คลังเก็บหมวดหมู่: นาย เขตต์ตะวัน มีศิริ

สิ่งมีชีวิต “วิวัฒนาการถอยหลัง” ได้จริงหรือ?

ฝูงเพนกวินจักรพรรดิบนเกาะสโนว์ฮิลล์ ในมหาสมุทรแอนตาร์กติกImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฝูงเพนกวินจักรพรรดิบนเกาะสโนว์ฮิลล์ ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ปรากฏการณ์ที่พืชหรือสัตว์บางชนิดจะค่อย ๆ สูญเสียลักษณะที่ซับซ้อนในร่างกาย ทั้งที่ลักษณะดังกล่าวเป็นผลจากวิวัฒนาการที่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีกว่าจะได้มานั้น หลายคนอาจสงสัยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่า “วิวัฒนาการถดถอย” (Devolution) นี้คืออะไรกันแน่

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า นกกีวีซึ่งเป็นนกที่บินไม่ได้และเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่พบในนิวซีแลนด์เท่านั้น อาจกำลังเริ่มมีวิวัฒนาการถดถอย จากนกสายตาดีกลายเป็นนกตาบอดสนิท โดยนกกีวีบางกลุ่มมีประชากรจำนวนมากที่สูญเสียการมองเห็นหลังออกหากินและใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนเป็นหลัก ซึ่งในสภาพที่มืดสนิทเช่นนั้น สายตาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน การรับสัมผัสและดมกลิ่นที่บริเวณจะงอยปากยาวของมัน กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

มีผู้ตั้งคำถามในเรื่องวิวัฒนาการถดถอยทางเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ Metafact.io ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางชีววิทยาหลายรายมาให้คำตอบ ในจำนวนนี้รวมถึงโดนัลด์ แม็กไนต์ นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ของออสเตรเลียด้วย

นายแม็กไนต์อธิบายว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่เขาไม่อยากให้เรียกมันว่า วิวัฒนาการถดถอย เพราะคำนี้สื่อความหมายไปในทางที่ผิด โดยชี้เป็นนัยว่า วิวัฒนาการนั้นต้องมีทิศทางที่แน่นอน และมุ่งไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ดีกว่าหรือก้าวหน้ากว่าเดิมอย่างตายตัว ทั้งที่ความจริงในธรรมชาติมิได้เป็นเช่นนั้น

เพนกวินว่ายน้ำImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ“จากบรรพบุรุษนกที่รูปร่างเพรียวลมและมีปีกบินได้ กลายมาเป็นนกอ้วนที่อยู่ติดพื้น ดำน้ำหาปลาและบินไม่ได้อีกต่อไป”

“วิวัฒนาการถดถอย แท้ที่จริงก็คือวิวัฒนาการตามปกติ ซึ่งการคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ในปัจจุบัน” นายแม็กไนต์กล่าว

“อย่างเช่นเพนกวินซึ่งดูเหมือนมีวิวัฒนาการถดถอย จากบรรพบุรุษนกที่รูปร่างเพรียวลมและมีปีกบินได้ กลายมาเป็นนกอ้วนที่อยู่ติดพื้น ดำน้ำหาปลาและบินไม่ได้อีกต่อไป แต่นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพนกวินในทุกวันนี้ โดยเป็นลักษณะที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงเผ่าพันธุ์และมีโอกาสขยายพันธุ์ได้มากที่สุดวิวัฒนาการที่นำไปสู่การมีปีกบินได้ จึงไม่ใช่เป้าหมายของสัตว์จำพวกนกเสมอไป”

ฟองน้ำเป็นสัตว์มีอายุเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลกImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฟองน้ำเป็นสัตว์มีอายุเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ด้านแคธริน ฮอลล์ นักชีววิทยาประจำศูนย์วิทยาศาสตร์และพิพิธภัณฑ์รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า ได้พบวิวัฒนาการถดถอยในฟองน้ำทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งสูญเสีย “ขวาก” (Spicule) อันเป็นโครงร่างค้ำจุนที่ซับซ้อนด้านในไป ทั้งที่เป็นอวัยวะส่วนที่มีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่งต่อฟองน้ำทะเลส่วนใหญ่

