คลังเก็บหมวดหมู่: วรากร ปานแดง

เรื่องราวชีวิตของหญิงเก่ง ผู้ให้กำเนิดกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble

เรื่องราวชีวิตของหญิงเก่ง ผู้ให้กำเนิดกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Nancy Grace Roman หญิงเก่งหญิงแกร่งในวงการดาราศาสตร์ ได้เริ่มต้นงานของเธอกับ NASA ในปี 1959 และเธอนี่เองที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการระดมทุนและดูแลโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble และหากจะยกให้เธอเป็น “มารดาของกล้อง Hubble” ก็คงจะไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด และคุณ Nancy เธอได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2018 ในวัย 93 ปี หญิงที่มีความโดดเด่นในแวดวงวิทยาศาสตร์และการสำรวจอวกาศ และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการยอมรับให้ขึ้นดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารของ NASA ในตำแหน่งหัวหน้านักดาราศาสตร์

เรื่องราวชีวิตของหญิงเก่ง ผู้ให้กำเนิดกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble เริ่มต้นภารกิจเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1990 คาดว่าจะสิ้นสุดภารกิจในปี 2030 – 2040

ขอบคุณภาพประกอบจาก European Space Agency

ในช่วงชีวิตการทำงาน เธอได้ทุ่มเทเป็นอย่างมากในการผลักดัน NASA ไปสู่ขอบเขตใหม่ในการสำรวจทางดาราศาสตร์ และกล้อง Hubble ยังมีบทบาทสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ และถึงแม้ว่า Hubble จะถูกปล่อยสู่วงโคจรในภายหลังจากที่คุณ Nancy ได้พ้นจากตำแหน่งงานใน NASA นานนับทศวรรษ แต่รับประกันได้ว่าการค้นพบทางดาราศาสตร์ที่สำคัญๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดเธอคนนี้

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble สร้างความตื่นเต้นกับการค้นพบใหม่ๆ ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์มาอย่างยาวนานจนเกือบจะ 3 ทศวรรษแล้ว และโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์มักถูกละเลย แต่ไม่ใช่ในกรณีของคุณ Nancy ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเหตุผลที่ว่า ทำไม NASA ยังคงเป็นผู้นำทางด้านการค้นพบทางดาราศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เรื่องราวชีวิตของหญิงเก่ง ผู้ให้กำเนิดกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble

และมันไม่ง่ายเลยที่ผู้หญิงสักคนจะฉายแววโดดเด่นในโลกของวิทยาศาสตร์ พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ยังฝังใจว่ามันเป็นอาณาจักรของผู้ชายเท่านั้น แต่คุณ Nancy ได้จารึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ทางการค้นพบทางดาราศาสตร์ที่จะมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน ถึงแม้จะถึงช่วงเวลาที่กล้อง Hubble จะต้องถูกปลดประจำการก็ตาม โดยในการให้สัมภาษณ์กับ NASA เนื่องในโอกาสอายุครบ 90 ปี เธอกล่าวว่า “พ่อแม่ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เธอหลงรักวิทยาศาสตร์ และปูทางไปสู่วิชาชีพในที่สุด”

“พ่อของฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ และจะตอบคำถามที่ฉันสงสัยเสมอ ในขณะที่คุณแม่พาฉันไปเดินเล่นสำรวจธรรมชาติ นก และต้นไม้ คุณแม่ของฉันยังพาฉันออกไปตอนดึก เพื่อส่องดูกลุ่มดาว และแสงเหนือ”

ผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องดาราศาสตร์จะต้องคิดถึงเธอเป็นอย่างมาก และในทุกๆ ครั้งที่เราได้เห็นภาพการค้นพบดาว หรือกาแลคซี่ใหม่ ๆ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ขอให้นึกถึงผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลัง และชื่อของเธอคือ Nancy Grace Roman

 

เรื่องราวชีวิตของหญิงเก่ง ผู้ให้กำเนิดกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble

หนึ่งในการค้นพบครั้งสำคัญของ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble เผยให้เห็นแสงเหนือที่เกิดขึ้นตรงบริเวณขั้วของดาวเสาร์ ซึ่งใช้เทคนิคการสร้างภาพโดยรวมภาพถ่ายแบบแสงอัลตร้าไวโอเลต และแสงในย่านที่มองเห็นได้ด้วยตา เป็นภาพถ่ายต่างวันในปี 2004 โดยคุณ Erich Karkoschka จาก University of Arizona ได้เข้าใช้ระบบกล้องของ Hubble เพื่อการสำรวจ
ที่มา : bgr.com , en.wikipedia.org

