรในโลกสาขานี้แล้วอย่างยิ่งใหญ่เพียงแต่จะบอกมากมายได้อย่างไรในเมื่อเป็นความลับ ! และดูขาใหญ่จริงซะด้วยกับการใส่เสื้อยืดขึ้นเวทีแล้วบอกโลกว่า “รัสเซียทำอยู่” (ถอดความว่าร้อนจนหมีขาวคำรามแล้ว)

แล้วก็ดูเป็นเรื่องลับที่ซ้อนทับให้คิดอีก เพราะศูนย์ฯนี้ได้เผยพันธกิจและยุทธศาสตร์ที่พุ่งเข้าหาคนดังฝั่งตะวันตกรวมอเมริกันชนด้วยโดยเชิญมานั่งให้คำปรึกษาเสมือนการ “ย้อนศรศัตรูมาเป็นครู” (พักตำราพิชัยศึกสามก๊กที่คุ้นเคยสักประเดี๋ยวเพื่อมาดูวิถีค้อนเคียวชาติผู้ถ่วงสมดุลย์โลก) โดยย้อนร่วมทางมาพร้อมกับซีอีโอมือฉมังชาวรัสเซียผู้ประสบความสำเร็จและรวยล้นจากกิจการต่าง ๆ ลงนั่งเป็นกรรมการบริหารศูนย์ควอนตัมรัสเซียนี้อีกด้วย โอ้ จอร์ส ! และที่นี่มิได้ทำแบบเสี่ยสั่งลุยแต่เปิดตำแหน่งเชิญชวนมันสมองของต่างชาติให้ไปเป็นหัวหน้างานอีกต่างหาก เมื่อรวมกลยุทธ์หลังม่านเหล็กเหล่านี้แล้ว ฤา สามก๊กอาจจะต้องเรียกพี่ !

สรุป รัสเซียมี 1) นโยบายเข้มข้นหลากกล และ 2) งบที่ประมาณกันว่าสุด ๆ ทั้งสองสิ่งนี้ดูคล้ายกับสิงคโปร์ที่มีคู่ปัจจัยหลักแรกนี้แล้วใช้ไปเหนี่ยวนำเอา 3) บุคลากรหัวกระทิต่างชาติ(รวมทั้งชวนคนรัสเซียในต่างแดนให้กลับบ้านเกิด**) และสุดท้าย 4) เพื่อแสวงหาวิทยาการใหม่เข้าประเทศให้ลูกหลานตามโลกควอนตัมได้ทัน ในที่สุดสิ่งสำคัญที่ขาดก็จะตามหลังมาครบสี่จนได้

เมื่อผู้นำประเทศเริ่ม นักธุรกิจผู้ร่ำรวยก็มาช่วยกัน แล้วมีเชิญอเมริกันคู่ต่อกรมาเป็นเกียรติให้คำปรึกษาด้วยอีก ความคิดคมกริบแบบนี้พี่หมีขาวมหาอำนาจเก่าจะไม่มาได้อย่างไรกับการเป็นผู้เล่นภารกิจรักษาความลับสุดยอด ส่วนผลการลับคมระดมสมองและบ่อทรัพยากรสนับสนุนมหาศาลเพื่อทำรหัสลับควอนตัม 100% ที่จะให้ได้ในอีกไม่กี่ปีของพี่หมีนั้น มารอดูกัน !

—-

สุวิทย์ กิระวิทยา

มหาวิทยาลัยนเรศวร

เกียรติศักดิ์ ศรีพิมานวัฒน์

สมาคมวิชาการไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

โทรคมนาคมและสารสนเทศ (ECTI)

“แสง-ควอนตัม-สื่อสาร-แอลอีดี”

facebook.com/QuantumCryptoThailand

(IEEE ComSoc Thailand)

เอเลี่ยนจริงหรือ! ฮือฮาคลิป มนุษย์ต่างดาวบนดวงจันทร์ จากยานอพอลโล11 (ชมคลิป)

 

https://youtu.be/Yy6t8oJ0olY

(ภาพจากคลิปวีดิโอ:Meni Thing อัพโหลดลงบนยูทูบ)

เอเลี่ยนจริงหรือปลอม…ชาวเน็ตแห่ดูคลิปวิดีโอกันตรึม แต่คงต้องงงกันต่อเป็นมนุษย์ต่างดาวอยู่บนดวงจันทร์จริงหรือ หลังคลิปฮือฮานี้ถูกอ้างว่า ลักลอบนำออกจากหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นภาพที่ได้ในช่วงที่ 2 นักบินอวกาศอเมริกันลงจากยานอวกาศอพอลโล 11 เหยียบดวงจันทร์ และได้เห็นเอเลี่ยนอยู่บนนั้น

