คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2015

เสื้อคลุมล่องหน”สมบูรณ์แบบ” ทำได้แล้ว!


เครดิตภาพ – Xiang Zhang group, Berkley Lab/UC Berkly


ทีมนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กเลย์ สหรัฐอเมริกา นำโดย จาง เสียง ผู้อำนวยการสำนักวัสดุศาสตร์ของห้องปฏิบัติการ เชื่อว่าสามารถคิดค้นต้นแบบของ “เสื้อคลุมล่องหน” ที่สามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบได้แล้ว โดยอาศัยเทคนิคระดับนาโน ในการควบคุมการสะท้อนของแสงให้เป็นไปตามความต้องการ

รายงานผลการค้นคว้าวิจัยดังกล่าวนำเสนอไว้ในวารสารทางวิชาการไซน์ซเมื่อวันที่17กันยายนที่ผ่านมาพัฒนาแผ่นฟิล์มบางๆที่สร้างจากชั้นของแม็กนีเซียมฟลูออไรด์ที่มีความบางขนาด50 นาโนเมตร ปิดทับด้วยแผ่นทองคำรูปร่างเหมือนก้อนอิฐที่มีขนาดแตกต่างกันจำนวนมาก แต่ละแผ่นมีความหนาเพียง 30 นาโนเมตร ซึ่งบางมากหากเปรียบเทียบกับขนาดความหนาของเส้นผมของคนเราโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 นาโนเมตร หรือมีความหนาเท่ากับ 0.0005 และ 0.0003 ของเส้นผมคนเราเท่านั้นเอง

แผ่นทองคำดังกล่าวจะมีขนาดแตกต่างกันอยู่ 6 ขนาด คือจะมีความยาวระหว่าง 30-220 นาโนเมตร และมีความกว้างตั้งแต่ 90 จนถึง 175 นาโนเมตร เมื่อปิดทับด้วยชั้นของแผ่นฟิล์มแม็กนีเซียมฟลูออไรด์อีกครั้งหนึ่งนั้น แผ่นวัสดุต้นแบบสำหรับใช้ในการล่องหนนี้จะมีความกว้างเพียง 36 ไมครอน หรือเกินกว่า 1 ส่วนใน 1,000 ส่วนของนิ้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อทดลองฉายแสงที่มีความยาวคลื่น 730 นาโนเมตร หรือแสงที่มีย่านความยาวคลื่นใกล้อินฟราเรด พบว่าวัสดุดังกล่าวสะท้อนแสงได้สมบูรณ์แบบ แสงสะท้อนกลับออกมาเหมือนปกติ แต่ไม่เปิดเผยตัววัสดุทั้งหมดให้เห็นแต่อย่างใด

ทีมค้นคว้าวิจัยอธิบายว่าตัววัสดุดังกล่าว “ล่องหน” ได้เนื่องจากแผ่นทองคำทำหน้าที่เป็นเหมือนเสาอากาศสำหรับการควบคุมการกระจายของแสงที่ตกกระทบแล้วสะท้อนกลับออกมาได้สมบูรณ์เหมือนแสงที่ตกกระทบทั้งในแง่ของความถี่ของคลื่นแสงและมุมตกกระทบหรือเฟสของแสงดังกล่าวซึ่งแตกต่างจากการสะท้อนแสงของวัสดุทั่วไปที่จะมีการสะท้อนกลับแบบกระจายตัวอย่างน้อยก็จะเกิดการกระจายเล็กน้อยซึ่งส่งผลให้เราเห็นวัตถุนั้นๆในขณะที่การดูดซับความยาวคลื่นบางส่วนออกไปทำให้เรามองเห็นสีของวัตถุดังกล่าวนั้น

แต่ในกรณีของวัสดุต้นแบบสำหรับการทำเสื้อล่องหนแสงที่ทำมุมตกกระทบ180องศาจะถูกทำให้สะท้อนกลับออกมาในมุม180องศาและด้วยความยาวคลื่นแสงเดียวกัน หรือทำให้ตาของเรามองไม่เห็นนั่นเอง

