คลังเก็บหมวดหมู่: นายพัลลภ ถุงมะณี นางสาวนันนรินทร์ สุภัทราพิสุทธิ์ นางสาววิสา บุ้งตา

“หัวใจสลาย” จาก ดีใจสุดขีด โกรธมาก กลัวจัด เศร้ารุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก ในสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า หัวใจของคนเราอาจได้รับความกระทบกระเทือนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต จากภาวะตึงเครียดทางอารมณ์ที่เป็นผลมาจากการมีอารมณ์โกรธ เศร้า และหวาดกลัวอย่างรุนแรง

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ European Heart Journal โดยคณะแพทย์ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยวิเคราะห์ผลกระทบจากอาการเศร้า กลัว และโกรธ พวกเขาพบว่าความตึงเครียดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น บุคคลอันเป็นที่รักเสียชีวิต จะยับยั้งไม่ให้สมอง 4 ส่วนสื่อสารกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้อาจเกิดอาการทางหัวใจที่พบได้ยากที่เรียกว่า กลุ่มอาการทาโกะสึโบะ (Takotsubo syndrome) หรือที่เรียกว่า “โรคหัวใจสลาย”

อาการดังกล่าวจะทำให้หัวใจบางส่วนเปลี่ยนรูปทรงจนดูคล้ายกับไหดินเผาที่คนญี่ปุ่นใช้ดักหมึกยักษ์ อาการนี้อาจทำให้หัวใจวาย และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ของทีมวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก พบว่า 3 ใน 4 ของผู้ที่มีอาการ “โรคหัวใจสลาย”มักมีสาเหตุมาจากความเครียด ส่งผลให้หัวใจห้องล่างซ้ายทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกและหายใจลำบาก แม้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและคนส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นเอง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผลการศึกษายังพบว่า ความรู้สึกดีใจมาก ๆ ก็กระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน โดยพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 20 รายที่มีอาการทาโกะสึโบะ มีสาเหตุมาจากอารมณ์ดีใจสุด ๆ

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาคนไข้ 1,750 คน แล้วพบว่า ความผิดปกติของหัวใจเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสุข อาทิ งานวันเกิด งานแต่งงานของลูกชาย ได้พบเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมา 50 ปี ได้เป็นคุณยาย รักบี้ทีมโปรดชนะการแข่งขัน ถูกรางวัลแจ๊คพอตคาสิโน หรือทราบผลซีทีสแกนว่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคที่ไปตรวจ

ผลการศึกษายังพบว่า ผู้มีอาการทาโกะสึโบะ ส่วนใหญ่เป็นสตรีวัยหมดประจำเดือน ดร.เยเลนา กาดรี หนึ่งในทีมนักวิจัย บอกว่า ผลการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้มาจากอารมณ์เชิงบวกด้วย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอารมณ์เชิงลบอย่างที่เชื่อกันก่อนหน้านี้จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคหัวใจสลาย”

ที่มา :https://www.bbc.com/thai/features-47612582

สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

A capuchin monkey

ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

แล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา

1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม

A capuchin monkey

 

คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน

งานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน

แต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา

เมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย

2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น

Elephant

 

มนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย

เมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน

สัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย

นอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น

3. ความรักของแม่

The love of a mother chimpanzee for her baby can be very strong

มนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ

ดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน

4. อกหัก

Macaws

การอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์

นกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง

บางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้

5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน

Voles

มนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า

ทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47557559

เวิลด์ไวด์เว็บ : วิศวกรผู้คิดค้นกังวลการใช้งานอาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยของผู้ใช้

เซอร์ทิม

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

“คลุมเครือแต่น่าตื่นเต้น” คำตอบกลับสั้น ๆ จากเจ้านายของเซอร์ทิโมที จอห์น เบอร์เนิร์ส-ลี หรือเซอร์ทิม ในวันนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว กับการนำเสนอผลงานพลิกประวัติศาสตร์โลก ภายใต้หัวข้อ “แบบเสนอโครงการ การจัดการข้อมูล” เมื่อปี พ.ศ.2532 ผลงานที่ เซอร์ทิม เสนอในวันนั้นได้ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ค้นคิดที่สำคัญที่สุดในโลก

