คลังเก็บหมวดหมู่: video วิทยาศาสตร์

video วิทยาศาสตร์

กองทัพอากาศอเมริกัน อัพเกรดระบบเสียง 3D สำหรับนักบินรบ รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนโจมตี

กองทัพอากาศอเมริกัน อัพเกรดระบบเสียง 3D สำหรับนักบินรบ รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนโจมตี

บรรยากาศในห้องขับเครื่องบินรบนั้นเต็มไปด้วยเสียงดังรบกวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากเครื่องยนต์และเสียงจากระบบช่วยบินต่างๆ ทำให้ความสามารถในการรับรู้มิติและทิศทางเสียงของนักบินลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ได้มองหาข้อเสนอเพื่อการติดตั้งระบบเสียงแบบสามมิติให้กับนักขับเครื่องบินรบแบบ A-10C Thunderbolt II โดยผู้ให้บริการระบบดังกล่าวคือบริษัท Terma North America ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้

โดยข้อเสนอของทางกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาคือ ต้องการระบบที่เพิ่มความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในสนามรบ รวมถึงความสามารถในการรับรู้เมื่อมีการแจ้งเตือนจากการโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์

โดยระบบเสียงแบบ 3D สำหรับผู้ขับเครื่องบินรบของบริษัท Terma (Terma’s 3D-Audio and Radio Separation) ได้ถูกนำไปใช้งานในเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศเดนมาร์กอยู่ก่อนแล้ว โดยให้ความสำคัญกับระบบการเตือนจรวดมิสไซล์

 

ข้อดีหลักๆ ของระบบเสียงรอบทิศทางคือ ช่วงลดภาระของนักบิน เพิ่มความตระหนักรู้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากสนามรบ เพิ่มความเข้าใจในเสียงการสนทนาผ่านวิทยุ แถมยังเพิ่มความปลอดภัยในการบินอีกด้วย

อ้างอิงจากข้อมูลของ Terma บรรยากาศเสียงอื้ออึงในห้องนักบิน ทำให้เป็นการยากที่นักบินจะแยกเสียงรบกวนออกจากเสียงสนทนาผ่านระบบวิทยุ และจากคลิปวีดีโอด้านบน นักขับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเดนมาร์กอธิบายว่า เมื่อเสียงจำนวนมากจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องนักบิน และเสียงจากระบบแจ้งเตือนต่างๆ เกิดดังขึ้นพร้อมๆ กัน มันก็เป็นการยากที่นักบินจะตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยระบบเสียงแบบรอบทิศทางของ Terma เข้ามาแก้ปัญหาโดยการจำลองบรรยากาศจากสภาพเสียงจริง โดยมีการใส่ทิศทางที่มาของแต่ละเสียงให้นักบินแยกแยะได้อย่างชัดเจนผ่านชุดหูฟัง

โดยระบบการให้เสียงที่มีทิศทางของเสียงอย่างชัดเจนผ่านหูฟัง ทำให้สมองของนักบินสามารถลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการประมวลผลข้อมูล และช่วยชีวิตของนักบินให้รอดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้เลย ซึ่งถ้าเป็นระบบหูฟังธรรมดาที่ไม่มีการระบุทิศทางเสียงอย่างชัดเจน สมองของเราต้องเสียเวลาประมวลผลแยกแยะประเภทของเสียง หาตำแห่นงที่มาของเสียง และถึงจะสรุปได้ว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร

และด้วยระบบเสียงรอบทิศทางของ Terma ที่มีการชี้นำทิศทางของเสียงอย่างชัดเจน ทำให้นักบินสามารถระบุระดับความสำคัญของเสียงนั้น รวมถึงระบุตำแหน่งที่มาของเสียงได้ในแทบจะทันที โดยมีการอ้างอิงว่า ระบบเสียงแบบใหม่นี้ ทำให้นักบินรู้ตัวว่าโดนโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์ ได้เร็วกว่าการมองภาพจากหน้าจอในห้องนักบินถึง 1.5 วินาที ซึ่งเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของนักบินได้