“ขวากเป็นอวัยวะที่เกิดจากวิวัฒนาการนับหลายล้านปี แต่เมื่อมันหายไปก็ไม่ได้ทำให้ฟองน้ำชนิดนี้มีอันต้องเดือดร้อนหรือสูญพันธุ์ ตรงกันข้าม พวกมันกลับไปเจริญเติบโตได้ดีตามแนวซอกหินเล็ก ๆ ที่พื้นทะเล โดยสามารถปรับรูปร่างให้เติมเต็มซอกหินได้ดีขึ้น ทำให้พื้นทะเลแน่นขึ้น และมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มาอาศัยร่วมด้วย สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นการก้าวถอยหลังของเผ่าพันธุ์ก็คงจะไม่ถูกต้อง”

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/international-47039943

กล้องโทรทรรศน์ EHT ใกล้เผยภาพถ่ายหลุมดำภาพแรกแล้ว

ภาพจำลองหลุมดำแบบที่มีจานพอกพูนมวลล้อมรอบ แรงโน้มถ่วงมหาศาลบิดงอลำแสงที่สะท้อนจากจานดังกล่าวให้เป็นรูปโค้งทั้งด้านบนและด้านล่างImage copyrightNASA/GSFC/J. SCHNITTMAN
คำบรรยายภาพภาพจำลองหลุมดำแบบที่มีจานพอกพูนมวลล้อมรอบ แรงโน้มถ่วงมหาศาลบิดงอลำแสงที่สะท้อนจากจานดังกล่าวให้เป็นรูปโค้งทั้งด้านบนและด้านล่าง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon Telescope – EHT) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายแห่งทั่วโลก กำลังเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาล่าสุด ซึ่งคาดว่าจะทำให้ได้ภาพถ่ายขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมวลยิ่งยวด ซาจิตทาเรียส เอ (Sagittarius A*) อันจะเป็นหลักฐานเชิงรูปธรรมชิ้นแรกที่ยืนยันถึงการมีอยู่จริงของหลุมดำในจักรวาล

เมื่อสองปีที่แล้วนักดาราศาสตร์ได้เริ่มใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุบนโลกหลายตัว ร่วมกันจับภาพบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยเทคนิคนี้จะให้ผลเสมือนกับใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เกือบเท่ากับโลก หรือกล้องโทรทรรศน์ที่มีความกว้างราว 13,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถจะจับภาพของหลุมดำใจกลางดาราจักรของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงตำแหน่งขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon)ซึ่งอาจเป็นจุดเดียวของหลุมดำที่เราสามารถสังเกตเห็นได้

ตามปกติแล้วเราไม่อาจจะมองเห็นหรือตรวจจับตำแหน่งของหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่ง ไม่ได้ดูดกลืนดวงดาวต่าง ๆ อยู่ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงมหาศาลทำให้แม้แต่แสงก็ไม่อาจหลุดลอดออกมาได้ แต่หากมีการดูดกลืนมวลสารของดาวอื่นเกิดขึ้น จะปรากฎจานพอกพูนมวล (Accretion disk) โดยรอบระนาบหมุนของขอบฟ้าเหตุการณ์ให้สังเกตเห็นหรือตรวจจับการแผ่รังสีได้

เมื่อปี 1978 ฌอง-ปิแยร์ ลูมิเนต์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้สร้างแบบจำลองหลุมดำที่สังเกตการณ์ได้ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีลักษณะเป็นหลุมดำที่มีจานพอกพูนมวลล้อมรอบ แต่จานดังกล่าวแทนที่จะมีรูปร่างแบน กลับปรากฎเป็นเส้นโค้งงอซึ่งเผยให้เห็น “ด้านหลัง” ของจานพอกพูนมวล ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด้านระหว่างผู้สังเกตการณ์กับหลุมดำได้ เพราะแรงโน้มถ่วงมหาศาลบิดงอลำแสงจนเกิดภาพทุติยภูมิดังกล่าวขึ้น

