คลังเก็บหมวดหมู่: บทความวิทยาศาสตร์

เวิลด์ไวด์เว็บ (World-Wide Web : WWW) มีต้นกำเนิดจากที่ไหน

เวิลด์ไวด์เว็บ (World-Wide Web : WWW) มีต้นกำเนิดจากที่ไหน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจจะไม่รู้จัก CERN มีชื่อเต็มว่า องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ทั้ง ๆ ที่ CERN อาจจะช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นทุกวันนี้

นอกจากต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ www จะมาจาก CERN แล้ว งานหลัก ๆ อื่น ๆ คือเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขนาดใหญ่

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

หลุมดำImage copyrightESO

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน

download

เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร

ที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า

จากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้

ขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า

เชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่

นักวิทยาศาสตร์ชี้ “ภาวะเอกฐานเปลือย” อาจใช้เดินทางข้ามเวลาได้

 

นาฬิกาแกว่งImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเสนอแนวคิดใหม่ทางฟิสิกส์ ซึ่งอาจนำไปใช้สร้างเครื่องเดินทางข้ามเวลาหรือ “ไทม์แมชชีน” ขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง โดยชี้ว่าภาวะที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ และไม่มีสิ่งใดห่อหุ้มปกปิดภาวะนี้อยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาวะเอกฐานเปลือย” (Naked singularity) นั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเดินทางไปยังอดีตหรืออนาคตได้ตามใจปรารถนา

แคโรไลน์ มัลลอรี นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ วิทยาเขตดาร์ตมัธของสหรัฐฯ ตีพิมพ์แนวคิดดังกล่าวในวารสาร Classical and Quantum Gravity โดยระบุว่าวิธีนี้เป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างไทม์แมชชีน โดยไม่ต้องอาศัยสสารพิเศษที่มีมวลเป็นลบตามแนวคิดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมวลที่เป็นลบนั้นยังไม่พบว่ามีอยู่จริงในธรรมชาติ

แนวคิดของมัลลอรีนั้นคือการทำให้ปริภูมิ-เวลา เกิดการบิดงอจนพับทบมาบรรจบกับตัวเองได้ ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์เรียกภาวะนี้ว่า “เส้นโค้งปิดเสมือนเวลา″ (Closed time-like curve) ที่ทำให้เกิดภาวะที่เวลาหมุนวนเป็นวงกลมอย่างไม่สิ้นสุด จากอดีตสู่ปัจจุบันและไปสู่อนาคตก่อนจะย้อนกลับไปยังอดีตอีกครั้ง

มัลลอรีเสนอว่า การเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงในระบบของเส้นโค้งปิดเสมือนเวลา โดยใช้พาหนะที่ศูนย์กลางมี “ภาวะเอกฐานเปลือย” จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในห้วงเวลาเป็นไปได้

ศาสตราจารย์เการพ คาห์นนา ผู้เขียนร่วมของบทความวิจัยนี้และอาจารย์ที่ปรึกษาของมัลลอรีอธิบายว่า “เราสามารถใช้สสารที่มีมวลเป็นบวกตามธรรมดา สร้างพาหนะที่คล้ายกับรถยนต์ซึ่งมีความยาวมาก ๆ สองคัน แล้วนำมาจอดขนานกันไว้”

ร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time MachineImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine

“รถคันหนึ่งจะเคลื่อนตัวออกไปก่อนด้วยความเร็วสูงมาก ในขณะที่อีกคันจอดนิ่งอยู่ สภาพการณ์นี้จะทำให้เกิดเวลาที่หมุนวนเป็นวงกลมขึ้นในปริภูมิระหว่างรถทั้งสองคัน โดยที่ใจกลางของรถจะต้องมีสภาพเป็นภาวะเอกฐานเปลือยด้วย”

ตามปกติแล้ว ภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่ความหนาแน่น อุณหภูมิ และความดันเป็นอนันต์ จะพบได้ที่ใจกลางหลุมดำเท่านั้น โดยภาวะเอกฐานนี้มีขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) ของหลุมดำห่อหุ้มเอาไว้ แต่ “ภาวะเอกฐานเปลือย” นั้นไม่มีสิ่งใดปกปิดอยู่ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบว่ามีภาวะเช่นนี้อยู่ในธรรมชาติ ทั้งไม่แน่ใจว่ามันสามารถจะมีอยู่จริงได้หรือไม่

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังไม่สามารถจะสร้างไทม์แมชชีนขึ้นมาได้ในเร็ววัน แต่แนวคิดใหม่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจเรื่องระบบที่เวลาหมุนวนได้มากขึ้น” ศ. คาห์นนากล่าว

