คลังเก็บหมวดหมู่: สิรวิชญ์ บุญชิต

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

At the centre of spiral galaxy M81 is a supermassive black hole about 70 million times more massive than our sunImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางดาราจักร M81 มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 70 ล้านเท่า

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แห่งปี 2018

ตลอดปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ แวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ารวมทั้งมีการค้นพบใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาการควอนตัม การสำรวจอวกาศ เซลล์และพันธุศาสตร์ โดยบีบีซีไทยได้รวบรวมการค้นพบสำคัญ 7 เรื่องที่น่าทึ่งแห่งปีเอาไว้ดังต่อไปนี้

1) พบแหล่งกำเนิดของอนุภาคผี “นิวทริโน” มาจากหลุมดำห่างโลกเกือบ 4 พันล้านปีแสง

โครงการทดลองไอซ์คิวบ์ (IceCube) ค้นพบที่มาของอนุภาคนิวทริโน (Neutrino) ชนิดพลังงานสูงจากห้วงอวกาศลึก โดยอุปกรณ์ใต้ผืนน้ำแข็งที่ทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเซนเซอร์จำนวนมากฝังอยู่ในก้อนน้ำแข็งขนาด 1 ลูกบาศก์กิโลเมตร สามารถตรวจจับอนุภาคดังกล่าวได้เป็นครั้งแรก

อนุภาคนิวทริโนนี้ชนและทำปฏิกิริยากับนิวเคลียสของอะตอมน้ำแข็ง ทิ้งร่องรอยที่ทำให้ทราบว่ามันเดินทางข้ามห้วงอวกาศมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีแห่งหนึ่งในกลุ่มดาวนายพรานหรือโอไรออน ห่างจากโลกถึง 3,700 ล้านปีแสง

ทั้งนี้ อนุภาคนิวทริโนหรือ “อนุภาคผี” (Ghost particle) คืออนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งที่ตรวจจับได้ยาก เนื่องจากมีมวลอยู่น้อยมากเหมือนกับไม่มี สามารถทะลุผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้โดยไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาใด ๆ ขึ้นทั้งสิ้น

การค้นพบครั้งนี้ช่วยเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของวงการดาราศาสตร์ ซึ่งนับแต่นี้จะสามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในห้วงอวกาศลึกได้ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นนอกเหนือไปจากกล้องโทรทรรศน์ เช่น ใช้การสังเกตอนุภาคพลังงานสูงอย่างนิวทริโนและคลื่นความโน้มถ่วง

2) พบทะเลสาบและสารอินทรีย์ที่อาจเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

พบ “ทะเลสาบ” ใต้ผืนน้ำแข็งดาวอังคารเป็นครั้งแรก

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบกว้างถึง 20 กิโลเมตร และลึกอย่างน้อย 1 เมตร อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ของดาวอังคารเป็นครั้งแรก โดยถือว่าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงมีน้ำในรูปของเหลวอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่น้ำขังในร่องหิน หรือน้ำในรูปของน้ำแข็งอย่างที่เคยพบมาก่อนหน้านี้

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบทะเลสาบดังกล่าว หลังจากใช้เรดาร์ Marsis ที่ติดตั้งบนดาวเทียมสำรวจดาวอังคาร Mars Express ตรวจสอบพื้นผิวและชั้นใต้ดินของดาวอังคารเป็นเวลา 3 ปี แต่อย่างไรก็ตาม การที่น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นของเหลวอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัด อาจเป็นเพราะมีเกลือละลายผสมอยู่อย่างเข้มข้น ซึ่งทำให้ยากที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีพอยู่ได้

ด้านหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจพื้นผิวดาวอังคาร “คิวริออซิที โรเวอร์” (Curiosity Rover) ขององค์การนาซา ขุดพบสารอินทรีย์ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อนได้ จากใต้พื้นผิวดาวอังคารบริเวณแอ่งเกล (Gale Crater) ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน ซึ่งหากดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตจำพวกจุลชีพอยู่ สารอินทรีย์ที่พบนี้จะสามารถเป็นอาหารและช่วยเกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิตของพวกมันได้

3) เทคนิคการลำดับอาร์เอ็นเอในเซลล์เดี่ยว จะเปลี่ยนโฉมหน้างานวิจัยชีวการแพทย์ในทศวรรษหน้า