ภาพจำลองหลุมดำในบางกรณีแตกต่างออกไป เช่นคู่หลุมดำที่ใกล้จะรวมตัวเข้าด้วยกันนี้ไม่มีจานพอกพูนมวล เพราะไม่ได้กำลังดูดกลืนดาวดวงใดอยู่Image copyrightLIGO
คำบรรยายภาพภาพจำลองหลุมดำในบางกรณีแตกต่างออกไป เช่นคู่หลุมดำที่ใกล้จะรวมตัวเข้าด้วยกันนี้ไม่มีจานพอกพูนมวล เพราะไม่ได้กำลังดูดกลืนดาวดวงใดอยู่

ต่อมาได้มีการสร้างภาพจำลองหลุมดำการ์แกนทัวที่หลายคนรู้จักกันดีจากภาพยนตร์เรื่องอินเตอร์สเตลลาร์ โดยส่วนหนึ่งสร้างจากพื้นฐานแนวคิดของลูมิเนต์ แต่ได้ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยหลังจากหารือกับคิป ธอร์น นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์คนดังของสถาบันแคลเทค (Caltech) รวมทั้งมีการปรับให้สวยงามชัดเจนขึ้นตามวัตถุประสงค์ด้านการถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วย

แม้แบบจำลองหลุมดำจากภาพยนตร์นี้จะได้รับเสียงชื่นชมว่ามีความสมจริงตามหลักวิทยาศาสตร์มากที่สุด แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากแบบจำลองของลูมิเนต์คือความสว่างของขอบฟ้าเหตุการณ์และจานพอกพูนมวลที่สม่ำเสมอกันทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงมีแนวโน้มว่าความสว่างในส่วนดังกล่าวของหลุมดำจะไม่เท่ากัน

“แรงโน้มถ่วงของหลุมดำ ทำให้ด้านในของจานพอกพูนมวลหมุนเร็วกว่าจนเข้าใกล้ความเร็วแสง ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ดอปเพลอร์ชนิดรุนแรงที่ทำให้มีความสว่างในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน” ลูมิเนต์กล่าว

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47028652

กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ

ภาพจำลองรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งไม่เหมือนกับจานแบนเรียบเสียทีเดียว
คำบรรยายภาพภาพจำลองรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งไม่เหมือนกับจานแบนเรียบเสียทีเดียว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แผนที่สามมิติล่าสุดของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมีความแม่นยำมากที่สุดในบรรดาแผนที่ของดาราจักรแห่งนี้ที่เคยจัดทำมา เผยให้เห็นว่ากาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่นั้น ไม่ได้มีรูปทรงเป็นจานแบนเรียบเหมือนขนมแพนเค้กตามที่เคยเข้าใจกัน แต่มีสภาพโค้งงอบิดเบี้ยวที่บริเวณแถบริมขอบ จนดูคล้ายกับตัวอักษรเอส (S) ที่ถูกยืดให้ขยายตัวออก

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยแม็กควอรีของออสเตรเลีย และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (NAOC) ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่สามมิติฉบับดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยชี้ว่าขอบนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือกบิดงอและโค้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงมหาศาลของส่วนจานหมุนด้านในที่ใจกลางดาราจักร

อันที่จริงแล้ว การจะล่วงรู้ถึงรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำแผนที่ฉบับล่าสุดบอกว่า เปรียบเสมือนคนที่อยู่ในเรือดำน้ำลำหนึ่งต้องการจะทราบถึงรูปทรงของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบตนเองอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากพอกับการพยายามวัดระยะทางจากดวงอาทิตย์ออกไปยังขอบนอกของดาราจักรในหลายตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงรูปร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยได้ใช้วิธีวัดระยะทางจากโลกไปยังดาวแปรแสงเซฟีด (Cepheid variable ) กว่า 1,300 ดวงทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแบบจำลองรูปทรงของดาราจักรขึ้น โดยดาวแปรแสงเซฟีดที่สว่างจ้ากว่าดวงอาทิตย์นับแสนเท่านั้นเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) หรือประภาคารของจักรวาล โดยนักดาราศาสตร์ใช้ความสว่างและการกระพริบแสงในความถี่ที่แน่นอนของมันเป็นหลักเทียบวัด เพื่อคำนวณหาระยะทางในห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ

ดาวแปรแสงเซฟีดเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) ของจักรวาล โดยใช้ความสว่างของมันเป็นหลักวัดระยะทางในห้วงอวกาศได้แม่นยำ
คำบรรยายภาพดาวแปรแสงเซฟีดเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) ของจักรวาล โดยใช้ความสว่างของมันเป็นหลักวัดระยะทางในห้วงอวกาศได้แม่นยำ

ส่วนข้อมูลการวัดระยะทางในห้วงอวกาศครั้งนี้มีความแม่นยำถึง 95% ซึ่งสูงกว่าในอดีต เนื่องจากใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศความยาวคลื่นอินฟราเรด WISE ขององค์การนาซา โดยรังสีอินฟราเรดจะช่วยขจัดการบดบังแสงดาวของกลุ่มฝุ่นและก๊าซในห้วงอวกาศลงได้มาก

ดร.ริชาร์ด เดอ กริจส์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “การที่ดาราจักรรูปเกลียวเกิดการบิดเบี้ยวที่ขอบนอกนั้นผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งขอบนอกที่โค้งงอมีกลุ่มก๊าซของอะตอมไฮโดรเจนและมีดาวฤกษ์เกิดใหม่รวมอยู่ด้วย”

“เรื่องนี้แสดงถึงการมีกลไกหรือพลวัตรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกตินี้ขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของสสารมืดก็เป็นได้”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47130618

 

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

ช่วงหลายปีที่ผ่นามานี้ พลังการประมวลผลอันมหาศาลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการใช้งานในห้องแล็ปเท่านั้น

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา IBM ได้เปิดตัว IBM Q System One ซึ่งเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจ และชัดเจนแล้วว่ามันคือก้าวแรกในการทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของขุมพลังการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือนเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าของโลกอนาคต ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในตอนนี้ นั้นเพราะว่ามันสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง

พลังการประมวลผลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ได้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบุกเบิกอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร คำนวณความเสี่ยงในการลงทุน หรือบางทีอาจนำไปใช้ในการหาหนทางรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

โดยคุณ Ginni Rometty ดำรงตำแหน่ง CEO ของ IBM กล่าวเอาไว้บนเวทีในงานเปิดตัว IBM Q System One ว่า “ข้อมูล เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก”

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจไหนที่อยากจะซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานในออฟฟิศก็คงต้องผิดหวัง เพราะถึงแม้ว่าทาง IBM จะเปิดโอกาสให้องค์ธุรกิจสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ก็จริงอยู่ แต่จะเป็นการเข้าใช้พลังการประมวลผลของมันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตคลาวด์ที่มีชื่อว่า IBM Cloud

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบ ไบนารี่ (Binary) เลขฐานสอง ซึ่งแต่ละบิตของข้อมูลจะเก็บเป็นเลข 1 หรือ 0 โดยที่เราสามารถนำเลขฐานสองรายหลายๆ หลักมาเรียงรวมกันเพื่อถอดรหัสเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรได้ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างออกไป และทำให้มันมีพลังการประมวลผลที่มากมายมหาศาล

โดยการเก็บข้อมูลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นอยู่ในรูปแบบของ คิวบิต (Qubit) ซึ่งแต่ละคิวบิตนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ตรงที่สามารถมีสภาวะของความเป็น 1 หรือ 0 ได้ในขณะเดียวกัน ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วว่ามากในเวลาที่เท่ากัน รองรับงานประมวลผลที่ต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยยาชนิดใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างการเข้ารหัสที่ซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถเจาะได้

