คลังเก็บหมวดหมู่: นาย เขตต์ตะวัน มีศิริ

ทรัมป์ไฟเขียวตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” พร้อมทุ่มงบ 800 ล้านดอลลาร์ตลอดเวลา 5 ปีจากนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามอนุมัติการตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” ด้วยงบประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ สำหรับระยะเวลา 5 ปีจากนี้

การตั้งกองบัญชาการใหม่ซึ่งขึ้นกับกระทรวงกลาโหม เป็นโครงการที่อยู่คนละส่วนกับแผนตั้ง “กองทัพอวกาศ” เป็นเหล่าทัพที่ 6 ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศไว้ แต่ถือเป็นการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

>> “ทรัมป์” ดันตั้ง “กองทัพอวกาศ” ส่อเกิดสมรภูมิรบนอกโลกที่อาจไม่ได้มีแค่ในหนัง

ทั้งนี้ “กองบัญชาการอวกาศ” จะทำหน้าที่บริหารจัดการและพัฒนางานของกองทัพที่เกี่ยวกับอวกาศ รวมถึงดาวเทียมของกองทัพที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและให้ข้อมูลการเดินทาง

รัฐบาลต้องการให้ “กองบัญชาการอวกาศ” เป็นจุดศูนย์กลางของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงกลาโหม และต้องการให้กองบัญชาการนี้ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ

แผนงานนี้เกิดขึ้นขณะที่เกิดความกังวลว่า จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการก่อกวน หรืออาจถึงขั้นทำลายดาวเทียมสหรัฐฯ

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว Associated Press ว่า “กองบัญชาการอวกาศ” จะดึงเจ้าหน้าที่ปัจจุบันที่สังกัดหน่วยงานด้านอวกาศในกองทัพมารวมกัน และเตรียมจ้างคนเพิ่มอีกอย่างน้อย 1,000 คนในอีกหลายปีจากนี้

พันโท โจ บุชชิโน (Joe Buccino) โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพทริค ชานาฮาน (Patrick Shanahan) กล่าวว่า การตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” เป็นก้าวสำคัญต่อการเร่งพัฒนาศักยภาพทางอวกาศเพื่อการป้องกันผลประโยชน์แห่งชาติ และป้องปรามศัตรู

เขากล่าวว่า หน่วยรบนี้ จะทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาแผนรบ กลยุทธ์ และงานเทคนิคด้านอวกาศ

พันโท บุชชิโน กล่าวอีกด้วยว่า กระทรวงกลาโหมจะทำแผนเสนอตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีทรัมป์

หน่วยงานด้านข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่งระบุในปีนี้ว่า รัสเซียและจีนกำลังพัฒนาอาวุธต่อต้านดาวเทียมสำหรับการทำสงครามในอนาคต ขณะเดียวกันเกิดความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีบนระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีดาวเทียม

การโจมตีในรูปแบบดังกล่าวอาจทำให้กองทัพอเมริกันไม่มีข้อมูลที่สำคัญ และการสนับสนุนเรื่องการติดต่อสื่อสารในสถานการณ์คับขัน

ในอดีตนั้น สหรัฐฯ มี “กองบัญชาการอวกาศ” ช่วงปี ค.ศ. 1985 ถึง 2002 แต่ถูกยกเลิกไปเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งกองบัญชาการที่ทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvMTUyMy83NjE1MTYyL2FzdHJvbmF1dHMtaW4tc3BhY2UuanBn

ที่มา : https://www.sanook.com/news/7615162/

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ไก่คือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงยุคสมัยแห่งมนุษย์ “แอนโทรโพซีน”

ไก่

นักธรณีวิทยาชี้ว่า “ไก่” คือสัตว์ชนิดสำคัญและเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่บ่งบอกถึงยุคทางธรณีวิทยาใหม่ “สมัยแอนโทรโพซีน” (Anthropocene epoch) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Royal Society open Science ของราชสมาคมกรุงลอนดอน โดยระบุว่าการกระทำจากฝีมือมนุษย์ได้ทำให้ไก่กระทงหรือไก่เนื้อ (Broiler) กลายเป็นสัตว์บกมีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก โดยในทุกขณะจะมีไก่เนื้อที่มีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น 23,000 ล้านตัว

การเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคเนื้อซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ประชากรไก่เนื้อมีจำนวนมากกว่าสัตว์ปีกในธรรมชาติถึง 3 ต่อ 1 จนอาจจะกล่าวได้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยไก่ หรือเรียกว่าเป็น “ดาวเคราะห์ของไก่” ได้เลยทีเดียว

นับแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา นอกจากมนุษย์จะทำให้ไก่เนื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ และเทคโนโลยีในการทำฟาร์มที่มุ่งให้ไก่เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้มากในเวลาอันสั้น ยังส่งผลเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและสรีระของไก่เนื้อไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับไก่เลี้ยงในยุคโบราณ ซึ่งปกติแล้วความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะต้องใช้เวลานับล้านปีสำหรับการเกิดวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

Fried chicken

ดร. แครีส เบนเนตต์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ได้ศึกษาเปรียบเทียบกระดูกของไก่เนื้อในปัจจุบัน กับซากกระดูกของบรรพบุรุษไก่ที่ขุดพบจากแหล่งโบราณสถานยุคโรมัน โดยผลการศึกษาชี้ว่า ไก่เนื้อจากฟาร์มมีโครงสร้างกระดูกใหญ่กว่าสองเท่า แต่กระดูกมีความหนาแน่นต่ำและบิดเบี้ยวผิดรูป องค์ประกอบทางเคมีในกระดูกยังแตกต่างไปจากบรรพบุรุษ ซึ่งแสดงถึงการกินอาหารเพียงชนิดเดียวและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงจากในอดีตอย่างมาก

การปรับปรุงพันธุ์ยังทำให้ไก่เนื้อในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้รวดเร็วกว่าไก่ชนิดเดียวกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ถึง 5 เท่า เนื่องจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมระบบเผาผลาญทำให้ไก่รู้สึกหิวและกินอาหารตลอดเวลา ส่งผลให้ไก่ในฟาร์มมีน้ำหนักถึงเกณฑ์ที่พร้อมเชือดเมื่อมีอายุเพียง 5-6 สัปดาห์เท่านั้น

วงจรชีวิตของไก่เนื้อเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการควบคุมของมนุษย์เท่านั้น หากปล่อยให้ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรมออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ มันจะตายลงภายในเวลาไม่ถึงเดือน เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติทำให้ระบบการหายใจและหัวใจล้มเหลว

Chickens bred for meat

การทำฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยทิ้งร่องรอยของสารเคมีที่ใช้ในดินและน้ำ กระดูกไก่จำนวนมหาศาลที่มนุษย์บริโภคยังถูกฝังลงในดิน จนสามารถเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงธรรมชาติรวมทั้งระบบนิเวศในระดับฝังลึกและกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า “สมัยแห่งมนุษย์” หรือแอนโทรโพซีนเริ่มขึ้นเมื่อวันเวลาใดกันแน่ โดยก่อนหน้านี้มีผู้เสนอว่าสมัย (epoch) ดังกล่าว ควรจะนับเริ่มต้นจากหมุดหมายที่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test) ในปี 1945

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงทศวรรษ 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ควรเป็นช่วงที่สมัยแอนโทรโพซีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา https://www.bbc.com/thai/international-46553024

ยานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางพ้นขอบเขตลมสุริยะแล้ว

This illustration shows the position of NASA’s Voyager 1 and Voyager 2 probes, outside of the heliosphere, a protective bubble created by the Sun that extends well past the orbit of Pluto (c) NASA/JPL

ยานสำรวจอวกาศ “วอยเอเจอร์ 2″ (Voyager 2) ซึ่งออกเดินทางจากโลกเมื่อปี 1977 หรือเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะนี้ได้ออกพ้นจากเขตอิทธิพลลมสุริยะ (Heliosphere) และเคลื่อนเข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สุดขอบเขตของระบบสุริยะต่อไป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยานลำนี้ถือเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นชิ้นที่ 2 ที่เดินทางถึงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 18,000 ล้านกิโลเมตร หลังจากที่ยานวอยเอเจอร์ 1 ได้เดินทางไปถึงก่อนหน้าแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2012

ศ. เอ็ดเวิร์ด สโตน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งรับผิดชอบดูแลภารกิจยานวอยเอเจอร์ 2 กล่าวยืนยันว่ายานได้เข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศที่เรียกกันว่า “ตัวกลางระหว่างดวงดาว” (Interstellar medium) ซึ่งเป็นที่ว่างที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ ฝุ่นละออง รวมทั้งอนุภาคและรังสีต่าง ๆ ในภาวะสุญญากาศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา

