คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2015

กำลังของความฝัน

1
https://youtu.be/4blYE1Z7ODY
Honda: The Power of Dreams – Awesome Commercial

ฟิสิกส์ราชมงคล แจก e-book ฟรี ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ เรื่อง ฟิสิกส์ เว้ย.. เฮ้ย!!! เล่ม 2

1

   ฟิสิกส์ราชมงคล แจก e-book ฟรี  ของ ผศ.สุชาติ สุภำพ   เรื่อง ฟิสิกส์ เว้ย.. เฮ้ย!!!  เล่ม 2  ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 58 โดย ท่าน ต้อง ดาวน์โลดโปรแกรมอ่านหนังสือเข้ามาที่เครื่องคอมของท่านก่อน จึงสามารถอ่านหนังสือได้ จากที่นี่   http://www.mebmarket.com/index.php?action=Download  และ เมื่อลงโปรแกรม แล้ว จึงดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่ https://www.mebmarket.com/ebook-27568-%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%A2..%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B9%89%E0%B8%A2-!!!-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1-2-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%A1.%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2  ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

เผยคลิปนาทีปาร์ตี้สยองไต้หวัน เจ็บ 500 คาด”แป้งสี” ต้นตอ (สยอง)

 

 

   บีบีซีรายงานวันที่ 28 มิ.ย. ว่ายอดผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดไฟไหม้ที่สวนสนุกฟอร์โมซา วอเตอร์ พาร์ก นอกกรุงไทเปของไต้หวัน ในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา สูงเกิน 500 ราย ในจำนวนนี้ 180 ราย อาการสาหัส ส่วนใหญ่สูดเอาแป้งสีในปาร์ตี้เข้าไปจนหายใจไม่ออก นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสันนิษฐานว่า แป้งสีที่ผู้จัดปาร์ตี้สาดเข้าไปเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิด

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในวลา 20.30 น. ขณะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 1,000 คนใกล้เวที มีผู้ถ่ายคลิปเหตุการณ์นาทีที่ผู้จัดสาดแป้งสีเข้าใส่ฝูงชน ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทำให้เกิดปฏิกิริยากับความร้อนของแสงไฟบนเวทีจนเกิดระเบิดขึ้น

โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ นักการตลาด กับหลอดไฟที่เปลี่ยนโลก

แม้ว่า ” โทมัส เอดิสัน” จะไม่ใช่ผู้ที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า คนแรกในโลก แต่เขาเป็นนักประดิษฐ์ นักการตลาด และผู้นำ… ที่เปลี่ยนแปลงโลกจากสิ่งที่เขาประดิษฐ์ และ แนวคิดในการด้วยการจับคู่ ทักษะในการเป็น “นักประดิษฐ์” กับ ความคิดในการเป็น “นักการตลาด  นักธุรกิจ” ผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น…

หลอดไฟฟ้าไส้คาร์บอน ที่ทำจากไม้ไผ่ญี่ปุ่น ที่ส่องสว่างได้ 900 ชั่วโมง , สวิตช์ ปิด-เปิด หลอดไฟ สายไฟ มิเตอร์ไฟฟ้า และ อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะสร้างระบบแสงสว่างให้กับ อเมริกา และ มนุษยชาติ, เครื่องบันทึกเสียง, โรงจ่ายไฟฟ้า, แบตเตอรี่, เครื่องถ่ายภาพ, ระบบไฟฟ้ากระแสตรง และสิ่งประดิษฐ์อีกมากมาย

ด้วยแนวคิดในการ “สร้างประสิทธิภาพในการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ที่ยาวนานขึ้น กับราคาที่คนธรรมดาสามารถจับต้องได้ และใช้งานได้อย่างสะดวก” ในยุคแห่งการประฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1870 ที่หลอดไฟไส้คาร์บอน และสิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัย ของเขาจาก นั้นเป็นสินค้าราคาแพง และยังไม่เป็นที่นิยมได้

แต่ด้วยบทบาทของการเป็น “นักการตลาด” ของเอดิสัน (ที่เราไม่รู้จักสักเท่าไหร่) ที่มองการไกล ที่มองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ ด้วยหลัก อุปสงค์(ความต้องการของตลาด) กับอุปทาน (สินค้า/บริการ ที่ป้อนเข้าสู่ตลาด)

ทำให้ โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) เริ่มต้นสร้างอาณาจักรยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า “จีอี” เจเนอรัล อิเล็กทริค “G.E.” (  General Electric) และบริษัทอื่นๆ ของเขา

คนทั่วโลกในยุคของเขา เรียก เอดิสัน ว่า ” พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค (Menlo Park)” และยกย่องให้เขาเป็นอัจฉริยะของโลก แต่สิ่งที่เขาบอกกับโลกนี้ว่า…

“อัจฉริยะในความคิดผม(เอดิสัน) ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1% ส่วนอีก 99% จากความพยายาม และการลงมือทำ”

เรามาทำความรู้จักกับ สุดยอดนักประดิษฐ์ นักการตลาด และนักธุรกิจ ที่ชื่อว่าโทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) กันกับ

เอดิสัน ผู้จุดประกายโลก ตอนที่ 1…

เอดิสัน ผู้จุดประกายโลก ตอนที่ 2…


เอดิสัน ผู้จุดประกายโลก ตอนที่ 3…

[ผมแนะนำให้ดูวิดีโอทั้ง 3 ตอนนี้ให้จบ เพื่อที่คุณจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากบทความนี้]
สิ่งที่ยืนยันคำพูด และความทุ่มเทในการสร้าง “สิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณค่า ที่สามารถทำเงินให้กับเขาได้”  สิ่งที่เอดิสัน เป็นเจ้าของสิทธิบัตรของสิ่งประดิษฐ์ใน อเมริกา ถึง 1,093 ชิ้น ภายในระยะเวลา 50 ปี กับการทดลองหลายหมื่นครั้ง

