คลังเก็บหมวดหมู่: เรื่องทั่วไป

เรื่องทั่วไป

พลิกตำนาน ‘มูฮัมหมัด อาลี’ ยอดนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่บนสังเวียนชีวิต (มีคลิป)

แม้จะแขวนนวมไปแล้วกว่า 3 ทศวรรษ แต่หากเอ่ยชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” เชื่อแน่ว่าแฟนกำปั้นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ต่างต้องพร้อมกันยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยม ของอดีตนักชกรุ่นยักษ์รายนี้กันแบบพร้อมเพรียง เพราะด้วยลีลาที่จัดจ้านทั้งในและนอกสังเวียน เป็นจุดเด่นในทุกคนได้กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน…  

 

ถึงแม้จะไม่ได้อยู่หน้าสปอตไลต์ ด้วยการวาดลวดลายบนผืนผ้าใบ แต่แฟนกีฬาก็ยังคงได้ยินชื่อของนักชกผู้ยิ่งใหญ่อยู่เป็นระยะ เพราะด้วยกิจกรรมการกุศล และการรับเชิญไปปรากฏตัวตามงานเกี่ยวกับแวดวงมวย ทำให้เจ้าตัวยังเป็นจุดสนใจอย่างไม่ขาดสาย แต่อาการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนรุมเร้า ที่ทำให้ มูฮัมหมัด อาลี ต้องหยุดพักรักษาตัว และไม่ค่อยได้เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ สักเท่าไรในช่วงหลัง

กระทั่งเมื่อช่วงเข้าของวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน วงการกำปั้นโลกต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อนักชกมากลีลา ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่ามกลางความเศร้าของครอบครัวและแฟนมวยทั่วโลก ซึ่งถึงแม้ตัวของยอดนักชกวัย 74 ปี จะจากไป แต่เกียรติประวัติและตำนานของเขา ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเล่าขานกันต่อไป ดังนั้น ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาย้อนไประลึกถึงประวัติอันน่าสนใจของนักสู้ผู้ไม่เคยท้อรายนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

มาดการแถลงข่าวที่กล้าคิด กล้าพูด อันเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” แต่ที่จริงแล้ว ยอดนักชกรายนี้มีชื่อจริงตั้งแต่กำเนิดว่า “เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี 1942 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นชกครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 12 ปี โดยมีครูฝึกเป็นตำรวจชาวไอริชอย่าง “โจ มาร์ติน” ซึ่งสาเหตุที่เริ่มต้นการค้ากำปั้นบนสังเวียนนั้น ก็เพียงเพื่อรักษาจักรยานคู่ใจจากหัวขโมย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กที่เกิด และต้องดิ้นรนในยุคของการแบ่งแยกผิวสี

แน่นอนว่า “เพชร” ของแท้ ย่อมเจิดจรัสด้วยตัวเองได้ไม่ยาก การฝึกฝนที่หนักหน่วงส่งหนุ่มน้อยจากหลุยส์วิลล์ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ได้โดยง่าย จนกระทั่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมนักชกของสหรัฐอเมริกา เพื่อตะลุยมหกรรมโอลิมปิก ปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และสามารถคว้าเหรียญทองได้ในที่สุด พร้อมกับมีเรื่องเล่าว่า เจ้าตัวดีใจถึงขนาดคล้องเหรียญรางวัลดังกล่าวแบบไม่ถอดเป็นเวลาถึง 2 วันเลยทีเดียว

มาดอันดุดันสมัยที่ยังค้ากำปั้นเป็นแชมป์โลก

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตในยุคที่ยังมีการเหยียดผิว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฮีโร่ของชาติรายนี้ เมื่อมีเรื่องเล่าขานกันว่า เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ในเวลานั้น ตัดสินใจโยนเหรียญรางวัลดังกล่าวทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย เมื่อถูกห้ามเข้าไปในภัตตาคารเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนผิวขาว

หลังจากนั้น อาลี ได้หันเหเส้นทางไปเอาดีในการชกมวยอาชีพอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันของ “แองเจโล ดันดี” เทรนเนอร์ชื่อก้อง และสามารถคว้าแชมป์ขัดแชมป์โลกสมัยแรก มาคาดเอวได้อย่างพลิกความคาดหมายด้วยการคว่ำ “ซอนนี่ ลิสตัน” จนชื่อเสียงกระหึ่มขึ้นมาในช่วงเวลาเพียงแค่ข้ามคืน

แม้จะแขวนนวมไปนานแล้ว แต่ก็ยังคงได้รับการเชิดชูอยู่อย่างต่อเนื่อง ในฐานะแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่

กระทั่งชื่อของยอดนักชกรายนี้ ก็มีจุดพลิกผันสำคัญอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ 2 ครั้ง ในชีวิตการตะบันหมัดบนสังเวียน เมื่อในปี 1967 ได้ประกาศอย่างหาญกล้า ด้วยการปฏิเสธการรับใช้ชาติในสงครามเวียดนาม พร้อมกับหล่นประโยคอมตะว่า “I ain’t got no quarrel with them Viet Cong” หรือ “ผมไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับพวกเวียดกง” จนทำให้ถูกตัดสินจำคุกและปรับเงิน

รวมถึงจากนั้นไม่นาน เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและศาสนามานับถืออิสลาม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ในปัจจุบัน โดยการขนานนามใหม่ มีความหมายว่า “ควรค่าแก่การสรรเสริญ”

ลีลาการชกที่ยียวนอันเป็นเอกลักษณ์

 

สำหรับการโลดแล่นบนสังเวียนของ อาลี ถือได้ว่าค่อนข้างน่าจับตามอง เพราะอยู่ในยุคที่มีคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง โจ ฟราเซียร์ และ จอร์จ โฟร์แมน แต่ก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด ก่อนจะครองแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทได้ถึง 3 สมัยในปี 1964, 1974 และ 1978 ซึ่งในการชกครั้งสุดท้าย คือการตะบันหมัดกับ “เทรเวอร์ เบอร์บิก” ในปี 1981 ก่อนจะแพ้คะแนนไปในการชก 10 ยก พร้อมทิ้งสถิติที่น่าสนใจด้วยการเป็นแชมป์มวยรุ่นใหญ่ ที่สามารถป้องกันเข็มขัดได้มากที่สุดถึง 24 ครั้ง รวมถึงสถิติการชกอาชีพที่ 61 ครั้ง ชนะน็อก 37 จาก 56 ครั้ง และแพ้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น

