คลังเก็บหมวดหมู่: ญาณวิชญ์ วรรณารักษ์

นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

ภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้

ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาของออสเตรีย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสถานีอวกาศแบบใหม่ ซึ่งจะมีการออกแบบให้ฝังตัวลงไปอยู่ใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย เพื่อหลบเลี่ยงรังสีอันตรายจากอวกาศ และเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ธาตุหายากได้โดยสะดวก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวเผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้นลงในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่าโครงการที่ฟังดูคล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์อย่างมากนี้มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต หากมีการสำรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาด รูปร่าง รวมทั้งองค์ประกอบทางธรณีวิทยาเหมาะสมและแข็งแกร่งเพียงพอ

การเลือกใช้ส่วนเนื้อในของดาวเคราะห์น้อยเป็นที่ตั้งสถานีอวกาศนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่นการหมุนของดาวเคราะห์น้อยทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะยึดเหนี่ยวโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสถานีอวกาศไม่ให้หลุดลอยไปได้

โครงสร้างที่เป็นหินแข็งของดาวเคราะห์น้อยยังช่วยป้องกันอันตรายต่าง ๆ จากห้วงอวกาศ อย่างเช่นรังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุหายาก (rare earth elements) ซึ่งมนุษย์จะสามารถขุดเจาะเอาออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วยImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วย

มีการทดสอบความเป็นไปได้นี้กับแบบจำลองดาวเคราะห์น้อยในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมมติให้มีความกว้าง 390 เมตร ยาว 500 เมตร หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1-3 รอบต่อนาที ซึ่งจะทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงราว 38% ของบนโลก

ทีมผู้วิจัยพบว่า แรงหนีศูนย์กลางที่เกิดขึ้นจากการหมุนของดาวเคราะห์น้อยจำลองนั้น เพียงพอที่จะทำให้ตัวสถานีอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีน้ำหนัก จนสามารถจะตั้งอยู่ในปล่องถ้ำที่ขุดลงไปใต้พื้นผิวได้อย่างมั่นคง ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแบบจำลองที่ใช้ทดสอบแล้วเป็นจำนวนมาก

ดร.โทมัส เมนดิล หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ก่อนจะลงมือขุดไปใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเพื่อสร้างสถานีอวกาศนั้น จะต้องมีการสำรวจเบื้องต้นให้แน่ใจก่อนว่า โครงสร้างของมันมีความแข็งแรงเพียงพอ และไม่มีความเสี่ยงจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในภายหลัง

“มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะออกแบบสถานีอวกาศให้เป็นรูปทรงกระบอก โดยใช้วัสดุก่อสร้างเป็นโลหะเช่นอะลูมิเนียม แต่ถ้าพบดาวเคราะห์น้อยที่มีชั้นหินแข็งแกร่งมั่นคงจริง ๆ เราอาจใช้มันเป็นผนังธรรมชาติให้กับสถานีอวกาศไปเลยก็ได้”

“คาดว่ามนุษย์จะสามารถลงมือทำเหมืองขุดเจาะหาแร่ธาตุต่าง ๆ บนดาวเคราะห์น้อยได้ภายในราว 20 ปีข้างหน้านี้ ส่วนการตั้งสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจเป็นจริงได้ในช่วงหลายสิบปีต่อจากนั้น” ดร. เมนดิล กล่าว

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-47211314

Honda ปิ๊งไอเดีย ใช้เสียงคำรามเครื่องยนต์ซุปเปอร์คาร์ กล่อมให้เด็กน้อยนอนหลับ

 

พ่อแม่มักจะต้องหาวิธีการต่างๆ มากมายมากล่อมเจ้าตัวน้อยให้ยอมหลับยอมนอน หรือกล่อมให้หยุดร้องไห้ ซึ่งบางวิธีก็ได้ผล แต่บางวิธีก็ไม่ได้ผลเอาซะเลย

และด้วยความที่เข้าอกเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ แบรนด์รถระดับโลกจากแดนปลาดิบอย่าง Honda ทุ่มเทเวลาให้กับการสร้าง Sound Sitter ซึ่งเป็นของเล่นตุ๊กตารูปทรงรถที่น่ากอดสำหรับเด็กๆ ความพิเศษคือในตุ๊กตารถนี้มีการติดตั้งลำโพงเอาไว้ภายใน เพื่อให้ส่งเสียงคำรามของเครื่องยนต์!