โดยนักบินกล่าวว่า “ระบบเสียงของ Terma ทำให้นักบินรับรู้อันตรายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคอยฟังเสียงพูดจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการแสดงสัญญาณแบบ 2 มิติบนหน้าจอ”

โดยที่เครื่องบินรบแบบ A-10 นั้นไม่ได้มีความสามารถในการล่องหนเหมือนอย่างเครื่อง F-22 Raptor หรือเครื่อง F-35 Joint Strike Fighter ทำให้มันมีข้อจำกัดกับการใช้งานในบางภารกิจ ดังนั้นการเพิ่มระบบเสียง 3D เข้าไป ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเครื่องบินรบ A-10 ในสถานการณ์การรบที่ล่อแหลมได้

ที่มา : www.digitaltrends.com

นาซาเฮลั่น ยานอินไซต์บุกลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ!!

นาซาเฮลั่น ยานอินไซต์บุกลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ ส่งภาพมาได้ดั่งใจ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นาซาเฮลั่น – เอพี รายงานว่า เมื่อ 26 พ.ย.  ทีมงานองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซา ที่ห้องปฏิบัติการ JPL เมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ฉลองกันอย่างปลาบปลื้ม หลังควบคุมยานสำรวจอินไซต์ (InSight lander) ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ หลังเดินทางจากโลกไปนาน 6 เดือน ระยะทาง 482 ล้านกิโลเมตร นับเป็นภารกิจสำรวจอวกาศครั้งแรกที่มุ่งจะศึกษาโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์สีแดงโดยเฉพาะ

ยานสำรวจอินไซต์ลงจอดบนที่ราบเอลีเซียม แพลนิเทีย ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรดาวอังคาร ตามแผนที่วางไว้ ทั้งยังถ่ายภาพภูมิประเทศรอบตัว และส่งกลับมายังโลกภายใน 30 นาทีแรกที่แตะพื้นดาวอังคาร ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้

“ไร้ตำหนิ!” นายร็อบ แมนนิง หัวหน้าทีม JPL ประกาศก้อง ก่อนกล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่เราหวังไว้และจินตนาการอยู่ในดวงตาของจิตใจ บางครั้งเรื่องก็เป็นไปอย่างที่เราอยากให้เป็น”

นาซาเฮลั่น

ทีมงานนาซาลุ้นระทึกกับภารกิจนี้มาก เนื่องจากมีความยากลำบากมากมาย ทั้งสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของดาวอังคาร รวมทั้งปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ อีกทั้งบรรยากาศของดาวอังคารที่เบาบางเพียง 1% ของบรรยากาศโลกทำให้เกิดแรงเสียดทานที่จะช่วยชะลอความเร็วของยานได้น้อย ทำให้ภารกิจในอดีตล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

บรูซ แบเนิร์ดต์ หัวหน้าทีมอินไซต์ กล่าวว่า การลงจอดที่ดาวดังคารเป็นงานยากยิ่งสำหรับการสำรวจ มันเป็นงานหิน อันตราย และมีโอกาสอันไม่น่าสบายใจว่าอาจเกิดอะไรผิดพลาดได้

ทั้งนี้ ยานอินไซต์ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่แบบเดียวกับยานฟีนิกซ์ ซึ่งเคยลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จมาแล้ว ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวอังคารมาแล้วในปี 2550 ส่วนครั้งสุดท้ายที่นาซาส่งยานไปลงจอด คือคิวเรียสซิตี โรเวอร์ เมื่อปี 2552

สำหรับภารกิจต่อไปนี้ คือการสำรวจโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์สีแดง ตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวที่ช่วยบ่งบอกถึงสภาพชั้นหินและโครงสร้างทางธรณีวิทยาภายใน และมีหุ่นยนต์ตัวตุ่น คอยวัดอุณหภูมิใต้ดินของดาว โดยจะฝังตัวอยู่ลึกลงไปจากพื้นผิว 5 เมตร เพื่อให้ทราบว่าดาวอังคารยังคงมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในอยู่มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ยานจะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อวัดว่าดาวอังคารเหวี่ยงตัวรอบแกนหมุนของตนเองอย่างไร ซึ่งข้อมูลจากการตรวจสอบและทดลองทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ที่มา :   https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_1879467

พบหลักฐานหนุนมีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยจักรวาล อยู่ไกลกว่าพลูโต

วอชิงตันโพสต์รายงานว่า คณะนักดาราศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ แคลเทค แถลงผลการศึกษาที่ค้นพบหลักฐานใหม่ที่สนับสนุนว่า มีดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยจักรวาล ลักษณะเป็นดาวน้ำแข็งดวงใหญ่โคจรอยู่ที่ขอบจักรวาล เลยจากพลูโต ดาวเคราะห์ที่ถูกลดสถานะลงไปเป็นดาวเคราะห์แคระ เบื้องต้นนี้เรียกว่า ดาวเคราะห์เก้า หรือ แพลเน็ตไนน์ (Planet Nine)

 

 

ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสารดาราศาสตร์ จากการใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งอยู่อย่างน้อยในสองทวีป เพื่อค้นหาดาวที่อยู่ไกลกว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 8 คือเนปจูน ออกไปราว 20 เท่า แต่ไม่ได้สำรวจพบจากกล้องโทรทรรศน์โดยตรง อาศัยการศึกษาที่เริ่มจากดาวเคราะห์แคระเซดนา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพลูโต มีลักษณะถูกแรงโน้มถ่วงจากวัตถุอวกาศขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงดาวเก้า หลักฐานใหม่นี้มาจากการใช้สูตรการคำนวณทางคณิตศาสตร์ และการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์

 

เมื่อประเมินแล้ว ดาวเก้าจะใช้เวลา 10,000-20,000 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ และน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโลก ราว 5-10 เท่า ซึ่งหากตรงตามข้อสันนิษฐานนี้ ดาวจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 รองจากดาวพฤหัสฯ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

 

“แม้ว่าตอนแรกเราจะสงสัยว่ามีดาวดวงนี้อยู่จริงหรือ แต่เมื่อเราเดินหน้าตรวจสอบวงโคจรขของมันว่าจะเป็นอย่างไรในระบบสุริยจักรวาลไกลโพ้น เราเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีดาวอยู่ที่นั่นจริงๆ”คอนสแตนติน เบทีกิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดาราศาสตร์แห่งแคลเทค กล่าว

ยอดนักรูบิกน้อย (มีคลิป)

 

     https://youtu.be/UBOXrhVHyCg

1

ทำหน้ากากบาทขาว

วิธีบิดให้ได้กากบาทสีขาวอาจเริ่มจากการบิดให้เอดจ์ขาวอยู่ล้อมเซ็นเตอร์เหลือง จากนั้นดูว่าคู่สีอีกด้านของเอดจ์ขาวคืออะไร แล้วบิดให้ตรงกับเซ็นเตอร์ของสีนั้นๆ เมื่อได้ตรงแล้วให้บิดลง 2 ครั้งจะพบว่าเอดจ์ขาวชิ้นนั้นประกบเซ็นเตอร์ขาวแล้ว ทำเช่นนี้จนครบทุกเอดจ์จะได้กากบาทขาวในที่สุด

 

คลิกอ่านต่อ

Smart bird หุ่นยนต์นก โชว์การบินเหมือนจริง

https://youtu.be/fZPW3GaeCnY

 คลิปวีดีโอแสดงการทำงานของหุ่นยนต์ นกนางนวล (Smart bird)

     Smart bird หุ่นยนต์นก เป็น robotic bird ผลิตโดยบริษัท Festo จากเยอรมัน บริษัทผลิตหุ่นยนต์อันดับต้นๆของโลก ที่มีผลงานมาโชว์ทุกปีถึงการพัฒนาหุ่นยนต์บินได้ ไม่ว่าจะเป็น ปลากระเบนยักษ์บินได้ แมงกระพรุนบินได้ หรือแม้แต่เพนกวินบินได้ ในคราวนี้บริษัทได้เปิดตัว smart bird หุ่นยนต์นกบินได้ โดยเลียนแบบการบินได้แทบจะเหมือนกับนกจริงๆ น้ำหนักของ Smart bird ประมาณครึ่งกิโลกรัม สามารถกระพือปีกได้ตามมุมองศาเพื่อที่จะรับลมได้มากที่สุด โดยต้นแบบของ smart bird ก็คือ นกนางนวล (herring gull) ที่ร่อนอยู่ในอากาศนั่นเอง