สำรวจสถานะอุตสาหกรรมดาวเทียมไทย หลังส่งดาวเทียมผลิตเองดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรโลก

ดาวเทียมไทยประดิษฐ์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยส่งดาวเทียมที่ผลิตเองในประเทศขึ้นสู่วงโคจรของโลก นับเป็นการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมดาวเทียมในประเทศ อย่างไรก็ตามนักวิชาการชี้ว่าไทยยังต้องพัฒนาอีกหลายประการเพื่อให้มีความก้าวหน้าตามทันประเทศอื่นทั่วโลก

ทีมงานพัฒนาดาวเทียมแนคแซท (KNACKSAT) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ต่างพากันดีใจอย่างมาก เมื่อจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในสหรัฐฯ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 3 ธ.ค. (เวลา 01.32 น. วันที่ 4 ธ.ค. ของไทย)

“นับว่าเราประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปได้” ศ.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา (KNACKSAT) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. กล่าวกับบีบีซีไทย

ศ.สุวัฒน์ ยังได้เล่าอีกด้วยว่าทางโครงการได้ดำเนินงานจัดทำดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2555 โดยได้เงินทุนราว 9 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

“นักศึกษาของ มจพ. ได้ช่วยกันออกแบบตัวดาวเทียมและระบบภายในต่าง ๆ เช่น ระบบการทรงตัว การส่งคลื่นวิทยุฯ รวมทั้งพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับดาวเทียมได้เมื่อขึ้นไปยังวงโคจรโลกแล้ว”

เขาระบุว่าดาวเทียมมีบทบาทและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก “เพียงแต่ว่าเราไม่รู้สึกเท่านั้นเอง สัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ รวมทั้งข้อมูลสภาพอากาศ เราก็ได้มาจากดาวเทียม”

ภาพร่างของดาวเทียมแนคแซท
คำบรรยายภาพภาพร่างของดาวเทียมแนคแซท

“ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ไทยจะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อให้ก้าวทันประเทศอื่นอุตสาหกรรมดาวเทียมนี้ แม้ว่าไทยจะมาช้า แต่ว่าเราก็กำลังก้าวหน้าไป” หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมของ มจพ. ระบุ

ต้นทุนที่ถูกลง

ดาวเทียมแนคแซทนั้นเป็นแบบ CubeSat มีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม กำหนดให้เข้าสู่วงโคจรโลกที่ความสูง 600 กิโลเมตร เพื่อรับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับมา

“สเปซเอ็กซ์ก็ได้ส่งดาวเทียมแนคแซทได้พร้อมกับดาวเทียมอื่น ๆ รวม 64 ดวง จาก 17 ประเทศ ซึ่งนับเป็นการส่งดาวเทียมมากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งเขาประสบความสำเร็จในการนำเอาตัวผลักดัน (booster) ของจรวดมาใช้ซ้ำได้ หมายความว่าต้นทุนของการส่งดาวเทียมจะถูกลงมาก การที่เราจะมีดาวเทียมเอาไว้ทำประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ก็ไม่เกินเอื้อมแล้ว” ศ.สุวัฒน์กล่าว

เมื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศแล้ว ดร.สุวัฒน์กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปก็คือสื่อสารกับแนคแซทเพื่อจะได้สั่งให้ทำงานหรือสั่งให้ส่งข้อมูลมาตามต้องการ ซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นชาวต่างชาติระบุว่าได้รับสัญญาณวิทยุของดาวเทียมแนคแซทครั้งแรก หรือที่เรียกว่า first voice เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. และจากนั้นก็ได้รับสัญญาณต่อเนื่องมาเป็นระยะ

“ตอนนี้เรากำลังหาพิกัดที่แท้จริงของแนคแซทอยู่ เพื่อจะได้สื่อสารกับดาวเทียมได้ นักศึกษาของ มจพ. ในห้องปฏิบัติการจะได้สามารถเรียนรู้การสั่งงานรวมทั้งเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปพัฒนาต่อยอดต่อไป”

“แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะหาพิกัดได้ และทางห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินกำลังปรับปรุงใหม่กว่าจะเสร็จก็คงหลังปีใหม่” ดร.สุวัฒน์ระบุ

“ตอนที่จรวดส่งดาวเทียมขึ้นไป ลุ้นมากเลยค่ะ ลุ้นว่าจะส่งขึ้นไปไหม จะเกิดอุบัติเหตุระเบิดหรือเปล่า″เอกจิรา กุยยกานนท์ ซึ่งเป็นหนี่งในทีมนักศึกษาที่ได้ช่วยพัฒนาดาวเทียมแนคแซทมาตั้งแต่ต้น โดยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาระบบการทรงตัวของดาวเทียม บอกกับบีบีซี

ประสบการณ์เพื่ออนาคต

ในวันนั้นเธอนั่งอยู่ในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินพร้อม ๆ กับทีมงานที่ชมภาพการถ่ายทอดการส่งจรวดขึ้นไปอยู่ที่ห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินของ มจพ. “เราก็นับถอยหลังกันเหมือนแบบในหนัง พอขึ้นไปได้เราก็ไชโยดีใจกันยกใหญ่ ลุ้นมาก”

เอกจิรานำเอาดาวเทียมแนคแซทไปทดสอบการทำงานในสภาพจำลองของห้วงอวกาศที่ญี่ปุ่น
คำบรรยายภาพเอกจิรานำเอาดาวเทียมแนคแซทไปทดสอบการทำงานในสภาพจำลองของห้วงอวกาศที่ญี่ปุ่น

ตอนนี้เอกจิรากำลังจะจบปริญญาโทจาก Kyushu Institute of Technology (Kyutech) ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเรียนควบคู่กับปริญญาโทที่ มจพ. ไปด้วย ขณะนี้เธอกำลังรอผลสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่คิวชู หากได้ก็จะเรียนสาขาการสร้างภาวะห้วงอวกาศจำลอง เพื่อนำกลับมาสอนนักศึกษารุ่นต่อไป

เธออธิบายว่าสภาวะจำลองนี้จำเป็นต่อการพัฒนาดาวเทียมหรือการส่งจรวดไปศึกษาห้วงอวกาศ เพราะเมื่อระบบ ในดาวเทียมไม่ว่าจะเป็นสัญญาณวิทยุ หรือหน่วยที่ทำงานเก็บข้อมูล จะต้องนำมาทดลองว่าสามารถทำงานในสภาวะไร้น้ำหนักนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่จะติดตั้งกับดาวเทียมเพื่อส่งออกไป

“ก็อยากให้น้อง ๆ มาสนใจเรื่องดาวเทียมมากขึ้น มันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากในอนาคต โดยเฉพาะน้องผู้หญิง ที่กลัวว่าจะเรียนวิศวะแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอุตสาหกรรมนี้มักจะมีแต่ผู้ชาย จากประสบการณ์ของตัวเองบอกได้เลยว่าผู้หญิงสามารถทำงานได้ดีเท่า ๆ กับผู้ชาย และไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงที่ผู้หญิงไม่สามารถทำได้เลย” เอกจิรากล่าว

การทำงานในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ มจพ.
คำบรรยายภาพการทำงานในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ มจพ.

ความเคลื่อนไหวภาครัฐ

ในขณะที่ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (Gistda) กล่าวว่า ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน ประเทศที่ก้าวหน้าในด้านดาวเทียมก็คือสิงคโปร์ ส่วนไทยก็ไม่ได้ล้าหลังมากนัก เพียงแต่ว่ายังต้องพัฒนาให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

“เรามีดาวเทียมที่ติดธงไทยอยู่ในวงโคจรของโลกที่ยังทำงานอยู่ 6-8 ดวง ทั้งดาวเทียมเพื่อศึกษาสภาพอากาศ และเพื่อการพาณิชย์ ในอนาคตก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ”

เขากล่าวว่าอุตสาหกรรมดาวเทียมของโลกเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวมากถึงร้อยละ 20 แต่ว่าเป็นการเติบโตมาจากฐานที่เล็กมาก แต่ต้นทุนที่ถูกลงของการผลิตดาวเทียมและส่งขึ้นไปในอวกาศทำให้การเติบโตในอนาคตจะพุ่งขึ้นแน่นอน

ดร.อานนท์เห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามก็จำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริม “ตอนนี้จิสด้าเป็นเจ้าภาพเสนอร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศเข้าไปสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็คาดว่าไม่น่าจะพิจารณาทันใน สนช. ชุดนี้”