เนื่องจากวัสดุล่องหนดังกล่าวนี้มีความบางเป็นพิเศษ เมื่อนำไปคลุมวัตถุหนึ่งๆ แล้วปรับแต่งแผ่นทองคำให้สะท้อนแสงออกมาอย่างที่เราต้องการก็จะทำให้วัตถุดังกล่าว “ล่องหน” ตามไปด้วยได้ เนื่องจากการปรับแต่งทำให้แสงที่สะท้อนออกจาก “ผ้าล่องหน” มีสภาพเดียวกับแสงที่สะท้อนออกจากกำแพง ตาของเราจึงเห็นเป็นกำแพงแทนที่จะเห็นผ้าและวัตถุที่ผ้าดังกล่าวคลุมอยู่

ศาสตราจารย์จาง เสียง ยืนยันว่า โดยหลักการแล้วถ้าหากสามารถสร้างผ้าล่องหนดังกล่าวให้มีขนาดใหญ่พอ ก็สามารถนำไปคลุม “รถถัง” แล้วทำให้มันมองแล้วเหมือน “รถจักรยาน” ได้เลย

จุดอ่อนของแนวความคิด “ผ้าคลุมล่องหน” ของศาสตราจารย์ จาง เสียง และทีมงานนี้มีอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็คือสิ่งที่ถูกคลุมด้วยผ้าล่องหน จะล่องหนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ “นิ่งๆ”

เนื่องจากการปรับแต่งถูกทำให้เหมือนกับแบ๊กกราวด์ การเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกมองเห็นความผิดปกติทันทีนั่นเอง

 

อนาคตโลก ! ฮือฮาผู้ดีผุดรง.พลังงาน”มันฝรั่ง”ผลิตกระแสไฟฟ้า แห่งแรกของโลก (ชมภาพ)

2 1

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรงงานแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้คิดค้นวิธีประหยัดพลังงานสุดบรรเจิด ด้วยการสร้างโรงกลั่นน้ำมันชีวภาพ สกัดจากผลมันฝรั่ง สร้างความฮือฮาอย่างมาก

รายงานระบุว่า โรงผลิตมันบดและพายสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ อยู่ในเครือของบริษัท “Cavaghan & Gray” โดยเป็นชื่อของสองพี่น้องผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทผลิตวัตถุดิบที่มีผู้คนรู้จักทั่วโลกและมีพนักงานกว่า 23,000 คน และกว่า 36 สัญชาติทำงานอยู่ที่นี่ ตั้งอยู่ที่เมืองคาร์ไลส์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ 

และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นโรงงานแห่งแรกของโลกที่ใช้ “มันฝรั่ง” ผลิตพลังงานกระแสไฟฟ้าและพลังงานไอน้ำ ด้วยการแปลงสภาพเหล่ามันฝรั่งที่เน่าเสียจากการเก็บเกี่ยวผ่านโรงกลั่นน้ำมันชีวภาพ รวมไปถึงนำเปลือกมันฝรั่งมาใช้เป็นพลังงานไอน้ำ และถือเป็นการแปลงโฉมอุตสาหกรรมสมัยใหม่โดยทันที โดยโรงงานแห่งน้ำสามารถผลิตพลังงานสะอาด หรือ Green energy ได้ถึง 3,500 เมกะวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อปี รวมไปถึงสามารถผลิตพลังงานไอน้ำได้ประมาณ 5,000 เมกะวัตต์/ชั่วโมงต่อปี 

โดยภายใต้พลังงานดังกล่าว จะช่วยให้โรงงานลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ถึง 35,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ โรงงานนี้ยังมีแผนจะขยายโรงกลั่นเพิ่มขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร เนื่องจากพลังงานที่มาจากมันฝรั่ง สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ เช่น พิซซ่า พุดดิ้ง พาย และผลิตภัณฑ์จำพวกเนื้อสัตว์ปีก เพื่อวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในอังกฤษ อาทิ  Lidl , Masks & Spencer รวมไปถึง saintbury′s ให้ได้มากที่สุด 

ด้านนายแอนดรู เอ็ดลิน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาของบริษัทกล่าวว่า “โรงงานกลั่นพลังงานชีวภาพแห่งนี้จะเป็นโรงงานด้านอุตสาหกรรมการผลิตอาหารแห่งแรกของโลก ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยและสร้างพลังงานจากมันฝรั่งที่เน่าเสีย มาผลิตพลังงานทดแทน อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นกำลังการผลิตได้อีกด้วย”