Voyager 2 launch in 1977 (c) NASA

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศก่อนยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นเวลา 16 วัน แต่วิถีการเคลื่อนที่ของวอยเอเจอร์ 1 ที่เดินทางได้รวดเร็วกว่ากันมาก ส่งผลให้ยานวอยเอเจอร์ 2 ที่เดินทางด้วยความเร็ว 54,000 กม./ชม.ไปถึงจุดสิ้นสุดอิทธิพลลมสุริยะ (Heliopause) ช้ากว่าถึง 6 ปี

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา เครื่องมือตรวจจับกระแสอนุภาคที่ส่งออกมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งอยู่กับยานวอยเอเจอร์ 2 ชี้ว่า ค่าของกระแสอนุภาคดังกล่าวตกลงอย่างมากเป็นครั้งแรก อันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายานได้ข้ามพ้นเขตอิทธิพลลมสุริยะหรือ Heliosphere ซึ่งเป็นขอบเขตที่ดวงอาทิตย์สามารถแผ่สนามแม่เหล็กและกระแสลมสุริยะไปถึงได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจกล่าวได้ว่ายานวอยเอเจอร์ 2 ได้เดินทางออกพ้นขอบเขตของระบบสุริยะแล้ว เนื่องจากยังไปไม่ถึงกลุ่มเมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุอวกาศและดาวหางจำนวนมากที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ ทำให้ในทางเทคนิคแล้วนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยถือว่ากลุ่มเมฆนี้เป็นเส้นขอบเขตที่แท้จริงของระบบสุริยะ

Artist's impression of the Voyager probe in space

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะมีอายุการใช้งานนานมากแล้ว โดยได้ผ่านภารกิจสำรวจดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 1989 แต่ปัจจุบันองค์การนาซาแถลงว่า อุปกรณ์สำรวจต่าง ๆ หลายชิ้นยังคงใช้งานได้ดีอยู่ และยานจะทำหน้าที่สำรวจห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวนี้ต่อไป จนกว่าแหล่งพลังงานพลูโตเนียมที่ผลิตไฟฟ้าขับเคลื่อนยานจะหมดลง

ส่วนยานวอยเอเจอร์ 1 นั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเดินทางไปถึงกลุ่มเมฆออร์ตในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ก่อนจะไปถึงดาวดวงแรกนอกระบบสุริยะในอีก 40,000 ปีนับจากนี้ และจะล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกต่อไปเป็นเวลาหลายพันล้านปี

ที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-46520077

เทคโนโลยี : เรือเฟอร์รีไร้คนขับในฟินแลนด์

rolls-royce-demonstrates-fully-autonomous-passenger-ferry-in-finland

ฟินแลนด์เริ่มใช้เรือเฟอร์รีที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และสามารถจอดเทียบท่าได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรือข้ามฟากดังกล่าว ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในเรือเฟอร์รีลำแรก ๆ ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยใช้ตัวเซ็นเซอร์และกล้องช่วยให้เรือเล่นไปตามทิศทางต่าง ๆ ได้เอง ทั้งยังสามารถตรวจจับและหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่าง ๆ ได้เองอัตโนมัติ

นายออสการ์ เลวานเดอร์ รองประธาน อินโนเวชัน โรลส์รอยซ์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้ ระบุว่า อุบัติเหตุทางเรือส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ และหลายครั้งมีสาเหตุจาก เรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น ความเหนื่อยล้า หรือลูกเรือไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ

ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ได้ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ แต่ในกรณีฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ยังสามารถบังคับเรือได้จากบนฝั่ง โดยศูนย์ปฏิบัติการทางไกลจะช่วยให้กัปตันเข้าควบคุมเรือได้ โดยการเชื่อมต่อทางดาวเทียมหรืออินเทอร์เน็ตไม่ว่าเรือจะอยู่ที่ใดในโลก

โรลส์รอยซ์เชื่อว่า เทคโนโลยีนี้จะทำให้เราได้เห็นเรือเดินสมุทรแบบไร้คนขับเต็มรูปแบบในอนาคต ซึ่งทำงานโดยใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกล ทำให้เรือมีพื้นที่บรรทุกสินค้าเพิ่มและใช้พลังงานน้อยลง

