คลังเก็บหมวดหมู่: บทความวิทยาศาสตร์

คลื่นความโน้มถ่วง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

หลังจากปี 1905 ที่ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special relativity) สิบปีต่อมาเขาได้ตีทฤษฎีพิมพ์สัมพัทธภาพทั่วไป (General relativity) ในปี 1915 ต่อมาในปี 1916 ไอน์สไตน์ได้พยากรณ์ถึงการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational wave) ที่กระเพื่อมกาลอวกาศและเดินทางด้วยความเร็วแสง ไอน์สไตน์รู้ดีว่าแอมพลิจูดของคลื่นจะมีขนาดเล็กมากจนเขาคิดว่าไม่น่าจะตรวจจับได้ ในปีเดียวกันนี้เองชวาสชิลด์ (Schwarzschild) ได้ตีพิมพ์ผลลัพธ์จากสมการสนามจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ซึ่งภายหลังได้เข้าใจว่าเป็นการอธิบายถึงหลุมดำ

ภาพไอน์สไตน์เล่นไวโอลิน นอกจากคิดทฤษฎีแล้วเขายังชอบเล่นไวโอลินอีกด้วย

 

ในช่วงทศวรรศ 1990 เริ่มมีทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำคู่และแบบจำลองการรวมตัวกันของหลุมดำ ในช่วงนี้เริ่มมีการตรวจจับพบหลุมดำด้วยการสังเกตุเชิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้แล้ว การค้นพบระบบพัลซาร์คู่(ดาวนิวตรอนคู่) PSR B1913+16 โดยฮัลส์และเทย์เลอร์ 1975 (Hulse and Taylor) และการสังเกตการสูญเสียพลังงานโดยเทย์เลอร์และเวสเบิร์ก 1982 (Taylor and Weisberg) ได้อธิบายถึงการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงโดยอ้อม ทำให้ฮัลส์และเทย์เลอร์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ในปี 1993

การทดลองเพื่อพยายามที่จะตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงเริ่มจากเวเบอร์ (Weber) ด้วยเครื่องตรวจจับเรโซแนนท์แมส (resonant mass detectors) ในทศวรรศ 1960 ตามมาด้วยเครือข่ายเครื่องตรวจจับไครโอเจนิคเรโซแนนท์ (cryogenic resonant detectors) เริ่มมีการแนะนำเครื่องตรวจจับอินเตอร์เฟอรอมิตริก (Interferometric detectors) ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรศ 1960 และ 1970 ด้วยการศึกษาเกี่ยวการรบกวนและสมรรถนะของเครื่องตรวจจับเพื่อที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น นำไปสู่ข้อเสนอการสร้างเครื่องตรวจจับอินเลเซอร์เตอร์เฟอรอเมตริกแบบยาวเป็นกิโลเพื่มเพิ่มความไว (sensitivity)

ในปี 1979 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation : NSF)  ได้ให้ทุนกับ Caltech และ MIT ในการวิจัยและพัฒนาครื่องตรวจจับอินเลเซอร์เตอร์เฟอรอเมตริก และในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ชุดเครื่องตรวจจับเริ่มแรกได้เสร็จสมบูรณ์ได้แก่ TAMA 300 ในญี่ปุ่น , GEO 600 ในเยอรมัน , หอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงเลเซอร์อินเตอร์เฟอรอมิเตอร์ (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory:LIGO) ในอเมริกา และ Virgo ในอิตาลี ด้วยการรวมกันของเครื่องตรวจจับเหล่านี้ได้สังเกตการณ์ร่วมกันตั้งแต่ปี 2002 ถึงปี 2011 แต่ไม่พบคลื่นความโน้มถ่วง หลังจากนั้นจึงมีติดตั้งและปรับปรุงอุปกรณ์ให้มีความไวเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าเรียกว่า Advanced LIGO มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ทำให้เงินลงทุนทั้งหมดรวมเป็น 620 ล้านดอลลาร์

 

เครื่องตรวจจับของ LIGO

เครื่องตรวจจับของ LIGO (อ่านว่า ไลโก) จะมีลักษณะเป็นรูปตัว L แต่ละแขนของตัว L จะมีความยาว 4 กิโลเมตร และแต่ละแขนจะมีกระจกสะท้อนสองบาน เลเซอร์จะถูกยิงออกมาผ่านตัวแยกลำแสงไปยังแต่ละแขนและจะสะท้อนกับกระจกกลับมาที่เครื่องตรวจจับ เมื่อไม่มีคลื่นโน้มถ่วงผ่านมาคลื่นแสงทั้งสองจะหักล้างกันพอดี ไม่เกิดสัญญาณ แต่ถ้าหากมีคลื่นโน้มถ่วงผ่านมาจะทำให้ความยาวของแต่ละแขนเปลี่ยนไปเล็กน้อยมากๆน้อยกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของโปรตรอน ซึ่งจะทำให้คลื่นแสงไม่หักล้างกันหมด เกิดสัญญาณบ่งชี้ถึงคลื่นความโน้มถ่วง