วารสาร Science และสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) ได้คัดเลือกให้เทคนิคการลำดับอาร์เอ็นเอในเซลล์เดี่ยว (Single-cell RNA sequencing) เป็นความสำเร็จอันดับหนึ่งแห่งวงการวิทยาศาสตร์ปี 2018 โดยวิธีการนี้จะทำให้ทราบถึงการแสดงออกของหน่วยพันธุกรรมหรือยีนที่มีอยู่ทั้งหมดในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดเป็นเซลล์เดี่ยวในตัวอ่อน จนแบ่งตัวและเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อรวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์และสัตว์ที่โตเต็มวัย

เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการถ่ายทำภาพยนตร์ที่บันทึกกิจกรรมความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในชีวิตของเซลล์เดี่ยวอย่างละเอียดที่สุด โดยการลำดับอาร์เอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมชนิดหนึ่งภายในเซลล์ และการใช้เครื่องมือติดตามรอยระดับโมเลกุล (Molecular tracker) จะช่วยให้ติดตามดูได้ว่า เมื่อใดที่ยีนตัวไหนจะถูกเปิดสวิตช์หรือปิดสวิตช์การใช้งาน นำมาซึ่งความเข้าใจในพฤติกรรมของเซลล์แต่ละเซลล์ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งความรู้เรื่องวิธีการที่เนื้อเยื่อเติบโต ซ่อมแซมตนเอง หรือเปลี่ยนแปลงไปเมื่อป่วยเป็นโรคเช่นมะเร็งด้วย

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ใช้เทคนิคนี้ศึกษาสัตว์ต่าง ๆ เช่นปลา กบ และหนอนตัวแบน เพื่อติดตามกระบวนการก่อตัวของเนื้อเยื่อและอวัยวะอย่างแขน ขา หรือหาง เพื่อดูว่าเซลล์ของพวกมันเจริญขึ้นอย่างไร และความผิดปกติในกระบวนการนี้ทำให้เกิดโรคหรือความพิการได้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาความพิการ หรือเพาะเลี้ยงอวัยวะเทียมสำหรับมนุษย์ในอนาคต

4) ความดันในอนุภาคโปรตอนสูงกว่าใจกลางดาวนิวตรอน 10 เท่า

ภาพจำลองนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม ประกอบไปด้วยโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 ตัวImage copyrightSPL
คำบรรยายภาพภาพจำลองนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม ประกอบไปด้วยโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 ตัว

ผลการตรวจวัดคุณสมบัติเชิงกลของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมครั้งแรกของโลก พบว่าความดันภายในอนุภาคโปรตอน (Proton) นั้นสูงอย่างเหลือเชื่อ โดยอยู่ในระดับที่สูงยิ่งกว่าความดันใจกลางดาวนิวตรอนซึ่งสามารถบดขยี้ทำลายอะตอมได้ด้วยซ้ำ

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการเจฟเฟอร์สัน (TJNAF) ของสหรัฐฯ ใช้เทคนิคใหม่ตรวจวัดและคำนวณแรงดันภายในอนุภาคโปรตอนได้ถึง 100 เดซิลเลียนปาสคาล (100 decillian Pascal) หรือเท่ากับค่าความดันที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 และมีศูนย์ตามหลังมาอีก 35 ตัว

แรงดันมหาศาลนี้เกิดจากแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม โดยมีทิศทางออกมาจากศูนย์กลางของอนุภาคโปรตอน และทรงพลังกว่าแรงดันที่ใจกลางของดาวนิวตรอน ซึ่งเป็นวัตถุอวกาศที่มีความหนาแน่นสูงยิ่งถึง 10 เท่า

5) ในโลกของกลศาสตร์ควอนตัม เหตุเกิดก่อนผล หรือผลเกิดก่อนเหตุ เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

ลูกไก่ฟักออกจากไข่Image copyrightGETTY IMAGES

ทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ได้ทำการทดลองเชิงควอนตัมจนพบปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ชี้ว่า สิ่งที่คนเรามองว่าเป็นสาเหตุที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน รวมทั้งผลลัพธ์ที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้นติดตามมาภายหลังนั้น ที่จริงแล้วไม่อาจกำหนดลำดับเหตุการณ์ที่จะมาก่อนหรือมาหลังได้อย่างตายตัว

