คลังเก็บหมวดหมู่: นางสาว เก็จแก้ว ลายเงิน

รัสเซียปัดฝุ่นโครงการท่องเที่ยวสถานีอวกาศนานาชาติ เริ่มปี 2564

รอสคอสมอส หรือองค์การอวกาศรัสเซีย กับบริษัทสเปซแอดเวนเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวอวกาศสัญชาติอเมริกันได้ลงนามในสัญญาที่จะส่งนักท่องเที่ยวอวกาศสองคนขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2564 

นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด ก่อนหน้านี้สเปซแอดเวนเจอร์สเคยดำเนินการจัดการท่องเที่ยวร่วมกับรอสคอสมอสมาแล้ว นับเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวจนถึงขณะนี้ที่ดำเนินกิจการท่องเที่ยวอวกาศเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก การท่องเที่ยวอวกาศครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2544 โดยนักท่องเที่ยวคนแรกคือ เดนนิส ติโต ผู้ยอมจ่ายเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อการเดินทางไปเยือนสถานีอวกาศนานาชาติ รวมระยะเวลาที่ต้องอยู่ในอวกาศนานหนึ่งสัปดาห์

จรวดโซยุซขณะขึ้นจากแท่นปล่อย (จาก NASA/Bill Ingalls)

ถัดมาอีกปีหนึ่ง มาร์ก ชัตเทิลเวิร์ท ชาวแอฟริกาใต้ ก็จ่ายค่าตั๋วเท่ากันเพื่อการเที่ยวอวกาศนาน วัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ต่อมาในปี 2548 เกรก ออลเซน ชาวอเมริกัน เป็นนักท่องอวกาศรายที่สามโดยใช้เวลาในอวกาศนาน วัน และปีถัดมา สถานีอวกาศนานาชาติก็ได้ต้อนรับ อานูเชร์ อันซารี ในฐานะของนักท่องเที่ยวอวกาศหญิงคนแรก การท่องเที่ยวของอันซารีนานถึง 12 วัน

ในปี 2550 ชาร์ล ซิโมนี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ได้จ่ายค่าตั๋ว 25 ล้านดอลลาร์เพื่อการท่องเที่ยวอวกาศนาน 13 วัน ซิโมนีติดใจการท่องเที่ยวครั้งนั้นมากจนถึงกับเดินทางไปอีกครั้งในอีกสองปีถัดมา แต่คราวนี้ต้องจ่ายถึง 35 ล้านดอลลาร์ ซิโมนีได้ซื้อแคปซูลโซยุซที่ตนนั่งกลับโลกเอาไว้แล้วบริจาคให้แก่พิพิธภัณฑ์ด้วย

ริชาร์ด การิออตต์ นักพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ นักท่องเที่ยวอวกาศรายถัดไปออกเดินทางไปในปี 2551 และใช้เวลา 12 วันในอวกาศ ริชาร์ด การิออตต์ เป็นลูกของ โอเวน การิออตต์ ซึ่งเป็นนักบินอวกาศของนาซา พ่อลูกคู่นี้จึงเป็นพ่อลูกคู่แรกของอเมริกาที่ได้เดินทางสู่อวกาศ ค่าทัวร์ของการิออตต์คือ 30 ล้านดอลลาร์

นักท่องเที่ยวอวกาศคนล่าสุดแต่คงจะไม่ใช่คนสุดท้ายคือ กีย์ ลาลิบาร์เท ชาวแคนาดา ซึ่งใช้เวลา 11 ในอวกาศ ด้วยค่าตั๋วที่แพงถึง 35 ล้านดอลลาร์ โดยเดินทางไปในปี 2552

การท่องเที่ยวสถานีอวกาศนานาชาติต้องเว้นช่วงนานถึง 12 ปี กว่าที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ทัวร์รอบถัดไปยังคงเป็นการเดินทางด้วยยานโซยุซเช่นเคย แต่สิ่งที่ต่างไปคือ จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปคราวเดียวสองคน ส่วนอีกสองคนในเที่ยวบินเป็นนักบินอวกาศอาชีพ การท่องเที่ยวอวกาศก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปคราวละหนึ่งคนเท่านั้น อีกสองที่นั่งเป็นนักบินอวกาศอาชีพ

รอสคอสมอสและสเปซแอดเวนเจอร์สไม่ได้ให้รายละเอียดว่านักท่องเที่ยวสองคนถัดไปคือใครและต้องจ่ายค่าทัวร์คนละเท่าใด

ที่มา:http://thaiastro.nectec.or.th/news/3383/

ผู้โดยสารคนแรกของเวอร์จินกาแล็กติกขึ้นสู่อวกาศ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยานวีเอสเอสยูนิตี ซึ่งเป็นยานในชั้นสเปซชิปทูของเวอร์จินกาแล็กติก ได้ขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง เที่ยวบินนี้มีความพิเศษตรงที่ในยานมิได้มีเพียงนักบินเท่านั้น แต่มีผู้โดยสารไปด้วย นับเป็นผู้โดยสารคนแรกของยานชนิดนี้

นักบินในเที่ยวบินนี้คือ เดฟ แมคเคย์ หัวหน้านักบิน ไมเคิล มัคซูชี ผู้ช่วยนักบิน ส่วนผู้โดยสารหนึ่งคนนั้นไม่ใช่ลูกค้าของเวอร์จินกาแล็กติก แต่เป็นคนของเวอร์จินกาแล็กติกเอง ชื่อ เบท โมเสส หัวหน้าผู้ฝึกสอนมนุษย์อวกาศของบริษัท

ภาพภายในห้องนักบินของยานวีเอสเอสยูนิตี คนที่ไม่สวมหมวกคือ เบท โมเสส ผู้โดยสารหนึ่งเดียวของเที่ยวบินนี้  (จาก Virgin Galactic)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

