คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2015

 7 ภาพเคลื่อนไหว ที่ช่วยทำให้ ตรีโกณมิติงดงามขึ้น

รูปร่างของ ไพ (3.14)

ความหมายของเรเดียน

การเคลื่อนที่หนึ่งมิติ และสองมิติ  (สีเหลือง หนึ่งมิติ  ส่วนแกนสีแดง เคลื่อนทีสองมิติ)

การเคลื่อนที่บนแกน x สีน้ำเงิน และ y สีแดง   ส่วนสีดำ เป็นการเคลื่อนที่รวม

วงกลม กับ sin  และ cos

ฟังก์ชั่นของ Tan

อีกมุมหนึ่งของ Tan

ภาพน่าตื่นตาตื่นใจของความมหัศจรรย์บนโลก แล้วคุณจะดีใจที่มีโอกาสได้เห็น

 

ในปัจจุบันมีเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายที่นอกจากจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ยังมีที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์อีกด้วย ซึ่งสร้างความน่าอัศจรรย์และน่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก รับรองว่าเห็นแล้วคุณจะรู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และมีโอกาสได้เห็นสิ่งเหล่านี้

1. ใสจนเหมือนเรือลอยในอากาศได้

ภาพแปลก1

2. กว่าจะสร้างได้ขนาดนี้ คงต้องประณีตแบบสุดๆ

ภาพแปลก2

3. เป็นถนนที่สวยแต่แอบน่ากลัว

ภาพแปลก3

4. โอ้แม่เจ้า สูงและเสียวไม่พอ ทางเดินยังเป็นกระจกอีก กะจะให้หัวใจวายเลยใช่ไหม…??

ภาพแปลก4

5. เหมือนนอนอยู่ใต้ทะเลกับเหล่าปลาและปะการังเลย

ภาพแปลก5

6. คนที่ไปคงไม่ต้องห่วงอะไรเลย แม้แต่ชีวิต

ภาพแปลก6

7. ภาพมหัศจรรย์ของแสง ที่ทำให้เงามีขนาดใหญ่กว่าวัตถุของจริง

ภาพแปลก7

8. ภาพสามมิติ

ภาพแปลก8

9. สระว่ายน้ำลอยฟ้ากลางอากาศ ที่เชื่อมระหว่างตึกสองตึก

ภาพแปลก9

10. ตกลงไฟไม่มีเงาใช่ไหม…? เพิ่งรู้นะเนี่ย

ภาพแปลก10

11. สะพานต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ภาพแปลก11

12. สวยงามตระการตาราวกับเทพนิยาย

ภาพแปลก12

13. ลานจอดรถรักษ์โลก ทั้งสวยงามและเป็นการรีไซเคิลได้น่ารักมาก

ภาพแปลก13

14. เมื่อเจ้าของเลียนแบบหน้าตาของสัตว์เลี้ยง

ภาพแปลก14

15. จังหวะเดียวกันกับที่พระอาทิตย์ขึ้นรึเปล่า…?

ภาพแปลก15

16. สุนัขพันธุ์ทิเบตัน ที่ว่ากันว่าราคาแพงที่สุดในโลก

ภาพแปลก16

17. สวยงามราวกับของจริงเลย ทั้งที่ใช้เพียงดินสอสีเท่านั้น

ภาพแปลก17

18. ที่พักผ่อนสุดชิว

ภาพแปลก18

19. เหมือนกำลังอยู่บนดาวดวงอื่นเลย สวยงามจนไม่น่าเชื่อว่ามันคือบนโลก

ภาพแปลก19

20. แม้น้ำใสมาก ถ้าไม่มีเรือคงนึกว่าเป็นบรรยากาศบนท้องฟ้า 

ภาพแปลก20

 

คลิปวิดีโอ​ที่จะทำให้คุณมองเห็นจักรวาลได้ดีขึ้น

นี่เป็นคลิปวิดีโอ 3 นาทีที่จะทำให้คุณมองเห็นจักรวาลได้ดียิ่งขึ้น

“คาร์ล ซาแกน” (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวว่า มีดวงดาวอื่นๆ มากมายในจักรวาล ซึ่งมากกว่าเม็ดทรายบนชายหาด ในขณะเดียวกันโมเลกุล H2O ในน้ำเพียง 10 หยดก็มีมากกว่าดวงดาวที่มีอยู่

 