นักวิศวกรซอฟแวร์ที่คิดค้นเครือข่ายใยแมงมุมหรือเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) ผู้นี้ได้นำเสนอผลงานของเขาเมื่ออายุ 33 ปี จนวันนี้ เครือข่ายที่เขาคิดค้นเป็นผลงานพลิกประวัติศาสตร์โลกอินเตอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการที่เซอร์ทิม ได้พยายามหาทางแชร์ข้อมูลจากไฮเปอร์เท็กซ์ (ข้อความหลายมิติ) ผ่านลิงค์เพื่อให้เพื่อนร่วมงานของเขาที่องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้หลาย ๆ เครื่องพร้อมกัน

เจ้านายของเซอร์ทิมให้เวลาเขาในการพัฒนาแผนผังลำดับงานแบบง่าย ๆ ให้เป็นต้นแบบการทำงาน การเขียนภาษา HTML แอปพลิเคชัน HTTP และ WorldWideWeb.app ที่กลายมาเป็นเว็บเบราว์เซอร์ ต่อมาภายในปี พ.ศ.2534 เว็บเซิร์ฟเวอร์ก็พร้อมเปิดใช้งานสู่บุคคลภายนอก

เวิล์ดไวด์เว็บยุคแรก

อนาคตที่ไม่ปกติ

เซอร์ทิมได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในโอกาศครบรอบ 30 ปี ของ World Wide Web โดยแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดต่อการใช้งานเว็บในยุคปัจจุบัน เขาเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับปัญหาการใช้งานเว็บที่ “ตกต่ำลงและมุ่งไปสู่อนาคตที่ไม่ปกติ”

เขาบอกกับบีบีซีว่าขณะนี้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงในฐานะผู้ใช้งานเว็บไซต์ หลังเกิดกรณีอื้อฉาว Cambridge Analytica ที่สื่อโซเชียลมีเดียนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

เซอร์ทิมยังกล่าวอีกว่าปัญหาการแฮ็คนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปใช้ และการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นจริงควรได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ในจดหมายเปิดผนึกของเขาที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าคนหลายคนเริ่มมีความเคลือบแคลงต่อความปลอดภัยในการใช้เว็บ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขากังวล

“ผมมีความกังวลใจเกี่ยวกับการแพร่กระจายของข้อมูลที่น่ารังเกียจและข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริงมาก”

ในจดหมายเปิดผนึกของเซอร์ทิม เขาได้ระบุความผิดปกติที่จะนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในการใช้เว็บไว้สามประการได้แก่

  • กิจกรรมประสงค์ร้าย เช่น การแฮ็คข้อมูลและการสร้างความตื่นตระหนก
  • การออกแบบระบบที่ยากจะแก้ปัญหา เช่น รูปแบบธุรกิจที่ใช้การล่อลวงผ่านคลิกเบต (clickbait)
  • ผลที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น การถกเถียงกันอย่างรุนแรงหรือการแบ่งพรรคแบ่งพวกเซอร์ทิมแสดงความกังวล

เซอร์ทิมบอกว่าปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งสามารถจัดการได้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายและระบบที่จำกัดลักษณะนิสัยแย่ ๆ ในการใช้งานสื่อออนไลน์

แต่ความคิดริเริ่มเช่นนี้ต้องให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับประชาชนทั่วไป ไปจนถึงผู้นำทางธุรกิจและการเมือง

“เราต้องการผู้กล้าที่จะนำความเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จะต้องจัดการเมื่อพบว่าผลประโยชน์ของภาคธุรกิจเอกชน มีผลคุกคามต่อสาธารณชนและผู้นั้นต้องกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องเว็บ”เซอร์ทิมกล่าว

เว็บมีความสำคัญอย่างไร

รอรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี บอกว่า World Wide Web หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าเว็บ ได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดสาธารณะให้คนทั่วไปได้ใช้งานกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