ที่ทำให้เขากลายเป็น “สุดยอดนักประดิษฐ์”  ควบคู่ไปกับการเป็น สุดยอด “นักการตลาด” ผู้สร้างหลอดไฟ…ที่เปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นโลกที่สว่างไสว
ผมเชื่อว่าคุณเป็น สุดยอดนักประดิษฐ์ นักการตลาด และนักธุรกิจ เหมือน เอดิสัน ผู้จุดประกายโลก คนนี้ได้เพราะคุณมีพลังของผู้นำที่จะเปลี่ยนโลกนี้ได้อยู่ในตัว

แด่ความสำเร็จที่ยิ่่งใหญ่ ของคุณ
กมลเวช เมืองศรี
กมลเวช เมืองศรี
Online Business Coach
คลิกเพื่อติดตามกมลเวช ทาง Facebook Page

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1221713581226792

อย่างเก่ง! ชาวเน็ตฮือฮา หนูน้อยมะกันไม่ถึง 2 ขวบปีนหน้าผาจำลอง (ชมคลิป)


อนาคตคงไม่ต้องทาย โตขึ้นมาจะเล่นกีฬาเก่งขนาดไหน….ชาวเน็ตกว่าล้านแห่ดูคลิป ‘เอลลี ฟาร์เมอร์’ เด็กหญิงมะกันวัยไม่ถึง 2 ขวบ ปีนหน้าผาจำลองเก่งมาก แม่เผยปีนเป็นตั้งแต่ยังเดินไม่ได้

สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปวิดีโอสุดฮือฮา ชาวเน็ตแห่เข้าไปดูแล้วมากกว่าล้านวิว เพียงแค่ไม่กี่วัน หลังคลิปนี้ถูกโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กในโซเชียลมีเดีย เพราะต้องทึ่งในความสามารถของ ด.ญ.เอลลี ฟาร์เมอร์ เด็กหญิงชาวอเมริกันวัยแค่ประมาณ 20 เดือน ซึ่งยังพูดไม่ได้ สามารถใช้แขนและขาน้อยๆ ของตนเองป่ายปีนหน้าผาจำลองได้อย่างคล่องแคล่ว แถมเด็กหญิงเอลลียังส่งเสียงร้องออกมาเหมือนกับจะบอกพ่อแม่ว่า ‘ดูนะ! หนูทำได้’

ราเชล และแซก ฟาร์เมอร์ สองสามีภรรยา ผู้เป็นพ่อและแม่ของหนูน้อยเอลลี ซึ่งเคยเข้าแข่งขันการปีนหน้าผากันมาทั้งคู่ เล่าว่า เอลลีสามารถปีนหน้าผาจำลองก่อนจะเดินได้เสียอีก ตั้งแต่อายุแค่เพียง 8 เดือนเท่านั้น โดยแซก พ่อของเด็กหญิงได้สร้างหน้าผาจำลอง สูง 8 ฟุต ไว้ในห้องนอน เพื่อให้เอลลีหัดปีน หวังสร้างกล้ามเนื้อของลูกให้แข็งแรง และทุกวันนี้ เอลลี กลายเป็นเด็กหญิงที่รักในการออกกำลังกายแม้จะมีอายุไม่ถึง 2 ขวบ โดยจะติดตามพ่อกับแม่ไปโรงยิมในเมืองแฟลกสตาฟฟ์ รัฐแอริโซนา ถึงสัปดาห์ละ 5 วันและบางครั้ง ยังเรียกความสนใจให้แก่ผู้มาออกกำลังกาย ด้วยการเล่นห่วงยิมนาสติกโชว์อีกด้วย

การทดลอง ของฟาราเดย์ (ทดลองได้ด้วยตนเองที่หน้าจอมือถือของท่าน)

คลิกเข้าสู่การทดลองโดยตรง

ข้างบนท่านสามารถทดลองได้ด้วยตนเอง

วิธีทดลอง 1. ใช้นิ้วของท่านลากแม่เหล็กผ่านเข้าไปในลูบของขดลวด

2. สังเกตเข็มของโวลต์มิเตอร์ว่าเป็นอย่างไร

3. คลิกปุ่มขดลวด เป็น 2 ขด  และให้ท่านลากแม่เหล็กผ่านเข้าไปในขดลวด

4. คลิกปุ่มอื่นๆอีก สังเกตการเปลี่ยนแปลง

Faraday's Law Screenshot

นำมาจาก  https://phet.colorado.edu/en/simulation/faradays-law
faraday

อ่านต่อที่นี่

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

นักวิจัย วว. โชว์ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดเมล็ดองุ่นแก่ผู้สนใจ

       นักวิจัย วว.ผุดครีมหน้าเด้งลืมแก่-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดเมล็ดองุ่น พลิกของเหลือโรงงานไวน์เพิ่มมูลค่าสู่เวชสำอางนาโนมีระดับ หลังพบสารสกัดในเมล็ดองุ่นอนุภาพสูงกว่าวิตามินซีและอี 50 เท่า มีฤทธิ์ชะลอแก่-ต้านทานโรคมะเร็ง

“องุ่นทานแล้วอร่อยค่ะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่าตัวที่มีประโยชน์จริงๆ คือ เมล็ดที่เราคายทิ้ง เพราะนอกจากรสชาติจะฝาดขมไม่อร่อยแล้ว ยังสร้างความรำคาญเวลากิน แถมยังเป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตไวน์ด้วย” ดร.ประไพภัทร คลังทรัพท์ นักวิจัยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (วว.) หัวหน้าโครงการผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เกริ่นถึงที่มาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสารสกัดเมล็ดองุ่นแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