นอกจากนั้นก็จำเป็นต้องมีคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติมารับหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรม ร่วมทั้งส่งเสริมการพัฒนาด้วย

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา
คำบรรยายภาพดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา

ในขณะนี้จิสด้าก็ยังได้เร่งศักยภาพของโครงการที่ศรีราชา จ. ชลบุรี ให้สามารถผลิตดาวเทียมขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักราว 100 กิโลกรัม เพื่อใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การเก็บข้อมูลภูมิอากาศให้แม่นยำและอื่น ๆ

“คาดว่าในอีกหนึ่งปีครึ่ง เราก็น่าจะสามารถผลิตตัวถัง หรือตัวดาวเทียมได้ แต่เรื่องอุปกรณ์ภายใน หน่วยงานอื่นก็ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อมาให้เราใส่ไว้ภายในตัวถัง ที่จะกำหนดหน้าที่การทำงานของดาวเทียม” ดร.อานนท์กล่าว

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-46670080

การลูบเบา ๆ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ทารก

Baby being stroked

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากสหราชอาณาจักรพบหลักฐานบ่งชี้ว่า การลูบทารกเพียงเบา ๆ ช่วยลดกิจกรรมภายในสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเจ็บปวดได้ ถือเป็นวิธีการบรรเทาปวดให้ทารกโดยไม่ต้องใช้ยาและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology โดยเป็นการศึกษาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ที่ได้เฝ้าสังเกตการทำงานของสมองทารก 32 คนในระหว่างที่เข้ารับการตรวจเลือด

ทีมนักวิจัยได้แบ่งทารกออกเป็น 2 กลุ่มเท่ากัน แล้วใช้แปรงขนอ่อนนุ่มลูบไล้ทารกกลุ่มหนึ่งก่อนที่จะเข้ารับการเจาะเลือด และพบว่าทารกกลุ่มนี้มีกิจกรรมในสมองที่เกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าอีกกลุ่มถึง 40%

ผลการศึกษายังพบว่า อัตราความเร็วที่เหมาะสมในการลูบไล้เพื่อบรรเทาปวดคือประมาณ 3 ซม.(1 นิ้ว) ต่อวินาที ซึ่งนักวิจัยชี้ว่า อัตราความเร็วนี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของประสาทรับความรู้สึกในผิวหนังที่เรียกว่า C-tactile afferent ซึ่งงานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าอัตราความเร็วดังกล่าวสามารถบรรเทาความเจ็บปวดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

Baby being stroked

ศ.รีเบกกาห์ สเลเตอร์ หนึ่งในทีมวิจัย บอกว่า “การสัมผัสดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดโดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง” เธอชี้ว่า “หากเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับหลักฐานสนับสนุนเชิงประสาทชีววิทยาของเทคนิคต่าง ๆ เช่น การนวดทารก ก็จะช่วยให้เราสามารถให้คำแนะนำในการปลอบประโลมทารกแก่พ่อแม่ได้ดียิ่งขึ้น”

ศ.สเลเตอร์ ยังบอกด้วยว่า งานวิจัยชิ้นนี้อาจช่วยอธิบายถึงพลังการปลอบประโลมทารกด้วยสัมผัสที่นิยมใช้กัน เช่น การนวดทารก และการดูแลทารกแบบ kangaroo care ที่เลียนแบบการดูแลลูกในถุงหน้าท้องของแม่จิงโจ้ โดยอุ้มทารกที่คลอดก่อนกำหนดไว้ในอ้อมอกพ่อแม่แบบเนื้อแนบเนื้อ เพื่อกระชับสายสัมพันธ์ของพ่อแม่กับลูกน้อย และอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ช่วยลดความเครียด และระยะเวลาที่เด็กรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วย

หลังจากนี้ ทีมวิจัยมีแผนจะทำการทดลองแบบเดียวกันนี้กับทารกที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งวิถีประสาทรับความรู้สึก (sensory pathway) ยังพัฒนาไม่เต็มที่