ภาพจำลองเครื่องตรวจจับ Laser Interferometer

 

 

ภาพปรับจาก Physical Review Letters

อ่านเพิ่มเติม

พบหลักฐาน ดาวเคราะห์น้อย ขนาด 30 กิโลเมตร เคยพุ่งชนโลก เมื่อ 3.4 พันล้านปี

1.ภาพในจินตนาการการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาด 10 กิโลเมตรเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกที่ออสเตรเลียตามหลักฐานที่พบล่าสุดมีขนาดใหญ่กว่านี้ 2-3 เท่า (จาก Don Davis/Southw)

พบหลักฐานดาวเคราะห์น้อยขนาด 30 กิโลเมตรชนโลกเมื่อ 3.4 พันล้าน

รายงานข่าวแจ้งวว่า พบหลักฐานของดาวเคราะห์น้อยขนาด 20-30 กิโลเมตร พุ่งชนโลกเมื่อ 3.5 พันล้านปีก่อน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย พลังงานจากการชนรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์เป็นล้านลูก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ที่รุนแรงในระดับที่พลิกโฉมธรณีวิทยาของโลกเลยทีเดียว

หลักฐานนี้ค้นพบโดย แอนดรู กลิกสัน และอาร์เทอร์ ฮิกแมน จากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียนเนชันนัลหรือเอเอ็นยูในขณะที่ขุดสำรวจอยู่ในในออสเตรเลีย ทั้งสองได้พบตะกอนที่เก่าแก่ที่สุดตัวอย่างหนึ่งในโลกที่ประกบด้วยชั้นของละอองแก้วที่เรียกว่าเม็ดกลมเล็ก ซึ่งเป็นแก้วที่เกิดจากไอระเหยของวัสดุที่กระเด็นออกมาจากการพุ่งชน

“พลังงานจากการพุ่งชนทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเองบนโลกหลายเท่า” ดร.กลิกสัน จากสถาบันดาวเคราะห์ของเอเอ็นยูกล่าว

โดยหลักฐานการชนที่พบในครั้งนี้เป็นหลักฐานที่เก่าแก่เป็นอันดับสองเท่าที่เรารู้จัก และเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งด้วย คาดว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกในครั้งนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 กิโลเมตร นั่นหมายความว่ามีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ถึง 2-3 เท่า

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย (จาก A. Glikson/Australian National University)

 

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย (จาก A. Glikson/Australian National University)

การชนในครั้งนั้นย่อมทำให้เกิดหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะพบหลุมนั้นในปัจจุบัน ร่องรอยของหลุมที่มีอายุมากขนาดนั้นย่อมเลือนหายไปนานแล้ว ดังนั้นการจะหาจุดถูกชนที่แน่นอนจึงทำไม่ได้ แต่การชนทำให้วัสดุสาดกระเด็นออกไปทั่วโลก มีการพบเม็ดกลมเล็กปะปนอยู่กับตะกอนที่ก้นทะเลที่มีระบุอายุได้ว่าเก่าแก่ถึง 3.46 พันล้านปี

ตัวเลข 3.46 พันล้านปีมีนัยสำคัญ เนื่องจากใกล้เคียงกับยุคที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง 4.1 ถึง 3.8 พันล้านปีที่แล้ว ช่วงเวลานี้คือยุคที่โลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะชั้นในถูกชนกระหน่ำด้วยดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่รอบนอกมีการเคลื่อนย้ายวงโคจร ส่งแรงดึงดูดรบกวนให้วัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักและแถบไคเปอร์เสียสมดุลและเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่เข้ามายังระบบสุริยะชั้นในซึ่งโลกอาศัยอยู่

ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว (จาก NASA/JPL)
ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว (จาก NASA/JPL)

หลักฐานของยุคชนกระหน่ำครั้งหลังมาจากการสำรวจอายุของหินที่พบบนดวงจันทร์ที่นำกลับมายังโลกโดยนักบินอวกาศในโครงการอะพอลโล นักวิทยาศาสตร์พบว่าหินจากดวงจันทร์ส่วนใหญ่มีอายุไล่เลี่ยกันอยู่ในช่วงแคบ ๆ จึงชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ดวงจันทร์ถูกชนจากดาวเคราะห์น้อยถี่กว่าปกติ จึงเรียกกันว่า “ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง”

โลกเราซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันก็ย่อมพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่บนโลกมีกิจกรรมทางธรณีวิทยาเช่นภูเขาไฟและการเลื่อนของแผ่นทวีปที่คอยลบเลือนรอยถูกชนให้หายไปตามกาลเวลา มีเพียงตะกอนจากวัสดุที่เป็นผลพวงจากการชนนั้นที่ยังเหลือเป็นหลักฐาน

เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่คณะของกลิกสันและฮิกแมนเฝ้าค้นหาหลักฐานของการพุ่งชนดึกดำบรรพ์ คณะนี้ได้พบการชนที่มีอายุมากกว่า 2.5 พันล้านปีมาแล้ว 17 ครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะมีอยู่ถึงหลายร้อย

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/143089

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1107516062646545

ขยับไม้ขีด 1 ก้าน เพื่อทำให้สมการเป็นจริง

21

เฉลย

อ๊ะๆๆๆๆๆ คิดก่อนเลื่อนครับ

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

21-1 

ย้ายไม้ขีดเครื่องหมายบวกมาต่อเลข3เป็น 9-4=5

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106492922748859

แสงอินฟราเรดปรุงรสชาติวิสกี้

แสงอินฟราเรดปรุงรสชาติวิสกี้

เรื่องของเมรัย ที่ได้ชื่อว่า เหล้า นั้นมีความเกี่ยวข้องกันทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งยังสืบย้อนไปไได้ถึงประวัติอันเก่าแก่ของต้นกำเนิดเหล้าแต่ละชนิด ที่มีจุดกำเนิดแตกต่างกันออกไป ประชากรบางกลุ่มในโลกมีข้าวจำนวนมาก จึงนำมาหมักกับยีสต์ก่อกำเนิดเป็นเหล้าหมักประเภทสาโท อุ หรือเหล้าสาเก แต่เมื่อนำเหล้าหมักจากข้าวขาวพวกนี้ไปกลัั่นก็จะได้เหล้าที่มีดีกรีแรงขึ้น หรือในพื้นที่เหน็บหนาวอย่างรัสเซีย ที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ผลดี แต่กลับมีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งที่เป็นอาหารหลักของประชาชน ก็มีการนำมันฝรั่งไปหมักกับยีสต์ ก่อนที่จะนำเหล้าหมักจากมันฝรั่งไปกลั่น ผ่านกระบวนการกลั่นถึง 4 ครั้ง หรือมากกว่า เพื่อการผลิตเหล้าที่ชื่อว่า “วอดก้า” ที่ใสราวตาตั๊กแตน แต่ดีกรีของแอลกอฮอล์สูงขนาดจุดไฟติด เมื่อดื่มเข้าไปจะทำให้ได้เรียนรู้วิชากายภาคศาสตร์ เนื่องจากจะรู้ตำแหน่งของหลอดอาหาร กระเพาะ จนถึงลำไส้ ที่จะมีอาการวูบวาบให้สัมผัสเมื่อรองรับเหล้าดีกรีร้อนเช่นนี้

ไม่ว่าจะอย่างไร เหล้า ก็ยังคงเป็นเหล้า ที่มีการบริโภคอย่างมากในสังคมตะวันตก ตะวันออก เว้นแต่บางประเทศที่มีกฎข้อห้ามทางศาสนาเท่านั้น

ตลาดเหล้าจึงมีขนาดใหญ่ มีผู้เล่นจำนวนมากที่พยายามเข้ามาตัดส่วนแบ่งเค้กในกลุ่มการตลาดนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันพัฒนาคุณภาพ รสชาติ และภาพลักษณ์ของเหล้ากันอย่างคึกคัก

การผลิตเหล้านั้นเป็นทางศาสตร์และศิลป์ที่มีการสั่งสมความรู้กันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การหมัก การกลั่น และการหมักเหล้าที่กลั่นได้อีกครั้ง ซึ่งผู้ผลิตหลายรายพยายามใช้ศาสตร์แบบใหม่ๆ เข้ามาปรุงแต่งรสชาติของเหล้าเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภคให้จงได้