ขั้นเทพ! Transformers เครื่องบินโบอิ้ง 777 แลนดิงที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต 5 วันคนดูทะลุ 2 ล้าน [ชมคลิป]

ขั้นเทพ! Transformers เครื่องบินโบอิ้ง 777 แลนดิงที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต 5 วันคนดูทะลุ 2 ล้าน [ชมคลิป]

        เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ในเว็บไซต์ยูทิวบ์ มีผู้ใช้งานชื่อไมเคิล ชมิดต์ (Michael Schmidt) อัพโหลดวิดีโอความยาว 1.14 นาที พร้อมระบุหัวเรื่องว่า “การแลนดิงที่น่าทึ่งที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต (Spectacular landing at Frankfurt Airport)” พร้อมคำอธิบายว่า นี่เป็นการแลนดิงที่สุดยอดของเครื่องบินโบอิง 777 ก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นหุ่นยนต์ที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการนำภาพจริงประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์ กราฟิกส์ และผสมผสานอารมณ์ขันเข้าไป ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาของโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียง 5 วันก็มีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 2.2 ล้านครั้ง ขณะที่มีผู้ชมที่ใชื้ชื่อว่า จอห์นนี พาโลมิโน ให้ความเห็นว่า คอมพิวเตอร์กราฟิกส์ชิ้นนี้เจ๋งกว่าหนัง ทรานส์ฟอร์เมอร์ของไมเคิล เบย์เสียอีก … จะเจ๋งอย่างว่าไหมต้องไปชม!

 

ตัวละครหุ่นยนต์ในเรื่อง transformer

     ออปติมัส ไพร์ม (Optimus prime) ผู้นำของออโตบอต ได้รับชัยชนะจากการทำศึกกับดีเซปติคอนส์ทั้งสามภาค แต่หลังเหตุการณ์ในภาคสาม เหล่าออโตบอตได้ถูกไม่ไว้วางใจจากผู้คน และองค์กรเนสต์ (NEST)ที่เคยสนับสนุนออโตบอตก็ล่มสลายตามแบบ เซกเตอร์ เซเว่น (Sector 7) ไป และเขาได้ถูกทหารในองค์กรใหม่ที่มีแผนที่คิดจะล้มล้างเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สให้หมดสิ้นไปนาม KSI

คลิกอ่านต่อ

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

Isidor I.Rabi (PHOTO CREDIT: Library of Columbia University)

        Isidor Isaac Rabi เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีอะไรๆ หลายอย่างเหมือน Ernest Rutherford เช่น Rutherford เป็นนักฟิสิกส์ที่รับรางวัลโนเบลเคมีปี 1908 ส่วน Rabi เป็นนักเคมีที่รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1944 ทั้งสองทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนิสิตมากมายหลายคน อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลและองค์การหลายองค์การ

Rabi เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1898 ที่หมู่บ้าน Rymanow ในแคว้น Galicia ของโปแลนด์ ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรียกับฮังการี ครอบครัวนี้มีบิดาชื่อ David มารดาชื่อ Sheindl Rabi มีน้องสาว 1 คน บรรพบุรุษของวงศ์ตระกูลนี้มีเชื้อชาติยิว ดังนั้น Rabi จึงสามารถพูดภาษา Yiddish ได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เด็ก

เพราะสภาพการทำงานในโปแลนด์ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นบิดาของ Rabi จึงเดินทางไปหาเงินที่อเมริกา แล้วส่งเงินกลับบ้านทุก 2 เดือน จนกระทั่ง Rabi อายุ 3 ขวบ มารดาจึงขนลูกๆ ไปอเมริกา เพื่อให้ Rabiได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Lower East Side และเมื่อครูถามว่า ลูกชายชื่ออะไร มารดาได้ตอบว่า Izzy ซึ่งเป็นชื่อเล่นของชื่อจริงว่า Israel แต่ครูได้ยินเป็น Isidor ดังนั้นชื่อต้นของ Rabi จึงเป็น Isidor ตั้งแต่นั้นมา