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-46612532

นักวิทยาศาสตร์เผย “มีเซ็กซ์บ่อย” ป้องกัน “โรคหัวใจ” ได้ในผู้ชาย

นักวิทยาศาสตร์เผย “มีเซ็กซ์บ่อย” ป้องกัน “โรคหัวใจ” ได้ในผู้ชาย

กิจกรรมบนเตียง” นอกจากจะเพิ่มความสุขให้ชีวิตคู่ได้แล้ว ก็ยังดีต่อสุขภาพด้วย เหมือนที่เคยมีผลการศึกษาต่างๆ ออกมาก่อนหน้านี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบด้วยว่า การมีเพศสัมพันธ์ หรือเซ็กซ์บ่อยๆ นั้น สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย แต่จะส่งผลดีเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น เพราะไปช่วยให้การไหลเวียนโลหิต  รวมถึงช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงขึ้น

ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้เห็นผลมากนักในผู้หญิง เป็นเพราะว่า อารมณ์หรือความตื่นตัวทางเพศของผู้หญิง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไหลเวียนของโลหิ เหมือนอย่างผู้ชายนั่นเอง

โดยนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์  National Defence Medical Centre ในไต้หวัน  เก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-59 ปี  จำนวนกว่า 2,000 คน  เพื่อวัดระดับของ “โฮโมซิสเตอีน” (Homocysteine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ที่เป็นตัวชี้วัดว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจหรือไม่

จากนั้น นำมาเปรียบเทียบกับกิจกรรมทางเพศของกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร โดยพบว่า ผู้ชายที่ระบุว่ามีเซ็กซ์อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีระดับโฮโมซิสเตอีนต่ำ ขณะที่ผู้ชายที่มีเซ็กซ์น้อยกว่าเดือนละครั้ง จะมีค่าโฮโมซิสเตอีนอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้  การมีเซ็กซ์บ่อยๆ สำหรับผู้ชาย ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นจึงไปป้องกันการสร้างโฮโมซิสเตอีน ซึ่งลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ เพราะหากระดับโฮโมซิสเตอีนสูงจะไปกระตุ้นให้เกิดการอุดตันของลิ่มเลือดตามมานั่นเอง

ที่มา : www.iflscience.com/

ปรากฏการณ์วาฬเกยตื้นนับร้อยในนิวซีแลนด์ อะไรคือสาเหตุ?

 

Dead pilot whales on a beach in Chatham Islands, New Zealand

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพบวาฬนำร่อง (pilot whale) เกยตื้นตายเกือบ 150 ตัวบริเวณเกาะสจ๊วต ประเทศนิวซีแลนด์ และอีกไม่กี่วันต่อมาก็พบวาฬชนิดเดียวกันเกยตื้นอีก 51 ตัวบริเวณหมู่เกาะแชทัม

การเกยตื้นของวาฬตัวเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเกยตื้นตายของวาฬนับร้อยพร้อมกันเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดและน่าพิศวง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน

เจ็บป่วยและบาดเจ็บ

“บ่อยครั้งที่สัตว์เหล่านี้ที่มาเกยตื้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ได้รับอาหารไม่เพียงพอ หรือว่าไม่ได้กินอาหารเพราะว่าป่วย” ดร.ไซมอน อิงแกรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ทางทะเลประจำมหาวิทยาลัยพลีมัธ กล่าว

เขาบอกว่าพวกมันอาจจะป่วยในระยะสุดท้าย หรือตายในทะเล แล้วถูกซัดเข้าฝั่งมาในที่สุด แต่เขาบอกว่าโดยหลักแล้วนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับวาฬที่ถูกซัดมาเกยตื้นตัวเดี่ยว ๆ

และที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีวาฬที่ขึ้นมาเกยตื้นพร้อม ๆ กันหลายตัวเป็นพวกที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงกันแน่?

หลงทิศหลงทาง

ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าลักษณะแนวชายฝั่งทะเลและพื้นใต้ทะเลอาจเป็นสาเหตุทำให้วาฬหลงทิศได้

ดร.อิงแกรม บอกว่า วาฬมักเกยตื้นบ่อยในบริเวณตอนบนสุดของนิวซีแลนด์ โดยลักษณะของแนวชายฝั่งทะเล เช่น คาบสมุทร หรือ แหลมชายฝั่งที่ยื่นออกไป อาจทำให้วาฬเกิดความสับสนและไปติดอยู่บริเวณอ่าวที่ตื้นเกินไป

