คลังเก็บหมวดหมู่: ณัฐิฌา ศรีเพชร ฐานิตา บุญช่วย

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก “แฮก” ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก “แฮก” ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

An artistic concept of brainjackingImage copyrightGETTY IMAGES

จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน

นี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด

ผ่าสมอง

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท

การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ

หน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ

สมอง

ความทรงจำพิเศษ

ลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า

ในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้

แฮกความทรงจำ

อย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ “ร้ายแรง” มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน

หากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี

จากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม

A doctor checking a scan in a tabletImage copyrightGETTY IMAGES

ควบคุมอดีต

ดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า “The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past” ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน

นายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้

ในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้

เจาะข้อมูล

การแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม

Artistic concept of brain-computer interfaceImage copyrightGETTY IMAGES

การป้องกันทางไซเบอร์

เป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง

ไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47243448?fbclid=IwAR3QE8C00LYRVjrxYFkAmcaw28GMdq2nMOCc1dDG26sKNqtKyadeeRvSjDo

 

พบ “เสือดาวดำ″ ในธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบร้อยปีของแอฟริกา

พบ “เสือดาวดำ″ ในธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบร้อยปีของแอฟริกา

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพเสือดาวดำตัวที่ถูกพบเห็นและบันทึกภาพไว้ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปี

ช่างภาพสัตว์ป่าชาวอังกฤษสามารถถ่ายภาพเสือดาวดำ (Black leopard) ได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลอยซาบา (Loisaba Wildlife Conservancy) ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปีที่มีผู้พบเห็นและบันทึกภาพเป็นหลักฐานยืนยันว่า เสือชนิดนี้ยังคงมีอยู่ในธรรมชาติของทวีปแอฟริกา

นายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ช่างภาพสัตว์ป่ามืออาชีพ ได้พยายามติดตามถ่ายภาพสัตว์หายากชนิดนี้มานานหลายปี จนในที่สุดได้ทราบข่าวว่ามีผู้พบเห็นเสือดาวดำใกล้ค่ายพักแรมกลางป่าแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปติดตั้งกล้องซ่อนไว้ใกล้บริเวณทางผ่านของเสือ

หลังจากตั้งกล้องดักถ่ายภาพไว้เป็นคืนที่สี่ ช่างภาพผู้นี้ก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวหนึ่งที่กำลังออกหากินเอาไว้ได้ โดยคาดว่าเป็นเสือตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1909 ที่มีผู้ถ่ายภาพเสือชนิดนี้ได้ในผืนป่าของทวีปแอฟริกา

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพคาดว่าเสือดาวดำตัวนี้เป็นตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตื่นเต้นฮือฮา หลังภาพยนตร์ดังแนวซูเปอร์ฮีโรเรื่องแบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) ได้ทำให้เสือดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษเชื้อสายแอฟริกัน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายอ้างว่า อาณาจักร “วากานดา″ ของราชาเสือดำในภาพยนตร์นั้น อยู่ไม่ไกลจากถิ่นที่พบเสือดาวดำในครั้งนี้

อันที่จริงแล้ว คำว่าเสือดำนั้นเป็นชื่อใช้เรียกเสือทุกชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีปริมาณมากกว่าปกติ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Melanism ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบเดียวกับคนและสัตว์ผิวเผือก (Albino) แต่ทำให้ผิวและขนกลายเป็นสีดำสนิท

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพนายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ผู้บันทึกภาพเสือดาวดำตัวนี้ได้ หวังว่าจะสามารถถ่ายภาพของพวกมันได้มากขึ้นในอนาคต

เสือดำที่พบในเอเชียและแอฟริกานั้นเป็นเสือดาว จึงมีการเรียกชื่อของมันว่า “เสือดาวดำ″ ด้วย โดยบริเวณท้องและบางส่วนของร่างกายจะมีสีดำไม่เข้มนัก ทำให้ยังสามารถมองเห็นลายจุดแบบเสือดาวได้ ส่วนเสือดำที่พบในภูมิภาคอเมริกาใต้จะเป็นเสือจากัวร์

เสือดาวดำอาจไม่ได้เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นสีดำทั้งคู่ โดยเสือดาวที่มีผิวและสีขนปกติก็สามารถให้กำเนิดเสือดาวดำได้ หากทั้งพ่อเสือและแม่เสือมียีนกลายพันธุ์แฝงอยู่