สื่อต่างประเทศ รายงาน มีชาวเน็ต แห่เข้าไปดูคลิปวิดีโอที่ Meni Thing นำมาอัพโหลดลงบนยูทูบ ในโลกออนไลน์ กว่า 2 แสนวิวแล้ว ซึ่งอ้างว่า คลิปวิดีโอนี้ถูกแอบลักลอบนำออกมาจากโครงการภาพยนตร์บลู บุ๊ก (Blue Book Project) ซึ่งเป็นโครงการที่รวบรวมรายงานเก่ียวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือ ยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาวของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า มีมนุษย์ต่างดาวผอมๆ สูงๆ อยู่บนดวงจันทร์ ระหว่างที่ยานอวกาศอพอลโล 11 นำนักบินอวกาศของสหรัฐฯ 3 คน ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์เมื่อ 46 ปีก่อน

คลิปวิดีโอนี้ อ้างว่า เป็นภาพถ่ายบนฟิล์มขนาด 16 มม. ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 นาที ที่สัญญาณวิทยุเงียบหายไป ระหว่างมีการถ่ายทอดสด นาทีแห่งประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาที่นักบินอวกาศสหรัฐฯ จากยานอพอลโล 11 ลงไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ก.ค.2512 โดยยังอ้างว่า นีล อาร์มสตรอง และเอ็ดวิน อัลดริน สองนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจลงไปเหยียบดวงจันทร์ เป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ หลังจากยานอวกาศอพอลโล 11 ลงไปจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ในขณะที่ทางการสหรัฐฯอ้างว่า สาเหตุที่ การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ถูกตัดไป 2 นาที เพราะกล้อง ‘ความร้อนขึ้นสูง’

เอ็ดวิน อัลดริน หนึ่งในนักบินอวกาศอเมริกันที่ลงไปเหยียบดวงจันทร์

เนื้อหาที่นำมาบรรยายอยู่ใต้คลิปวิดีโอ ยังระบุด้วยว่า ฟิล์มขนาด 16 มม. บันทึกภาพมนุษย์ต่างดาวบนดวงจันทร์นี้ ถูกส่งตรงไปให้รัฐบาลสหรัฐฯ จากนั้น ทางรัฐบาลกรุงวอชิงตันได้มีคำสั่งห้ามนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพียงแต่เพิ่งถูกลักลอบนำออกมาจากที่เก็บของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นสถานที่ใด ซึ่งเรื่องนี้คงต้องตรวจสอบว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ต่อไป

ชมคลิป ที่นี่

พบดาวหางมีแอลกอฮอล์และน้ำตาล

1

นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พบ “เอธิล แอลกอฮอล์” ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ประเภทเดียวกับในเครื่องดื่ม เป็นส่วนประกอบหนึ่งของดาวหาง โดยนักวิทยาศาสตร์พบโมเลกุลชีวภาพ 21 ชนิดมาจากดาวหาง “เลิฟจอย” เป็นหลักฐานยืนยันว่าดาวหางอาจจะเป็นแหล่งที่เราจะได้พบโมเลกุลเชิงซับซ้อนทางชีวภาพ ที่อาจจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

การค้นพบนี้เปิดเผยในรายงานของวารสาร “ไซเอนส์ แอดวานเซส” ฉบับวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา รายงานระบุว่าเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาดาวหางเลิฟจอยได้เคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด โดยแสงแดดทำให้โมเลกุลในวัตถุกระจายออกมาจากดาวหาง จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ ความละเอียดสูง ในสเปนจับภาพเพื่อวิเคราะห์โมเลกุลเหล่านั้นและพบว่าเป็นโมเลกุลแอลกอฮอร์และน้ำตาล

ดาวหางเลิฟจอย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซี สองพันสิบสี่ คิวทู ค้นพบโดยนายเทอร์รี่ เลิฟจอยนักดาราศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นักดาราศาสตร์ได้เห็นดาวหางลูกนี้ด้วยตาเปล่าขณะเคลื่อนผ่านโลกครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ดุคลิปที่นี่

http://www.thairath.co.th/clip/29031

ปะทะ 2 ความคิด “บั้งไฟพญานาค” เกิดขึ้นเองหรือคนทำ?