นาซาค้นพบครั้งใหญ่! ยังมีน้ำไหลบนดาวอังคาร

นาซาค้นพบครั้งใหญ่! ยังมีน้ำไหลบนดาวอังคาร

ภาพจากนาซาแสดงร่องรอยมีน้ำไหลบนดาวอังคารในปัจจุบัน (NASA/JPL/University of Arizona)

      นาซาประกาศการค้นพบครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานจากยานอวกาศที่โคจรรอบดาวอังคารยืนยันยังคงมีน้ำไหลอยู่บนดาวอังคารอยู่ในปัจจุบัน และอาจน้ำไปสู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวแดงเพื่อนบ้านของโลก

องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) แถลงการค้นพบครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์จากสำนักงานใหญ่ในวอชิงตัน สหรัฐฯ เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 28 ก.ย.2015 ตามเวลาประเทศไทยว่า พบหลักฐานจากยานมาร์สเรคองเนซองส์ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) หรือเอ็มอาร์โอ (MRO) ที่นาซาส่งไปโคจรรอบดาวอังคาร ซึ่งยืนยันหนักแน่นว่ายังคงมีน้ำไหลอยู่บนดาวอังคารในปัจจุบัน

ทางด้านรอยเตอร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ภาพจากยานอวกาศดังกล่าว และพบมีน้ำที่มีเกลือไหลบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อหน้าร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มโอกาสที่ดาวเคราะห์เพื่อนบ้านจะเป็นแหล่งให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และได้เผยแพร่การค้นพบนี้ลงวารสารวิชาการในวันเดียวกับการแถลงข่าว

ขณะที่ข่าวเผยแพร่จากนาซาระบุว่า นักวิจัยได้ใช้ภาพที่บันทึกด้วยกล้องบนยานเอ็มอาร์โอตรวจพบสัญญาณเกลือแร่ที่มีโมเลกุลน้ำบริเวณที่ลาดชัน ซึ่งปรากฏเป็นริ้วปริศนาบนดาวอังคาร โดยริ้วมืดจากภาพนั้นปรากฏให้เห็นว่าลดลงและไหลเป็นสายตลอดเวลา

ระหว่างฤดูร้อนริ้วดังกล่าวยิ่งดำขึ้นและไหลลงทางลาดชัน และในช่วงฤดูหนาวริ้วดังกล่าวมีสีจางลง ริ้วเหล่านี้ปรากฏในหลายพื้นที่บนดาวอังคาร เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า -23 องศาเซลเซียส และหายไปเมื่ออุณหภูมิเย็นลง

“ภารกิจของบนเราดาวอังคารคือตามหาน้ำเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตในเอกภพ และตอนนี้เราก็มีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้นได้คำตอบแล้ว นี่เป็นก้าวที่สำคัญ เมื่อปรากฏชัดเจนว่าน้ำ แม้จะเป็นน้ำเกลือก็ตาม กำลังไหลอยู่บนพื้นผิวดาวอังคารทุกวันนี้” จอห์น กรันฟิล์ด (John Grunsfeld) ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกอำนวยการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวระหว่างแถลงข่าว

สายธารเชิงเขาเหล่านี้มีชื่อว่าเส้นลาดชันอาร์เอสแอล (recurring slope lineae: RSL) ซึ่งมักถูกระบุว่า มีโอกาสที่จะเป็นน้ำของเหลว ซึ่งการค้นพบเกลือมีน้ำบนพื้นที่ลาดชันชี้ถึงสิ่งที่อาจสัมพันธ์ต่อริ้วสีดำ โดยเกลือมีน้ำอาจจะลดจุดเยือกแข็งของน้ำเกลือเหมือนเกลือบนโลกที่ช่วยละลายหิมะและน้ำแข็งบนถนนได้เร็วขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เหมือนกระแสใต้พื้นผิวตื้นๆ ที่มีน้ำมากพอจะซึมสู่พื้นผิว ทำให้เกิดเป็นริ้วสีดำในภาพ

รอยเตอร์รายงานอีกว่า แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแหล่งกำเนิดและองค์ประกอบทางเคมีของน้ำดังกล่าว แต่การค้นพบค้นพบนี้จะเปลี่ยนความคิดของนักวิทยาศาสตร์ว่าดาวเคราะห์เพื่อนบ้านนี้เหมือนดาวเคราะห์โลกในระบบสุริยะที่มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ใต้เปลือกโลก

