คลังเก็บหมวดหมู่: ชยุตพล คงแจ้ง

สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

Woman with heart diseaseImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาจมีพฤติกรรมหลายอย่างที่สร้างความเสียหายให้หัวใจโดยที่คุณไม่รู้ตัว

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

Man flossingImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหัวใจจะขอบคุณเวลาที่คุณใช้ไหมขัดฟัน

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

Woman stressed by her bossImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพงานวิจัยจากสวีเดนชี้ว่า คนที่มีภาวะเครียดในที่ทำงานเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

Man having bad newsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน อาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

Lonely man with chest painsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพความเหงาอาจส่งผลร้ายต่อหัวใจคุณ

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

Man at the doctorImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

Woman drinking a cup of teaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงของผู้หญิงวัยทอง ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47372105

ปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

 

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/international-47506366

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

หลุมดำImage copyrightESO

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47512668

“ตอน 5 ขวบ ผมมีความต้องการทางเพศเหมือนวัยรุ่นอายุ 15”

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริค เบอร์ลีห์ เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตอนอายุเพียง 2 ขวบ เพราะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ยากยิ่ง

แพททริค เบอร์ลีห์ มีอายุเพียง 2 ขวบ ตอนที่ขนบริเวณอวัยวะเพศเส้นแรกของเขางอกออกมา

แต่ครอบครัวเขากลับไม่ได้มองว่านี่เป็นเรื่องประหลาด

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะแพททริคและญาติผู้ชายของเขาบางคนได้รับการถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวัย (Precocious puberty) ซึ่งเป็นภาวะที่เด็กย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนถึงเวลาอันควร

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบเห็นได้ยาก

Cycle of lifeImage copyrightHUW EVANS PICTURE AGENCY
คำบรรยายภาพโดยปกติเด็กชายจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตอนอายุ 12-16 ปี

ในกรณีของแพททริคเรียกว่า Testotoxicosis ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทำให้อัณฑะ “เชื่อว่า″ ถึงเวลาแล้วที่จะผลิตฮอร์โมนหลักของเพศชายที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรน

ฮอร์โมนที่ว่านี้มีหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายของเด็กชายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ โดยแสดงลักษณะความเป็นชายมากขึ้น เช่น มีขนขึ้นตามร่างกาย มีหนวดเครา มีกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศ

ปัจจุบันแพทย์ไม่ทราบแน่ชัดว่าทั่วโลกมีคนที่มีภาวะ Testotoxicosis จำนวนเท่าใด แต่ประเมินคร่าว ๆ ว่าน่าจะมีเพียง 1,000 ราย และความผิดปกตินี้ได้ถ่ายทอดสู่คนในตระกูลเบอร์ลีห์จากรุ่นสู่รุ่น

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพตอนอายุ 3 ขวบ แพททริคดูราวกับเด็กอายุ 7 ขวบ

ภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวัย ทำให้ตอนที่แพททริค มีอายุ 3 ขวบ เขามีน้ำหนักและส่วนสูงเท่ากับเด็กอายุ 7 ขวบ

“ความทรงจำแรกของผมคือผมเป็นคนชายขอบของสังคม ผมรู้สึกตัวโตเก้งก้าง” แพททริค ซึ่งปัจจุบันอายุ 34 ปี ทำงานเป็นนักเขียนและนักแสดงในนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐฯ เล่าให้บีบีซีฟัง

มันไม่ใช่แค่การมีขนที่อวัยวะเพศแต่มันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน

“ผมรู้สึกแปลกแยกและมันทำให้ผมตกเป็นเป้าสายตาผู้คน” เขากล่าว

สร้างปัญหาวุ่นวาย

แพททริคใช้ชีวิตวัยเด็กในนครนิวยอร์ก แต่รูปลักษณ์ทางกายภาพของเขาได้สร้างปัญหาวุ่นวายมากมาย เช่น ในสนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และกิจกรรมสำหรับเด็กต่าง ๆ

เขามีความทรงจำเลวร้ายมากมาย

“ตอน 4 ขวบ แม่พาผมเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าผู้หญิงระหว่างการเรียนว่ายน้ำ แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เริ่มกรีดร้องขึ้นมา เพราะผมดูโตกว่าวัยมาก” แพททริค เล่า

เวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม่ของแพททริคจะพยายามอธิบายเรื่องอาการผิดปกติของลูกชายให้ผู้คนเข้าใจ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่พวกเขาต้องเผชิญกับความเคลือบแคลงใจของคนเหล่านี้

“มันเป็นเรื่องยากสำหรับทั้งผมและแม่ มันเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดทางจิตใจอย่างมาก”

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคตอนอายุ 5 ขวบ ถ่ายรูปกับเพื่อมร่วมทีมเบสบอลวัยเดียวกัน

ตอนแพททริค 3 ขวบ ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในร่างกายของเขาสูงเท่ากับระดับของเด็กชายอายุ 14 ปี

จากนั้นไม่นานเขาก็ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นแต่มีพฤติกรรมเหมือนเด็กเล็ก

“ผู้คนจ้องมองผมราวกับผมเป็นสัตว์หายาก”

หนูทดลอง

แม่ของแพททริค ให้เขาเป็นอาสาสมัครในการศึกษาเรื่องการกลายพันธุ์

เขาชินกับการต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์อยู่ในโรงพยาบาลทุก 6 เดือน แลกเปลี่ยนกับการรักษาฟรีเพื่อยับยั้งผลกระทบจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่มีต่อร่างกายเขา

“ผมมักถูกห้อมล้อมไปด้วยแพทย์ พวกเขาจะทำการทดลองสารพัด รวมทั้งการวัดขนาดลูกอัณฑะของผม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะบ่งชี้อายุทางกายภาพของผม” แพททริค เล่า

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคคือเด็กที่ดูแก่ที่สุดในชั้นเรียนเสมอ

“แต่ผมเริ่มชินกับมันตอนอายุ 6 หรือ 7 ขวบ มันได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกเฝ้าสังเกต เพราะมันชัดเจนว่าผมแตกต่างจากคนอื่น”

แพททริค ได้รับการรักษาด้วยยาแบบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการให้ยาทางหลอดเลือดดำ

เด็กเกเร

“ตอนเด็กผมต้องได้รับการฉีดยาที่ขาทุกคืนอยู่นาน ถ้าผมไปนอนค้างคืนที่บ้านเพื่อน แม่ก็จะตามไปฉีดยาให้แล้วก็กลับบ้าน”

แต่ความผิดปกติของแพททริคทำให้เขามีปัญหาที่โรงเรียน เขามักรู้สึก “ตัวโต มีทรงผมและท่าทางเหมือนพร้อมจะมีเรื่อง” ซึ่งนี่เป็นรูปแบบการรับมือกับการถูกรังแกของเขา

“ผมถูกตราหน้าเป็น ‘เด็กเกเร’ ประจำโรงเรียน…มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจมากเพราะผมไม่อยากเป็นเด็กแบบนั้น ไม่มีใครอยากเป็นหรอก” แพททริค เล่าย้อนความทรงจำในวัยเยาว์

Patrick BurleighImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคตอนอายุ 13 ปี เทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน

แพททริค เริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็เริ่มทดลองกัญชา

สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงตอนที่หมอ 11 คนตัดสินใจหยุดการรักษาเขา

“ฮอร์โมนทั้งหมดที่ถูกควบคุมด้วยยาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมไม่ดีของผมก็เด่นชัดขึ้น”

ยาเสพติด

“ผมเริ่มออกเดทกับสาวอายุ 17 ปี ตอนนั้นผมบอกเธอว่าผมอายุ 16 ปี ทั้งที่ความจริงผมยังอายุไม่ถึง 12 ด้วยซ้ำ″ แพททริค เล่า

แฟนคนนี้คือผู้ที่ชักชวนให้เขาทดลอง แอลเอสดี ซึ่งเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรก

“ผมกินมันเข้าไป 2 เม็ด และเช้าวันต่อมา ผมบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียน ตอนนั้นผมกำลังเมายา″

แต่เขาก็ถูกส่งไปโรงเรียนอยู่ดี

Patrick Burleigh at 14Image copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพแพททริคบอกว่าเขาเริ่มรู้สึก “ปกติ” ตอนอายุ 15