หลังการเปิดเผยข้อมูลภาพถ่ายจากการเปิดหน้ากล้องนานๆ เพื่อพิสูจน์ว่า ปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” นั้น เกิดจากการยิงกระสุนส่องวิถี ทาง “นพ.มนัส กนกศิลป์” ผู้เสนอทฤษฎีว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงได้เชิญ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” ร่วมเสวนาเพื่อแสดงความเห็นต่อแง่มุมดังกล่าว 

การเสวนาเรื่องบั้งไฟพญานาค เกิดจากกระสุนส่องวิถี หรือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 พ.ย.55 โดยการแสดงความเห็นระหว่าง นพ.มนัส กนกศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ผู้มีข้อมูลสนับสนุนว่า “บั้งไพญานาค” คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีหลักฐานว่าบั้งไฟพญานาคนั้นเป็นกระสุนส่องวิถี

นพ.มนัส กนกศิลป์ เผยว่า โดยส่วนตัวเขาได้ชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคมานาน 25 ปี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถือว่ามีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง จึงจำเป็นต้องตกผลึกความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างหลากหลาย บางคนเห็นด้วยตาแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ และเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงแต่เกิดขึ้นอย่างไรไม่มีรู้ บางคนเชื่อว่า อธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่บางคนเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ เมื่อบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงรับไม่ได้

“2-3 ปีที่ผ่านมาผมได้เห็นขึ้นใกล้ๆ ในรัศมี 5 เมตร ได้ยินเสียงผุดขึ้น มีน้ำกระจาย ขึ้นแล้วดับในระยะ 40 เมตร สักวันถ้าอาจารย์เจษฎาได้เห็นคงจะคิดเหมือนผม แต่อาจารย์เจษฎาเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่เหมือนคนทำขึ้นมา ถ้าเอา 2 ส่วนนี้มารวมกันจะได้ภาพใหญ่ของบั้งไฟพญานาค” นพ.มนัส กล่าว

สำหรับคำอธิบายลักษณะบั้งไฟพญานาคจากข้อมูลของ นพ.มนัส ระบุว่า เป็นปราฏการณ์ที่มีดวงไฟหลากสี ส่วนใหญ่เป็นสีแดงหม่น ขนาดประมาณลูกมะนาวถึงผลส้ม ปรากฏให้เห็นเหนือแหล่งน้ำในลุ่มน้ำโขงแถบ จ.หนองคาย บึงกาฬ รวมถึงบึงโขงหลง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั้งในไทยและลาว พุ่งขึ้นเหนือน้ำ ติดไฟ ไม่มีเสียง ไม่มีเขม่า ไม่มีเปลว ปรากฏในช่วงรอยต่อฤดูร้อนกับฤดูฝน 1-3 วัน และฤดูฝนต่อฤดูหนาว 2-5 วัน ส่วนวันออกพรรษาพบมากที่สุด

ภาพระหว่างการเสวนา (ซ้าย) นพ.มนัส กนกศิลป์ (ขวา) ดร.เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์ และดำเนินรายการโดย ดร.นพ.ปริญญา ชำนาญ (กลาง)

นอกจากนี้ นพ.นมัส ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจน โอโซน ความชื้นสัมพัทธ์และรังสียูวีซีในช่วงที่มีรายงานการพบเห็นบั้งไฟพญานาค โดยพบว่าช่วงที่เกิดบั้งไฟพญานาคนั้นมีออกซิเจนสูง โอโซนต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์สูง และมีรังสียูวีซีลงมาถึง ส่วนองค์ประกอบของก๊าซที่ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาคนนั้น มีส่วนประกอบของฟองก๊าซฟอสฟีน และมีเทน ในสัดส่วนที่เหมาะสม และทำปฏิกิริยากับอากาศโดยรอบได้อย่างรวดเร็วไม่ฟุ้งกระจาย

พร้อมกันนี้ นพ.มนัส ยังได้ส่งทีมงานลงสัมภาษณ์ผู้อาศัยอยู่ริมน้ำโขงและมีประสบการณ์เห็นบั้งไฟพญานาคจำนวน 127 คน ทั้งที่อาศัยอยู่ฝั่งไทยและฝั่งลาว ซึ่งมี 55 คนที่ยืนยันว่า เห็นบั้งไฟขึ้นจากน้ำในระยะ 5 เมตร บางคนเห็นขึ้นข้างเรือไฟ โดยลักษณะลูกไฟสีต่างๆ แยกได้ถึง 18 สี โดยเป็นสีแดงอมชมพู สีแดง สีชมพู และสีเขียว นอกจากนี้ ยังมีคนไข้ของโรงพยาบาลอายุ 111 ปี ซึ่งเคยเห็นบั้งไฟพญานาค ขณะที่กระสุนส่องวิถีเพิ่งมีเมื่อ 97 ปีก่อน

