คลังเก็บหมวดหมู่: นายกิตติพงศ์ แก่นแสง

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีนอนหลับอย่างมีคุณภาพ เหมือนนักเตะพรีเมียร์ลีก

ผู้ชายนอนหลับกับลูกฟุตบอล
คำบรรยายภาพผู้เชี่ยวชาญระบุการต้องนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อคืนเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อยากนอนหลับให้ดีขึ้นไหม ?

มีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ตอบว่า “อยาก”

เราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำทั่ว ๆ ไปเรื่องการนอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืน โดยมีวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่การนำโทรทัศน์ออกจากห้องนอน, หาเตียงนอนที่เหมาะสม, งดใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณอยากจะนอนหลับให้ได้อย่างเยี่ยมยอดไปเลยล่ะ จะทำอย่างไร ?

นิก ลิตเติ้ลเฮลส์ เป็นผู้ฝึกสอนการนอนหลับ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักกีฬาให้ได้มากที่สุด ด้วยการฝึกให้พวกเขานอนหลับอย่างที่ควรจะเป็น

เขาทำงานกับสโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมในปี 1992 และทีมชาติอังกฤษภายใต้การควบคุมของ สเวน-โกรัน อีริกส์สัน

นี่คือคำแนะนำของนิกที่จะทำให้คุณนอนหลับได้อย่างนักเตะพรีเมียร์ลีก

ผู้ชายนอนหลับบนม้านั่งในสวนสาธารณะ
คำบรรยายภาพมีบางช่วงเวลาใน 1 วัน ที่เราถูกออกแบบมาเพื่อให้พักผ่อน

1. ให้นับการนอนหลับเป็นวงจรไม่ใช่ชั่วโมง

การต้องนอน 8 ชั่วโมงต่อคืนเป็นความเชื่อ นิกบอกเช่นนั้น การนอนหลับของคนเราเป็นไปตามวงจรนาน 90 นาที ในระหว่างที่เราเปลี่ยนจากการหลับลึกแบบที่ลูกตาไม่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว หรือ Non-Rapid Eye Movement (NREM) มาเป็นการหลับที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็ว หรือ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งสมองยังคงมีการทำงานอยู่อย่างหนัก

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญคืออย่าขัดจังหวะการนอนที่ยังไม่ครบวงจร คุณควรแบ่งโครงสร้างการนอนหลับเป็นจำนวนเท่าของ 90 นาที ซึ่งนั่นอาจจะเป็น 7 ชั่วโมงครึ่ง, 6 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมงครึ่ง

นิกแนะนำว่า ให้ยึดเวลาตื่นนอนประจำ แล้วให้นับย้อนหลัง เช่น ถ้าวางแผนว่าจะตื่นตอน 6.30 น. คุณควรจะนอนที่เวลา 05.30 น., 03.30 น. 02.00 น 00.30 น. หรือ 23.00 น.

2. วางแผนการนอนต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ต่อคืน

แทนที่จะกำหนดจำนวนชั่วโมงการนอนต่อคืน นิก เชื่อว่าควรกำหนดการนอนหลับให้ได้ตามวงจรในแต่ละวันและสัปดาห์ มากกว่า

นิกกล่าวว่า “ที่เราต้องการคือนอนให้ได้ 35 วงจร ใน 7 วัน หรือประมาณ 5 วงจรต่อวัน” ถ้าคุณเข้านอนดึก ก็ให้เพิ่มวงจรการนอนในคืนถัดไป หรือพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้นในวันนั้น

เขากล่าวว่า เราควรมองล่วงหน้าสำหรับสัปดาห์ถัดไป และวางแผนวงจรการพักผ่อนตามตารางการทำงานและเวลา เข้าสังคมของเรา

เด็กหลับอยู่ในสนามกีฬา
คำบรรยายภาพแทนที่จะหลับให้ได้ตามจำนวนชั่วโมงต่อคืน นิก เชื่อว่าควรหลับตามวงจรในจำนวนที่เหมาะสมต่อวันและต่อสัปดาห์

3. นอนหลับสั้นลง แต่บ่อยขึ้น

นิกบอกว่า ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้ คนเรานอนหลับกันเป็นช่วง ๆ หลายช่วง ไม่ต่างจากการนอนหลับของทารกที่ “หลับเป็นช่วงสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง”

เขาบอกว่า ความที่ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง “มนุษย์เราจึงถูกผูกติดกับรอบวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ”

แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายช่วงเวลาในรอบวัน ที่ร่างกายของคนเราถูกกำหนดมาให้พักผ่อน ซึ่งกลางวันเป็น “ช่วงเวลาการนอนหลับตามธรรมชาติครั้งที่ 2″ และอีกครั้งอยู่ที่เวลาประมาณ 17.00-19.00 น. นักกีฬาใช้วิธีพักผ่อนตามช่วงเวลาธรรมชาติในลักษณะนี้ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย

นิกเชื่อว่า คนเราสามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุขด้วยการแบ่งการนอนออกเป็นสองช่วง คือ หลับเป็นช่วงเวลาสั้นกว่าในตอนกลางคืน และไปหลับอีกรอบในตอนกลางวัน หรือไม่ก็แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงกลางคืน, กลางวัน และช่วงหัวค่ำ

4. คิดถึง “การฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาที่กำหนด” แทนที่จะเป็นการงีบหลับ