“ตอนพักเที่ยงผมเล่าให้เพื่อนบางคนฟัง (เกี่ยวกับแอลเอสดี) ผมโม้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้สัมผัส และเพื่อนคนหนึ่งเกิดความคิดแผลง ๆ ที่จะแอบใส่ยาแอลเอสดีในเครื่องดื่มของใครบางคน”

แต่พอเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเกิดป่วยอย่างรุนแรงขึ้น เขาก็ยอมรับสารภาพ

“ผมถูกตำรวจจับและถูกนำออกจากโรงเรียนในสภาพสวมกุญแจมือ มันคือจุดหักเหในชีวิตของผม”

ปัญหาของพ่อ

แม้พ่อของแพททริคจะทนทุกข์กับความผิดปกติแบบเดียวกัน แต่เขากลับไม่พูดถึงมันมากนัก

“ท่านมีชีวิตวัยเด็กที่เจ็บปวดมาก”

“ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมมีความต้องการทางเพศเหมือนคนอายุแก่กว่า 10 ปี พ่อน่าจะพูดกับผมเรื่องนี้ และสอนวิธีการรับมือกับมัน แต่ท่านกลับไม่ทำ″ แพททริค เล่า

Patrick as a modelImage copyrightPATRICK BURLEIGH
คำบรรยายภาพการโตเร็วเกินวัย ทำให้แพททริคได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนายแบบเป็นเวลาสั้น ๆ

จนกระทั่งอายุ 15 ปีที่แพททริคเริ่มรู้สึกเหมือนเด็กคนอื่น เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเพื่อน ๆ ในที่สุด

“ผมเลิกคบเพื่อนที่เล่นยา ผมเริ่มตั้งใจเรียน เล่นกีฬา และตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย”

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แพททริค เริ่มเล่าเรื่องอาการผิดปกติของเขาให้ภรรยาและเพื่อนฝูงฟัง และเขาก็ต้องประหลาดใจที่ทุกคนแสดงความเห็นอกเห็นใจและสนใจรับฟังเรื่องราวของเขา

“การบอกเล่าเรื่องราวของผมได้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยารักษาจิตใจให้ผม”

มันช่วยให้แพททริคทำใจยอมรับกับตัวเองได้

ในปี 2015 เมเรดิธ ภรรยาของแพททริคให้กำเนิดลูกชายที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า เน็ด และผลการตรวจของแพทย์พบว่าหนูน้อยไม่มีภาวะผิดปกติแบบแพททริคแต่อย่างใด

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47602314

สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

A capuchin monkey

คำบรรยายภาพสัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

แล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา

1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม

A capuchin monkey
คำบรรยายภาพลองปฏิบัติอย่างลำเอียงต่อเจ้าลิงคาปูชินดูสิ คุณจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาอันเกรี้ยวโกรธของพวกมัน!

คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน

งานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน

แต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา

เมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย

2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น

Elephant
คำบรรยายภาพช้างที่มีใจผูกพยาบาทจะหาทางแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับพวกมัน

มนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย

เมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน

สัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย

นอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น

3. ความรักของแม่

The love of a mother chimpanzee for her baby can be very strong
คำบรรยายภาพสายใยรักที่แม่ชิมแปนซีมีให้ลูกน้อยมีความแน่นแฟ้นมาก

มนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ

ดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน

4. อกหัก

Macaws
คำบรรยายภาพนกแก้วมาคอว์สามารถตายได้เพราะอกหัก

การอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์

นกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง

บางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้

5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน

Voles
คำบรรยายภาพหนูนาแพรรี จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่ตกอยู่ในความครียด

มนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า

ทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-47557559

ลือหนัก NVIDIA เตรียมปล่อยการ์ดจอ GTX รุ่นใหม่อีก 3 รุ่น

ลือหนัก NVIDIA เตรียมปล่อยการ์ดจอ GTX รุ่นใหม่อีก 3 รุ่น

หลังจากเพิ่งเปิดตัว RTX 2060 ไปได้ไม่นาน ล่าสุดมีข่าวลือหลุดออกมาอีกแล้ว ว่าทาง NVIDIA มีแผนที่จะปล่อยการ์ดจอสถาปัตยกรรมแบบ Turing รุ่นใหม่ อย่างน้อยอีก 3 รุ่น คือ GTX 1660 Ti, GTX 1660 และGTX 1650