ทางด้าน ดร.เจษฎา ซึ่งพูดถึงปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ว่า เป็น “หนังเก่าเล่าใหม่” โดยบอกว่าไม่เคยดูปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ในคำเชิญชวนไปชมปรากฏการณ์นั้น จะมีคำโฆษณาว่า “ยังรอการพิสูจน์” แต่ก็ไม่มีใครเคยถ่ายภาพได้เลย ทั้งที่มีคนดูเป็นแสนๆ ส่วนมากภาพประกอบที่ใช้จะเป็นภาพกราฟิก และเมื่อก่อนก็ชื่อ “บั้งไฟผี” แต่ นายพิทักษ์ ศรีตะบุตร ส.ส.หนองคาย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบั้งไฟพญานาค

หนังสือที่เขียนโดย นพ.มนัส กนกศิลป์

“ตำนานพญานาคพ่นไฟรับเสด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่มีในพระไตรปิฏก ก่อนเป็น Unseen Thailand ก็มีปรากฏการณ์ให้เห็นน้อยมาก แต่พอเป็น Unseen ก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อย โพนพิสัยก็เยอะขึ้นเป็นร้อยๆ ลูก เหมือนเยอะขึ้นในที่มีการจัดท่องเที่ยว” ดร.เจษฎา ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตระหว่างเสวนา และตั้งคำถามหลายข้อ เช่น ทำไมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพฉพาะตรงกับวันออกพรรษาของลาว เป็นต้น

หากอธิบายว่า เป็นก๊าซที่สะสมจากแหล่ง ลักษณะการติดไฟก็แตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น โดย ดร.เจษฎา ได้เผยวิดีโอภาพการติดไฟของก๊าซที่นำมาจากแหล่งน้ำ โดยพบว่า มีเทนในฟองสบู่เมื่อติดไฟก็จะวาบสว่างขึ้นและหายไป หรืออัดก๊าซลงในถุงขนาดใหญ่ เมื่อจุดไฟก็เผาไหม้แล้ววาบหายไป ซึ่งก๊าซตามหนองบึงเหล่านี้จะติดไฟได้เมื่อจุดไฟและจะให้ก๊าซสีฟ้า

หลังจากสงสัยในหลายเรื่องที่สุดก็มาตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วบั้งไฟพญานาคนั้นขึ้นจากน้ำหรือไม่ ซึ่งทีมงานของ “สมภพ เจ้าเก่า” จากห้องหว้ากอ พันทิป ได้เดินทางไปพิสูจน์ โดยเปิดหน้ากล้องถ่ายภาพนาน 15 นาที เพื่อบันทึกภาพปรากฏการณ์จากฝั่งไทย แต่ภาพที่ปรากฏนั้นกลายเป็นเส้นที่ขึ้นมาจากฝั่งลาว และไม่มีเส้นใดเลยที่ขึ้นจากน้ำ

พร้อมกันนี้ ดร.เจษฎา ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์เทียม” (Spurious Relationship) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น จำนวนนกกระสาที่มากขึ้น กับ จำนวนประชากรที่มากขึ้นในช่วงเดียวกัน จึงสรุปเป็น “นกกระสาคาบเด็กมาเกิด” เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลใดแล้วเราต้องอธิบายได้ด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี นพ.มนัส ให้ความเห็นว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากบั้งไฟพญานาคของปลอมก็มีอยู่จริง ขณะที่ของจริงก็มีอยู่แต่น้อยมาก ซึ่งต่อไปจากนี้คือการต้องรณรงค์ให้พยายามยุติการสร้างของปลอมและหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

สอดคล้องกับ ดร.เจษฎา ซึ่งระบุว่าการแสดงแสงสี หรือการจุดพลุต่างๆ ควรจะน้อยลง เพื่อให้เราได้ค้นหาบั้งไฟพญานาคของจริงได้ง่ายขึ้น แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันถึงบั้งไฟพญานาคของจริง หากมีหลักฐานก็จะนำไปสู่การศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ผู้ที่ไปชมบั้งไฟพญานาคหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเพื่อร่วมกันพิสูจน์

“เปิดหน้ากล้อง” พิสูจน์ “บั้งไฟพญานาค” มาจากฝั่งลาว

ภาพโดย “สมภพ เจ้าเก่า″ ตั้งกล้องถ่ายภาพบั้งไฟพญานาคจากบ้านตาลชุม จ.หนองคาย เมื่อ 30 ต.ค.55 โดยเส้นสายในน้ำนั้นเป็นเรือไฟ และมีการจุดพลุ ส่วนเส้นสีแดงตรงกลางภาพนั้นคือเส้นที่มองด้วยตาเปล่าคล้ายบั้งไฟขึ้นมาจากผิวน้ำ แต่ภาพที่ถ่ายได้จากการเปิดหน้ากล้องนานๆ แสดงให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของเส้นดังกล่าวมาจากฝั่งลาว (ภาพนี้้เกิดจากการนำภาพหลายๆ ภาพมาซ้อนกัน)
“เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” อาจเป็นสิ่งที่อธิบายความเชื่อในปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ริมฝั่งโขง เมื่อสมาชิกห้อง “หว้ากอ” จากเว็บไซต์พันทิปเดินทางไปพิสูจน์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 โดยภาพที่บันทึกได้ชี้ชัดว่า “บั้งไฟ” นั้นขึ้นมาจากบกทางฝั่งลาว