ดร.ประไพภัทร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว.ได้ทดลองสารสกัดจากผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้หลายชนิดทั้งลองกอง ฟักข้าวรวมถึงสมุนไพรต่างๆ แต่ผลงานวิจัยล่าสุดที่ประสบความสำเร็จคือ การสกัดสารพฤกษเคมี “โอลิโกเมอริก โปรแอนโต ไซยานิดิน” (Oligomeric Proantho Cyanidin: OPCs) จากกากเมล็ดองุ่นพื้นเมืองไทย ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอนุภาพสูงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและสูงกว่าวิตามินอีกว่า 50 เท่า อีกทั้งเสริมสร้างการเกิดคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือด ต้านการอักเสบและมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ทีมวิจัยจึงนำสารสกัด OPCs ซึึ่งเป็นสารกลุ่มหนึ่งในกลุ่มพอลิฟีนอล (polyphenol) มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณเชิงป้องกันโรคและบำรุงความงามของผิวพรรณ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดเมล็ดองุ่นไทย โดยใช้เทคโนโลยีนาโนอิมัลชันที่จะทำให้เนื้อครีมมีขนาดเล็ก สามารถซึบซาบผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดีและมีการออกฤทธิ์ที่นานขึ้น

เวชสำอางนาโนต้านความแก่จากสารดังกล่าวมร 2 ผลิตภัณฑ์คือ ครีมปกป้องผิวหน้าในเวลากลางวัน และครีมบำรุงผิวหน้าในเวลากลางคืน ภายใต้ชื่อ “วีทริสตร้า″ (VITISTRA) และได้รับความร่วมมือจากสถาบันนวัตกรรมสุขภาพ ผิวพรรณความงาม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กทม.ในการประเมินประสิทธิผล

“ป๊อกดำ หรือ วีทิส วินิเฟอรา (Vitis vinifera) คือองุ่นพันธุ์พื้นเมืองที่เราศึกษาวิจัยสารที่อยู่ภายในเมล็ด เพราะเป็นองุ่นที่เกษตรกรนิยมปลูกและถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมไวน์ ถ้าเราไม่ทำตัวนี้จะน่าเสียดายมากเพราะหลังจากกระบวนการบีบน้ำองุ่นจากโรงงานไวน์แล้ว กากและเมล็ดองุ่นจะถูกทิ้งอย่างไร้ค่า ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าเรานำเมล็ดมาสกัดแล้วใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง นอกจากผู้ใช้จะได้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดดีๆ แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย” หัวหน้าโครงการ กล่าวแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

ด้าน ปิยนุช สนิ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. ผู้พัฒนาสูตรครีมบำรุงผิวหน้า เผยว่า นอกจากจะผลิตจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว ยังมั่นใจด้วยว่าจะสามารถขยายขนาดการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมได้ เพราะเทคโนโลยีการสกัดที่มีทำให้ได้สารกัดจากเมล็ดองุ่นมากถึง 10% จากปริมาณเมล็ดตั้งต้น และพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ผู้ประกอบการทันที เพราะขณะนี้ครีมผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจากอาสาสมัครจนเป็นที่น่าพอใจ จากบุคคลทั่วไปและอาสาสมัครของ วว.

ปิยนุช ไล่เรียงว่าอาสาสมัครที่ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ มีจำนวนทั้งสิ้น 40 คนแบ่งออกเป็นบุคคลทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่ของ วว.ที่มีปัญหาผิวหน้าไม่เรียบ มีฝ้ากระจุดด่างดำ โดยจะมีการทดสอบการระคายเคืองก่อนแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพของครีม ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลา 60 วัน ผู้ทดสอบจะต้องทาครีมในขนาดและเวลาที่กำหนดให้ทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อครบกำหนดจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนใช้และหลังใช้ผลิตภัณฑ์

“การวัดผลเราจะใช้หลายวิธีด้วยกันในการเปรียบเทียบ หนึ่งในนั้นคือโปรแกรมวีเซีย (VISIA) ที่จะช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายใบหน้าระหว่างก่อนใช้และหลังใช้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกพอใจและมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกระจางลง ฝ้าจางลง ริ้วรอยต่างๆ ตื้นขึ้น ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น โดยมีผู้เกิดอาการระคายเคืองเพียงแค่ 2 ใน 40 คนเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เราได้จดแจ้งสิทธิบัตรแล้วเรียบร้อย พร้อมต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการแต่ถ้ามีผู้ใดสนใจก็สามารถติดต่อมาได้ที่ วว.ในราคากระปุกละ 300 บาท” ปิยนุชกล่าว

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ครีมบำรุงผิวหน้าตอนกลางวัน-กลางคืน และอาหารเสริมจากสารสกัดเมล็ดองุ่น ผลงานวิจัยตัวใหม่จากนักวิจัย วว.พร้อมต่อยอดสู่ผู้ประกอบการ

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ครีมบำรุงผิวหน้า มีกลิ่นหอม ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึบซาบง่ายด้วยเทคโนโลยีนาโนอิมัลชั่นและสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสารสกัดเมล็ดองุ่น

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ภาพเปรียบเทียบหลังการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าจากโปรแกรมวีเซีย

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ภาพเปรียบเทียบผลการใช้ของอาสาสมัครฝ่ายหญิงจากโปรแกรมวีเซียเผยให้เห็นจุดด่างดำบนใบหน้าที่ลดลงเมื่อใช้ติดต่อกัน 60 วัน

อาหารเสริม-เวชสำอางลืมแก่จากของเหลือโรงงานไวน์

ปิยนุช สนิ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (วว.)