ว่ากันว่า GTX 1660 Ti จะใช้ GPU รหัส TU116 มาพร้อม 1,536 CUDA cores  และแรมขนาด 6GB GDDR6 คาดว่าราคาจะเปิดมาที่ $279 (ประมาณ 8,850 บาท) เพื่อมาท้าชนกับ RX590 ของค่าย AMD สำหรับ GTX 1660 Ti น่าจะเปิดตัวในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

และในเดือนมีนาคม NVIDIA น่าจะเปิดตัว GTX 1660 ที่เป็นทายาทสืบทอดต่อจาก GTX 1060 โดยคาดว่าจะมี 1,280 CUDA Cores เท่าเดิม พร้อมแรม 3GB/6GB GDDR5 สำหรับราคาน่าจะอยู่ที่ $229 (ประมาณ 7,300 บาท)

ส่วนการ์ดจอรุ่นสุดท้าย คือ GTX 1650 ที่น่าจะมาแทนที่ GTX 1050 นั่นเอง คาดว่าจะเปิดตัวช่วงท้ายเดือนมีนาคม ในราคา $179 (ประมาณ 5,670 บาท)

แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับ ว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น จะมาจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่แน่นอน ใครที่กำลังคิดจะซื้อการ์ดจอใหม่อยู่ หากไม่รีบก็รอดูท่าทีก่อนสักพักก็อาจจะดีนะ
ที่มา : fudzilla.com

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อุปกรณ์กล้องแบบใหม่ที่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของพืชที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร โดยอาศัยหลักการที่ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีรูปแบบการสะท้อนแสงที่แตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต และในวันหนึ่ง อาจมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการส่องหาพืชที่อยู่บนดาวดวงอื่นอันไกลโพ้น

โดยอุปกรณ์กล้องต้นแบบมีชื่อว่า TreePol spectropolarimeter ซึ่งเป็นผลงานจากการวิจัยยาวนานนับปีของนักชีววิทยาชาวเนเธอร์แลนด์นามว่า Lucas Patty จากสถาบันการศึกษา Vrije Universiteit Amsterdam และถ้าแนวคิดของเขาเกิดใช้งานได้จริงขึ้นมา ลำแสงที่มีระนาบบิดเกลียวอาจจะทำให้เราสามารถส่องค้นหาสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นอันไกลโพ้นได้เลย

โดยในรายงานล่าสุด รวมถึงข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก คุณ Lucas Patty อธิบายว่า ปรากฏการณ์ Chirality (ความแตกต่างของโครงสร้างระดับโมเลกุล) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิต นั้นส่งผลกระทบโดยตรงกับรูปแบบการสะท้อนแสงของมัน ทำให้เกิดการสะท้อนแสงแบบระนาบวงกลม อันเป็นเอกลักษณ์การสะท้อนแสงของสิ่งมีชีวิต

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

ขอบคุณภาพประกอบจาก Lucas Patty

และเพื่อทดสอบแนวคิดนี้ คุณ Lucas Patty เริ่มทำการทดสอบอุปกรณ์ของเขาในห้องแลป เมื่อปี 2015 อุปกรณ์ของเขาสามารถตรวจจับแสงสะท้อนอันมีเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต ได้จากใบไม้ของต้นไม้เลื้อย และใบของต้นไทร

ต่อมา เขาได้นำกล้อง TreePol spectropolarimeter ไปลองใช้งานนอกห้องแลป ติดตั้งอุปกรณ์ของเขาบนหลังคาตึก และลองดูสิว่ามันจะสามารถตรวจจับสัญญาณจากต้นหญ้าบนสนามบอลของมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ แต่เขากลับต้องประหลาดใจ เพราะกล้องของเขาไม่สามารถตรวจจับสัญญาณใดๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ของเขาด้อยประสิทธิภาพแต่อย่างใด…