1

ที่มา www.businessinsider.com/animated-scale-universe-atom-human-earth-galaxy-2015-9

ที่เห็นไม่เหมือนกับที่คิด ก่อนจะว่า หรือ ตำหนิ คลิกเข้าไปดู หรือ เลื่อนลงไปดูข้างล่างก่อน

3-1

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

3-2

ภาพที่เกิดจากเงา

เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน

เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน

สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน เงาสะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน สะท้อน ภาพลวงตา ที่จะชวนให้คุณฉงน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! แค่มุมกล้องก็พลิกเรื่องในภาพได้ขนาดนี้เชียว ??? (ภาค1)

การถ่ายภาพดูเผินๆแล้วอาจไม่มีอะไรมาก ก็แค่กดชัตเตอร์ถ่าย แช้ะ! แล้วก็จบ แค่นั้น แต่จริงๆแล้วมันยังมีอีกหลากหลายเทคนิค รวมทั้งเรื่องการวางมุมกล้องด้วย ซึ่งแค่เปลี่ยนมุมไปนิดเดียว ก็สามารถหลอกตาคนทั้งโลกได้สนิท และยิ่งเดี๋ยวนี้มีโปรแกรมตัดต่อภาพชั้นเลิศมากมายด้วย เรียกได้ว่าเทคโนโลยีอยู่แค่ปลายนิ้วจริงๆ

1. ดูเผินๆเหมือนกำลังนั่งชิ่วๆริมสระ…

 

2. ตกลงทหารคนนี้กำลังจะโดนฆ่า หรือกำลังมีคนป้อนน้ำให้กันแน่เนี่ย

 

 

3. อุ้ย อุตส่าห์นึกว่าอกจริง

 

 

4. ไม่ใช่เรือ แต่เป็นยอดหอคอยซูโตรในซานฟรานซิสโก้จ้ะ

 

 

5. แค่พลิกมุมกล้อง ชีวิตก็เปลี่ยน

 

 

6. นึกว่าไอ้หลามซะอีก

 

 

7. แง้วว หลอกกันด้าย

 

 

8. โฮ่ย ตกอกตกใจหมด ที่แท้ก็เท้าเบบี๋

 

 

9. แค่มีกล้องกับฉากหลังสวยๆก็เที่ยวรอบโลกได้แล้วจ้า

 

 

10. อุ้บส์!

 

 

11. ฮ่าๆๆ น่าสงสารคนข้างล่างงะ

 

 

12. แหม่ นึกว่าเป็นเจ้าพ่อรถหรู

 

 

13. โผล่มาทำไมเนี่ยสองตัวข้างหลัง เสียฟิลหมด

 

 

14.  โถ่ๆๆๆ นอนถ่ายรูปเล่นนี่เอง

 

 

15. ซะงั้นพ่อหนุ่ม ไปทำเพื่อนทำมายย

 

 

ที่มา : BoredPanda

เปรียบเทียบ หยาดเหงื่อแรงงาน แลกกับไอโฟน 1 เครื่อง

 

1

 

เปรียบเทียบ หยาดเหงื่อแรงงาน แลกกับไอโฟน 1 เครื่อง

ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สมาร์ทโฟนเกือบจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของคนไทยไปแล้ว ทั้งใช้แชต แชร์ ไลน์ กดไลค์ และไอจี ซึ่ง “ไอโฟน” ก็เป็นสมาร์ทโฟนสุดฮิตตัวหนึ่งที่มีสาวกมากมายในไทย ออกมากี่รุ่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ดังนั้น วันนี้ จึงขอนำเสนอข้อมูลน่าสนใจจาก “CNN Money” ว่าด้วยระยะเวลาในการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งไอโฟน 6 ความจุ 16 GB จำนวน 1 เครื่อง โดยข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งไทย ได้รับการเปิดเผยจาก UBS สถาบันการเงินในสวิตเซอร์แลนด์.

