คลังเก็บหมวดหมู่: นาย จิรากร สวาสดิ์เพชร/นางสาว อรุโณทัย เจริญศรี/นางสาว ตรีทิพย์ ศิริทวีกุล/นาย ศรายุท วงษ์เจริญ

ยุงเบื่ออาหารกินเลือดคนน้อยลง หลังโดนวางยาลดความอ้วน???

ใครจะคิดว่าวิธีไล่ยุงที่ได้ผลชะงัดอาจมาจากแนวคิดง่าย ๆ ที่ใช้กับมนุษย์อยู่แล้ว เช่นการใช้ยาลดความอ้วนทำให้ยุงไม่รู้สึกหิว ไม่อยากกินเลือด และมาตอมกัดคนน้อยลง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยร็อกกีเฟลเลอร์ของสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสาร Cell โดยระบุว่าได้ทดลองให้น้ำเกลือผสมยาลดน้ำหนักชนิดหนึ่งกับยุงสายพันธุ์ Aedes aegypti ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกในแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา

ผลปรากฎว่ายุงที่กินยาลดความอ้วนเข้าไป แทบไม่สนใจเข้ามาตอมถุงน่องที่มีกลิ่นเหงื่อของมนุษย์ติดอยู่ ซึ่งผิดจากธรรมชาติที่ยุงมักจะเข้ามาตอมและกัดตามผิวหนังของคนเพื่อกินเลือด เมื่อได้สัมผัสกลิ่นกาย

การที่ยุงเกิดอาการเบื่ออาหารเพราะยาลดความอ้วนนี้ นำไปสู่แนวคิดใหม่ในการไล่ยุง โดยอาจจะผสมสารที่ทำให้ยุงไม่หิวและไม่อยากกินเลือดลงในเหยื่อล่อ และนำไปวางไว้ในแหล่งอาศัยของยุงในธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถจะปล่อยให้มียาลดความอ้วนปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยตรงได้ ทีมผู้วิจัยจึงได้หาทางออกโดยวิเคราะห์ว่า ตัวรับสารสื่อประสาทชนิด Neuropeptide Y (NPY) ตัวใดบ้างในเซลล์ประสาทของยุงที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาลดความอ้วน เพื่อนำตัวรับดังกล่าวมาเป็นต้นแบบในการสังเคราะห์สารที่มีคุณสมบัติควบคุมความอยากอาหารของยุงได้เหมือนกัน

ดร เลสลี วอสแชล หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “มนุษย์เริ่มหมดหนทางจะจัดการกับแมลงที่เป็นพาหะนำโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาฆ่าแมลงทำให้พวกมันมีภูมิต้านทานมากขึ้น ส่วนวัคซีนก็ไม่สามารถจะป้องกันโรคติดต่อที่มากับยุงได้อย่างทั่วถึง การคิดค้นวิธีใหม่เพื่อไล่ยุงจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง”

ตามปกติแล้วยุงทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่ได้กินเลือดเป็นอาหารหลัก แต่ยุงตัวเมียจะกินเลือดหลังผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้โปรตีนที่จำเป็นสำหรับการสร้างไข่ ยิ่งดูดกินเลือดได้มากก็จะยิ่งวางไข่ได้มากฟองขึ้น

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

นักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี “ยีนกระโดด”( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-47308569?fbclid=IwAR1RrCHaQsVQh32PMgrPgKezb4PVxDZwQ5tjCyBdWXySqgaLedgEIV5UPi0

เทคโนโลยี AI มาถึงจุดที่ฉลาด และอันตรายเกินกว่าจะนำมาใช้งานแล้ว นักวิทย์ฯ กล่าวไว้

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า มีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่อันตรายเกินกว่าจะนำออกมาใช้งานจริง…

โดย OpenAI ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มีฐานอยู่ในรัฐซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างระบบ AI ที่ทำหน้าที่เขียนข้อความ หรือเขียนข่าวขึ้นมาใหม่ โดยระบบปัญญาประดิษฐ์นี้มีชื่อว่า GPT–2 และด้วยความที่ระบบนี้มีประสิทธิภาพมากเกินไป แถมยังอาจเป็นอันตรายหากมีคนนำไปใช้ในเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม ทำให้ GPT–2 ถูกนำเสนอความสามารถของมันสู่สาธารณชน ในเวอร์ชั่นที่ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงแล้วเท่านั้น