A black leopard captured in the wildImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพดวงตาของเสือดำลุกวาวท่ามกลางความมืด
A spotted leopard captured in the wild on cameraImage copyrightBURRARD-LUCAS PHOTOGRAPHY
คำบรรยายภาพเสือดาวที่ผ่านมาเข้ากล้องกับเขาด้วยตัวนี้ อาจเป็นพ่อของเสือดำอายุน้อยก็เป็นได้

ดร. นิโคลัส พิลโฟลด์ หัวหน้านักวิจัยในโครงการอนุรักษ์พันธุ์เสือดาวของเขตไลกีเปียในเคนยา (Laikipia County) ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวในทวีปแอฟริกาที่มีเสือดาวดำอาศัยอยู่ บอกว่าทีมวิจัยของตนก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวเมียอายุน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ได้เช่นกัน ทำให้ประมาณการได้ว่ามีเสือดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวของเคนยาอย่างน้อย 2-3 ตัว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47237010?fbclid=IwAR1fMl_F1wScebT4V_fdeFxyV7JD8YTthb4s998FW4g4vLmlG4gNFe_ToFs

หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ

หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ

Snow baleImage copyrightBRIAN BAYLISS
คำบรรยายภาพนายเบย์ลิสส์ เห็น snow roller จำนวน 6 ลูก เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ snow roller ซึ่งหิมะม้วนทับถมกันจนมีรูปทรงคล้าย เค้กแยมโรล ในแถบชนบทของอังกฤษ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

นายไบรอัน เบย์ลิสส์ เป็นผู้พบและถ่ายภาพ snow roller ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาของเขาในมณฑลวิลต์เชียร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

Snow baleImage copyrightBRIAN BAYLISS

นายเบย์ลิสส์ เล่าว่า ตอนแรกที่เห็น snow roller จำนวน 6 ลูกนั้น เขาคิดว่ามันเป็นฝีมือของคน แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยเท้าคนเหยียบย่ำเข้าไปในบริเวณนั้นเลย

Snow baleImage copyrightBRIAN BAYLISS

นายเอียน เฟอร์กัสสัน ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของบีบีซีบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ “ยากมาก” เพราะ snow roller ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีหิมะตก แต่จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพอากาศที่เหมาะสม และมีลมแรงพอเหมาะที่จะพัดให้หิมะกลิ้งทับถมกันไปจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้น

Snow baleImage copyrightBRIAN BAYLISS

“นี่คือภาพที่งดงามอย่างแท้จริง” นายเฟอร์กัสสันกล่าว พร้อมระบุว่า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิด snow roller นั้นคือ ที่ลาดบริเวณภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม มีหิมะตกลงมาเป็นชั้นบาง ๆ เหนือชั้นของน้ำแข็ง ประกอบกับมีอุณหภูมิ, ระดับความชื้น และความเร็วลมที่พอเหมาะ เพราะหากกระแสลมแรงหรือเบาจนเกินไป หิมะจะไม่ม้วนจับตัวเป็นก้อนนั่นเอง

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47108544?fbclid=IwAR108ozdXkTzuxBrHTjXcLnkNJu9tha2ozJmJDZx7NzPTvan8FHY5rvh6do

นักวิทยาศาสตร์ชี้ “ภาวะเอกฐานเปลือย” อาจใช้เดินทางข้ามเวลาได้

นักวิทยาศาสตร์ชี้ “ภาวะเอกฐานเปลือย” อาจใช้เดินทางข้ามเวลาได้

  • 30 มกราคม 2019
นาฬิกาแกว่งImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเสนอแนวคิดใหม่ทางฟิสิกส์ ซึ่งอาจนำไปใช้สร้างเครื่องเดินทางข้ามเวลาหรือ “ไทม์แมชชีน” ขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง โดยชี้ว่าภาวะที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ และไม่มีสิ่งใดห่อหุ้มปกปิดภาวะนี้อยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาวะเอกฐานเปลือย” (Naked singularity) นั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเดินทางไปยังอดีตหรืออนาคตได้ตามใจปรารถนา

แคโรไลน์ มัลลอรี นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ วิทยาเขตดาร์ตมัธของสหรัฐฯ ตีพิมพ์แนวคิดดังกล่าวในวารสาร Classical and Quantum Gravity โดยระบุว่าวิธีนี้เป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างไทม์แมชชีน โดยไม่ต้องอาศัยสสารพิเศษที่มีมวลเป็นลบตามแนวคิดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมวลที่เป็นลบนั้นยังไม่พบว่ามีอยู่จริงในธรรมชาติ