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

Ernest Rutherford (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

Rabi เรียนหนังสือได้ค่อนข้างดี แต่ไม่เด่น เมื่ออายุ 9 ขวบ ครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่ Brownsville ใน Brooklyn ซึ่งมีห้องสมุดวิทยาศาสตร์ที่ดีมาก หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการส่งโทรเลข Rabi รู้สึกสนใจและชอบมาก จึงหาซื้ออุปกรณ์โทรเลขมาติดตั้งที่บ้าน และเริ่มชีวิตการเป็นนักฟิสิกส์น้อย 

       Rabi เรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Manual Training High School และจบการศึกษาในปี 1916 ด้วยความสามารถของตนเอง เพราะครูที่นั่นมิได้ทุ่มเทด้านการสอน จากนั้นได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Cornell ในคณะวิศวกรรมไฟฟ้า แต่หลังจากที่เรียนไปได้ไม่นานก็รู้สึกเบื่อมาก จึงขอเปลี่ยนไปเรียนเคมีแทน เพราะรู้สึกว่าชอบวิเคราะห์และแยกสารประกอบมากกว่า

Rabi สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่ออายุ 21 ปี และเริ่มหางานทำ แต่ไม่ได้งาน เพราะถูกตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นยิว ดังนั้น จึงหวนกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Cornell อีก เพื่อทำปริญญาเอกด้านเคมีแต่พบว่าไม่ชอบเคมี กลับชอบฟิสิกส์มากกว่า จึงย้ายไปทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Columbia ในปี 1923 และพบรักกับ Helen Newmark จึงแต่งงานกัน เมื่อมีครอบครัว เพราะต้องเรียนหนังสือ Rabi จึงหางานพิเศษเป็นอาจารย์สอนที่ City College สัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง และได้เงินประมาณ 800 เหรียญ/ปี

วันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1926 นับเป็นวันสำคัญมากวันหนึ่งในชีวิตของ Rabi เพราะในวันนั้นเขาได้ส่งวิทยานิพนธ์เรื่อง สมบัติแม่เหล็กของผลึกบางชนิด และได้เข้าพิธีสมรสในวันต่อมา ครอบครัวมีลูกสาว 2 คน และหลาน 4 คน

ปี 1926 ถือเป็นปีทองของนักฟิสิกส์ที่กำลังทำปริญญาเอก เพราะในปีนั้นโลกเพิ่งรู้จักวิชากลศาสตร์ควอนตัม ดังนั้นโจทย์วิจัยที่มีให้นิสิตทำจึงมีมากมาย Rabi ได้อ่านงานวิจัยเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมทุกชิ้นที่เพื่อนๆ จากยุโรปส่งมา และได้ประยุกต์เทคนิคใหม่นี้ ในโจทย์ฟิสิกส์เก่าๆ เช่น ปัญหาลูกข่างควอนตัม โดยใช้เทคนิคของกลศาสตร์ควอนตัมคำนวณหาพลังงาน และฟังก์ชั่นคลื่นของลูกข่าง เป็นต้น 

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

Erwin Schroedinger (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

       เมื่อได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย Columbia Rabi ได้ใช้เงินทุนนั้นในการเดินทางไปทำวิจัยในยุโรป เช่น ในปี 1927 Rabi ได้ไปทำงานกับ Erwin Schroedinger ที่ Zurich ในสวิสเซอร์แลนด์และ Arnold Sommerfeld ที่ Munich กับ Niels Bohr ที่ Copenhagen และกับ Wolfgang Pauli ที่ Hamburg รวมถึงได้พบปะกับ Otto Stern ผู้พบสมบัติ spin ของอนุภาคมูลฐาน โดยใช้เทคนิคการผ่านลำโมเลกุล(molecular beam) เข้าไปในสนามแม่เหล็กที่ไม่สม่ำเสมอ
จากที่ Hamburg Rabi ได้เดินทางไปที่ Leipzig เพื่อทำงานร่วมกับ Werner Heisenberg
ในปี 1929 เมื่อ Rabi ทราบข่าวว่า มหาวิทยาลัย Columbia จะเสนอตำแหน่งอาจารย์ในภาควิชาฟิสิกส์ให้ ด้วยเงินเดือน 3,000 เหรียญต่อปี Rabi รู้สึกภูมิใจมากที่เป็นคนยิวคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย Columbia

ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์กรางวัลโนเบลหลายคนทำให้ Rabi เข้าใจวิชากลศาสตร์ควอนตัมดีมาก และรู้ชัดว่าต้องเป็นนักฟิสิกส์ทดลอง ไม่ใช่นักฟิสิกส์ทฤษฎี ในปี 1929 ที่ Rabi เดินทางกลับถึงอเมริกานั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นการกำเนิดของฟิสิกส์ควอนตัมในอเมริกา และนักฟิสิกส์อเมริกันก็ได้เริ่มเปลี่ยนสถานภาพจากบุคคลระดับสองไปเป็นบุคคลระดับหนึ่ง ตัว Rabi เองก็ได้ก้าวกระโดดจากตำแหน่ง ผศ.ในปี 1930 เป็น ศ. ในปี 1937

ที่มหาวิทยาลัย Columbia ในช่วงเวลาที่ Rabi เริ่มทำงานเป็นยุคเศรษฐกิจกำลังตกต่ำ การหาซื้ออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และทุนวิจัยก็ไม่มี Rabi ได้ตัดสินใจใช้เทคนิคลำโมเลกุล (molecular beam) ศึกษาโมเมนต์แม่เหล็กของนิวเคลียสต่างๆ โดยเฉพาะโปรตอน และ deuteron และพบว่า นิวเคลียสของ deuteron (1H2) มีลักษณะไม่กลมแต่เป็นรูปไข่ จึงมี electric quadrupole moment = 0.855±0.006 magnetons ส่วน magnetic moment ของโปรตอน =2.785±0.02 magnetons ไม่ใช่ 1 ดังที่ทฤษฎีทำนาย

ในปี 1931 Rabi ได้ร่วมมือกับ Gregory Breit และ C.J.Gorter ในการนำสนามแม่เหล็กที่แปรเปลี่ยน (คือ มีความถี่) มากระทำต่อนิวเคลียสร่วมกับสนามแม่เหล็กที่สม่ำเสมอ โดยสนามที่แปรเปลี่ยนกระทำในทิศตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ นี่คือเทคนิคของ nuclear magnetic resonance (NMR) ที่ Rabi คิดขึ้น ซึ่งทำให้ Rabi ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 1944 จากผลงาน NMR ที่ใช้ศึกษาสมบัติแม่เหล็กของนิวเคลียสในอะตอม 

       เทคนิคที่ Rabi คิดขึ้นมานี้ยังใช้ศึกษาพฤติกรรมการหมุนรอบตัวเองของอะตอม นิวเคลียส และโมเลกุลในสนามแม่เหล็กด้วย โดยสมมติว่าอะตอมมีโมเมนต์แม่เหล็ก (คือ ประพฤติตัวเสมือนเป็นเข็มทิศขนาดเล็ก) ดังนั้นเวลาอยู่ในสนามแม่เหล็ก โมเมนตัมแม่เหล็กจะถูกแรงแม่เหล็กกระทำ ทำให้แม่เหล็กหมุนส่ายควงรอบทิศของสนามแม่เหล็กนั้น (เหมือนการหมุนของลูกข่างในสนามแรงโน้มถ่วงของโลก) และทฤษฎีฟิสิกส์ยุคเก่าได้ทำนายว่า มุมที่โมเมนต์แม่เหล็กทำกับสนามแม่เหล็กสามารถมีค่าอะไรๆ ก็ได้ แต่ในวิชากลศาสตร์ควอนตัม มุมดังกล่าวจะมีได้เพียงบางค่าเท่านั้น นั่นคือ อะตอมจะอยู่ได้เฉพาะเพียงบางสถานะเท่านั้น และนั่นก็หมายความว่า อะตอมมีพลังงานได้เพียงบางค่า หาได้สามารถจะมีได้ทุกค่า