ที่สำคัญคือ ช่วงเวลาของการพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นการนอนหลับ นิก อยากให้เราเลิกคิดเรื่อง งีบหลับ และให้หันมาคิดเรื่อง “การฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาที่กำหนด” (controlled recovery periods) หรือ CRP

“CRP ไม่ได้เกี่ยวกับการพยายามนอนให้หลับ” เขากล่าว มันคือการจัดสรรเวลา 30 นาที (1 ใน 3 ของวงจร 90 นาที) “ให้เวลาตัวเองได้หยุดพัก นั่นหมายความว่าคุณจะทำมันที่ไหนก็ได้”

ผู้ฝึกสอนการนอนหลับ กล่าวว่า คุณสามารถใช้เสียง, ใช้การทำสมาธิ, การกำหนดจิต, ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะ, ไปอยู่ที่เงียบ ๆ, นั่งอยู่ในห้องน้ำ หรือนั่งอยู่ในรถ แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ การทำ CRP ถือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการหลับรวม ประจำสัปดาห์ได้

สโมสรฟุตบอลหลายแห่งเห็นความสำคัญของการพักผ่อนและใส่ช่วงเวลาของการ ฟื้นฟูร่างกายไว้ในตารางฝึกซ้อมของนักฟุตบอลด้วย

สัตว์เลี้ยงกำลังผ่อนคลาย
คำบรรยายภาพช่วงเวลาที่คุณกำหนดได้ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนขนาดนั้น

5. ทำกิจกรรมหลังตื่นนอนให้เป็นกิจวัตร

นิกบอกว่า ช่วงเวลาที่สำคัญไม่ใช่ช่วง 90 นาทีก่อนหลับ แต่เป็นช่วง 90 นาทีหลังตื่น “จัดการเวลาช่วงนี้ในตอนเช้าให้ดี ทุกอย่างที่ทำตั้งแต่ตื่น จะมีผลต่อคุณภาพในการฟื้นฟูร่างกาย”

ดังนั้นคุณควรกำหนดกิจวัตรที่ต้องทำหลังตื่นนอนให้ชัดเจน รวมถึงการยังไม่เริ่มใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี แต่ให้ดื่มน้ำ, รับประทานอาหาร, ออกกำลังกายเบา ๆ และขับถ่าย

6. ใช้อุปกรณ์บำบัดด้วยแสง

ถ้าคุณเป็นคนตื่นยาก นิกแนะนำให้ใช้อุปกรณ์บำบัดด้วยแสงในการปลุก ซึ่งจะจำลองแสงเหมือนช่วงอาทิตย์ขึ้น และช่วงอาทิตย์ตกในห้องที่มืด

แสงสว่างและความมืดจะช่วยกระตุ้นการสลับการทำงานของเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ กับ เซโรโทนินซึ่งช่วยให้ร่างกายตื่นตัว

ปัจจุบันมีธุรกิจบางแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ “และมีหลายบริษัทที่วางระบบแสงในตัวอาคารให้เป็นไปตามจังหวะของวัน”

เตียงขนาดใหญ่
คำบรรยายภาพเตียงยิ่งใหญ่ ยิ่งดี

7. นอนบนเตียงที่ใหญ่ขึ้น

การปรับเปลี่ยนวิธีการนอน และสถานที่นอน เป็นการเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างได้อย่างมาก “เตียงขนาดซูเปอร์คิง คือเตียงที่มีที่พอสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนเท่านั้น” นิกกล่าว “ควรจะเรียกมันว่า เป็นขนาดมาตรฐานสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนมากกว่า″

เขาเห็นว่าขนาดของเตียงมีความสำคัญ ดังนั้นควรปรับเตียงให้ใหญ่ขึ้นเท่าที่ห้องนอนจะเอื้ออำนวย

8. นอนในท่าเหมือนทารกในครรภ์ และใช้จมูกหายใจ

“ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดคือท่าทารกในครรภ์ หันไปในด้านตรงข้ามกับด้านที่ถนัด” นิกกล่าว โดยการนอนไม่จำเป็นต้องใช้หมอน

สุดท้ายเขาขอให้เราฝึกใช้ “จมูกหายใจ” เขาบอกว่า การหายใจทางปากเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การนอนถูกรบกวน และยังนอนอย่างไม่ได้คุณภาพด้วย

 

ที่มา

https://www.bbc.com/thai/international-47337064

แอลกอฮอล์เปลี่ยนสมองเข้าภาวะหิวโหย พลอยทำให้นักดื่มกินจุขึ้น

แอลกอฮอล์, Nature Communications, AGRP, สถาบันฟรานซิส คริก, สหราชอาณาจักร, หนูทดลอง

นักวิจัยจากสถาบันฟรานซิส คริก ในสหราชอาณาจักร เผยผลการศึกษาล่าสุดในหนูทดลองซึ่งพบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้สมองเข้าสู่ภาวะอดอยากหิวโหย และกระตุ้นให้หนูกินอาหารเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผลการศึกษาดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า นักวิจัยได้ทดลองให้หนูได้รับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยแอลกอฮอล์นั้นมีปริมาณ 18 หน่วย หรือเท่ากับขวดไวน์ราวหนึ่งขวดครึ่ง แล้วติดตามปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสมองของหนูทดลอง

นักวิจัยพบว่า แอลกอฮอล์ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทที่เรียกว่า AGRP ให้ตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งเซลล์ประสาทชนิดนี้ตามปกติแล้วจะส่งสัญญาณเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะอดอยากขาดแคลนอาหาร โดยสัญญาณประสาทชนิดนี้จะทำให้หิวเพื่อให้มีการกินอาหารสะสมเข้าในร่างกายมากขึ้น ซึ่งผลการทดลองปรากฏว่า ในระหว่างที่ได้รับแอลกอฮอล์หนูกินอาหารมากขึ้นด้วยเช่นกัน

นักวิจัยทำการทดลองอีกครั้ง โดยให้แอลกอฮอล์กับหนูเช่นเดิม แต่คราวนี้ให้ยาที่ยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาท AGRP ไปพร้อมกันด้วย ปรากฏว่าครั้งนี้หนูกินอาหารได้น้อยลง ซึ่งแสดงว่าการกระตุ้นสมองด้วยแอลกอฮอล์มีผลต่อพฤติกรรมการกินจริง โดยเป็นปฏิกิริยาทางระบบประสาท ไม่ใช่ผลจากการที่แอลกอฮอล์ทำให้มีความยับยั้งชั่งใจน้อยลงแต่อย่างใด

ดร. เดนิส บูร์ดาคอฟ ผู้นำการวิจัยนี้กล่าวว่า ความรู้เรื่องผลกระทบของแอลกอฮอล์ที่มีต่อสภาพร่างกายและพฤติกรรมนั้น จะช่วยในการบริหารควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วนได้ โดยเชื่อว่าผลการทดลองในหนูนั้นจะเกิดผลแบบเดียวกันในมนุษย์ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรเพื่อการดื่มอย่างมีสุขภาพดีของสหราชอาณาจักรบอกว่า แอลกอฮอล์นั้นเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงอยู่แล้ว เช่น ไวน์แก้วใหญ่นั้นให้พลังงานสูงเทียบเท่ากับโดนัทหนึ่งชิ้น ทำให้ผู้คนควรต้องระมัดระวังในการดื่มให้มากขึ้น เพราะยิ่งดื่มก็ยิ่งมีแนวโน้มจะเลือกทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพตับ โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนนั้นเป็นสาเหตุหลักของการตายด้วยโรคตับถึงร้อยละ 90

 

 

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/international-38579747

กัญชา : กฎหมายใช้กัญชา-กระท่อมทางการแพทย์มีผลบังคับใช้แล้ว

เจ้าหน้าที่ช่างน้ำหนักกัญชาที่โรงงานผลิตในอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่ช่างน้ำหนักกัญชาที่โรงงานผลิตในอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้

กฎหมายใช้กัญชาและกระท่อมทางการแพทย์มีผลบังคับใช้แล้วในวันนี้ หลังจากเมื่อวานนี้ (18 ก.พ.) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

นอกจากนี้ ปรากฏผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาและพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคและประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 กัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดเสพ หรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยหรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย

ประกาศ

ดังนั้น เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับและใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาทางการแพทย์ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาต เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดทางด้านยา สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้ ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชนทางการแพทย์และการวิจัย

ปีที่แล้ว รัฐบาล-สนช. ต่างเร่งผลักดัน

ในช่วงปลายปี 2561 ฝั่งรัฐบาลเร่งปลดล็อกกฎหมายใช้กัญชาทางการแพทย์ ขณะที่วิป สนช. มีความคาดว่าว่าอย่างให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็น “ของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน”

โดยวันที่ 7 ต.ค. 2561 นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ และนายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิปสนช. แถลงว่าได้บรรจุพระราชบัญญัติยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ไว้ในวาระการประชุมของสนช.แล้ว ซึ่งร่างพรบ.ดังกล่าวเป็นร่างที่เสนอโดยนายสมชาย แสวงการและคณะ เพื่อจะให้สามารถนำเอากัญชาไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้

กัญชาในโถ

“โดยทางสนช. อยากจะทำให้เสร็จ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่คนไทย เพราะว่าก่อนหน้าก็ได้ประสานกับญาติผู้ป่วยเป็นมะเร็ง ก็เห็นว่ากฎหมายนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์” นายสมชายกล่าวเมื่อปลายที่ผ่านมา

ส่วนวันที่ 6 พ.ย. 2561 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าในวันที่ 13 พ.ย. ครม. จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. นี้ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ส่ง ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ เข้าสู่ สนช. เมื่อเดือน ก.ค. 2561 ไปแล้ว ซึ่งสนช.ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าวไปรวม 180 วันด้วยกัน แต่สนช. ได้พิจารณายก ร่าง พรบ.ว่าด้วยการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในการแพทย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งก็คือร่างของนายสมชายและคณะที่สั้นกว่ามากและมีเพียงไม่กี่มาตรา เนื่องจากเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษอาจจะใช้เวลาเนิ่นนานเกินไป

ที่มาของเรื่องนี้

ขณะที่ในเดือน พ.ค. 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ซึ่งจะเปิดช่องให้ใช้กัญชาเพื่อการศึกษาวิจัยกับมนุษย์ได้เป็นครั้งแรก ก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติพิจารณาต่อไป

นักวิจัยและผู้ผลิตสารสกัดกัญชาเพื่อการแพทย์ เชื่อว่าข้อกำหนดใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและการแพทย์ไทย ขณะที่องค์การเภสัชกรรมวางแผนจะปรับปรุงอาคารเพื่อเตรียมปลูกและวิจัยกัญชา