 

ภาพถ่ายจากยานสเปซชิปทู เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ขณะอยู่ที่ระดับความสูง 90 กิโลเมตร  (จาก Virgin Galactic/Twitter)

ยานวีเอสเอสยูนิตี เป็นยานอวกาศเพื่อการท่องเที่ยวของเวอร์จินกาแล็กติก การเดินทางสู่อวกาศของวีเอสเอสยูนิตีไม่ได้ขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยจรวดดังเช่นยานลำอื่น ยานจะติดไปกับเครื่องบินส่งสองลำตัวชื่อ ไวท์ไนท์ทู เครื่องจะบินขึ้นจากฐานที่ทะเลทรายโมฮาวีในแคลิฟอร์เนีย หลังจากขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ราวหนึ่งชั่วโมง วีเอสเอสยูนิตีก็แยกตัวออกมาจากเครื่องบินส่งแล้วเดินเครื่องของตัวเองพุ่งดิ่งขึ้นสู่อวกาศ ระหว่างการบินในเที่ยวบินล่าสุดนี้ ยานวีเอสเอสยูนิตีทำความเร็วสูงสุดได้ถึงมัค 3.1 และทำเพดานบินสูงสุด 89.9 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าการบินครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วถึง กิโลเมตร

โพรไฟล์การบินของสเปซชิปทู 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “อวกาศ” ที่เวอร์จินกาแล็กติกอ้างอิงถึงนี้ เป็นการกล่าวโดยอ้างอิงกับระดับ 80 กิโลเมตรตามนิยามของกองทัพอากาศสหรัฐ แต่นิยามนี้ไม่ใช่นิยามที่ยอมรับใช้กันเป็นการสากล เส้นแบ่งของบรรยากาศกับอวกาศตามที่ยอมรับกันเป็นสากลคือ เส้นคาร์มัน (Kármán line) ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตร 

เที่ยวบินแตะขอบอวกาศของวีเอสเอสยูนิตีมีค่าตั๋วที่นั่งละ 250,000 ดอลลาร์ ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งบริษัทจะขึ้นไปเป็นผู้โดยสารเองด้วยเพื่อเป็นการรำลึกการครบรอบ 50 ปีของภารกิจอะพอลโล 11

ที่มา: http://thaiastro.nectec.or.th/news/3380/

วัตถุในระบบสุริยะที่อยู่ไกลที่สุดดวงใหม่

เมื่อเดือนธันวาคม วงการดาราศาสตร์ได้ตื่นเต้นกับข่าวการค้นพบสมาชิกดวงใหม่ของระบบสุริยะที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากถึง 120 หน่วยดาราศาสตร์ นับเป็นวัตถุระบบสุริยะที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ มีชื่อทางการว่า 2018 วีจี 18 (2018 VG18) มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 500 กิโลเมตร จึงอยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นดาวเคราะห์แคระ นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อเล่นให้วัตถุดวงนี้แบบไม่ต้องคิดเยอะว่า ฟาร์เอาต์ (FarOut) 

แต่ฟาร์เอาท์ครองแชมป์ของวัตถุไกลที่สุดในระบบสุริยะได้เพียงสองเดือนเท่านั้น เพราะล่าสุดนักดาราศาสตร์พบวัตถุดวงใหม่ที่อยู่ไกลกว่าฟาร์เอาต์เสียอีก

วัตถุดวงใหม่นี้ค้นพบโดย ดร.สก็อตต์ เชปเพิร์ด นักดาราศาสตร์จากศูนย์วิทยาศาสตร์คาร์เนกี ณ วอชิงตันดีซี เป็นคณะเดียวกับที่ค้นพบฟาร์เอาต์เมื่อเดือนธันวาคมและ กอบลิน (2015 ทีจี 387) เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

วัตถุดวงใหม่นี้อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ถึง 140 หน่วยดาราศาสตร์ เชปเพิร์ดตั้งชื่อเล่นให้แก่วัตถุดวงใหม่ที่ค้นพบแบบไม่ต้องคิดเยอะอีกเช่นกันว่า ฟาร์ฟาร์เอาต์ (FarFarOut) 

วงโคจรของดาวเคราะห์แคระชื่อ 2015 ทีจี 387 หรือที่มีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า กอบลิน มีจุดใกลสุดจากดวงอาทิตย์ไกลกว่าดาวเซดนา (2012 วีพี 113)   (จาก Roberto Molar Candanosa and Scott Sheppard, courtesy of Carnegie Institution for Science.)

 

วงโคจรของดาวเคราะห์หมายเลขเก้าตามการคำนวณของนักดาราศาสตร์  (จาก Caltech/R. Hurt (IPAC))

การค้นพบที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นจากปฏิบัติการค้นหาดาวเคราะห์หมายเลขเก้า ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ในทฤษฎีที่นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่ามีอยู่จริงจากหลักฐานด้านวงโคจรของวัตถุดวงอื่น มีการประมาณว่าดาวเคราะห์หมายเลขเก้าอาจมีมวลมากกว่าโลกถึงสิบเท่าเลยทีเดียว นับจากที่มีการประกาศเรื่องดาวเคราะห์หมายเลขเก้า มีนักดาราศาสตร์หลายคณะต่างพยายามค้นหาวัตถุดวงนี้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบ วัตถุที่เชปเพิร์ดค้นพบทั้งสามครั้งแม้จะน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ใช่ดาวเคราะห์หมายเลขเก้าเพราะขนาดและวงโคจรไม่ใกล้เคียงกับดาวเคราะห์หมายเลขเก้าตามที่มีการคำนวณไว้เลย