ด้วยความที่ ระบบ AI นี้ ฉลาดถึงขั้นที่สามารถสร้างประโยคเท็จ สร้างข้อความเท็จ เขียนเรื่องราวที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง จากสิ่งที่มันได้อ่านเข้าไป และมันก็สร้างข่าวเท็จได้แนบเนียนสมจริงมากๆ เรียกได้ว่า เทียบเท่าหรือเก่งกว่ามนุษย์เสียอีก

และต่อไปนี้คือตัวอย่างของ ข่าวปลอม/บทความปลอม ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย GPT–2

เมื่อมนุษย์ป้อนข้อความว่า: ไมลีย์ ไซรัส (Miley Cyrus นักร้องชื่อดัง) ถูกจับในข้อหา ขโมยสินค้าจากร้าน Abercrombie and Fitch ในย่านถนน Hollywood Boulevard

GPT–2 ตอบว่า: กล้องวงจรปิด จับภาพในขณะที่นักร้องวัย 19 ปี ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของร้าน โดยนักร้องรายนี้สวมเสื้อฮู้ดสีดำที่มีสกรีนข้อความ ‘Blurred Lines’ ทางด้านหน้า และสกรีนข้อความ ‘Fashion Police’ ทางด้านหลังของเสื้อเมื่อมนุษย์ป้อนข้อความว่า: การรีไซเคิลนั้นดีสำหรับโลก ไม่มีอะไรที่ถูกต้องมากไปกว่านี้อีกแล้ว!!

GPT–2 ตอบว่า: การรีไซเคิลไม่ได้ส่งผลดีกับโลก ในทางตรงกันข้าม มันส่งผลเสียกับโลก ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และส่งผลเสียกับระบบเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และมันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการนี้กล่าวว่า “ตามตัวอย่างข้างบน แสดงให้เห็นว่าระบบ AI ของเราสามารถเขียนบทความที่สร้างเรื่องราวปลอมๆ ที่มีสำนวนการเขียนเป็นธรรมชาติ เหมือนว่าเขียนขึ้นโดยมนุษย์ แต่อย่างไรก็ดี เรายังพบข้อบกพร่องบางอย่าง เช่นการใช้คำซ้ำ และการเขียนเรื่องราวที่ไม่สมเหตุสมผล อย่างเช่นในบางกรณีที่ระบบ AI เขียนบทความว่า เกิดไฟไหม้ขึ้นใต้น้ำ รวมถึงกรณีการเปลี่ยนหัวข้อในการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นธรรมชาติ”

ในขณะที่บางเสียงจากภายนอก เห็นว่าทางผู้พัฒนานั้นประเมินประสิทธิภาพของระบบ GPT–2 เกินเลยความจริง และท่าทีหวาดวิตกในประสิทธิภาพของระบบ AI ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมา นั้นก็เป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนเท่านั้น แล้วคุณผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรจะหวาดวิตกเรื่องความฉลาดของระบบ AI ???

ที่มา https://m.thaiware.com/news/15845.html?fbclid=IwAR2BJ8S3CRpV3Sv6cJVl3ffkuAhf4AIJo1Cg_ZwyO1VUkGmULW9CWnToF_0

 

 

 

มทร.ธัญบุรี สุดเจ๋ง! วิจัยเมนู “หมูส้ม” อร่อย ปลอดภัย ลดไนเตรตก่อมะเร็ง

อาจารย์คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี วิจัยและพัฒนา ‘หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง’ ให้สีสวย ปลอดภัย เพิ่มคุณค่าอาหาร และลดโคเลสเตอรอล คว้ารางวัลวิจัยนานาชาติเหรียญเงิน ประเทศจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า หมูส้มเป็นอาหารคาวที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน กรรมวิธีดั้งเดิมของหมูส้มทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นเส้น เติมเกลือ ข้าวสุก กระเทียม น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน ห่อเป็นมัดหรือบรรจุในภาชนะที่มิดชิด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง มีส่วนผสมสำคัญ คือ เนื้อหมู ข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดง กระเทียมสดและเกลือป่น และมีขั้นตอนการทำที่พอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มต้นจากการล้างทำความสะอาดเนื้อหมู หั่นเป็นเส้น แล้วคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดงบดละเอียด กระเทียมสับและเกลือป่น ให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก รัดยางให้แน่นเพื่อให้เกิดสภาวะที่ไม่มีอากาศ เก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่นิยมนำไปทอด ทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เคียงกับผักสด

การวิจัยและพัฒนาหมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ ที่นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ยังสามารถถ่ายทอดการวิจัยสู่ชุมชนให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป ที่สำคัญยังถือเป็นการพัฒนาคุณภาพหมูส้มให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง ผลงานวิจัยนี้ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัยระดับเวทีนานาชาติ ในงาน IEI & WIIF 2018 เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดได้เข้าร่วมจัดแสดงในส่วนของ RMUTT Food Innovation ในงาน Thailand Industrial Fair 2019 & Food Pack Asia 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญาผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี หรือโทรสอบถาม 087 518 1144

ที่มา https://www.smartsme.co.th/content/216772?fbclid=IwAR07TOdlQqNpwNyN59BAKCZvTqofhS42LklxDvlTy2IKSXUyZpKj6gdtFVE

 

 

รู้ไหมว่า…ทั่วโลกจุดธูปปล่อย CO2 ปีละไม่ต่ำกว่า 3.25 ล้านกิโลกรัม

วช.ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดเสวนา เรื่อง “ธูป…ทำบุญ…ผลต่อสุขภาพ…มะเร็ง???” พร้อมแนวทางการรับมือฝุ่น PM 2.5 ในเชิงรุก

จากงานวิจัย “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มากับควันธูป” ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ โรงพยาลวิชัยยุทธ และ ดร. พนิดา นวสัมฤทธิ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ควันธูปมีสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และ เบนโซเอไพรีน เพราะธูปเป็นเครื่องหอมที่ทำจากขี้เลื่อย กาว น้ำมันหอมสกัดจากพืช ไม้หอม ใบไม้ เปลือกไม้ รากไม้ เมล็ดพืช เรซิน และสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมก็จะพอกอยู่บนก้านไม้

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “ธูป…ทำบุญ…ผลต่อสุขภาพ…มะเร็ง???” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 โดยมี พลโท ชัยยุทธ พร้อมสุข ประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเสวนา

การเสวนาดังกล่าวเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ จนนำไปสู่การตกผลึกในวิธีการดำเนินการและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย และเพื่อศึกษาเป็นไปได้ในการออกข้อกำหนดเพื่อควบคุมการผลิตธูป และสถานที่ ที่ควรระมัดระวังในการใช้ธูป พร้อมทั้งแถลงข่าวเรื่อง “การรับมือเชิงรุกกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5…ท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” โดย พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานคณะอนุกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมชุมชนเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และนายสมปรารถนา สุขทวี ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนการวิจัย ร่วมกันแถลงข่าว

 

ที่มา https://mgronline.com/science/detail/9620000005351?fbclid=IwAR3EYb7dhCL_XYl3GsGBo_hy73RakDW1NWafRa6bajdmIxR85nqrR-TE85A

 

 

ทดสอบ “โดรน” ชิงเผาเชื้อเพลิงตัดวงจรไฟป่า

 

นักวิจัย มช.ทดสอบการชิงเผา โดยใช้โดรนปล่อยลูกไฟชิงเผาใบไม้และเชื้อเพลิงสะสม เพื่อตัดวงจรไฟป่า-หมอกควัน เขตภาคเหนือ นำร่องพื้นที่ชุมชนบ้านแม่เตี๊ยะ และ บ้านแม่ออน จ.เชียงใหม่ คาดใช้งานจริงปี 2563

6 ก.พ.2562 นายมานะ แซ่ด่าน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมสาธิตทดลองการชิงเผาโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