คุณ Lucas อธิบายว่า “เมื่อเจอความผิดพลาด ผมเลยลงไปเดินดูที่สนามฟุตบอล แล้วพบว่ามันเป็นสนามบอลที่ใช้พื้นหญ้าเทียม ทำให้ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณได้”

หญ้าเทียมนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆ คือไม่มีความแตกต่างในระดับโมเลกุล ทำให้รูปแบบการสะท้อนแสงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับพืชที่ตายแล้วก็จะสูญเสียคุณสมบัติความแตกต่างในระดับโมเลกุลไป ทำให้อุปกรณ์นี้ไม่สามารถตรวจจับได้เช่นกัน และจากการทดสอบในขั้นต่อมาของ คุณ Lucas พบว่าอุปกรณ์กล้องของเขา สามารถตรวจพบสัญญาณของพืชที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตรได้เลย

สักวันหนึ่ง เราอาจค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ด้วยเทคโนโลยีของกล้องแบบใหม่

ขอบคุณภาพประกอบจาก Lucas Patty

เทคโนโลยีนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตด้วยการใช้เทคโนโลยีทางด้านแสง และในวันหนึ่ง ผลงานของ คุณ Lucas อาจช่วยให้เกิดเทคโนโลยีที่สามารถเฝ้าดูพืชผลทางการเกษตรจากระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน หรือดาวเทียม และอาจจะก้าวหน้ามี่ถึงขั้นที่สามารถส่องออกดูไปนอกโลกได้เลยทีเดียว

คุณ Lucas และทีมนักวิจัยที่ร่วมงาน ได้เขียนรายละเอียดในรายงานว่า “ในบริบทของ ชีววิทยาดาราศาสตร์ (การศึกษาการมาถึงและวิวัฒนาการของระบบชีววิทยาในเอกภพ) การค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตในต่างดาวด้วยเทคโนโลยีทางด้านแสง นั้นเป็นสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญมาก และเมื่อเปรียบเทียบวิธีการนี้ กับวิธีการอื่นๆ คือ มันไม่มีการตรวจพบที่เป็นเท็จ (การตรวจพบที่เป็นเท็จคือ การจับสัญญาณของสิ่งมีชีวิตได้ ทั้งๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง)”

และยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายเพื่อการยกระดับความสามารถของเทคโนโลยีนี้ แต่โดยหลักการแล้ว นักวิจัยคิดว่ามันเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในวงการ ชีววิทยาดาราศาสตร์

“ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการนำอุปกรณ์นี้ไปลองค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งเป็นดาวที่มีสภาพพื้นผิว และสภาพบรรยากาศที่แตกต่างกันไป รวมถึงศึกษาการใช้งานบนโลกเพื่อเพิ่มความสามารถ และค้นหาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีนี้”
ที่มา : www.sciencealert.com

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Opensignal หน่วยงานวิจัยอิสระทางด้านประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุดทาง Opensignal ได้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4G ใน 77 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทำวิจัยนี้ด้วย โดยมีกราฟที่น่าสนใจดังนี้

สามารถคลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

โดยเป็นกราฟเปรียบเทียบความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ของแต่ละประเทศ (หน่วยความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลคือ Mbps) โดย ค่าสีส้ม คือความเร็วต่ำสุดในช่วงวัน ในส่วน ค่าสีน้ำเงิน คือความเร็วสูงสุดในช่วงวัน โดยประเทศประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ในระดับท็อปๆ หัวตารางคือ เกาหลีใต้ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 55.7 Mbps และต่ำสุดที่ 40.8 Mbps และประเทศ สิงคโปร์ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดที่ 54.7 Mbps และต่ำสุดที่ 41.4 Mbps

ส่วนประเทศไทย ค่าความเร็วการดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย 4G นั้นอยู่ท้ายๆ ตาราง (ตามที่ขีดเส้นสีแดง) โดยความเร็วการดาวน์โหลดสูงสุดในช่วงวันอยู่ที่ 11.7 Mbps และค่าความเร็วต่ำสุดในช่วงวันอยู่ที่ 6.0 Mbps