โพสท่าหยอกล้อกับนักกีฬารุ่นหลานอย่าง เดวิด เบคแคม อย่างเป็นกันเอง

น่าเสียดายที่หลังจากแขวนนวม มูฮัมหมัด อาลี ต้องทนทุกข์ทรมานจากการป่วยด้วยโรค “พาร์กินสัน” ซึ่งเป็นผลพวงจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ในช่วงระหว่างการชกมวย แต่นั่นกลับไม่สามารถทำให้หัวใจนักสู้ของนักชกจอมทระนงรายนี้ต้องยอมแพ้ เมื่อยังคงทำงานการกุศล ด้านสิทธิมนุษยชนที่ตนเองเรียกร้องมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งการก่อตั้งมูลนิธิในบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งดูขัดแย้งกับบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ดูมากลีลา ยียวน กล้าพูดกล้าคิด จนได้รับฉายาว่า “สิงห์จอมโว”

ขณะที่ชีวิตส่วนตัว มูฮัมหมัด อาลี ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 4 ครั้ง กระทั่งใช้ชีวิตในบั้นปลายกับภรรยาคนสุดท้ายอย่าง ลอนนี่ อาลี และมีลูกสาวเดินรอยตามบนสังเวียนผืนผ้าใบอย่าง ไลล่า อาลี ที่ขึ้นชกมวยสากลอาชีพ จนครองแชมป์โลกได้เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ รวมทั้งสถิติก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ด้วยการไร้พ่าย 24 ครั้ง และเป็นการเอาชนะน็อกแบบไม่ครบยกถึง 21 ครั้งอีกด้วย

ภาพอันคุ้นเคยในการขึ้นไปให้กำลัง “ไลล่า อาลี” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยพ่อในฐานะแชมป์โลก

จากชีวิตที่มีปมดราม่าอย่างมากมาย ทำให้มีการนำเอาอัตชีวประวัติของ มูฮัมหมัด อาลี ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกเป็นการถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า “When We Were Kings” ใน 1996 และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2001 ซึ่งมี “วิลล์ สมิธ” นักแสดงมากฝีมือ มารับบทเป็นตัวดำเนินเรื่องในบทบาทของ มูฮัมหมัด อาลี จากเรื่อง “Ali”

นอกจากนี้ ความเป็นนักสู้ของนักชกรายนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาผิวสีรุ่นหลัง โดยเฉพาะ “ไทเกอร์ วูดส์” อดีตโปรกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลก ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ได้กล่าวยกย่องเชิดชูยอดนักชกรุ่นคุณปู่ว่า เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้ตัวเองพยายามพิสูจน์ฝีมือเพื่อเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่วงการกอล์ฟโลกส่วนใหญ่ มีแต่นักกีฬาผิวขาว

ภาพอันน่าประทับใจของ “มูฮัมหมัด อาลี” ในการจุดคบเพลิงพิธีเปิดโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ อาลี คือได้รับเกียรติเป็นผู้จุดคบเพลิง ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ที่ถึงแม้จะมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เนื่องจากผลพวงของโรคพาร์กินสัน แต่เจ้าตัวยังแสดงความใจสู้ ด้วยการพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อจุดคบเพลิง ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมทั่วทั้งสนาม เซนเทนเนียล โอลิมปิก สเตเดียม รวมถึงเรียกน้ำตาจาก บิล คลินตัน ประธานนาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้นด้วย

 

ถึงแม้ในวันนี้ชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” ที่เป็นเพียงแค่ตำนาน และความทรงจำในอดีต แต่อย่างน้อยเขาก็คือหนึ่งในแรงผลักดันของนักกีฬาอีกหลายราย ที่ยึดถือในหัวใจนักสู้ และการยืนหยัดอย่างทระนง ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถม กระทั่งกลายเป็นตำนานที่อยู่ในใจของแฟนกีฬาไปตลอดกาล.

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/631856

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1116313621766789

ฟิสิกส์ราชมงคล ขอแสดงความยินดี กับ วอลเลย์หญิงไทย ตบชนะ เกาหลีใต้ 3-2 เซต รอบคัดเลือกโอลิมปิก

วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิกวอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิก

          วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิก วันนี้ (21 พฤษภาคม 2559) ไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-2 เซต ด้วยคะแนน 19-25, 22-25, 29-27, 26-24 และ 15-12 

ประวัติวอลเลย์บอล

      กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2438 โดย William G. Morgan ผู้อำนวยการด้านพลศึกษาแห่งสมาคม Y.M.C.A. ( Young Mans Christian Association) เมืองโฮล์โยค ( Holyoke) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขาได้พยายามคิดและดัดแปลงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ใช้เป็นกิจกรรมนันทนาการหรือผ่อนคลายความตึงเครียดให้เหมาะสมกับฤดู กาล และเขาก็เกิดความคิดขึ้นในขณะที่ได้ดูเกมเทนนิส เพราะกีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น แร็กเกต ลูกบอล ตาข่าย และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก 
      ในปี พ.ศ. 2495 คณะกรรมการบริหารสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้ใช้ชื่อเป็นคำเดียวคือ Volleyball และนาย Morgan ได้แนะนำวิธีการเล่นให้แก่ Dr.Frank Wook ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และ John Lynoh หัวหน้าหน่วยดับเพลิง