ลองเล่นกันยัง? คลิปวิดีโอ 360 องศาบนเฟซบุ๊ก สามารถเลื่อนเมาส์ขยับมุมมองเองได้

ลองเล่นกันยัง? คลิปวิดีโอ 360 องศาบนเฟซบุ๊ก สามารถเลื่อนเมาส์ขยับมุมมองเองได้

เฟซบุ๊กเผยฟังก์ชันใหม่ ‘วิดีโอ 360 องศา′ ให้ผู้ชมสามารถเลือกชมได้ทุกมุมมอง ล่าสุดมีหลายบริษัทได้ทดลองอัพโหลดวิดีโอประเภทดังกล่าวแล้ว…

หลังจากที่เว็บไซต์ยูทูบ เคยเปิดให้ทดลองใช้วิดีโอ 360 องศากันมาแล้ว ล่าสุดสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ก็ได้เปิดให้ผู้ใช้งานได้วิดีโอชมกันอย่าง 360 องศาเช่นเดียวกัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกมุมมองได้เองทั้งจากการเลื่อนคลิกเมาส์บนคอมพิวเตอร์ หรือใช้นิ้วสไลด์รวมทั้งหมุนสมาร์ทโฟนไปมารอบตัวเพื่อรับภาพได้อย่างอิสระ ซึ่งเทคนิคการถ่ายวิดีโอ 360 องศานั้น ต้องใช้กล้องแบบพิเศษเท่านั้นจึงจะสามารถบันทึกภาพได้จากทุกมุมมอง

สำหรับตอนนี้หลายบริษัทได้เริ่มอัพโหลดวิดีโอแบบ 360 องศา ขึ้น Facebook แล้ว อย่าง Lucasfilm ก็ได้ส่งวิดีโอโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Force Awakens มาให้ชมกัน นอกจากนี้ยังมีโฆษณารายการแซทเทอร์เดย์ ไนท์ ไลฟ์ (Saturday Night Live) และโฆษณากล้องโกโปรอีกด้วย

เบื้องต้นคุณสมบัติดังกล่าว สามารถใช้งานได้ทั้งบนเครื่องพีซี และ สมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ก่อน ส่วนผู้ใช้งาน IOS อาจต้องรออีกสักนิด

วิดีโอ 360 องศา จะเจ๋งอย่างไร รับชมได้ใน 3 คลิปต่อไปนี้ 

ส่งตรงจากทะเลทรายของดาวแจ๊กกู ชมภาพ 360 องศาจากสตาร์วอร์ส: อุบัติการณ์แห่งพลัง พิเศษสำหรับแฟนๆเฟซบุ๊คเท่านั้น!สตาร์ วอร์ส: อุบัติการแห่งพลัง 17 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

Posted by Star Wars on 23 กันยายน 2015

GoPro Spherical: Sand Dune Jumping in VR with Ronnie RennerCheck out freeride legend Ronnie Renner FMX carving up the dunes in Idaho with full 360 view. For the most immersive experience, click and drag the camera.

Posted by GoPro on 23 กันยายน 2015

คลิกที่นี่

Take a seat in Studio 8H and experience Jimmy Fallon and Justin Timberlake’s #SNL40 Cold Open like never before — in interactive 360°.

Posted by Saturday Night Live on 23 กันยายน 2015

คลิกที่นี่

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/527884

Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

โดย อ.สุทัศน์ ยกส้าน

Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Daniels Gajdusek (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

       ในยามเช้าของวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.2008 เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Tromso ที่นอร์เวย์ได้พบศพของ Daniels C. Gajdusek ในห้องพัก และตระหนักในเวลาต่อมาว่า ชายวัย 85 ปี ผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวนี้ คือ ผู้ที่ได้รับครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1976 ด้วยผลงานการค้นพบโรค kuru ที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสมอง โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีสุดท้ายของชีวิต Gajdusek ได้มาพักที่โรงแรมนี้ตามลำพัง เป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นเวลาที่ท้องฟ้าใน tromso มืดสลัวตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง เพราะ Tromso ตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติก และเมื่อฤดูหนาวสิ้นสุด Gajdusek ก็จะกลับไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในยุโรป ทั้งๆ ที่เป็นคนอเมริกัน

พฤติกรรมการหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอกเช่นนี้ บอกนิสัยและจิตใจของ Gajdusek ได้ดีพอสมควร

Daniels Gajdusek เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1923 ที่เมือง Yonkers รัฐ New York ในสหรัฐอเมริกา บิดาเป็นคนเชื้อชาติยิว ที่ได้อพยพจากประเทศ Slovakia มาประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อในอเมริกา