 

หนึ่งในภาพที่เกิดการจากการเปิดหน้ากล้องนานๆ ที่สมภาพบันทึกจากฝั่งบ้านตาลชุม จ.หนองคาย เผยให้เห็นเส้นสีแดงที่เมื่อมองด้วยตาเปล่าคล้ายบั้งไฟพญานาค

ภาพพิสูจน์บั้งไฟพญานาคใช้หลักการเดียวกันกับภาพนี้ เพื่อหาจุดกำเนิดของบั้งไฟว่าขึ้นมาจากผิวน้ำจริงหรือไม่

 

ภาพนี้คล้ายแหล่งกำเนิดลูกไฟมาจากน้ำ

 

 

ภาพจากฝั่งลาว มีการสุ่มยิงกระสุนส่องวิถีหลังต้นไม้ใหญ่ (ผศ.ดร.เจษฎากล่าวว่า ไม่สามารถทดสอบยิงปืนชนิดนี้เพื่อพิสูจน์กำเนิดบั้งไฟ เนื่องจากเป็นอาวุธสงครามและผิดกฎหมาย)

 

ไขปริศนามหัศจรรย์ “ไข่ตั้งได้”

ไขปริศนามหัศจรรย์ “ไข่ตั้งได้”

 

     เทเลกราฟ/รอยัลโซไซตี  ถ้าใครเคยดูมายากล หรือทดลองวิทยาศาสตร์ตอนวัยเยาว์ ที่นำ “ไข่มหัศจรรย์” มาหมุนติ้วในแนวนอนบนโต๊ะ แล้วในไม่ช้าไข่ก็ลุกขึ้นหมุนในแนวตั้ง ความน่าทึ่งนี้นอกจากจะมีนักคณิตศาสตร์มาไขปริศนาให้แล้ว แต่เขายังค้นหาอีกว่าถ้าหมุนเร็วมากๆ ในระดับหนึ่งจะเกิดภาวะสุญญากาศจนไข่ลอยเด้งออกจากโต๊ะได้

ทริกประหลาดที่เหล่านักมายากลนำไข่ต้มสุกมาแสดงโชว์ให้ไข่ลุกขึ้นตั้งเองได้ โดยการหมุนไข่ในแนวนอน หมุนๆ เหมือนลูกข่าง ปลายด้านหนึ่งของไข่จะค่อยๆ ยกขึ้นมา จนในที่สุดไข่ก็สามารถตั้งตรงในแนวดิ่งได้ สร้างความท้าทายให้แก่นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ในการที่จะไขปริศนาง่ายๆ ชิ้นนี้ไม่น้อย

ทั้งนี้ การอธิบายปริศนามายากล “ไข่มหัศจรรย์” ในเบื้องต้น นั่นก็คือกฎฟิสิกส์ง่ายๆ ที่ว่า ขณะหมุน มวลที่บริเวณจุดศูนย์กลางของไข่ได้เพิ่มขึ้นและจุดศูนย์ถ่วงของไข่ได้เคลื่อนสูงขึ้นจากพื้นผิวที่ไข่วางอยู่ จนไข่สามารถตั้งได้ แต่ถ้าเราพยายามตั้งไข่แล้วหมุนจากด้านใดด้านหนึ่งมันก็จะหล่นลงมา

ปริศนานี้ มีผู้ไขได้อย่างแจ่มแจ้งเมื่อ 3 ปีก่อน โดย 2 นักวิชาการ ศ.คีธ มอฟแฟตต์ (Keith Moffatt) ภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์และฟิสิกส์ทฤษฎี อดีตผู้อำนวยการสถาบันไอแซคนิวตัน (Isaac Newton Institute) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) และศ.ยูทากะ ชิโมมูระ (Yutaka Shimomura) ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) ในญี่ปุ่น

ทั้งคู่พบว่า ปรากฎการณ์ไข่ตั้งได้นั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับไข่ที่ต้มสุกจนแข็ง เพราะว่าไข่ขาวและไข่แดงที่เหลวนั้นทำให้พลังงานกระจายตัวออกไป แรงเสียดทานระหว่างไข่กับพื้นผิวที่วางไข่ไว้ทำให้เกิดผลไจโรสโคป (gyroscopic effect) เมื่อไข่หมุนไปเรื่อยๆ พลังงานจลน์ของไข่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานศักย์ เมื่อนั้นจุดศูนย์ถ่วงของไข่ก็สูงขึ้น