โดย IBM Q System One ติดตั้งอยู่ในเคสกระจกที่มีความสูง 9 ฟุต กว้าง 9 ฟุต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปิดทึบ อากาศไม่สามารถไหลเข้าไปในระบบได้ โดยหน้าตาของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เท่ล้ำนำสมัยนี้ เป็นความพยายามแรกของ IBM ที่พยายามจะนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และเคสนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Qubit จะสูญเสียความสามารถในการประมวลผล หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ โดยมันต้องทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และต้องปราศจากการสั่นไหว และปราศจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจของ IBM นี่พยายามเอาชนะความท้าทายเพื่อให้สักวันหนึ่ง มันสามารถนำไปติดตั้งในบริษัทของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทำให้ต้องมีการติดตั้งในเคสที่มีการควบคุมสภาพภายในเคสเอาไว้อย่างดี แต่ในตอนนี้เคสยังมีความเปราะบางเกินกว่าที่จะนำไปติดตั้งในสำนักงานใดๆ ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเพื่อที่ IBM จะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้ และในตอนนี้ลูกค้ายังคงต้องใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ไปก่อน

คุณ Arvind Krishna รองประธานอาวุโสฝ่าย Hybrid Cloud และผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย IBM กล่าวว่า “IBM Q System One เป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และระบบใหม่นี้จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกไปจากขอบเขตการใช้งานนอกห้องแลป และเราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานสำหรับธุรกิจ และงานด้านวิทยาศาสตร์”

และภายในปีนี้ IBM จะเปิดศูนย์ IBM Q Quantum Computation Center แห่งแรกเพื่อรองรับลูกค้าองค์กรธุรกิจในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอื่นๆ

และ IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ทุ่มเทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยที่ทาง Google เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับความก้าวหน้าในการอัพเกรดเสถียรภาพ และแก้ไขข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบหน่วยประมวลผล Qubit เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้

ไมโครซอฟท์ก็ทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจ์ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Intel ก็ยังเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์ชิปคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมด้วย

ที่มา: https://news.thaiware.com/15514.html

 

ครั้งแรก ! นาซาเผยภาพ ” อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

ครั้งแรก !  นาซาเผยภาพ " อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

“นาซา″ เผยภาพถ่ายที่ชัดเจนขึ้นของ “อัลติมา ธูลี” วัตถุที่ลอยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ถ่ายได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วานนี้ (3 ม.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลวัตถุที่ไกลจากโลกที่ถูกเรียกชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” Ultima Thule โดยนายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สาร สนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นาซาเผยภาพแรกของ อัลติมา ธูลี วัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ ถ่ายโดยยานนิวฮอไรซันส์ ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ได้สำเร็จ โดย อัลติมาธูลี มีรูปร่างคล้ายพินโบลิ่ง ขนาดประมาณ 32×16 กิโลเมตร ซึ่งหมุนรอบตัวเองตามแกนหมุนสีแดง

อัลติมา ธูลี คืออะไร?

อัลติมา ธูลี มีชื่อเป็นทางการว่า 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ.2557 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 6.61 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุรูปร่างได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นวัตถุทรงรี หรืออาจเป็น 2 วัตถุที่โคจรรอบซึ่งกันและกัน

ยานนิวฮอไรซันส์ บินเฉียดเข้าใกล้วัตถุชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” (Ultima Thule) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 12:33 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วัตถุดังกล่าวอยู่จากโลกประมาณ 44 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ นับเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ

 

 

เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 51,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดที่ระยะห่างประ มาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวัตถุให้ได้ความละเอียดสูงทีมนักวิจัยนาซาจะต้องอาศัยระบบการนำทางในอวกาศที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมีโอกาสในการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แถบไคเปอร์กับจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการกำเนิดระบบสุริยะ กล่าวคือ แถบไคเปอร์ คือ บริเวณที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 30 ถึง 50 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (อยู่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป)

บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุขนาดเล็กที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นหินและน้ำแข็งจากสารประกอบมีเทน แอมโมเนีย และน้ำ เป็นซากที่หลงเหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จะสามารถตอบคำถามได้ว่าระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ขณะที่ทวิตเตอร์ของนาซาได้เผยแพร่คลิปและภาพดังกล่าวนี้ไว้ มีผู้สนใจเข้ามาดูจำนวนมาก บางคนก็บอกว่ารุปร่างของ อัลติมา ธูลี คล้ายกับมนุษย์หิมะ