การจัดอันดับวัตถุที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ที่สุดที่กล่าวถึงในที่นี้ เป็นการวัดเฉพาะตำแหน่งปัจจุบันของวัตถุเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาวงโคจรของวัตถุ 

ทั้งชื่อ กอบลิน ฟาร์เอาต์ ฟาร์ฟาร์เอาต์ ที่เรียกกันนี้ เป็นชื่อที่เรียกกันอย่างลำลองที่ตั้งโดยคณะผู้ค้นพบเท่านั้น ไม่ใช่ชื่อสามัญที่เป็นทางการ การตั้งชื่อที่เป็นทางการเป็นหน้าที่ของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล

จนถึงขณะนี้นักดาราศาสตร์ยังมีข้อมูลของฟาร์ฟาร์เอาต์น้อยมาก ไม่ทราบทั้งขนาดและมวล ทั้งหมดที่ทราบในขณะนี้ก็คือ มันมีอยู่จริง

ที่มา:http://thaiastro.nectec.or.th/news/3385/

อิสราเอลสร้างประวัติศาสตร์ส่งจรวดสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

 

A SpaceX Falcon 9 rocket lifts off with Israel's Lunar Lander and an Indonesian communications satellite at space launch complex 40, Thursday, Feb. 21, 2019, in Cape Canaveral, Fla. (AP Photo/Terry Renna)

A SpaceX Falcon 9 rocket lifts off with Israel’s Lunar Lander and an Indonesian communications satellite at space launch complex 40, Thursday, Feb. 21, 2019, in Cape Canaveral, Fla. (AP Photo/Terry Renna)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อิสราเอลประกาศความสำเร็จด้านอวกาศ หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งยานสำรวจดวงจันทร์ขึ้นสู่อวกาศได้เป็นครั้งแรก เมื่อค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และจะทำให้อิสราเอล เป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่ส่งยานสำรวจดวงจันทร์ได้

ยานสำรวจดวงจันทร์ของอิสราเอล ถูกบรรจุอยู่ในจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ ที่ปล่อยจากฐานยิงจรวดในเคป คานาเวรัล ของสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นไปพร้อมกับดาวเทียม 2 ตัว จากอินโดนีเซียและดาวเทียมของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

The SpaceIL lunar module, an unmanned spacecraft, is on display in a special "clean room" where the space craft is being developed, during a press tour of their facility near Tel Aviv, Israel, Monday, Dec. 17, 2018. (AP Photo/Ariel Schalit)

The SpaceIL lunar module, an unmanned spacecraft, is on display in a special “clean room” where the space craft is being developed, during a press tour of their facility near Tel Aviv, Israel, Monday, Dec. 17, 2018. (AP Photo/Ariel Schalit)

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ร่วมชมความสำเร็จด้านอวกาศของอิสราเอล เมื่อค่ำวานนี้ด้วย และกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาอันน่าภาคภูมิใจของอิสราเอล

ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้อิสราเอล กลายเป็นประเทศที่ 4 ของโลกที่สามารถส่งยานสำรวจไร้คนขับขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้ ตามหลังรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน

โครงยานสำรวจดังกล่าวจะไม่มีนักบินอวกาศเข้าร่วมอยู่ด้วย และเป็นการควบคุมโดยบริษัทเอกชน คือ ศูนย์อุตสาหกรรมการบินและอวกาศในอิสราเอล ผู้เป็นเจ้าของงบลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ และคาดว่ายานสำรวจจะลงจอดบนดวงจันทร์ได้ ประมาณวันที่ 11 เมษายนนี้

ที่มา:https://www.voathai.com/a/israeli-spacecraft-makes-history-with-successful-moon-launch/4800582.html

ครั้งแรก! ไทยส่งผลึกโปรตีนมาลาเรียทดลองบนสถานีอวกาศญี่ปุ่น

ครั้งแรก! ไทยส่งผลึกโปรตีนมาลาเรียทดลองบนสถานีอวกาศญี่ปุ่น

จิสด้า จับมือไบโอเทค ส่งผลึกโปรตีนมาลาเรีย ไปทดลองบนสถานีอวกาศของญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกของไทย คาดจะถูกส่งขึ้นไปในช่วงเดือนก.ค.นี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วานนี้ (20 ก.พ.2562) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค ส่งมอบโปรตีนให้กับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ณ เมืองสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบคุณภาพของสาร และเตรียมส่งขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station : ISS ภายใต้โครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ National Space Exploration : NSE ของจิสด้า เพื่อให้ได้ผลึกโปรตีนที่มีความสมบูรณ์มากกว่าบนพื้นโลกสู่การพัฒนายาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.อัมรินทร์ พิมพ์หนู หัวหน้าโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จิสด้า กล่าวว่า งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนและคัดเลือกเพื่อนำไปทดลองในอวกาศในครั้งนี้เป็นงานวิจัยของปี 2561 ที่มีชื่อว่า “การวิเคราะห์การตกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อการพัฒนายาต้านมาลาเรีย จากนักวิจัยของไบโอเทค นำทีมโดย ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ จะถูกนำไปตกผลึกในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยใช้อุปกรณ์ทดลองภายในโมดูล KIBO ของ JAXA ซึ่งถือได้ว่าเป็นความพยายามตกผลึกโปรตีนเพื่อรักษาโรคมาลาเรียครั้งแรกของโลกด้วย

“เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ส่งผลงานวิจัยไปทดลองยังสถานีอวกาศนานาชาติและคาดว่าจะมีการส่งผลงานวิจัยประเภทอื่นๆ ที่ผ่านการคัดเลือกไปทดลองบนอวกาศ”

