คลังเก็บหมวดหมู่: นายพัลลภ ถุงมะณี นางสาวนันนรินทร์ สุภัทราพิสุทธิ์ นางสาววิสา บุ้งตา

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก “แฮก” ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

An artistic concept of brainjacking

จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด

ผ่าสมอง

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท

การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ

หน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ

ความทรงจำพิเศษ

ลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า

ในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้

แฮกความทรงจำ

อย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ “ร้ายแรง” มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน

หากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี

จากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม

A doctor checking a scan in a tablet

ควบคุมอดีต

ดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า “The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past” ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน

นายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้

ในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้

เจาะข้อมูล

การแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม

Artistic concept of brain-computer interface

การป้องกันทางไซเบอร์

เป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง

ไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-47243448

 

พบ “เสือดาวดำ″ ในธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบร้อยปีของแอฟริกา

A black leopard captured in the wild

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ช่างภาพสัตว์ป่าชาวอังกฤษสามารถถ่ายภาพเสือดาวดำ (Black leopard) ได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลอยซาบา (Loisaba Wildlife Conservancy) ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปีที่มีผู้พบเห็นและบันทึกภาพเป็นหลักฐานยืนยันว่า เสือชนิดนี้ยังคงมีอยู่ในธรรมชาติของทวีปแอฟริกา

นายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ช่างภาพสัตว์ป่ามืออาชีพ ได้พยายามติดตามถ่ายภาพสัตว์หายากชนิดนี้มานานหลายปี จนในที่สุดได้ทราบข่าวว่ามีผู้พบเห็นเสือดาวดำใกล้ค่ายพักแรมกลางป่าแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปติดตั้งกล้องซ่อนไว้ใกล้บริเวณทางผ่านของเสือ

หลังจากตั้งกล้องดักถ่ายภาพไว้เป็นคืนที่สี่ ช่างภาพผู้นี้ก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวหนึ่งที่กำลังออกหากินเอาไว้ได้ โดยคาดว่าเป็นเสือตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1909 ที่มีผู้ถ่ายภาพเสือชนิดนี้ได้ในผืนป่าของทวีปแอฟริกา

A black leopard captured in the wild

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตื่นเต้นฮือฮา หลังภาพยนตร์ดังแนวซูเปอร์ฮีโรเรื่องแบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) ได้ทำให้เสือดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษเชื้อสายแอฟริกัน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายอ้างว่า อาณาจักร “วากานดา″ ของราชาเสือดำในภาพยนตร์นั้น อยู่ไม่ไกลจากถิ่นที่พบเสือดาวดำในครั้งนี้

อันที่จริงแล้ว คำว่าเสือดำนั้นเป็นชื่อใช้เรียกเสือทุกชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีปริมาณมากกว่าปกติ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Melanism ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบเดียวกับคนและสัตว์ผิวเผือก (Albino) แต่ทำให้ผิวและขนกลายเป็นสีดำสนิท

A black leopard captured in the wild

เสือดำที่พบในเอเชียและแอฟริกานั้นเป็นเสือดาว จึงมีการเรียกชื่อของมันว่า “เสือดาวดำ″ ด้วย โดยบริเวณท้องและบางส่วนของร่างกายจะมีสีดำไม่เข้มนัก ทำให้ยังสามารถมองเห็นลายจุดแบบเสือดาวได้ ส่วนเสือดำที่พบในภูมิภาคอเมริกาใต้จะเป็นเสือจากัวร์

เสือดาวดำอาจไม่ได้เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นสีดำทั้งคู่ โดยเสือดาวที่มีผิวและสีขนปกติก็สามารถให้กำเนิดเสือดาวดำได้ หากทั้งพ่อเสือและแม่เสือมียีนกลายพันธุ์แฝงอยู่

A black leopard captured in the wild

A spotted leopard captured in the wild on camera

ดร. นิโคลัส พิลโฟลด์ หัวหน้านักวิจัยในโครงการอนุรักษ์พันธุ์เสือดาวของเขตไลกีเปียในเคนยา (Laikipia County) ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวในทวีปแอฟริกาที่มีเสือดาวดำอาศัยอยู่ บอกว่าทีมวิจัยของตนก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวเมียอายุน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ได้เช่นกัน ทำให้ประมาณการได้ว่ามีเสือดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวของเคนยาอย่างน้อย 2-3 ตัว

A black leopard captured in the wild

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47237010

นักวิทยาศาสตร์ชี้ “ภาวะเอกฐานเปลือย” อาจใช้เดินทางข้ามเวลาได้

นาฬิกาแกว่ง

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเสนอแนวคิดใหม่ทางฟิสิกส์ ซึ่งอาจนำไปใช้สร้างเครื่องเดินทางข้ามเวลาหรือ “ไทม์แมชชีน” ขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง โดยชี้ว่าภาวะที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ และไม่มีสิ่งใดห่อหุ้มปกปิดภาวะนี้อยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาวะเอกฐานเปลือย” (Naked singularity) นั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเดินทางไปยังอดีตหรืออนาคตได้ตามใจปรารถนา

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แคโรไลน์ มัลลอรี นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ วิทยาเขตดาร์ตมัธของสหรัฐฯ ตีพิมพ์แนวคิดดังกล่าวในวารสาร Classical and Quantum Gravity โดยระบุว่าวิธีนี้เป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างไทม์แมชชีน โดยไม่ต้องอาศัยสสารพิเศษที่มีมวลเป็นลบตามแนวคิดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมวลที่เป็นลบนั้นยังไม่พบว่ามีอยู่จริงในธรรมชาติ

แนวคิดของมัลลอรีนั้นคือการทำให้ปริภูมิ-เวลา เกิดการบิดงอจนพับทบมาบรรจบกับตัวเองได้ ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์เรียกภาวะนี้ว่า “เส้นโค้งปิดเสมือนเวลา″ (Closed time-like curve) ที่ทำให้เกิดภาวะที่เวลาหมุนวนเป็นวงกลมอย่างไม่สิ้นสุด จากอดีตสู่ปัจจุบันและไปสู่อนาคตก่อนจะย้อนกลับไปยังอดีตอีกครั้ง

มัลลอรีเสนอว่า การเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงในระบบของเส้นโค้งปิดเสมือนเวลา โดยใช้พาหนะที่ศูนย์กลางมี “ภาวะเอกฐานเปลือย” จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในห้วงเวลาเป็นไปได้