***หมายเหตุ : คาดว่าที่ค่าความเร็วเฉลี่ย 4G ของไทย วัดออกมาได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ใช้งานชาวไทยบางส่วนได้ใช้แอพฯ ของ Opensignal ทำการทดสอบความเร็วเน็ต 4G ในช่วงที่แพ็กเกจข้อมูลหมด ทำให้ความเร็วดรอปลงค่อนข้างมาก ฉุดให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

อีกหนึ่งกราฟจาก Opensignal ที่น่าสนใจคือ การแสดงค่าความเร็วเฉลี่ยการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของการที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G พร้อมๆ กัน โดยข้อมูลการวิเคราะห์จาก Opensignal ชี้ชัดว่าความเร็วของระบบ 4G เริ่มลดลงทันทีในเวลาที่ผู้คนเริ่มตื่นนอน (และเริ่มหยิบมือถือมาเล่น) โดยเริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 เป็นต้นไป (4 am) ซึ่งผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือโดยทั่วไป นั้นใช้ระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ความเร็วกันในกลุ่มผู้ใช้งาน ยิ่งมีคนเข้าใช้งานพร้อมๆ กัน ความเร็วจะถูกหารแบ่งกันไป ทำให้ความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลลดลง และกราฟความเร็วลดลงต่ำสุดในช่วงเวลา 3 ทุ่ม (9 pm) ก่อนที่ความเร็วจะดีดกลับไปสูงขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มเข้านอน

ซึ่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่มีความผันผวนเป็นอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นผลจากความหนาแน่นของจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งค่าความเร็วที่ลดลง เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการใช้งานกับแอพพลิเคชั่น รวมถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้งานข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบายในยุคถัด อย่างเช่น การประชุมจากระยะไกลที่ต้องการส่งข้อมูลทั้งภาพ และเสียงในระดับความละเอียดสูง เสมือนว่าผู้เข้าร่วมการประชุมมานั่งร่วมอยู่ในห้องเดียวกัน การประยุกต์ใช้เครือข่ายไร้สายในรูปแบบนี้ ต้องการความเร็วและความเสถียรในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งถ้าขาดความเร็วและเสถียรภาพ ก็ไม่อาจทำให้การใช้งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นข้อจำกัดของการสื่อสารข้อมูลแบบ 4G ในยุคปัจจุบัน โดยที่ระบบเครือข่ายการสื่อสื่อสารข้อมูลแบบ 5G ที่นอกจากจะมีความเร็วที่สูงกว่า 4G แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ความเสถียรในการสื่อสารข้อมูลในระดับความเร็วสูงที่ทำได้ดีกว่า

ดยในทางทฤษฎีแล้ว เครื่องข่าย 5G สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 20 Gpbs (กิกะบิตต่อวินาที) ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ Massive MIMO และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ 10 Gpbs กับการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน

ในขณะที่เครือข่าย 4G ทำความเร็วได้สูงสุดได้เพียง 100 Mbps ในช่วงที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง (อย่างเช่นการใช้งานมือถือในขณะที่นั่งรถ หรือรถไฟ) และทำความเร็วได้ 1 Gbps ในช่วงที่อยู่กับที่ หรือตอนที่เรากำลังเดิน
ที่มา : opensignal.com , th.wikipedia.org

ลุ้นยานอิสราเอลลงจอดดวงจันทร์ 11 เม.ย.นี้

 ภาพจรวดฟอลคอน 9 ทะยานจากฐานปล่อยเพื่อขนส่งยานอวกาศและดาวเทียมเมื่อเช้าวันที่ 22 ก.พ.2019 ตามเวลาประเทศไทย (HO / SPACEX / AFP)

ภาพจรวดฟอลคอน 9 ทะยานจากฐานปล่อยเพื่อขนส่งยานอวกาศและดาวเทียมเมื่อเช้าวันที่ 22 ก.พ.2019 ตามเวลาประเทศไทย (HO / SPACEX / AFP)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลุ้นยานอิสราเอลลงจอดดวงจันทร์ 11 เม.ย.นี้ ทำสถิติ 2 ต่อ เป็นทั้งยานจากภาคเอกชนลำแรกที่จะลงจอดดวงจันทร์ และยังเป็นยานอวกาศจากรัฐยิวลำแรก 