 คลิกอ่านต่อ

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106232419441576

ประวัติวอลเลย์บอล

      กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2438 โดย William G. Morgan ผู้อำนวยการด้านพลศึกษาแห่งสมาคม Y.M.C.A. ( Young Mans Christian Association) เมืองโฮล์โยค ( Holyoke) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขาได้พยายามคิดและดัดแปลงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ใช้เป็นกิจกรรมนันทนาการหรือผ่อนคลายความตึงเครียดให้เหมาะสมกับฤดู กาล และเขาก็เกิดความคิดขึ้นในขณะที่ได้ดูเกมเทนนิส เพราะกีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น แร็กเกต ลูกบอล ตาข่าย และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก
       จึงได้มีแนวคิดที่จะใช้ตาข่ายสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว จากพื้นซุงเป็นระดับสูงกว่าความสูงเฉลี่ยของผู้ชาย และได้ใช้ยางในของลูกบาสเกตบอลมาทำเป็นลูกบอล แต่ปรากฏว่ายางในลูกบาสเกตบอลเบาและช้าเกินไป จึงได้ใช้ยางนอกของลูกบาสเกตบอล ซึ่งก็ปรากฏว่าใหญ่และหนาเกินไปไม่เหมาะสม ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2449 Morgan ได้ติดต่อบริษัท A.G.Spalding and Brother ให้ทำลูกบอลตัวอย่างขึ้น 1 ลูก โดยมีขนาดเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว น้ำหนัก 9-12 ออนซ์ เพื่อนำมาใช้แทนลูกบาสเกตบอล     ในปี พ.ศ. 2495 คณะกรรมการบริหารสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้ใช้ชื่อเป็นคำเดียวคือ Volleyball และนาย Morgan ได้แนะนำวิธีการเล่นให้แก่ Dr.Frank Wook ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และ John Lynoh หัวหน้าหน่วยดับเพลิง
ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย

     วอลเลย์บอลได้แพร่หลายเข้ามาใน ไทย ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เพียงแต่ทราบกันว่าในระยะแรกๆ เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวจีนและชาวญวนมาก จนกระทั่งมีการแข่งขันระหว่างคณะ ชุมชน สโมสร และสมาคมขึ้น บางครั้งติดต่อแข่งขันกันไปในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการแข่งขันชิงถ้วยทองคำทางภาคใต้
      ปี พ.ศ. 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพิมพ์กติกาวอลเลย์บอลขึ้น โดยอาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปล และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในกีฬาวอลเลย์บอลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเล่น ตลอดจนกติกาการแข่งขันวอลเลย์บอล แก่บรรดาครูพลศึกษาทั่วประเทศในโอกาสที่กระทรวงศึกษาได้เปิดอบรมขึ้นใน ปีนี้เองกรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาประจำปีขึ้น และบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งในหลักสูตรของโรงเรียนพลศึกษากลางได้กำหนดวิชาบังคับให้นักเรียน หญิงเรียนวิชาวอลเลย์บอลและเนตบอล สมัยนั้นมี น.อ.หลวงสุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา

      จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้ง “สมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย” (Amature Volleyball Association of Thailand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลให้เจริญรุดหน้า และดำเนินการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลในระบบ 6 คน มีหน่วยราชการอื่นๆ จัดการแข่งขันประจำปี เช่น กรมพลศึกษา กรมการคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัย เทศบาลนครกรุงเทพฯ สภากีฬาทหาร ตลอดจนการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดแข่งขันทั้งประเภททีมชายและทีมหญิงประจำปีทุกปี


สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก โดย รศ.ทวี ผลสมภพ

 

โปรดใช้ วิจารณญาณ ในการอ่านบทความ

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นชื่อของสามเหลี่ยมในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มันทำลายทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น สิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรือหรือเครื่องบิน ถูกมันทำลายไม่มีซากเหลือ ส่วนชีวิตคนไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเล็กเกินไปที่จะคงทนต่อกำลังอันมหาศาล ประดุจภูเขาทั้งลูกถล่มทับ

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ มิใช่เพียงการเล่าลือกันปากต่อปากของชาวบ้านเท่านั้น แต่ได้มีบันทึกไว้โดยทางราชการของสหรัฐ ตามที่ ภิรมย์ พุทธรัตน์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ชื่อสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ใจความโดยสรุปว่า หน่วยยามฝั่งของรัฐบาลสหรัฐมีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในแฟ้มหมายเลข 5120 ว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา หรือสามเหลี่ยมปีศาจ มีอาณาบริเวณอยู่นอกฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ได้มีบันทึกสถิติการสูญหายของเรือพาณิชย์ เรือรบ เครื่องบิน และเรือเล็กไว้เป็นจำนวนมาก และการสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นการสูญหายไปเฉยๆ โดยไม่มีร่องรอยของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จุดที่เชื่อกันว่าเป็นสามเหลี่ยมลึกลับนี้กินอาณาเขตตั้งแต่เบอร์มิวดา ไมอามี ฟลอริดา ซานฮวน บาฮามาส และเปอร์โตริโก”

อยากจะพูดว่าการบันทึกเหตุการณ์ลึกลับของทางการสหรัฐ ไม่อัศจรรย์ดอก !

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาก็ได้บันทึกไว้เช่นกัน แต่การบันทึกของพระพุทธศาสนาจะมีรายละเอียดมากกว่า และน่าจะมีประโยชน์มากกว่า ถ้าจะมีการค้นคว้ากันอย่างจริงจัง พระคัมภีร์ที่บันทึกรายละเอียดเรื่องนี้ คือ อรรถกถาชาดก เรื่องสุปปารกชาดก เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ จึงขอยกชาดกเรื่องดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

วันหนึ่งในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระสงฆ์ได้ประชุมกันยกย่องพระปัญญาของพระองค์ในธรรมสภาว่า พระองค์มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน พระองค์มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร พระองค์มีปัญญาปลอดโปร่งดุจท้องนภากาศ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในธรรมสภา พระสงฆ์ทั้งหมดก็หยุดสนทนาธรรมทันที เมื่อพระองค์ประทับนั่งแล้วจึงตรัสถามว่า พวกเธอสนทนาอะไรค้างไว้ พระสงฆ์จึงกราบทูลว่า ได้สนทนาเรื่องปัญญาอันลึกซึ้งของพระองค์

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ปัญญาของตถาคตที่ตรัสรู้แล้วไม่อัศจรรย์ดอก! เพราะเป็นสัพพัญญุตญาณ แต่ปัญญาของตถาคตตอนที่เกิดเป็นต้นหนตาบอดขณะบำเพ็ญบารมีอยู่จะอัศจรรย์มากกว่า