Gajdusek รู้ความต้องการของตนตั้งแต่เด็ก ว่าต้องการเป็นปราชญ์จุลินทรีย์ที่เก่งระดับ Antony Leeuwenhoek, Louis Pasteur, Robert Koch, Emil Roux, Emil Behring, Ronald Ross และ Paul Ehrlich ความเลื่อมใส และศรัทธาในความสามารถของสุดยอดอัจฉริยะเหล่านี้ ได้ชักนำให้ Gajdusek จารึกชื่อของคนเหล่านี้ลงที่ขั้นบันไดในบ้าน ชื่อละขั้น และทิ้งขั้นสุดท้ายให้ว่างไว้ เพื่อจะได้ใส่ชื่อของตนเอง

ตลอดเวลาที่เรียนหนังสือที่โรงเรียน Gajdusek สนใจธรรมชาติมาก และปักใจเชื่อว่า ถ้าจะมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ เขาจะต้องสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ หรือได้เห็นปรากฏการณ์นั้นเป็นคนแรกของโลก

เมื่ออายุ 20 ปี Gajdusek สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Rochester และได้ไปเรียนต่อด้านแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard จนสำเร็จในอีก 3 ปีต่อมา จากนั้นได้ไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Columbia และที่ Caltech 

Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Frank Macfarlane Burne (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

       ในปี 1951 Gajdusek ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการเป็นแพทย์ทหารที่โรงพยาบาล Walter Reed อีก 3 ปีต่อมาก็ถูกปลดประจำการ และได้เดินทางไปทำงานที่ออสเตรเลีย จนได้พบเชื้อโรคสมองที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

ในปี 1954 Gajdusek เริ่มสนใจโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อผู้อำนวยการของสถาบัน Pasteur Institute of Iran ที่ Tehran ได้รายงานว่า มีคนไข้ประมาณ 1 ใน 3 ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หลังจากที่ถูกสุนัขกัดที่ศีรษะ และได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแล้วก็ยังเสียชีวิต ข้อมูลนี้แสดงว่า วัคซีนโรคสุนัขบ้าไม่ได้ผล Gajdusek ได้เสนอให้ใช้ antibody ต่อต้านโรคสุนัขบ้าที่ผลิตจากกระต่าย ผสมกับวัคซีนโรคสุนัขบ้าในการรักษา

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1954 ได้มีการทดลองใช้วัคซีนผสมนี้กับคนไข้ 18 คนที่ถูกสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นโรคสุนัขบ้ากัด ผลปรากฏว่า ไม่มีคนไข้คนใดล้มตาย และทุกคนรอดชีวิต นั่นแสดงว่า การเติม antibody พิษสุนัขบ้าลงไปในวัคซีนพิษสุนัขบ้าสามารถรักษาคนไข้ได้

วงการแพทย์จึงใช้กระบวนการนี้ในการรักษาคนที่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่ออายุ 34 ปี Gajdusek ได้ไปทำงานวิจัยที่ Melbourne ในออสเตรเลียกับ Frank Macfarlane Burnet (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1960 จากงานวิจัยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน) ประสบการณ์ที่ออสเตรเลีย และความเข้าใจที่ได้จากการร่ำเรียนกับ Linus Pauling และ John Enders ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทั้ง 2 คน ได้ปูทางให้ Gajdusek สามารถมีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของตนเองได้

ในปี 1957 Gajdusek ได้เดินทางไปที่เกาะ New Guinea เมื่อทราบข่าวว่า แพทย์ชื่อ Vincent Zigas ได้เห็นผู้หญิงและเด็กชาวพื้นเมืองแสดงอาการของโรค kuru ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีทีท่าในการเดินเห็นที่ไม่มั่นคง และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานไม่สอดคล้องกัน บางคนกินและกลืนน้ำลายยาก มีอารมณ์ฉุนเฉียว รู้สึกปวดแขนและขาเป็นประจำ จากนั้นร่างกายจะเริ่มสั่น มีการหัวเราะ คลุ้มคลั่งประปราย และพูดไม่ชัด แล้วร่างกายก็จะหมดแรง สิ้นสภาพและสิ้นชีวิตในเวลาอีกไม่เกินหนึ่งปี

Gajdusek ต้องการรู้สาเหตุของโรคนี้จึงตัดสินใจเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวเกาะ และพบว่า ชาวพื้นเมืองเผ่า Fore ที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้เป็นมนุษย์ยุคหินที่นิยมให้ผู้หญิงและเด็กกินศพของคนที่เพิ่งตาย โดยเอาต้ม ย่าง แล้วกินเยื่อสมอง ซึ่งประเพณีถือว่าเป็นการแสดงความคารวะคนที่ตาย