ยานอวกาศเบเรชีท (Beresheet) ของอิสราเอล ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมจรวดไร้คนขับฟอลคอน 9 (Falcon 9) จากฐานปล่อยจรวดของสเปกซเอกซ์ (SpaceX) บริษัทเอกชนของเศรษฐีนักลงทุน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เมื่อเช้าวันที่ 22 ก.พ.2019 ตามเวลาประเทศไทย

รายงานจากเอเอฟพีระบุว่า ยานอวกาศหนัก 585 กิโลกรัมที่มีความหมายตามภาษาฮิบรูว่า “ต้นกำเนิด” จะสร้างประวัติศาสตร์ 2 ต่อ ต่อแรกคือยานของภาคเอกชนลำแรกที่จะลงจอดบนดวงจันทร์ และต่อที่สองคือเป็นยานจากรัฐยิวลำแรก 

นายเบนจามิน เนทันยาฮู (Minister Benjamin) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลได้ร่วมชมการนำส่งยานอวกาศเบเรชีทนี้ พร้อมๆ กับวิศวกรในศูนย์ควบคุมของอิสราเอลแอโรสเปซอินดัสทรีส์ (Israel Aerospace Industries: IAI) บริษัทการบินอวกาศและป้องกันตนเองของอิสราเอล 

ยานอวกาศของอิสราเอลนี้จะถูกส่งไปวางที่วงโคจรของโลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยานจะใช้พลังงานของตัวเองนำส่งตัวเองในการเดินทางนาน 7 สัปดาห์สู่ดวงจันทร์ และจะลงจอดบนที่ราบขนาดใหญ่ของดวงจันทร์ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ 

นอกจากนำส่งยานอวกาศลงจอดดวงจันทร์ของอิสราเอลแล้ว จรวดฟอลคอน 9 ยังขนส่งดาวเทียมของอินโดนีเซียและดาวเทียมของห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ (US Air Force Research Laboratory) ด้วย 

ถึงตอนนี้มีเพียงรัสเซีย สหรัฐฯ และจีนที่ส่งยานเดินทางไกล 384,000 กิโลเมตร และลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยที่จีนเป็นชาติแรกที่ส่งยานไปลงจอดด้านไกลของดวงจันทร์เมื่อ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2013 จีนก็ยังส่งยานลงจอดดวงจันทร์มาแล้วครั้งหนึ่งด้วย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นชาติเดียวที่ส่งคนไปลงพื้นผิวดวงจันทร์ แต่ก็ไม่ได้ส่งใครไปอีกนับแต่ปี 1972

สำหรับอิสราเอลนั้นการลงจอดพื้นผิวดวงจันทร์ได้เป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของยานเบเรชีท แม้ว่ายานจะติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพื่อวัดสนามแม่เหล็กดวงจันทร์ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงกำเนิดของดวงจันทร์ แต่รายงานข่าวระบุว่า ในทางเทคนิคแล้วไม่ใช่ภารกิจที่สำคัญนัก 

ภารกิจส่งยานไปดวงจันทร์ของอิสราเอลนี้ได้รักการสนับสนุนจากนักลงทุนชื่อ มอรริส คาห์น (Morris Kahn) ผู้ให้เงินสนับสนุนการพัฒนายานที่ใช้เครื่องยนต์ของอังกฤษ โดยนักลงทุนผู้นี้ได้ให้ทุนสนับสนุนเบื้องต้น 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่งบได้บานปลายไปถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนายานอวกาศลำนี้ คือ บริษัทอิสราเอลแอโรสเปซอินดัสทรีส์และสำนักงานอวกาศจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอิสราเอล 

หลังจากจรวดฟอลคอน 9 นำส่งสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว เครื่องยนต์ของยานเบเรชีทจะจุดระเบิดอีกหลายครั้งเพื่อให้ยานเข้าสู่วิถีที่เหมาะสมเพื่อมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ และเมื่อไปถึงแล้ว เกียร์ลงจอดจะทำหน้าที่รองรับการกระแทกระหว่างการดิ่งตัวสู่พื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อป้องกันยานพุ่งชนพื้นผิวด้านล่าง 