โดยการทดลองจะเพื่อนำผลที่ได้มาเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุงให้สามารถใช้ประโยชน์ได้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยจิสด้า และ JAXA มีการประสานความร่วมมือกันอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนอวกาศโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือโมดูลอวกาศ KIBO ที่ติดตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์สำหรับการทดลองในอวกาศหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ปลูกผลึก อุปกรณ์เลี้ยงสัตว์น้ำ เตาหลอม เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับการทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

สำหรับการนำส่งโปรตีนในครั้งนี้จะถูกส่งไปกับจรวดของบริษัท SpaceX เร็วที่สุดภายในเดือนก.ค.2562 โดยจะเทียบท่า ณ สถานีอวกาศนานาชาติ ISS และนำส่งเข้าสู่ห้องปฏิบัติการอวกาศ Kibo Module ของ JAXA ทันที การทดลองตกผลึกโปรตีนในสภาวะไร้น้ำหนักนี้

คาดว่าจะได้ผลึกที่มีความสมบูรณ์มากกว่าทดลองบนโลก และช่วยให้นักวิจัยสามารถทราบข้อมูลของโครงสร้างผลึกโปรตีนได้ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนายาต้านโรคมาลาเรียชนิดใหม่ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ทำหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยของไบโอเทค กล่าวว่า สำหรับการทดลองครั้งนี้ ต้องการปลูกผลึกเอนไซม์โปรตีน DHFR-TS ที่พบในเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งทำให้เกิดโรคมาลาเรีย จะถูกนำไปตกผลึกในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อวิเคราะห์หาโครงสร้างของผลึกที่สมบูรณ์

โดยการปลูกผลึกในสถานีอวกาศนี้จะให้ผลึกที่มีลักษณะแตกต่างจากการปลูกผลึกบนโลก เนื่องจากไม่มีแรงโน้มถ่วง ซึ่งผลึกที่ปลูกบนอวกาศมักจะมีขนาดใหญ่กว่า สมบูรณ์กว่า และสามารถนำไปพัฒนาเป็นยาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/277873

ลุ้นระทึก นิวเฮอไรซอนส์เตรียมเข้าเฉียดอัลติมาทูลี ใกล้ยิ่งกว่าพลูโต

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ยานอวกาศของนาซาชื่อ นิวเฮอไรซอนส์ ได้พุ่งเข้าเฉียดดาวพลูโตพร้อมกับส่งภาพระยะใกล้ของดาวเคราะห์แคระดวงนี้รวมทั้งบริวารกลับมายังโลก เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมสุดพิศวงจากดินแดนไกลโพ้นของระบบสุริยะดวงนี้ 

นิวเฮอไรซอนส์เผยว่า ดาวพลูโตไม่ใช่ดินแดนตายซากเย็นชืดดังที่เคยเชื่อกัน หากแต่ยังคุกรุ่นไปด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา มีธารน้ำแข็ง มีบรรยากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีแม้แต่มหาสมุทรบาดาล สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของนักดาราศาสตร์ทั้งสิ้น

ยานนิวเฮอไรซอนส์ (จาก NASA)

ในอีกไม่ถึงสัปดาห์ข้างหน้า บรรยากาศแห่งความอัศจรรย์ใจอย่างนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดาวพลูโตไม่ใช่เป้าหมายเดียวของยานนิวเฮอไรซอนส์ หลังจากที่ยานผ่านพ้นดาวพลูโตไปแล้ว ได้จุดจรวดปรับทิศทางอีกสี่ครั้งเพื่อเบนเส้นทางไปยังเป้าหมายถัดไปซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก 1,600 ล้านกิโลเมตร เป้าหมายใหม่นี้มีชื่อว่า 2014 เอ็มยู 69 (2014 MU69) หรือที่มีชื่อสามัญอย่างไม่เป็นทางการว่า อัลติมาทูลี (Ultima Thule) ยานจะเข้าใกล้วัตถุดวงนี้มากที่สุดในวันที่ มกราคม 2562 เวลา 12:33 น. ตามเวลาประเทศไทย

ภารกิจการสำรวจดาวอัลติมาทูลียังคงเป็นลักษณะเดียวกับภารกิจสำรวจดาวพลูโต  นั่นคือเป็นการพุ่งเฉียด ยานจึงมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นในการเก็บข้อมูลจากวัตถุดวงนี้ให้มากที่สุดก่อนที่จะผ่านเลยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ หลังจากที่ยานเคลื่อนผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง จึงค่อยทยอยส่งข้อมูลที่เก็บเอาไว้กลับสู่โลก 

ภาพของดาวอัลติมาทูลีตามจินตนาการของศิลปิน ข้อมูลจากการสังเกตการบังดาวฤกษ์ของวัตถุดวงนี้บ่งชี้ว่าวัตถุดวงนี้ไม่เป็นดวงกลม แต่อาจเป็นก้อนรี หรือเป็นสองตุ้มเช่นนี้
(จาก Steve Grivven/NASA/JHUAPL/SwRI)

 

ภาพจากการซ้อนภาพแบบสแต็กจำนวน 48 ภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ทำให้แยกจุดแสงของดาวอัลติมาทูลีออกมาจากดาวพื้นหลังได้
(จาก NASA/JPL-Caltech/SwRI)

ทั้งดาวพลูโตและดาวอัลติมาทูลีเป็นวัตถุไคเปอร์ทั้งคู่ แถบไคเปอร์คือบริเวณรอบระบบสุริยะที่อยู่พ้นระยะของวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป เป็นบริเวณที่มีวัตถุน้อยใหญ่จำนวนมากที่หลงเหลือมาจากยุคที่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้น วัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุประเภทเดียวกับวัตถุต้นกำเนิดของดาวเคราะห์ ซึ่งหากมีมวลมาพอกพูนมากพอก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์ การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จึงช่วยให้เราได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของการกำเนิดระบบสุริยะได้เป็นอย่างดี