แนวคิดของมัลลอรีนั้นคือการทำให้ปริภูมิ-เวลา เกิดการบิดงอจนพับทบมาบรรจบกับตัวเองได้ ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์เรียกภาวะนี้ว่า “เส้นโค้งปิดเสมือนเวลา″ (Closed time-like curve) ที่ทำให้เกิดภาวะที่เวลาหมุนวนเป็นวงกลมอย่างไม่สิ้นสุด จากอดีตสู่ปัจจุบันและไปสู่อนาคตก่อนจะย้อนกลับไปยังอดีตอีกครั้ง

มัลลอรีเสนอว่า การเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงในระบบของเส้นโค้งปิดเสมือนเวลา โดยใช้พาหนะที่ศูนย์กลางมี “ภาวะเอกฐานเปลือย” จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในห้วงเวลาเป็นไปได้

ศาสตราจารย์เการพ คาห์นนา ผู้เขียนร่วมของบทความวิจัยนี้และอาจารย์ที่ปรึกษาของมัลลอรีอธิบายว่า “เราสามารถใช้สสารที่มีมวลเป็นบวกตามธรรมดา สร้างพาหนะที่คล้ายกับรถยนต์ซึ่งมีความยาวมาก ๆ สองคัน แล้วนำมาจอดขนานกันไว้”

คำบรรยายภาพร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine

“รถคันหนึ่งจะเคลื่อนตัวออกไปก่อนด้วยความเร็วสูงมาก ในขณะที่อีกคันจอดนิ่งอยู่ สภาพการณ์นี้จะทำให้เกิดเวลาที่หมุนวนเป็นวงกลมขึ้นในปริภูมิระหว่างรถทั้งสองคัน โดยที่ใจกลางของรถจะต้องมีสภาพเป็นภาวะเอกฐานเปลือยด้วย”

ตามปกติแล้ว ภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่ความหนาแน่น อุณหภูมิ และความดันเป็นอนันต์ จะพบได้ที่ใจกลางหลุมดำเท่านั้น โดยภาวะเอกฐานนี้มีขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) ของหลุมดำห่อหุ้มเอาไว้ แต่ “ภาวะเอกฐานเปลือย” นั้นไม่มีสิ่งใดปกปิดอยู่ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบว่ามีภาวะเช่นนี้อยู่ในธรรมชาติ ทั้งไม่แน่ใจว่ามันสามารถจะมีอยู่จริงได้หรือไม่

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังไม่สามารถจะสร้างไทม์แมชชีนขึ้นมาได้ในเร็ววัน แต่แนวคิดใหม่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจเรื่องระบบที่เวลาหมุนวนได้มากขึ้น” ศ. คาห์นนากล่าว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47055909?fbclid=IwAR2eoFNcrkEsXpuZIJEeyv7IhmBY2YjX2JfYL_A4dSj9JFFnI9k0zKB6WOI

อาการเจ็บคอเรื้อรัง อาจบ่งบอกถึงการเป็นมะเร็ง

อาการเจ็บคอเรื้อรัง อาจบ่งบอกถึงการเป็นมะเร็ง

ภาพวาดมะเร็งกล่องเสียงในชายImage copyrightSPL

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

งานวิจัยใหม่ในอังกฤษแนะแพทย์ด้านเวชปฏิบัติทั่วไป (General practitioner – GP) ที่ตรวจพบว่าคนไข้ ที่มาขอคำปรึกษามีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ร่วมกับอาการหอบ, กลืนอาหารลำบาก หรือปวดหู ให้คำนึงว่ามะเร็งอาจจะเป็น สาเหตุของอาการเหล่านี้

ปัจจุบัน มีการแนะนำคนไข้ที่มีอาการเสียงแหบ หรือก้อนที่ลำคอที่หาสาเหตุไม่ได้ ให้เข้ารับการตรวจหามะเร็งกล่องเสียง หรือมะเร็งลำคอ

อย่างไรก็ตาม เหว่ยหลิน อู๋ แห่งองค์การ Cancer Research UK ระบุว่า คนไข้ไม่ควรตื่นตระหนก เพราะ “อาการเจ็บคอเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็งกล่องเสียง”

“แต่ที่สำคัญการศึกษาชิ้นนี้มีหลักฐานดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันพอที่จะสนับสนุนข้อแนะนำให้ส่งตัวคนไข้เดิมที่เคยมารับการรักษาอาการเสียงแหบเรื้อรังไปรักษาต่อ” เขากล่าว