ศาสตราจารย์เการพ คาห์นนา ผู้เขียนร่วมของบทความวิจัยนี้และอาจารย์ที่ปรึกษาของมัลลอรีอธิบายว่า “เราสามารถใช้สสารที่มีมวลเป็นบวกตามธรรมดา สร้างพาหนะที่คล้ายกับรถยนต์ซึ่งมีความยาวมาก ๆ สองคัน แล้วนำมาจอดขนานกันไว้”

ร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine

“รถคันหนึ่งจะเคลื่อนตัวออกไปก่อนด้วยความเร็วสูงมาก ในขณะที่อีกคันจอดนิ่งอยู่ สภาพการณ์นี้จะทำให้เกิดเวลาที่หมุนวนเป็นวงกลมขึ้นในปริภูมิระหว่างรถทั้งสองคัน โดยที่ใจกลางของรถจะต้องมีสภาพเป็นภาวะเอกฐานเปลือยด้วย”

ตามปกติแล้ว ภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่ความหนาแน่น อุณหภูมิ และความดันเป็นอนันต์ จะพบได้ที่ใจกลางหลุมดำเท่านั้น โดยภาวะเอกฐานนี้มีขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event horizon) ของหลุมดำห่อหุ้มเอาไว้ แต่ “ภาวะเอกฐานเปลือย” นั้นไม่มีสิ่งใดปกปิดอยู่ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบว่ามีภาวะเช่นนี้อยู่ในธรรมชาติ ทั้งไม่แน่ใจว่ามันสามารถจะมีอยู่จริงได้หรือไม่

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังไม่สามารถจะสร้างไทม์แมชชีนขึ้นมาได้ในเร็ววัน แต่แนวคิดใหม่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจเรื่องระบบที่เวลาหมุนวนได้มากขึ้น” ศ. คาห์นนากล่าว

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-47055909

พบโซนาร์ทำให้วาฬตายจาก “โรคน้ำหนีบ” เหมือนในมนุษย์

Whales stranded in the surf

เหตุการณ์ที่วาฬและโลมาจำนวนมากพากันมาเกยตื้นตายตามชายหาดต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจให้คำตอบได้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่ชี้ว่า อุปกรณ์โซนาร์ที่ใช้ทางการทหารและการสำรวจใต้ทะเล สามารถส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่ทำให้วาฬตกใจและดำน้ำสะเปะสะปะผิดวิธี จนเกิดอาการน้ำหนีบ (Decompression sickness) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนกับในคนที่เป็นนักประดาน้ำได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Las Palmas de Gran Canaria ของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสารของราชสมาคมกรุงลอนดอน ฉบับบี (Royal Society Journal Proceedings B.) โดยระบุว่าได้รวบรวมหลักฐานจากเหตุการณ์วาฬเกยตื้นหมู่ 121 ครั้ง ระหว่างปี 1960-2004 ซึ่งในจำนวนนี้ 61 ครั้ง ปรากฎว่าวาฬคูเวียร์มีจะงอยปาก (Cuvier’s beaked whale) ได้ตายลงเป็นจำนวนมากเป็นพิเศษ

ผลการผ่าซากวาฬเพื่อตรวจวิเคราะห์ความเสียหายของอวัยวะภายใน พบว่าวาฬที่เกยตื้นตายจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาฬที่ตายในแถบหมู่เกาะคะแนรี (Canary Islands ) เมื่อปี 2002 หลังการซ้อมรบทางทะเลครั้งใหญ่ มีร่องรอยของอาการโรคน้ำหนีบคล้ายกับที่เกิดขึ้นในมนุษย์ กล่าวคือมีฟองก๊าซไนโตรเจนในเส้นเลือด มีเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง และอวัยวะภายในอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย

ดร. ยารา เบอร์นัลโด เด ควีรอส ผู้นำทีมวิจัยบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “คลื่นเสียงจากโซนาร์ทำให้วาฬตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง จนไม่สามารถควบคุมตนเองให้ใช้เทคนิควิธีการดำน้ำลึกแบบปลอดภัยอย่างที่เคยทำมาได้”

Humpback whale swimming

“ตามปกติแล้ววาฬจะลดอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง เพื่อลดการใช้ออกซิเจนขณะดำน้ำลึก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมไนโตรเจนในกระแสเลือดด้วย แต่การที่มันตื่นตกใจและพยายามดำน้ำหนีไปจากแหล่งกำเนิดสัญญาณโซนาร์อย่างรวดเร็วไม่คิดชีวิตกลับทำให้เกิดการสะสมไนโตรเจน ซึ่งก็จะกลายเป็นฟองอากาศในเส้นเลือดเมื่อมีการคลายความดันขณะที่มันขึ้นสู่ผิวน้ำในภายหลัง” ดร. เด ควีรอส กล่าว

แม้โรคน้ำหนีบที่เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วาฬต้องมาเกยตื้นตายหมู่ แต่ทีมผู้วิจัยชี้ว่า สัญญาณโซนาร์นั้นส่งผลกระทบต่อวาฬแต่ละตัวหรือแต่ละฝูงแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ากรณีนี้จะพบมากเป็นพิเศษกับวาฬคูเวียร์มีจะงอยปาก

ทีมผู้วิจัยเสนอว่า ควรสั่งห้ามใช้สัญญาณโซนาร์ในเขตน่านน้ำที่วาฬอยู่อาศัยอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนาร์ประเภทย่านความถี่ระดับกลางราว 5 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบันมีการห้ามใช้ในบริเวณหมู่เกาะคะแนรีที่เคยมีเหตุวาฬเกยตื้นตายหมู่บ่อยครั้งมาก่อน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าหลังออกมาตรการห้ามใช้โซนาร์ดังกล่าว ก็ไม่พบเหตุวาฬเกยตื้นในแถบนั้นอีกเลย

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47107889

ยานอวกาศ PSP กำลังสำรวจบรรยากาศของดวงอาทิตย์

ภาพจำลองเหตุการณ์เมื่อยาน Parker Solar Probe เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ (AFP)ภาพจำลองเหตุการณ์เมื่อยาน Parker Solar Probe เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ (AFP)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

NASA ได้ยิงจรวด Delta IV นำยานอวกาศชื่อ Parker Solar Probe (PSP) ที่หนัก 685 กิโลกรัม มูลค่า 45,000 ล้านบาท ออกจากฐานยิงที่ Cape Canaveral ในรัฐ Florida ของสหรัฐอเมริกาไปสำรวจบรรยากาศเหนือผิวดวงอาทิตย์ และพยายามตอบคำถามที่ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้บรรยากาศมีอุณหภูมิสูงกว่า อุณหภูมิที่ผิวถึง 200 เท่า (ในกรณีโลก บรรยากาศโดยเฉลี่ยมีอุณหภูมิต่ำกว่าที่ผิว คือ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว) 