มันทำหน้าที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบในแบบที่ไม่เคยทำได้ในอดีต และช่วยให้ผู้คนได้รับข้อมูล แบ่งปันข่าวสาร และสื่อสารถึงกันและกันได้ง่ายขึ้น

มันยังมีส่วนช่วยให้ผู้คนได้แบ่งปันผลงานและความคิดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ผ่านบล็อกและการแชร์วิดีโอ

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เครือข่ายใยแมงมุมที่เซอร์ทิมได้คิดค้นขึ้นมาก็เริ่มแปลงเปลี่ยนมาเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้นเพราะรูปแบบแพลตฟอร์มแบบเปิด ทำให้ใครก็เข้ามาใช้งานได้ และเกิดการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารออนไลน์ การใช้งานเว็บจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

โดยเว็บเองก็ได้ปฏิวัติรูปแบบชีวิตที่เราคุ้นเคยภายในเวลาไม่นานนัก และนำเราเข้าสู่ยุคแห่งข้อมูลโดยสมบูรณ์แบบ ถึงวันนี้ในโลกของเรามีเว็บไซต์กว่า 2 พันล้านเว็บไซต์

“มีนวัตกรรมน้อยมากที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างแท้จริง” เจฟ จาฟเฟ่ ซีอีโอของ World Wide Web Consortium กล่าว ” เว็บเป็นนวัตกรรมที่มีส่งผลกับชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุคสมัยของเรา″

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/47534861

 

แฝดกึ่งเหมือน ‘ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก’

อสุจิสองตัว ปฏิสนธิกับไข่ 1 ใบ

แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด “กึ่งแท้” หรือ “กึ่งเหมือน” คู่ที่ 2 ของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้

ศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่

แพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

กรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)

“การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด” ศ. ฟิสก์ กล่าว

“อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้

เกิดขึ้นได้อย่างไร?

แฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน

แฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน

ส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน

แฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น

ในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

ถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ

นักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด “โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้

ฝาแฝดเกิดจากอะไร?

ทารกแฝดจับมือกัน

แฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ

ส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

การรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก

สมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร

กรณีพิเศษ

แฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007

ศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก

เขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย

“เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ” ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน”

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-47406195

ไขมันในเลือด : พบชายไขมันสูงจนเลือดเปลี่ยนเป็นสีขาว แพทย์ต้องรักษาด้วยวิธีโบราณ

ชายอ้วน

วารสารการแพทย์ Annals of Internal Medicine รายงานถึงกรณีของคนไข้ชายชาวเยอรมันผู้หนึ่งที่เกิดภาวะเลือดข้น จนเลือดเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม ซึ่งอาการเช่นนี้เกิดจากการที่มีไขมันบางชนิดในเลือดสูงมากจนเกินไป ทั้งยังสามารถทำให้คนไข้เสียชีวิตโดยฉับพลันได้

คนไข้วัย 39 ปีผู้นี้ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลญ หลังเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน เซื่องซึม และร่างกายเริ่มตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกลดลงทุกขณะ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเกิดอาการลมชักและหมดสติถึงขั้นโคมาได้

จากการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์พบว่าชายผู้นี้มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Hypertriglyceridemia) แต่มีอาการอยู่ในขั้นรุนแรงสุดขั้วยิ่งกว่าคนไข้ทั่วไป

ไตรกลีเซอไรด์นั้นเป็นโมเลกุลไขมันชนิดหนึ่งที่ตับสังเคราะห์ขึ้นเอง แต่สามารถมีความเข้มข้นในร่างกายเพิ่มขึ้นได้จากชนิดและปริมาณของอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย

คนทั่วไปจะมีความเข้มข้นของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ส่วนคนที่มีไตรกลีเซอไรด์ในระดับ “สูงมาก” จะมีอยู่ราว 500 mg/dL แต่คนไข้ชายที่เลือดเปลี่ยนเป็นสีขาวผู้นี้ มีระดับไตรกลีเซอไรด์ถึง 18,000 mg/dL ซึ่งนับว่าสูงยิ่งกว่าระดับ “สูงมาก” อยู่ถึง 36 เท่า

