คลังเก็บหมวดหมู่: บทความวิทยาศาสตร์

‘หูไซบอร์ก’ ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนชีวิตคนหลายแสนคน แต่ยังช่วยเปลี่ยนวิธีการได้ยินของคนด้วย

ภาพการได้ยินImage copyrightGETTY IMAGES

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คำบรรยายภาพการได้ยินด้วยวิธีการไฮบริดซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องจักรและมนุษย์เข้าด้วยกัน ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายแสนคนทั่วโลก

ลองค้นอินเทอร์เน็ตดู คุณก็จะพบกับคลิปวิดีโอหลากหลายรูปแบบที่แสดงให้เห็นคนหูนวกร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อใช้เครื่องช่วยฟังเป็นครั้งแรก

ระบบ “การฟังแบบไฮบริด” (hybrid hearing) ซึ่งผสมผสานระหว่างอวัยวะมนุษย์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการฟัง ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายแสนคนทั่วโลก

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้อุปกรณ์ช่วยฟังกลายเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป ราคาถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นผลดีต่อการพูดของผู้ใช้งาน และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ “เสียงใหม่” ที่ได้ยินก็ไม่ใช่เสียงที่คนจำนวนมากคาดหวังไว้เสมอไป เพราะเสียงนี้เกิดจากการทำงานของระบบหุ่นยนต์

ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นครั้งแรก

ทอม ทลาลิม เป็นศิลปินด้านเสียงที่ได้รับเชิญมาจัดแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑ์ V&A ในกรุงลอนดอน และเขาสนใจวิธีการที่เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนวิธีการที่คนสัมผัสกับโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทลาลิม ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสที่มหาวิทยาลัยวินเชสเตอร์ (University of Winchester) ในสหราชอาณาจักร ทำงานร่วมกับผู้ใช้ประสาทหูเทียม (cochlear implants) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า CI ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แทนการทำงานของหูชั้นใน

ผู้หญิงที่สวมอุปกรณ์ cochlearImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้ทำหน้าที่แทนการทำงานของหูชั้นใน

ผลของการศึกษาได้รับการนำเสนอผ่านนิทรรศการที่ชื่อว่า “Tonotopia” ของเขา ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงลึกสำรวจโลกของผู้ใช้งาน CI

เอ็ดเวิร์ด เร็กซ์ ผู้ใช้ประสาทหูเทียมคนหนึ่ง เล่าให้ทลาลิมฟังถึงตอนที่เขาได้ยินเสียงจิ้งหรีด ในวันหยุดพักผ่อน

“ผมกำลังนั่งอยู่ด้านนอก อ่านหนังสืออยู่บนเปลญวน แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบี๊บ ๆ ๆ บี๊บ ๆ ๆ ดังขึ้นที่อุปกรณ์ช่วยฟัง” เขาเล่า

เขาบอกว่า เขาหันหลังไปดูว่าอะไรทำให้เกิดเสียงขูดขีดนั้นขึ้น

“ผมคิดว่า นั่นเป็นเสียงใหม่ สมองของผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

การค้นพบใหม่

เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ค้นพบสิ่งใหม่ก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง

จากนั้นถึงเข้าใจความสัมพันธ์ของ เสียงบี๊บ และเสียงขูดขีด ที่เกิดขึ้น

ภาพระยะใกล้ของมือที่กำลังสีไวโอลินImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพดนตรีที่มีความซับซ้อนทางเสียงสูง เป็นความท้าทายของผู้ใช้อุปกรณ์ช่วยสำหรับการได้ยิน

แต่สำหรับราเชล คันนิงแฮม มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หลังจากใช้อุปกรณ์นี้ ตามมาด้วย การได้ยินเสียงดังที่ผสมปนเปกันที่แย่มาก ๆ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากที่ไหน นานถึง 8 สัปดาห์

“มันเป็นเรื่องยากมากที่ฉันเริ่มจากไม่ได้ยินอะไรเลยแล้วมาได้ยินเสียงแปลกประหลาดแบบนี้”

พลังของเทคโนโลยี

มูลนิธิหู (Ear Foundation) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า มีผู้ใช้งานอุปกรณ์ CI ราว 6 แสนคนทั่วโลก

เทคนาวิโอ (Technavio) บริษัทข้อมูลการตลาด คาดว่า ความต้องการอุปกรณ์นี้จะเพิ่มขึ้น เพราะประชากรที่เข้าสู่ช่วงสูงวัย และความพยายามของนานาชาติในการทำให้คนเข้าถึงอุปกรณ์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation–WHO) ระบุว่า ผู้คนทั่วโลกราว 466 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยิน คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2050 และ 1 ใน 10 ของคนกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

การทดสอบการได้ยินImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพองค์การอนามัยโลกระบุว่า 10% ของผู้ที่สูญเสียการได้ยิน เผชิญกับภาวะเลวร้ายที่สุดของการสูญเสียการได้ยิน

อุปกรณ์ CI ต่างจากอุปกรณ์ช่วยฟังที่ช่วยเพียงขยายเสียง จริง ๆ แล้ว มันทำหน้าที่แทนเซลล์เส้นขนขนาดเล็กที่เสียหายในบริเวณหูชั้นใน (cochlea)

เสียงถูกจับด้วยอุปกรณ์ประมวลผลเสียง และนำไปแปลงสัญญาณเป็นดิจิทัล จากนั้นจะถูกส่งไปยังขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในหูชั้นใน

สัญญาณนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทการได้ยิน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังสมอง แต่การรับเสียงด้วยวิธีการนี้ซับซ้อนน้อยกว่าการได้ยินแบบปกติเป็นอย่างมาก

เล่นดนตรีด้วยตา

เสียงจากอุปกรณ์ CI มักถูกเรียกว่าเป็นเสียงที่มีความเป็น “เครื่องจักร”, “หุ่นยนต์”, และ “สังเคราะห์”

อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เข้าใจการพูดเป็นหลัก ส่วนการช่วยทำให้การฟังเพลงได้ดีขึ้นนั้น ยังคงต้องรอก้าวต่อไปของเทคโนโลยี

นักร้องถือไมโครโฟนImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาษาและภาพที่เห็นช่วยให้ผู้คนที่สูญเสียการได้ยินเข้าในในสิ่งที่กำลังได้ยินอยู่ได้ดีขึ้น

การเห็นภาพ อย่างเช่น เห็นการขยับปากของนักร้อง หรือการเห็นรูปแบบจังหวะเสียง จะช่วยให้ผู้คนที่สูญเสียการได้ยินเข้าใจดนตรีที่กำลังฟังมากขึ้น

เซ ฮเย ลี ผู้ใช้งาน CI อีกคน บอกกับทลาลิม เกี่ยวกับวิธีที่เธอฝึกเล่นไวโอลิน “ด้วยการมองเห็น” โดยใช้เทปในการช่วยบอกว่าควรจะกดคอร์ดตรงไหน

“ฉันไม่รู้ว่า ฉันเล่นถูกหรือผิด ฉันดูจากการแสดงออกของคนอื่น ๆ เอา″ เธอกล่าว

การใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมต่อ

ขณะที่การได้ยินแบบ “ไซบอร์ก” อาจจะไม่ได้ซับซ้อนและหลากหลายเท่ากับการได้ยินของคนปกติ แต่ดนตรีเป็นหนทางหนึ่งที่ผู้ใช้งาน CI สามารถฝึกหัดสมองของพวกเขาให้จดจำรูปแบบเสียงที่ซับซ้อนมากขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ ทลาลิม จึงออกแบบห้องฟังที่นำเสนอประสบการณ์ทางเสียงให้ทุกคนได้ลองสัมผัส ภายในห้อง จะมีการเปิดเสียงดนตรีแนวสะกดจิต

แต่ประสบการณ์นี้เป็นทั้งเรื่องของดนตรี และการสัมผัส โดยการสั่นสะเทือนทางกายภาพทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงเสียง

มันเป็นเหมือนดนตรีแนวใหม่ ซึ่งมีส่วนประกอบของการสัมผัสเข้ามาชดเชยดนตรีที่เรียบง่ายกว่าปกติ

ทลาลิม กล่าวว่า “มันไม่ได้เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ต้องการเล่นเพลงที่เหมาะกับคนที่ใช้ CI”

“แต่เป็นประติมากรรมทางเสียงที่ก้องกังวาน ซึ่งเสียงและการสั่นสะเทือนนี้จะทำให้คนที่มีความสามารถในการได้ยินแตกต่างกันสามารถสนุกกับเสียงต่าง ๆ ได้”

ที่มา ; https://www.bbc.com

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46672334

กลุ่มอังคารบ่าย

การหายใจเอาฝุ่นผงบนดวงจันทร์เข้าไป มีอันตรายถึงชีวิตเลยนะ

ความฝันที่มนุษย์เราจะได้ไปสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ ได้เดินเล่นบนพื้นผิวดาวที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงภายในโดมขนาดใหญ่นั้น เป็นอะไรที่อยู่ในความคิดของเรามาอย่างยาวนาน ในสักวันเทคโนโลยีของเราอาจก้าวไปถึงจุดที่สามารถสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายบนดวงจันทร์ได้ แต่ก็เหมือนว่าเป็นการดับฝัน เนื่องจากการค้นพบล่าสุด มีการรายงานว่าฝุ่นผงที่ปกคลุมพื้นผิวของดวงจันทร์นั้น เป็นอันตรายกับร่างกายของเรา

ต้องขอบคุณโครงการ Apollo ของทาง NASA ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์บนโลก ได้มีตัวอย่างฝุ่งผงจากพื้นผิวของดวงจันทร์มาทำการทดสอบ โดยผลงานวิจัยล่าสุดพบว่าฝุ่งผงสีซีดๆ บนดวงจันทร์นั้นมีส่วนประกอบที่ทำปฏิกิริยากับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ มันเป็นแร่ธาตุที่ทำให้เกิดการก่อตัวของอนุมูลอิสระของไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดมะเร็งปอด

เมื่อ NASA ดำเนินภารกิจสำรวจดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าสภาพพื้นผิวดวงจันทร์นั้นไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของมนุษย์สักเท่าไหร่ ฝุ่งผงปริมาณมากทำให้เกิดปัญหากับชุดของนักบินอวกาศ และทำให้เกิดปัญหากับรถสำรวจดวงจันทร์หรือ Lunar rover อีกด้วย แต่พวกเขาไม่ทันคิดว่า ฝุ่นพงพวกนี้จะทำร้ายเซลล์ของเราได้

 

การหายใจเอาฝุ่นผงบนดวงจันทร์เข้าไป มีอันตรายถึงชีวิตเลยนะ

รถสำรวจดวงจันทร์ หรือ Lunar rover ของโครงการ Apollo 15 ในปี 1971

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

และผลจกาการวิจัยรอบล่าสุด นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า 90% ของเซลล์สมองหนู และเซลล์ปอดของมนุษย์ นั้นเกิดการตายลงหลังจากได้สัมผัสกับฝุ่นผงของดวงจันทร์ และนี้เป็นปัญหาใหญ่กับภารกิจที่จะส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในอนาคต ซึ่งการออกแบบชุดอวกาศเสียใหม่ให้สามารถป้องกันฝุ่นผงของดวงจันทร์ นั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยากสักเท่าไหร่ แต่การออกแบบยาน รวมถึงรถสำรวจ และที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ ให้สามารถป้องกันฝุ่นผงเหล่านี้ได้ นั้นก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ เลยทีเดียว

ด้วยความที่มนุษย์กลับมาสนใจการสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ ทำให้ดูเหมือนว่าแผนการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ เป็นที่น่าสนใจว่าวิศวกรของโครงการสำรวจดวงจันทร์ จะรับมือกับปัญหาฝุ่นผงนี้อย่างไร
ที่มา : bgr.com