กล่องเสียงเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของช่องคอ อยู่ตรงส่วนต้นของหลอดลม ทำหน้าที่ช่วยในการหายใจและพูด

ในสหราชอาณาจักรนั้น พบผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงรายใหม่ราว 2,000 ราย ในแต่ละปี

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร General Practice ของอังกฤษชิ้นนี้ มีมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ (University of Exeter) เป็นแกนนำในการศึกษา โดยนักวิจัยได้ศึกษาประวัติคนไข้จากสถานพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปมากกว่า 600 แห่ง คนไข้ 806 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง และคนไข้ที่เป็นกลุ่มควบคุม อีก 3,559 คน

ดร. เอลิซาเบธ เชปเพิร์ด หัวหน้าคณะนักวิจัย ระบุว่าเป็นการศึกษาอาการทุกชนิดที่อาจมีความสำคัญกับอาการป่วยเป็น มะเร็งกล่องเสียงเป็นครั้งแรก

“สิ่งสำคัญคือการที่เราพบว่า อาการเสียงแหบมีเกี่ยวข้องกับมะเร็งกล่องเสียง แต่ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกล่องเสียง จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอาการร่วมกับการเจ็บคอเรื้อรัง” เธอกล่าว

Grey line

มะเร็งกล่องเสียง

  • พบในผู้ชายมากกว่า
  • มีความเกี่ยวข้องสูงกับการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • การวินิจฉัยได้เร็วช่วยทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น
  • รังสีบำบัด, ผ่าตัด และเคมีบำบัด เป็นวิธีรักษาหลัก
  • ถ้ามะเร็งพัฒนาต่อ คนไข้อาจต้องผ่าตัดเพื่อนำกล่องเสียงบางส่วนหรือทั้งหมดออก
  • คนไข้เหล่านี้จะไม่สามารถพูดหรือหายใจในแบบปกติได้อีกต่อไป
  • แต่จะหายใจผ่านรูที่เจาะไว้อย่างถาวรที่คอ และจำเป็นต้องรับการรักษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยทำให้กลับมามีเสียงอีกครั้ง
  • ซึ่งอาจรวมถึงการฝังอุปกรณ์ในลำคอ หรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากดที่ลำคอ เพื่อทำให้มีเสียงพูด

ที่มาNHS Choices

Grey line

ศ.วิลลี ฮามิลตัน หนึ่งในผู้จัดทำงานวิจัยนี้ เป็นผู้นำในการกำหนดแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจากสถาบัน แห่งชาติเพื่อสุขภาพและความเป็นเลิศในการดูแลรักษา (National Institute for Health and Care Excellence–NICE)

เขากล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญ เพราะ “ได้แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของกลุ่มอาการบางอย่าง ที่ก่อนหน้านี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ″

“เมื่อแนวปฏิบัติของ NICE ในการตรวจหามะเร็งได้รับการเผยแพร่ พบว่า ไม่มีสถานพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปแห่งใดที่นำไปใช้ และไม่ได้แจ้งแก่ GP” เขากล่าว

การสูบบุหรี่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกล่องเสียงImage copyrightSPL
คำบรรยายภาพการสูบบุหรี่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกล่องเสียง

เขาชี้ด้วยว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่อาการเจ็บคอทั่วไป แต่ “อาการเจ็บคอต้องรุนแรงพอที่จะไปพบแพทย์”

“เราต่างคุ้นเคยกับอาการเจ็บคอ แต่อาการเจ็บที่ถึงกับต้องไปหาหมอนั้นไม่ใช่อาการเจ็บคอปกติอยู่แล้ว เพราะมัน มากกว่าที่คนไข้เคยเป็น”

ศ.ฮามิลตัน กล่าวอีกว่ายังมีอาการเรื้อรังอื่น ๆ ร่วมด้วย ตั้งแต่อาการเจ็บคอ, เสียงแหบ, มีปัญหาในการหายใจหรือกลืนอาหาร ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนได้

ด้าน ดร.เชปเพิร์ด ระบุว่า จะนำการศึกษานี้ไปรวมไว้ในแนวปฏิบัติของ NICE เมื่อมีการปรับปรุงเนื้อหา

“การเลือกส่งตัวคนไข้ไปรับการรักษาต่อถือว่ามีความสำคัญ ถ้าคนไข้ถูกส่งตัวมาเร็วขึ้น เราก็สามารถตรวจพบมะเร็งเร็วขึ้น และคนไข้ก็จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง”