เช่นกรณีของโรงกลั่นบัฟฟาโล เทรซ ในเมืองแฟรงก์ฟอร์ต รัฐเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา ที่พยายามปรุงแต่งรสชาติวิสกี้แบบอเมริกันที่เรียกว่า “เบอร์เบิน” ด้วยวิธีต่างๆ กัน ตั้งแต่การปรับแต่งส่วนผสมของเมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ที่นำมาใช้หมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ชนิดของไม้ที่นำมาใช้ทำถังแอลกอฮอล์ที่ผ่านการกลั่นแล้ว (เช่นการหมักด้วยถังไม้โอ๊คฝรั่งเศส เทียบกับถังไม้โอ๊คอเมริกันมาตรฐาน) จนถึงขนาดของถังไม้โอ๊คที่ใช้หมักว่าขนาดใหญ่หรือเล็กจะให้รสชาติที่ดีไปกว่ากัน และการเลือกไม้ที่นำมาใช้ทำถังหมักว่ามาจากส่วนโคน หรือส่วนยอด ของต้นโอ๊ค จะให้เบอร์เบินคุณภาพดีกว่ากัน

ด้วยเหตุนี้เองบััฟฟาโล เทรซ จึงออกเหล้าเบอร์เบินในชุด “เอกซ์เพอริเมนทัล คอลเลกชั่น” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “ชุดทดลอง” ออกมาเพื่อให้คอเบอร์เบินได้ลิ้มลองรสชาติของเหล้าที่ผ่านการหมักในรูปแบบต่างๆ

          ล่าสุดบัฟฟาโล เทรซ เริ่มทดลองปรุงแต่งเหล้าด้วยวิธีล้ำยุคที่สุด ด้วยการใช้ “แสงอินฟราเรด” ส่องไปที่ถังหมักเหล้า โดยแบ่งการทดลองวิธีปรุงรสชาตินี้ออกเป็นเหล้า 2 ชุด ชุดแรกจะใช้คลื่นอินฟราเรดคลื่นความถี่สั้นและคลื่นความถี่กลาง ความแรง 70% ของพลังการผลิตคลื่นแสงส่องไปยังถังหมักเป็นเวลา 15 นาที และชุดที่สองใช้คลื่นความถี่สั้นและกลางยิงเข้าไปด้วยความแรง 60% ไปที่ถังบรรจุเหล้าเป็นเวลา 30 นาที

             ก่อนที่จะทำการเผาด้านในของถังเพื่อให้เกิดเขม่าควันเคลือบผิวด้านในของถัง และนำถังเหล้าทั้งหมดมาบรรจุเหล้า เบอร์เบิน แมชหมายเลข 1 ทั้งหมด

วิธีนี้ดูเหมือนจะยากต่อการคิดฝันถึงรสชาติที่แตกต่างกันระหว่างถังหมักทดลองทั้งสองชุด แต่นายฮาร์เลน วีธลีย์ ผู้ชำนาญการปรุงเหล้าของบัฟฟาโล เทรซ ยืนยันว่าวิธีการฉายแสงถังหมักเหล้าทั้งสองวิธีนี้ ก่อให้เกิดรสชาติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกลิ่นควันจางๆ ที่เจืออยู่ในเนื้อเหล้านั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ด้วยลิ้นของผู้เชี่ยวชาญ)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตถังไม้โอ๊คอธิบายว่าการฉายรังสีอินฟราเรดเข้าไปยังเนื้อไม้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบผนังเซลล์บนเนื้อไม้ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการเคลือบผิวไม้ด้วยการเผา ซึ่งจะให้รสชาติที่แตกต่างกันจากความหนาของชั้นควันถ่านที่เกาะบนพื้นผิวถังไม้แตกต่างกัน นอกจากนั้นรูปแบบของผนังเซลล์ที่แตกต่างกันยังทำให้การแทรกซึมของแอลกอฮอล์เพื่อดึงสารแทนนินออกจากเนื้อไม้โอ๊คที่ผ่านการอาบรังสีอินฟราเรด (ที่เปรียบได้กับการอาบแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน) แตกต่างกันอีกด้วย

ลิ้นของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเหล้าเบอร์เบินจากถังไม้โอ๊คที่อาบรังสีอินฟราเรดเป็นเวลา 15 นาที จะให้กลิ่นหอมของดอกไม้กับรสชาติที่ซับซ้อน มีรสแฝงของไม้โอ๊ค สารแทนนิน ลูกเกด และคาราเมลหวานๆ ลอยกรุ่นอยู่ในเนื้อเหล้า ส่วนเหล้าจากถังไม้ที่อาบแสงอินฟราเรดเป็นเวลา 30 นาทีนั้นจะให้รสชาติของไม้ดุดันกว่า และมีรสชาติของผลไม้แห้งชัดเจน แฝงไว้ด้วยกลิ่นพริกไทยดำตอนปลายสัมผัส