โดยโดรน 1 ลำ จะบรรจุลูกบอลขนาด 20 ลูก ซึ่งจะบรรจุเชื้อเพลิง เพื่อนำไปปล่อยลงในพื้นที่ที่มีใบไม้หรือเชื้อเพลิงในป่าเต็งรังที่มักเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในช่วงฤดูแล้ง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายมานะ ระบุว่า ก่อนขึ้นบินโดรนจะต้องตรวจพิกัดจุดที่จะปล่อยลูกบอลเพลิงเพื่อจำกัดพื้นที่ ซึ่งจากการคำนวณจะใช้ลูกบอล 1 ลูกต่อพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เวลาบินเพียง 15 นาที ในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและแรงงานชาวบ้าน โดยปีนี้จะนำร่องทดสอบระบบ 2 พื้นที่ คือ บ้านแม่เตี๊ยะ และบ้านแม่ออน จ.เชียงใหม่

ด้าน นายบุญตัน กาละวิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.สบเตี้ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ บอกว่า ชุมชนดูแลพื้นที่ป่า1,800 ไร่ ก่อนฤดูแล้งจะมาถึงชาวบ้านทุกครัวเรือน จะร่วมกันทำการชิงเผา 1 วัน ในช่วง เดือน ก.พ.ซึ่งปีนี้กำหนดวันที่ 16 ก.พ.นี้

หากบ้านหลังใดไม่ส่งสมาชิกมาร่วมทำแนวกันไฟ และชิงเผาร่วมกับคนในชุมชน จะต้องเสียค่าปรับ 300 บาท ทั้งนี้ หลังจากชาวบ้านร่วมกันทำแนวกันไฟและมีการจัดการไฟป่าด้วยการชิงเผา เพื่อลดเชื้อเพลิงในป่ามาหลายปี ทำให้ลดไฟป่าและหมอกควันได้เกือบ 100% 

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/277546?fbclid=IwAR1Z-4oluFxhPlYJtri2Rc3mqq8M-LuAwxVlmGF0s4mOAn6_tFZ4wpkZ-mU

น้องแมว ไม่ใช่สัตว์ที่โลกส่วนตัวสูงอย่างที่เราเข้าใจ งานวิจัยล่าสุดชี้ชัด???!!

บนโลกอินเทอร์เน็ตอาจเต็มไปด้วยภาพน่ารักๆ ของน้องหมา แต่ภาพมีมตลกๆ ของน้องแมวก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี โดยธีมหลักของน้องแมว นั้นมักจะพุ่งเป้าไปที่ว่า เจ้าแมวนั้นค่อนข้างจะเพี้ยนๆ โลกส่วนตัวสูง และไม่ค่อยสนใจมนุษย์

แล้วน้องแมวที่เป็นตัวแทนของความเบื่อโลก ไม่ชอบยุ่งกับมนุษย์ ก็ต้องยกให้มีมของเจ้า Grumpy Cat ที่โด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิจัยจาก Oregon State University พบว่า สัตว์เลี้ยงหลายๆ ชนิดรวมถึงแมวในสถานรับเลี้ยงนั้นมีความกระตือรือร้นที่จะเล่นกับมนุษย์มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมนุษย์ที่เป็นทาสแมว หรือมีแนวโน้มที่จะเล่นกับพวกมัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยคุณ Kristyn R. Vitale นักวิชาการในสาขาพฤติกรรมสัตว์ และเป็นผู้นำของงานวิจัยชิ้นนี้ ได้เขียนรายงานลงในสื่อ Behavioral Processes ด้วยใจความว่า “ในสัตว์เลี้ยงทั้งสองกลุ่มนี้ เราพบว่าแมวจะใช้เวลาอยู่กับคนที่ให้ความสนใจพวกมัน มากกว่าคนที่เมินเฉยกับพวกมัน”

ถึงแม้แมวจะเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม แต่กลับมีงานวิจัยเพียงน้อยชิ้นที่สำรวจความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับน้องแมว และดูเหมือนว่างานวิจัยชิ้นนี้กำลังจะบอกกับเราว่า “แนวความคิดที่ว่า น้องแมวเป็นสัตว์ที่โลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยชอบยุ่งกับมนุษย์ นั้นเป็นอะไรที่ผิดถนัด”

นอกจากนี้คุณ Mikel Delgad ผู้ร่วมในงานวิจัยจากโรงเรียนสัตว์แพทย์จาก University of California กล่าวเสริมว่า “มันเป็นงานวิจัยที่เจ๋งมาก และเมื่อไหร่ที่เราแสดงว่าเอาใจใส่แมว มันก็จะสนใจเราเช่นกัน”