รักเพื่อน อย่าให้เพื่อนดมถุงเท้า ล่าสุดมีตัวอย่างแล้ว ป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล

ทุกๆ คนย่อมมีเรื่องหรือมุมแปลกๆ ของตัวเองกันทั้งนั้น และพฤติกรรมแปลกๆ ของชายชาวจีนนายหนึ่ง ก็ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพของเขาเลยทีเดียว

หนุ่มจีนอายุ 37 ปีรายนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่านาย Peng โดยตามรายงานผ่านสื่อนั้นระบุว่า เขามีนิสัยที่ชอบดมกลิ่นถุงเท้าของตัวเอง ที่ผ่านการใส่มาแล้วทั้งวัน และต้องดมทุกๆ วันในวันที่เขาไปทำงาน ซึ่งก็ดูแล้วก็เป็นความชอบและสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่น่าจะส่งผลเสียอะไร แต่มันผิดถนัด!

นาย Peng ที่อาศัยอยู่ที่เมือง Zhangzhou ในจังหวัด Fujian ของประเทศจีน ต้องลงเอยด้วยการไปนอนในโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บปวดบริเวณหน้าอกอย่างรุนแรง รู้สึกติดขัดเวลาที่หายใจ และมีอาการไอร่วมด้วย

รักเพื่อน อย่าให้เพื่อนดมถุงเท้า ล่าสุดมีตัวอย่างแล้ว ป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล

โดยในทีแรก คุณหมอที่รักษาอาการของนาย Peng คิดว่าเขาเป็นโรคปอดบวม แต่หลังจากที่อาการไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น การตรวจสอบในระดับที่ลึกขึ้น เผยให้เห็นว่า ได้เกิดอาการติดเชื้อราอย่างหนักในปอดของเขา และในเวลาต่อมา คุณหมอได้ซักถามนาย Peng อย่างละเอียด ก็พบว่าเขามีพฤติกรรมที่ชอบสูดดมกลิ่นถุงเท้าตัวเองเป็นประจำทุกวัน

และตามการรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า นาย Peng สารภาพกับแพทย์ว่า “เสพติดการดมกลิ่นถุงเท้าตัวเองที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว” แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังฟันธงไม่ได้ 100% ว่าการมีเชื้อราในปอดนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดมถุงเท้าหรือไม่ แต่มันก็น่าจะเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุด บวกกับการที่เขาเป็นคนนอนน้อย ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง

โดยคุณหมอ Mai Zhuanying แห่งโรงพยาบาล 909 ประจำเมือง Zhangzhou กล่าวว่า “การติดเชื้อนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ผู้ป่วยขาดการพักผ่อนนอนน้อย เพราะเขาต้องดูแลลูกน้อย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ” และหลังจากรู้สาเหตุของอาการป่วยที่แท้จริง แพทย์ก็ได้ให้การรักษาอย่างตรงจุด ทำให้คาดว่านาย Peng จะหายป่วยได้

ก็หวังว่าประสบการณ์การนอนโรงพยาบาลในครั้งนี้ จะทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เลือกไปทำอย่างอื่นที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และหลังจากที่ข่าวของเขาเกิดเป็นกระแสไวรัลในสื่อโซเชียลของจีนอย่าง Weibo ทำให้ความจริงถูกเปิดเผยว่านาย Peng ไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีพฤติกรรมการดมกลิ่นถุงเท้า โดยมีคอมเมนต์ของผู้ใช้งาน Weibo รายหนึ่งเขียนแสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า “โอ้..ไม่นะ เห็นทีว่าเราต้องเลิกดมกลิ่นถุงเท้าที่ผ่านการใส่มาทั้งวันได้แล้ว” ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว
ที่มา : www.sciencealert.com

ภาพดาวพฤหัสบดีจากยานจูโนของนาซาที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

ภารกิจส่งยานจูโนไปสำรวจดาวพฤหัสบดีของนาซามาถึงครึ่งทางแล้ว ยานลำนี้ได้ส่งภาพที่น่าทึ่งของพายุที่เกรี้ยวกราดบริเวณขั้วของดาวพฤหัสบดี

ภาพดาวพฤหัสบดีที่น่าทึ่งเหล่านี้ มาจากกล้องจูโนแคม (JunoCam) ของนาซา รวมถึงภาพไซโคลนที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วของดาวพฤหัสบดี

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดของระบบสุริยะดวงนี้ โดยอุปกรณ์ตรวจจับของกล้องจูโนแคม จะทำการวัดองค์ประกอบของดาวพฤหัสบดี เพื่อพยายามไขความลับของการก่อตัวขึ้นของดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก 1,300 เท่า

ผู้คนได้ดาวโหลดภาพถ่ายดาวพฤหัสบดีและนำมาประมวลผล ช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดใหม่ ๆ ของพื้นผิวดาวพฤหัสบดีImage copyrightNASA / SWRI / MSSS / GERALD EICHSTÄDT / SEÁN DORAN
คำบรรยายภาพผู้คนได้ดาวโหลดภาพถ่ายดาวพฤหัสบดีและนำมาประมวลผล ช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดใหม่ ๆ ของพื้นผิวดาวพฤหัสบดี

การทำแผนที่สนามโน้มถ่วงและแม่เหล็ก ก็อาจช่วยเผยให้เห็นโครงสร้างของดาวพฤหัสบดีได้ด้วยเช่นกัน

ภาพจากจูโนแคมหลายภาพได้สร้างความประหลาดใจ

ภาพที่มีความละเอียดเผยให้เห็นพายุลูกหนึ่งก่อตัวเหมือนกับรูปร่างของโลมาImage copyrightMARSEC
คำบรรยายภาพภาพที่มีความละเอียดเผยให้เห็นพายุลูกหนึ่งก่อตัวเหมือนกับรูปร่างของโลมา