ภูมิแพ้ : เหตุใดคนเกือบครึ่งโลกจึงเป็นโรคนี้

ภูมิแพ้ : เหตุใดคนเกือบครึ่งโลกจึงเป็นโรคนี้

ข้อมูลจากทีมนักวิจัยจากสถาบันคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอนในอังกฤษ ระบุว่า แนวโน้มของผู้เป็นโรคภูมิแพ้ (Allergies) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาพบเห็นได้ชัดเจนในประเทศแถบตะวันตก และคาดว่าราว 40% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเหตุใดอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในไทยนั้น ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์ ระบุว่า ภูมิแพ้ เกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ได้รับเข้ามา โดยการขับสารตัวกลางออกมาต้านสิ่งแปลกปลอม แต่สารตัวกลางจะก่อให้เกิดการอักเสบและอาการแพ้แก่ร่างกาย การเกิดโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่อสารบางอย่างที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่เป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้

สารที่ร่างกายรับเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่าง ๆ เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้โดยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกและน้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองที่ใบหน้า มีผดผื่นคันและแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก หลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย

เชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษในปัจจุบันก็เป็นปัจจัยเสริมทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้น

โรคภูมิแพ้รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้เป็นได้เกือบทุกวัย เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่

การรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมี 3 วิธีคือ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากผู้ป่วยได้รับการทดสอบภูมิแพ้ และทราบว่าตัวเองแพ้อะไร การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้อาการดีขึ้น

แต่หากไม่ได้ทดสอบภูมิแพ้ อาจใช้วิธีสังเกตว่า ได้รับสารอะไรแล้วมีอาการ ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

นอกจากนี้ควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การทำความสะอาดบ้านเพื่อขจัดฝุ่นละออง การงดเลี้ยงสัตว์ที่ขนอาจกระตุ้นอาการแพ้ เช่น สุนัข แมว กระต่าย ฯลฯ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือแม้แต่ควันบุหรี่

2. การใช้ยา เช่น ยารับประทาน ยาพ่นเข้าจมูก หรือยาสูดเข้าหลอดลม ซึ่งผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

3. การฉีดวัคซีน เป็นการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยแพทย์จะทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด แล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยค่อย ๆ ปรับภูมิต้านทานขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 3 – 5 ปี

สำหรับผู้ป่วยแพ้อาหารที่มีอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้แล้ว แต่ยังมีอาการแพ้เนื่องจากได้รับอาหารที่แพ้เจือปนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อย ๆ เช่น การแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด ได้แก่ ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารชุบแป้งทอด เป็นต้น ทำให้การหลีกเลี่ยงเป็นไปได้ยาก และมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

Crew Dragon on the padImage copyrightSPACEX
คำบรรยายภาพจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน จะถูกปล่อยขึ้นจากฐานซึ่งเคยใช้ปล่อยยานอะพอลโลมาแล้ว แต่ตอนนี้ตัวฐานได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงขนานใหญ่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน

สเปซเอ็กซ์ ปล่อยจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน

แคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น

ตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง

สำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว

Artwork: Crew Dragon approaches ISSImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นตัวแคปซูลดรากอนเข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติทางด้านหน้า

การทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล “ดรากอน” แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า “ริปลีย์” ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง “เอเลี่ยน” ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์

หลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง

SpaceX Dragon
SpaceX Dragon

ในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด

คาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง

สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

Woman with heart diseaseImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาจมีพฤติกรรมหลายอย่างที่สร้างความเสียหายให้หัวใจโดยที่คุณไม่รู้ตัว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

Man flossingImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหัวใจจะขอบคุณเวลาที่คุณใช้ไหมขัดฟัน

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

Woman stressed by her bossImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพงานวิจัยจากสวีเดนชี้ว่า คนที่มีภาวะเครียดในที่ทำงานเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

Man having bad newsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน อาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

Lonely man with chest painsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพความเหงาอาจส่งผลร้ายต่อหัวใจคุณ

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

Man at the doctorImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

Woman drinking a cup of teaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงของผู้หญิงวัยทอง ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ “โคโรลอฟ” บนดาวอังคาร

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ "โคโรลอฟ" บนดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บนดาวอังคาร

ผู้สื่อขาวรายงานว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร เป็นดินแดนน้ำแข็งบนดาวอังคาร สุดตระการ! ซึ่งบันทึกโดยยานอวกาศมาร์สเอ็กซ์เพรส