“มันบ่งบอกว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคารในทุกวันนี้” กรันฟิล์ดให้ความเห็น 

       ส่วน จิม กรีน (Jim Green) ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซา กล่าวว่า ดาวอังคารไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่แห้งแล้งและไม่น่าสนใจอย่างที่เราคิดกันที่ผ่านมา ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มั่นคง น้ำของเหลวได้ถูกค้นพบบนดาวอังคาร

ทว่านาซาก็ไม่รีบร้อนที่ค้นหาว่าน้ำเกลือที่เพิ่งค้นพบนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือไม่ โดยกรันฟิล์ดให้ความเห็นว่าถ้าเขาเป็นจุลินทรีย์ก็คงไม่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ค้นพบ แต่จะอาศัยอยู่ทางเหนือหรือใต้มากกว่าบริเวณที่พบน้ำเกลือ และจะอยู่ให้ลึกลงไปใต้พื้นผิวมากๆ ซึ่งจะพบน้ำจืดได้มากกว่า

“เราแค่สงสัยว่าแหล่งอาศัยแบบนั้นมีอยู่ และเราก็มีหลักฐานบางประการว่ามีแหล่งแบบนั้น” กรันฟิล์ดกล่าว

การค้นพบน้ำไหลนี้เกิดขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์พัฒนาเทคนิคใหม่เพื่อวิเคราะห์และทำแผนที่องค์ประกอบเคมีบนดาวอังคารโดยใช้ยานเอ็มอาร์โอของนาซา และได้พบลักษณะสำคัญของเกลือที่เกิดขึ้นเฉพาะในน้ำที่มีอยู่ตอนนี้ในช่องแคบๆ ที่ตัดผ่านหน้าผาบริเวณเส้นศูนย์ของดาวอังคาร

สำหรับพื้นที่ลาดชันดังกล่าวถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2011 ปรากฏระหว่างเดือนในหน้าร้อนของดาวอังคาร แล้วหายไปเมื่ออุณหภูมิต่ำลง และคุณลักษณะทางเคมีบ่งบอกถึงเกลือที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าริ้วดังกล่าวเกิดจากการตัดผ่านของน้ำ แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถวัดได้อย่างแน่ชัด

“ตอนนั้นผมไม่คิดว่าจะมีหวัง” ลุเชนทรา โอชา (Lujendra Ojha) นักศึกษาปริญญาโทสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) และนักวิจัยหลักผู้เขียนรายงานการค้นพบดังกล่าวบอกแก่รอยเตอร์

ทั้งนี้ เนื่องจากยานเอ็มอาร์โอได้วัดข้อมูลระหว่างช่วงร้อนที่สุดของวันบนดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าร่องรอยใดๆ ของน้ำ หรือคุณลักษณะจากเกลือแร่มีน้ำจะระเหยไป อีกทั้ง เครื่องมือวัดองค์ประกอบเคมีบนยานโคจรยังไม่สามารถเก็บรายละเอียดของริ้วแคบๆ ที่กว้างไม่ถึง 5 เมตรได้

ทว่าโอชาและคณะได้สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถตรวจสอบแต่ละพิกเซลหรือหน่วยภาพได้อย่างละเอียด จากนั้นใช้ข้อมูลดังกล่าวสร้างภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น และเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้พุ่งความสนใจไปที่ริ้วที่กว้างที่สุด ที่ตรงกับตำแหน่งและการตรวจพบเหลือมีน้ำ 100%

“การค้นพบนี้ยืนยันว่าน้ำกำลังแสดงบทบาทต่อลักษณะเหล่านี้” อัลเฟร็ด แม็คอีเวน (Alfred McEwen) นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) กล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าเกลือแร่เหล่านั้นดูดซับไอน้ำโดยตรงจากชั้นบรรยากาศบางเบาของดาวอังคาร หรือมีแหล่งน้ำแข็งละลายอยู่ใต้ดิน แต่ไม่ว่าแหล่งน้ำจะมาจากที่ใด รอยเตอร์ระบุว่ามุมมองต่อดาวอังคารก็เปลี่ยนไปเป็นบวกมากขึ้น จากที่เคยมองกันว่าดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่หนาวเย็นและแห้งกรัง กลับกลายเป็นดาวเคราะห์ที่ปัจจุบันสิ่งมีชีวิตอาจอาศัยอยู่ได้