ทว่า หา่กหมุนไข่บนโต๊ะที่มีพื้นผิวราบเรียบอย่างแท้จริง การยกตัวของไข่ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะจะไม่มีแรงเสียดทานมาช่วยเปลี่ยนพลังงานจนสามารถยกขึ้นได้ อีกทั้งไข่ดิบที่ไม่สามารถยกตัวได้นั้น เพราะมีของไหลซึ่งถ่วงให้ไข่หมุนช้าลง ทำให้พลังงานจลน์มีไม่มากพอที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์และยกจุดศูนย์ถ่วงของไข่ให้สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทั้ง 2 ได้เผยแพร่ผลการศึกษาก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะยังมีปัญหาในประเด็น ”ค่าประมาณไจโรสโคปิก” (gyroscopic approximation) ซึ่งทำให้ง่ายต่อคณิตศาสตร์ โดยขณะนี้ ศ.มอฟแฟต และ ศ.ชิโมมูระ ได้ร่วมกันศึกษาเรื่องนี้อีกรอบกับไมเคิล บรานิคกี (Michal Branicki) นักศึกษาชาวโปแลนด์ ทำวิจัยอยู่ที่ภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ฯ ม.เคมบริดจ์ และทั้ง 3 ได้ตีพิมพ์รายงานการศึกษา 2 ชิ้นลงในวารสารของราชสมาคมแห่งอังกฤษ (Proceedings of the Royal Society)

ในรายงานชิ้นดังกล่าว (Dynamics of an axisymmetric body spinning on a horizontal surface. II. Self-induced jumping) พวกเขาได้อ้างเหตุผลสนับสนุนการใช้ค่าประมาณไจโรสโคปิก และต่อยอดความคิดก่อนหน้า โดยพวกเขาได้ค้นหาค่าความเร็วในการหมุนของวงรี ซึ่งในการทดลองนี้หมายถึง “ไข่” ว่าจะต้องหมุนด้วยความเร็วแค่ไหนวงรีถึงจะหลุดจากการสัมผัสกับพื้นโต๊ะ และยกตัวขึ้นจนเด้งขึ้นมาตั้ง หรือถึงขั้นเด้งกระโดดออกมาจากโต๊ะได้เลย

ทั้งนี้การหมุนของไข่นั้นมี 2 กุญแจสำคัญที่มีความซับซ้อนทางพลศาสตร์แตกต่างกันมากของบรรยากาศ กล่าวคือการหมุนอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะสุญญากาศและผลของแรงเสียดทานระหว่างชั้นของอากาศ ซึ่งค่อยลดลงและกลับมาเพิ่มสูงขึ้น โดยพวกเขาเชื่อว่าแนวคิดเช่นนี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจเหตุการณ์ในกรณีที่สภาพดินฟ้าอากาศที่ผิดปกติ

”นี่อาจจะเป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราสามารถค้นพบแบบจำลองของระบบที่ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาิตได้” ศ.มอฟแฟตต์เผย แต่ทว่าเหนืออื่นใดเขาได้ทิ้งท้ายว่า อย่างน้อยที่สุดก็ได้รู้ว่าคณิตศาสตร์ยังคงมีความสนุกในตัวของมันเอง 

ผุดรถพลังงานไฟฟ้าคันแรกของไทย

หนุ่มใหญ่ใช้เวลากว่า 3 ปี ศึกษาและดัดแปลงสภาพเป็นรถพลังงานไฟฟ้าคันแรกของไทย สำเร็จ! ไปขึ้นทะเบียนที่ขนส่งปทุมฯ ออกสมุดคู่มือรถยนต์ หวังภาครัฐส่งเสริม ลดมลภาวะทางอากาศ ระบุ อนาคตมีโครงการพัฒนาต่อยอด…

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ฉันทนา หวังศิลปคุณ ผู้อำนวยการขนส่งจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยกรณีได้รับจดทะเบียนรถยนต์แปลงสภาพ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นคันแรกของ จ.ปทุมธานี และของประเทศ โดย นายไพศาล ตั่งยะฤทธิ์ เจ้าของรถคันดังกล่าวได้นำรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า หมายเลขทะเบียน กต 5517 ปทุมธานี มาดัดแปลงสภาพ เป็นรถยนต์ใช้ไฟฟ้าเพียวๆ และนำแผงโซลาร์เซลล์มาติดตั้งบนหลังคาเพื่อแปลงกระแสไฟจากแสงอาทิตย์ มาชาร์จประจุเก็บเป็นพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ เพื่อยืดระยะทางวิ่งออกไป หลังจากชาร์จไฟฟ้าจากปลักไฟฟ้าตามบ้านเรือน หรือสถานีชาร์จไฟฟ้า จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ภาคเอกชนเห็นคุณค่าถึงความประหยัด และเรื่องการลดมลภาวะทางอากาศ และเสียง เพื่อเป็นการลดโลกร้อน ที่ประชาคมโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับการลดมลภาวะ และมลพิษทางอากาศ หากรัฐบาลไทยให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้รถเมล์ โดยสาร รถยนต์แท็กซี่ และรถสามล้อตุ๊กตุ๊กหันมาใช้ระบบไฟฟ้า เพื่อสร้างกระแสค่านิยมให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ หรือตามเมืองท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว อันจะเป็นรายได้เข้าประเทศ อีกช่องทางหนึ่ง