นอกจากนี้ยานก็จะหาคำตอบด้วยว่า ลมสุริยะ (solar wind) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุ เช่น อิเล็กตรอน และโปรตอนที่เดินทางจากดวงอาทิตย์สู่โลกด้วยความเร็ว 800 กิโลกรัม/วินาทีนั้นพุ่งสู่โลกได้ด้วยกลไกอะไร ยาน PSP ยังมีความประสงค์จะศึกษาโครงสร้างสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ด้วย เพราะการเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะทำให้นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สามารถทำนายโอกาสการเกิดพายุสุริยะ (solar storm) ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถ้าพายุสุริยะพัดรุนแรง การคมนาคมสื่อสารบนโลกจะถูกกระทบกระเทือนหนัก ดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่ในอวกาศอาจถูกพายุถาโถมพัดจนกระเด็นหลุดจากวงโคจร และยานที่มนุษย์อวกาศใช้ในการเดินทางไปดวงจันทร์ และดาวอังคารอาจถูกพายุร้อนเผาจนสิ้นสภาพได้

ยานอวกาศนี้มีชื่อแรกว่า Parker ตามชื่อของ Eugene Parker ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ในสังกัดมหาวิทยาลัย Chicago ในสหรัฐอเมริกา ผู้พยากรณ์เป็นคนแรกว่า ธรรมชาติมีลมสุริยะ ที่พัดจากดวงอาทิตย์สู่โลก

หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปประมาณ 8 สัปดาห์ ยาน PSP ก็ได้เดินทางถึงดาวศุกร์ แรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์ก็ได้ชะลอความเร็วของยานให้พอเหมาะ เพื่อนำยานเข้าสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่าง 24 ล้านกิโลเมตร จากนั้นยานได้โคจรอ้อมผ่านดวงอาทิตย์ และดาวศุกร์อีก 6 ครั้ง เพื่อปรับวิถีโคจรเป็นวงรีให้ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ที่ระยะทาง 6.2 ล้านกิโลเมตร และไกลที่สุดที่ระยะทาง 10.9 ล้านกิโลเมตร (ที่ระยะทางใกล้และไกลเช่นนี้ยาน PSP จึงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพุธ) โดยมีคาบการโคจรเท่ากับ 88 วัน

ภาพขณะส่งยาน Parker Solar Probe จากฐานปล่อยจรวด (AFP) ภาพขณะส่งยาน Parker Solar Probe จากฐานปล่อยจรวด (AFP)

ความจริงการเดินทางไปสำรวจดวงอาทิตย์ที่ระยะใกล้มากเช่นนี้ องค์การ NASA ของสหรัฐฯ ได้ดำริจะทำตั้งแต่ปี 1958 หลังจากที่สหรัฐฯ ตกตะลึงกับความสำเร็จของรัสเซียในการปล่อยดาวเทียม Sputnik ดวงแรกของโลก แต่ความฝันจะไปดวงอาทิตย์ก็ไม่ได้เป็นจริง เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ จนกระทั่งปี 1976 NASA กับศูนย์วิจัยอวกาศของเยอรมนีจึงได้ร่วมกันพัฒนายาน Helios 2 ขึ้นมา เพื่อส่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะห่าง 40 ล้านกิโลเมตร (0.26 AU) คราวนี้ PSP จะทำลายสถิตินั้น เพราะจะโคจรใกล้ดวงอาทิตย์มากที่ระยะห่างเพียง 0.04 AU (1 AU คือระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ซึ่งมีค่าเท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร) จึงใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพุธประมาณ 10 เท่า และใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่า Helios 2 ประมาณ 7 เท่า

ดังได้กล่าวแล้วว่า ความล่าช้าของโครงการเกิดจากปัญหางบประมาณ และเทคโนโลยีในการสร้างยาน ดังนั้น NASA จึงได้ปรับแผนโดยให้ยานโคจรห่างออกมาจากที่เคยกำหนดไว้เล็กน้อย แต่ให้โคจรเพิ่มจำนวนรอบของวงโคจร และใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานเพื่อให้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์บนยานสามารถทำงานได้ แทนการใช้สารกัมมันตรังสีที่มีราคาแพงมากเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ยาน ยาน PSP ยังมีแผงกำบังรังสีจากดวงอาทิตย์ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ยานร้อนจนเกินไป โดยให้ยานหมุนไปรอบตัวเองทุกวินาที เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่วยาน และใช้ระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าช่วยด้วย เพื่อไม่ให้ยานถูกเผาทั้งเป็น สำหรับวัสดุที่ใช้หุ้มยานนั้นเป็นแผ่น carbon-carbon ที่หนามีแผ่น carbon foam แทรกกลาง ซึ่งเวลาอุณหภูมิเพิ่มสูงมันจะแข็งขึ้น นี่เป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ NASA ใช้ในการหุ้มกระสวยอวกาศ เพราะได้มีการทดสอบแล้วว่า ในที่ๆ ไม่มีอ๊อกซิเจน แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 1400 องศาเซลเซียส แผ่น carbon-carbon ก็ไม่ลุกไหม้ แต่ถ้านำมาทดสอบบนโลก ซึ่งมีออกซิเจนอุดมสมบูรณ์ แผ่นฉนวนจะลุกไหม้ทันที เพราะบรรยากาศรอบดวงอาทิตย์แทบไม่มีออกซิเจนเลย ดังนั้น อุณหภูมิสูงจึงไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อฉนวนได้

นักฟิสิกส์ที่เชี่ยวชาญเรื่องดวงอาทิตย์ (heliophysicist) โดยเฉพาะ ได้รู้มาเป็นเวลานานแล้วว่า อุณหภูมิที่ผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส และความรู้ฟิสิกส์ก็ระบุว่า วัตถุยิ่งอยู่ห่างจากผิวที่ร้อนเพียงใด อุณหภูมิของวัตถุก็จะลดตาม แต่ในกรณีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิของบรรยากาศกลับสูงขึ้นถึงล้านองศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิที่ผิวมีค่าประมาณหกพันองศาเซลเซียส