แคลิฟอร์เนียอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการแล้วไทยทำอะไรอยู่

ร่างกฎหมายนี้ ยังกำหนดให้ รมว. กระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจพิจารณาและอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้ ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะสามารถทดสอบยาเสพติดและกำหนดพื้นที่เพื่อทดลองปลูกพืชเสพติดได้

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายใหม่ยังเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับผู้กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด ซึ่งหากสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาจนหาย ก็สามารถพ้นความผิดและไม่ต้องถูกดำเนินคดี

นักวิจัยคิดอย่างไร

ทีมนักวิจัยที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกัญชาตลอดช่วงปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาสามารถทดลองได้เพียงในหลอดทดลองและกับสัตว์เท่านั้น เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้ทดลองกับมนุษย์

ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ศ.ดร. ภญ. นริศา คำแก่น ผู้อำนวยการฝ่ายเภสัชกรรมสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวกับบีบีซีไทยผ่านทางอีเมล กล่าวว่า การที่ไม่อนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ ทำให้มีโทษทางอาญากับผู้เสพและผู้ครอบครอง จึงเป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการศึกษาวิจัยกัญชา

การใช้กัญชาเพื่อจุดประสงค์นอกเหนือการแพทย์นั้นยังได้รับการคัดค้านจากคนไม่น้อย
คำบรรยายภาพการใช้กัญชาเพื่อจุดประสงค์นอกเหนือการแพทย์นั้นยังได้รับการคัดค้านจากคนไม่น้อย

ตามความเห็นของ รศ.ดร. ภญ. นริศา คำแก่น หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ทดลองกับมนุษย์ได้นี้ จะช่วยให้การทำงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามระเบียบวิธีวิจัยของการค้นพบยาใหม่ (Novel Drug Discovery)

ทั้งนี้ กัญชามีสาร 2 ชนิดหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ได้แก่ 1. สาร CBD (Cannabidiol) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนและการบวมอักเสบของแผล 2. สาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายและลดอาการปวด

หนึ่งในโครงการวิจัยที่ รศ.ดร. ภญ. นริศา ดูแลคือการพัฒนาสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา ซึ่งต้องใช้กัญชาของกลาง 40 กิโลกรัมที่คดีสิ้นสุดแล้ว จากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ผู้ป่วยโรคสมองพิการและผู้ปกครอง ขณะรอรับสารสกัดกัญชาในคลินิคแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
คำบรรยายภาพผู้ป่วยโรคสมองพิการและผู้ปกครอง ขณะรอรับสารสกัดกัญชาในคลินิคแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

เครือข่ายผู้ใช้สารสกัดกัญชามองเรื่องนี้อย่างไร

ในการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ นายบัณฑูร นิยมาภา ผู้ริเริ่ม “เครือข่ายที่ช่วยรักษาผู้ป่วยด้วยสารสกัดกัญชา″ ซึ่งร่วมกับแพทย์แจกจำหน่ายสารสกัดจากกัญชาให้ผู้ป่วยในไทยจำนวนหลายร้อยคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กล่าวถึงมติ ครม.เห็นชอบประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ในปีที่แล้วว่า “ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

ปัจจุบันนายบัณฑูรย้ายไปอาศัยอยู่ที่ สปป. ลาว ซึ่งเขากล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลลาว ดำเนินการสกัดกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมายในรูปแบบโครงการนำร่อง ซึ่งมีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนรองรับ

นายบัณฑูร นิยมาภา
คำบรรยายภาพนายบัณฑูร นิยมาภา หรือ “ลุงตู้”

“ผมอยากทำเป็นโมเดลให้รัฐบาลไทยเขาดูบ้างว่ามันไม่ต้องใช้เงินทุน ลาวไม่ต้องกู้เงินเพราะของก็มีอยู่แล้วในประเทศเขา ในไทยก็มีแต่คุณไม่นำมาใช้” เขากล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อปีที่แล้ว

เขาเคยให้ความเห็นว่าการเปิดให้มีการรักษาด้วยกัญชาอย่างถูกกฎหมาย เป็นสิ่งที่เขาเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะหากไม่ทำให้เกิดขึ้น ประเทศไทยกำลังสูญเสียผลประโยชน์มูลค่านับแสนล้านบาท

 

ที่มา

https://www.bbc.com/thai/thailand-47288335

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จับมือกับภาคเอกชนตรวจยีนมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML ยืดชีวิตผู้ป่วย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมมือกับบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการชุดตรวจวัดปริมาณยีนลูกผสม BCR-ABL mRNA สำหรับตรวจติดตามการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ (Chronic Myelogenous Leukemia; CML)ในการรักษาด้วยยา Imatinib ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิด CML โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560-2561 ได้ให้บริการตรวจฟรีแก่ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML ที่ใช้สิทธิประกันสังคม และสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปแล้วจำนวน 900 ราย พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 24 ไม่ตอบสนองต่อยาดังกล่าว ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรจะได้รับการเปลี่ยนยาที่เหมาะสมด้วยยาอื่นในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งในปี พ.ศ.2562 จะช่วยเหลือผู้ป่วยโดยการตรวจฟรีเพิ่มอีก 500 ราย