 

ดูเหมือนว่าจะเป็นไอเดียที่แปลกพิลึก แต่ทีมวิจัยของ Honda เขาเคลมว่า คลื่นเสียงที่เด็กได้ยินเมื่อตอนอยู่ในท้องแม่นั้น ไม่ได้ต่างอะไรกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถเลย และเพื่อให้ Sound Sitter สามารถสร้างเสียงที่กล่อมให้เด็กน้อยผ่อนคลายจากการร้องไห้และนอนหลับไปในที่สุด พวกเขาได้ทดสอบกับเสียงเครื่องยนต์มากถึง 37 แบบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีใช้งานจริงในรถยนต์ของ Honda ในรอบกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

โดยทดสอบกับเด็กน้อย 12 คนที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ขวบครึ่ง และเสียงเครื่องที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการส่งเด็กเข้านอนนั้น สามารถทำให้เด็ก 11 คนสงบนิ่งได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีเด็ก 7 คนที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการเต้นหัวใจนั้นต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

Honda ปิ๊งไอเดีย ใช้เสียงคำรามเครื่องยนต์ซุปเปอร์คาร์ กล่อมให้เด็กน้อยนอนหลับ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

และเสียงเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือเสียงจากรถซุปเปอร์คาร์อย่าง Acura NSX ซึ่งเป็นรถที่มีราคาสูงถึง $156,000 (ประมาณ 5 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) ใครหล่ะจะไปคิดว่าเสียงคำรามของซุปเปอร์คาร์ที่ก้าวร้าวดุดันจะทำให้เด็กน้อยนิ่งลงได้ แต่ทางทีมวิจัยของ Honada เขายืนยันหนักแน่นว่ากล่อมเด็กน้อยได้แน่นอน

ถึงแม้ภายในของตุ๊กตารถ Sound Sitter จะบรรจุไว้ด้วยลำโพง และเสียงเครื่องรถที่ดุดัน แต่รายละเอียดภายนอกของเจ้าตุ๊กตารถคันนี้ ก็เป็นอะไรที่น่ารักฟรุ้งฟริ้งอย่างที่มันควรจะเป็น และที่สำคัญคือมีโลโก้ Honda แปะเอาไว้อย่างโดดเด่นบนตัวรถ

โดยรายละเอียดในคลิปวีดีโอทางด้านบน แสดงให้เห้นว่าเด็กมีอาการสงบนิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นตุ๊กตารถที่น่ารัก และการตอบสนองต่อเสียงเครื่องรถของเด็กน้อยก็เป็นไปในทางที่ดี โดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถควบคุมระดับเสียงผ่านแอพฯ บนสมาร์ทโฟน

Honda ปิ๊งไอเดีย ใช้เสียงคำรามเครื่องยนต์ซุปเปอร์คาร์ กล่อมให้เด็กน้อยนอนหลับ

แต่ก็ต้องแสดงความเสียใจกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่อยากได้ Sound Sitter มาเป็นผู้ช่วยในการรับมือกับลูกน้อย เพราะว่าทาง Honda ยังไม่มีแผนที่จะผลิตอุปกรณ์นี้ออกขายแต่อย่างใด แต่ทาง Honda เขาก็ยังใจดีปล่อยคลิปตัวอย่างเสียงของเครื่องรถ Acura NSX ให้ได้ลองเปิดให้ลูกน้อยฟังที่เว็บไซต์ของ honda.co.jp/SOUNDSITTER (หรือคลิกที่ตรงลิงค์ ที่มา ทางด้านล่างของบนความนี้ได้เลย โดยคลิปเสียงอยู่ช่วงล่างๆ ของหน้าเว็บ) ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องลงทุนซื้อรถของจริงมาเบิ้ลเครื่องให้ลูกฟัง

แต่อย่างไรก็ดี Honda ไม่ใช่รายแรกที่ตระหนักว่า เสียงเครื่องยนต์สามารถกล่อมเด็กน้อยได้ โดยก่อนหน้านี้ ทางแบรนด์รถ Ford ได้นำเสนอ Max Motor Dreams ซึ่งเป็นเปลนอนสำหรับเด็กที่สร้างเสียงเครื่องยนต์คำรามแบบเบาๆ พร้อมสร้างความสั่นสะเทือน เพื่อจำลองการเคลื่อนที่ของรถยนต์ได้อีกด้วย

ที่มา : www.honda.co.jp , www.digitaltrends.com

การหายใจเอาฝุ่นผงบนดวงจันทร์เข้าไป มีอันตรายถึงชีวิตเลยนะ

การหายใจเอาฝุ่นผงบนดวงจันทร์เข้าไป มีอันตรายถึงชีวิตเลยนะ

ความฝันที่มนุษย์เราจะได้ไปสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ ได้เดินเล่นบนพื้นผิวดาวที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงภายในโดมขนาดใหญ่นั้น เป็นอะไรที่อยู่ในความคิดของเรามาอย่างยาวนาน ในสักวันเทคโนโลยีของเราอาจก้าวไปถึงจุดที่สามารถสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายบนดวงจันทร์ได้ แต่ก็เหมือนว่าเป็นการดับฝัน เนื่องจากการค้นพบล่าสุด มีการรายงานว่าฝุ่นผงที่ปกคลุมพื้นผิวของดวงจันทร์นั้น เป็นอันตรายกับร่างกายของเรา

ต้องขอบคุณโครงการ Apollo ของทาง NASA ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์บนโลก ได้มีตัวอย่างฝุ่งผงจากพื้นผิวของดวงจันทร์มาทำการทดสอบ โดยผลงานวิจัยล่าสุดพบว่าฝุ่งผงสีซีดๆ บนดวงจันทร์นั้นมีส่วนประกอบที่ทำปฏิกิริยากับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ มันเป็นแร่ธาตุที่ทำให้เกิดการก่อตัวของอนุมูลอิสระของไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดมะเร็งปอด