ดร. แคนไดซ์ แฮนเซน จากสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านการศึกษาดาวเคราะห์ ในรัฐแอริโซนา เป็นผู้นำโครงการจูโนแคม เธอได้นำเสนอภาพถ่ายที่น่าทึ่งจากกล้องนี้ ที่สหภาพธรณีฟิสิกส์อเมริกันในกรุงวอชิงตัน ดีซี

ภารกิจจูโนมีเป้าหมายในการเปิดเผยโครงสร้างเชิงลึกของดาวพฤหัสบดี และความลับของการก่อตัวขึ้นของมันImage copyrightALEJANDRO DIAZ D
คำบรรยายภาพภารกิจจูโนมีเป้าหมายในการเปิดเผยโครงสร้างเชิงลึกของดาวพฤหัสบดี และความลับของการก่อตัวขึ้นของมัน

ยานจูโน โคจรรอบดาวพฤหัสบดีทุก ๆ 53 วัน มันเก็บรวบรวมข้อมูลจากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่งของดาวพฤหัสบดี

กล้องจูโนแคมถ่ายภาพไซโคลนยักษ์ที่ขั้วของดาวพฤหัสบดีไว้ได้Image copyrightNASA/SWRI/MSSS/ROMAN TKACHENKO
คำบรรยายภาพกล้องจูโนแคมถ่ายภาพไซโคลนยักษ์ที่ขั้วของดาวพฤหัสบดีไว้ได้

“ตอนที่ผ่านขั้วของดาวพฤหัสบดีครั้งแรก เรารู้ว่าเรากำลังเห็นดินแดนบนดาวพฤหัสบดีที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” ศ. แฮนเซน กล่าว

“สิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังก็คือ เราจะเห็นภาพหลากหลายมุมอย่างเป็นระเบียบของไซโคลนหลายลูก ซึ่งเป็นพายุลูกใหญ่ มีขนาด 2 เท่าของรัฐเทกซัส”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการเคลื่อนผ่าน 16 ครั้งต่อมา ยังคงเห็นการจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบของพายุขนาดยักษ์เหล่านั้นที่บริเวณนั้น

การศึกษาเกี่ยวกับพลังงานและการเคลื่อนที่ของพื้นผิวดาวพฤหัสบดีอาจช่วยเผยให้เห็นโครงสร้างที่ลึกลงไปอีกของดาวพฤหัสบดีImage copyrightNASA / SWRI / MSSS / GERALD EICHSTÄDT / SEÁN DORAN
คำบรรยายภาพการศึกษาเกี่ยวกับพลังงานและการเคลื่อนที่ของพื้นผิวดาวพฤหัสบดีอาจช่วยเผยให้เห็นโครงสร้างที่ลึกลงไปอีกของดาวพฤหัสบดี

“ภาพที่สวยงาม” เหล่านั้น กำลังทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มรู้ว่า ดาวพฤหัสบดีก่อตัวขึ้นและมีวิวัฒนาการอย่างไร

“วัตถุประสงค์ของภารกิจจูโนคือการศึกษาโครงสร้างชั้นในของดาวพฤหัสบดี และโครงสร้างนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อกลุ่มเมฆด้านบน เรากำลังพยายามหาความเชื่อมโยง แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”

สามารถเข้าไปดูภาพถ่ายดาวพฤหัสบดีเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กล้องจูโนแคม

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-46571744

Weather control device กำลังมาหรือเปล่า? เมื่อจีนกับรัสเซีย ทดลองเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ

จีนและรัสเซีย ร่วมกันทำการทดลองที่ยังมีข้อกังขาถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง โดยเป็นการทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อดัดแปลงสภาพชั้นบรรยากาศโลกด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง

โดยฐานปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงของรัสเซีย มีชื่อว่า Sura Ionospheric Heating Facility (ฐานทดลองสร้างความร้อนให้กับชั้นบรรยากาศ) โดยฐานนี้ตั้งอยู่ในเมือง Vasilsursk ทางฝั่งตะวันออกของมอสโก โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเพื่อดัดแปลงสภาพชั้นบรรยากาศโลก ในขณะที่ทางฝั่งจีนนั้น ได้ใช้ดาวเทียมที่มีชื่อว่า Seismo‐Electromagnetic Satellite (CSES) เพื่อการวัดค่าการรบกวนของกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ อันเกิดจากการปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงของรัสเซีย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการทดลองในลักษณะนี้ แต่เพิ่งจะมีการเปิดเผยเรื่องนี้ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงมีบทความในสื่อหลักของจีนอย่าง South China Morning Post ทำให้เกิดการจุดประเด็นในแง่ของความเป็นห่วงว่า เทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือไม่

ด้วยความที่คลื่นความถี่สูงสามารถทำให้เกิดสภาวะความเป็นพลาสมาของก๊าซในชั้นบรรยากาศ นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสื่อสารผ่านคลื่นความถี่วิทยุของมนุษย์ ซึ่งการก่อกวนสภาพชั้นบรรยากาศนี้ อาจส่งผลให้เกิดเทคโนโลยีที่สามารถ ปิดกั้น หรือเพิ่มแรงส่ง ให้กับการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่วิทยุในระยะทางไกลๆ ได้เลย

โดยการทดลองในเบื้องต้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเพียงการทดลองในเบื้องต้น เพื่อปูทางไปสู่การทดลองในสเกลที่ใหญ่กว่าในอนาคต และจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในสภาพชั้นบรรยากาศได้มากกว่า

Weather control device กำลังมาหรือเปล่า? เมื่อจีนกับรัสเซีย ทดลองเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ

เสาจำนวนมากที่ใช้ส่งคลื่นวิทยุความถี่สูงในฐาน Sura Ionospheric Heating Facility

โดยในการทดลองครั้งหนึ่งนั้น มีการรายงานว่ามันส่งผลกระทบกับชั้นบรรยากาศโลกกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างถึง 126,000 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว และในการทดลองอีกครั้งหนึ่ง มีการรายงานว่า ก๊าซที่มีสภาวะทางไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 100 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยเคลมว่า การทดลองนี้มีเพียงเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น และไม่ส่งผลเสียใดๆ ต่อสภาพชั้นบรรยากาศ และนักวิจัยรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวกับสื่อ South China Morning Post ว่า “พวกเราไม่ได้สวมบทเป็นพระเจ้า และเราไม่ได้เป็นเพียงชาติเดียวที่ร่วมมือกับรัสเซีย ทั้งนี้ยังมีประเทศอื่นที่ทำการทดสอบในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย”