หากถามว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ? คำตอบในทางกลศาสตร์ควอนตัมจะบอกว่า ทั้งไก่และไข่สามารถเกิดขึ้นก่อนอีกฝ่ายได้ทั้งคู่ แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยทั่วไป

มีการพิสูจน์ถึงปรากฏการณ์เชิงควอนตัมดังกล่าว โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “ควอนตัมสวิตช์” (Quantum switch) ซึ่งปล่อยให้อนุภาคของแสงหรือโฟตอนเพียง 1 อนุภาค เดินทางไปในอุปกรณ์ตรวจวัดการแทรกสอดและถูกรบกวนของแสง (Interferometer) ที่แยกเป็นสองเส้นทาง

ในแต่ละเส้นทางโฟตอนจะต้องเดินทางผ่านเลนส์สองตัวซึ่งถูกจัดวางไว้ในลำดับที่แตกต่างกัน ผลวิเคราะห์รูปแบบการแทรกสอดของแสงที่เกิดขึ้นชี้ว่า อนุภาคโฟตอนสามารถเดินทางผ่านเลนส์ทั้งสองชิ้นในสองเส้นทางได้หลายแบบ โดยไม่ต้องผ่านไปตามลำดับการจัดวางของเลนส์ที่เตรียมไว้แต่อย่างใด

6) ชี้ฟอสซิลสิ่งมีชีวิต 558 ล้านปี คือสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก

ฟอสซิลของดิกคินโซเนียImage copyrightILYA BOBROVSKIY
คำบรรยายภาพฟอสซิลของดิกคินโซเนีย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง

นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ค้นพบร่องรอยของโมเลกุลคอเลสเตอรอล ในซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่มีอายุถึง 558 ล้านปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็นสัตว์ ไม่ใช่พืชหรือเชื้อรา ทั้งยังเป็นสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมาอีกด้วย

สิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีชื่อว่า “ดิกคินโซเนีย” (Dickinsonia) เป็นสัตว์ทะเลซึ่งมีลักษณะคล้ายแมงกะพรุนที่ถูกผ่าลำตัวบางส่วนออก เดิมถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตโบราณยุคอีดีแอคารัน (Ediacaran) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำพวกแรกที่ปรากฏตัวขึ้นบนโลกเมื่อราว 635-541 ล้านปีก่อน

การค้นพบครั้งนี้เท่ากับไขปริศนาด้านบรรพชีวินวิทยาที่ติดค้างอยู่มานานถึง 75 ปีให้กระจ่าง โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำนวนมากเมื่อ 558 ล้านปีก่อนนั้น มักเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และพบได้ทั่วไปในท้องทะเล แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันได้สูญพันธุ์ไปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อย่างเข้าสู่ยุคแคมเบรียนที่มีสัตว์หลากหลายชนิดพันธุ์เกิดขึ้น

7) “ปลูกถ่ายความทรงจำ″ ในหอยทากทะเลได้สำเร็จ

เซลล์ประสาทของมนุษย์และหอยทากทะเล Aplysia californica มีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกันในหลายด้านImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพเซลล์ประสาทของมนุษย์และหอยทากทะเล Aplysia californica มีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกันในหลายด้าน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส (ยูซีแอลเอ) ของสหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการปลูกถ่ายความทรงจำ (Memory transplant) จากหอยทากทะเลชนิด Aplysia californica ตัวหนึ่ง ไปให้กับอีกตัวหนึ่งได้แล้ว

มีการทดลองฝึกให้หอยทากทะเลรู้จักสร้างกลไกป้องกันตัว เมื่อส่วนหางถูกสัมผัสด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ โดยหอยทากทะเลที่ถูกฝึกแล้วจะหดตัวเข้าในเปลือกเพื่อหลบกระแสไฟฟ้านานขึ้นราว 50 วินาที

จากนั้นทีมผู้วิจัยได้สกัดเอา RNA ซึ่งเป็นสารชีวโมเลกุลสำคัญในเซลล์ ออกจากระบบประสาทของหอยทากทะเลที่ถูกไฟฟ้าช็อต แล้วนำไปฉีดให้กับหอยทากทะเลที่ยังไม่เคยถูกฝึกให้หลบภัยจากกระแสไฟฟ้ามาก่อน ผลปรากฏว่าหอยทากทะเลกลุ่มหลังเปลี่ยนไปมีพฤติกรรมหดตัวหลบภัยนานขึ้น โดยไม่ต้องถูกฝึกแต่อย่างใด

ผลการทดลองดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าความทรงจำไม่ได้ถูกเก็บรักษาอยู่แต่ในไซแนปส์ (Synapse) หรือรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทตามที่เคยเข้าใจกันมาเท่านั้น แต่ความทรงจำบางประเภทยังถูกเก็บไว้กับ RNA ซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ประสาทอีกด้วย ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถโอนถ่ายความทรงจำได้ผ่านการปลูกถ่าย RNA แต่ในขณะนี้วิธีการดังกล่าวยังใช้ไม่ได้กับการโอนถ่ายความทรงจำที่มีรายละเอียดมากและซับซ้อนของมนุษย์

คอกาแฟมีเฮ นอกจากจะต้านอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ได้แล้ว ก็ยังต้านโรคสมองเสื่อมได้อีกประเภท

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คอกาแฟมีเฮ นอกจากจะต้านอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ได้แล้ว ก็ยังต้านโรคสมองเสื่อมได้อีกประเภท

ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีข่าวดีของคอกาแฟมากมาย โดยนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า ส่วนผสมในกาแฟสามารถต้านโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ และจากผลการวิจัยใหม่ล่าสุด ก็เป็นเครื่องตอกย้ำเข้าไปอีกว่าการดื่มกาแฟนี่มีผลดีกับสุขภาพมากกว่าที่เราคิด

โดยผลงานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ผ่านสื่อ Proceedings of the National Academy of Sciences เผยว่าไม่เพียงกาแฟจะต้านโรคพาร์กินสันได้แล้ว ก็ยังสามารถต้านโรคทางสมองเสื่อมอีกรูปแบบหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า Lewy body dementia หรือโรคสมองเสื่อมจากลิววี่บอดี้ ได้อีกด้วย งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Rutgers ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผลงานวิจัยชี้ว่า ผลจากคาเฟอีน และกรดไขมันที่อยู่ในกาแฟที่มีชื่อเรียกว่า EHT นั้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กาแฟสามารถต้าน โรคสมองเสื่อมจากลิววี่บอดี้ ได้

***โรคพาร์กินสัน โรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการสั่นขณะช่วงการพัก

***โรคสมองเสื่อมจากลิววี่บอดี้ สาเหตุมาจากการสร้างและสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติภายในสมอง เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กาแฟ

โดยในการวิจัยผลกระทบจาก EHT และคาเฟอีนนั้น ทีมวิจัยพบว่า ส่วนผสมของทั้งสองอย่างนี้สามารถต้านการสะสมของโปรตีนในสมองหนูทดลองได้ โดยโปรตีนชนิดนี้มีความเกี่ยวโยงกับโรคพาร์กินสัน และโรคสมองเสื่อมจากลิววี่บอดี้

และเรื่องที่น่าสนใจคือ ถ้ามีแค่เพียง คาเฟอีน หรือ EHT เพียงอย่างเดียว ก็จะไม่มีผลในการต้านโรค ต้องมีสองสิ่งนี้รวมกันถึงจะมีผลชลอการก่อตัวของโปรตีน หรือหยุดการก่อตัวของโปรตีนได้เลย

อย่างไรก็ดี ในกาแฟนั้นประกอบไปด้วยส่วนประกอบมากมายหลายอย่าง และนี่เป็นเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ในภาพรวมขนาดใหญ่ และมีผลงานวิจัยหรือการค้นพบมากมายที่ทำให้คอกาแฟต้องยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่คุณ M. Maral Mouradian ศาสตราจารย์ของสถาบัน Rutgers ซึ่งเป็นผู้นำในงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า เรายังต้องมีการวิจัยที่ลึกกว่านี้ เพื่อที่เราจะรู้ว่าการดื่มกาแฟในระดับไหนที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ และการดื่มขนาดไหนที่มากเกินไป

“กรดไขมัน EHT นั้นเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในกาแฟหลายๆ ประเภท แต่ปริมาณนั้นก็มากน้อยแตกต่างกันไป” คุณ M. Maral Mouradian กล่าวในแถลงการณ์ “และมันสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายไม่ได้รับคาเฟอีนมากจนเกินไป ซึ่งก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน”