ถึงอย่างนั้นแมคอีเวนกล่าวว่ายังต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบเคมีมากกว่านี้ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะสรุปเช่นนั้นได้ โดยระบุว่าไม่ใช่เพราะมีน้ำเท่านั้นที่บ่งบอกว่าดาวเคราะห์นั้นสามารถอาศัยอยู่ได้ อย่างน้อยต้องมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนดิน

ขณะเดียวกันคิวริออซิตี (Curiosity) ยานโรเวอร์ของนาซาที่กำลังวิ่งสำรวจบนพื้นผิวดาวอังคาร ก็พบหลักฐานว่าดาวอังคารมีองค์ประกอบและแหล่งอาศัยเหมาะสมสำหรับจุลินทรีย์ที่มีอยู่ได้ในอดีตบางช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่าดาวอังคารเปลี่ยนจากดาวที่อบอุ่น มีน้ำอุดมและคล้ายคลึงกับโลกมาเป็นดาวที่หนาวเหน็บและแห้งแล้งเหมือนทะเลทรายในทุกวันนี้ได้อย่างไร โดยเมื่อหลายพันล้านปีก่อนดาวอังคารที่ขาดสนามแม่เหล็กปกป้อง ได้สูญเสียชั้นบรรยากาศปริมาณมหาศาลไป และมีหลายการศึกษาที่กำลังประเมินว่าน้ำบนดาวอังคารหายไปมากแค่ไหน และยังเหลืออีกเท่าไรในแหล่งน้ำแข็งใต้ดิน 

ประมวลภาพ ‘จันทรุปราคาเต็มดวง’ วัน ‘ซุปเปอร์มูน’

จันทรุปราคาเต็มดวงในเมืองโลซาน ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (ภาพ: AFP)

นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกำลังรับชมปรากฏการณ์ ‘จันทรุปราคา′ ที่เกิดขึ้นตรงกับวันพระจันทร์เคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกมากที่สุด หรือเรียกว่า ‘ซุปเปอร์มูน’ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน. …

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูมิภาคที่จะได้เห็นจันทรุปราคาครั้งนี้ในแบบเต็มดวงคือ ทวีปอเมริกาเหนือฝั่งตะวันออก, อเมริกาใต้, แอฟริกาตะวันตก และยุโรปตะวันตก ส่วน อเมริกาเหนือฝั่งตะวันตก, ทวีปยุโรปและแอฟริกาที่เหลือ, ตะวันออกกลางและเอเชียใต้ จะเห็นเป็นจันทรุปราคาบางส่วนเท่านั้น

ทั้งนี้ อเมริกาเหนือและใต้จะได้เห็นจันทรุปราคาเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันอาทิตย์ ส่วนภูมิภาคนับตั้งแต่สหราชอาณาจักรไปทางตะวันออกจะเห็นพระจันทร์เคลื่อนผ่านเงาของโลกในช่วงเช้ามืดวันจันทร์

ด้าน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐฯ อ้างว่า จันทรุปราคา ในวันซุปเปอร์มูนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 1982 และจะไม่เกิดขึ้นอีกจนกระทั่งปี 2033

จันทรุปราคาซุปเปอร์มูน ที่เมืองเมียร์ ประเทศเบลารุส (ภาพ; AP)

ชาวเมืองเมียร์ นั่งชมปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง (ภาพ: AP)

จันทรุปราคาเต็มดวงที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม (ภาพ: REUTERS)

จันทรุปราคาลอยอยู่ด้านหลังของปราสาทเซนต์จอร์จ ในกรุงลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส (ภาพ: AP)

ชาวกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ยืนชมจันทรุปราคา (ภาพ: AP)

ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นหลังหอไอเฟล ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (ภาพ: AFP)

จันทรุปราคาที่เมือง ซิลิกุรี ประเทศอินเดีย (ภาพ: AFP)

จันทรุปราคาเต็มดวงที่มองเห็นได้จากประเทศเยอรมนี (ภาพ: AP)