พระสงฆ์ทั้งนั้นอยากจะฟังเรื่องดังกล่าว จึงอ้อนวอนให้พระองค์เล่าอดีตชาติของพระองค์ พระโลกนาถจึงตรัสเล่าอดีตชาติที่พระองค์เคยเกิดเป็นต้นหนเรือตาบอด แต่สามารถรู้แหล่งเพชรและทองคำเป็นต้น เพียงสังเกตสีน้ำเท่านั้น มาเล่าให้พระสงฆ์ฟังดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลอันยาวไกล เมื่อพระเจ้ากุรุราชครองราชย์สมบัติในแคว้นกุรุรัฐ ได้มีท่าเรือชื่อภรุกัจฉะอยู่ในแคว้นนั้น สมัยนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกของหัวหน้าต้นหนเรือ หรือนายท้ายเรือ นามว่าสุปปารกกุมาร พระองค์ศึกษาวิชาต้นหนเรือจบเมื่ออายุได้ 16 ปี จากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นต้นหนเรือมาตลอด จนวันหนึ่งตาทั้งสองข้างของพระองค์ได้บอดสนิท เพราะถูกน้ำเค็มตลอดเป็นเวลาหลายสิบปี พระองค์จึงต้องเปลี่ยนอาชีพมารับใช้พระราชาในตำแหน่งประเมินราคาช้าง ม้าพระที่นั่ง และเครื่องประดับ

พระองค์ตาบอดก็จริง แต่เมื่อลูบคลำช้างหรือม้าที่ต้องประเมิน พระองค์จะทำนายได้อย่างถูกต้อง จนพระราชาตบพระหัตถ์พอพระทัย แต่พอถึงเวลาให้ค่าตอบแทน พระราชาพระราชทานให้เพียงครั้งละ 8 กหาปณะ ท่านสุปปารกะคิดว่าราคา 8 กหาปณะ เป็นราคาค่าตัดผม ถ้าขืนทำต่อไปคงอดตาย จึงลาออกกลับมาอยู่บ้าน

ข้างฝ่ายพ่อค้าในบริเวณท่าภรุกัจฉะเห็นท่านว่างงานจึงไปอ้อนวอนท่านให้มาเป็นต้นหนเรือ เพราะเกียรติคุณของพระองค์ที่กระฉ่อนไปว่า เมื่อพระองค์เป็นต้นหนให้เรือลำใด เรือลำนั้นไม่มีอันตรายเลย ท่านฟังคำอ้อนวอนของพวกพ่อค้าแล้วจึงกล่าวว่า ฉันตาบอดแล้ว เป็นต้นหนไม่ได้ พวกพ่อค้าจึงต่อรองว่า ขอให้ท่านนั่งไปเฉยๆ เท่านั้น แต่จะมีคนคอยรายงานการเดินทางในทะเลให้ท่านฟังตลอดเวลา ท่านเพียงสั่งการหลังได้รับการรายงานแล้วเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงตกลงรับงานนี้

เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เรือแล่นไปในมหาสมุทรอย่างปลอดภัยได้เพียง 7 วันเท่านั้น จากนั้นได้เกิดพายุพัดนำเรือไปสู่ทิศทางที่ผิดปกติเป็นเวลาถึง 4 เดือน แล้ววันหนึ่งเรือได้แล่นเข้าไปสู่บริเวณที่มีปลาแปลกประหลาด ผู้รายงานจึงเรียนถามต้นหนว่า ท้องทะเลจุดนี้มีปลาร่างกายเหมือนคน แต่จมูกแหลม พวกมันดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ ตรงนี้คืออะไร? ท่านสุปปารกะ! จึงตอบว่า มหาสมุทรช่วงนี้เรียกว่าขุรมาลี เมื่อตอบพวกพ่อค้าแล้วพระองค์ก็นั่งเงียบ! พวกพ่อค้าก็เข้าใจว่าพระองค์คงกำลังคิด ใช่! พระโพธิสัตว์รู้ว่าจุดนี้ของมหาสมุทรเต็มไปด้วยเพชร ถ้าจะบอกความจริงแก่พวกพ่อค้า ความโลภของคนจะนำเพชรไปจนเรือจม จากนั้นจะพินาศกันทั้งหมด

ดังนั้นพระองค์จึงสั่งว่า จงชะลอเรือ แล้วสั่งให้หย่อนตาข่ายลงทำนองจะจับปลา แต่กลับได้ก้อนเพชรขึ้นมามาก ท่านสุปปารกะโพธิสัตว์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สั่งให้ขนสินค้าที่มีราคาน้อยทิ้งน้ำ แล้วนำก้อนเพชรขึ้นมาแทน เมื่อเรือแล่นไปถึงจุดหนึ่ง มีแสงเพลิงสว่างจ้าในท้องน้ำเหมือนกองไฟ ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังแล้วรู้ทันทีว่าตรงนี้เต็มไปด้วยทองคำมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่ออัคคิมาลี แล้วสั่งให้ใช้ตาข่ายหย่อนลงไปเหมือนจะจับปลา แต่ได้ก้อนทองมาแทน แล้วพระองค์ก็ทำเหมือนเดิม แต่สั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยทิ้งน้ำเสีย นำก้อนทองคำนั้นขึ้นไปแทน ต้นหนสั่งเรือแล่นต่อไป จนพบน้ำมหาสมุทรขุ่นคลัก สีเหมือนนมเปรี้ยวและนมสด ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังจบแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยก้อนเงินจำนวนมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อทธิมาลี จากนั้นก็สั่งการเหมือนเดิม เมื่อเรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีสีเขียวเหมือนใบหญ้าคาและเหมือนข้าวที่กำลังงาม ผู้รายงานจึงถามต้นหน เมื่อต้นหนฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วนิลมณีมากมาย

พระองค์จึงตอบว่าท้องทะเลตรงจุดนี้ชื่อกุสมาลี แล้วสั่งให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะจับปลา แต่ได้แก้วนิลมณีขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม เรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีแสงแดงฉายปรากฏให้ท้องทะเลจุดนั้นเหมือนป่าไม้อ้อ