หลุมดังกล่าวมีขนาดกว้างถึง 81.4 กิโลเมตร ขณะที่พืดน้ำแข็งยักษ์ภายในมีขนาดใหญ่กว่า 60 กิโลเมตร และหนามากถึง 1.8 กิโลเมตร


นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พืดน้ำแข็งยักษ์เกิดจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า เขตกักความเย็น (Cold Trap) เนื่องจากหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ลึกกว่า 2 กิโลเมตร เมื่อกระแสอากาศไหลผ่านขอบหลุมจะยกตัวขึ้นพร้อมเย็นตัวลงและจมสู่ก้นหลุมกลายเป็นชั้นอากาศเย็นลอยอยู่เหนือก้นหลุม ช่วยรักษาความเย็นภายในและคอยป้องกันความร้อนจากภายนอก อีกทั้งหลุมแห่งนี้อยู่บริเวณขั้วดาว ซึ่งได้รับแสงดวงอาทิตย์น้อยกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตร จึงสามารถเกิดพืดน้ำแข็งภายในหลุมอุกกาบาตดังกล่าวได้ตลอดทั้งปี

ปรากฏการณ์เขตกักความเย็นยังพบได้ในบริเวณหลุมอุกกาบาตขนาดเล็กอื่น เช่น หลุมอุกกาบาตลูทธ์ (Louth Crater) ที่อยู่บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคารอีกด้วย

ภาพถ่ายหลุมโคโรลอฟจากกล้อง HRSC (High Resolution Stereo Camera) ที่ติดตั้งบนยานมาร์สเอ็กซ์เพรสขององค์การอวกาศยุโรป ซึ่งบันทึกภาพอย่างต่อเนื่องขณะโคจรอยู่เหนือหลุมดังกล่าว จากนั้นจึงนำมารวมเป็นภาพเดียว ทำให้ได้ภาพที่ละเอียดและเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยรอบ


หลุมอุกกาบาตโคโรลอฟ ถูกตั้งชื่อตามเซียร์เกย์ โคโรลอฟ (Sergei Korolev) หัวหน้าทีมวิศวกรด้านเครื่องยนต์จรวด และนักออกแบบยานอวกาศ มีส่วนสำคัญในการควบคุมภารกิจต่างๆ ในโครงการอวกาศโซเวียต เช่น โครงการสปุตนิก ซึ่งเป็นโครงการส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก และโครงการยานอวกาศวอสตอค ภารกิจส่ง ยูริ กาการิน มนุษย์ที่ขึ้นสู่อวกาศเป็นคนแรกของโลกอีกด้วย

ในวันที่ 25 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมาเป็นครบรอบ 15 ปีที่ยานมาร์สเอ็กเพรสเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์แดง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากแก่นักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคารและวางแผนภารกิจการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจในอนาคต

ที่มา ; http://news.thaipbs.or.th/content/276581

ยานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4” ของจีนลงจอดบนด้านมืดของดวงจันทร์ได้สำเร็จ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ยานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4” ของจีนลงจอดบนด้านมืดของดวงจันทร์ได้สำเร็จ

จีนประกาศความสำเร็จหลังยานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4″ ลงจอดบนพื้นผิว “ด้านมืด”หรือฝั่งที่หันไปทิศตรงข้ามกับโลกของดวงจันทร์ได้ เมื่อเวลา 10.26 น. ตามเวลาในกรุงปักกิ่ง หรือ 9.26 น. ตามเวลาไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ยานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4” ของจีนลงจอดบนด้านมืดของดวงจันทร์ได้สำเร็จ

ยานสำรวจได้ขนอุปกรณ์เพื่อการศึกษาทางธรณีวิทยาในพื้นที่ที่ไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน และเตรียมทำการทดลองในเชิงชีววิทยาอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ยานสำรวจ “ฉางเอ๋อ-4” ของจีนลงจอดบนด้านมืดของดวงจันทร์ได้สำเร็จ

ความสำเร็จในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการสำรวจทางอวกาศเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีภารกิจสำรวจดวงจันทร์หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่เป็นแค่การโคจรรอบ หรือบินผ่านดวงจันทร์เฉย โดยครั้งสุดท้ายที่มียานสำรวจที่เดินทางไปดวงจันทร์โดยมีนักบินอวกาศไปด้วยคือ ยานอพอลโล 17 เมื่อปี 1972

ที่มา ; https://www.bbc.com/thai/international-46752392