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47039946?fbclid=IwAR2eoFNcrkEsXpuZIJEeyv7IhmBY2YjX2JfYL_A4dSj9JFFnI9k0zKB6WOI

นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

ภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้

ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาของออสเตรีย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสถานีอวกาศแบบใหม่ ซึ่งจะมีการออกแบบให้ฝังตัวลงไปอยู่ใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย เพื่อหลบเลี่ยงรังสีอันตรายจากอวกาศ และเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ธาตุหายากได้โดยสะดวก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวเผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้นลงในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่าโครงการที่ฟังดูคล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์อย่างมากนี้มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต หากมีการสำรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาด รูปร่าง รวมทั้งองค์ประกอบทางธรณีวิทยาเหมาะสมและแข็งแกร่งเพียงพอ

การเลือกใช้ส่วนเนื้อในของดาวเคราะห์น้อยเป็นที่ตั้งสถานีอวกาศนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่นการหมุนของดาวเคราะห์น้อยทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะยึดเหนี่ยวโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสถานีอวกาศไม่ให้หลุดลอยไปได้

โครงสร้างที่เป็นหินแข็งของดาวเคราะห์น้อยยังช่วยป้องกันอันตรายต่าง ๆ จากห้วงอวกาศ อย่างเช่นรังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุหายาก (rare earth elements) ซึ่งมนุษย์จะสามารถขุดเจาะเอาออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วยImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วย

มีการทดสอบความเป็นไปได้นี้กับแบบจำลองดาวเคราะห์น้อยในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมมติให้มีความกว้าง 390 เมตร ยาว 500 เมตร หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1-3 รอบต่อนาที ซึ่งจะทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงราว 38% ของบนโลก

ทีมผู้วิจัยพบว่า แรงหนีศูนย์กลางที่เกิดขึ้นจากการหมุนของดาวเคราะห์น้อยจำลองนั้น เพียงพอที่จะทำให้ตัวสถานีอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีน้ำหนัก จนสามารถจะตั้งอยู่ในปล่องถ้ำที่ขุดลงไปใต้พื้นผิวได้อย่างมั่นคง ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแบบจำลองที่ใช้ทดสอบแล้วเป็นจำนวนมาก

ดร.โทมัส เมนดิล หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ก่อนจะลงมือขุดไปใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเพื่อสร้างสถานีอวกาศนั้น จะต้องมีการสำรวจเบื้องต้นให้แน่ใจก่อนว่า โครงสร้างของมันมีความแข็งแรงเพียงพอ และไม่มีความเสี่ยงจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในภายหลัง

“มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะออกแบบสถานีอวกาศให้เป็นรูปทรงกระบอก โดยใช้วัสดุก่อสร้างเป็นโลหะเช่นอะลูมิเนียม แต่ถ้าพบดาวเคราะห์น้อยที่มีชั้นหินแข็งแกร่งมั่นคงจริง ๆ เราอาจใช้มันเป็นผนังธรรมชาติให้กับสถานีอวกาศไปเลยก็ได้”

“คาดว่ามนุษย์จะสามารถลงมือทำเหมืองขุดเจาะหาแร่ธาตุต่าง ๆ บนดาวเคราะห์น้อยได้ภายในราว 20 ปีข้างหน้านี้ ส่วนการตั้งสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจเป็นจริงได้ในช่วงหลายสิบปีต่อจากนั้น” ดร. เมนดิล กล่าว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47211314?fbclid=IwAR3PaNVlgthhK19_i3uITnrISXNBvUn-jz4jG451elLeUclgxQ6h4wykkhI

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

SharkImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

มีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกตามธรรมชาติ” ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

A shark said to be Deep Blue, one of the largest great whites on record, swims off Hawaii, January 15, 2019Image copyrightREUTERS

ดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า “ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์…และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม”

ดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย

โดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี “ยีนกระโดด”( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47308569?fbclid=IwAR2v-VV4Id1vpsL9GcZ87F163KYSvVKW3bpG6PwNwtER_tVvyWqrC8XTS8k

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

Crew Dragon on the padImage copyrightSPACEX
คำบรรยายภาพจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน จะถูกปล่อยขึ้นจากฐานซึ่งเคยใช้ปล่อยยานอะพอลโลมาแล้ว แต่ตอนนี้ตัวฐานได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงขนานใหญ่

องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน

สเปซเอ็กซ์ ปล่อยจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน

แคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น

ตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง

สำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว

Artwork: Crew Dragon approaches ISSImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นตัวแคปซูลดรากอนเข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติทางด้านหน้า

การทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล “ดรากอน” แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า “ริปลีย์” ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง “เอเลี่ยน” ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์

หลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง

SpaceX Dragon
SpaceX Dragon

ในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด

คาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47425698?fbclid=IwAR0016py4AxBOJ86BDOJWsefCdXzCxWQZ-HXSKZTlH2X61-tKr9RHzpb4E8

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

  • เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47506366?fbclid=IwAR3YaKEypFFD9g2feQw4cw1-zyBtJE5WPNpp45XrBaT-XrGrVLec2W9rIpM

“ฉลามเสือดาว” อวดโฉมครั้งแรกรอบ 5 ปีหมู่เกาะสิมิลัน

“ฉลามเสือดาว” อวดโฉมครั้งแรกรอบ 5 ปีหมู่เกาะสิมิลัน

ข่าวดี ! ทีมสำรวจกรมอุทยานฯ-นักวิชาการ พบฉลามเสือดาว 2 ตัว สัตว์ทะเลหายากในรอบ 5 ปีกลับมาอาศัยและหากินอยู่บริเวณเกาะปายู เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา คาดผลพวงจากมาตรการคุมนักท่องเที่ยวได้ผลดี

วานนี้ (16 ธ.ค.2561) เพจเฟชบุ๊กส่วนประชาสัมพันธ์ุกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า นายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช เผยแพร่ข่าวดีว่ากลุ่มนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ต่างแสดงความดีใจอย่างมากหลังสำรวจพบฉลามเสือดาว สัตว์ทะเลหายากกลับมาอาศัยหากินอยู่บริเวณ ด้านทิศตะวันออกของเกาะ 7 หรือเกาะปายู ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา หลังจากไม่เคยมีรายงานการเจอฉลามเสือดาวมานาน 5 ปี

ฉลามที่พบเป็นคู่ 2 ตัวมีท่าทีเป็นมิตรกับนักดำน้ำ และว่ายเข้ามาให้นักสำรวจความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมใต้น้ำ รวมถึงแนวปะการังที่เคยได้รับความเสียหายจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

เอมเมลลี่ วิคมันน์ อาสาสมัครชาวเยอรมัน บอกว่า รู้สึกมีความสุข และตื่นเต้นที่ได้มาร่วมปฏิบัติการดำน้ำสำรวจ และเก็บข้อมูลต่าง ๆ บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เป็นครั้งแรกที่ได้พบสิ่งมีชีวิตใต้น้ำทางทะเลที่หลากหลาย

ส่วนตัวคิดว่าเป็นความมหัศจรรย์ของทะเลอันดามัน บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ทำให้เกิดความประทับใจต่อแหล่งดำน้ำในหมู่เกาะสิมิลันอย่างมาก โดยเฉพาะจุดดำน้ำที่เกาะ 7 หรือเกาะปายู เกาะ 8 หรือเกาะสิมิลัน รวมทั้งอ่าวนำชัย และอ่าวคนแก่ บริเวณเกาะ 9 หรือเกาะบางู ซึ่งทุกจุดล้วนมีความสวยงาม มหัศจรรย์ที่แตกต่างกันไป

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

คาดผลจากมาตรการคุมการท่องเที่ยว

นายพงศ์ธีระ บัวเพชร นักวิชาการ ประจำคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต เปิดเผยว่า การพบฉลามเสือดาว ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เกิดความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นผลมาจากกรมอุทยานมีการบริหารจัดการที่ดีพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม  เช่น มาตรการลดจำนวนนักท่องเที่ยว มาตรการลดและควบคุมขยะ เชื่อได้ว่าในอนาคต หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบหมู่เกาะสิมิลันจะกลับมาสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อเหมือนกับ 20 ปีก่อน

ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา เป็นแหล่งดำน้ำลึกที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนขณะนี้กรมอุทยานฯ มีมาตรการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิน 3,850 ต่อวัน ในจำนวนนี้รวมนักท่องเที่ยวดำน้ำลึกไว้ด้วย 525 คนต่อวัน

http://news.thaipbs.or.th/content/276364?fbclid=IwAR3SKLyKbc30VHAdegs6GidvHdAHJgTHNpQfC8AJ53_RHBBCTG8BTxIxyMY