โดยฐาน Sura ที่ใช้ในการทดลองส่งคลื่นความถี่สูงนั้นจัดตั้งโดยสหภาพโซเวียตในยุคปี 80 โดยทางรัสเซียอธิบายว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการทดลองในลักษณะนี้ นั้นมาจากโครงการในลักษณะคล้ายๆ กันของอเมริกาที่มีการใช้คลื่นความถี่สูงเพิ่มความร้อนให้กับชั้นบรรยากาศ โดยที่โครงการของสหรัฐนั้นมีชื่อว่า High Frequency Active Auroral Research Program (HAARP) ที่สร้างฐานขึ้นในรัฐอะลาสกาในช่วงยุค 90

HAARP นั้นมีประสิทธิภาพในการจัดการกับชั้นบรรยากาศของโลกสูงกว่า Sura ของรัสเซียหลายเท่า โดยในช่วงแรกของโครงการทดลอง HAARP นั้นได้ทุนสนับสนุนจากงบประมาณทางการทหารของสหรัฐ แต่ตอนนี้ HAARP อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันการศึกษา University of Alaska Fairbanks

แต่กองทัพอากาศของสหรัฐ ไม่ได้ล้มเลิกความพยายามในการทดลองเพื่อก่อกวนชั้นบรรยากาศโลก และจากการตรวจสอบโครงการทดลองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่ามีการทิ้งระเบิดพลาสมาประจุไฟฟ้าใส่บรรยากาศชั้นบน เพื่อดูว่ามันจะส่งผลเช่นไรต่อชั้นบรรยากาศ

แต่ยังไม่ใช่เพียงเท่านี้ มีการรายงานว่าจีนได้สร้างฐานการทดลองความเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศขึ้นที่เมือง Sanya ทางภาคใต้ของจีน ซึ่งคาดว่าฐานนี้จะทำการทดลองสร้างความเปลี่ยนแปลงบนชั้นบรรยากาศที่ครอบคลุมน่านฟ้าทางซีกใต้ของจีนทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีเครื่องยืนยันว่าการก่อกวนชั้นบรรยากาศด้วยคลื่นความถี่สูงนั้นจะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมาของปี 2018 รัสเซียถูกกล่าวหาว่าทำการกวนคลื่นสัญญาณ GPS

Weather control device กำลังมาหรือเปล่า? เมื่อจีนกับรัสเซีย ทดลองเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ

ใครที่เล่นเกมส์ Red Alert 2 คงคุ้นเคยกับ Weather control device เป็นอย่างดี

และทางฝั่งการทดลอง HAARP ของสหรัฐอเมริกา นั้นมักจะถูกนำมาโยงเข้ากับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมสภาพอากาศ หรือสามารถทำให้เกิดพายุรุนแรงในภูมิภาคใดๆ ของโลกได้เลย (ใครเล่นเกมส์ Red Alert 2 คงคุ้นเคยกับอุปกรณ์ควบคุมสภาพอากาศหรือ Weather control device ของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าผู้พัฒนาเกมส์ได้แนวคิดของอาวุธนี้มาจาก HAARP)

โดยคุณ Guo Lixin ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์และวิศวกรจาก Xidian University ประเทศจีน กล่าวกับสื่อ South China Morning Post ว่า “การร่วมมือในระดับชาตินั้นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยากในประเทศจีน และการไปข้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สามารถจัดการชั้นบรรยากาศได้นั้น ยังเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆ”
ที่มา : www.sciencealert.com

ฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว เพราะโลกร้อน

 

ฉลามที่อยู่ในท้องทะเลยุคปัจจุบันนี้ก็ว่าน่ากลัวแล้ว แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสายพันธุ์ที่ครองความเป็นจ้าวสมุทรเมื่อล้านปีก่อน เจ้าฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน (Megalodon) ที่ลำตัวยาวได้ถึง 22 เมตร เทียบกับฉลามขาวซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ในปัจจุบันยังมีความยาวสูงสุดได้เพียง 6 เมตร เจ้า เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อประมาณ 2.6 ล้านปีก่อน และมันได้ทิ้งซากฟอสซิลเอาไว้มากมาย และการสืบสวนหาสาเหตุการสูญพันธุ์ของเจ้ายักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทรนั้นก็เป็นความท้าทายที่ใหญ่พอๆ กับขนาดตัวของมัน

 

ฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว เพราะโลกร้อน

ภาพเปรียบเทียบขนาดปลาฉลาม [ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia]

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

  • Carcharodon megalodon (maximum) ฉลามเม็กกาโลดอน (ตามแนวคิดแบบสุดโต่ง)
  • Carcharodon megalodon (conservative) ฉลามเม็กกาโลดอน (ตามแนวคิดอนุรักษ์นิยม)
  • Rhincodon typus ฉลามวาฬ
  • Carcharodon carcharius ฉลามขาว

โดยได้มีการเปิดเผยผลงานวิจัยเรื่องสาเหตุการสูญพันธุ์ของเม็กกาโลดอนในงานสัมมนาประจำปี American Geophysical Union conference ซึ่งจัดขึ้นในเมือง Washington, D.C. สหรัฐอเมริกา ในช่วงระหว่างวันที่ 10-14 ธ.ค. โดยมีการให้รายละเอียดว่า เจ้าฉลามยักษ์สามารถควบคุมอุณหภูมิในร่างกายได้คล้ายกับฉลามบางสายพันธุ์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ฉลามยักษ์จากโลกยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีอุณหภูมิในร่างกายที่สูงกว่า และนั่นคือความความหายนะ