 

การตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งในเลือด จะให้ข้อมูลที่เป็นแนวทางในการดูแลรักษาสุขภาพได้

ตามปกติแล้วแพทย์จะรักษาภาวะเลือดข้นจากไตรกลีเซอไรด์ด้วยการใช้เครื่องไตเทียมฟอกเลือด เพื่อขจัดเอาโมเลกุลของไขมันและสารพิษอื่น ๆ ออก แต่ในกรณีของชายผู้นี้ ไขมันในเลือดที่มีความเข้มข้นและความหนืดสูงได้เข้าไปอุดตันภายในอุปกรณ์ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ทำให้แพทย์ต้องหาทางรักษาด้วยวิธีอื่น

หลังจากพิจารณาหาทางเลือกกันอย่างรอบด้าน แพทย์ตัดสินใจใช้วิธีทำให้คนไข้เสียเลือด (Bloodletting) ซึ่งเป็นวิธีรักษาโรคที่แพร่หลายอย่างมากในโลกตะวันตกยุคศตวรรษที่ 18 และ 19 และมีความเก่าแก่นับย้อนไปได้ถึงยุคอียิปต์โบราณราวสามพันปีที่แล้ว แต่ในปัจจุบันวงการแพทย์ไม่นิยมใช้วิธีนี้อีกต่อไป

วิธีนี้จะทำให้คนไข้เกิดบาดแผลเพื่อขับเอา “เลือดเสีย” ออกมา ซึ่งในกรณีนี้แพทย์ทำให้ชายคนดังกล่าวเสียเลือดที่มีไขมันสูงในร่างกายราว 2 ลิตร ก่อนจะถ่ายเอาเซลล์เม็ดเลือดแดงเข้มข้นและพลาสมาจากผู้บริจาคที่มีสุขภาพดีเข้าไปแทนที่ ทำให้เขารอดชีวิตจากภาวะเลือดข้นรุนแรงมาได้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ชายผู้นี้มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงอย่างรุนแรงสุดขั้วนั้น รายงานของแพทย์ชี้ว่ามาจากปัจจัยหลายอย่างที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน โดยชายผู้นี้มีประวัติเป็นโรคอ้วนและเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังมีพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมกินยารักษาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เบื้องต้นเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (Ketoacidosis ) ซึ่งเป็นผลจากโรคเบาหวานนั่นเอง โดยภาวะนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการเลือดข้นขาวรุนแรงตามมา

ที่ม่ :https://www.bbc.com/thai/features-47432159

 

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

Crew Dragon on the pad

องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน

แคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ “ดรากอน” (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น

ตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง

สำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว

Artwork: Crew Dragon approaches ISS

การทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล “ดรากอน” แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า “ริปลีย์” ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง “เอเลี่ยน” ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์

หลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง

ในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด

คาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47425698

 

หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ

Snow bale

เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ snow roller ซึ่งหิมะม้วนทับถมกันจนมีรูปทรงคล้าย เค้กแยมโรล ในแถบชนบทของอังกฤษ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายไบรอัน เบย์ลิสส์ เป็นผู้พบและถ่ายภาพ snow roller ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาของเขาในมณฑลวิลต์เชียร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

นายเบย์ลิสส์ เล่าว่า ตอนแรกที่เห็น snow roller จำนวน 6 ลูกนั้น เขาคิดว่ามันเป็นฝีมือของคน แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยเท้าคนเหยียบย่ำเข้าไปในบริเวณนั้นเลย

Snow bale

นายเอียน เฟอร์กัสสัน ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของบีบีซีบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ “ยากมาก” เพราะ snow roller ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีหิมะตก แต่จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพอากาศที่เหมาะสม และมีลมแรงพอเหมาะที่จะพัดให้หิมะกลิ้งทับถมกันไปจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้น