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46494298

แฮกเกอร์ : มนุษย์พยายาม “แฮก” ระบบร่างกายตัวเองด้วยเทคโนโลยี

“ไบโอแฮกเกอร์” คือชื่อเรียกของคนที่พยายาม “แฮก” ระบบร่างกายและสมองตัวเองให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฝังอุปกรณ์เทคโนโลยีเข้าไปในร่างกาย ควบคุมอาหารอย่างสุดโต่ง ไปจนถึงพยายามเปลี่ยนดีเอ็นเอตัวเอง_104617048_img_0626

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลิวิว บาบิตซ์ อยากจะสร้างประสาทสัมผัสของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ลองจับหน้าอกเขาสิ และคุณจะเห็นความพยายามเขา มันสั่นทุกครั้งที่เขามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

หากสัตว์สามารถสัมผัสถึงทิศทางที่พวกมันกำลังจะมุ่งหน้าไปได้ ทำไมมนุษย์เราจะทำบ้างไม่ได้

ลิวิว “รู้สึก” ถึงทิศเหนือได้เพราะเขาฝังเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเรียกว่า “North Sense” ไว้ เป็นชิปเข็มทิศและระบบบลูทูธ ยึดไว้ด้วยแท่งไทเทเนียม

ชายวัย 33 ปีผู้นี้เป็นเจ้าของบริษัท Cyborgnest ซึ่งออกแบบเครื่องมือนี้ เขาบอกว่ามันเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบการนำร่องเต็มรูปแบบในร่างกาย และอยากจะให้ยุคของ “สังคมก้มหน้า″ หมดไป

“คุณเดินไปตามถนนและก็มองมือถือตลอด อยากจะไปที่ไหนสักแห่งแต่ก็ไม่ได้เห็นเลยว่าอะไรเกิดขึ้นในโลกรอบตัวคุณ เพราะหมดเวลาไปกับการจ้องที่หน้าจอระหว่างเดินทาง” ลิวิว กล่าว

“ลองจินตนาการดูสิว่า คุณไม่ต้องใช้มันอีกต่อไป คุณสามารถหาทิศทางได้เหมือนนก และคุณก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองอยู่ที่ไหน คนตาบอดก็สามารถรู้ทิศทางได้”

ชีวภาพที่ลื่นไหล

สิ่งประดิษฐ์ของลิวิวแปลก แต่ดูธรรมดาไปเลยหากเทียบกับของ ริช ลี ช่างทำชั้นและตู้วางของวัย 40 ปี จากเมืองเซนต์จอร์จในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ เขาเป็นไบโอแฮกเกอร์ที่พยายามดัดแปลงร่างกายตัวเองอย่างสุดขีด

ในนิ้วมือเขามีแม่เหล็กและชิปเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้ ซึ่งถูกตั้งโปรแกรมให้เชื่อมต่อกับเว็บไซต์และสามารถเปิดประตูรถได้ และอื่น ๆ อีก

ที่แขนริชมีชิปที่คอยวัดอุณหภูมิร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ และเขาก็ฝังหูฟังไว้ที่หูตัวเองด้วย

นอกจากนี้ เขาก็ยังได้ลองกระบวนการแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมที่เรียกกันว่า “Crispr” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังต้องทดลองเรื่องข้อจำกัดและอันตรายของเทคนิคนี้อยู่ แต่ริชทดลองทำเองที่บ้าน และเขาก็ยอมรับว่าอาจถึงตายได้หากพลาด

“เรามีความรู้ด้านการดัดแปลงพันธุกรรมและผมสนับสนุนความคิดที่ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงพันธุกรรมคุณได้เหมือนการไปสัก” ริช กล่าว “ผมอยากจะเห็นสังคมที่มีความลื่นไหลทางชีวภาพโดยคนสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้”

อย่างไรก็ตาม การพยายามทดลองเองที่บ้านก็อันตรายมาก ที่แข้งของริชมีรอยแผลจากความพยายามที่จะฝังอุปกรณ์ที่แข้งแต่ก็บวมมากจนต้องถอดออก โดยเขาใช้คีมทำเองและไม่ใช้ยาแก้ปวดใด ๆ

ลูค โรเบิร์ต เมสัน ผู้อำนวยการองค์กร Virtual Futures บอกว่ามีความตื่นตัวเกี่ยวกับการ “แฮก” ระบบชีวภาพมนุษย์มาก แต่ยังอีกนานกว่าจะสามารถดัดแปลงร่างกายมนุษย์ในแบบที่คนเหล่านี้พยายามจะเชื้อชวน

“สิ่งที่เราเห็นทุกวันนี้คือก้าวแรก ๆ โดยผู้บุกเบิกที่กล้าลอง ความจริงก็คือมันยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกและยังทำให้เกิดความเจ็บปวดมากกว่าที่คนทั่วไปจะรับรู้”