Embedded video

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/276749

 

เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร

kids-with-phones-2-720x720

ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เสี่ยงมีไอคิวต่ำ ประสิทธิภาพในการคิดอย่างมีเหตุผลและความทรงจำลดลง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนว่าระยะเวลาที่เด็กใช้อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เป็นการเสพติดหรือไม่ และจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตอย่างไร

การศึกษานี้ทำโดยให้ทีมนักวิจัยเฝ้าศึกษาเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งผลการเอ็กซเรย์สมองของเด็ก 4,500 คน พบหลักฐานในเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ ที่บางตัวลงก่อนถึงวัยอันควร

เปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ตามปกติสมองส่วนนี้จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราแก่ชราลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองเริ่มถดถอยลง

การศึกษายังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง ยังทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ระยะเวลาการอยู่หน้าจอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เปลือกสมองบางลงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ… แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนาน ๆ”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46709708

‘หูไซบอร์ก’ ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนชีวิตคนหลายแสนคน แต่ยังช่วยเปลี่ยนวิธีการได้ยินของคนด้วย

_104608447_ci1

ลองค้นอินเทอร์เน็ตดู คุณก็จะพบกับคลิปวิดีโอหลากหลายรูปแบบที่แสดงให้เห็นคนหูนวกร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อใช้เครื่องช่วยฟังเป็นครั้งแรก

ระบบ “การฟังแบบไฮบริด” (hybrid hearing) ซึ่งผสมผสานระหว่างอวัยวะมนุษย์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการฟัง ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายแสนคนทั่วโลก

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้อุปกรณ์ช่วยฟังกลายเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป ราคาถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นผลดีต่อการพูดของผู้ใช้งาน และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ “เสียงใหม่” ที่ได้ยินก็ไม่ใช่เสียงที่คนจำนวนมากคาดหวังไว้เสมอไป เพราะเสียงนี้เกิดจากการทำงานของระบบหุ่นยนต์

ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นครั้งแรก

ทอม ทลาลิม เป็นศิลปินด้านเสียงที่ได้รับเชิญมาจัดแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑ์ V&A ในกรุงลอนดอน และเขาสนใจวิธีการที่เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนวิธีการที่คนสัมผัสกับโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทลาลิม ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสที่มหาวิทยาลัยวินเชสเตอร์ (University of Winchester) ในสหราชอาณาจักร ทำงานร่วมกับผู้ใช้ประสาทหูเทียม (cochlear implants) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า CI ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แทนการทำงานของหูชั้นใน_104608449_ci2

ผลของการศึกษาได้รับการนำเสนอผ่านนิทรรศการที่ชื่อว่า “Tonotopia” ของเขา ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงลึกสำรวจโลกของผู้ใช้งาน CI

เอ็ดเวิร์ด เร็กซ์ ผู้ใช้ประสาทหูเทียมคนหนึ่ง เล่าให้ทลาลิมฟังถึงตอนที่เขาได้ยินเสียงจิ้งหรีด ในวันหยุดพักผ่อน

“ผมกำลังนั่งอยู่ด้านนอก อ่านหนังสืออยู่บนเปลญวน แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบี๊บ ๆ ๆ บี๊บ ๆ ๆ ดังขึ้นที่อุปกรณ์ช่วยฟัง” เขาเล่า

เขาบอกว่า เขาหันหลังไปดูว่าอะไรทำให้เกิดเสียงขูดขีดนั้นขึ้น

“ผมคิดว่า นั่นเป็นเสียงใหม่ สมองของผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

การค้นพบใหม่

เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ค้นพบสิ่งใหม่ก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง

จากนั้นถึงเข้าใจความสัมพันธ์ของ เสียงบี๊บ และเสียงขูดขีด ที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับราเชล คันนิงแฮม มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หลังจากใช้อุปกรณ์นี้ ตามมาด้วย การได้ยินเสียงดังที่ผสมปนเปกันที่แย่มาก ๆ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากที่ไหน นานถึง 8 สัปดาห์