Snow bale

“นี่คือภาพที่งดงามอย่างแท้จริง” นายเฟอร์กัสสันกล่าว พร้อมระบุว่า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิด snow roller นั้นคือ ที่ลาดบริเวณภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม มีหิมะตกลงมาเป็นชั้นบาง ๆ เหนือชั้นของน้ำแข็ง ประกอบกับมีอุณหภูมิ, ระดับความชื้น และความเร็วลมที่พอเหมาะ เพราะหากกระแสลมแรงหรือเบาจนเกินไป หิมะจะไม่ม้วนจับตัวเป็นก้อนนั่นเอง

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47108544

 

นาซาจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง

Science Update : นาซาจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง

สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซา กำลังเร่งแผนการกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะใช้บริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ หวังว่า จะสามารถส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์ได้ภายในปี 2028 และครั้งนี้ การกลับไปสำรวจดวงจันทร์จะไปเพื่อประจำบนดวงจันทร์เลย ไม่ใช่ไปเพื่อปักธง ย่ำรอยเท้าและกลับโลกโดยไม่กลับไปอีกเลยเป็นเวลา 50 ปี อย่างที่เกิดขึ้น การไปสำรวจครั้งนี้ จะแตกต่างจากคณะสำรวจของประเทศอื่นๆ โดยจะทำในลักษณะแบบยั่งยืน จะมีมนุษย์เดินทางไป-มาระหว่างดวงจันทร์เป็นประจำและสม่ำเสมอ มนุษย์คนสุดท้ายที่ไปเดินบนดวงจันทร์คือ ยูจีน เคอร์แนน เมื่อเดือนธันวาคม 1972 ในปฏิบัติการของยานอะพอลโล 17 ก่อนที่จะส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่นี้ นาซามีเป้าหมายที่จะส่งยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2024 และเปิดให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้ด้วย

ที่มา:https://www.naewna.com/lady/395928

อีก 13 ปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ถือกำเนิดขึ้น

เป็นเวลากว่า 150 ปี ที่เนบิวลา Eta Carinae ได้อวดโฉมความสวยงามบนอวกาศให้มนุษย์โลกเรารับชม แต่อีกประมาณ 13 ปีข้างหน้า เราอาจจะสังเกตได้ยากขึ้น เพราะมันจะสว่างมากกว่าเดิม ในปี 1847 ได้มีการตรวจพบการแผ่รังสีแกมม่าขนาดใหญ่จากนอกโลก ภายหลังรู้ว่าเป็นการระเบิดขนาดใหญ่ (Hypernova) จากกลุ่มแก๊สฝุ่นเนบิวลา Eta Carinae (แต่การระเบิดจริงอาจเกิดขึ้นก่อนนั้น เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใช้เวลาในการเดินทางหลายปี) และเมื่อความสว่างคงที่ ณ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น Eta Carinae เคยเป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างลำดับที่ 2 รองจาก Sirius อีกด้วย

ซ้าย – ภาพกลุ่มเนบิวลา Eta Carinae ในปัจจุบันถ่ายด้วย Hubbleขวา – ภาพจำลองในปี 2032 ของ Eta Carinae โดยที่ดาวฤกษ์ของมันจะสว่างบดบังส่วนที่เป็นฝุ่นและแก๊ส ©Jeff Heinrich, University of Montreal

Eta Carinae ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ โดยในวันที่ตรวจจับได้ ความสว่างของการระเบิดสามารถเห็นได้แม้กระทั่งในตอนกลางวัน และภาพที่ตรวจจับได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศก็เผยให้เห็นลำของการระเบิดคล้ายรูปดัมเบล เรียกว่า Homunculus แปลว่า Little Man หรืออาจมองเห็นภาพเด็กน้อยแรกเกิดก็ได้

ด้วยลักษณะเด่นของ Eta Carinae นี้เองทำให้มันเป็นหนึ่งในเนบิวลาที่ถูกถ่ายภาพบ่อยครั้งที่สุด และในอีก 13 ปีข้างหน้า หรือปีคริสต์ศักราช 2032 (บวกลบ 4 ปี) ความสวยงามในแง่รายละเอียดของโครงสร้างเนบิวลา และสีสันจะถูกลดทอนด้วยความสว่างมาก ๆ ของดาวฤกษ์ 2 ดวง (Binary Star System) ที่กำลังก่อเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า (งานวิจัยบ่งชี้ว่าจะสว่างมากกว่าเดิม 10 เท่า)