โดยการทดลองของงานวิจัยชิ้นนี้ ใช้แมวจำนวน 46 ตัว โดยจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นแมวจากสถานรับเลี้ยง และอีกครึ่งเป็นแมวบ้าน แมวทั้งหมดถูกนำมารวมอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีมนุษย์แปลกหน้า 1 คนนั่งอยู่บนพื้นห้อง

และใน 2 นาทีแรกมนุษย์นั่งอยู่เฉยๆ ในห้องไม่แสดงทีท่าว่าสนใจแมว และอีก 2 นาทีต่อมามนุษย์เรียกชื่อแมวที่เดินผ่าน ซึ่งเรียกร้องความสนใจจากแมวได้เป็นอย่างดี โดยเฉลี่ยแล้ว แมวใช้เวลาอยู่ใกล้กับมนุษย์ที่แสดงทีท่าสนใจพวกมัน มากกว่ามนุษย์ที่เมินเฉยกับพวกมัน

แต่ก็มีคุณ John Bradshaw ซึ่งเป็นนักชีววิทยาจาก University of Bristol ผู้ที่ศึกษาพฤติกรรมของแมวมาอย่างยาวนาน ก็ได้แสดงความเห็นต่างกับงานวิจัยชิ้นนี้ เขาระบุว่า แมวในการทดลองนี้ถูกกักบริเวณให้อยู่ในห้อง และเฉพาะแมวบ้านที่มีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทดสอบ “พฤติกรรมของแมวนั้นจะแตกต่างไป ขึ้นอยู่กับว่ามันคุ้นเคยกับสถานที่นั้นหรือไม่”

คุณ Kristyn เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “ในความคิดของฉันคือ มันสำคัญมากกับการที่เราต้องลองสานสัมพันธ์กับแมวที่มีพฤติกรรมโดดเดี่ยว และลองดูผลว่าจะเป็นอย่างไร เป็นแนวคิดเดียวกับการดูแลเอาใจใส่สุนัข แต่มันก็มีความแตกต่างกันอยู่ในหลายๆ เรื่องระหว่างพฤติกรรมของน้องแมวกับน้องหมา″

และหากมีใครสักคน แสดงความรักอย่างเหมาะสมกับเจ้า Grumpy cat ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะรักมนุษย์มากขึ้นนะ

ที่มา https://www.sciencealert.com/if-you-think-cats-are-antisocial-it-s-probably-you-scientists-find

https://m.thaiware.com/news/15614.html?fbclid=IwAR2ZDIYsqA_uTmCKK3OFX2vU-sC10dkSvtsuJaZ5MmqwiSJyZRqnz5N3fj8

 

 

ล้มล้างความเชื่อเดิมๆ เมื่อมีผลงานวิจัยออกมาว่า อาหารเช้า อาจไม่ได้สำคัญอย่างที่คิด!!!

พวกเราเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่า อาหารเช้า คือมื้ออาหารที่สำคัญที่สุดของวัน 

แต่ในความเป็นจริงก็คือ อาหารมื้อเช้านั้น อาจไม่ได้เป็นผลดีกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

อ้างอิงจากผลงานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในสื่อ British Medical Journal ที่เป็นผลจากการตรวจสอบผลงานวิจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมการกินอาหารเช้า เพื่อที่จะวาดภาพให้ชัดเจนว่า การกินมื้อเช้านั้นส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัวอย่างไร และดูเหมือนผลที่ออกมาจะไม่เข้าข้างคนที่รักการกินอาหารมื้อเช้าเอาซะเลย

โดยผู้เขียนงานวิจัย อธิบายว่า “อย่างไรก็ดี กลยุทธในการหลีกเลี่ยง และจัดการกับความอ้วนนั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัย โดยความเชื่อพื้นฐานนั้น แนะนำว่าอาหารมื้อเช้า มีความสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการต่อต้านความอ่วน การให้คำแนะนำนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การไม่กินมื้อเช้า จะทำให้เกิดการบริโภคอาหารที่มากเกินพอดีในระหว่างวัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ซึ่งความเชื่อเรื่องอาหารเช้าในรูปแบบนี้ก็ดูสมเหตุสมผลดี แต่จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากหลายๆ งานวิจัยนั้นชี้ชัดว่า กฎเกณฑ์แบบนี้ไม่เป็นจริงสำหรับหลายๆ คน โดยในการเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่กินอาหารเช้า กับที่ผู้ที่ไม่กินอาหารเช้า งานวิจัยบอกกับเราว่า คนที่กินอาหารเช้า กลับมีแนวโน้มที่จะกินอาหารมากขึ้นในช่วงวัน