ด้าน ดร.แอนดรูว์ บราวน์โลว์ นักพยาธิวิทยาทางสัตวแพทย์ ซึ่งเคยผ่าตัดชันสูตรวาฬเกยตื้นที่สกอตแลนด์บอกว่า สัตว์อย่างวาฬใช้เสียงในการนำทาง สื่อสารและหาเหยื่อ แต่การส่งคลื่นเสียงออกไปในบริเวณที่ท้องทะเลตื้นเขินและมีลักษณะเป็นโคลนนั้นยากพอ ๆ กับการเดินลุยป่าในวันที่หมอกลง

และอาจเป็นเพราะความตื้นและระบบการตำแหน่งผ่านการสะท้อนกลับของเสียงที่สับสนนี้ที่ทำให้เกิดการเกยตื้นพร้อมกันของวาฬจำนวนมาก

Blood in the sea around dead whales off Chatham Island, New Zealand

แต่หากมีวาฬตัวเดียวที่ป่วยหรือบาดเจ็บ ทำไมพวกมันถึงได้เกยตื้นกันเป็นฝูง ? ดร.บราวน์โลว์ บอกว่า สัตว์สายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมตามแบบฝูง เมื่อสัตว์สังคมเหล่านี้ลงเอยด้วยการตามผู้นำฝูงที่ป่วยไปเกยตื้นจึงทำให้เกิดปัญหา หรือไม่ก็กลายเป็นหลงทิศทางกันไปหมด

นี่หมายความว่า หากวาฬผู้นำฝูงเผชิญปัญหาก็จะส่งผลกระทบต่อวาฬทั้งหมดในฝูงไปด้วย ดร.บราวน์โลว์ เล่าถึงกรณีเมื่อปี 2015 ที่วาฬราว 30 ตัวเกยตื้นบริเวณเกาะสกายของสกอตแลนด์

“พวกเราคิดว่าเป็นเพราะวาฬตัวเมียตัวหนึ่งมีปัญหาตอนจะคลอดลูก และก็กำลังวิตกกังวลมาก มันว่ายไปยังน้ำตื้นและวาฬตัวอื่น ๆ ก็ว่ายตามไปที่หาดทรายด้วย”

A pilot whale mother and calf lie in shallow waters during a mass stranding

อุณหภูมิน้ำที่อุ่นขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางฝ่ายมองว่าอีกเหตุผลที่ทำให้วาฬเกยตื้นนั้นอาจเป็นเพราะอุณหภูมิน้ำที่อุ่นขึ้น

ดร.แคเร็น สต็อคคิน นักวิทยาศาสตร์ด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลประจำมหาวิทยาลัยแมสซีในนิวซีแลนด์บอกว่า เธอสงสัยว่าอาจเป็นเพราะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ซึ่งมีผลต่อตำแหน่งที่เหยื่อของวาฬจะเคลื่อนที่ไป ทำให้วาฬเองก็เคลื่อนที่ตามไปด้วย

ฤดูร้อนของนิวซีแลนด์เริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และ ดร.สต็อคคิน เตือนว่าอาจจะมีวาฬเกยตื้นอีก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากกระทำของมนุษย์ ดร.อิงแกรม บอกว่า วาฬนำร่องอาจจะเกยตื้นในนิวซีแลนด์ตั้งแต่ก่อนมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยซ้ำ

“สัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นฉันจึงต้องระมัดระวังมากที่จะเชื่อมโยงกรณีที่เกิดขึ้นเหล่านี้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-46441692

เผยภาพ “ดาวศุกร์” สว่างที่สุดในรอบปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สดร. เผยภาพ “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งสุดท้ายของปี 2561 จากท้องฟ้าแม่ริม จ.เชียงใหม่ หลังจากนี้ความสว่างจะลดลง แต่มองเห็นได้ในช่วงรุ่งเช้าไปจนถึงเดือน ก.ค. 2562

วันนี้ (30 พ.ย.2561) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพ “ดาวศุกร์สว่างที่สุดครั้งสุดท้ายของปี” บันทึกในช่วงเช้ามืดวันที่ 30 พ.ย.2561 ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

 

ดาวศุกร์ปรากฏสว่างสุกใส ทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น สังเกตเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นลักษณะดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีดาวสไปกา ซึ่งเป็นดาวสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหญิงสาว ปรากฏอยู่ใกล้กันเหนือขึ้นไปด้านบนขวา

 