ในการอธิบายสาเหตุนี้ นักฟิสิกส์ได้สังเกตเห็นว่าผิวของดวงอาทิตย์มีลักษณะไม่เรียบ คือ ขรุขระ พลุ่งพล่านเหมือนผิวน้ำเชื่อมที่กำลังเดือด เป็นเม็ด เป็นฟอง (ที่มีขนาดใหญ่เท่าประเทศไทย) และเคลื่อนที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา และในบางครั้งก็มีการระเบิดให้แสงสว่างจ้าที่ผิว นักฟิสิกส์หลายคนคิดว่า ฟองแก๊สร้อนมีพลังงานสูงมาก จึงอาจเป็นแหล่งให้กำเนิดลมสุริยะที่พุ่งออกมาจากผิวดวงอาทิตย์สู่โลก โดยลมจะเคลื่อนที่ไปตามทิศสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์

การไหลของกระแสอนุภาคที่มีประจุในลักษณะนี้ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถสร้างสนามแม่เหล็กในตัวของมันเองได้ อีกสนามหนึ่ง ซึ่งจะพุ่งเข้าไปในบรรยากาศเหนือดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนพลังงานจลน์ของอนุภาคเป็นพลังงานความร้อน อุณหภูมิของบรรยากาศจึงสูง

PSP มิได้เป็นเพียงโครงการเดียวที่กำลังศึกษาบรรยากาศของดวงอาทิตย์ สหรัฐฯ ยังมีอีกหนึ่งโครงการคือ Daniel K. Inouye Solar Telescope (DKIST) มูลค่า 113,000 ล้านบาทของ National Science Foundation ที่เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจกเว้ายาว 4 เมตร กล้องโทรทรรศน์อยู่บนเกาะ Maui ในฮาวาย โดยกล้องสามารถถ่ายภาพผิวของดวงอาทิตย์ได้อย่างคมชัด และจะเริ่มทำงานในปี 2020

เดิมกล้องโทรทรรศน์กล้องนี้ มีชื่อว่า Advanced Technology Solar Telescope แต่ในปี 2013 วุฒิสมาชิกของฮาวายชื่อ Daniel K. Inouye ได้เป็นหัวหอกในการชักนำให้ชาวเกาะ Maui ยอมรับให้มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์บนเกาะ ชื่อของกล้องจึงเปลี่ยนเป็น DKIST

ปัจจุบันกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ศึกษาดวงอาทิตย์สามารถเห็นบริเวณบนผิวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กที่สุดได้ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องการเห็นรายละเอียดมากกว่านั้น คือ ต้องการกล้องจุลทรรศน์ในการส่องดู และนี่ก็คือสิ่งที่ DKIST จะสามารถทำได้ เพราะจะเห็นบริเวณที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 กิโลเมตรได้ โดยเห็นการทำงานของเปลวไฟจากผิวดวงอาทิตย์ ขณะอยู่ในพลาสมา ซึ่งอาจตอบปริศนาได้ในที่สุดว่า เหตุใดอุณหภูมิของบรรยากาศ (corona) จึงสูงกว่าอุณหภูมิของผิว (photosphere) และการมีองค์ความรู้นี้จะช่วยชี้ทางสร้างปฏิกิริยา fusion บนโลก

ภาพ ยาน Parker Solar Probe ทะยานจากฐานปล่อยจรวด (AFP) ภาพ ยาน Parker Solar Probe ทะยานจากฐานปล่อยจรวด (AFP)


ในปี 2020 เดียวกันนี้ ยานอวกาศ Solar Orbiter มูลค่า 35,000 ล้านบาทขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ก็จะถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่ยาน Solar Orbiter จะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ที่ระยะ 0.28 AU ยานอวกาศลำนี้จะสำรวจรังสีที่มีพลังงานสูงจากบรรยากาศของดวงอาทิตย์

การมียานอวกาศ 3 ลำ คือ PSP, DKIST และ Solar Orbiter ทำงานในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน เป็นการตรวจสอบข้อมูลของกันและกัน ยานทั้งสามจะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศเหนือดวงอาทิตย์ ขณะผิวดวงอาทิตย์กำลังเดือดระอุ เพื่อจะได้รู้กลไกที่ทำให้มันมีอุณหภูมิสูง เพราะ DKIST จะรับรังสีอินฟราเรด และ Solar Orbiter จะรับรังสีอัลตราไวโอเลตกับรังสีเอ็กซ์ ส่วน PSP รับรังสีเอ็กซ์ และรังสีที่ตาเห็น ยานทั้งสามจึงทำงานที่จะให้ผลเติมเต็มกัน

นอกจากปริศนาเรื่องอุณหภูมิของพลาสมาที่สูงผิดปกติแล้ว ลมสุริยะเองก็มีธรรมชาติที่เป็นปริศนาเช่นกัน เพราะได้มีการพบว่า ความเร็วของลมสุริยะขณะเคลื่อนที่ออกห่างจากผิวดวงอาทิตย์แทนที่จะช้าลง และมีอุณหภูมิน้อยลง กลับสูงขึ้นนั่นแสดงว่า จะต้องมีอะไรบางอย่างได้ออกมาขับเคลื่อนลมสุริยะ และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ PSP จะต้องหาคำตอบ

เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 ก่อนที่ จะมีการปล่อยยาน PSP ห้องปฏิบัติการของ NASA ได้เชิญ Eugene Parker วัย 91 ปี มาดูยาน PSP ที่จะถูกส่งไปศึกษา Solar Wind ตามที่ Parker ได้เคยพยากรณ์ว่ามี ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีก่อน หลังจากที่ Parker ได้เห็นหางของดาวหางว่า ชี้ไปในทิศที่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และอธิบายว่า เพราะฝุ่นของดาวหางถูกลมสุริยะพุ่งชน

ในเวลานั้น ความคิดนี้ได้ถูกโต้แย้ง และงานวิจัยของ Parker เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถูกห้ามมิให้ลงตีพิมพ์เผยแพร่
ภาพ ยาน Parker Solar Probe หลังถูกปล่อยจากฐานปล่อย (AFP)ภาพ ยาน Parker Solar Probe หลังถูกปล่อยจากฐานปล่อย (AFP)

ถึงวันนี้ ความคิดของ Parker ได้เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ลมสุริยะมีจริง มีความสำคัญ และจะมีบทบาทมากในการวางแผนเดินทางของมนุษย์อวกาศไปดวงจันทร์และดาวอังคาร เพราะถ้ามีการระเบิดที่ผิวดวงอาทิตย์อย่างรุนแรง (solar flare) มวลของพลาสมา (แก๊สที่แตกตัวเป็นไอออน) ที่มากมหาศาลจะถูกขับออกมา (coronal mass ejection CME) ซึ่งถ้า CME เดินทางถึงโลก ระบบการคมนาคมบนโลกจะถูกกระทบกระเทือน การส่งกระแสไฟฟ้าในเมืองต่างๆ จะหยุดชะงัก ดังในปี 1967 เมื่อการสื่อสารในสหรัฐฯ ติดขัด กองทัพอากาศสหรัฐฯ คิดว่า รัสเซียกำลังเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ โดยการทำลายระบบคมนาคมก่อน ทางสหรัฐฯ จึงเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ แต่ปรากฏว่า ระบบเรดาร์ที่ใช้ในการเตือนภัยได้ติดขัดแต่ไม่นาน ก็เริ่มทำงานได้ตามปกติ CME เป็นตัวการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้