จันทร์เต็มดวงลอยอยู่หลังหอคอยของมัสยิด จามา มาสจิด ในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย

จันทรุปราคาซุปเปอร์มูนลอยอยู่ด้านหลังเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์ ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศ เฮติ (ภาพ: AP)

หลายภูมิภาคทั่วโลกตื่นตา ปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน หรือ พระจันทร์สีเลือด สุดอัศจรรย์เหนือท้องฟ้า

ซุปเปอร์มูน,พระจันทร์สีเลือด,ดาราศาสตร์,พระจันทร์,ดวงจันทร์ขนาดใหญ่

วันนี้ (28 ก.ย.)สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ภาพ ปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์มูน’ หรือปรากฏการณ์ พระจันทร์สีเลือด เหนือท้องฟ้า เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาชมได้ยาก และเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

โดยประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป แอฟริกา และเอเชียตะวันตก ตื่นตาเมื่อได้ชื่นชมปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการที่ดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกที่สุด และทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่และสว่างกว่าปกติราว 2-3 เท่าปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างคืนวันอาทิตย์คาบเกี่ยวช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับในปี 2525 และหากพลาดชมครั้งนี้ อาจต้องนับเวลารอชมอีกครั้งในปี 2576

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ซูเปอร์มูนครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับปรากฏการณ์จันทรคราสเต็มดวง หรือการที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันด้วย

ซึ่งประชาชนในชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐสามารถสังเกตการณ์ปรากฏการณ์จันทรคราสเต็มดวงได้นานถึง 1 ชั่วโมง จึงนับได้ว่า ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะก็ว่าได้

ซุปเปอร์มูน,พระจันทร์สีเลือด,ดาราศาสตร์,พระจันทร์,ดวงจันทร์ขนาดใหญ่

(Photo by Joseph Okpako/Getty Images)

ซุปเปอร์มูน,พระจันทร์สีเลือด,ดาราศาสตร์,พระจันทร์,ดวงจันทร์ขนาดใหญ่

ซุปเปอร์มูน,พระจันทร์สีเลือด,ดาราศาสตร์,พระจันทร์,ดวงจันทร์ขนาดใหญ่

(Photo credit should read KAY NIETFELD/AFP/Getty Images)

ซุปเปอร์มูน,พระจันทร์สีเลือด,ดาราศาสตร์,พระจันทร์,ดวงจันทร์ขนาดใหญ่

(Photo credit should read ROLF VENNENBERND/AFP/Getty Images)

GLASTONBURY, UNITED KINGDOM - SEPTEMBER 28: The full eclipse of the moon ends as the moon leaves the shadow of the Earth on September 28, 2015 in Glastonbury, England. Tonight's supermoon - so called because it is the closet full moon to the Earth this year - is particularly rare as it coincides with a lunar eclipse, a combination that has not happened since 1982 and won't happen again until 2033. (Photo by Matt Cardy/Getty Images)

(Photo by Matt Cardy/Getty Images)

The moon turns red during a total eclipse, seen behind the iconic Liver Bird on the Liver Building in Liverpool, north west England, early on September 28, 2015. For the first time in decades, skygazers were in for the double spectacle on September 28 of a swollen "supermoon" bathed in the blood-red light of a total eclipse. AFP PHOTO/PAUL ELLIS (Photo credit should read PAUL ELLIS/AFP/Getty Images)

(Photo credit should read PAUL ELLIS/AFP/Getty Images)

PARIS, FRANCE - SEPTEMBER 28 : The perigee full moon, or supermoon is seen next to the Eiffel Tower on September 28, 2015 in Paris, France. (Photo by Mustafa Yalcin/Anadolu Agency/Getty Images)

(Photo by Mustafa Yalcin/Anadolu Agency/Getty Images)

สุดระทึก! หนุ่มฝรั่งเศส ท้าความตาย เดินไต่เชือกระหว่างบอลลูน 2 ลูก (ชมคลิป)

 

https://youtu.be/n3g71F4_EBE

 

เสียวไส้แทน! สตันท์แมนหนุ่มฝรั่งเศส สุดใจกล้า หาวิธีแปลกใหม่มาท้าความตาย เดินไต่เชือกระหว่างบอลลูนอากาศร้อน 2 ลูก ที่ลอยตัวที่ระดับความสูงถึง 300 เมตร