การที่ “ดาวศุกร์สว่างมากที่สุด” เป็นช่วงที่ดาวศุกร์มีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ และโคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม ในปีนี้จะปรากฏในลักษณะดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งแรกตรงกับวันที่ 25 ก.ย.2561 ที่ผ่านมา ปรากฏในเวลาหัวค่ำ และครั้งนี้ในวันที่ 30 พ.ย.2561 ปรากฏเวลาเช้ามืด สำหรับในช่วงวันอื่น ๆ แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่เนื่องด้วยตำแหน่งอยู่ห่างจากโลกมาก ขนาดปรากฏลดลงความสว่างจึงลดลงตามไปด้วย

หลังจากวันที่ 30 พ.ย. ความสว่างปรากฏของดาวศุกร์จะลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงมองเห็นสว่างโดดเด่นบนท้องฟ้าในช่วงเวลารุ่งเช้ายาวไปจนถึงเดือน ก.ค.2562

 

“ดาวศุกร์” เป็นดาวเคราะห์วงในลำดับที่ 2 ถัดจากดาวพุธ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงไม่สามารถเห็นดาวศุกร์สว่างเต็มดวงได้ แต่จะปรากฏเป็นเสี้ยวให้เห็นความหนาบางของเสี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง เราจึงสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่กลางฟ้าหรือในเวลาดึก ๆ

ทั้งนี้ หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืด คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประกายพรึก

ที่มา  http://news.thaipbs.or.th/content/276026

 

นักวิทย์เพาะพันธุ์ลิงออทิสติกชุดแรกของโลก ใช้ทดลองหาวิธีรักษาออทิสติกในคน.

 

นักวิทย์เพาะพันธุ์ลิงออทิสติกชุดแรกของโลก ใช้ทดลองหาวิธีรักษาออทิสติกในคน

            นักวิทยาศาสตร์จีนตัดแต่งพันธุกรรม เพาะพันธุ์ลิงออทิสติกชุดแรกของโลก เพื่อใช้ทดลองศึกษาหาวิธีดูแลรักษาออทิสติกในมนุษย์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เป็นการทดลองโหดร้ายไร้จริยธรรม

            วันที่ 28 มกราคม 2559 สำนักข่าวบีบีซี  ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งของจีนได้ใช้วิธีการตัดแต่งยีน เพาะพันธุ์ลูกลิงที่มีอาการออทิสติกขึ้นมา เพื่อใช้ทดลองศึกษาหาวิธีการดูแลรักษาอาการออทิสติกในมนุษย์

            โดยลูกลิงออทิสติกนี้ เมื่ออายุได้ 11 เดือน ก็เริ่มแสดงอาการเช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็นออทิสติกออกมา อาทิ พฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ อย่างวิ่งเป็นวงกลม แสดงภาวะอารมณ์ในการเข้าสังคมบกพร่อง เป็นต้น

            ก่อนหน้านี้การศึกษาเกี่ยวกับอาการออทิสติกจะทำกับหนูทดลองเป็นส่วนใหญ่ จึงได้เกิดการเพาะพันธุ์ลิงออทิสติกขึ้นมา โดยคาดว่าจะอำนวยให้ประสบผลสำเร็จในการหาทางรักษามากกว่าเดิม เนื่องจากลิงมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่า และยังเพื่อศึกษาว่ายีนจากพ่อแม่เกี่ยวข้องกับการส่งต่ออาการออทิสติกไปยังลูกจริงหรือไม่

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์จะพึงพอใจมากกับการศึกษานี้ แต่ก็หนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายไร้จริยธรรม จากการนำสัตว์มาเป็นเครื่องทดลอง

            ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการออทิสติก มีแนวโน้มมีปัญหาในการสื่อสารและเข้าสังคม บกพร่องในการรับรู้อารมณ์ของคู่สนทนา มักพูดไม่สบตา มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ ฯลฯ ขณะที่วิทยาการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ก็ยังไม่สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และยังไม่สามารถหาทางรักษาอาการออทิสติกได้ ทำได้เพียงการบำบัดและพัฒนาทักษะไปเท่านั้น

ภาพจาก Niu et al., Cell / Nature

ออกโรงพูดแล้ว นักวิจัยจีนกล่าวชัด ภูมิใจในผลงานดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์

 

ออกโรงพูดแล้ว นักวิจัยจีนกล่าวชัด ภูมิใจในผลงานดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์