ด้าน นายอภิชาติ เกื้อมา หัวหน้าฝ่ายตรวจสภาพรถขนส่งจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า รถยนต์ ที่มายื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงระบบขับเคลื่อน เป็นรถไฟฟ้า จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติของ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางบก โดยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่นำมาดัดแปลงใส่แทนเครื่องยนต์ จะต้องมีกำลังขับไม่น้อยกว่า 20 Kw. และทำความเร็วบนท้องถนนหลวง ไม่น้อยกว่า 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันการจราจรติดขัดและไปกีดขวางช่องการจราจรของรายอื่น จึงต้องขึ้นตรวจสภาพบนเครื่องวัดความเร็ว ที่นอกเหนือจากการตรวจสภาพความสมบูรณ์ ทั้งระบบของรถไฟฟ้า และระบบเบรก จากสถานประกอบการตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.)

ส่วน นายไพศาล ตั่งยะฤทธิ์ เจ้าของรถ กล่าวว่า ได้ใช้เวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ศึกษาและวางแผนทำโครงการเปลี่ยนแปลงรถยนต์ เป็นรถไฟฟ้า กว่าจะสำเร็จลุล่วง โดยจะมีการพัฒนาต่อยอด จากเดิมวิ่งความเร็วสูงสุด 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ระยะทางเฉลี่ย 100 กิโลเมตร ในการชาร์จไฟต่อครั้งที่ 6-8 ชั่วโมง จึงเล็งเห็นว่า ภาวะวิกฤติน้ำมันผันผวนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ที่เคยขึ้นสูงเกือบ 50 บาทต่อลิตร รวมทั้งการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมูลค่าต่อปีจำนวนมหาศาล ซึ่งหากมีหน่วยงานหรือองค์กรใดให้ความสนใจ ก็ยินดีอบรมให้ความรู้ด้านเทคนิค รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้า หรือติดตามได้ทาง facebook ติดตั้งแก๊ส CSM เพื่อให้เกิดการแพร่หลาย ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ ที่การจราจรติดขัด อันส่งผลให้มีการปล่อยควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์จำนวนมาก และเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ในระบบทางเดินหายใจ

น.ส.ฉันทนา หวังศิลปคุณ ผอ.ขนส่งจังหวัดปทุมธานี มอบสมุดคู่มือ และแผ่นป้ายทะเบียน กต 5517 ปทุมธานี ให้กับนายไพศาล ตั่งยะฤทธิ์ หนุ่มใหญ่เจ้าของรถยนต์ที่ดัดแปลงรถยนต์ มาใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นคันแรกของประเทศไทย ที่จดทะเบียนได้

สุดตื่นตา เปิดโฉม “10 ยอดอาวุธแพงที่สุดของโลก”-พลังอำนาจทางทหาร”โลกใบนี้ (ชมคลิป)

1

ว่ากันว่า ปีหนึ่ง ๆ หลายประเทศจะหมดเงินเป็นจำนวนมหาศาลกับ”อาวุธยุทโธปกรณ์”เพื่อใช้สู้รบ ปกป้องเอกราชและอธิปไตยของตัวเอง รวมทั้งการใช้เป็นเครื่องมือพลังอำนาจทางทหาร สร้างความได้เปรียบให้แก่ตัวเองในเชิงยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในหลายพื้นที่และหลายสมรภูมิทั่วโลก 

แน่นอนว่า ยุทโธปกรณ์ดังกล่าวนอกจากจะทรงพลังแล้ว ยังเปี่ยมด้วยมูลค่าราคาสูงลิบด้วย ภายใต้การทุ่มงบประมาณของแต่ละประเทศ เพื่อสร้าง”พลังอำนาจทางทหาร”และ”อำนาจต่อรอง”เหล่านี้ ขึ้นมาเพื่อให้ประเทศนั้น ๆ ได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์การศึกและการรบดังกล่าว 