แต่อย่างไรก็ดี ผู้เขียนงานวิจัยพบว่าอาจมีรายละเอียดบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้บทสรุปอย่างชัดเจนว่า ประโยชน์ของการกิน หรือไม่กินอาหารเช้านั้นเป็นเช่นไ แต่อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข้อมูลก็ชี้ให้เห็นว่า คนที่ไม่กินมื้อเช้าหนักๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะหุ่นดีกว่าคนที่จริงจังกับการกินอาหารเช้า

ผู้เขียนงานวิจัย อธิบายว่า “การเน้นหนักกับอาหารมื้อเช้า อาจไม่ใช่วิธีการที่ดีในการลดน้ำหนัก โดยควรมีการทบทวนใหม่ กับการแนะนำอาหารมื้อเช้าให้กับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมันอาจจะทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม”

ที่มา https://m.thaiware.com/news/15764.html?fbclid=IwAR3db1oMrVnJ7mbsGiakMleqlti5icdtbv_KKV6hFPVhoRRoUNT71h-umZI

ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าถ่ายภาพในปี 2019

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สำหรับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจในปี 2562 นี้ โดยส่วนมากจะเกี่ยวกับดวงจันทร์เสียส่วนใหญ่ แต่ก็เข้ากับธีมของดาราศาสตร์ ที่ถือเป็นปีที่ครบรอบ 50 ปี ของการไปเยือนดวงจันทร์ โดยปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเริ่มกันตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม คือปรากฏการณ์ Super Moon ติดต่อกันถึง 3 เดือน และตามด้วยจันทรุปราคาบางส่วน Micro Moon และสุริยุปราคาบางส่วน แต่สำหรับปรากฏการณ์ฝนดาวตกนั้นก็ยังมีให้ตามถ่ายภาพกันได้ แต่ฝนดาวตกใหญ่ๆ เช่น ลีโอนิดส์ เจมีนิดส์ นั้นในวันดังกล่าวมีดวงจันทร์รบกวน ช่างสมกับเป็นปีแห่งดวงจันทร์จริงๆ ครับ เอาหล่ะเรามาดูกันว่าปีนี้เราจะถ่ายอะไร ถ่ายยังไงกันบ้าง ติดต่อต่อในคอลัมน์ได้เลยครับ

ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก (Super Full Moon) : 21 มกราคม 2562
ภาพถ่าย Moon Illusion โดยการถ่ายดวงจันทร์เปรียบเทียบกับวัดพระธาตุดอยสุเทพ  (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 7D / Lens : Astrotech 5 Inch / Focal length : 1,200 mm. / Aperture : f/8 / ISO : 800 / Exposure : 1/800s)
สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกในปีนี้ เกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ครั้งที่ 1 วันที่ 21 มกราคม ครั้งที่ 2 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ และครั้งสุดท้าย วันที่ 21 มีนาคม “โดยที่ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี จะตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์” ในวันดังกล่าวดวงจันทร์จะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลก ที่ระยะห่าง 365,836 กิโลเมตร ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงจันทร์เต็มดวงปกติ ประมาณ 6.3 เปอร์เซนต์ สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงเวลา 18.10 น. โดยประมาณ ทางทิศตะวันออกเป็นต้นไป

Super Full Moon หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงในตำแหน่งใกล้โลก ที่ทำให้คนบนโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ สำหรับช่วงปกตินั้นดวงจันทร์จะมีระยะห่างเฉลี่ย 382,000 กิโลเมตร โดยเราให้คำกำจัดความของคำว่า Super Moon นั้นเมื่อดวงจันทร์มีระยะห่างจากศูนย์กลางโลกตั้งแต่ 360,000 กิโลเมตรลงมา และ Micro Moon หรือดวงจันทร์ไกลโลกมากที่สุด เมื่อดวงจันทร์มีระยะห่างจากศูนย์กลางโลกตั้งแต่ 400,000 กิโลเมตรขึ้นไป (รายละเอียดการถ่ายภาพ ตามลิงก์ : https://goo.gl/uAxJhz) ฝนดาวตก (Meteor shower) : 6 พฤษภาคม 2562