เขาจึงสงสัยว่า โรค kuru ที่คนเหล่านี้เป็นคงเกิดจากสตรีและเด็กกินสมองศพโดย จึงแนะให้ห้ามกิน แล้วก็ได้พบว่าจำนวนผู้ป่วยได้ลดลงทันที 

Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Primate (PHOTO CREDIT: Michael D. Gumert)

       จากนั้น Gajdusek ได้ทดสอบความเชื่อของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยการส่งผ่านเชื้อโรคสู่สัตว์ประเภท primate และพบว่าโรคอาจใช้เวลานานหลายสิบปีในการฟักตัว นี่เป็นการทดลองครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่า โรคสมองบางชนิดสามารถติดต่อกันได้โดยมีคนเป็นพาหะ

ในปี 1966 Gajdusek ได้รายงานการถ่ายทอดโรค kuru สู่ลิงชิมแปนซี และพบว่า นอกจากโรค kuru โรคเส้นประสาทเสื่อมโรค Creutzfeldt-Jakob Disease (CJD) แล้ว โรควัวบ้าก็เป็นโรคที่มีสาเหตุเดียวกัน คือโปรตีน prion ที่ไม่มี DNA และ RNA คือไม่มีชีวิต แต่มีการม้วนตัวผิดทิศ แล้วไปเหนี่ยวนำให้โปรตีนอื่นๆ ม้วนตัวผิดตาม คนๆ นั้นจึงเป็นโรค

ในปี 1980 Gajdusek ได้แสดงให้เห็นว่า โรค Alzeihmer มีความแตกต่างจากโรค CJD ที่ไม่สามารถถ่ายจากคนสู่คนได้

การค้นพบที่ว่าโรคบางโรคติดต่อได้โดยโปรตีนที่มีโครงสร้างผิดปรกติ ทั้งๆ ที่โปรตีนนั้นไม่มีชีวิต และฆ่าก็ไม่ตายโดยการให้ความร้อน ดังนั้นเวลาไวรัสนี้เข้าร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงไม่รู้จัก การค้นพบนี้ได้ทำให้ Gajdusek คือผู้พิชิตครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบล และมีชื่อจารึกที่ขั้นบันไดตามที่ได้เคยมีปณิธานตั้งแต่เด็ก

Gajdusek เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางต่างประเทศบ่อย และชอบไปสถานที่แปลกๆ เพื่อค้นหาเชื้อโรคประหลาดๆ ขณะใช้ชีวิตกับชาวเกาะบนเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เขาได้นำเด็กๆ ชาวเกาะ 56 คน กลับไปที่ Maryland ในอเมริกาเพื่อเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และให้การศึกษา

ในปี 1997 Gajdusek ถูกตำรวจจับ เมื่อเด็กคนหนึ่งได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าถูก Gajdusek ล่วงเกินทางเพศ และ Gajdusek ก็ยอมรับ จึงถูกศาลจำคุก 1 ปี หลังจากที่ถูกปล่อยตัว Gajdusek ได้อพยพไปอยู่ยุโรป และไม่กลับอเมริกาอีกเลย โดยได้แบ่งเวลาชีวิตระหว่าง Tromso ในนอร์เวย์ Amsterdam ในเนเธอร์แลนด์ และ Paris ในฝรั่งเศส

ตามปรกติ Gajdusek เป็นคนชอบอ่านหนังสือวรรณกรรมมาก และหนังสือที่อ่านมีหลากหลายเนื้อหา อีกทั้งเป็นคนที่ชอบเก็บเอกสาร รวมถึงจดหมายที่เพื่อนๆ เขียนถึง อนึ่งเวลาตอบจดหมาย Gajdusek ชอบส่งจดหมายฉบับนั้นกลับไปและตอบคำถามไปในระหว่างประโยคที่เพื่อนเขียนมา

ก่อนเสียชีวิต 2 เดือน Gajdusek ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจก็ยังพูดจาปราศรัยได้ตามปกติ และสามารถพูดได้นานเป็นชั่วโมง และยังสนใจศึกษาเรื่องโรคและความสามารถของสมอง เช่น เขาเชื่อว่า สมองของเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้มากกว่า 6 ภาษาอย่างสบายๆ ตัว Gajdusek เองอ่านหนังสือได้ 10 ภาษา
หลังจากที่ได้หลบลี้จากอเมริกาไปแล้ว บุตรบุญธรรมทุกคนของ Gajdusek ได้มีคนรับไปเลี้ยงดูต่อ