ก็ต้องบอกว่าทุกเรื่องเหมือนเหรียญสองด้าน ดาบสองคม กาแฟถ้าดื่มมากเกินไป หรือดื่มผิดเวลาก็ไม่ใช้เรื่องดี เพราะอาจทำให้้เรามีปัญหากับการนอนหลับ ดื่มแต่พอดีๆ ก็ต้านโรคเกี่ยวกับสมองได้ เราก็ต้องรอกันต่อไปจนกว่าวิทยาศาสตร์จะมีคำตอบที่ชัดเจน
ที่มา : bgr.com , ch3thailand

ฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว เพราะโลกร้อน

ฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว เพราะโลกร้อน 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ megalodon

ฉลามที่อยู่ในท้องทะเลยุคปัจจุบันนี้ก็ว่าน่ากลัวแล้ว แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสายพันธุ์ที่ครองความเป็นจ้าวสมุทรเมื่อล้านปีก่อน เจ้าฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน (Megalodon) ที่ลำตัวยาวได้ถึง 22 เมตร เทียบกับฉลามขาวซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ในปัจจุบันยังมีความยาวสูงสุดได้เพียง 6 เมตร เจ้า เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อประมาณ 2.6 ล้านปีก่อน และมันได้ทิ้งซากฟอสซิลเอาไว้มากมาย และการสืบสวนหาสาเหตุการสูญพันธุ์ของเจ้ายักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทรนั้นก็เป็นความท้าทายที่ใหญ่พอๆ กับขนาดตัวของมัน

ฉลามยักษ์ เม็กกาโลดอน สูญพันธ์ไปเมื่อ 2.6 ล้านปีที่แล้ว เพราะโลกร้อน

ภาพเปรียบเทียบขนาดปลาฉลาม [ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia]

  • Carcharodon megalodon (maximum) ฉลามเม็กกาโลดอน (ตามแนวคิดแบบสุดโต่ง)
  • Carcharodon megalodon (conservative) ฉลามเม็กกาโลดอน (ตามแนวคิดอนุรักษนิยม)
  • Rhincodon typus ฉลามวาฬ
  • Carcharodon carcharius ฉลามขาว

โดยได้มีการเปิดเผยผลงานวิจัยเรื่องสาเหตุการสูญพันธุ์ของเม็กกาโลดอนในงานสัมมนาประจำปี American Geophysical Union conference ซึ่งจัดขึ้นในเมือง Washington, D.C. สหรัฐอเมริกา ในช่วงระหว่างวันที่ 10-14 ธ.ค. โดยมีการให้รายละเอียดว่า เจ้าฉลามยักษ์สามารถควบคุมอุณหภูมิในร่างกายได้คล้ายกับฉลามบางสายพันธุ์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ฉลามยักษ์จากโลกยุคดึกดำบรรพ์นั้นมีอุณหภูมิในร่างกายที่สูงกว่า และนั่นคือความความหายนะ

ซึ่งการที่จะระบุอุณหภูมิในร่างกายของสัตว์ยักษ์ที่สูญพันธ์ไปเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว นั้นก็เป็นงานยากอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยเงื่อนงำที่เปิดเผยเรื่องอุณหภูมิร่างกายของฉลามยักษ์นั้น ซ่อนอยู่ในฟอสซิลฟันของพวกมันนั่นเอง โดยพันธะของไอโซโทปที่เป็นส่วนประกอบทางเคมีที่อยู่ในฟอสซิลของชิ้นฟันนั้น มีความสัมพันธ์กับอุณกหภูมิในร่างกาย และฟันของมันก็เป็นตัวบอกกับเราว่า อุณหภูมิภายในร่างกายของมันควรจะเป็นเท่าไหร่

ขนาดตัวที่ใหญ่โตของเจ้าเม็กกาโลดอน เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มันครองความเป็นจ้าวสมุทร แต่ด้วยความใหญ่โตนั่นเอง ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของมันสูงเทียบเท่าวาฬ และสัตว์ที่อุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 104 องศาฟาเรนไฮต์ (40 องศาเซลเซียส) ระบบการเผาผลาญอาหารของมันต้องการอาหารในปริมาณมาก และเมื่ออุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ก็ยากที่พวกมันจะทนทานต่อไปได้