ฝนดาวตก (Meteor shower) : 6 พฤษภาคม 2562

ภาพถ่ายปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ โดยการตั้งกล้องถ่ายภาพแบบติดตามวัตถุท้องฟ้าด้วยขาตั้งกล้องโทรทรรศน์แบบตามดาว โดยเริ่มต้นถ่ายตั้งแต่ช่วงเวลา 21.30 -01.30 น. ซึ่งปรากฏการณ์ฝนดาวตกดังกล่าวมีจำนวนฝนดาวตกมากที่สุดในช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืนเป็นต้นไป (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 4000 / Exposure : 30 sec x 26 Images)

สำหรับปรากฏการณ์ฝนดาวตก ในปีนี้ก็มีให้ชมกันตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ และฝนดาวตกเดลต้า- อควอริดส์ เนื่องจากช่วงวันที่ตรงกับปรากฏการณ์ฝนดาวตก ไม่มีแสงจันทร์รบกวน โดยมีช่วงเวลาในการสังเกตดังนี้

ฝนดาวตกควอดรานติดส์ : 3-4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) สามารถสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.30 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม ศูนย์กลางการกระจายอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ : 6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) สามารถสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งมีอัตราการตก 50 ดวงต่อชั่วโมง ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ฝนดาวตกเดลต้า- อควอริดส์ : 30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง) สามารถสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งมีอัตราการตก 25 ดวงต่อชั่วโมง ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ (รายละเอียดการถ่ายภาพ ตามลิงก์ : https://goo.gl/MRVuXN)

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน (Partial Lunar Eclipse) : 17 กรกฎาคม 2562


ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน เกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 01:44 – 06:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงค่อย ๆ เว้าแหว่งไปทีละน้อย โดยเงาโลกบังมากที่สุดประมาณร้อยละ 65 ของเส้นผ่านศูนย์กลางดวงจันทร์ ในเวลาประมาณ 04.30 น.

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเกิดจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน มีโลกอยู่กลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ หากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามืดของโลกแค่บางส่วน เรียกว่า “จันทรุปราคาบางส่วน”

สำหรับปรากฏการณ์นี้นอกจากการถ่ายภาพแล้วเรายังสามารถนำเอาภาพถ่ายปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ไปใช้ในการหาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโลกได้อีกด้วย (รายละเอียดการถ่ายภาพ ตามลิงก์ : https://goo.gl/mey2zE)

ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลก (Micro Moon) : 14 กันยายน 2562


ปรากฏการณ์ไมโครมูน (Micro Moon) ซึ่งเป็นวันที่ดวงจันทร์ “เต็มดวงและโคจรอยู่ห่างจากโลกที่สุด” เกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่ระยะห่างประมาณ 406,365 กิโลเมตร ให้คืนดังกล่าวดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กที่สุดในรอบปี และหากเปรียบเทียบขนาดของดวงจันทร์เต็มดวงขณะโคจรมาใกล้โลกกับไกลโลกที่สุด ช่วงไกลโลกที่สุดจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าประมาณ 14% และมีความสว่างน้อยกว่าถึง 30% (รายละเอียดการถ่ายภาพ ตามลิงก์ : https://goo.gl/Swkm9u)

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) : 26 ธันวาคม 2562 


ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน 26 ธันวาคม สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:18 – 13:57 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดวงอาทิตย์ถูกบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81 ซึ่งการถ่ายภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนครั้งนี้ถึงแม้ ดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บังมากถึงร้อยละ 81 แต่แสงสว่างของดวงอาทิตย์ยังมีความเข้มสูง จึงจำเป็นต้องถ่ายภาพผ่านแผ่นกรองแสงดวงอาทิตย์ เช่น แผ่นไมล่า หรือ เป็นวัสดุโพลีเมอร์สีดำ ที่ให้แสงดวงอาทิตย์เป็นสีแดงอมส้ม (รายละเอียดการถ่ายภาพ ตามลิงก์ : https://goo.gl/PSWC9v)