ภาพของดาว 2014 เอ็มยู 69 หรือ “อัลติมาทูลี” วัตถุไคเปอร์ที่เป็นเป้าหมายถัดไปของยานนิวเฮอไรซอนส์ ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
(จาก NASA, ESA, SwRI, JHU/APL, and the New Horizons KBO Search Team)

การสำรวจดาวอัลติมาทูลีไม่ใช่ภารกิจของแถม เพราะภารกิจหลักของยานคือการสำรวจดาวพลูโตและวัตถุไคเปอร์อีกสองสามดวง นี่จึงเป็นภารกิจที่วางไว้แล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่ยังไม่ได้ระบุวัตถุไคเปอร์ที่จะไปสำรวจเท่านั้น 

ยานนิวเฮอไรซอนส์เริ่มออกเดินทางจากโลกในปี 2549 ในขณะนั้นยานทราบเป้าหมายเพียงดวงเดียวเท่านั้นคือดาวพลูโต ผู้ควบคุมภารกิจยังหาวัตถุที่เหมาะสมที่จะเป็นเป้าหมายที่สองให้แก่ยานไม่ได้ จนกระทั่งถึงปี 2557 ซึ่งยานนิวเฮอไรซอนส์เดินทางไปได้ค่อนทางแล้ว กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจึงค้นพบวัตถุในแถบไคเปอร์ที่น่าจะเป็นเป้าหมายที่สองของยานได้ ดวง  เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ แล้ว ผู้ควบคุมภารกิจจึงเลือกเอาดาว 2014 เอ็มยู 69 เป็นเป้าหมายถัดไปให้แก่ยาน นับเป็นวัตถุดวงแรกที่ถูกค้นพบหลังจากที่ยานสำรวจออกเดินทางไปแล้ว

ต่อมาในปี 2560 องค์การนาซาได้จัดประกวดตั้งชื่อสามัญให้แก่ 2014 เอ็มยู 69 มีผู้เสนอชื่อต่าง ๆ เข้าประกวดมากกว่า 34,000 ชื่อ สุดท้ายชื่อที่ได้รับเลือกคือ อัลติมาทูลี

คำว่า อัลติมาทูลี เป็นคำที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคกลาง หมายถึง แดนไกลโพ้นสุดขอบฟ้า (ทูลี เป็นชื่อแดนห่างไกลทางยุโรปตอนเหนือที่ชาวกรีกและโรมันโบราณอ้างถึง แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอยู่ที่ใดกันแน่ เพราะบ้างก็ว่าอยู่ในเขตนอร์เวย์ บ้างก็ว่าอยู่ในไอร์แลนด์ บ้างก็ว่าอยู่ในไอซ์แลนด์) 

จนถึงขณะนี้ เรายังทราบข้อมูลของอัลติมาทูลีน้อยมาก แม้จะสำรวจด้วยกล้องที่ทรงพลังอย่างกล้องฮับเบิลแล้วก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าวัตถุดวงนี้มีความกว้าง 45 กิโลเมตร หรือเล็กกว่าดาวพลูโตราว 100 เท่า การประเมินขนาดนี้อาศัยเพียงความสว่างที่วัดได้เท่านั้น ซึ่งมีย่านความคลาดเคลื่อนสูงมาก หากพื้นผิวของวัตถุดวงนี้มีความสว่างสะท้อนแสงดี ก็น่าจะมีขนาดเล็กกว่านี้ แต่ถ้ามีพื้นผิวคล้ำ ขนาดก็จะใหญ่กว่านี้ 

นอกจากจะสำรวจด้วยกล้องฮับเบิลแล้ว ยังมีการสำรวจการบังดาวฤกษ์ของอัลติมาทูลีอีกด้วย วัตถุในระบบสุริยะมีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จากโลก จึงปรากฏว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ไปบนฉากหลังที่มีดาวฤกษ์จำนวนมาก ดาวฤกษ์อยู่ไกลกว่าวัตถุในระบบสุริยะมาก จึงดูเหมือนดาวเหล่านั้นอยู่กับที่ เมื่อวัตถุในระบบสุริยะเคลื่อนที่ไป บางครั้งก็อาจเข้าไปบังดาวฤกษ์ที่พื้นหลัง การสังเกตการบังดาวจะบอกสมบัติทางกายภาพของวัตถุได้มาก เช่น ขนาด รูปร่าง บางครั้งอาจบอกได้ว่าวัตถุนั้นมีวงแหวน บริวาร หรือบรรยากาศหรือไม่

ช่วงที่ผ่านมาดาวอัลติมาทูลีเข้าบังดาวฤกษ์หลายครั้ง เช่นในวันที่ มิถุนายน 2560, 10 กรกฎาคม 2560, 17 กรกฎาคม 2560, สิงหาคม 2561 การบังแต่ละครั้งกินเวลาเพียงประมาณสองวินาที และมองเห็นการบังได้เพียงจากแนวแคบ ๆ บนโลกเท่านั้น นักดาราศาสตร์ย่อมไม่พลาดที่จะสังเกตปรากฏการณ์สำคัญนี้ ทั้งจากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน จากยานอวกาศ และแม้แต่จากกล้องโทรทรรศน์ติดเครื่องบิน  นับเป็นมหกรรมการสำรวจการบังดาวของวัตถุครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการทำกันมา  

ข้อมูลการบังดาวของอัลติมาทูลีแสดงว่ามันไม่ใช่วัตถุดวงกลมธรรมดา อาจเป็นวัตถุสองดวงที่โคจรรอบกันอย่างใกล้ชิด ดวงหนึ่งมีขนาด 12 กิโลเมตรอีกดวงหนึ่งมีขนาด 21 กิโลเมตร บางทีทั้งสองดวงอาจอยู่ใกล้กันจนถึงขั้นสัมผัสกันและมีรูปร่างเหมือนดัมเบลล์ และเป็นไปได้ว่าจะมีดวงจันทร์เป็นบริวารด้วย

