คลังเก็บหมวดหมู่: นาย ธนวรรธน์ ขันธอุดม

6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

_105691232_infarto

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

_105691234_flossing

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

_105717621_gettyimages-499517059

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

_105717619_gettyimages-929420656

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

_105717623_gettyimages-909850922

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

_105691236_trauma

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

_105723442_agettyimages-1082028610

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47372105

พบ “เสือดาวดำ″ ในธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบร้อยปีของแอฟริกา

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพเสือดาวดำตัวที่ถูกพบเห็นและบันทึกภาพไว้ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปี

ช่างภาพสัตว์ป่าชาวอังกฤษสามารถถ่ายภาพเสือดาวดำ (Black leopard) ได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลอยซาบา (Loisaba Wildlife Conservancy) ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปีที่มีผู้พบเห็นและบันทึกภาพเป็นหลักฐานยืนยันว่า เสือชนิดนี้ยังคงมีอยู่ในธรรมชาติของทวีปแอฟริกา

นายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ช่างภาพสัตว์ป่ามืออาชีพ ได้พยายามติดตามถ่ายภาพสัตว์หายากชนิดนี้มานานหลายปี จนในที่สุดได้ทราบข่าวว่ามีผู้พบเห็นเสือดาวดำใกล้ค่ายพักแรมกลางป่าแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปติดตั้งกล้องซ่อนไว้ใกล้บริเวณทางผ่านของเสือ

หลังจากตั้งกล้องดักถ่ายภาพไว้เป็นคืนที่สี่ ช่างภาพผู้นี้ก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวหนึ่งที่กำลังออกหากินเอาไว้ได้ โดยคาดว่าเป็นเสือตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1909 ที่มีผู้ถ่ายภาพเสือชนิดนี้ได้ในผืนป่าของทวีปแอฟริกา

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพคาดว่าเสือดาวดำตัวนี้เป็นตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตื่นเต้นฮือฮา หลังภาพยนตร์ดังแนวซูเปอร์ฮีโรเรื่องแบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) ได้ทำให้เสือดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษเชื้อสายแอฟริกัน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายอ้างว่า อาณาจักร “วากานดา″ ของราชาเสือดำในภาพยนตร์นั้น อยู่ไม่ไกลจากถิ่นที่พบเสือดาวดำในครั้งนี้

อันที่จริงแล้ว คำว่าเสือดำนั้นเป็นชื่อใช้เรียกเสือทุกชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีปริมาณมากกว่าปกติ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Melanism ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบเดียวกับคนและสัตว์ผิวเผือก (Albino) แต่ทำให้ผิวและขนกลายเป็นสีดำสนิท

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพนายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ผู้บันทึกภาพเสือดาวดำตัวนี้ได้ หวังว่าจะสามารถถ่ายภาพของพวกมันได้มากขึ้นในอนาคต

เสือดำที่พบในเอเชียและแอฟริกานั้นเป็นเสือดาว จึงมีการเรียกชื่อของมันว่า “เสือดาวดำ″ ด้วย โดยบริเวณท้องและบางส่วนของร่างกายจะมีสีดำไม่เข้มนัก ทำให้ยังสามารถมองเห็นลายจุดแบบเสือดาวได้ ส่วนเสือดำที่พบในภูมิภาคอเมริกาใต้จะเป็นเสือจากัวร์

เสือดาวดำอาจไม่ได้เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นสีดำทั้งคู่ โดยเสือดาวที่มีผิวและสีขนปกติก็สามารถให้กำเนิดเสือดาวดำได้ หากทั้งพ่อเสือและแม่เสือมียีนกลายพันธุ์แฝงอยู่

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพดวงตาของเสือดำลุกวาวท่ามกลางความมืด
A spotted leopard captured in the wild on cameraImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพเสือดาวที่ผ่านมาเข้ากล้องกับเขาด้วยตัวนี้ อาจเป็นพ่อของเสือดำอายุน้อยก็เป็นได้

ดร. นิโคลัส พิลโฟลด์ หัวหน้านักวิจัยในโครงการอนุรักษ์พันธุ์เสือดาวของเขตไลกีเปียในเคนยา (Laikipia County) ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวในทวีปแอฟริกาที่มีเสือดาวดำอาศัยอยู่ บอกว่าทีมวิจัยของตนก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวเมียอายุน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ได้เช่นกัน ทำให้ประมาณการได้ว่ามีเสือดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวของเคนยาอย่างน้อย 2-3 ตัว

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพภาพที่หาชมได้ยาก

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47237010

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

SharkImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

มีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกตามธรรมชาติ” ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