ภาพดวงอาทิตย์จากมุมมองบนโลก (LOIC VENANCE / AFP)ภาพดวงอาทิตย์จากมุมมองบนโลก (LOIC VENANCE / AFP)


คำถามที่น่าสนใจคือ CME ที่ขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อใด เวลาที่เกิดจะนานเพียงใด และความเสียหายจะมีมากน้อยเพียงใด ถึงวันนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้เลย เพราะเรารู้แต่เพียงว่า ถ้า CME มา มันไม่บอกอะไรใครเลย ดาวเทียม NOAA ที่ใช้สำรวจลมสุริยะ ปัจจุบันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 0.99 AU ดังนั้น CME จากดวงอาทิตย์อาจเดินทางถึงโลกได้ภายในเวลา 15 นาที การรู้เวลาที่ CME มาโดย PSP, DKIST และ Solar Orbiter จะทำให้ชาวโลกทุกคนรู้สึกสบายใจ เพราะมีเวลาเตรียมตัวดีขึ้น และถ้า CME เดินทางมาถึงโลกจริง ทุกคนก็หวังว่า มันคงไม่พุ่งผ่านยานอวกาศทั้งสาม คือ PSP, DKIST และ Solar Orbiter

ที่มา: https://mgronline.com/science/detail/9620000008588

 

สิ่งมีชีวิต “วิวัฒนาการถอยหลัง” ได้จริงหรือ?

ฝูงเพนกวินจักรพรรดิบนเกาะสโนว์ฮิลล์ ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ปรากฏการณ์ที่พืชหรือสัตว์บางชนิดจะค่อย ๆ สูญเสียลักษณะที่ซับซ้อนในร่างกาย ทั้งที่ลักษณะดังกล่าวเป็นผลจากวิวัฒนาการที่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีกว่าจะได้มานั้น หลายคนอาจสงสัยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่า “วิวัฒนาการถดถอย” (Devolution) นี้คืออะไรกันแน่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า นกกีวีซึ่งเป็นนกที่บินไม่ได้และเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่พบในนิวซีแลนด์เท่านั้น อาจกำลังเริ่มมีวิวัฒนาการถดถอย จากนกสายตาดีกลายเป็นนกตาบอดสนิท โดยนกกีวีบางกลุ่มมีประชากรจำนวนมากที่สูญเสียการมองเห็นหลังออกหากินและใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนเป็นหลัก ซึ่งในสภาพที่มืดสนิทเช่นนั้น สายตาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน การรับสัมผัสและดมกลิ่นที่บริเวณจะงอยปากยาวของมัน กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

มีผู้ตั้งคำถามในเรื่องวิวัฒนาการถดถอยทางเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ Metafact.io ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางชีววิทยาหลายรายมาให้คำตอบ ในจำนวนนี้รวมถึงโดนัลด์ แม็กไนต์ นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ของออสเตรเลียด้วย

นายแม็กไนต์อธิบายว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่เขาไม่อยากให้เรียกมันว่า วิวัฒนาการถดถอย เพราะคำนี้สื่อความหมายไปในทางที่ผิด โดยชี้เป็นนัยว่า วิวัฒนาการนั้นต้องมีทิศทางที่แน่นอน และมุ่งไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ดีกว่าหรือก้าวหน้ากว่าเดิมอย่างตายตัว ทั้งที่ความจริงในธรรมชาติมิได้เป็นเช่นนั้น

เพนกวินว่ายน้ำ

“วิวัฒนาการถดถอย แท้ที่จริงก็คือวิวัฒนาการตามปกติ ซึ่งการคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ในปัจจุบัน” นายแม็กไนต์กล่าว

“อย่างเช่นเพนกวินซึ่งดูเหมือนมีวิวัฒนาการถดถอย จากบรรพบุรุษนกที่รูปร่างเพรียวลมและมีปีกบินได้ กลายมาเป็นนกอ้วนที่อยู่ติดพื้น ดำน้ำหาปลาและบินไม่ได้อีกต่อไป แต่นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพนกวินในทุกวันนี้ โดยเป็นลักษณะที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงเผ่าพันธุ์และมีโอกาสขยายพันธุ์ได้มากที่สุดวิวัฒนาการที่นำไปสู่การมีปีกบินได้ จึงไม่ใช่เป้าหมายของสัตว์จำพวกนกเสมอไป”

ฟองน้ำเป็นสัตว์มีอายุเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ด้านแคธริน ฮอลล์ นักชีววิทยาประจำศูนย์วิทยาศาสตร์และพิพิธภัณฑ์รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า ได้พบวิวัฒนาการถดถอยในฟองน้ำทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งสูญเสีย “ขวาก” (Spicule) อันเป็นโครงร่างค้ำจุนที่ซับซ้อนด้านในไป ทั้งที่เป็นอวัยวะส่วนที่มีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่งต่อฟองน้ำทะเลส่วนใหญ่

“ขวากเป็นอวัยวะที่เกิดจากวิวัฒนาการนับหลายล้านปี แต่เมื่อมันหายไปก็ไม่ได้ทำให้ฟองน้ำชนิดนี้มีอันต้องเดือดร้อนหรือสูญพันธุ์ ตรงกันข้าม พวกมันกลับไปเจริญเติบโตได้ดีตามแนวซอกหินเล็ก ๆ ที่พื้นทะเล โดยสามารถปรับรูปร่างให้เติมเต็มซอกหินได้ดีขึ้น ทำให้พื้นทะเลแน่นขึ้น และมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มาอาศัยร่วมด้วย สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นการก้าวถอยหลังของเผ่าพันธุ์ก็คงจะไม่ถูกต้อง”