ผู้รายงานได้ถามต้นหนถึงท้องทะเลจุดนี้ ต้นหนฟังเรื่องแล้วรู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วประพาฬ จึงตอบไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อนฬมาลี แล้วให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะตักปลา แต่กลับได้แก้วประพาฬขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม แล้วสั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยลงทะเลไป แล้วใส่น้ำหนักของแก้วประพาฬลงไปแทน

จากจุดนี้ เรือได้แล่นไปถึงจุดที่น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาว มองไม่เห็นความสิ้นสุด การพุ่งขึ้นของน้ำเดือดเป็นแนวยาวทำให้ท้องทะเลช่วงนั้นเป็นเหมือนเหวชัน ประกอบด้วยเสียงดังน่าสะพรึงกลัว ปานว่าหูจะแตกทลาย และปานว่าจะทำลายดวงใจของผู้ได้ยินเสียงให้แตกสลาย

ผู้รายงานถามถึงท้องทะเลจุดนี้ด้วยเสียงสั่นสะท้าน แม้พระโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวก็ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ท้องทะเลจุดนี้ชื่อพลวามุขี เรือที่มาถึงจุดนี้แล้วไม่มีรอดไปได้เลย เพราะเมื่อแล่นไปสู่จุดนั้นแล้ว เรือจะถูกทำลายแหลกละเอียดเป็นจุณไป พวกพ่อค้าและลูกเรือที่อยู่ในเรือ 700 คน ได้ฟังคำนั้นแล้ว ทุกคนร้องไห้เพราะกลัวตาย เป็นที่น่าเวทนา

สุปปารกะโพธิสัตว์ เมื่อฟังเสียงโอดครวญของพวกเขาแล้วก็สงสาร พระองค์จึงตั้งพระทัยว่าจะต้องช่วยเขาให้พ้นภัย จึงสั่งให้เตรียมน้ำใส่ถาดมาวางที่หัวเรืออย่างรีบด่วน เหตุการณ์ช่วงนั้นเข้าใจว่าพระองค์ต้องสั่งให้ลดใบเรือลง เรือจะได้แล่นช้าลง เพราะที่ผ่านมาเรือลำนี้วิ่งเข้าหาผาชันของน้ำอย่างรวดเร็ว

พระโพธิสัตว์ถือถาดที่เต็มไปด้วยน้ำไปที่หัวเรือ แล้วทำสัจจกิริยาว่า ตลอดชีวิตข้าที่จำได้ ข้าไม่เคยทำลายชีวิตสัตว์อื่นเลย ไม่เคยถือเอาของคนอื่นที่เขาไม่ให้เลย ไม่เคยผิดเมียคนอื่นเลย ไม่เคยพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่เลย ตลอดชีวิตข้าไม่เคยดื่มน้ำเมาเลย ด้วยการพูดความจริงนี้ ขอเรือจงแล่นกลับไปสู่บ้านโดยสวัสดีเถิด เมื่อทำสัจจกิริยาจบ ท่านก็เทน้ำในถาดลงไปที่แอกเรือ ฉับพลันเรือที่แล่นไปผิดทางถึง 4 เดือน ก็หันหัวเรือกลับ มุ่งกลับไปสู่บ้านที่ท่าภรุกัจฉะภายในวันเดียว

ด้วยอำนาจของสัจจกิริยา เมื่อถึงบ้านแล้ว พระโพธิสัตว์จัดแบ่งเพชร ทองคำ เงิน และแก้วมีค่าเหล่านั้นให้พ่อค้าทุกคน พร้อมโอวาทว่า เพชรและรัตนะเหล่านี้เพียงพอสำหรับชีวิตของพวกเธอ พวกเธออย่าออกทะเลอีกเลย มีแต่อันตราย

นับจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็มิได้ออกทะเลอีกเลย ท่านบำเพ็ญบุญต่างๆ มีทานเป็นต้น แล้วไปเกิดในสุคติทุกคน

เรามาวิเคราะห์บางเรื่องในชาดกนี้กันต่อไป พระสงฆ์ท่านสรรเสริญปัญญาของพุทธพระองค์ไพเราะมาก เช่นคำที่ว่า มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร เป็นต้น ใช่! เมื่อจะยกตัวอย่างเรื่องความลึกซึ้ง ก็ต้องยกมหาสมุทรให้เห็นความลึกซึ้ง เพราะมหาสมุทรบางแห่งลึกจนประมาณไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะวิเคราะห์คือ พระดำรัสที่ตรัสว่า ปัญญาของพระองค์ที่เป็นสัพพัญญูนั้นไม่อัศจรรย์เลย เพราะอะไร? เพราะเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่าทรงค้นพบสัจธรรมแล้ว ปัญญาที่เป็นสัพพัญญูก็เกิดขึ้น พระสัพพัญญู คือ ทรงรู้ทุกเรื่อง! เรื่องไหนที่พระองค์ยังไม่รู้ พระองค์เพียงคิดนิดเดียวก็รู้ ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ความรู้ในปัจจุบันของพระองค์ไม่อัศจรรย์เลย แต่ความรู้ของพระองค์ตอนที่ยังเป็นปุถุชนและขณะบำเพ็ญบารมีอยู่นั้นอัศจรรย์กว่า คือความลึกลับใต้น้ำขนาดนั้นปุถุชนไม่น่าจะรู้เลย แต่พระองค์ก็รู้ นี่คือความอัศจรรย์

เรื่องที่เราควรวิเคราะห์กันต่อไปคือ ความร้ายกาจของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคืออะไร? จึงขอตอบตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ท้องมหาสมุทรช่วงนั้น น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาวไม่เห็นจุดสิ้นสุด จึงทำให้เกิดภาพเป็นเหวขึ้น ขอยกภาพให้เห็นชัดๆ ดังนี้

เรือที่พระโพธิสัตว์นั่งอยู่นั้นเหมือนอยู่ก้นเหว คนบนเรือทั้งหมด 700 คน มองไปทางขวา ก็เห็นแต่น้ำพุ่งขึ้นเป็นหน้าผาชันเป็นแนวยาว ไม่พบจุดสิ้นสุด มองไปทางซ้ายก็ทำนองเดียวกัน เมื่อมองตรงหน้าแหงนคอมองขึ้น ก็มองไม่เห็นจุดสุดยอดของน้ำที่พุ่งขึ้นไป การเห็นภาพตรงหน้าจึงเป็นเหมือนหน้าผาชัน จุดนี้จึงชื่อว่าพลวามุขี ซึ่งแปลว่าหน้าผาชัน