ยานเบเรชีทยังบรรทุก “แคปซูลเวลา” ที่โหลดไฟล์ดิจิทัลซึ่งมีทั้งคัมภีร์ไบเบิล ภาพวาดของเด็กๆ เพลงของอิสราเอล อนุสรณ์จากผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ (Holocaust) หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงธงชาติอิสราเอล 

อิสราเอลแอโรสเปซอินดัสทรีส์ แถลงว่าการใช้งบ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นี้ถือเป็นงบที่น้อยที่สุดสำหรับภารกิจประเภทเดียวกันนี้ มหาอำนาจหลายรายต้องใช้งบหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอาศัยเงินลงทุนจากภาครัฐ แต่สำหรับภารกิจส่งยานไปลงจอดดวงจันทร์ของอิสราเอลนี้นำโดยภาคเอกชน 

ทางด้าน จิม ไบรเดนสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) แสดงความยินดีต่อทีมอิสราเอล และบอกว่าเป็นก้าวประวัติศาสตร์สำหรับทุกชาติ รวมถึงธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์ เนื่องจากนาซานั้นต้องการขยายความร่วมมือในภารกิจที่สูงกว่าระดับวงโคจรต่ำของโลกและไปยังดวงจันทร์

หลังจากจีนและอิสราเอลนำไปก่อนในปีนี้ ทางด้านอินเดียก็ตั้งเป้าที่จะเป็นชาติที่ 5 ในการส่งยานลงจอดดวงจันทร์ โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นอินเดียจะทำภารกิจจันทรา 2 (Chandrayaan-2) เพื่อส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ พร้อมกับยานโรเวอร์ที่จะลงจอดพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อเก็บตัวอย่าง และยังมีญี่ปุ่นที่จะส่งยานลงจอดขนาดเล็กชื่อสลิม (SLIM) ไปยังดวงจันทร์เพื่อศึกษาบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟในช่วงปี 2010-2021

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000018873

 

ผุดแนวคิดตั้งฐานอวกาศในถ้ำ บนดาวเคราะห์น้อย

ผุดแนวคิดตั้งฐานอวกาศในถ้ำ บนดาวเคราะห์น้อย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในนิยายวิทยาศาสตร์มักจินตนาการเขียนถึงฐานอวกาศที่ปลูกสร้างขึ้นภายในดาวเคราะห์น้อยที่มีอุโมงค์หรือโพรงขนาดใหญ่ แต่ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจริงในอนาคตเพราะปัจจุบันมนุษยชาติเริ่มตื่นตัวกับแนวคิดการขุดลึกลงไปบนดาวเคราะห์น้อยที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะของเรา ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่มีลักษณะและองค์ประกอบคล้ายกับโลกพร้อมทั้งเอื้อต่อการอาศัยอยู่ของสิ่งมีชีวิต

แนวคิดการสร้างฐานอวกาศภายในดาวเคราะห์น้อยได้จุดประกายให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ทีมนักวิจัยจากภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวียนนา ในประเทศออสเตรีย เผยถึงความเป็นไปได้จริงที่จะตั้งอาณานิคมภายในหินอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อย โดยจะออกแบบให้ฐานอวกาศหมุนเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม (Artificial Gravity) ที่จะสร้างความสะดวกสบายมากขึ้นให้แก่มนุษย์ที่จะอาศัยอยู่ภายใน จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ทีมวิจัยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยจะแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นฐานและต้านทานต่อการหมุน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเห็นแย้งว่าการจะก้าวสู่ขั้นตอนต่อไปอย่างการสร้างที่อยู่อาศัยอันน่าสุขสบายภายในหินอวกาศนั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่น่ากลัวในระยะยาวของภาวะไร้แรงโน้มถ่วงในร่างกายมนุษย์ อีกทั้งการดำรงชีวิตของมนุษย์ในฐานอวกาศภายในดาวเคราะห์น้อย เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในหลายสาขา เช่น การจัดหาอากาศเพื่อหายใจ ระบบรีไซเคิลที่เหมาะสม อาหาร น้ำดื่ม แสงสว่าง และสำคัญที่สุดสำหรับสุขภาพที่ดีของร่างกายมนุษย์ก็คือแรงโน้มถ่วง.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1465428