ทีมา http://www.komchadluek.net/detail/20160521/228058.html

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

รถอัจฉริยะจากกูเกิล (ภาพจาก AP)

       อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีสิทธิบัตร ล่าสุด มีรายงานว่า “กูเกิล” (Google) จดสิทธิบัตร “รถที่มีผิวบริเวณฝากระโปรงเหนียวหนึบหนับ” ไปแล้ว โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุชนคนที่เดินข้างทางลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพราะในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อาการบาดเจ็บจะมาก หรือน้อยมักขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ถูกรถชนกระเด็นไปไกลแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงมองว่า ถ้าพัฒนารถยนต์ที่มีผิวสัมผัสบริเวณฝากระโปรงหน้ารถให้เหนียวหนึบเข้าไว้ก็อาจช่วยยึดร่างของผู้ถูกชนให้ติดกับตัวรถ และลดโอกาสที่จะบาดเจ็บรุนแรงได้

ด้านกูเกิลเองไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธว่าจะมีการนำสิทธิบัตรดังกล่าวมาผนวกลงในรถอัจฉริยะไร้คนขับของทางค่ายหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ กูเกิลได้พัฒนารถอัจฉริยะโดยมีการวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไมล์ และมีรายงานการเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตลอดมา

เมื่อเกิดการชนขึ้น ผู้ที่ถูกชนมักล้มฟุบลงบนฝากระโปรงรถ ซึ่งบางคนอาจได้รับบาดเจ็บ หรือบางคนอาจไม่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ แต่เมื่อผู้ขับรถมีการเหยียบเบรก ร่างของผู้ถูกชนที่นอนบนฝากระโปรงรถจะกระเด็นออกไปกระแทกกับวัตถุอื่นๆ เช่น พื้นถนน ขอบปูน ฯลฯ ซึ่งตรงจุดนี้โอกาสได้รับบาดเจ็บรุนแรงนั้นมีสูงมาก 

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

       โดยกูเกิล อธิบายการทำงานของสิทธิบัตรดังกล่าวว่า เลเยอร์ของชั้นกาวที่ช่วยยึดเกาะร่างของผู้ถูกชนจะอยู่ภายใต้สารเคลือบปกป้องอีกที เพื่อให้มั่นใจว่า มันจะไม่เหนียวหนึบจนทำให้ฝากระโปรงหน้ารถเป็นที่สะสมของเศษขยะที่ปลิวมาระหว่างทาง แต่ทันทีที่มีวัตถุมากระแทกที่ผิวของรถจะทำให้สารเคลือบเหล่านี้หลุดออก และชั้นกาวข้างใต้ก็จะยึดเกาะวัตถุนั้นๆ เอาไว้

ด้าน Kevin Clinton หัวหน้าโครงการถนนปลอดภัย จาก The Royal Society for the Prevention of Accidents เผยว่า คุณค่าของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปกป้องคนเดินถนนจากการถูกชนกับการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการลดความรุนแรงของอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่สำคัญทั้งคู่ อย่างไรก็ดี เขามองว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ควรได้รับการทดสอบให้รอบด้านก่อนนำมาใช้งานจริง เพื่อป้องกันการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันตามมา 

ที่มา http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000050714

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106154016116083

‘ไฮเปอร์ลูป’ ผ่านการทดลองครั้งแรก

(ภาพ-Melanie Gonick/MIT)

(ภาพ-Melanie Gonick/MIT)

ระบบขนส่งแบบใหม่ภายใต้แนวความคิดของ อีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เทสลา และเจ้าของบริษัท สเปซ-เอ็กซ์ ซึ่งนำเสนอไว้เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา มีผู้พัฒนาขึ้นมาทดลองใช้งานจริงและประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกแล้ว โดยบริษัท ไฮเปอร์ลูปวัน ซึ่งทดลองการทำงานของระบบไฮเปอร์ลูปต้นแบบบนรางระยะสั้นๆ ที่ทะเลทรายเนวาดา นอกเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 187 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 1.1 วินาที

ร็อบ ลอยด์ ซีอีโอของ ไฮเปอร์ลูปวัน ประกาศความสำเร็จในการทดลองครั้งนี้ แม้ว่าระบบต้นแบบที่ใช้ในการทดลองยังไม่มีระบบเบรก ทำให้ขบวนรถทดลองต้องพุ่งลงจอดในแอ่งทรายบริเวณปลายรางก็ตาม ทั้งนี้ ทางบริษัทตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้ระบบไฮเปอร์ลูปของตนสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1,120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้สามารถขนส่งผู้โดยสารระหว่างลอสแองเจลิสไปยังนครซานฟรานซิสโกได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น