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-47039943

สูดกลิ่นอาหารอุดมไขมันนานกว่า 2 นาที ช่วยลดความอยากกินของพาอ้วนได้

_105262399_bbchi048323790
ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันค้นพบวิธีง่าย ๆ ในการลดความอยากกินอาหารเลิศรสซึ่งส่วนใหญ่มีไขมันสูง อันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ โดยให้สูดดมกลิ่นหอมตลบอบอวลของอาหารอุดมไขมันดังกล่าวนานกว่า 2 นาทีขึ้นไป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาของสหรัฐฯ บอกว่า การได้สูดกลิ่นอาหารที่ให้พลังงานสูงเพียงชั่วขณะ จะทำให้เกิดความอยากกินจนยับยั้งไม่ได้ แต่การสูดดมกลิ่นอาหารไขมันสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ความต้องการกินอาหารนั้นลดลง จนสามารถเปลี่ยนใจหันไปเลือกบริโภคอาหารชนิดที่มีคุณค่ามากกว่าแทนได้ แม้จะมีกลิ่นและรสชาติที่น่ากินด้อยกว่าก็ตาม

ไขมันทรานส์ คืออะไร
กินอาหารครบ 3 มื้อ ก่อนบ่าย 3 โมง ช่วยลดน้ำหนัก-ดีต่อสุขภาพ
เหตุใดเราจึงชอบกินมันฝรั่งทอด
ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า กลิ่นหอมของอาหารอุดมไขมันสามารถไปกระตุ้นวงจรการให้รางวัลในสมอง ซึ่งสร้างความรู้สึกพึงพอใจเสมือนได้กินอาหารเลิศรสนั้นจริง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ หากบุคคลผู้นั้นสูดดมกลิ่นอาหารดังกล่าวเป็นเวลานานเพียงพอ
_105282182_gettyimages_hi037605556

ดร. ดีปายัน บิสวาส หนึ่งในทีมผู้วิจัยซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Journal of Marketing Research ระบุว่า “กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงมีพลังยับยั้งความอยากกินของคนเราได้ การกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ซับซ้อนอย่างการรับกลิ่น สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้มากกว่าการใช้กฎเกณฑ์จำกัดควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเสียอีก”

มีการทดลองใช้เครื่องพ่นละอองยา (Nebulizer) กระจายกลิ่นอาหารหลากหลายชนิดในโรงอาหารของโรงเรียนและตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เช่น กลิ่นแอปเปิล สตรอว์เบอร์รี พิซซา และคุกกี้อบใหม่ แต่นักวิจัยพบว่ากลิ่นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างพิซซาและคุกกี้ กลับมีอิทธิพลทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้มากกว่า

ผลการทดลองพบว่าในโรงอาหารที่มีนักเรียน 900 คนมาใช้บริการ และมีการทดลองปล่อยกลิ่นพิซซา มีผู้เลือกซื้ออาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นจำนวนลดลงมาก จนยอดขายตกไปอยู่ที่เพียง 21.43% ในขณะที่กลิ่นแอปเปิลทำให้ยอดขายอาหารไขมันสูงตกไปอยู่ที่ 36.96% เท่านั้น ส่วนยอดขายอาหารไขมันสูงขณะที่ไม่มีการทดลองปล่อยกลิ่นใด ๆ ลดลงจากปกติไปอยู่ที่ 36.54%
_105282185_reuters050819789
ส่วนการทดลองในห้องปฏิบัติการซ้ำอีกครั้งพบว่า ผู้ที่ได้กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงเพียงชั่วขณะสั้น ๆ ไม่ถึง 2 นาที จะมีแนวโน้มเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสูงกว่าถึง 2 เท่า ส่วนคนที่มีจมูกไวรับรู้กลิ่นได้รวดเร็วก็มีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน

“เอาเข้าจริงแล้ว สมองของคนเราไม่อาจจะแยกแยะที่มาของความรู้สึกพึงพอใจได้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีผลการวิจัยที่ชี้ว่าประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของคนเราสามารถมีอิทธิพลต่อกันและกัน ส่วนการรับรสและการดมกลิ่นนั้นก็มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดมากด้วย” ดร.บิสวาส กล่าว

ทีมผู้วิจัยยังแนะนำว่าโรงเรียนและองค์กรต่าง ๆ อาจประยุกต์ใช้วิธีนี้ในโรงอาหาร โดยปล่อยกลิ่นหอมของคุกกี้หรืออาหารพลังงานสูงอื่น ๆ ให้ผู้คนที่กำลังรอคิวซื้ออาหารได้สูดดม ซึ่งน่าจะช่วยเปลี่ยนใจให้หันมาซื้ออาหารไขมันต่ำและผักผลไม้ไปรับประทานกันมากขึ้น แทนที่จะจูงใจด้วยโปสเตอร์ให้ความรู้ทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46948202

ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์

_105263581_gettyimages-186293820

วิวัฒนาการของมนุษย์ได้ก้าวมาไกลมาก แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลักษณะเด่นทางกายภาพบางอย่างในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ยังคงตกทอดต่อกันไปในหลายรุ่น แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการใช้งานแล้วก็ตาม ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ หรือ ลักษณะสืบสายพันธุ์ ยังพบในมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วย

ดร.ดอร์ซา อามีร์ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการ ระบุว่า “ร่างกายของคุณก็คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ดี ๆ นี่เอง”

แล้วเหตุใดลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์แล้ว

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ เพราะวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง

ในบางครั้งก็ไม่มีแรงกดดันจากการคัดเลือกทางธรรมชาติเพียงพอที่จะขจัดลักษณะสืบสายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บางอย่าง ไป ดังนั้นมันจึงยังหลงเหลืออยู่จากรุ่นสู่รุ่น ในบางกรณีลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ได้พัฒนาประโยชน์การใช้งานใหม่ขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า “การเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง” (exaptation)

เหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?
มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ “ขี้เกียจ”
มนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
นีแอนเดอร์ทัลมีหน้ายื่น-จมูกใหญ่ เพื่อหายใจในอากาศหนาวได้ดีขึ้น
_105263585_gettyimages-507029613
ดร.อามีร์ กล่าวกับบีบีซีว่า คุณอาจเคยสงสัยว่า แล้วเราจะระบุได้อย่างไรว่าลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ ประโยชน์ดั้งเดิม ของมันคืออะไร

“เราสามารถทำได้เพียงการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยดั้งเดิมของลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้…โดยพิจารณาว่ามันสำคัญต่อการดำรงชีพของเราหรือไม่ หรือเปรียบเทียบกับลักษณะสืบสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เป็นญาติกับมนุษย์ เพื่อดูว่ามันยังปรากฏอยู่หรือไม่ และมีประโยชน์ใช้งานอย่างไร”

นี่คือ ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์ :

1. กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (palmaris longus)
_105265035_hands
นี่คือการทดลองง่าย ๆ : เอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย

คุณสังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเอ็นนูนปรากฏขึ้นมาบริเวณข้อมือหรือไม่ สิ่งที่เห็นก็คือ กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส นั่นเอง