“อัลติมาทูลีมีขนาดเล็กกว่าพลูโตถึงร้อยเท่า แต่ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์นั้นมากมายเหลือคณา วัตถุจำพวกนี้เกิดขึ้นเมื่อ 4.5-4.6 พันล้านปีก่อน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง พันล้านกิโลเมตร ถูกแช่แข็งที่อุณหภูมิเกือบเป็นศูนย์สัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส) จึงยังคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อระบบสุริยะเมื่อเริ่มกำเนิดขึ้น” แอลัน สเติร์น จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์อธิบาย

แนววิถีของยานนิวเฮอไรซอนส์เทียบกับวงโคจรของดาวเคราะห์วงนอก เป้าหมายที่สองของยานคือดาวอัลติมาทูลี ซึ่งเป็นวัตถุไคเปอร์ที่อยู่พ้นดาวพลูโตไปอีก 1,600 ล้านกิโลเมตร
(จาก NASA/JHUAPL/SwRI)

 

อัลติมาทูลี อาจมีรูปร่างเป็นก้อนรีเบี้ยว ๆ เหมือนมันฝรั่งแบบนี้ (จาก NASA/JHUAPL/SwRI/Alex Parker)

นิวเฮอไรซอนส์จะเข้าเฉียดดาวอัลติมาทูลีด้วยระยะ 3,500 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กว่าที่เคยเฉียดดาวพลูโตถึงสามเท่า แน่นอนว่ายานย่อมเผยความเร้นลับวัตถุไคเปอร์และต้นกำเนิดของระบบสุริยะได้มากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

“เราเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าจะเห็นอะไรบ้างเมื่อยานไปถึง อาจพบว่ามีบรรยากาศ มีวงแหวน หรืออาจมีดวงจันทร์บริวาร ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น”

 

 

ที่มา:http://thaiastro.nectec.or.th/news/3334/

“คงไม่ต้องเดากันมาก เราจะพบคำตอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว” สเติร์นกล่าวทิ้งท้าย

ยานอวกาศนาซาเยือนดาวเคราะห์น้อยโบราณ คาดอาจพุ่งชนโลกในอนาคต

 

ยานอวกาศนาซาเยือนดาวเคราะห์น้อยโบราณ คาดอาจพุ่งชนโลกในอนาคต

ยานอวกาศนาซาเยือนดาวเคราะห์น้อยโบราณ คาดอาจพุ่งชนโลกในอนาคต

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. ยานอวกาศของนาซาได้ไปถึงดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” ซึ่งนับว่าเป็นแขกที่ไปเยือนครั้งแรกในรอบหลายพันล้านปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยานสำรวจ Osiris-Rex โคจรห่างจากหินอวกาศที่มีรูปทรงเหมือนเพชรเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร (12 ไมล์) และจะเข้าใกล้มากกว่านี้และเข้าไปในวงโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยเบนนู ในวันที่ 31 ธันวาคม ยังไม่เคยมียานอวกาศลำไหนที่ไปโคจรรอบวัตถุในจักรวาลที่มีขนาดเล็กนี้เลย

เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ พยายามรวบรวมตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเพื่อนำกลับสู่โลก ซึ่งมีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่เคยประสบความสำเร็จในภารกิจนี้

บรรดาผู้ควบคุมการบินต่างปรบมือแสดงความยินดีเมื่อได้รับการยืนยันว่ายานสำรวจ Osiris-Rex ไปถึงดาวเคราะห์น้อยเบนนูแล้ว

ดาวเคราะห์น้อยเบนนูอยู่ห่างออกไปจากโลกประมาณ 122 ล้านกิโลเมตร (76 ล้านไมล์) ต้องใช้เวลา 7 นาที ในการสื่อสารจากยานอวกาศไปยังหน่วยควบคุมการบินของบริษัท Lockheed Martin ที่เมือง Littleton รัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทที่สร้างยานอวกาศนี้ขึ้น

ดาวเคราะห์น้อยเบนนูมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1,600 ฟุต (500 เมตร) ยานอวกาศ ซึ่งมีขนาดเท่ากับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) นี้จะตามติดดาวเคราะห์น้อยเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะตักเอาก้อนหินเล็กๆ เป็นตัวอย่างเพื่อนำกลับมาสู่โลกในปี พ.ศ. 2566

นักวิทยาศาสตร์มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาสสารจากดาวเคราะห์น้อยที่มีคาร์บอนสูงเช่นเบนนู ซึ่งอาจถือเป็นหลักฐานย้อนหลังไปถึงจุดกำเนิดของระบบสุริยะจักรวาลเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน หรือเรียกว่าเป็นแคปซูลเวลาทางด้านดาราศาสตร์นั่นเอง

ยานสำรวจ Osiris-Rex มีจุดมุ่งหมายในการเก็บตัวอย่างฝุ่นและก้อนหินเล็กอย่างน้อย 60 กรัม หรือ 2 ออนซ์ ยานอวกาศนี้จะไม่ลงจอด แต่จะใช้แขนกลที่มีความยาว 10 ฟุต (3 เมตร) เพื่อเก็บตัวอย่างบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเบนนูในปี พ. ศ. 2563 และนำภาชนะเก็บตัวอย่างออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่โลกในปี พ.ศ. 2564

NASA เคยนำอนุภาคของฝุ่นผงดาวหางและลมสุริยะกลับมายังโลก แต่ยังไม่เคยนำตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยกลับมา ญี่ปุ่นได้พยายามนำอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก จากภารกิจดาวเคราะห์น้อยครั้งแรกที่มีชื่อว่า “ฮายาบูซ่า” กลับมายังโลกเมื่อปี พ.ศ. 2553