“มันเป็นเรื่องยากมากที่ฉันเริ่มจากไม่ได้ยินอะไรเลยแล้วมาได้ยินเสียงแปลกประหลาดแบบนี้”

พลังของเทคโนโลยี

มูลนิธิหู (Ear Foundation) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า มีผู้ใช้งานอุปกรณ์ CI ราว 6 แสนคนทั่วโลก

เทคนาวิโอ (Technavio) บริษัทข้อมูลการตลาด คาดว่า ความต้องการอุปกรณ์นี้จะเพิ่มขึ้น เพราะประชากรที่เข้าสู่ช่วงสูงวัย และความพยายามของนานาชาติในการทำให้คนเข้าถึงอุปกรณ์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation–WHO) ระบุว่า ผู้คนทั่วโลกราว 466 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยิน คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2050 และ 1 ใน 10 ของคนกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

_104616243_ci3

อุปกรณ์ CI ต่างจากอุปกรณ์ช่วยฟังที่ช่วยเพียงขยายเสียง จริง ๆ แล้ว มันทำหน้าที่แทนเซลล์เส้นขนขนาดเล็กที่เสียหายในบริเวณหูชั้นใน (cochlea)

เสียงถูกจับด้วยอุปกรณ์ประมวลผลเสียง และนำไปแปลงสัญญาณเป็นดิจิทัล จากนั้นจะถูกส่งไปยังขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในหูชั้นใน

สัญญาณนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทการได้ยิน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังสมอง แต่การรับเสียงด้วยวิธีการนี้ซับซ้อนน้อยกว่าการได้ยินแบบปกติเป็นอย่างมาก

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-46721518

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลุมดำ วัตถุขนาดมหาศาลที่มีพลังการทำลายล้างดูดกลืน ที่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของมันนั้นท้าทายหลักการทางฟิสิกส์ ทำให่สภาพของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าหลุมดำเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของจักรวาลอย่างแท้จริง โดยสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คาดการณ์ถึงการมีอยู่ของปีศาจสีดำนี้ แต่ในเวลานั้น ไอน์สไตน์ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง

และเราไม่อาจกล่าวโทษ ไอน์สไตน์ เพราะการที่จักรวาลจะมีวัตถุลึกลับสีดำขนาดมหาศาล ที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้นั้น มันเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และไม่น่าจะเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้น

แต่เมื่อมาถึงในยุคนี้ เรารู้อย่างชัดเจนว่าหลุมดำมีอยู่จริง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ยังคงมีอะไรให้เราได้ค้นหา และให้ประหลาดใจอีกเยอะ

และคลิปวีดีโอต่อไปนี้ของแชนแนล YouTube ที่มีชื่อว่า morn1415 จะทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “หลุมดำ″

วีดีโอนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นขนาดและมวลอันน่าตื่นตะลึงของมัน มันแสดงให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วเราเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจักรวาล และหลุมดำ

โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ สสารใดๆ สามารถกลายเป็นหลุมดำได้ หากมันถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงมากๆ จนผ่านขอบเขตที่เรียกว่า รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzchild radius)

และถ้าดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นหลุมดำ นั้นหมายความว่ามันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเมืองๆ หนึ่ง และถ้าโลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำ มันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสง

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อเราของคิดถึงหลุมดำที่เรารู้จักอย่างเช่น XTE J1650-500 หลุมดำที่มีขนาดเท่าเมืองแมนฮัตตัน แต่กลับมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 3 เท่า และนี่เป็นเพียงหลุมดำขนาดเล็กสุดที่เรารู้จัก

ลองขยับมาดูหลุมดำขนาดกลางกันบ้าง อย่างเช่น M82 X-1 ที่ถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเท่าดาวอังคาร (ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก) แต่มวลของมันกลับมากเท่าดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง

และเมื่อพูดถึงหลุมดำที่มีขนาดโคตรอภิมหาใหญ่หรือ Supermassive black holes ที่อยู่ตรงใจกลางของห้วงจักรวาล โดยหนึ่งในหลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่นี้ มันมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ถึง 2 หมื่นล้านดวงเลยทีเดียว (20,000,000,000) ใครยังนึกไม่ออกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาด ก็เปิดดูในคลิปวีดีโอนะ