ชนชราในจีน

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

ชนชราในจีน

Credit photo: Reuters

       เมื่อย่างเข้าวัยชรา ทุกคนจะรู้สึกว่าสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายลดลง เช่น สายตาจะมัว สมองจะลืมง่าย และกล้ามเนื้อจะอ่อนแรง เป็นต้น ส่วนโรคภัยต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจก็จะคุกคามมากขึ้น

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังสนใจวิถีชีวิตและจิตใจของคนในวัยโรย เพราะตระหนักว่าโลกทุกวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ และหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการครองตนของชนชราในยามถูกทอดทิ้ง และข้อมูลที่ได้อาจชี้นำให้สังคมปัจจุบันตระหนักว่า คนแก่ (บางคน) สามารถทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้บ้าง

งานวิจัยของ T. Hess แห่งมหาวิทยาลัย North Carolina State เมือง Raleigh รัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกาที่ปรากฏในวารสาร Journal of Gerontology เมื่อปี 2013 แสดงให้เห็นว่า ในการทดสอบความสามารถด้านการทรงจำของคนชรา ถ้าข้อสอบถามเนื้อหาที่เป็นเชิงสร้างสรรค์ คนชราจะตอบคำถามได้ดี แต่ถ้าเนื้อหาที่ถามเป็นไปในเชิงทำลาย คนชราจะตอบคำถามได้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร

งานวิจัยของ Hess ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ชราชนมีความสามารถในการรู้บุคลิกของคนแปลกหน้าได้ดีกว่าคนหนุ่มสาว เช่นว่า เป็นคนที่ฉลาดหรือโง่ โกงหรือซื่อสัตย์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนชรามีประสบการณ์ชีวิตและข้อมูลเกี่ยวกับคนมากกว่าคนหนุ่มสาวนั่นเอง

สำหรับการทดสอบความจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีต Hess ได้พบว่า ถ้าเรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของคุณท่าน ท่านก็จะจำได้ดี แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องเลย ท่านก็จะลืมเรียบร้อย เช่น ถ้ามีการเล่าเรื่องความยากลำบากในการหางานทำ กับเรื่องซื้อบ้านให้ฟัง ผู้ชราจะจดจำเรื่องบ้านได้ค่อนข้างดี แต่จำเรื่องประสบการณ์หางานทำที่ตนได้ประสบมานานแล้วไม่ค่อยจะได้ ทั้งนี้คงเป็นเพราะสมองของคนชรามีเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลน้อยลงทุกวัน ดังนั้น คนชราจึงต้องเลือกจำเฉพาะข้อมูลในอดีตที่ไม่นานจนเกินไป

ชนชราในจีน

Credit photo: Reuters

       ด้าน P. Bass แห่ง Max Planck Institute for Human Development ในเยอรมนีก็ได้พบว่า ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของคนชรา คือ การให้คำแนะนำที่เฉลียวฉลาดในการดำเนินชีวิตต่อบุคคลอื่น เช่น เวลาคนชราให้คำแนะนำแก่เด็กสาวที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร คำตอบของคนชราจะสมเหตุสมผลกว่าคนที่มีวัยน้อยกว่า นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามักเห็นผู้สูงวัยทำหน้าที่ชี้แนะและแก้ปัญหาหัวใจรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ ทั้งนี้เพราะคนชรามักมีสุขภาพจิตที่มั่นคง และตระหนักในข้อจำกัดต่างๆ ของชีวิตดีกว่าคนหนุ่มสาวที่มักตั้งความคาดหวังจากสังคมมากจนเกินไป

สำหรับเรื่องความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่นั้น คนชรามีความกระตือรือร้นน้อยเพราะคนชรามีชีวิตอนาคตเหลืออยู่อีกไม่มาก ดังนั้น ความสนใจของคนชราจึงมุ่งเป้าไปที่ชีวิตปัจจุบันมากกว่าชีวิตในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเวลาให้ถ่ายรูป คนหนุ่มสาวชอบถ่ายภาพของโลกภายนอก แต่คนชราจะสนใจถ่ายภาพของครอบครัว

ในกรณีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตก็ได้มีการพบว่า หนุ่มสาวมักจำเหตุการณ์ร้ายได้ดีกว่าเหตุการณ์ดี แต่คนชราจำเหตุการณ์ดีได้ดีกว่าเหตุการณ์ร้าย ดังที่ L. Carstensen แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ในสหรัฐอเมริกาได้พบจากการทดลองกับคนวัย 60-70 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ชราไม่มาก แต่ถ้าเป็นกรณีคนที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป สมองส่วน amygdala อาจถูกทำลายไปมากแล้ว ดังนั้น นอกจากคนวัยนี้จะจดจำอะไรไม่ได้แล้ว การควบคุมอารมณ์ก็อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากด้วย

คำถามที่เป็นประเด็นร้อนต่อไปคือ นักวิทยาศาสตร์สามารถชะลอความเสื่อมของสมองคนชราได้หรือไม่ คำตอบก็มีว่า ถ้าคนชราคนนั้นใช้ชีวิตในบรรยากาศที่มีเพื่อนสนิทหรือญาติห้อมล้อม อาการโรคสมองเสื่อมจะมาเยือนช้า ยิ่งถ้าคนชราได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะมีภูมิคุ้มต้านทานโรคได้ดี และถ้าได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าด้วย ปัจจัยเหล่านี้จะสามารถเสริมคุณภาพของการมีชีวิตยืนนาน และมีสมองที่มีสุขภาพดีได้