“เบนนู” ถือเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตราย คืออาจพุ่งใส่โลกได้ในอนาคต และที่เลวร้ายที่สุดดาวเคราะห์น้อยเบนนูอาจสร้างหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนพื้นโลกในช่วงระยะเวลา 150 ปีนับจากนี้ได้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อมั่นว่า ยิ่งพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยมากขึ้นเท่าไหร่ โลกของเราที่มีอุปกรณ์ครบครัน ก็จะหลีกเลี่ยงความหายนะต่างๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

ชื่อของทั้งยานอวกาศและดาวเคราะห์น้อยมาจากเทพนิยายอียิปต์ โอซิริส คือเทพแห่งชีวิตหลังความตาย ส่วนเบนนูเป็นตัวแทนของนกกระสาและการสร้างสรรค์

 

ที่มา: https://www.sanook.com/news/7612526/

 

ทีมถ่ายทำสารคดีบีบีซีแหกกฎช่วยชีวิตฝูงนกเพนกวิน

1544892356332

ทีมถ่ายทำสารคดีบีบีซีแหกกฎช่วยชีวิตฝูงเพนกวิน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โลกออนไลน์ชื่นชมทีมถ่ายทำสารคดีชุดล่าสุดของบีบีซีที่มีเซอร์เดวิด แอตเทนบะระ นักธรรมชาติวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ เป็นผู้ดำเนินรายการ ที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการยื่นมือเข้าไปช่วยชีวิตนกเพนกวินกลุ่มหนึ่งที่ติดอยู่กลางหุบเขาอันหนาวเหน็บในขั้วโลกใต้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทีมงานไปถ่ายทำสารคดีชุดล่าสุดที่ชื่อ Dynasties ซึ่งในตอนนี้เป็นการติดตามชีวิตของนกเพนกวินจักรพรรดิ (Emperor Penguin) ที่จับคู่ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกท่ามกลางสภาพอากาศที่แสนหฤโหดในขั้วโลกใต้

โดยระหว่างการถ่ายทำช่วงหนึ่ง ทีมงานได้เห็นเพนกวินกลุ่มหนึ่งติดอยู่ในหุบเขาลึก ซึ่งทางขึ้นที่เป็นผาน้ำแข็งที่ลื่นและสูงชันทำให้แม่เพนกวินและลูกน้อยหลายตัวไม่สามารถปีนกลับออกไปได้ ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจจนทำให้ทีมงานกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเพนกวินกลุ่มนี้จะต้องตายในพายุหิมะอย่างแน่นอน

ในที่สุดพวกเขาจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการเข้าไปช่วยทำทางเดินให้กับนก

ไมเคิล กันตัน เอ็กเซกคิวทีฟโปรดิวเซอร์ ของสารคดีชุด Dynasties เล่าว่า ตามปกติทีมงานถ่ายทำสารคดีจะไม่เข้าไปแทรกแซงชีวิตสัตว์แล้วปล่อยให้เป็นไปตามวัฏจักรตามธรรมชาติ ซึ่งตรงกับแนวทางที่ เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ ยึดถือ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วยสัตว์ คือ การเข้าไปช่วยครั้งนี้ไม่ทำให้สัตว์ได้รับอันตราย เพราะทีมงานไม่ได้สัมผัสตัวสัตว์ รวมทั้งเหตุผลในเชิงอนุรักษ์

กันตัน ยังเล่าให้ฟังว่าเขาได้คุยเรื่องนี้กับเซอร์เดวิด ซึ่งผู้ดำเนินรายการและนักธรรมชาติวิทยาชื่อดังเห็นด้วยกับการตัดสินใจของทีมงาน อีกทั้งยังบอกด้วยว่า ในกรณีนี้เขาก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหล่าเพนกวินเช่นกัน

หลังสารคดีตอนนี้ออกอากาศไป ผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายรายได้ชื่นชมการกระทำของทีมงาน หลังจากก่อนหน้านี้ในปี 2013 สารคดีสัตว์ป่าในแอฟริกาของเซอร์เดวิด ถูกผู้ชมตำหนิเรื่องที่ปล่อยให้ลูกช้างแอฟริกาต้องตายลงจากความอดอยาก

ตอนนั้นเซอร์เดวิด บอกว่า “เป็นเรื่องสำคัญมาก” ที่เขาจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ พร้อมอธิบายว่าการเข้าไปช่วยลูกช้างนอกจากจะเสี่ยงถูกแม่ช้างทำร้ายแล้ว การเอาอาหารไปป้อนลูกช้างที่กำลังจะอดตายก็อาจช่วยยื้ดชีวิตมันได้อีกเพียงไม่นาน เพราะบริเวณนั้นไม่มีอาหารที่ช้างจะหากินประทังชีวิตต่อไปได้เลย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46322995#

ดื่มเบียร์กระตุ้นเซ็กซ์

ดื่มเบียร์กระตุ้นเซ็กซ์

ดื่มเบียร์กระตุ้นเซ็กซ์

 

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เคยบอกไว้ว่า การดื่มเบียร์จะช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศได้ รวมถึงช่วยทำให้เซ็กซ์มีความดุเด็ดและเผ็ดร้อนมากขึ้นด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญทางเพศได้ค้นพบคุณสมบัติหลายอย่างในเบียร์ ซึ่งจะทำให้คุณผู้ชายที่ดื่มเบียร์มีประสิทธิภาพทางเซ็กซ์ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม อีกทั้งยังทำให้นอนหลับ ช่วยให้ผ่อนคลายหลังเวลาเลิกงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะพอดีกับร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