ข่าวใหญ่ข่าวดังในแวดวงวิทยาศาสตร์ในเวลานี้ คงจะไม่มีข่าวไหนน่าสนใจมากไปกว่าข่าวที่นักวิจัยชาวจีน คุณ He Jiankui ออกมาเผยแพร่ว่าประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมทารกเพศหญิง 2 คนให้มีความต้านทานต่อเชื้อ HIV และนับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า ได้มีการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์

และดูเหมือนสถานการณ์จะลุกลามใหญ่โตเข้าไปอีกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เขาได้พูดออกสื่ออย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีเพียงทารกหญิง 2 คนที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม แต่ยังมีตัวอ่อนของมนุษย์อื่นๆ อีก ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการตั้งครรภ์และให้กำเนิด เรียกว่าเป็นการช็อคโลกครั้งที่สองในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว

และหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมทารกหญิง 2 คนจนให้กำเนิดได้เป็นผลสำเร็จ คุณ He Jiankui กล่าวอย่างชัดเจนว่ามีความ “ภูมิใจ” ในผลงานนี้ และเขาหวังว่ามันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสาธารณชน ถึงแม้ตัวเขาเองจะได้รับผลกระทบในแง่ลบก็ตาม

He Jiankui กล่าวกับผู้เข้าฟังจำนวนมากในงานสัมมนา Second International Summit on Human Genome Editing ที่จัดขึ้นในฮ่องกงว่า “พวกเราต้องทำสิ่งนี้ เพื่อครอบครัวนับล้านที่ได้รับผลกระทบจากโรคร้ายที่ติดต่อทางพันธุกรรม เพื่อเป็นการแสดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และถ้าเรามีเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว และนำมันมาใช้งานเร็วขึ้น เราก็จะช่วยผู้คนจำนวนมากได้ทันเวลา″

นอกจากนี้ บนเวทีสัมมนาเขายังให้ข้อมูลอีกว่า กว่าจะประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการทดลองกับหนู ลิง และถึงจะมีการนำมาใช้กับมนุษย์ในที่สุด

ออกโรงพูดแล้ว นักวิจัยจีนกล่าวชัด ภูมิใจในผลงานดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์

เขากล่าวว่า มีคู่รัก 8 คู่ที่เข้าร่วมในการทดสอบนี้ แต่มีคู่หนึ่งที่ขอออกจากการทดสอบไป โดยทุกคู่รักที่เข้าร่วมการทดสอบนั้นได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีว่า ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่มีเชื้อ HIV โดยในการทดลองมีการสร้างตัวอ่อนมนุษย์ถึง 31 ตัวตามกระบวนการสร้างเด็กหลอดแก้ว และประสบความสำเร็จกับการดัดแปลงพันธุกรรมของตัวอ่อนบางส่วน และเขาได้แสดงรายละเอียดให้เห็นว่าไม่พบผลข้างเคียงจากการใช้เครื่องมือ CRISPR/Cas-9 ในการดัดแปลงพันธุกรรม

และการเปิดเผยความสำเร็จในผลงานของ He Jiankui ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างหนักในประเด็นเรื่องจริยธรรมของการดัดแปลงพัธุกรรมมนุษย์ ในแง่ที่ว่า ในอนาคตครอบครัวที่ร่ำรวยอาจสามารถออกแบบลูกได้ตามต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นการสร้างลักษณะพิเศษให้โดดเด่นกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงการยกระดับความฉลาด หรือความแข็งแรงของเด็กที่จะเกิดมา ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคม

และในระหว่างที่คุณ He Jiankui กำลังบรรยายบนเวที คุณ เดวิด บาลทิมอร์ ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า การกำเนิดของเด็กหญิง 2 คนที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม “แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในการควบคุมตนเองในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์”

อีกหนึ่งหลักจริยธรรมที่ควรพิจารณาในการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์คือ การกำหนดโซนของชุดรหัสพันธุกรรมให้แม่นยำนั้นยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ยากเกินจะคาดเดา

และคุณ He Jiankui กล่าวว่า ผลงานของเขาที่ทำงานร่วมกับคู่รัก 7 คู่ และตัวอ่อนของมนุษย์จำนวน 31 ตัว โดยมี 20 ตัวอ่อนที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้นอกจาก 2 ทารกเพศหญิงที่คลอดออกมาแล้วอย่าง Lulu และ Nana ก็ยังมีแม่เด็กคนอื่นๆ อีกที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ทารกที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม…
ที่มา : www.sciencealert.com