จีนเป็นประเทศหนึ่งที่กำลังสนใจเรื่องประชากรที่สูงวัย จึงได้สนับสนุนให้การสำรวจสุขสถานะของคนจีนในวัยชราทั้งประเทศ โดยตั้งชื่อโครงการว่า โครงการ CHARLS จากคำเต็มว่า China Health and Retirement Longitudinal Study ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากจีน และอเมริกาโดยได้สัมภาษณ์ คนจีนจำนวนประมาณ 18,000 คน ในครอบครัวกว่า 10,000 ครอบครัว เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนสภาพจากประเทศที่มีพลเมืองวัยหนุ่มสาวไปสู่ประเทศที่มีพลเมืองสูงอายุ รัฐบาลจีนหวังว่า ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถสู้ปัญหาสุขภาพ และปัญหาแรงงานที่กำลังจะเกิดในสังคมจีนในอนาคตได้

ชนชราในจีน

Credit photo: Reuters

       ตั้งแต่ปี 1980 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลจีนได้ประกาศใช้นโยบายอนุญาตให้สตรีมีบุตรได้เพียงคนเดียว และได้ออกเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันนี้ ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีนที่เกิดขึ้นก็มีผลทำให้การดูแลสุขภาพของประชากรทั้งประเทศในภาพรวมดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลขอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนจีนได้เพิ่มขึ้นมาก เมื่อจำนวนเด็กที่เกิดใหม่มีน้อยและคนแก่ที่ตายเริ่มมีมาก นั่นจึงหมายความว่า เด็กจีนหนึ่งคนจะต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตของพ่อแม่ และบรรดาญาติๆ ที่สูงวัยหลายคน นี่จะเป็นภาระในอนาคตที่หนักมากสำหรับคนจีนทุกคน เพราะในอดีต เด็กจีนหนึ่งคนจะมีพี่ๆ และน้องๆ ที่ช่วยกันดูแลบิดามารดา แต่ปัจจุบันเด็กจีนมักเป็นลูกโทน ดังนั้น ภาระการดูแลสวัสดิการของญาติผู้ใหญ่ทุกคนจึงตกเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว

ในปี 2010 สถิติการสำรวจได้ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า คนจีนที่มีอายุเกิน 60 ปีมีประมาณ 12% ถึงปี 2050 คนจีนวัยชราจะมีมากถึง 34% และนั่นก็หมายความว่า ในอีก 35 ปี คน 1 คนในทุก 3 คนในอีก 35 ปีจะมีอายุเกิน 60 ปี ตัวเลขที่สูงเช่นนี้ได้ทำให้รัฐบาลจีนกังวล

ดังนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ของจีนแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งกับ National Institute on Aging (NIA) ของสหรัฐฯ และ National Science Foundation ของจีน จึงประกาศร่วมมือกันทำงานในโครงการ CHARLS เพื่อสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การเงิน จิตใจและอารมณ์ของคนจีนตั้งแต่วัยเกษียณจนถึงวัยชรา

การสำรวจนี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2011 โดยทีมสัมภาษณ์ซึ่งประกอบด้วยคณะทำงานประมาณ 500 คนซึ่งได้ออกเดินทางไปสัมภาษณ์คนชราทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนเลี้ยงม้าในที่ราบสูงทิเบต คนร่อนเร่พเนจรในทะเลทรายมองโกเลีย หรือคนชั้นสูงที่ชอบอาศัยในเมืองปักกิ่ง ฯลฯ

ในการสัมภาษณ์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะถามเรื่องสถานภาพการเงิน และความพึงพอใจในชีวิตทั่วไป จากนั้นก็จะลงมือวัดความดันโลหิต ส่วนสูง น้ำหนักตัว ความอ้วน-ผอม ตรวจสภาพการทำงานของปอด และสภาพทั่วไปของร่างกาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังเก็บตัวอย่างของเลือดเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคของผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วยว่า เป็นโรคโลหิตจาง เบาหวาน และโรคหัวใจ ฯลฯ หรือไม่

ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นภาพที่ค่อนข้าง “น่ากลัว” ของคนจีนที่มีอายุเกิน 60 ปีว่า คนเหล่านี้เกือบ 25% มีฐานะยากจน40% มีอาการของโรคซึมเศร้า กว่า 50% เป็นโรคความดันโลหิตสูง
ข้อมูลสุขภาพที่จัดแบ่งตามเพศของคนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แสดงว่า
ผู้หญิงจีน 58.6% เป็นโรคความดันโลหิตสูง
และผู้ชายจีน 49.1% เป็นโรคเดียวกัน

ผู้หญิงจีน 31.7% มีน้ำหนักตัวมากเกินปกติ
และผู้ชายจีน 24.3% เป็นโรคเดียวกัน

ผู้หญิงจีน 39.1% มีอาการปวดเมื่อยตามตัว
ผู้ชายจีน 27.5% เป็นโรคเดียวกัน

ผู้หญิงจีน 34.3% มีสุขภาพทั่วไปไม่ดี
ผู้ชายจีน 29.2% เป็นโรคเดียวกัน

ผู้หญิงจีน 27.5% ต้องการความช่วยเหลือในการดำรงชีวิตประจำวัน
และผู้ชายจีน 19.3% ต้องการความช่วยเหลือในการดำรงชีวิตประจำวัน

สถิติทั้งหมดนี้จึงแสดงให้เห็นว่า หญิงจีนในวัยชรามีปัญหาด้านสุขภาพมากกว่าผู้ชาย

ชนชราในจีน

Credit photo: AP

       ครั้นเมื่อผู้สัมภาษณ์เจาะถามประเด็นเรื่องความสามารถทางสมอง ก็ได้พบว่าสมองผู้หญิงจีนเสื่อมเร็วกว่าสมองผู้ชายจีน ทั้งๆ ที่เมื่ออยู่ในวัย 45-52 ปี ผู้ชายและผู้หญิงจีนมีความสามารถในการเรียน รับรู้ และเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ดีพอๆ กัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความแตกต่างด้านความสามารถก็เริ่มปรากฏ แต่สำหรับประเด็นนี้ คณะวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า คงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การกินอาหาร การออกกำลังกาย และการศึกษา เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นตัวแปรที่สำคัญ และตามปรกติผู้ชายจีนชอบออกกำลังกาย และได้รับการสนับสนุนให้เรียนสูง แต่ผู้หญิงจีนไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมทั้งสองประเภทนี้