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.58 เว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ ออนไลน์ เผยแพร่ความใจกล้าบ้าบิ่นท้ามฤตยูของสตันท์แมนหนุ่มชาวฝรั่งเศส 2 คน คือ นาย Tancrede Melet และนาย Julien Milliot ที่พยายามจะสร้างสถิติใหม่ ด้วยการเดินไต่เชือกระหว่างบอลลูนอากาศร้อนสองลูกที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ในความสูงระดับ 987 ฟุต หรือเกือบ 300 เมตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากทั้งคู่ ซึ่งอยู่ในทีมสตันท์แมน ‘Flying Frenchies’ ได้เริ่มมีไอเดียสุดเสียวไส้ คิดเดินไต่เชือกท้าความตายในรูปแบบนี้เมื่อปีก่อน

ช่วงนาทีแห่งความระทึก เริ่มจากนาย Tancrede ซึ่งเป็นผู้เดินไต่เชือกระหว่างบอลลูน 2 ลูกเป็นคนแรก และประสบความสำเร็จด้วยดี เพียงแค่ตกจากเชือกลงมาพอให้หวาดเสียวเพียงครั้งเดียว เพียงแต่ จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้นาย Julien สตันท์แมนอีกคน ไม่สามารถเดินไต่เชือกเป็นคนที่สอง ตามที่ตั้งใจไว้

ข่าวแจ้งว่า สตันท์แมนใจกล้าทั้งสองคนและทีมงาน ได้ตระเตรียมวางแผนการไต่เชือกระหว่างบอลลูนอากาศร้อนกันมาอย่างหนัก เพราะเป็นการเตรียมงานที่มีความสลับซับซ้อนมาก รวมถึงการหาวิธีว่าทำอย่างไรไม่ให้บอลลูนทั้งสองลูกลอยห่างออกจากกันเกินไป

ที่มา  http://thairath.co.th/content/528513

ท้ามฤตยู! นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมโชว์ร่อน “วิงสูท ฟลายอิ้ง” กีฬาบินร่อนสุดหวาดเสียว

 

https://youtu.be/WVuI_S-CmaI

 

นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวอังกฤษ เกรแฮม ดิกคินสัน ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Graham Dickinson พร้อมตั้งชื่อคลิปว่า The Great Dario เป็นคลิปวิดีโอโชว์ความหวาดเสียว ขณะเขากำลังเล่น “วิงสูท ฟลายอิ้ง” หนึ่งในกีฬาผาดโผนท้ามฤตยู โดยใส่ วิงสูท ชุดติดปีกที่ใส่แล้วทำให้สามารถบินร่อนได้เหมือนกระรอกบิน ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬาดิ่งพสุธาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแถบยุโรป เขาใส่ชุดนี้และบินร่อนอยู่บนอากาศ หลบหลีกบรรดาต้นไม้และเเนวหิน ด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยคลิปวิดีโอนี้ถ่ายด้วยกล้อง Gopro โดยเพื่อนของเขาที่ชื่อ ดาริโอ ซึ่งใส่วิงสูทและบินร่อนอยู่เหนือตัวเขา ซึ่งคลิปวิดีโอนี้มียอดไลค์ในเฟซบุ๊กของเขาถึง 36,000 กว่าไลค์ มียอดเเชร์ 120,000 กว่าครั้ง และมียอดผู้เข้าชมมากถึง 6 ล้านกว่าครั้ง

นอกจากนี้ ในเฟซบุ๊กของเกรแฮม ยังมีคลิปวิดีโอที่ถ่ายขณะเขากำลังใส่วิงสูทบินร่อนอยู่บนอากาศอีกหลายคลิปด้วยกัน ซึ่งต่างได้รับความสนใจจากชาวเน็ต และบรรดานักกีฬาเอ็กซ์ตรีมผู้ชื่นชอบความหวาดเสียวเป็นอย่างมาก

 

นาซายัน! พบหลักฐานมีน้ำไหลบนดาวอังคารในปัจจุบัน (ชมคลิป)