เพื่อให้ได้ความเร็วสูงดังกล่าวไฮเปอร์ลูปจะเป็นระบบการขนส่งที่ส่งขบวนรถสินค้าหรือตู้โดยสารผ่านท่อขนาดใหญ่ที่อยู่ในสภาพเกือบเป็นสุญญากาศ เพื่อลดแรงต้านทานของอากาศลงให้เหลือน้อยที่สุดและเพิ่มประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนและทำความเร็วให้ได้สูงสุดนั่นเอง

ทั้งนี้ บริษัทไฮเปอร์ลูปวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่นำเอาแนวคิดของระบบนี้มาพัฒนาใช้ เตรียมใช้ระบบไฮเปอร์ลูปเพื่อการขนส่งสินค้าจริงๆ ให้ได้ภายในปี 2019 และขนส่งผู้โดยสารให้ได้ภายในปี 2021 ที่จะถึงนี้

สำนักข่าวบีบีซี รายงานการทดสอบ “ไฮเปอร์ลูป” หรือระบบขนส่งความเร็วสูงเเห่งอนาคต ครั้งเเรกกลางทะเลทรายที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา โดยบริษัท ไฮเปอร์ลูป วัน ผู้ผลิตเทคโนโลยียานยนต์ความเร็วสูง พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมการทดสอบนี้ด้วย 

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ เลื่อนขนส่งต้นเเบบสามารถออกตัวและเร่งความเร็วขึ้นได้ถึงระดับ 187 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 1.1 วินาที โดยเลื่อนขนส่งดังกล่าวลอยตัวอยู่เหนือรางด้วยสนามแม่เหล็ก

ด้านผู้พัฒนาระบบไฮเปอร์ลูป ตั้งเป้าจะพัฒนาเลื่อนขนส่งให้เคลื่อนที่ในท่อสูญญากาศเพื่อลดแรงเสียดทานและเร่งความเร็วได้เต็มที่เเละทำความเร็วสูงสุดให้ได้ถึง 1,120กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้นายอีลอน มัสค์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทสลา มอเตอร์ส เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมนี้ เมื่อปี 2013 โดยต้องการพัฒนาระบบขนส่งให้ทำความเร็วได้เท่าความเร็วเสียง 

ทีมผู้พัฒนาคาดว่าจะเริ่มนำระบบ “ไฮเปอร์ลูป” มาใช้ขนส่งสินค้าได้ในปี 2019 และจะเริ่มใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารได้ในปี 2021 โดยเปิดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างนครลอสแอนเจลิสและนครซานฟรานซิสโก โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบขนส่งความเร็วสูงเเห่งอนาคตนี้ ยังต้องมีการพัฒนาทางเทคนิคและโลจิสติกส์อีกมาก

ที่มา  http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1463137148

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106498596081625

เครื่องแรก…ของโลก สมาร์ทโฟน’โฮโลกราฟิก

(ภาพ-Human Media Lab/Queen"s University)

(ภาพ-Human Media Lab/Queen”s University)

 

https://youtu.be/UDOkwJTPgCc

ทีมนักวิจัยแคนาดา นำโดย โรเอล เวอร์เทกาล จากห้องปฏิบัติการฮิวแมน มีเดีย ในสังกัดควีนส์ ยูนิเวอร์ซิตี ประเทศแคนาดา เผยแพร่ความสำเร็จในการคิดค้นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลก ที่สามารถแสดงผลเป็นภาพ 3 มิติแบบลอยตัว หรือ 3ดี โฮโลกราฟิก ได้สำเร็จ นอกจากนั้น ยังสามารถโค้งงอจอภาพได้และใช้การโค้งงอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการทำงานของโทรศัพท์

สมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่ถูกตั้งชื่อว่า “โฮโลเฟล็กซ์” สามารถให้ภาพสามมิติแบบลอยตัวได้โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสวมแว่น 3 มิติแบบที่ใช้ตามโรงภาพยนตร์หรืออื่นใดเพื่อช่วยในการสร้างภาพสามมิติ แต่ใช้หน้าจอแอลอีดีพิเศษที่มีความคมชัดระดับฟุลเอชดี เรโซลูชั่น 1920×1080 ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่มันสามารถยืดหยุ่นดัดโค้งงอได้เท่านั้น