ลูคบอกว่า มีอะไรให้เรียนรู้มากจากการทดลองด้วยตัวเองของคนเหล่านี้ และบางคนก็บอกว่าไบโอแฮกเกอร์เหล่านี้จะกลายมีส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการพัฒนาอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ และเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่พยายามทดลองด้วยวิธีการที่อาจจะไม่สุดโต่งเท่า

คอรินา อิงแกรม-โนเออร์ เป็นนักจัดการชาวอเมริกันวัย 33 ปีที่อาศัยอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน เธอใช้เทคโนโลยีและการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดเพื่อทำให้ร่างกายมีสภาพสมบูรณ์เสมอ

เธอใช้ Power Plate หรือเครื่องสำหรับยืนทรงตัวที่สั่น 30-50 ครั้งต่อวินาทีที่จะช่วยให้เธอออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระหว่างนั้นเธอจะฉายแสงอินฟราเรดลงที่ผิวตัวเองเพื่อสร้างคอลลาเจนให้ผิว

นอกจากนี้ คอรินายังออกไปเดินตามท้องถนนที่หนาวเหน็บโดยไม่ใส่กางเกงขายาวด้วย โดยเธอบอกว่าเป็นการบำบัดด้วยความเย็นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร

เธอเริ่มศึกษาเรื่องการดัดแปลงทางชีวภาพหลังพักฟื้นจากอุบัติเหตุกระทบกระเทือนร้ายแรงที่ทำให้เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากแม้แต่การจะกลับมาพูดอีกครั้ง เธอเริ่มใช้น้ำมันที่ทำมาจากกรดไขมันความยาวสายปานกลาง หรือ medium chain triglycerides (MCT) ที่เธอบอกว่าทำให้หัวสมองโล่ง และจากนั้นก็เริ่มลองอย่างอื่นเป็นต้นมา

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-46470628

นาซาสร้างฝูงผึ้งหุ่นยนต์ใช้บินสำรวจดาวอังคาร

นาซาหวังว่าฝูงหุ่นยนต์ผึ้งจะช่วยในการตรวจหาร่องรอยของก๊าซมีเทนในบรรยากาศดาวอังคาร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่Image copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพนาซาหวังว่าฝูงหุ่นยนต์ผึ้งจะช่วยในการตรวจหาร่องรอยของก๊าซมีเทนในบรรยากาศดาวอังคาร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา ประกาศแผนเดินหน้าพัฒนาฝูงหุ่นยนต์ผึ้ง “มาร์สบีส์” (Marsbees) เพื่อใช้บินสำรวจดาวอังคารในอนาคต

ฝูงหุ่นยนต์ผึ้งนี้จะถูกนำมาใช้งานแทนที่หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจภาคพื้นดิน เช่นหุ่นยนต์คิวริออซิตี (Curiosity) ที่นาซาใช้งานอยู่บนดาวอังคารในปัจจุบัน เนื่องจากหุ่นยนต์รุ่นเดิมเคลื่อนที่ได้ช้า มีขนาดใหญ่เทอะทะ ทั้งมีราคาแพงในการผลิตและบำรุงรักษา

ฝูงผึ้ง “มาร์สบีส์” จะเป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กหรือไมโครบ็อตที่บินเคลื่อนที่ได้คล่องตัว มีการติดตั้งเซนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเก็บและส่งข้อมูลการสำรวจ โดยจะสามารถทำแผนที่ภูมิประเทศและเก็บตัวอย่างอากาศบนดาวอังคารได้อย่างรวดเร็ว ทั้งบินสำรวจพื้นที่ได้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าในเวลาที่จำกัด

นาซาแถลงว่า ต้นแบบของหุ่นยนต์ผึ้งรุ่นนี้น่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับผึ้งบัมเบิลบี (Bumblebee) ซึ่งเป็นผึ้งตัวใหญ่ที่มีความยาวตั้งแต่ 1-4 เซนติเมตรแล้วแต่สายพันธุ์ นอกจากนี้ หุ่นยนต์ผึ้งของนาซาจะมีปีกบินขนาดใหญ่เท่ากับจักจั่น ซึ่งหมายความว่าอาจมีปีกยาวได้ราว 3-6 เซนติเมตร