พระองค์ไม่ตรัสบอกว่าพุ่งสูงขนาดไหน แต่ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าเครื่องบินก็ถูกมันปะทะร่วงมาด้วย ก็แสดงว่าน่าจะสูงเป็นสิบกิโลเมตร มันจึงกวาดเครื่องบินลงมาด้วย

ในช่วงที่มนุษย์ทั้ง 700 คนมองเห็นเหตุการณ์นั้น เป็นสมัยที่ยังไม่มีเครื่องบิน ดังนั้นพระโพธิสัตว์ของพวกเราจึงประกาศให้ทุกคนในเรือทราบเพียงว่า เรือทุกลำที่มาถึงจุดนี้จะไม่มีทางรอด แต่ปัจจุบันนี้พูดถึงเครื่องบินด้วย ก็แสดงว่าสูงน่ากลัว มนุษย์ในเรือคราวนั้นตื่นตระหนกเพราะเสียงที่ดัง ตามที่พระสังคีติกาจารย์พรรณนาไว้ว่า เสียงดังน่ากลัว น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียงภูตผีปีศาจ เสียงนั้นมาจากไหน? ขอสันนิษฐานว่า เสียงน้ำเดือดพล่าน หนึ่ง เสียงน้ำพุ่งขึ้น หนึ่ง เสียงน้ำตกลงมาปะทะพื้นมหาสมุทร หนึ่ง นี่! คือรายละเอียดที่บันทึกไว้ในพระบาลีและอรรถกถา

สิ่งหนึ่งที่พระไตรปิฎกกล่าวถึงคือท้องทะเลที่ชื่อขุรมาลี ท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยเพชร พระโพธิสัตว์เพียงฟังว่า มีปลาร่างกายเหมือนคน มีจมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่บริเวณนั้น ทรงรู้ทันทีว่าจุดนี้มีเพชรมากมายมหาศาล แต่ไม่บอกความจริงให้มนุษย์เหล่านั้นทราบ อันเนื่องมาจากความโลภของมนุษย์จะทำให้วิบัติกันหมด เพียงให้หย่อนตาข่ายลง ทำนองจะตักปลา แต่ได้ก้อนเพชรมาแทน

อยากถามว่า จุดนี้ไม่มีใครสนใจหรือ?

ผู้เขียนอยากเดาว่า ปลาที่มีร่างกายเหมือนคน น่าจะเป็นนกเพนกวิน ที่เวลามันยืน ร่างกายมันเหมือนคนยืน และมันมีจมูกแหลมอีกด้วย หากเราจะลองค้นหาสมบัติดังว่าจะไม่ดีหรือ? แต่ผู้เขียนไม่มั่นใจว่านกเพนกวินมีอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกหรือไม่ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จะเป็นจริงเสมอ ขอให้สังเกตดูว่า เรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้ได้ตรัสไว้เมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว ในช่วงดังกล่าวนี้คงยังไม่มีใครเชื่อ เพราะยังไม่มีข่าวเรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้เลย สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเพิ่งปรากฏความร้ายกาจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง

การปรากฏความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้จึงยืนยันความร้ายกาจของท้องทะเลที่ชื่อพลวามุขีตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในสุปปารกชาดกได้อย่างดี ความเดือดพล่านและพุ่งขึ้นของน้ำในจุดนี้ พระพุทธองค์มิได้ตรัสไว้ว่าเกิดจากอะไร? จึงอยากสันนิษฐานว่า ท้องทะเลจุดนั้นน่าจะมีภูเขาไฟ แต่ก็มีข้อแย้ง เพราะภูเขาไฟต้องมีวันดับ แต่นี่ไม่ดับเลยเป็นเวลาหลายกัลป์แล้ว ขอให้ช่วยกันพิจารณา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเริ่มปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี ค.ศ.1945 หรือปี พ.ศ.2488 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาในคัมภีร์อรรถกถาชาดกที่มีต้นหนเรือตาบอดเป็นผู้พบนั้นเกิดมาหลายกัลป์แล้ว พระพุทธองค์เพิ่งมาตรัสเรื่องนี้เมื่อผ่านมา 2,600 ปีนี่เอง ผู้ปรารถนาความพิสดาร ขอให้ไปอ่านในสุปปารกชาดก เอกาทสกนิบาต หรือไปอ่านในพระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 60 หน้า 95 เรื่องสุปปารกชาดกเช่นกัน

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ผู้อ่านทุกท่าน

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1105507949514023

ความโลภ

https://youtu.be/Ha2GI-4P88I

Untitled-1 copy

สารคดีสั้นๆเพียงไม่ถึง 3 นาที แต่สามารถแสดงถึงกิเลสของคนอย่างถึงลูกถึงคน ได้รับรางวัลประเภทเรื่องสั้นที่เมืองคานส์

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1104583386273146

เฟี้ยวสุด.. ภาพถ่ายวัยโจ๋ เมื่อชีวิตไร้แรงดึงดูด

เคยลองจินตนาการไหม ว่าถ้าตัวเราสามารถต้านแรงดึงดูดของธรรมชาติ หรืออยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้ ตัวของเราจะอยู่ในสภาวะแบบไหน จะลอยได้เหมือนในจินตนาการของเราหรือไม่
เพจนอนเซ้นส์ Nonsense จึงได้ถ่ายภาพสุดครีเอท กับธีมอิเมจิน IMAGINE ในแอคชั่นต่างๆ ในคอนเซ็ปต์ที่พาผู้ชมไปสัมผัสกับความรู้สึกที่ว่า วันหนึ่งหากสามารถต้านแรงดึงดูดของโลกได้ ชีวิตของเราจะมันส์ขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการกดลิฟต์ โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งกดน้ำในร้านสะดวกซื้อ
เฟี้ยว..