คณะวิจัยยังพบอีกว่า ความยากลำบากหนึ่งที่ประสบจากการเสาะหาข้อมูล คือ การอพยพย้ายถิ่นของผู้ถูกสัมภาษณ์จากชนบทเข้าไปอาศัยในเมืองเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างให้เป็นที่แน่นอนจึงทำได้ยาก นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เรื่องอายุก็อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะผู้สูงอายุมักจำวันเกิดของตนไม่ได้แม่นยำ สำหรับเรื่องการรักษาสุขภาพนั้น ผู้สูงอายุจีนมักพึ่งพายาจีนแผนโบราณ และบางคนไม่เคยไปหาหมอแผนปัจจุบันเลยในชีวิต ดังนั้นการบอกข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ตนกำลังเป็นจึงอาจคลาดเคลื่อนจากความจริง อนึ่งเวลาสัมภาษณ์ ถ้าผู้สัมภาษณ์พูดจาคนละภาษากับผู้ถูกสัมภาษณ์ ความเข้าใจผิดอาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะจีนเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นมากมาย และประเด็นสุดท้ายที่อาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน คือ ความไม่ไว้วางใจในการให้ข้อมูลส่วนตัว เพราะคนที่ถูกสัมภาษณ์อาจไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้าที่มาสัมภาษณ์ กระนั้นในการสำรวจเบื้องต้นนี้ เปอร์เซ็นต์ของคำตอบก็ยังนับว่าสูง เพราะตัวเลขของความร่วมมือ คือ 81%

โครงการ CHARLS ได้มีการวางแผนจะติดตามผลทุกการสัมภาษณ์ 2 ปี และคณะวิจัยมีแผนจะวิเคราะห์ DNA จากเลือดตัวอย่างของผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วย เพื่อใช้ทำนายโรคที่จะเกิดในอนาคตของผู้ถูกสัมภาษณ์

ในขณะที่โครงการนี้ยังไม่ยุติและยังไม่มีผลสรุป ทางรัฐบาลจีนได้ใช้ข้อมูลเบื้องต้นของการสำรวจนี้ ยืดอายุเกษียณของคนจีนออกไป โดยให้ผู้หญิงจีนเกษียณเมื่ออายุ 50 ปี และผู้ชายเมื่ออายุ 60 ปี ซึ่งตัวเลขที่น้อยนี้ได้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจ

ชนชราในจีน

Credit photo: Reuters

       โครงการ CHARLS ยังแสดงให้เห็นอีกว่า คนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะเกษียณเร็ว แต่ชีวิตทำงานของคนชนบทนั้นไม่มีการเกษียณ คือทำจนหมดแรงหรือหมดสภาพ ดังนั้น การยืดเวลาเกษียณของคนจีนจึงเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ส่วนข้อมูลโรคที่คนจีนกำลังจะเป็นในอนาคตนั้นสามารถช่วยรัฐบาลจีนในการวางแผนงบประมาณได้เหมาะสมเมื่อต้องเผชิญปัญหาจริงในอีกไม่นาน

นักประชากรศาสตร์ในจีนคาดการณ์ว่าในอีก 35 ปี ชาวจีนที่มีอายุเกิน 60 ปี จะมีมากกว่า 500 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนคนหนุ่ม-สาวที่มีอายุไม่ถึง 18 ปีหลายเท่า เมื่อจำนวนคนชรามีมากเช่นนี้ ปัญหาการดูแลก็จะมีมากตามไปด้วย

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เห็นการณ์ไกลจึงคิดตั้งบริษัทธุรกิจขึ้นมาดูแลคนสูงอายุ แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือของครอบครัวโดยลำพัง แต่ก็ติดขัดเรื่องประเพณีและค่านิยมในสังคมจีน เพราะคนจีนทั่วไปคิดว่าศูนย์ดูแลคนชราที่เอกชนหรือรัฐบาลจัดตั้งขึ้น เป็นสถานที่สำหรับคนชราที่ไร้ญาติ หรือสำหรับคนที่ญาติไม่ต้องการรับผิดชอบ ด้านลูกหลานคนใดที่ส่งปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่เข้าศูนย์ สังคมก็มักตัดสินว่าเป็นคนอกตัญญูที่ใครๆ ก็พากันประณาม

แม้ความเชื่อและความคิดของคนจีนจะเป็นไปในทำนองนี้ บริษัทต่างๆ ที่กำลังจะสร้างธุรกิจดูแลคนชราก็ไม่หวั่น เพราะรู้ว่าสังคมยุโรปเมื่อ 40 ปีก่อนก็เคยประสบปัญหาเดียวกันนี้

ทุกวันนี้ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่มีรายได้จากการทำงานแต่เมื่อค่าครองชีพในจีนกำลังเพิ่มตลอดเวลา และผู้คนก็มีความเป็นเอกเทศมากขึ้น ดังนั้น ความคิดของคนในครอบครัวจึงมีแนวโน้มว่านิยมการมีศูนย์ดูแลคนสูงวัยมากขึ้น แต่ศูนย์ดูแลควรมีรูปแบบใดจึงจะดีที่สุดสำหรับทุกคน ทั้งบริษัท รัฐบาล และครอบครัว