หลักการทำงานของ “โฮโลเฟล็กซ์” ก็คือการแบ่งภาพที่แสดงผ่านจอออกเป็นพิกเซลบล็อกทรงกลมขนาด 12 พิกเซลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ด้านบนของจอชั้นในจะเป็นชุดไมโครเลนส์ อาร์เรย์ บางเฉียบที่ “พิมพ์” ออกมาโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แผ่นไมโครเลนส์ดังกล่าวนี้จะประกอบด้วยเลนส์ฟิชอายจำนวนมากถึง 16,000 เลนส์ เมื่อพิกเซลบล็อกเหล่านี้ถูกมองผ่านชั้นไมโครเลนส์ จะทำให้ภาพที่ได้มองเหมือนเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามมุมมองของผู้มอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงภาพสองมิติปกติเท่านั้น

ปัญหาเพียงอย่างเดียวของเทคนิคการทำงานแบบนี้ก็คือภาพที่ได้จะหยาบกว่าปกติมาก ถ้าหากภาพต้นฉบับมีความละเอียดในระดับฟุลเอชดี เมื่อผ่านกระบวนการแสดงภาพทั้งหมดข้างต้นแล้ว สิ่งที่หลงเหลือออกมาจะเป็นเพียงแค่ภาพที่มีความละเอียดเพียง 160×104 เรโซลูชั่นเท่านั้นเอง กระนั้นก็สามารถสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นได้จากการสร้างภาพสามมิติที่ทุกคนมองได้พร้อมๆ กันหลายๆ คน และทางทีมวิจัยระบุว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนของเราต่อไปในอนาคต

เวอร์เทกาลระบุว่า โฮโลเฟล็กซ์ไม่ได้มีจอไว้โค้งงอเล่นเฉยๆ แต่การงอและยืดหน้าจอถูกนำมาใช้เป็นวิธีการในการควบคุมอุปกรณ์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งทีมวิจัยเรียกว่า “แซด-อินพุท” ซึ่งเป็นการควบคุมเพิ่มเติมจากแกนเอ็กซ์ และแกนวาย (แนวตั้งและแนวนอน) ที่เราใช้ในการควบคุมผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ในขณะนี้ นั่นคือเพิ่มการควบคุมใน “แนวลึก” เข้าไปด้วย โดยการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับทั้งตัวผู้ใช้และสภาวะแวดล้อมโดยรอบ ตัวอย่างเช่นเมื่อติดตั้งกล้องที่สามารถตรวจจับความลึกได้ ก็ช่วยให้โฮโลเฟล็กซ์สามารถสร้างภาพโฮโลกราฟิกของการประชุมทางโทรศัพท์ หรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ ได้นั่นเอง

“โฮโลเฟล็กซ์” ยังคงเป็นเพียงต้นแบบอยู่ในเวลานี้ ทีมวิจัยเชื่อว่ายังสามารถพัฒนาขีดความสามารถของมันให้สูงขึ้นได้ในอนาคตก่อนที่จะกลายเป็นการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการทำงานเต็มรูปแบบของ “โฮโลเฟล็กซ์” ได้จากคลิปวิดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=UDOkwJTPgCc

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/142095

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1105819649482853

เชิญชวนชม “ดาวอังคาร” โคจรใกล้โลก 22-31 พ.ค.

14635068801463507006l

 เมื่อวันที่ 17 พ.ค. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานแถลงข่าว “ดาวอังคารใกล้โลก” ที่ร้านอาหาร “บนดาวอังคาร” พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมส่องดาวอังคารพร้อมกันทั่วประเทศ 22 พ.ค.นี้

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 22-31 พ.ค.นี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมในการสังเกตุการณ์ดาวอังคารเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นช่วงเวลาที่ดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือ Mars opposition ที่ระยะห่าง 76.31 ล้านกิโลเมตร และจะโคจรเข้าใกล้โลกเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 31 พ.ค. ที่ระยะห่าง 75.28 ล้านกิโลเมตร

“เป็นการเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ประชาชนสามารถสังเกตดาวอังคารใกล้โลกนี้ได้ด้วยตาเปล่าและหากใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดวงดาวก็จะสามารถเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวดาวอังคารได้ ทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนทั่วไปจะได้เห็นดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ในระยะใกล้โลกเช่นเดียวกับดาวอังคาร โดยเฉพาะดาวเสาร์นั้นดวงดาวจะใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับดาวอังคารอีกด้วย”