และต่อไปนี้ ถือเป็น “ยอดอาวุธระดับ”ท๊อปเทน”อาวุธราคาแพงที่สุดของโลก”ที่มีสื่อบางสำนักได้นำมาเปิดเผยกัน 

อันดับหนึ่ง ได้แก่ เรือบรรทุกเครื่องบิน”เจอรัลด์ ฟอร์ด ของสหรัฐ มูลค่า 10,440 ล้านดอลลาร์ (ราว 365,400 ล้านบาท) 2. เรือบรรทุกเครื่องบิน HMS ควีน อลิซาเบธ ของอังกฤษ มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 315,000 ล้านบาท) 3.เรือพิฆาต ยูเอสเอส ซัมวัลต์ (DDG 1000) ของสหรัฐ มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 245,000 ล้านบาท)  4. เรือดำน้ำ HMS เอสตัต ของสหรัฐ มูลค่า 5,005 ล้านดอลลาร์ (ราว 175,175 ล้านบาท) 

5.เรือบรรทุกเครื่องบิน ชารลส์ เดอ โกล ของฝรั่งเศส มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์(ราว 140,000 ล้านบาท)  6.เรือรบ”ยูเอสเอส อเมริกา″(LHA-6) มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 105,000 ล้านบาท) 7.เรือดำน้ำ″เวอร์จิเนีย คลาส”ของสหรัฐ มูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 91,000 ล้านบาท)  

8.เรือบรรทุกเครื่องบิน”เหลียวหนิง”ของจีน มูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 84,000 ล้านบาท)  9. เครื่องบินสเตลท์ บี 2 สปิริต ของสหรัฐ 2,400 ล้านดอลลาร์ ( ราว 84,000 ล้านดอลลาร์)  10 เรือบรรทุกเครื่องบิน INS วิกรัมดิษย์ ของอินเดีย  มูลค่า 2,350 ล้านดอลลาร์ (82,250 ล้านบาท)    

” ก้อน..?…น้ำแข็ง”ผู้โดยสารเครื่องบิน ร่วงใส่บ้านเฉย(ชมภาพ)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุสุดฮือฮา เมื่อก้อนอุจจาระและปัสสาวะของผู้โดยสารเครื่องบินในสภาพแข็งเป็นน้ำแข็งได้หล่นใส่หลังคาบ้านสามีภรรยาคู่หนึ่งขณะที่เจ้าตัวส่อเค้าอาจต้องซ่อมบ้านเองเพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขของประกันภัย

รายงานระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองวิลต์ไชร์ประเทศอังกฤษ โดยนายคีธ คุณปู่วัย 70 ปี บอกว่า เขาได้ยินเสียงร่วงโครมเสียงดังใส่หลังคาบ้านจนทะลุ และทำให้เขาออกไปนอกบ้านเพื่อดูว่า วัตถุนี้มาจากที่ใด หรือว่ามีใครประสงค์ร้ายปาอะไรใส่บ้านเขา ก่อนจะพบว่า สิ่งดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเป็นอุจจาระและปัสสาวะในสภาพแข็งเป็นก้อน ในสภาพแตกกระจายเป็นหลายก้อน เนื่องจากก้อนน้ำแข็งนี้มีสีเหมือนอุจจาระและปัสสาวะมนุษย์ และเชื่อว่าร่วงมาจากห้องน้ำในเครื่องบิน 

 



โดยเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องประหลาดและน่ากลัวมาก และเขาได้แจ้งประกันภัย ซึ่งได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุและได้ประเมินสถานการณ์ตรวจสอบ โดยงานนี้บริษัทประกันถึงกับพูดไม่ออก และกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ แต่คุณปู่คีธเชื่อว่า เหตุการณ์นี้อาจทำให้เขาต้องเสียเงินซ่อมหลังคาบ้านราว 1 พันปอนด์ โดยเขากำลังเตรียมจะขึ้นนั่งร้านเพื่อขึ้นไปซ่อม พร้อมกับกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เสมือนอุทาหรณ์ที่วันหนึ่งในชีวิต ก็มีก้อนขี้น้ำแข็งร่วงใส่บ้านเขาได้ แต่มันจะแย่กว่านี้หากตกใส่ตัวคนและทำให้ตายได้ 

ขณะเดียวกัน ด้านหน่วยงานการบินพลเรือนอังกฤษ ออกมาชี้ว่า เหตุการณ์ประหลาดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก โดยในปีหนึ่ง อังกฤษจะมีเที่ยวบินราว 2.5 ล้านเที่ยว และจะมีก้อนขี้และปัสสาวะในสภาพแข็งเป็นน้ำแข็งเฉลี่ย 25 ก้อนตกลงมายังพื้นดิน