A shark said to be Deep Blue, one of the largest great whites on record, swims off Hawaii, January 15, 2019Image copyrightREUTERS

ดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า “ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์…และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม”

ดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย

โดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี “ยีนกระโดด”( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47308569

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

Crew Dragon on the padImage copyrightSPACEX
คำบรรยายภาพจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน จะถูกปล่อยขึ้นจากฐานซึ่งเคยใช้ปล่อยยานอะพอลโลมาแล้ว แต่ตอนนี้ตัวฐานได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงขนานใหญ่

องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน

  • นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย
  • กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ
  • กล้องโทรทรรศน์ EHT ใกล้เผยภาพถ่ายหลุมดำภาพแรกแล้วแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น

    ตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง

    สำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว

    Artwork: Crew Dragon approaches ISSImage copyrightNASA
    คำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นตัวแคปซูลดรากอนเข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติทางด้านหน้า

    การทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล “ดรากอน” แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า “ริปลีย์” ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง “เอเลี่ยน” ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์

    หลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง

    SpaceX Dragon
    SpaceX Dragon

    ในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด

    คาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง

  • ที่มา; https://www.bbc.com/thai/international-47425698

แฝดกึ่งเหมือน ‘ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก’

อสุจิสองตัว ปฏิสนธิกับไข่ 1 ใบ
คำบรรยายภาพคาดว่า ไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะแบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด “กึ่งแท้” หรือ “กึ่งเหมือน” คู่ที่ 2 ของโลก

คู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้

ศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่

แพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

กรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)

“การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด” ศ. ฟิสก์ กล่าว

“อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้

เกิดขึ้นได้อย่างไร?

แฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน

แฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน

ส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน

แฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น

ในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

ถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ

นักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด “โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้


ฝาแฝดเกิดจากอะไร?

ทารกแฝดจับมือกัน

แฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ

ส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

การรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก

สมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร


กรณีพิเศษ

แฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007

ศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก

เขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย

“เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ” ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47406195

นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

ภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาของออสเตรีย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสถานีอวกาศแบบใหม่ ซึ่งจะมีการออกแบบให้ฝังตัวลงไปอยู่ใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย เพื่อหลบเลี่ยงรังสีอันตรายจากอวกาศ และเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ธาตุหายากได้โดยสะดวก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวเผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้นลงในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่าโครงการที่ฟังดูคล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์อย่างมากนี้มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต หากมีการสำรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาด รูปร่าง รวมทั้งองค์ประกอบทางธรณีวิทยาเหมาะสมและแข็งแกร่งเพียงพอ

การเลือกใช้ส่วนเนื้อในของดาวเคราะห์น้อยเป็นที่ตั้งสถานีอวกาศนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่นการหมุนของดาวเคราะห์น้อยทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะยึดเหนี่ยวโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสถานีอวกาศไม่ให้หลุดลอยไปได้

โครงสร้างที่เป็นหินแข็งของดาวเคราะห์น้อยยังช่วยป้องกันอันตรายต่าง ๆ จากห้วงอวกาศ อย่างเช่นรังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุหายาก (rare earth elements) ซึ่งมนุษย์จะสามารถขุดเจาะเอาออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วยImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วย

มีการทดสอบความเป็นไปได้นี้กับแบบจำลองดาวเคราะห์น้อยในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมมติให้มีความกว้าง 390 เมตร ยาว 500 เมตร หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1-3 รอบต่อนาที ซึ่งจะทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงราว 38% ของบนโลก

ทีมผู้วิจัยพบว่า แรงหนีศูนย์กลางที่เกิดขึ้นจากการหมุนของดาวเคราะห์น้อยจำลองนั้น เพียงพอที่จะทำให้ตัวสถานีอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีน้ำหนัก จนสามารถจะตั้งอยู่ในปล่องถ้ำที่ขุดลงไปใต้พื้นผิวได้อย่างมั่นคง ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแบบจำลองที่ใช้ทดสอบแล้วเป็นจำนวนมาก

ดร.โทมัส เมนดิล หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ก่อนจะลงมือขุดไปใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเพื่อสร้างสถานีอวกาศนั้น จะต้องมีการสำรวจเบื้องต้นให้แน่ใจก่อนว่า โครงสร้างของมันมีความแข็งแรงเพียงพอ และไม่มีความเสี่ยงจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในภายหลัง

“มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะออกแบบสถานีอวกาศให้เป็นรูปทรงกระบอก โดยใช้วัสดุก่อสร้างเป็นโลหะเช่นอะลูมิเนียม แต่ถ้าพบดาวเคราะห์น้อยที่มีชั้นหินแข็งแกร่งมั่นคงจริง ๆ เราอาจใช้มันเป็นผนังธรรมชาติให้กับสถานีอวกาศไปเลยก็ได้”

“คาดว่ามนุษย์จะสามารถลงมือทำเหมืองขุดเจาะหาแร่ธาตุต่าง ๆ บนดาวเคราะห์น้อยได้ภายในราว 20 ปีข้างหน้านี้ ส่วนการตั้งสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจเป็นจริงได้ในช่วงหลายสิบปีต่อจากนั้น” ดร. เมนดิล กล่าว

 

ที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-47211314

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก “แฮก” ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

An artistic concept of brainjacking

จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด

ผ่าสมอง

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท

การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ

หน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ

สมอง

ความทรงจำพิเศษ

ลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า

ในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้

แฮกความทรงจำ

อย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ “ร้ายแรง” มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน

หากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี

จากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม

A doctor checking a scan in a tabletImage copyrightGETTY IMAGES

ควบคุมอดีต

ดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า “The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past” ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน

นายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้

ในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้

เจาะข้อมูล

การแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม

Artistic concept of brain-computer interfaceImage copyrightGETTY IMAGES

การป้องกันทางไซเบอร์

เป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง

ไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก

ที่มา  https://www.bbc.com/thai/international-47243448

กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น

_105413979_gettyimages-136612640

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น

ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้

_105413987_gettyimages-891931888

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47116819

ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน

 

เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร

ที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า

จากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้

ขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า

เชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47203484

หลุมดำใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดี กำลังเคลื่อนตัวไปรอบใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

หลุมดำImage copyrightGETTY IMAGES

หลุมดำนั้นเป็นวัตถุอวกาศที่ลึกลับ เราไม่อาจจะมองเห็นหรือตรวจจับตำแหน่งของหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่ง ไม่ได้กลืนกินดวงดาวต่าง ๆ อยู่ หรือชนปะทะเข้ากับหลุมดำอื่นจนมีการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมดำที่มีมวลปานกลางระหว่าง 100 – 100,000 เท่าของดวงอาทิตย์นั้น จนบัดนี้นักดาราศาสตร์ก็ยังค้นหาไม่พบ

แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (NAOJ) ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของกลุ่มเมฆโมเลกุลบริเวณใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งชี้ว่าอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีและมีมวลราว 32,000 เท่าของดวงอาทิตย์ กำลังเคลื่อนตัวไปโดยรอบบริเวณดังกล่าวอย่างไร้ทิศทาง เหมือนคนพเนจรร่อนเร่

รายงานการวิจัยที่เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่านักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ ALMA ในประเทศชิลีมาทำการวิเคราะห์ โดยพบว่ากลุ่มเมฆที่หนาแน่นและมีความเร็วสูงบริเวณห่างจากใจกลางดาราจักรของเราไป 20 ปีแสง มีรูปร่างและการเคลื่อนตัวในลักษณะที่โคจรวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น ซึ่งวัตถุดังกล่าวน่าจะมีมวลมหาศาลด้วย

ทีมนักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกวัตถุที่มองไม่เห็นดังกล่าวว่า HCN-0.009-0.004 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าวัตถุนี้คือหลุมดำมวลปานกลางที่แวดวงดาราศาสตร์เฝ้าค้นหามาโดยตลอด

ดร. ชุนยะ ทาเคกาวะ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ NAOJ บอกว่าลักษณะการเคลื่อนที่และการแผ่ขยายตัวของกลุ่มเมฆโมเลกุลที่พบ แตกต่างไปจากเมฆชนิดนี้ตามปกติซึ่งมักจะเกิดจากการชนกันระหว่างกลุ่มเมฆฝุ่นซูเปอร์โนวา

การค้นพบในครั้งนี้นอกจากจะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของหลุมดำมวลปานกลางแล้ว ยังช่วยเผยถึงวิธีการที่สามารถใช้ตรวจหาตำแหน่งหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่ได้อีกด้วย โดยทีมผู้วิจัยแนะให้มองหาการเกิดประจุไฟฟ้าของก๊าซในกลุ่มเมฆที่กำลังหมุนวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น เพราะอาจเป็นร่องรอยที่ชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าวมีหลุมดำอยู่ ซึ่งหลุมดำนี้เพิ่งจะดูดกลืนบางสิ่งลงไปก่อนหน้านั้นและทิ้งประจุไฟฟ้าบางส่วนเอาไว้

ที่มา :https://www.bbc.com/thai/international-47014734′ ]