ซึ่งการที่จะระบุอุณหภูมิในร่างกายของสัตว์ยักษ์ที่สูญพันธ์ไปเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว นั้นก็เป็นงานยากอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยเงื่อนงำที่เปิดเผยเรื่องอุณหภูมิร่างกายของฉลามยักษ์นั้น ซ่อนอยู่ในฟอสซิลฟันของพวกมันนั่นเอง โดยพันธะของไอโซโทปที่เป็นส่วนประกอบทางเคมีที่อยู่ในฟอสซิลของชิ้นฟันนั้น มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิในร่างกาย และฟันของมันก็เป็นตัวบอกกับเราว่า อุณหภูมิภายในร่างกายของมันควรจะเป็นเท่าไหร่

ขนาดตัวที่ใหญ่โตของเจ้าเม็กกาโลดอน เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มันครองความเป็นจ้าวสมุทร แต่ด้วยความใหญ่โตนั่นเอง ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของมันสูงเทียบเท่าวาฬ และสัตว์ที่อุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 104 องศาฟาเรนไฮต์ (40 องศาเซลเซียส) ระบบการเผาผลาญอาหารของมันต้องการอาหารในปริมาณมาก และเมื่ออุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ก็ยากที่พวกมันจะทนทานต่อไปได้

ภาวะโลกร้อนส่งผลให้เหยื่อของพวกมัน ย้ายถิ่นที่อยู่ไปยังโซนที่เย็นกว่า ทำให้พวกมันขาดแคลนอาหาร และแถมยังมีสัตว์นักล่าหน้าใหม่ที่หันมาล่าฉลามยักษ์ ด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมๆ กันทำใหเจ้าเม็กกาโลดอน เหลือไว้ให้เราได้เห็นเพียงซากฟอสซิล
ที่มา : bgr.com , th.wikipedia.org

เผยภาพ “ดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน” ก่อนเข้าใกล้โลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สดร. เผยภาพ “ดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน” ก่อนเข้าใกล้โลกที่สุด 16 ธันวาคมนี้ คาดอาจมองเห็นด้วยตาเปล่า

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน ปรากฏบริเวณกลุ่มดาวแม่น้ำ บันทึกในคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2561 เวลา 23.16 น. ณ ยอดดอยอินทนนท์ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ขณะนี้มีความสว่างปรากฏที่แมกนิจูด 10 สามารถสังเกตการณ์ได้ด้วยกล้องสองตา ก่อนจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดวันที่ 16 ธันวาคม 2561 นี้ คาดว่าจะมีค่าความสว่างมากขึ้นจนอาจสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในที่มืดสนิท ในช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาววัว เชิญชวนผู้สนใจติดตามปรากฏการณ์ดังกล่าวตลอดเดือนธันวาคมนี้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน (46/P Wirtanen) จะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2561 นี้ ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 11.5 ล้านกิโลเมตร นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีค่าความสว่างสูงสุดประมาณแมกนิจูด 3 อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (ค่าความสว่างที่ตาคนเราสามารถสังเกตเห็นได้อยู่ที่แมกนิจูด 6 ยิ่งค่าน้อยยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพท้องฟ้าควรมืดสนิทปราศจากแสงและเมฆรบกวน สำหรับประเทศไทยสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เวลาประมาณหนึ่งทุ่มถึงตีสี่ บริเวณกลุ่มดาววัว จึงขอเชิญชวนผู้สนใจติดตามปรากฏการณ์ดังกล่าว

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการสังเกตการณ์ดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่ดาวหางยังสว่างไม่มากนัก สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องสองตาที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 7-10 เท่าขึ้นไปหรือกล้องโทรทรรศน์ และหากต้องการถ่ายภาพ ควรเลือกช่วงเวลาที่ดาวหางอยู่ในตำแหน่งสูงจากขอบฟ้ามากที่สุด เพื่อหลีกหนีมวลอากาศที่บริเวณขอบฟ้า สิ่งสำคัญคือต้องถ่ายภาพในบริเวณที่มืดสนิท ไม่มีแสงไฟ แสงดวงจันทร์หรือเมฆหมอกรบกวน

ดาวหาง 46พี เวอร์ทาเนน (46P/Wirtanen) เป็นดาวหางคาบสั้นขนาดเล็ก มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณแถบไคเปอร์ ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูน ค้นพบโดย คาร์ล เอ. เวอร์ทาเนน นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จะโคจรมาใกล้โลกประมาณทุก 5 ปี แต่สำหรับปีนี้ นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีความสว่างมากที่สุด และมีโอกาสสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า จึงเป็นดาวหางที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

เหตุใด ค.ศ. 536 เป็นปีเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตของมนุษย์?

เหตุใด ค.ศ. 536 เป็นปีเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตของมนุษย์?

  • 10 ธันวาคม 2018
A volcanic eruption (artistic design)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาพจากจินตนาการแสดงให้เห็นหมอกควันที่บดบังแสงอาทิตย์ในซีกโลกเหนือนานถึง 18 เดือน เมื่อปี ค.ศ. 536

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยุคสมัยที่คนเราต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเอาชีวิตรอดมากที่สุด อาจไม่ใช่ช่วงเวลาวิกฤตในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีอย่างเช่นปี ค.ศ. 1349 ที่ประชากรครึ่งหนึ่งของยุโรปต้องตายลงด้วยเหตุกาฬโรคระบาด หรือปี ค.ศ. 1918 ซึ่งไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตผู้คนไป 50-100 ล้านคนทั่วโลก

แต่ช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดดังกล่าว อาจเป็นปี ค.ศ. 536 ที่นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเสนอว่า เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ทำให้เกิดภัยพิบัติที่กระหน่ำซ้ำเติมมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดช่วงหนึ่งศตวรรษต่อจากนั้น