และ Rabi ก็ได้พบว่า ถ้าใช้สนามแม่เหล็กที่มีความถี่เท่ากับความถี่ในการส่ายควงของโมเมนต์แม่เหล็กพอดี (นี่คือปรากฏการณ์ resonance) และสนามกระทำในทิศตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กเดิม สนามแม่เหล็กที่มีความถี่จะกลับทิศของโมเมนต์แม่เหล็กทันที

ดังนั้นถ้าวัดความถี่ของสนามแม่เหล็กได้ Rabi ก็สามารถวัดโมเมนต์แม่เหล็กของอะตอมได้อย่างละเอียด

Rabi จึงเป็นผู้บุกเบิกวิทยาการด้าน Radio-frequency Spectroscopy ที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 1944

แต่เพราะสงครามโลกยังไม่ยุติดี พิธีแจกรางวัลโนเบลจึงต้องเลื่อนไปรับในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.1945 โดยท่านอธิการบดี Nicholas Murray Butler แห่งมหาวิทยาลัย Columbia เป็นผู้มอบรางวัลที่ New York

อีกหลายปีต่อมา Abraham Pais ได้กระซิบบอก Rabi ในปี 1982 ว่า Albert Einstein ได้เสนอชื่อให้ Rabi ได้รับรางวัลโนเบล ข่าวนี้ทำให้ Rabi ถึงกับอุทาน ออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลย”

ย้อนอดีตไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือในปี 1940 Rabi ได้เข้าร่วมวิจัยเรดาร์ที่ห้องปฏิบัติการรังสีของ MIT และโครงการนี้ประสบความสำเร็จมากจนหลายคนพูดว่า ระเบิดปรมาณูคือสิ่งที่ยุติสงคราม แต่เรดาร์ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม

หลังสงครามโลก Rabi ได้ย้ายกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัย Columbia อีก เพื่อดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาคฟิสิกส์ตั้งแต่ปี 1945-1949 และมีลูกศิษย์ลูกหาเก่งๆ มากมายที่ได้รับรางวัลโนเบล เช่น Julian Schwinger (ปี 1965) Norman F.Ramsey (ปี 1989) Martin Perl (ปี 1995) Polykarp Kusch (ปี 1955) ข้อสังเกตหนึ่งคือทุกคนเป็นผู้ชาย เพราะ Rabi ไม่เชื่อว่า ผู้หญิงจะเป็นนักฟิสิกส์ที่เก่งได้ 

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

Niels Bohr (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

Isidor I.Rabi นักเคมีผู้ค้นพบปรากฏการณ์ NMR พื้นฐานของเทคโนโลยี MRI

เทคโนโลยีเอ็มอาร์ไอที่ใช้ในปัจจุบันเกิดจากการค้นพบของ Rabi (REUTERS PHOTO/ TOBIAS SWHWARZ)

       ในปี 1946 เมื่อองค์กร Atomic Energy Commission ถือกำเนิดRabi ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการท่านหนึ่งในคณะกรรมการบริหารที่มี Robert Oppenheimer เป็นหัวหน้า

ในระหว่างปี 1948-1952 ที่สหรัฐอเมริกามี Dwigh Eisenhower เป็นประธานาธิบดี Rabi ได้เสนอให้มีตำแหน่งผู้ช่วยประธานาธิบดีในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ง Eisenhower ก็เห็นด้วย จึงมอบให้ Rabi เป็นประธานของคณะกรรมการที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านวิทยาศาสตร์ต่อท่านประธานาธิบดี ถึงปี 1968 Rabi ก็ได้จัดให้มีการประชุมนานาชาติในด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่กรุง Geneva สวิสเซอร์แลนด์ในเดือนสิงหาคม ปี 1953 เป็นครั้งแรก