ดร.ศรัณย์ยังให้ข้อมูลว่าตามปกติแล้วประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตดาวอังคารส่องประกายสีส้มแดงบนท้องฟ้า เนื่องจากพื้นผิวของดาวอังคารมีองค์ประกอบเป็นเหล็กออกไซด์คล้ายสนิมบนโลก ทำให้ดาวอังคารมีสีส้มแดง ดาวอังคารจะโคจรมาใกล้โลกในลักษณะนี้ทุกๆ 26 เดือน  หากพลาดโอกาสชมดาวอังคารใกล้โลกในปีนี้ ก็จะต้องรอชมอีกครั้งในวันที่ 31 ก.ค. ปี 2561 ที่ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 18 ปี

ในช่วงเวลาดังกล่าว ดาวเสาร์จะโผล่พ้นขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับกลุ่มดาวแมงป่องและดาวอังคารตั้งแต่เวลา 19.30 น. ดาวพฤหัสจะสังเกตได้ด้วยตาเปล่าบริเวณกลางท้องฟ้า ส่วนดวงจันทร์จะปรากฏใกล้เคียงกับดาวเสาร์ในช่วงดังกล่าว

ผู้สนใจชมปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกสามารถมองด้วยตาเปล่าจากบ้านของท่านทุกพื้นที่ในประเทศไทย มีจุดสังเกตคือดาวอังคารจะส่องสว่างเป็นสีส้ม ไม่กระพริบ อยู่เหนือดวงจันทร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหัวค่ำ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเตรียมจุดสังเกตการณ์หลัก 4 จุด ในวันที่ 22 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น.

กรุงเทพมหานคร – ลานพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน

เชียงใหม่ – หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นครราชสีมา – หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา

ฉะเชิงเทรา ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
ส่วนในวันที่ 31 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ชาวจังหวัดเชียงใหม่ยังร่วมสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกได้อีกครั้ง ได้ที่ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์

พร้อมกันนี้ประชาชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศยังเข้าร่วมสังเกตการณ์ ณ เครือข่ายโรงเรียนในโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

ที่มา  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463506880

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1104585249606293

ฮือฮา! เครื่องบินรุ่นยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกลงจอดครั้งประวัติศาสตร์ที่เพิร์ท (คลิป)

 เว็บไซต์ บีบีซี เผยภาพประวัติศาสตร์เครื่องบินขนส่งรุ่น An-225 Mirya หรือ เครื่องบินแอนโตนอฟ – 225 มีร์ยา ของสายการบินแอนโตนอฟแอร์ไลน์ ประเทศยูเครน ร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เครื่องบินรุ่นดังกล่าวถือเป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพียงลำเดียวในปัจจุบัน

เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 มีความยาวตลอดลำทั้งสิ้น 84 เมตร  น้ำหนักเครื่องเปล่าไม่บรรทุกหรือเติมน้ำมัน 175 ตัน  มีล้อสำหรับลงจอดกว่า 32 ล้อ ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินบรรทุกทางยุทธศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี  2531 ในอดีตสหภาพโซเวียต เพื่อใช้ขนส่งกระสวยอวกาศ Buran ของสหภาพโซเวียต ออกบินครั้งแรกในวันที่ 21 ธ.ค. ปี 2531 จากกรุงเคียฟ อดีตสหภาพโซเวียต (ก่อนโซเวียตล่มสลายแล้วกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศยูเครน) ไปยังนครปารีส เพื่อร่วมงาน Paris Air Show ปี 2532 ก่อนจะถูกถอดออกจากหน้าที่และเก็บไว้ในสุสานเครื่องบินในปี 2537 ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ก่อนมีการนำกลับมาประจำการใหม่อีกครั้ง

เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 นำกลับมาใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี  2544 โดยหน้าที่แรกคือการขนส่งรถถังจำนวน 4 คันไปส่งยังประเทศผู้ซื้อ และยังรับหน้าที่ขนส่งสินค้าหนักหลายประเภท อาทิ การขนส่งอาหารจากเมืองสตุ๊ทการ์ดในเยอรมันไปส่งให้กำลังพลสหรัฐยังประเทศโอมาน การขนส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำมันจากมลรัฐฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังทวีปอเมริกาใต้ การบรรทุกกังหันลมที่ยาวที่สุดในโลกจากเมืองเทียนจิน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปยังประเทศเดนมาร์ก และล่าสุดคือการขนส่งเครื่องกำเนิดพลังงานจากกรุงปราก ประเทศสาธารณัฐเช็ค ไปส่งยังเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เพื่อใช้งานในกิจการพลังงานของบริษัทแห่งหนึ่งในเซาท์ เวสท์ การขนส่งครั้งนี้เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 ได้ทำการลงจอดครั้งแรกในอินเดียและออสเตรเลียด้วย

 

 

 

ที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463558762