แนวคิดหนึ่ง คือ จัดศูนย์ให้มีลักษณะเป็นพื้นที่ให้เช่า และจัดหาความสะดวกสบายด้านการแพทย์ และการทำกิจกรรมต่างๆ ให้ อีกแบบหนึ่ง คือ จัดแบ่งพื้นที่ในศูนย์เพื่อขายให้คนสูงวัย ในขณะเดียวกันก็จัดห้องออกกำลังกาย และสระว่ายน้ำให้ด้วย เพื่อพักผ่อนแต่ไม่จัดแพทย์หรือพยาบาลให้ดูแลอย่างใกล้ชิด การจัดศูนย์แบบให้เช่านั้นมีกลุ่มเป้าหมายคือพวกที่มีอายุเกิน 80 ปีซึ่งเป็นวัยที่ต้องการเจ้าหน้าที่สุขภาพมาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่รูปแบบนี้มีข้อเสียคือ ค่าโสหุ้ยในการดูแลค่อนข้างสูง ดังนั้นคนที่จะมาเช่าพื้นที่ต้องมีฐานะดี และสถานที่ตั้งของศูนย์ควรอยู่ใกล้ครอบครัวของผู้ที่จะมาเช่า หรือไม่ศูนย์ก็ต้องอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลจนเกินไป

ส่วนศูนย์ที่จะจัดแบบแบ่งพื้นที่ขายนั้นก็มีข้อเสียตรงที่คนชรามักไม่นิยมซื้ออะไรเป็นสมบัติส่วนตัวอีกแล้ว นอกจากลูกหลานจะซื้อให้ และคนจีนก็ชอบซื้อมากกว่าเช่า แต่การซื้อพื้นที่ต้องการเงินมาก ดังนั้นรูปแบบการจัดศูนย์ในลักษณะนี้ อาจดำเนินการได้ไม่คุ้มทุน

ด้านรัฐบาลจีนก็สนับสนุนให้บริษัทจีนและบริษัทต่างชาติมาลงทุนสร้างธุรกิจแนวนี้ โดยเสนอการลดหย่อนภาษีให้เพื่อเป็นแรงจูงใจ ด้านบริษัทก็พยายามหาทางลดค่าโสหุ้ย โดยเสนอให้ห้องพักแต่ละห้องอยู่กัน 2 คน สำหรับคนที่มีฐานะปานกลาง ส่วนคนที่มีฐานะดีนั้นมักจ้างคนมาดูแลที่บ้าน แทนที่จะไปพำนักที่ศูนย์คนชรา ดังนั้นคนชราที่ร่ำรวยจะไม่อยู่ที่ศูนย์

ด้วยเหตุนี้การจัดการธุรกิจนี้จึงจำเป็นต้องหาทางออกให้เหมาะสมและดีคือ บริษัทได้กำไร คนชราได้รับการบริการที่ดี ส่วนรัฐบาลก็จำเป็นต้องออกกฎหมายให้ศูนย์มีทั้งการให้บริการด้านการแพทย์ อาหาร และความสะดวกที่เหมาะสม เพราะถ้าไม่มีกฎหมายรับรอง ผู้ประกอบการเถื่อนที่ไม่รับผิดชอบใดๆ จะทำให้ระบบการดูแล สวัสดิการของคนจีนในวัยชรานับล้านคนล้มเหลวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

2 ช่องทางปรับนาฬิการับเวลามาตรฐานใหม่ช้าลง 1 วินาที

2 ช่องทางปรับนาฬิการับเวลามาตรฐานใหม่ช้าลง 1 วินาที

       มว.เผย 2 ช่องทางปรับนาฬิการับเวลามาตรฐานใหม่ช้าลง 1 วินาที ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและสถานีวิทยุระบบ FM RDS ที่ปรับเวลาผ่านระบบการถ่ายทอดเวลามาตรฐานประเทศไทย ชี้การปรับเวลาให้ช้าลงไม่อยู่ในช่วงเวลาทำการของประเทศไทย จึงลดความสับสนได้มาก พร้อมอธิบายถึงสาเหตุของปรับเวลาจากการอิงเวลาจากการวัดและคำนวณทางดาราศาสตร์และการอิงเวลาจากนาฬิกาอะตอม

หลังจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้ออกประกาศเรื่องเปลี่ยนแปลงเวลามาตรฐานประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยจะเปลี่ยนแปลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จากเวลา 07 นาฬิกา 00 นาที 01 วินาที เป็นเวลา 07 นาฬิกา 00 นาที 00 วินาที เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเวลาตามมาตรฐานสากล

ทางด้านสถาบันมาตรวิทยา (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า มว.ในฐานะผู้รับผิดชอบในการรักษามาตรฐานทางด้านเวลาและความถี่ของประเทศไทย และยังเป็นสมาชิกของสำนักงานชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ (Bureau International des Poids et Measure: BIPM) ในฝรั่งเศส จึงได้เตรียมพร้อมรองรับการเพิ่มเวลา 1 วินาที หรืออธิกวินาที (Leap Second) เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนรับการถ่ายทอดเวลาที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ มี 2 ช่องทางปรับเวลาที่ผ่านระบบการถ่ายทอดเวลามาตรฐานประเทศไทย ได้แก่

1. ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต Network Time Protocol (NTP) โดยดาวน์โหลดโปรแกรมเวลามาตรฐานประเทศไทยได้ที่ www.nimt.or.th ซึ่งทาง มว.มีข้อแนะนำและขั้นตอนในการปรับเทียบเวลาทางอินเตอร์เน็ตแสดงไว้ในแต่ละขั้นตอน ภายใต้หัวข้อ “วิธีการปรับเทียบเวลามาตรฐานประเทศไทยด้วยโปรแกรม Freeware”