ไฮโดรเจลที่แช่น้ำแล้วพองคล้ายๆเยลลี่ ถ้าใส่กระทะร้อนๆจะเป็นไง? (ดูคลิป)

 

https://youtu.be/OfcCsP-T1pc

1

 เว็บไซต์ รีอาโนโวสตี ของรัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอการทดลองวิทยาศาสตร์แสนสนุกของผู้ใช้ยูทูบ Джон Панч โดยสงสัยว่า หากนำเม็ดไฮโดรเจลสีเขียว ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับน้ำและพองตัวคล้ายเยลลี่ โยนลงไปในกระทะร้อนๆ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร

 

ผลการทดลองปราฏกว่า เม็ดไฮโดรเจลสีเขียวไม่เพียงกระเด้งกระดอนไปมา แต่ยังส่งเสียงแปลกๆ แถมการทดลองนี้ยังทำในยามเช้า หลังทำแพนเค้กกองโตเสร็จใหม่ๆ อีกด้วย

 

คลิประทึก! ขับรถอยู่ดีๆ เจอฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางถนน (กรงขังฟาราเดย์ ทางฟิสิกส์)

เว็บไซต์มิร์เรอร์ของอังกฤษ เผยแพร่วิดีโอในรถยนต์คลิปของผู้ใช้ยูทูบ Sharenatorมียอดวิวมากกว่า 12,000 ครั้ง โดยบันทึกภาพขณะที่รถยนต์แลนด์โรเลอร์สีขาวขับผ่านสี่แยกอย่างปกติ แต่ทันใดนั้นก็มีฟ้าผ่าลงมาที่รถคันดังกล่าวอย่างรวดเร็วและเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนมอเตอร์เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย ก่อนที่รถจะหยุดนิ่งกลางถนน

ด้านผู้ใช้เว็บไซต์เรดดิตแสดงความคิดเห็นว่า สาเหตุน่าจะมาจากตัวรถยนต์ที่มีลักษณะเป็นตัวนำไฟฟ้าตามทฤษฎี “กรงฟาราเดย์” โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลรอบตัวรถและลงสู่พื้นดิน แต่จะไม่สัมผัสกับคนที่อยู่ภายในรถยนต์

กรงขังฟาราเดย์

        เมื่อไม่มีแรงสุทธิภายในตัวนำ ก็ย่อมจะต้องไม่มีเส้นแรง หรือแนวเส้นของสนามไฟฟ้าด้วยเช่นกัน จึงสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าภายในตัวนำนั้นไม่มีสนามไฟฟ้าอยู่เลยหรือสนามไฟฟ้าเป็นศูนย์ นายไมเคิล ฟาราเดย์ เคยพิสูจน์ ปรากฎการณ์นี้ด้วยตนเอง โดยเข้าไปนั่งในห้อง ที่รอบๆห้องหุ้มด้วยแผ่นโลหะดีบุกบาง ๆ ซึ่งภายหลังเรียกว่า กรงขังของฟาราเดย์ ท่านได้ถืออิเล็กโตรสโคปไว้ในมือ ผู้ร่วมงานทดลองใส่ประจุไฟฟ้าเข้าไปในแผ่นดีบุก ปรากฎว่า อิเล็กโตรสโคป ไม่สามารถวัดประจุไฟฟ้าใดๆได้เลย

คนที่นั่งอยู่ในกรงขังของฟาราเดย์ พบว่า ไม่เป็นอันตรายใดๆ เลย แม้จะโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงผ่าลงตรงกลาง

เอาอีกแล้ว TechRax โชว์เบิร์นยางมอเตอร์ไซค์บนมือถือไอโฟน 6 เอส ???

 

1

TechRax  เจ้าแห่งการทดลองสุดทรหด ล่าสุดนำมือถือไอโฟน 6 เอส มาทดสอบด้วยการนำรถมอเตอร์ไซค์เล็ก เบิร์นยางบนตัวโทรศัพท์ คลิกดูเลยแล้วจะรู้ว่าไอโฟนทนทานการเสียดสีของยางรถมอเตอร์ไซค์ได้แค่ไหน!!!?