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงษ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML สามารถรับการรักษาด้วยยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าฟรีตามสิทธิประกันสังคมและสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยามะเร็งมุ่งเป้า Imatinib เป็นยาตัวแรกที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML นี้คิดค้นโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ไบรอัน เจ. ดรูเคอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี พ.ศ. 2561 โดยยา Imatinib จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อยีนมะเร็งที่เป็นสาเหตุของโรคและทำให้โรคสงบลงได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยาดีจะสามารถยืดอายุผู้ป่วยโดยเฉลี่ยถึง 8 ปี ซึ่งจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หากผลการตรวจบ่งชี้ว่ายา Imatinib ไม่สามารถควบคุมโรคมะเร็งได้และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องตรวจติดตามประสิทธิภาพการรักษาด้วยยา Imatinib โดยตรวจวัดปริมาณยีนลูกผสม BCR-ABL mRNA ชนิดกลายพันธุ์ที่อยู่บนโครโมโซมที่ผิดปกติ Philadelphia Chromosome ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้

ทั้งนี้ในปี พ.ศ.2560 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมมือกับบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำโครงการให้บริการฟรีในการชุดตรวจวัดปริมาณยีนลูกผสม BCR-ABL mRNA โดยใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยา RQ-PCR ที่มีความไวและความจำเพาะสูง สำหรับผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ผู้ป่วยได้รับโอกาสในการรักษามะเร็งชนิดนี้ด้วยยาที่เหมาะสมกับตนเองโดยการใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผลการดำเนินโครงการในปีพ.ศ. 2560-2561 ได้ให้บริการตรวจฟรีสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CMLไปแล้วที่จำนวน 900 ราย พบว่า ร้อยละ 24 ของผู้ป่วยที่ได้รับยา Imatinib ติดต่อกันมานาน 6 เดือนไม่ตอบสนองต่อยา ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการเปลี่ยนยาอย่างถูกต้อง โดยในปี พ.ศ.2562 จะสนับสนุนการตรวจฟรีอีก 500 ราย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดในการรักษา

“การตรวจวัดปริมาณยีนลูกผสม BCR-ABL mRNA ชนิดกลายพันธุ์ นับว่าเป็นการนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามการรักษาโรคมะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาชนิดที่ให้การรักษาที่เหมาะสม จึงช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยตามแนวทางการแพทย์แม่นยำที่รัฐบาลกำลังผลักดันเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดียิ่งขึ้น และแม้ว่าปัจจุบันผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธิประกันสังคม และสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังไม่สามารถเบิกค่าตรวจได้ แต่ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิงนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับการตรวจดังกล่าวมากยิ่งขึ้น จึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ”นายแพทย์โอภาสกล่าว

ที่มา

https://siamrath.co.th/n/65662

ฝนตกในหน้าหนาวที่กรีนแลนด์! นักวิทยาศาสตร์หวั่นปริมาณน้ำอาจสูงท่วมเมืองหลายแห่งทั่วโลก

ฝนตกในหน้าหนาวที่กรีนแลนด์! นักวิทยาศาสตร์หวั่นปริมาณน้ำอาจสูงท่วมเมืองหลายแห่งทั่วโลก

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีฝนตกที่กรีนแลนด์ดินแดนแห่งหิมะที่ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติกของโลก แต่สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลเป็นเพราะฝนที่ว่ามันดันมาตกในฤดูหนาวแทนที่จะเป็นหิมะ และที่สำคัญมันก็ตกบ่อยมากอีกด้วย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณน้ำแข็งกรีนแลนด์ลงในวารสาร The Cryosphere พบว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกในกรีนแลนด์มีมากขึ้นและตกบ่อยกว่า 300 ครั้ง ระหว่างปี 1979 – 2012 ที่ส่วนใหญ่เหตุการณ์ฝนตกจะเกิดในช่วงฤดูร้อนของกรีนแลนด์ แต่ปัจจุบันฝนกลับตกมากขึ้นในฤดูหนาว และด้วยน้ำฝนเพียงแค่ 14 มิลลิลิตร ก็เพียงพอที่จะละลายน้ำแข็งหนา 15 เซนติเมตรที่ปกคลุมผืนดินได้อย่างง่ายดายจึงสร้างความกังวลในกับนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก

ดร. Marilena Oltmann หนึ่งในทีมการศึกษาศูนย์วิจัยมหาสมุทรของ GEOMAR ในเยอรมนีกล่าวว่า การที่มีฝนตกในฤดูหนาวของกรีนแลนด์เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมาก และที่น่าสนใจกว่านั้นคือหิมะที่ตกมาใหม่มีสีเข้มและผิวเรียบมากกว่าปกตินั่นยิ่งทำให้พวกมันสามารถดูดกลืนความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ได้นานขึ้น และหมายถึงการละลายที่เร็วขึ้นอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบภาพถ่ายฝืนน้ำแข็งปัจจุบันกบรูปถ่ายเมื่อปีที่แล้วจะเห็นได้ว่าผืนน้ำแข็งนั้นมีสีเข้มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่ากรีนแลนด์จะเป็นประเทศเกาะเล็กๆแต่ปริมาณน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะ บวกกับอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน อาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร ส่งผลกระทบต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลก และอาจรบกวนรูปแบบสภาพอากาศในยุโรป และ ภูมิภาคอื่นๆได้เช่นกัน

https://www.beartai.com/news/314170

เด็ก 8 ขวบแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยไอเดียแสนง่าย แต่ได้ผลเกินคาด!