ภาวะโลกร้อนส่งผลให้เหยื่อของพวกมัน ย้ายถิ่นที่อยู่ไปยังโซนที่เย็นกว่า ทำให้พวกมันขาดแคลนอาหาร และแถมยังมีสัตว์นักล่าหน้าใหม่ที่หันมาล่าฉลามยักษ์ ด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมๆ กันทำใหเจ้าเม็กกาโลดอน เหลือไว้ให้เราได้เห็นเพียงซากฟอสซิล


ที่มา : bgr.com , th.wikipedia.org,Youtube

ยาน InSight ลงจอดดาวอังคารสำเร็จ

ยานสำรวจดาวอังคารที่ออกเดินทางจากโลกเมื่อ 6 เดือนก่อน ร่อนลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เปิดฉากการสำรวจใต้พิภพดาวอังคารเป็นครั้งแรกของมนุษย์โลก

ภาพแห่งความดีใจเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนจรวดของนาซา เมื่อยานสำรวจ InSight ร่อนลงแตะพื้นผิวของดาวอังคารสำเร็จเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.ที่ผ่านมา หลังจากที่ยานเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศของดาวอังคารด้วยความเร็วเหนือเสียงนาน 7 นาที เทียบความเร็วของการลงจอดมากกว่ากระสุนปืนที่เคลื่อนผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง

 

ยาน InSight ร่อนลงจอดบริเวณที่ราบขนาดใหญ่ชื่อ Elysium Planitia ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารและเตรียมเริ่มสำรวจลึกลงไปใต้พิภพของดาวแดงดวงนี้ เพื่อหาคำตอบแก่นักวิทยาศาสตร์ว่าจากพื้นผิวชั้นนอกไปจนถึงแกนดาวด้านใน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ภารกิจครั้งนี้จะทำให้ดาวอังคารกลายเป็นดาวดวงแรกนอกเหนือจากโลกมนุษย์ที่ถูกสำรวจลึกลงไปใต้พื้นดิน หลังจากยาน InSight ออกเดินทางจากโลกเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นระยะทางรวม 548 ล้านกิโลเมตร

แหล่งข้อมูล:http://news.thaipbs.or.th/content/275950

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับลำแรกของโลก

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับลำแรกของโลก

เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่เมื่อไม่นานมานี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

NASA / JPLคำบรรยายภาพเครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ทีมนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ของสหรัฐฯ สามารถนำต้นแบบของเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยลมไอออน (Ionic wind) ขึ้นทดลองบินได้สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเครื่องบินไร้เสียงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

เอ็มไอทีรายงานถึงความสำเร็จดังกล่าว ผ่านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยระบุว่าเครื่องบินลำนี้จัดเป็นเครื่องบินสถานะของแข็ง (Solid state plane) ลำแรกของโลก ซึ่งสามารถบินไปได้ด้วยโครงร่างที่แข็งทื่อ ไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับเคลื่อนไหวเหมือนกับเครื่องบินโดยทั่วไป แต่อาศัยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องขับดันลมไอออน แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นตามปกติ

หลักการทำงานของเครื่องขับดันลมไอออน เป็นไปตามหลักไฟฟ้า-อากาศพลศาสตร์ (Electro-aerodynamics – EAD) โดยขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูง 40,000 โวลต์ที่ส่วนหัวของเครื่องบิน จะสร้างสนามไฟฟ้าที่ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในบรรยากาศมีประจุบวก จากนั้นโมเลกุลมีประจุดังกล่าวจะถูกส่งผ่านสายไฟไปยังแพนอากาศ (Aerofoil) ที่ด้านหลังซึ่งกักเก็บประจุลบเอาไว้

ระหว่างที่ประจุบวกเดินทางไปยังด้านหลังของเครื่องบิน มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของอากาศที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ซึ่งจะผลักให้โมเลกุลของอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นลมไอออนที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนได้

ในกรณีเครื่องบินต้นแบบของเอ็มไอที ซึ่งมีระยะห่างระหว่างปลายปีกสองข้าง 5 เมตร และมีน้ำหนัก 2.45 กก. สามารถบินไปได้ไกลโดยเฉลี่ย 60 เมตร

ต้นแบบ "เครื่องบินสถานะของแข็ง" ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว

 

MIT คำบรรยายภาพต้นแบบ “เครื่องบินสถานะของแข็ง” ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว

ศ. สตีเวน บาร์เรตต์ ผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาเครื่องบินดังกล่าวของเอ็มไอทีบอกว่า เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และองค์การนาซาเคยให้ความสนใจศึกษาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศเมื่อราวสิบปีก่อน แต่ท้ายที่สุดได้สรุปว่า ระบบนี้มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้กับยานอวกาศ แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินบนโลก

อย่างไรก็ตาม ศ.บาร์เรตต์ได้นำเอาแนวคิดนี้มาพิจารณาอีกครั้ง โดยได้พัฒนาระบบขับดันลมไอออนสำหรับเครื่องบินตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในปัจจุบันต้นแบบที่คิดค้นจะยังมีขนาดเล็ก มีกำลังขับดันไม่เท่ากับเครื่องยนต์ไอพ่น และยังไม่สามารถบินได้ในระยะไกลนัก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถพัฒนาให้ใช้เป็นโดรนชนิดบินสูง ซึ่งบินได้อย่างเงียบเชียบติดต่อกันยาวนานเป็นปีเพื่อใช้งานแทนดาวเทียม

ส่วนในระยะยาวนั้น ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องบินขนส่งประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งจะไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินในทุกวันนี้

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-46247106

เลือกเป็นคอชาหรือคอกาแฟ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมรับรู้รสขม

เลือกเป็นคอชาหรือคอกาแฟ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมรับรู้รสขม

Coffee and croissant

นอกจากแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมแล้ว เครื่องดื่มยอดนิยมของคนส่วนใหญ่หากไม่เป็นชาก็ต้องเป็นกาแฟอย่างแน่นอน แต่ระหว่างสองตัวเลือกนี้ใครจะเลือกดื่มอะไรเป็นประจำ ขึ้นอยู่กับยีนหรือหน่วยพันธุกรรมที่สร้างตัวรับรส ซึ่งจะทำให้แต่ละคนมีความไวต่อการรับรสขมจากสารต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐฯและออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยีนและพฤติกรรมการเลือกบริโภคเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ จากข้อมูลพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างชายและหญิง 430,000 คนในสหราชอาณาจักร ซึ่งทั้งหมดมีอายุระหว่าง 37-73 ปี

ก่อนหน้านี้มีผลการวิจัยที่ระบุว่า คนเรารับรู้รสขมจากสารให้รสขมประเภทต่าง ๆ ได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งสารเหล่านี้ได้แก่กาเฟอีน (คาเฟอีน /Caffeine ) ควินิน (Quinine) และโพรพิลไทโอยูราซิล (Propylthiouracil) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์และยารักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติพบว่า คนที่มียีนซึ่งทำให้รับรสขมของกาเฟอีนได้ชัดเจนกว่าผู้อื่น มีแนวโน้มสูงกว่าคนทั่วไป 20% ที่จะเป็นคนดื่มกาแฟในปริมาณมากเป็นประจำ ซึ่งหมายถึงดื่มมากกว่า 4 ถ้วยต่อวัน และในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็แทบจะไม่ดื่มชาเลย

ดร. แดเนียล หวาง ผู้ร่วมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะความรู้สึกไวต่อกาเฟอีนที่มีอยู่สูง ทำให้คนกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มจะเสพติดกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีอยู่ในกาแฟมากกว่าในชาไปด้วย

ส่วนคนที่มียีนซึ่งทำให้รับรสขมของควินินและโพรพิลไทโอยูราซิลได้ชัดเจนกว่าผู้อื่นนั้น มีแนวโน้มที่จะดื่มชาในปริมาณมากเป็นประจำสูงกว่าคนทั่วไป 4% และ 9% ตามลำดับ ซึ่งหมายถึงดื่มมากกว่า 5 ถ้วยต่อวัน และในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็แทบจะไม่ดื่มกาแฟเลย

สำหรับกรณีนี้ ทีมผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่เชื่อมโยงพันธุกรรมเข้ากับการเลือกดื่มชานั้นคืออะไรกันแน่ แต่อาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่ไวต่อการรับรสขมในควินินและโพรพิลไทโอยูราซิล มีความไวต่อการรับรสขมเหนือกว่าผู้อื่นโดยรวม จึงทำให้ทนต่อความขมของกาแฟไม่ได้ และเลือกดื่มชาที่มีรสขมอ่อนกว่ามากแทน

 

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-46247106