ทั้งนี้งานวิจัยอัพเดทใหม่จากนักวิจัย 17 คน นำโดยนักดาราศาสตร์ Augusto Damineli ชาวบราซิลเชื่อว่า จริง ๆ แล้วดาวฤกษ์ที่จะถือกำเนิดขึ้นอาจไม่ได้สว่างขึ้นด้วยตัวของมันเอง แต่อาจเป็นเพราะกลุ่มแก๊สที่บดบังดาวฤกษ์นั้นค่อย ๆ ขยายตัวออกจนจางลง และแสงจากดาวฤกษ์จึงแผ่มายังโลกด้วยความเข้มมากยิ่งขึ้น

ที่มา:https://www.thaiphysicsteacher.com/new-brightness-star-in-future/

พบหลักฐานมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกินเนื้อสดเป็นอาหาร

ทีมวิจัยจากนานาชาติพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) กินเนื้อสดเป็นอาหาร โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences โดยค้นพบเศษของโปรตีนบนตัวอย่างฟันที่ค้นพบที่ฝรั่งเศส และเชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกินเนื้อสัตว์แบบดิบ ๆ โดยเฉพาะสัตว์กินพืชเป็นส่วนใหญ่

เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์สปีชีส์นี้ได้สูญพันธุ์เป็นระยะเวลานานแล้ว ว่ากันในเรื่องทักษะและความฉลาดน้อยกว่ามนุษย์อย่างเรา ๆ มาก และส่วนใหญ่เป็นพวกกินพืช หรือ Vegetarian แต่งานวิจัยครั้งล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนกว่าที่เราคาดคิด ทำลายความเชื่อเดิมที่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นมังสวิรัติ ไม่ก็กินของเน่าเป็นอาหาร หรือแม้แต่กินเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยสัตว์อื่นอีกทีหนึ่ง

ตัวอย่างโปรตีนบนซี่ฟัน

ตัวอย่างซี่ฟันมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยกลางคน Credit: MPI f. Evolutionary Anthropology/ A. Le Cabec

ทีมได้พบรูปแบบของโปรตีน – คอลลาเจน บนฟันที่ได้มาจากสองสถานที่ ได้แก่ Grotte Du Renne และ Les Cottés ทั้งนี้สัดส่วนปริมาณของไนโตรเจน – 15 และ ไนโตรเจน – 14 คือสัดส่วนเดียวกันกับที่พบได้ในสัตว์จำพวกกินเนื้อสดเป็นอาหาร เช่น หมาป่า เป็นต้น (นักวิจัยใช้สัดส่วนของปริมาณไนโตรเจนเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มีพฤติกรรมการกินอย่างไร เพราะโปรตีนมี ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ) นั่นยิ่งทำให้เชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลชอบกินเนื้อสัตว์แบบสด ๆ และหลักฐานอีกชิ้นที่คอนเฟิร์มแนวคิดนี้ก็คือ การค้นพบหอกที่อยู่ใกล้ ๆ กับกระดูกสัตว์ที่ถูกล่าอีกด้วย นอกจากนี้ทรวงอกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลก็มีขนาดใหญ่ (บ่งชี้จากโครงกระดูกบริเวณทรวงอก) แสดงถึงมีตับและไตขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตจำพวกที่กินอาหารโปรตีนสูง มักจะมีจุดเด่นทางกายภาพตามที่กล่าวมา

.หลักฐานในถ้ำบ่งชี้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทาลกินกันเอง

.Homo erectus เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สูญพันธุ์เพราะความขี้เกียจ

และอาหารยอดฮิตของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ก็คงหนีไม่พ้น กวาง เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ล่าได้ง่ายเมื่อใช้อาวุธจำพวกหอก และมักพบซากของกวางอยู่ใกล้ในบริเวณใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ

ที่มา: https://www.thaiphysicsteacher.com/neanderthal-fresh-meat-eater/