เด็ก 8 ขวบแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยไอเดียแสนง่าย แต่ได้ผลเกินคาด!

แม้ว่าข่าว PM 2.5 จะเริ่มจางหายไปจากหน้าข่าวในช่วงนี้แล้ว แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า PM 2.5 ยังคงกระจายอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเรา และเป็นปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เด็กหญิงยินดี รังษี วัย 8 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวารีเชียงใหม่ ได้ค้นพบวิธีการลด PM 2.5 ให้ลงมาอยู่ที่ค่าปกติ ด้วยการทำไบโอฟิลเตอร์จากการนำมอสพันธุ์คริสต์มาส มาทำเป็นแผงกรองแนวดิ่ง ซ้อนกัน 3-4 ชั้น และใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องกรองอากาศที่ขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เพียงแต่ใช้ระบบธรรมชาติ

น้องยินดีได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไปเที่ยวชมสวนมอสกับคุณพ่อ จึงเกิดความสนใจในการเพาะเลี้ยงมอส และนำมาศึกษาต่อยอดกลายเป็นเครื่องกรองอากาศไบโอฟิลเตอร์ดังกล่าว น้องยินดีอธิบายถึงการทำงานของเครื่องกรองว่า เมื่อมีฝุ่นละอองเข้ามามอสจะจับเข้ากับฝุ่นเหล่านั้น และกรองออกซิเจนออกมาแทน

นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก 4 หน่วยงานคือ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดูเรื่องพันธุ์พืช ภาควิศวกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการดูเรื่องโครงสร้างเครื่อง ภาควิศวกรรมคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยลาดกระบัง ดูเรื่องระบบควบคุม โดยในอนาคตน้องยินดีจะนำแนวคิดทั้งหมดไปจดสิทธิบัตร และทำวิจัยกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เพื่อเป็นการต่อยอดได้อย่างเต็มศักยภาพอีกด้วย

https://www.beartai.com/news/sci-news/314120

เมื่อสมองสั่งหัวใจ! วิทยาศาสตร์ของอาการอกหัก กับ คลื่นสมอง

เมื่อสมองสั่งหัวใจ! วิทยาศาสตร์ของอาการอกหัก กับ คลื่นสมอง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก่อนหน้านี้เราเคยเสนอเรื่องของ Broken heart syndrome หรือ Takotsubo syndrome อาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายตอบสนองต่อความผิดหวัง หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสียใจ จนอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้ไปแล้ว แต่วันนี้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามต่อยอดไปอีกว่าทำไมถึงเกิดอาการเช่นนั้น?

อย่างที่เราทราบ Broken heart syndrome มีลักษณะอาการคล้ายกับโรคหัวใจหลายประการ คือ มีอาการหอบ เจ็บหน้าอก เป็นต้น แต่สาเหตุของอาการนั้นต่างกัน โดยโรคหัวใจจะเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด ส่วน Broken heart syndrome เกิดจากการผิดรูปของห้องหัวใจ ที่สัมพันธ์กับอารมณ์ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสังเกตุว่าหรือจริงๆแล้วโรคอกหักนี้มีรอยโรคอยู่ในสมองด้วยกันแน่?

ผู้ต้องสงสัยที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวตกเป็นของฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดอย่าง Adrenaline แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปักใจเชื่อสนิท จึงได้ทำการทดลองสแกนสมองเปรียบเทียบระหว่างคนสุขภาพดี 36 คน และ ผู้ป่วยโรคอกหัก 15 คน ผลพบว่า กลุ่มที่มีอาการอกหักมีการทำงานของกระแสประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานระบบอัตโนมัติในร่างกาย อย่างเช่น อารมณ์ การหายใจ การเต้นของหัวใจ น้อยกว่าคนปกติ และพื้นที่สมองส่วนนี้ยังตอบสนองต่อความเครียดอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าในเมื่ออารมณ์เกิดการประมวลผลในสมอง โรคนี้ก็อาจมีความสัมพันธ์กันระหว่างสมอง และ หัวใจ ควบคู่กันอย่างแยกไม่ได้

ถึงแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน แต่อย่างน้อยนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ให้คำตอบในเรื่องความสัมพันธ์ของสมองและหัวใจ อย่างมีนัยยะสำคัญกับอาการแสดงดังกล่าว ซึ่งพวกเขามองว่านี่อาจเป็นงานวิจัยที่ทำให้เข้าใจอาการ cardiomyopathy (โรคกล้ามเนื้อหัวใจ) ได้มากขึ้นอีกด้วย

https://www.beartai.com/news/sci-news/314052

IBM พัฒนาชิปเซ็ตประมวลผลขนาด 5 นาโนเมตรได้สำเร็จครั้งแรกของโลก ประหยัดพลังงานและเร็วขึ้น

ยิ่งวันเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าเหล่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ยิ่งถูกพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงพร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการประหยัดพลังงาน โดยล่าสุด IBM ร่วมมือกับบริษัท Samsung และองค์กร GlobalFoundries ได้สร้างความสำเร็จในการผลิตชิปเซ็ตประมวลผลขนาดเพียง 5 นาโนเมตรเท่านั้น และเมื่อเทียบกับชิปเซ็ตเทคโนโลยีการผลิตขนาด 10 นาโนเมตร ผลลัพธ์ก็คือประหยัดพลังงานลง 75% ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 40% สำหรับกระบวนการผลิตได้เปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน FinFET มาเป็น Gate-All-Around Transistor (GAAFET)