หุ่นยนต์สำรวจรุ่นใหม่ยังเลียนแบบการกระพือปีกขึ้นลงอย่างรวดเร็วของผึ้งอีกด้วย โดยแรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารที่มีอยู่เพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับบนโลก ทำให้การเคลื่อนที่ทางอากาศแบบนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ดาวอังคารจะมีบรรยากาศอยู่เบาบางก็ตาม

การกระพือปีกบินแบบผึ้งยังเป็นเทคนิคที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ดีอีกด้วย โดยฝูงผึ้ง “มาร์สบีส์” จะต้องบินกลับฐานเพื่อชาร์จไฟเป็นระยะ

หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ Curiosity เก็บข้อมูลบริเวณแอ่งหลุมใหญ่ Gale ซึ่งอาจเคยเป็นทะเลสาบบนดาวอังคารImage copyrightNASA/REUTERS
คำบรรยายภาพหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ Curiosity เก็บข้อมูลบริเวณแอ่งหลุมใหญ่ Gale ซึ่งอาจเคยเป็นทะเลสาบบนดาวอังคาร

นาซาหวังว่าฝูงหุ่นยนต์ผึ้งจะช่วยในการตรวจหาร่องรอยของก๊าซมีเทนในบรรยากาศดาวอังคาร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากก๊าซมีเทนนั้นเกิดจากของเสียของสิ่งมีชีวิตหรือสารชีวภาพเป็นส่วนใหญ่

ขณะนี้โครงการพัฒนาฝูงหุ่นยนต์ผึ้งของนาซายังอยู่ในขั้นต้น โดยทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยแอละแบมาในสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์นี้ ในขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างของหุ่นยนต์และทำการทดสอบต้นแบบต่อไป

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-43640956

ชมกันชัดๆ! “S1” รถไฟลอยตัวพลังแม่เหล็กความเร็วสูงในปักกิ่ง เตรียมให้บริการปลายปีนี้ (ชมภาพ)

กลุ่มสื่อจีนรายงาน (14 ส.ค.) เมื่อไม่นานมานี้ นครปักกิ่งได้เริ่มต้นทำการทดสอบรถไฟลอยตัวพลังแม่เหล็กความเร็วสูง หรือ แม็กเลฟ “เอส 1” (S1) ก่อนจะทำการทดลองวิ่งอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ นับเป็นรถไฟแม็กเลฟขบวนที่สองที่ผลิตในประเทศจีน

รายงานระบุว่า แม็กเลฟ “เอส 1” ติดตั้งระบบพลังแม่เหล็กไฟฟ้ายกตัวรถลอยขึ้นเหนือรางราว 1 เซนติเมตร ในการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นระยะ 10 กิโลเมตร และหยุดตามสถานีรถไฟจำนวน 8 แห่งตลอดการเดินทาง โดยจะไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 1 ของนครปักกิ่ง

ทั้งนี้ จีนได้ใช้ระบบรถไฟแม่เหล็กความเร็วสูงอยู่แล้ว ในเส้นทางระยะ 30 กิโลเมตร จากย่านธุรกิจ นครเซี่ยงไฮ้ ไปยังท่าอากาศยานผู่ตง ด้วยความเร็ว 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตั้งแต่ปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินรถไฟแม่เหล็กจากสถานีรถไฟทิศใต้แห่งกรุงฉังซาไปยังสนามบินฉังซา ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ข้อมูลวิกิพีเดีย ระบุว่า รถไฟพลังแม่เหล็กความเร็วสูง หรือแม็กเลฟ คือระบบการขนส่งรูปแบบหนึ่งที่ใช้แรงยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า ให้ตัวยานพาหนะลอยขึ้นเหนือรางวิ่งแทนการใช้ล้อเพื่อลดความเสียดทาน พลังแม่เหล็กจะยกยานพาหนะลอยขึ้นเหนือรางเพียงเล็กน้อยพร้อมกับสร้างแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และเงียบกว่าระบบขนส่งแบบล้อ ความเร็วของรถไฟพลังแม่เหล็กที่ถือว่าเป็นสถิติโลกขณะนี้ คือรถไฟญี่ปุ่น ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทำลายสถิติโลกที่รถไฟ เตเฌเว หรือ TGV ของฝรั่งเศสแบบใช้ล้อลงด้วยความเร็วที่มากกว่ากันอยู่ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)
(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)
(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

(ภาพเช่อเจี๋ยจงกั๋ว สื่อจีน)

ที่มา: https://mgronline.com/china/detail/9600000081929