 

https://youtu.be/uE0b6wc2Hzg

ภาพจากนาซา แสดงให้เห็นรอยสีเข้ม แคบและยาวราว 100 ม. บนพื้นผิวของดาวอังคาร ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เกิดการการไหลของน้ำเค็ม (ภาพ: NASA/AP)

ภาพถ่ายใหม่จากยาน มาร์ส เรคคอนไนเซนเซส ออร์บิเตอร์ (เอ็มอาร์โอ) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) แสดงให้เห็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดที่พบจนถึงตอนนี้ ว่ามีของเหลว ไหลเป็นช่วงๆบนดาวอังคารในยุคปัจจุบันนี้…

นักวิจัยตรวจสอบภาพถ่ายสเปกตรัมของดาวอังคารจากยานเอ็มอาร์โอ และพบสัญญาณของผลึกแร่บริเวณเนินลาดซึ่งมี ‘ริ้วรอยหรือสายสีเข้ม’ หรือ ‘รีเคอริง สโลป ลินแน’ (recurring slope lineae: RSL) ที่พบบนดาวอังคารก่อนหน้านี้ พวกเขาเห็นด้วยว่ารอยนี้เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีสีเข้มขึ้นและดูเหมือนจะไหลลงเนินลาดชันในฤดูที่มีอุณหภูมิอบอุ่น และจางลงในฤดูที่อากาศเย็นลง รอยเหล่านี้ปรากฏขึ้นหลายแห่งเมื่ออุณหภูมิบนดาวดวงนี้สูงกว่า -23 องศาเซลเซียส และหายไปเมื่ออุณหภูมิเย็นลง

รอยสีเข้มกระจายออกบริเวณกำแพงของแอ่ง ‘การ์นี’ (Garni crater) บนดาวอังคาร (ภาพ: NASA/AP)

ดร. ลูเชนทรา โอจา จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ในนครแอตแลนตา สหรัฐน ผู้นำการเขียนรายงานเรื่องการค้นพบครั้งล่าสุดนี้ ระบุว่า ผลึกแร่ที่พบคือ เปอร์คลอเรต ซึ่งเป็นเกลือชนิดหนึ่ง และประกอบด้วยส่วนผสมของ โซเดียมเปอร์คลอเรต, แมกนีเซียมคลอเรตและแมกนีเซียมเปอร์คลอเรต

ดร.โอจาเผยว่า พวกเขาพบผลึกเกลือเหล่านี้ที่รอยสีเข้มหลายจุดบนดาวอังคาร แต่พบเมื่อรอยสีเข้มขยายตัวออกมากๆเท่านั้น และเมื่อพวกเขาตรวจสอบรอยสีเข้มจุดเดิมในเวลาต่อมา ก็พบว่ามันไม่ได้ขยายตัวเท่าเก่าและพวกเขาก็ไม่พบผลึกเกลือแล้ว ทำให้เชื่อว่า ทั้งรอยสีเข้มหรือกระบวนการเกิดรอยนี้ เกี่ยวข้องกับผลึกเกลือที่พบใหม่นี้ ขณะที่การพบผลึกเกลืออยู่บนเนินเหล่านั้นก็หมายความว่า น้ำ มีบทบาทสำคัญในการเกิดรอยดังกล่าวด้วย

รอยสีเข้มไหลลงจากเนินเขาบนดาวอังคาร (ภาพ: NASA/AP)

ทั้งนี้ ผลึกเกลือ เปอร์คลอเรต จะช่วยลดจุดเยือกแข็งของน้ำให้ต่ำลง และเคยมีการทดสอบแล้วว่า มันป้องกันของเหลวไม่ให้แข็งตัวแม้อยู่ในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส

ดร.โอจา กล่าวว่าการค้นพบใหม่นี้เป็นการยืนยันว่า รอยสีเข้มปริศนาที่เขาพบบนเนินของดาวอังคารเมื่อ 5 ปีก่อนคือน้ำบนดาวอังคารในยุคปัจจุบัน

อนึ่ง นาซาระบุว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นความหวังยิ่งใหญ่ในการค้นพบสภาพที่พอเหมาะแก่การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร หรืออาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ซึ่งนาซาเตรียมเผยแผนส่งนักบินอวกาศไปสำรวจที่ดาวเคราะห์ดวงนี้ต่อไป

ชมคลิปที่นี่

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/528561