แต่คุณไม่ต้องตกใจหากไม่เห็นมัน เพราะราว 18% ของคนเราไม่มีกล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่แล้ว และการไม่มีก็ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด

กล้ามเนื้อส่วนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ “ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ”โดยเป็นกล้ามเนื้อที่มักพบในสัตว์กลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เช่น ลิงอุรังอุตัง แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในหมู่ไพรเมตที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน

“นี่ชี้ว่ามันอาจมีประโยชน์ในการเคลื่อนไหวบนต้นไม้” ดร.อามีร์ กล่าว ปัจจุบันกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนโปรดของเหล่าศัลยแพทย์ ที่มักนำมันไปใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สำคัญต่อการใช้มือของคนเรา

2. ตุ่มเล็ก ๆ บนใบหู ที่เรียกว่า ดาร์วินส์ ทูเบอร์เคิล (Darwin’s tubercle)
_105265030_gettyimages
“หากคุณกระดิกหูได้ คุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ” นี่คือถ้อยคำของ เจอร์รี คอยน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Why Evolution is True

เขาพูดถึงกล้ามเนื้อ 3 มัดที่อยู่ใต้หนังศีรษะซึ่งเชื่อมต่อกับหูของเรา และติ่งหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากใบหูด้านบนก็คือหนึ่งในกล้ามเนื้อที่พูดถึงนี้

มันไม่มีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บางคนสามารถใช้มันกระดิกหูได้ และถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกโดย ชาลส์ ดาร์วิน บิดาด้านธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ทำให้มันถูกเรียกว่า Darwin’s tubercle หรือตุ่มของดาร์วินนั่นเอง

ดร.อามีร์ กล่าวว่า “ในขณะที่ยังมีการถกเถียงกันว่าตุ่มนี้คือลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูนั้นอาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ”

เจอร์รี คอยน์ ระบุว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง ม้า และแมว ยังคงใช้กล้ามเนื้อดังกล่าวในการขยับใบหู เพื่อช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า, หาตำแหน่งของลูกน้อย และระบุต้นตอของเสียงต่าง ๆ

3. กระดูกก้นกบ
_105263906_newtailbone
ดร.อามีร์ บอกว่า กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายของมนุษย์คือ “ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการที่เด่นชัดกว่าส่วนอื่น”

“มันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงหางที่หายไปของเรา ซึ่งเคยมีประโยชน์ในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้”

ลักษณะสืบสายพันธุ์นี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง (exaptation) ที่กล่าวไปตอนต้น เพราะปัจจุบันมันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเอ็นกระดูกต่าง ๆ ในท้องน้อยแทน

4. เยื่อบุตา plica semilunaris หรือที่เรียกว่า “เปลือกตาที่สาม”
_105263902_newplica
คุณเคยสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตาไหม

มันคือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างชั้นเปลือกตากับกระจกตาที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีตของมนุษย์ และมักถูกเรียกว่า “เปลือกตาที่สาม”

ดร.อามีร์ บอกว่า “เปลือกตาที่สามจะกะพริบในแนวนอน…แต่มันไม่ได้ทำงานเลยตลอดชั่วชีวิตของคนเรา″

ปัจจุบัน เรายังเห็นสัตว์ที่ใช้เนื้อเยื่อส่วนนี้ เช่น นก และแมว

5. อาการขนลุกชูชัน (piloerection reflex)
_105265039_gettyimages-936500156
คุณคงเคยเห็นแมวพองขนเวลาที่ตื่นกลัว

มันคืออาการคล้ายกันกับเวลาที่คนเราขนลุกเมื่อรู้สึกหนาวหรือหวาดกลัว

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบนี้เรียกว่า piloerection reflex

ดร.อามีร์ บอกว่า ด้วยความที่บรรพบุรุษของเรามีชีวิตบนโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนปกคลุมร่างกายมายาวนาน ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน อาการขนลุกจึงเป็นปฏิกิริยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาเพื่อทำให้เราดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง หรือเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้ในสภาพอากาศหนาวเย็น

“เมื่อเราเริ่มมีขนน้อยลง ปฏิกิริยานี้จึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน”

6. ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือ (Palmar grasp Reflex)
_105265333_palmer
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยการกำมือมักเห็นได้จากเด็กทารกที่มักกำนิ้วมือไว้แน่น

ปฏิกิริยานี้ยังคงมีประโยชน์กับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอยู่ ซึ่งพวกมันมักเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเกาะขนของสัตว์ที่แก่กว่าไปไหนมาไหน

ดร.อามีร์ กล่าวว่า มีการตั้งสมมุติฐานว่า ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือของคนเราก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ “แต่เด็กทารกเกิดออกมาโดยที่ยังไม่โตเต็มที่เหมือนลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และยังไม่สามารถชันคอหรือเคลื่อนที่ได้”

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46957385

หลุมดำใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดี กำลังเคลื่อนตัวไปรอบใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

_105305965_wanderingblackholegettyimages

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลุมดำนั้นเป็นวัตถุอวกาศที่ลึกลับ เราไม่อาจจะมองเห็นหรือตรวจจับตำแหน่งของหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่ง ไม่ได้กลืนกินดวงดาวต่าง ๆ อยู่ หรือชนปะทะเข้ากับหลุมดำอื่นจนมีการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมดำที่มีมวลปานกลางระหว่าง 100 – 100,000 เท่าของดวงอาทิตย์นั้น จนบัดนี้นักดาราศาสตร์ก็ยังค้นหาไม่พบ

แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (NAOJ) ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของกลุ่มเมฆโมเลกุลบริเวณใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งชี้ว่าอาจมีหลุมดำขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีและมีมวลราว 32,000 เท่าของดวงอาทิตย์ กำลังเคลื่อนตัวไปโดยรอบบริเวณดังกล่าวอย่างไร้ทิศทาง เหมือนคนพเนจรร่อนเร่

รายงานการวิจัยที่เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่านักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ ALMA ในประเทศชิลีมาทำการวิเคราะห์ โดยพบว่ากลุ่มเมฆที่หนาแน่นและมีความเร็วสูงบริเวณห่างจากใจกลางดาราจักรของเราไป 20 ปีแสง มีรูปร่างและการเคลื่อนตัวในลักษณะที่โคจรวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น ซึ่งวัตถุดังกล่าวน่าจะมีมวลมหาศาลด้วย