อ่านเพิ่มเติมจาก “The People in the Trees” โดย Hanya Yanagikara ปี 2014 ที่จัดพิมพ์โดย Anchor 

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000106387

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ จิอานี ฟอนทาเนซี (Gianni Fontanesi) ผู้ประสานงานโครงการของสวนนีโมการ์เดน เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

 อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำลึก 8 เมตรภายในอุปกรณ์เติมอากาศ อวดศักยภาพการเพาะปลูกเลี้ยงชาวโลก 

สวนนีโมส์การ์เดน (Nemo’s Garden) ในอิตาลีได้โชว์เทคโนโลยีปลูกผักภายใน นอลี (Noli) ชื่อของโดมชีวมณฑล (biospheres) ที่แบ่งเป็น 3 ส่วนและเติมอากาศเข้าไป ภายในงานเอกซ์โป 2015 (EXPO2015) ซึ่งจัดขึ้นที่มิลาน อิตาลี มาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค.2015

     ล่าสุดเอเอฟพีได้เผยภาพเจ้าหน้าที่จากนีโมการ์เดนดำน้ำลงไปเก็บเกี่ยวผักจำพวกกะเพราและผักใบเขียวที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณฑลดังกล่าวที่ความลึก 8 เมตร

ทั้งนี้ การปลูกผักใต้น้ำดังกล่าวเพื่อศึกษาการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ที่สังเคราะห์แสงตามธรรมชาติ และได้รับการปกป้องจากมลภาวะภายนอก และเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการในซุ้มอิตาลีภายในงานเอกซ์โปมิลาโน 2015 (Milano 2015) ภายใต้ธีมวิธีเลี้ยงชาวโลก 

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ จิอานี ฟอนทาเนซี (Gianni Fontanesi) ผู้ประสานงานโครงการของสวนนีโมการ์เดน เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

(ขวา) จิอานี ฟอนทาเนซี (Gianni Fontanesi) ผู้ประสานงานโครงการของสวนนีโมการ์เดน และลูคา กัมเบอรินี (Luca Gamberini) ผู้ประสานงานโครงการทั่วไปของสวนนีโมการ์เดน เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ จิอานี ฟอนทาเนซี (Gianni Fontanesi) ผู้ประสานงานโครงการของสวนนีโมการ์เดน เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ เซอร์จิโอ กัมเบอร์รินี (Sergio Gamberini) ผู้อำนวยการโครงการสวนนีโม เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ เซอร์จิโอ กัมเบอร์รินี (Sergio Gamberini) ผู้อำนวยการโครงการสวนนีโม เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

ภาพขณะ เซอร์จิโอ กัมเบอร์รินี (Sergio Gamberini) ผู้อำนวยการโครงการสวนนีโม เก็บเกี่ยวใบกะเพราะที่ปลูกอยู่ภายในโดมชีวมณมล (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

อิตาลีโชว์เทคโนโลยีปลูกกะเพราใต้น้ำ

กระถางต้นกะเพราะและผักใบเขียวอื่นๆ ภายในโดมชีวมณมลที่เติมอากาศและอยู่ใต้น้ำลึก 8 เมตร (AFP PHOTO / OLIVIER MORIN)

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000107981

หมุนรูบิคโดยไม่มอง

https://youtu.be/uCcHhQz_JXk

1

       คลิปนี้พาไปดูทักษะการเล่นรูบิคที่เรียกได้ว่านับถือในความอัฉริยะเลยทีเดียว เพราะเขาหมุนรูบิคโดยไม่มองแม่แต่นิดเดียว ::

       ทั้งนี้ก่อนลงมือบิดรูบิกมาทำความรู้จักลูกบาศก์ชนิดนี้กันก่อน สำหรับลูกบาศก์ 3×3 นี้ชิ้นส่วนหลักๆ คือ 1.เอดจ์ (Edge) คือด้านขอบที่มี 2 สี 2.คอร์เนอร์ (Corner) คือด้านมุมที่มี 3 สี และ 3.เซ็นเตอร์ (Center) คือด้านที่มีสีเดียวและอยู่ตรงกลาง

  คลิกอ่านต่อ