2. ผ่านทางสถานีวิทยุระบบ FM RDS ซึ่งจะทำการส่งสัญญาณเวลามาตรฐานไปพร้อมกับคลื่นวิทยุ FM โดยอาศัยคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุกระจายเสียง เช่น คลื่นวิทยุความถี่ 102.5 MHz ของกองทัพอากาศ หรือคลื่นวิทยุความถี่ 95.0 MHz ของ อสมท. ซึ่งผู้ที่จะทำการรับสัญญาณจะต้องมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถรองรับสัญญาณวิทยุจากระบบ RDS ได้ ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาที่สามารถรับการควบคุมโดยสัญญาณวิทยุจากระบบ RDS, โทรศัพท์มือถือ, วิทยุ FM ระบบนำทางในรถยนต์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มว.ระบุว่าเป็นความโชคดีที่การเพิ่มเวลา 1 วินาทีอยู่ในช่วงที่ไม่ใช่เวลาทำการของประเทศไทยที่เริ่มประมาณ 08.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งช่วยลดความสับสนในช่วงการปรับเปลี่ยนเวลา และยังถือเป็นโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบการรักษาและการคำนวณเวลามาตรฐานสากล

สำหรับ มว.ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้โดยห้องปฏิบัติการเวลาและความถี่ได้ใช้นาฬิกาอะตอมซีเซียม 3 เรือนกำหนดเวลามาตรฐานร่วมกับนาฬิกาอะตอมอีกกว่า 400 เรือนทั่วโลก อีกทั้งยังเปรียบเทียบเวลากับเวลามาตรฐานสากลผ่านระบบดาวเทียมนำทาง (GPS)

ทางด้าน ดร.ปิยพัฒน์ พูลทอง นักมาตรวิทยา มว. กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการรักษาเวลาที่ใช้ในโลกของเรา แบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ คือ 1.ระบบเวลาสุริยะ (Universal Time: UT1) ซึ่งเป็นเวลาที่ได้จากการวัดและคำนวนทางดาราศาสตร์ เช่น การหมุนรอบตัวเองของโลก เป็นต้น โดยมีหน่วยงาน International Earth Rotation and Reference Systems Service (IERS) เป็นผู้รับผิดชอบ และ 2.ระบบเวลามาตรฐานสากลเชิงพิกัด (Coordinated Universal Time: UTC) ซึ่งได้เวลามาจากนาฬิกาอะตอมซีเซียม ที่ใช้เป็นมาตรฐานทางด้านเวลาและความถี่ที่มีความถูกต้องแม่นยำสูงมาก โดยมีสำนักงานชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ หรือ BIPM เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ

เพื่อให้ระบบการรักษาเวลามาตรฐานทั้งสองระบบมีค่าสัมพันธ์กัน ดร.ปิยพัฒน์ระบุว่า เมื่อความแตกต่างระหว่างระบบเวลาสุริยะและระบบเวลามาตรฐานสากลเชิงพิกัดมีค่าใกล้กับ 0.9 วินาที จะต้องมีการปรับเวลา ให้เวลาทั้ง 2 ระบบมีความสอดคล้องกัน คล้ายกับกรณีที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งใช้เวลา 365.242 วันใน 1 ปี ทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มวันทุกๆ 4 ปี ให้มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์

“โลกหมุนช้าลงทุกๆ วันอันเนื่องมาจาก วิถีการโคจรของดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นและน้ำลง การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือแม้กระทั่งการละลายของน้ำแข็งทั่วโลก ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยโลกจะหมุนช้าลงประมาณ 1 ใน 1,000 วินาทีในแต่ละวัน ทำให้ในแต่ละปี หรือ365 วัน โลกจะหมุนช้าลงประมาณ 3 ใน 10 ของวินาที โดยตามมาตรฐานสากลหากเวลาช้าลงสะสมกันใกล้เคียงกับค่า 9 ใน 10 ของวินาที จะต้องมีการปรับเพิ่มเวลาให้กับนาฬิกา 1 วินาที” ดร.ปิยพัฒน์กล่าว

สำหรับปีนี้ มว.จะเพิ่มเวลามาตรฐานของประเทศไทยพร้อมกับนานาประเทศ โดยมีการประกาศให้เพิ่มเวลาที่วินาทีที่ 60 ในช่วงเวลาเที่ยงคืน ของวันที่ 30 มิ.ย.58 ณ จุดอ้างอิงของเวลาสากลเชิงพิกัดที่เมืองกรีนิช ซึ่งตรงกับเวลา 7 โมงเช้าของวันที่ 1 ก.ค.58 ในประเทศไทย โดยในช่วง 5 วินาทีในขณะนั้นนาฬิกาของประเทศไทย จากเดิมเวลาปกติจะเดินเป็น 6:59:58, 6:59:59, 7:00:00, 7:00:01, 7:00:02 เมื่อเปลี่ยนอธิกวินาทีจะเดินเป็น 6:59:58, 6:59:59, 6:59:60, 7:00:00, 7:00:01

คลิปหนุ่มโชว์เหลือเชื่อ!! ปา “บูมเมอแรง-ขวด” @ภูหินร่องกล้า

ภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก#ลานหินปุ่ม 25/6/15

Posted by Puvanut Datsupa on 25 มิถุนายน 2015

1

  คลิปนี้โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ Puvanut Datsupa ระบุว่า “ภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ลานหินปุ่ม” โดยเป็นเหตุการณ์ชายหนุ่มบอกว่า “คอยดูนะ บูมเมอแรงขวด” จากนั้นก็ปาขวดเปล่าไปในอากาศ ขวดพุ่งออกจากหน้าผาไปไกล ก่อนที่จะหมุนย้อนกลับมาที่คนปา ราวกับบูมเมอแรง

    อย่างไรก็ตาม หลังจากคลิปนี้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง บ้างก็เชื่อว่าทำได้จริง อาจเป็นลมพัดจนขวดปลิวกลับมา แต่ก็มีอีกส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าขวดเปล่าจะวนกลับมาได้จริงๆ