ปลุกความใคร่ในตัวคุณ ขับเคลื่อนพลังน้องชายดุจเสือหิว ด้วยการดื่มเบียร์ดำหรือดาร์กเบียร์ (ควรวันละ 1 – 2 แก้ว) ซึ่งเป็นเบียร์ที่มีสีคล้ำ กลิ่นและรสชาติจะเข้มข้นกว่าเบียร์ธรรมดาโดยกรรมวิธีพิเศษ นอกจากนี้เบียร์ดำยังมีธาตุเหล็กสูงกว่าเบียร์ชนิดอื่น และเมื่อร่างกายคุณมีธาตุเหล็กมากขึ้นก็จะเพิ่มเม็ดเลือดแดงและการไหลเวียนของเลือดเรียกได้ว่าเลือด สูบฉีดดั่งม้าพยศ จึงทำให้น้องชายแข็งตัวได้ยาวนานขึ้น

อึด ทน นาน มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า การดื่มเบียร์ทำให้ชะลอการหลั่งเร็วในผู้ชาย ถึงจุดสุดยอดได้ช้าขึ้น มีเวลานอกลู่นอกทางร่ายรำกระบวนท่าบนเตียงได้มากกว่าเดิม

ระบบการเต้นของหัวใจทำงานได้ดี การมีเซ็กซ์ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้น การดื่มเบียร์จะช่วยทำให้คุณพร้อมรับมือกับอัตราการเต้นของหัวใจที่ไต่ระดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที นั่นหมายความว่าคุณก็จะลดความเสี่ยงในการหัวใจวายขณะมีเซ็กซ์ได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 31%

ที่มา:https://www.sanook.com/men/46493/

ยานน้องใหม่นาซาเผยให้ได้ยินเสียงลมดาวอังคารครั้งแรก

561000012725901
กล้องบนแขนกลของยานอินไซต์เผยเครื่องมือต่างๆ บนพื้นยานอินไซต์ และพื้นผิวของดาวอังคารบริเวณ เอลิเซียม พลานิเชีย และตอนนี้เราสามารถฟังเสียงทุ้มต่ำของอังคารได้เป็นครั้งแรก (Elysium Planitia) HO / NASA/JPL-CALTECH / AFP

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

 

ยานน้องใหม่ของนาซาที่เพิ่งลงจอดดาวอังคาร สร้างประวัติศาสตร์จากการบันทึกการสั่นไหว ของลมกระโชกบนดาวแดงนี้ได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถได้ยินเสียงลมของดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงนี้ได้ 

ยานอินไซต์ (InSight) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่เพิ่งลงจอดดาวอังคารเมื่อ 26 พ.ย.2018 ที่ผ่านมา ได้บันทึกการสั่นไหวของสายลมหนาวที่กรรโชกบนดาวอังคาร โดยกระแสลมแรงดังกล่าวมีความเร็ว 5-7 เมตรต่อวินาที และถูกบันทึกได้ขณะพัดผ่านแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของยานลงจอดที่ไร้คนขับนี้


เซนเซอร์ 2 ตัวบนยานที่จับการสั่นไหวได้ คือ เซนเซอร์วัดความกดอากาศภายในยานลงจอด และเซนเซอร์วัดแผ่นดินไหวที่ติดตั้งที่พื้นของยาน โดยเซนเซอร์ทั้งสองอยู่ระหว่างรอปล่อยสู่พื้นผิวดาวอังคารด้วยแขนกลของยานอินไซต์

โทมัส ไพค์ (Thomas Pike) หัวหน้าทีมศึกษาของโครงการนี้ จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) เผยระหว่างแถลงข่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลช่วง 15 นาทีแรก จากเครื่องมือวัดการสั่นสะเทือนของพื้นผิวระยะสั้น โดยเปรียบการสั่นสะเทือนนั้นว่าเหมือนการโบกธงในกระแสลม และเป็นเสียงจากโลกอื่นจริงๆ 

สำหรับยานอินไซต์นั้นได้รับการออกแบบเพื่อศึกษาภายในดาวอังคารอย่างที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน โดยอาศัยเครื่องมือทางด้านแผ่นดินไหววิทยาเพื่อวัดการสั่นสะเทือน และการทุบเพื่อวัดความร้อนที่หนีออกจากแผ่นเปลือกดาวอังคาร 

บรูซ บาเนิรดต์ (Bruce Banerdt) ผู้ศึกษาหลักของโครงการนี้ จากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดันของนาซา ในพาซาดีนา แคลิฟอร์เนีย ระบุว่า การวัดสายลมที่พัดจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผน

ก่อนหน้านี้ยานลงจอดของนาซา 2 ลำ คือยานไวกิง 1 และ ยานไวกิง 2 ได้เคยจับสัญญาณของลมบนดาวอังคารได้ เมื่อลงจอดในปี ค.ศ.1976 แต่ครั้งนั้นยานทั้งสองบันทึกตัวอย่างที่ทุ้มกว่านี้ ซึ่งเป็นความถี่ที่ไม่สามารถฟังได้ และยานก็ไม่ได้ส่งเสียงที่มนุษย์สามารถได้ยินได้กลับมา 

“โดยส่วนตัวแล้ว การได้ฟังเสียงจากเซนเซอร์วัดความดัน เตือนให้ผมนึกถึงตัวเองออกไปนั่งรับลมของหน้าร้อน ส่วนการฟังเสียงกระโชกไป-มา ซึ่งนั้นเหมือนเสียงนกหวีดนั้น ในบางอารมณ์ก็ทำให้รู้สึกเหมือนออกไปนั่งอยู่บนยานอินไซค์บนดาวอังคารด้วย” บาเนิรดส์ระบุ 

ที่มา:https://mgronline.com/science/detail/9610000122447