ศาสตราจารย์ไมเคิล แม็กคอร์มิก ประธานโครงการความริเริ่มทางวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้นำทีมนักวิจัยนานาชาติ ได้ตีพิมพ์ข้อเสนอข้างต้นในวารสาร Antiquity ฉบับเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเหตุภูเขาไฟระเบิดครั้งรุนแรงในซีกโลกเหนือเมื่อปี ค.ศ. 536 ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิอากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดภัยแล้ง ความหนาวเย็น ภาวะขาดแคลนอาหาร โรคระบาด และการล่มสลายของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ติดตามมา

ปี ค.ศ. 536 (พ.ศ. 1079) ตรงกับยุคของจักรวรรดิไบแซนไทน์ซึ่งสืบทอดอำนาจจากจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ล่มสลายไปก่อนหน้านั้น บันทึกโบราณหลายฉบับระบุว่า ปี 536 เริ่มต้นขึ้นด้วยปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้า โดยมีกลุ่มหมอกควันปกคลุมไปทั่วยุโรป ตะวันออกกลาง และบางส่วนของเอเชีย เป็นเวลานานติดต่อกัน 18 เดือน จนทำให้ท้องฟ้าดำมืดทั้งกลางวันและกลางคืน

อุณหภูมิในฤดูร้อนของปีนั้นลดลงจากปีก่อนหน้า 1.5-2.5 องศาเซลเซียส แต่ขณะนั้นไม่มีใครรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่หนาวเย็นที่สุดในรอบ 2,300 ปีที่ผ่านมา บันทึกโบราณของจีนระบุว่าเกิดหิมะตกกลางฤดูร้อน พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และเกิดทุพภิกขภัยที่ทำให้ผู้คนต้องอดอยากล้มตายไปจำนวนมาก

พงศาวดารไอริชได้บันทึกไว้ว่า เกิดภาวะ “ขาดแคลนขนมปัง” ในระหว่างปี 536-539 และไม่กี่ปีต่อมาที่เมืองเพลูเซียม (Pelusiam) ซึ่งเป็นเมืองท่าของชาวโรมันในอียิปต์ ได้เกิดกาฬโรคระบาดหนักในปี 541 และต่อมาลุกลามไปเป็นเหตุโรคระบาดครั้งใหญ่ในสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน ทำให้ประชากรของจักรวรรดิไบแซนไทน์ต้องล้มตายลงราว 1 ใน 3 หรืออาจจะถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด อันเป็นสาเหตุที่เร่งให้จักรวรรดิโรมันตะวันออกล่มสลายเร็วขึ้น

อะไรคือต้นเหตุของหายนะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลากว่าร้อยปี และกลุ่มหมอกควันหนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์นานถึงปีครึ่งนั้นมาจากไหนกันแน่?

ชั่วโมงแห่งความมืดมิด

Volcanic eruptionImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเหตุภูเขาไฟ Eyjafjallajökull ในไอซ์แลนด์ปะทุเมื่อปี 2010 ทำให้ต้องปิดน่านฟ้าและงดการเดินอากาศทั่วยุโรป

กล่าวกันว่าสมัยกลางศตวรรษที่ 6 นั้น ถือได้ว่าเป็น “ชั่วโมงมืด” (a dark hour) ท่ามกลางช่วงเวลาที่เคยเรียกขานกันว่า “ยุคมืด” (dark ages) ซึ่งก็สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่ท้องฟ้าอันมืดมิด นำมาซึ่งหายนะอันดำมืดสำหรับมวลมนุษยชาติโดยไม่ทราบสาเหตุ

แต่ปัจจุบันปริศนาที่ดูเหมือนจะมืดมนไร้คำตอบนี้ ได้รับการไขให้กระจ่างจากทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว โดยการวิเคราะห์หลักฐานในแกนน้ำแข็งซึ่งขุดเจาะจากธารน้ำแข็งที่มีอายุเก่าแก่ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้เผยถึงองค์ประกอบของบรรยากาศโลกในยุคนั้น

ในส่วนหนึ่งของแกนน้ำแข็งซึ่งเก็บรักษาร่องรอยทางเคมีและอนุภาคฝุ่นละอองต่าง ๆ ในอากาศจากช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 536 นักวิทยาศาสตร์พบเศษหินแก้วภูเขาไฟขนาดจิ๋ว 2 ชิ้น ซึ่งชี้ว่าเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดครั้งรุนแรงในแถบไอซ์แลนด์หรือภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยเถ้าถ่านภูเขาไฟที่ปะทุออกมาปริมาณมหาศาลได้กระจายตัวปกคลุมท้องฟ้าของซีกโลกเหนือเอาไว้ทั้งหมด

หมอกควันจากเถ้าถ่านภูเขาไฟนี้ยังถูกกระแสลมพัดพาให้ปกคลุมไปทั่วยุโรป และขยายตัวบดบังแสงอาทิตย์ในบางส่วนของทวีปเอเชียในเวลาต่อมา เหตุร้ายยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะในปี 540 และปี 547 ยังเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดรุนแรงตามมาอีก 2 ครั้งในพื้นที่ซึ่งคาดว่าเป็นเขตร้อนของโลก ซ้ำเติมให้สภาพท้องฟ้ามืดมิดและอากาศหนาวเย็นแผ่ขยายไปทั่ว จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ยุคน้ำแข็งช่วงสั้น” (mini ice age) ที่กินเวลานานราว 125 ปี

เวลาของการฟื้นคืนชีพ

หลังประสบหายนะและโรคระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวะเศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำสู่ความฝืดเคืองและภาวะชะงักงันที่กินเวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ก่อนที่จะพบกับสัญญาณของการเริ่มฟื้นตัวในปี 640 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทราบได้จากปริมาณของอนุภาคตะกั่วในอากาศที่พุ่งสูงขึ้น แสดงถึงการทำเหมืองแร่เงินที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 หลังจากที่ซบเซาไปในช่วงกว่าร้อยปีก่อนหน้านั้น

Glacier (file picture)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพแกนน้ำแข็งที่ขุดเจาะได้จากธารน้ำแข็งอายุเก่าแก่ สามารถบ่งบอกถึงชีวิตของผู้คนในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนได้