เทคนิคของ GAAFET คือการนำแผ่นนาโนชีทมาทับซ้อนกัน (stacked nanosheet) ผสมผสานการใช้เทคโนโลยี Extreme Ultraviolet ซึ่งสามารถปรับแต่งแผงวงจรและเพิ่มสมรรถนะได้ในบางจุดส่งผลให้ประสิทธิภาพดีขึ้นตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น

โดยความสำเร็จในครั้งนี้ IBM ก็ตั้งใจว่าจะนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Internet of Things, Data-intensive Application บน Cloud หรือตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ VR และปัญญาประดิษฐิ์ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนวันเวลาการนำมาใช้งานอย่างเป็นทางการคาดว่าต้องอีกพักใหญ่เลย เนื่องจากตอนนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเท่านั้น

ที่มาhttps://news.siamphone.com/news-31263.html

  • เจาะกระแส Smart wearable เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

    • เจาะกระแส Smart wearable เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

    ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา Smart wearable ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากยอดขายในประเทศไทยที่สูงขึ้นเฉลี่ย 23% ต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ประเภทเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีการพัฒนาในเรื่องของความแม่นยำ และประสิทธิภาพ ในปัจจุบัน Smart watch สามารถวัดการวิ่งได้ภายใน 5 วินาทีที่เริ่มออกวิ่ง ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนที่ต้องใช้เวลาถึง 50 วินาที ด้านความหลากหลายทั้งในด้านรูปแบบสินค้า และค่าที่วัดได้ ก็ดีขึ้นเช่นกัน Smart wearable นั้น ไม่ใช่แค่ Smart watch เพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้น แต่รวมถึง เสื้อผ้าที่ใช้ใยพิเศษในการทอเพื่อวัดปฏิกิริยาทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของผู้สวมใส่ หรือชุดชั้นในที่สามารถตรวจหามะเร็งเต้านมได้ ในด้านความหลากหลายอุปกรณ์เหล่านี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น โหมดไตรกีฬาใน Smart watch ที่รวมกีฬาทั้ง 3 ประเภทไว้ในโหมดเดียว ฟังก์ชันนี้สามารถตรวจจับการเปลี่ยนชนิดกีฬาของผู้สวมใส่ได้โดยอัตโนมัติ โดยจากการคาดการณ์ของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนการขายอุปกรณ์ Smart wearable ทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยสะสมถึง 11.6% ต่อปี จาก 123 ล้านชิ้นในปี 2018 เป็น 190 ล้านชิ้นในปี 2022

    ปัจจัยหลัก 3 ประการ ที่ทำให้ตลาด Smart wearable เติบโต ได้แก่ 1) กระแสใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น 2) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 3) การลงทุนข้ามอุตสาหกรรมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ในธุรกิจอุปกรณ์ Smart wearable

    ปัจจุบันกระแสการใส่ใจสุขภาพได้รับความนิยมจากสังคมในวงกว้าง จากการประมาณการของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า ประเทศไทยมีนักวิ่งประมาณ 12 ล้านคน (2016) และคาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางภาครัฐ และเอกชนมีการรณรงค์ให้หันมาใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการจัดงานวิ่งทั่วประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 500 รายการต่อปี ในปี 2016 เป็น 696 รายการต่อปีในปี 2018 ซึ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะเดียวกัน ฟิตเนสรายใหญ่อย่าง ฟิตเนส เฟิรส์ท ก็เริ่มขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดครั้งแรกในรอบ 6 ปี รวมถึงแบรนด์ต่างๆ ที่เพิ่มคลาสเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า เน้นการออกกำลังกายเฉพาะ เช่น มวยไทย โยคะ ตอกย้ำความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการออกกำลังกาย

    สังคมผู้สูงอายุเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยขยายศักยภาพการเติบโตของตลาด Smart wearable โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) ระบุว่า จำนวนผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) ที่มีแนวโน้มอาศัยอยู่คนเดียวเติบโตเฉลี่ยสะสม 3% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปัจจุบัน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 1.4 ล้านคนในปี 2022 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11 % ของผู้สูงอายุทั้งหมด ทำให้ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาตนเองในการทำกิจกรรมต่างๆ มีจำนวนสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า การเสียชีวิตของผู้สูงอายุจากการหกล้มสูงถึงปีละเกือบ 2,000 ราย ซึ่งการเพิ่ม Features และนวัตกรรมใหม่ๆ ของ Smart wearable เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์ สอดคล้องกับความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งผู้ใช้ Smart wearable ในไทยที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนถึง 16.4% ของจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด และคาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    การเข้ามาลงทุนข้ามอุตสาหกรรมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ในอุตสาหกรรม Healthcare เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้ตลาด Smart wearable เติบโต จากข้อมูลของ CB insights ระบุว่าตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2018 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 10 บริษัทในสหรัฐฯ เช่น Apple, Intel, Alphabet, IBM และอีกหลายบริษัท มีการลงทุนในอุตสาหกรรม Healthcare ทั้งหมด 209 ดีล พบว่าตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน อุปกรณ์เพื่อสุขภาพถูกลงทุนเป็นอันดับที่ 2 ในตลาด Healthcare รองจากการลงทุนใน Software (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค 2561) ซึ่งหากดูสถิติจำนวนการลงทุนทั่วโลกในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหมวดของ Smart wearable เพื่อการดูแลสุขภาพ จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตเฉลี่ยถึง 41% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2016) แสดงถึงความสนใจของบริษัทชั้นนำของโลกที่มีต่ออุตสาหกรรม ซึ่งการลงทุนจากบริษัทเหล่านี้ทำให้ Smart wearable ขยายขีดความสามารถ และเกิดการแข่งขันทางด้านราคาและคุณภาพ รองรับการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ เปรียบเสมือนเทรนเนอร์ส่วนตัว ที่คอยแนะนำผู้สวมใส่