 

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-46672334

ยานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางพ้นขอบเขตลมสุริยะแล้ว

_104720795_voyager

ยานสำรวจอวกาศ “วอยเอเจอร์ 2″ (Voyager 2) ซึ่งออกเดินทางจากโลกเมื่อปี 1977 หรือเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะนี้ได้ออกพ้นจากเขตอิทธิพลลมสุริยะ (Heliosphere) และเคลื่อนเข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สุดขอบเขตของระบบสุริยะต่อไป

ยานลำนี้ถือเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นชิ้นที่ 2 ที่เดินทางถึงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 18,000 ล้านกิโลเมตร หลังจากที่ยานวอยเอเจอร์ 1 ได้เดินทางไปถึงก่อนหน้าแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2012

ศ. เอ็ดเวิร์ด สโตน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งรับผิดชอบดูแลภารกิจยานวอยเอเจอร์ 2 กล่าวยืนยันว่ายานได้เข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศที่เรียกกันว่า “ตัวกลางระหว่างดวงดาว” (Interstellar medium) ซึ่งเป็นที่ว่างที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ ฝุ่นละออง รวมทั้งอนุภาคและรังสีต่าง ๆ ในภาวะสุญญากาศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา

Voyager 2 launch in 1977 (c) NASAImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพยานวอยเอเจอร์ 2 ถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศก่อนยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นเวลา 16 วัน

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศก่อนยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นเวลา 16 วัน แต่วิถีการเคลื่อนที่ของวอยเอเจอร์ 1 ที่เดินทางได้รวดเร็วกว่ากันมาก ส่งผลให้ยานวอยเอเจอร์ 2 ที่เดินทางด้วยความเร็ว 54,000 กม./ชม.ไปถึงจุดสิ้นสุดอิทธิพลลมสุริยะ (Heliopause) ช้ากว่าถึง 6 ปี

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา เครื่องมือตรวจจับกระแสอนุภาคที่ส่งออกมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งอยู่กับยานวอยเอเจอร์ 2 ชี้ว่า ค่าของกระแสอนุภาคดังกล่าวตกลงอย่างมากเป็นครั้งแรก อันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายานได้ข้ามพ้นเขตอิทธิพลลมสุริยะหรือ Heliosphere ซึ่งเป็นขอบเขตที่ดวงอาทิตย์สามารถแผ่สนามแม่เหล็กและกระแสลมสุริยะไปถึงได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจกล่าวได้ว่ายานวอยเอเจอร์ 2 ได้เดินทางออกพ้นขอบเขตของระบบสุริยะแล้ว เนื่องจากยังไปไม่ถึงกลุ่มเมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุอวกาศและดาวหางจำนวนมากที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ ทำให้ในทางเทคนิคแล้วนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยถือว่ากลุ่มเมฆนี้เป็นเส้นขอบเขตที่แท้จริงของระบบสุริยะ

Artist's impression of the Voyager probe in spaceImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพนาซาแถลงว่าอุปกรณ์หลายชิ้นของยานยังคงใช้งานได้ดีอยู่ และจะทำหน้าที่สำรวจห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวต่อไป

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะมีอายุการใช้งานนานมากแล้ว โดยได้ผ่านภารกิจสำรวจดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 1989 แต่ปัจจุบันองค์การนาซาแถลงว่า อุปกรณ์สำรวจต่าง ๆ หลายชิ้นยังคงใช้งานได้ดีอยู่ และยานจะทำหน้าที่สำรวจห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวนี้ต่อไป จนกว่าแหล่งพลังงานพลูโตเนียมที่ผลิตไฟฟ้าขับเคลื่อนยานจะหมดลง

ส่วนยานวอยเอเจอร์ 1 นั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเดินทางไปถึงกลุ่มเมฆออร์ตในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ก่อนจะไปถึงดาวดวงแรกนอกระบบสุริยะในอีก 40,000 ปีนับจากนี้ และจะล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกต่อไปเป็นเวลาหลายพันล้านปี

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46520077