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าปริมาณของอนุภาคตะกั่วในแกนน้ำแข็งอายุเก่าแก่ พุ่งสู่ระดับสูงสุดอีกครั้งในตำแหน่งที่ตรงกับช่วงปี 660 ซึ่งขณะนั้นแร่เงินได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจยุคกลางแทนทองคำที่กำลังขาดแคลน เนื่องจากการค้าขายโดยใช้เงินตราได้เฟื่องฟูขึ้นจนทองคำไม่พอใช้ เหตุการณ์นี้ยังชี้ถึงการเกิดขึ้นของชนชั้นพ่อค้าวาณิช ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย

ศ. ไคล์ ฮาร์เปอร์ นักประวัติศาสตร์ยุคโรมันและยุคกลางจากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาของสหรัฐฯ บอกว่าข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับภัยธรรมชาติและมลพิษในอากาศจากฝีมือมนุษย์เมื่อเกือบ 1,500 ปีก่อน ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นน้ำแข็งนี้ “ได้มอบบันทึกทางประวัติศาสตร์แบบใหม่ให้กับเรา สร้างความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของจักรวรรดิโรมัน และการเริ่มเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจใหม่ในยุคกลาง”

ศ. คริสโตเฟอร์ เลิฟลัค นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า “เราได้เข้าสู่ยุคของวิทยาการใหม่ล่าสุด ที่สามารถผสมผสานข้อมูลจากบันทึกธรรมชาติที่มีความแม่นยำและความละเอียดสูงในสิ่งแวดล้อม เข้ากับข้อมูลจากบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีรายละเอียดสอดคล้องตรงกันได้แล้ว นับเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทีเดียว”

เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์อะไรเบอร์นั้น เมื่อจีนผุดไอเดียเก๋ ลองปลูกมันฝรั่งบนดวงจันทร์

ในขณะที่ NASA รวมถึงหน่วยงานด้านอวกาศทั่วโลก พุ่งเป้าความสนใจไปที่ดาวอังคารมาได้สักระยะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสนใจในภารกิจการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคาร หรือภารกิจที่แค่ส่งคนไปบินรอบดาวอังคารแล้วบินกลับบ้าน และก็ต้องลุ้นกันว่า ใครจะเป็นเจ้าแรกที่ทำให้ภารกิจมนุษย์กับดาวอังคารเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ดี ดวงจันทร์ ดาวบริวารที่สนิทใกล้ชิดกับโลกของเรา ก็ยังมีความลับมากมายที่รอคอยการพิสูจน์

และด้วยเสน่ห์ของดวงจันทร์ที่ยังคงมีอะไรรอคอยการค้นพบอยู่อีกมาก ทำให้จีนเปิดภารกิจ Chang’e-4 ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจดวงจันทร์ขนานใหญ่ที่จะทำให้เรารู้จักดาวเคราะห์ดวงนี้ดีขึ้นกว่าที่เคย และอาจจเป็นการตอบคำถามได้ว่า ดวงจันทร์นั้นเหมาะสำหรับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือไม่ โดยภารกิจนี้มีองค์ประกอบจำนวนมาก ทั้งยานนำลงจอด และรถสำรวจ Rover โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ เป็นภารกิจแรกที่มุ่งเน้นการสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์ (ซีกของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา)

เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์อะไรเบอร์นั้น เมื่อจีนผุดไอเดียเก๋ ลองปลูกมันฝรั่งบนดวงจันทร์

ด้านไกลของดวงจันทร์ ภาพถ่ายจากโครงการ Apollo 16

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

โดยกำหนดการปล่อยจรวด เพื่อส่งรถสำรวจไปยังดวงจันทร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 และแผนการทดลองที่จะเกิดขึ้นหลังการลงจอดบนดวงจันทร์นั้นกินเวลานานนับปี โดยมีเป้าหมายการทดลองทางวิทยาศาสตร์มากมาย

อันดับแรก เมื่อการลงจอดเสร็จสิ้นเรียบร้อย รถสำรวจจะทำการถ่ายภาพ และอ่านค่าการแผ่รังสีจากห้วงอวกาศ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งกรวจลับมายังโลกผ่านดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์ และเป้าหมายใหญ่ของภารกิจนี้คือ การสำรวจดูว่าดินของดวงจันทร์นั้นเหมาะสำหรับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือไม่ โดยรถสำรวจจะทำการทดลองเพาะปลูกเมล็ดมันฝรั่งบนดินของดวงจันทร์ นอกจากนี้รถสำรวจยังนำไข่ของแมลงไปด้วย เพื่อเฝ้าดูว่า พืชและแมลงจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์

เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์อะไรเบอร์นั้น เมื่อจีนผุดไอเดียเก๋ ลองปลูกมันฝรั่งบนดวงจันทร์

รถสำรวจในภารกิจ Chang’e-4

ขอบคุณภาพประกอบจาก China Ministry of Defense

รถสำรวจได้รับการติดตั้งกล้องมุมกว้างแบบพาโนราม่า เพื่อการบันทึกภาพ รวมถึงอุปกรณ์เรดาร์ที่ใช้ในการสำรวจสภาพดิน และยังมีการติดตั้ง สเปกโทรมิเตอร์ (Spectrometer) ที่ใช้หลักการของแสงมาระบุชนิดของสสาร และส่งข้อมูลทั้งหมดกลับมายังโลก

โดยภารกิจ Chang’e-4 ของจีนที่กินเวลานานนับปีนั้น จะทำให้เรามีองค์ความรู้แบบเจาะลึกเกี่ยวกับดวงจันทร์ และถึงแม้จะจรวดจะได้รับการปล่อยในช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่ก็ต้องรอไปจนถึงต้นปี 2019 กว่าที่ยานจะลงจอด และคาดว่าเมื่อไหร่ที่การลงจอดประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นข่าวใหญ่อีกอย่างแน่นอน

 

ที่มา : bgr.com , th.wikipedia.org