    ทั้งนี้จาก 3 ปัจจัยข้างต้น ส่งเสริมให้รายได้ทั่วโลกของ Smart wearable ที่ใช้เพื่อการออกกำลังกาย และ Applications ที่เกี่ยวเนี่องมีมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020

    ขณะที่ในอนาคตตลาด Smart wearable จะมีการพัฒนาไปใน 3 ทิศทางหลักได้แก่ 1) มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น 2) มีคุณสมบัติ และความสามารถสูงขึ้น 3) มีการประมวลผลใน Platform ต่างๆ และสามารถให้คำแนะนำผู้สวมใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รูปแบบที่หลากหลายของ Smart wearable จะเห็นได้จากความพยายามคิดค้นรูปแบบอุปกรณ์ที่แตกต่าง นอกเหนือจาก Smart watch/Smart band เช่น Smart footwear รองเท้าจากบริษัท Under Armour ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การลงน้ำหนัก ปริมาณการเผาผลาญแคลอรี รวมถึงสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ในตัวเอง หรือ Smart bra จากบริษัท Microsoft ที่สามารถตรวจคลื่นหัวใจ และรับรู้ถึงความเครียดของผู้สวมใส่ ซึ่งอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เก็บได้จากแต่ละส่วนของร่างกาย

    คุณสมบัติ และความสามารถสูงขึ้น ของ Smart wearable พบว่าอนาคต Smart wearable จะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีการเจาะ/ฝังเข้าไปในชั้นผิวหนัง (Non-invasive) ไม่รบกวนการใช้ในชีวิตประจำวันของผู้สวมใส่มากเกินไป (Minimal attention) ข้อมูลที่ได้มีการบันทึกอย่างต่อเนื่อง (Continuous data) และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ในหลายระบบ (Interoperability) ปัจจุบันบริษัทต่างๆ พยายามมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพของ Smart wearable ทั้ง 4 คุณสมบัตินี้ โดยคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้

    การประมวลผลที่แม่นยำ และการแนะนำผู้บริโภคในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นอีกหนึ่ง Platform ที่คาดว่าจะเห็นได้อย่างแพร่หลาย จากการเชื่อมต่อของระบบ IoT และ AI ทำให้ข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์มากขึ้น อาทิ นาฬิกา Xiaomi ที่สามารถแสดงข้อมูลในรูปแบบของ Percentile ให้คำแนะนำผู้สวมใส่เกี่ยวกับการนอน และกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างวันจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดกว่า 46.2 ล้านคน ยาวนานกว่า 3 ปี จึงทำให้สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้สวมใส่ได้อย่างน่าเชื่อถือ

    การพัฒนาของ Smart wearable จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมของหลายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจประเภทการผลิต/นำเข้าสินค้า และอุปกรณ์การวัดค่าต่างๆ แบบเดิม อาทิ เครื่องวัดความดัน เครื่องเจาะเลือดวัดปริมาณน้ำตาล รวมถึงลักษณะการให้บริการในโรงพยาบาล ที่อาจมีการจับมือร่วมกันระหว่างบริษัทพัฒนา Smart wearable เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และยกระดับภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลให้มีความทันสมัย นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับ ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าอุปกรณ์ Smart wearable ที่จะขยายสายการผลิต ให้กว้างมากขึ้น จากแค่ Smart watch/Smart band ให้ครอบคลุมอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองกระแสใส่ใจสุขภาพ อย่าง Sleeping gadget ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่นอนหลับสนิทมากขึ้น หรือสายรัดข้อมือสำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเฉพาะ สำหรับตัวอย่างการพัฒนาอุปกรณ์ในไทย เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะ ‘โพโมะ’ ป้องกันเด็กหาย ที่ปัจจุบันวางขายมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เป็นต้น

    อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจคือการพัฒนา Compatible applications ที่ใช้ร่วมกับ Smart wearable ซึ่งเป็นการนำข้อมูลมาต่อยอด วิเคราะห์ และประมวลผล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ Startup จำนวนมากทั่วโลกให้ความสนใจในการผลิต Apps ชนิดนี้ เช่น FitStar ที่คอยให้คำแนะนำแก่ผู้เล่นโยคะ Lumosity ที่วัดระดับการทำงานของสมองของผู้ใช้ ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยพัฒนาสมองอย่างไร รวมไปจนถึง Apps ส่งเสริมการฝึกสมาธิ และฝึกการตัดสินใจในแต่ละวัน ทั้งนี้ อีไอซี มองว่าการพัฒนา Apps ต่างๆ เป็นโอกาสของกลุ่ม Startup และผู้ประกอบการในการต่อยอดธุรกิจ จากกระแสของ Smart wearable ได้

    https://news.siamphone.com/news-40725.html