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?
หลุมดำหมุนตัวใกล้ความเร็วแสงอาจปั่นห้วงอวกาศให้หมุนตาม
แสงดาวฤกษ์เปลี่ยนไปขณะเข้าใกล้หลุมดำตามทฤษฎีของไอน์สไตน์
ทีมนักดาราศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกวัตถุที่มองไม่เห็นดังกล่าวว่า HCN-0.009-0.004 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าวัตถุนี้คือหลุมดำมวลปานกลางที่แวดวงดาราศาสตร์เฝ้าค้นหามาโดยตลอด

ดร. ชุนยะ ทาเคกาวะ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ NAOJ บอกว่าลักษณะการเคลื่อนที่และการแผ่ขยายตัวของกลุ่มเมฆโมเลกุลที่พบ แตกต่างไปจากเมฆชนิดนี้ตามปกติซึ่งมักจะเกิดจากการชนกันระหว่างกลุ่มเมฆฝุ่นซูเปอร์โนวา

การค้นพบในครั้งนี้นอกจากจะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของหลุมดำมวลปานกลางแล้ว ยังช่วยเผยถึงวิธีการที่สามารถใช้ตรวจหาตำแหน่งหลุมดำในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่ได้อีกด้วย โดยทีมผู้วิจัยแนะให้มองหาการเกิดประจุไฟฟ้าของก๊าซในกลุ่มเมฆที่กำลังหมุนวนรอบวัตถุที่มองไม่เห็น เพราะอาจเป็นร่องรอยที่ชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าวมีหลุมดำอยู่ ซึ่งหลุมดำนี้เพิ่งจะดูดกลืนบางสิ่งลงไปก่อนหน้านั้นและทิ้งประจุไฟฟ้าบางส่วนเอาไว้

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46971271

เซิร์นเผยแผนสร้างอุโมงค์ยักษ์ชนอนุภาคแห่งใหม่ยาว 100 กม.

_105189312_tunnel_interiors.0120-1
องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) เผยแผนการที่จะสร้างเครื่องเร่งและชนอนุภาคแห่งใหม่ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซี (LHC) เกือบ 4 เท่า และทรงพลังกว่าถึง 10 เท่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เซิร์นแถลงถึงแผนการดังกล่าวในรายงานที่ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการนักฟิสิกส์อนุภาคระหว่างประเทศว่า จะมีการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินรูปวงแหวนซึ่งมีความยาวถึง 100 กิโลเมตร ในบริเวณใกล้กับเครื่องชนอนุภาคที่มีอยู่เดิม โดยให้ชื่อว่า “เครื่องชนอนุภาควงกลมแห่งอนาคต” (Future Circular Collider) หรือเอฟซีซี (FCC)

คาดว่าโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2 หมื่นล้านปอนด์ หรือกว่า 8 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้เครื่องชนอนุภาคที่มีพลังมหาศาล อันจะนำไปสู่การค้นพบอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมตัวใหม่ ๆ ได้ โดยเซิร์นมีแผนให้เครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีเริ่มทำงานภายในปี 2050

เครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีตรวจพบ “ฮิกส์ โบซอน” เป็นครั้งที่สอง
แอลเอชซีทดลองเร่งอะตอมตัวแรกเข้าใกล้ความเร็วแสง
“เซิร์น” ค้นพบอนุภาคใหม่มีควาร์กหนัก 2 ตัว
_105189309_fccv2
สาเหตุที่ต้องมีเครื่องชนอนุภาคใหม่ซึ่งทรงพลังกว่าเดิมนั้น เป็นเพราะเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีมาถึงทางตันในการค้นหาอนุภาคใหม่ ๆ ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ของฟิสิกส์ของอนุภาค โดยหลังจากการค้นพบอนุภาคฮิกส์โบซอน (Higgs Boson) ในปี 2012 แล้ว แอลเอชซียังไม่เคยมีการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่สามารถนำไปอธิบายกลไกการทำงานของจักรวาลได้ในระดับพื้นฐานอย่างแท้จริงเลย

ทั้งนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคในทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน 17 ตัว สามารถอธิบายพฤติกรรมของสสารและแรงต่าง ๆ ในจักรวาลได้ แต่ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างเช่นการเกิดแรงโน้มถ่วง รวมทั้งการที่ดาราจักรหมุนตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และการที่เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยต้องอาศัยการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐานเท่านั้น
_105189316_ermc-for-future-circular-collider-fcc_-4_30903012797_o
โครงการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นี้ ประกอบไปด้วยการดำเนินงาน 3 ขั้นตอน คือจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดไม่ใหญ่นัก 2 แห่งก่อน โดยเครื่องชนอนุภาคแห่งแรกจะทำหน้าที่ชนอิเล็กตรอนที่มีประจุลบเข้ากับอนุภาคคู่ตรงข้ามคือโพสิตรอนซึ่งมีประจุบวก จากนั้นจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่กว่าขึ้นอีกแห่ง เพื่อชนอนุภาคเฮดรอนหลายชนิดเข้ากับอิเล็กตรอน

เครื่องชนอนุภาคทั้งสองนี้จะเป็นพื้นฐานในการเตรียมทดลองชนอนุภาคเฮดรอนอย่างรุนแรงและทรงพลังกว่าเดิม 10 เท่า ในเครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดต่อไป
_105189314_tunnel_400
ศาสตราจารย์ เซอร์เดวิด คิง อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรมองว่า การทุ่มงบประมาณมหาศาลของชาติภาคีหลายประเทศเพื่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นไม่คุ้มค่า เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะต้องก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่แค่ไหนและทรงพลังในระดับใด จึงจะเพียงพอต่อการค้นพบอนุภาคใหม่ ๆ

“เรื่องนี้อาจจะต้องลงเอยที่การสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ร่ำไป จนในที่สุดอาจมีขนาดเท่ากับรอบเส้นศูนย์สูตร หรือต้องออกนอกโลกไปถึงดวงจันทร์ก็เป็นได้ สู้นำเงินงบประมาณนี้ไปใช้หาทางแก้ไขเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของมนุษยชาติเช่นภาวะโลกร้อนจะดีกว่า″ ศาสตราจารย์คิงกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของเซิร์นแย้งว่าการสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะสร้างประโยชน์นานัปการต่อมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่จะนำไปสู่การสร้าง “ทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง” (Theory of everything ) ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทุกอย่างและเชื่อมโยงแรงต่าง ๆ ในธรรมชาติเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ทั้งยังจะผสานทฤษฎีเสาหลักของฟิสิกส์คือสัมพัทธภาพทั่วไปและกลศาสตร์ควอนตัมให้สอดคล้องไม่ขัดแย้งกันได้อีกด้วย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46892344