นอกจากปรากฏการณ์ที่กล่าวในข้างต้นแล้ว ในปีนี้ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เราก็ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ คือ “การถ่ายภาพดาราศาสตร์ มาราธอน Astrophotography Marathon 2019” โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 9-10 มีนาคม 2562 เริ่มรับสมัครกันได้ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ใครที่อยากไปร่วมทริปก็สมัครกันได้เลยครับ รายละเอียดตามลิงก์ : https://goo.gl/vLjsNz


เกี่ยวกับผู้เขียน ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ปัจจุบันเป็นหัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย” “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย” อ่านบทความ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์” โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน

ที่มา :  https://mgronline.com/science/detail/9620000001879?fbclid=IwAR2lvSXr6SVDWmgO2iV5SveEszEljsQIwLNjn_N40N95Al5ye7f0K7vDanQ

มะเขือเทศเผ็ด ผลงานดัดแปลงพันธุกรรมล่าสุด แต่ว่าทำไปเพื่ออะไร?

มะเขือเทศเป็นเครื่องเทศเป็นเครื่องเคียงที่ลงตัวของแซนด์วิช และแฮมเบอร์เกอร์ และมะเขือเทศยังใช้ทำซอสได้หลายรูปแบบ รวมถึงเครื่องปรุงรส และเป็นส่วนประกอบสำคัญในหลายเมนูอาหารของชาติตะวันตก แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของรสชาติความเผ็ดร้อน เป็นอะไรที่ไม่มีในมะเขือเทศเอาซะเลย และในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังจะเปลี่ยนวิธีการใช้งาน มะเขือเทศ ในกระบวนการผลิตอาหาร

โดยงานวิจัยที่เผยแพร่ผ่านสื่อ Trends In Plant Science นักวิจัยให้ข้อมูลว่ามีการศึกษา DNA ของ “พริก” ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของมะเขือเทศ เพื่อการเพิ่มพลังให้พืชที่มีผลกลมสีแดงนี้ ด้วยการดัดแปลงพันธุกรรมให้มะเขือเทศสามารถผลิต แคปไซซิน (Capsaicinoids) ซึ่งเป็นสารให้รสเผ็ดที่มีอยู่ในพริก มันเป็นสารที่ทำให้เรารู้สึกเผ็ดร้อนในปากเมื่อเรากินอะไรที่มีรสชาติเผ็ด นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จะทำให้สามารถผลิต สารให้รสเผ็ด ได้อย่างเพียงพอสำหรับการนำไปผลิตสินค้าในเชิงพาณิชย์

คุณ Agustin Zsögön ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวไว้ในแถลงการณ์ว่า “การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้มะเขือเทศสามารถผลิตสารให้ความเผ็ดได้ นั้นจะทำให้อุตสาหกรรมอาหาร สามารถผลิตสารให้ความเผ็ดได้ง่ายขึ้น และต้นทุนถูกลง ทำให้มีคุณค่าทางธุรกิจ และเราก็มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการดัดแปลงพันธุกรรมของสปีชีส์ใดๆ”

มะเขือเทศเผ็ด ผลงานดัดแปลงพันธุกรรมล่าสุด แต่ว่าทำไปเพื่ออะไร?

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สารให้ความเผ็ด หรือ แคปไซซิน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายมากกว่าการทำอาหาร มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ผลิตยารักษาความเสียหายของเส้นประสาท รวมถึงรักษาความเจ็บปวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และนอกจากนี้ยังสามารถใช้ผลิตสเปรย์พริกไทยในการฉีดไล่แมลง และมะเขือเทศที่สามารถผลิตแคปไซซิน ทำให้ขั้นตอนการผลิตสารให้ความเผ็ดนั้นง่ายขึ้น และผลิตในจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี กระบวนการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบทางธรรมชาติของมะเขือเทศนั้นเป็นอะไรที่ท้าทาย ต้องค้นหาให้ได้ว่ายีนส์ตัวใดของมะเขือเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารให้ความเผ็ด และเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา และในตอนนี้นักวิจัยกำลังเดินไปตามเป้าหมายนั้น และคงจะอีกไม่นานที่เราจะได้สัมผัสกับมะเขือเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อน

 

ที่มา : bgr.com