ขอบคุณภาพ จากเพจ Nonsense

12493625_558635580951570_8200377790917199072_o

12485898_558635467618248_2023584808179377516_o

12419042_558635480951580_6472584663794329230_o

12419095_558635520951576_1008677969699303708_o

12525679_558635537618241_3030604713265083728_o

10572229_558635567618238_7490666801429959905_o

12489454_558635607618234_5235404166699716060_o

เด็กอาชีวะเจ๋ง! คว้าสุดยอดแชมป์-มทร.ธัญบุรีคว้าอันดับ 2 ′แกะสลักน้ำแข็งโลก′ ที่จีน

 

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219210l.jpghttp://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219175l.jpg


เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ได้ส่งทีมนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมการแข่งขันการแกะสลักหิมะนานาชาติ ประจำปี 2559 (the 8th International Collegiate Snow Sculpture 2016) ตั้งแต่วันที่ 4 – 7 มกราคม 2559 ซึ่งจัดโดย Harbin Engineering University สาธารณรัฐประชาชนจีน 

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452231012l.jpg


โดยมีทีมตัวแทนวิทยาลัยในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าร่วมจำนวน 3 ทีม ประกอบด้วย 1.วิทยาลัยอาชีวศึกษา(วอศ.) สระบุรี 2.วอศ.  เสาวภา และ 3.วอศ. สุราษฎร์ธานี และในการแข่งขันการแกะสลักหิมะนานาชาติครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 64 ทีม 11 ประเทศ ประกอบด้วย 1.เกาหลี  2.ญี่ปุ่น 3.ฝรั่งเศส 4.อังกฤษ 5.รัสเซีย 6.ไต้หวัน  7.ไทย 8.ฮ่องกง 9.เบลเยียม 10.อเมริกา และ11. จีน ทีมต่างประเทศ 18 ทีม

เลขาธิการกอศ.กล่าวต่อว่า ผลการแข่งขันการแกะสลักหิมะนานาชาติ ประจำปี 2559 ปรากฏว่า 1.วอศ. สุราษฎร์ธานี ในชื่อผลงาน Thailand′s folk Wisdom ได้รับรางวัลชนะเลิศ คะแนนสูงสุด Top-Grade Awards(สุดยอดแชมป์) มีชื่อผู้ควบคุมและนักศึกษา ดังนี้ นายพฤติพงษ์ วงศ์วรรณา ครูผู้ฝึกสอน ส่วนนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขัน มีดังนี้ นายพุทธิชัย มิตรพิทักษ์ นายณัฐวุฒิ อยู่จุล นายณพัชรักษ์ บรรเทา และนายธิติ จิระปฎินันท์ 

2. วอศ. เสาวภา ในชื่อผลงาน Going Global Through One Belt One Road  ได้รับรางวัลชนะเลิศ “เทคนิคยอดเยี่ยม (Best Technique Awards) และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 มีครูผู้ฝึกสอนคือ นายนิคม สุขีพิพัฒน์ ส่วนนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขัน มีดังนี้ นายกีรติ จุฬาโอฬาร ส่วนนักเรียน ดังนี้ นายภัควัฒน์ พรมโสภา นางสาวบุษบา พรมโคต นางสาวธิดาพรรณ อุปถัมภ์ 

และ 3.วอศ. สระบุรี ในชื่อผลงาน The silk Road ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 มีครูผู้ฝึกสอน คือ นายพูลรัตน์ พึ่งอารมณ์ และ นายกิตติพล วิเชียร์เชื้อ ครูฝึกสอน ส่วนนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน คือ นายจักรพรรดิ์ เจริญผล นายทิวากร ภูทองเงิน นายโชคชัย ซ้ายมีแสง และนายธนพล คะนองเดช ทั้งนี้โดยการนำทีมของ นายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ ที่ปรึกษาสอศ.และทีมแข่งขันจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2559 เวลาประมาน 18.05  โดยเที่ยวบิน CA959

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219254l.jpg

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219288l.jpg


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการแข่งขัน 8 ปีที่ผ่านมา วอศ.สระบุรี คว้าแชมป์มา 6 ปีซ้อนนับแต่ปีที่ 2 ถึงปีที่ 7 ที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน ส่วนปีแรกสอศ.ไม่ได้จัดส่ง สำหรับปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 8 นี้ อาชีวะคว้ารางวัลสุดยอดแชมป์(Top-Grade Awards) และรางวัลชนะเลิศด้านเทคนิคยอดเยี่ยม(Best Technique Awards)  โดยรางวัลสุดยอดแชมป์ อาชีวะคว้าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันนับแต่มีขึ้นปีแรกเมื่อปี 2558 โดยปี 2558 วอศ.สระบุรี ได้รางวัลนี้ ซึ่งถือเป็นรางวัลที่เหนือกว่ารางวัลที่ 1  

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219375l.jpg

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452219394l.jpg

นางวนิดา ปอน้อย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า ในส่วนของมทร.ธัญบุรีซึ่งได้ส่งตัวแทนนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในชื่อผลงาน “The Belt and Road” เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ปรากฏว่าได้ที่ 2 ซึ่งมทร.ธัญบุรี ขอแสดงความยินดีกับทีมแกะสลักหิมะของมทร.ธัญบุรี ซึ่งประกอบด้วยนายจักรกฤษ ผิวจันทร์ นายสาธิต กระเทศ นายปิยะพงศ์ รัตนภพ และนายพิทักษ์ นวลปา โดยมีนางอริยา สุอังคะวาทิน นายนฤพนธ์ บูรณะบัญญัติ นายดิษฐวัฒน์ อินนุพัฒน์ นายคมสันต์ คำสิงหา และนายวรรษกร คงถาวร เป็นผู้ดูแลตลอดการแข่งขัน ทั้งนี้สำหรับทีมนักศึกษาคณะศิลปกรรม มทร.ธัญบุรี ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เมื่อปี 2556 ในผลงาน “สุพรรณหงส์” คว้ารางวัลชนะเลิศด้านเทคนิคยอดเยี่ยม  และเมื่อปี 2557 ผลงาน “อนันตนาคราช” คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1


http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452238267l.jpg

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452238218l.jpg

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452238233l.jpg

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14522191061452238244l.jpg

 

ภาพพระเยซูที่แท้จริงจำลองโดยนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ

ภาพพระพักตร์ของพระเยซูที่นักวิทยาศาสตรจำลองออกมา (ภาพ: Keith Kasnot/National Geographic Image)

นักวิจัยทำการจำลองภาพพระพักตร์ของพระเยซู โดยใช้หลักวิชาการมานุษยวิทยาประกอบกับหลักนิติเวชวิทยา และได้ภาพที่ต่างจากภาพชายร่างใหญ่ผอมสูง มีผิวขาว ดวงตาแจ่มใส และผมยาวสลวย ที่เรามักจะพบ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์อังกฤษกับนักโบราณคดีอิสราเอล ที่ได้เปิดเผยผลการค้นคว้าเกี่ยวกับพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเยซู ศาสดาของศาสนาคริสต์ ลงบนเว็บไซต์ Popular Mechanics โดยนักวิจัยทั้งสองระบุว่า พวกเขาใช้หลักวิชาการมานุษยวิทยาประกอบกับหลักนิติเวชวิทยา ตามหลักทฤษฎีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการจำลองภาพผู้ต้องหาคดีอาชญากรรม ทำให้สามารถจำลองภาพพระพักตร์ที่ใกล้เคียงกับภาพพระเยซูที่แท้จริง หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับใบหน้าคนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น และอาศัยอยู่ในภูมิภาคบริเวณที่พระเยซูใช้ชีวิตอยู่

เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองได้ค้นหาแบบจำลองของกะโหลกศีรษะของคนยิวที่อาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีช่วงศตวรรษแรกหลังคริสต์ศตวรรษ หลังจากที่ได้รูปแบบทั่วไปแล้ว จึงทำการศึกษาวิเคราะห์สีผิว จากบรรดาภาพวาดของคนยิวที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา และสถานที่เดียวกับพระเยซู

(ภาพ: Keith Kasnot/National Geographic Image)

สำหรับทรงผมของพระเยซู นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองก็ได้ศึกษาจากข้อความที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล ทั้งที่ภาพพระเยซูที่ปรากฏอยู่ทั่วไปจะมีผมยาวสลวย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้น้อยมากที่พระเยซูจะมีผมยาวสลวย โดยข้อความที่ระบุอยู่ใน คัมภีร์ไบเบิล ฉบับพันธสัญญาใหม่ ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 11 ระบุว่า “โดยธรรมชาติในตัวเองนั้น มิได้สอนเราหรอกหรือว่า เป็นสิ่งที่น่าอัปยศสำหรับผู้ชายที่ไว้ผมยาว แต่เป็นสิ่งที่ตระการตาสำหรับหญิงสาวที่มีผมยาวสลวย” พระเยซูจึงควรที่จะมีผมสั้นและหยิกนิดหน่อย คล้ายกับผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคสมัยนั้น.

ทดสอบความไว คลิกให้ทัน

 

https://youtu.be/AuT7lGcNXdk

1-3

      ทดสอบความไว คลิกให้ทัน  ให้ท่านคลิกลงที่ปุ่มควบคุม โดยให้รถสีแดงที่แล่นอยู่  หยุดลงในช่องสีขาวแบบพอดีทั้งคัน    ท่านทำได้ไหม ใช้เวลาเท่าไร ทดลองดู   ทดสอบความไวครับ

โดนใจ! ภาพความแตกต่างระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “ผู้หญิง”

เรื่องความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอด หลายครั้งก็ถูกถ่ายทอดผ่านภาพการ์ตูนแนวขำขัน ล้อเลียน ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจบ้างก็ถือเป็นสีสันหนึ่งของชีวิต เช่นภาพการ์ตูนดังต่อไปนี้

1. ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อน แม้แต่ “สี” ยังสามารถแยกแยะเป็นเฉดต่างๆ ได้ละเอียดยิบ

2. หลังเลิกกันผู้หญิงมักโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก แต่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่จะรู้สึกเสียใจก็ต่อเมื่อตระหนักได้ในภายหลัง

3. ผู้หญิงต่อให้ผอมแค่ไหนก็จะคิดว่าตัวเองอวบอ้วน ส่วนผู้ชายจะคิดว่าตัวเองดูดีกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ

4. ในการแต่งหน้าแต่งตัวไม่ว่าจะมีเวลามากแค่ไหน ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้หญิง

5. ค่าตัดผมของผู้ชายแสนถูก ส่วนค่าเสริมสวยของผู้หญิงสูงลิบ แต่แทบมองไม่ออกว่ามันต่างจากเดิมยังไง

6. เรื่องความละเอียดของผู้หญิงยังไม่จบ แม้แต่จะใช้ “แชมพู” ยังต้องตรวจดูสรรพคุณอย่างละเอียด

7. การเข้าห้องน้ำสำหรับผู้หญิง ต้องพร้อมทั้งเวลาและสถานที่ แต่ผู้ชายง่ายๆ สบายๆ จนบางทีก็ง่ายเกินไป

8. ผู้หญิงมีเสื้อผ้าเต็มตู้ แต่กลับรู้สึกว่ามีเสื้อผ้า (ที่ไม่ซ้ำ) ไม่พอใส่

9. ผู้หญิงมักจะคิดถึงเรื่องความสวยความงามก่อน แต่ผู้ชายมักคิดถึงเรื่องเพศ

10. เมื่อต้องเตรียมกระเป๋าเดินทาง ผู้หญิงมักคิดวางแผนเรื่องต่างๆ เป็นขั้นตอน ส่วนผู้ชายแพ็คกระเป๋าแค่ 5 นาทีก็เรียบร้อย

11. พื้นที่บนเตียงนอนสำหรับผู้หญิงมีไว้ใช้ทำได้แทบทุกอย่าง แต่ผู้ชายมีไว้แค่ใช้นอนจริงๆ

12. โต๊ะทำงานของผู้ชายมักรก แต่หน้าจอคอมว่างเปล่า ขณะที่ผู้หญิงโต๊ะทำงานสะอาดเรียบร้อย แต่ไปรกบนหน้าจอคอมแทน

13. ผู้หญิงใช้เวลาไปไม่น้อย นับตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อไปทำงาน

ขอขอบคุณ : boredpanda.com

ขอขอบคุณSpring News ผู้สนับสนุนเนื้อหา