เมื่อ NASA ดำเนินภารกิจสำรวจดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าสภาพพื้นผิวดวงจันทร์นั้นไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของมนุษย์สักเท่าไหร่ ฝุ่งผงปริมาณมากทำให้เกิดปัญหากับชุดของนักบินอวกาศ และทำให้เกิดปัญหากับรถสำรวจดวงจันทร์หรือ Lunar rover อีกด้วย แต่พวกเขาไม่ทันคิดว่า ฝุ่นพงพวกนี้จะทำร้ายเซลล์ของเราได้

 

การหายใจเอาฝุ่นผงบนดวงจันทร์เข้าไป มีอันตรายถึงชีวิตเลยนะ

รถสำรวจดวงจันทร์ หรือ Lunar rover ของโครงการ Apollo 15 ในปี 1971

และผลจกาการวิจัยรอบล่าสุด นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า 90% ของเซลล์สมองหนู และเซลล์ปอดของมนุษย์ นั้นเกิดการตายลงหลังจากได้สัมผัสกับฝุ่นผงของดวงจันทร์ และนี้เป็นปัญหาใหญ่กับภารกิจที่จะส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในอนาคต ซึ่งการออกแบบชุดอวกาศเสียใหม่ให้สามารถป้องกันฝุ่นผงของดวงจันทร์ นั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยากสักเท่าไหร่ แต่การออกแบบยาน รวมถึงรถสำรวจ และที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ ให้สามารถป้องกันฝุ่นผงเหล่านี้ได้ นั้นก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ เลยทีเดียว

ด้วยความที่มนุษย์กลับมาสนใจการสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ ทำให้ดูเหมือนว่าแผนการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ เป็นที่น่าสนใจว่าวิศวกรของโครงการสำรวจดวงจันทร์ จะรับมือกับปัญหาฝุ่นผงนี้อย่างไร
ที่มา : bgr.com

สสาร-พลังงาน 95% ของจักรวาลอาจเป็น “ของไหลมืด”

ภาพกระจุกดาราจักรเพอร์ซีอุส ซึ่งได้จากการผสมผสานข้อมูลระหว่างกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ 3 ตัว ชี้ว่าอนุภาคสสารมืดทำได้ทั้งดูดกลืนและแผ่รังสีเอกซ์ออกมาImage copyrightNASA/CXO/NRAO/AUI/NSF
คำบรรยายภาพภาพกระจุกดาราจักรเพอร์ซีอุส ซึ่งได้จากการผสมผสานข้อมูลระหว่างกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ 3 ตัว ชี้ว่าอนุภาคสสารมืดทำได้ทั้งดูดกลืนและแผ่รังสีเอกซ์ออกมา

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอังกฤษเสนอแนวคิดใหม่เรื่องสสารมืดและพลังงานมืด โดยชี้ว่าทั้งสองสิ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ของจักรวาล อาจเป็นสิ่งเดียวกันและอยู่ในรูปของไหลที่มีมวลเป็นลบ ซึ่งเขาเรียกมันว่า “ของไหลมืด” (Dark fluid) โดยของไหลนี้แผ่ไปทั่วจักรวาลและไม่อาจมองเห็นได้

ดร. เจมี่ ฟาร์นส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ตีพิมพ์รายงานเรื่องดังกล่าวลงในวารสาร Astronomy & Astrophysics โดยระบุว่าแนวคิดที่เสนอนี้จะช่วยไขปริศนาสำคัญทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 2 ข้อได้ในคราวเดียว นั่นก็คือเรื่องคุณสมบัติและบทบาทที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันระหว่างสสารมืด (Dark matter)และพลังงานมืด (Dark energy)

ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า แรงดึงดูดจากสสารมืดซึ่งมีมวลมาก เป็นตัวการหนึ่งที่ช่วยยึดโยงดวงดาวในดาราจักรต่าง ๆ ให้อยู่เป็นกลุ่มก้อนโดยไม่หลุดออกไป แม้ดาราจักรนั้นจะหมุนตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน พลังงานมืดกลับแสดงบทบาทเป็นตัวออกแรงผลักให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่ง และทำให้ดาราจักรต่าง ๆ แยกห่างจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดร. ฟาร์นส์บอกว่า ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกันโดยไม่มีความขัดแย้งกัน หากมองว่าสสารมืดและพลังงานมืดเป็นการแสดงออกซึ่งคุณสมบัติจากของสิ่งเดียวคือ “ของไหลมืด” ที่มีมวลเป็นลบ (Negative mass) ซึ่งจะออกแรงผลักต่อสสารและพลังงานปกติที่มีมวลเป็นบวกทั้งหมด

“สสารมืดและพลังงานมืดคือสิ่งเดียวกัน จักรวาลของเราก็คือสสารและพลังงานที่มีมวลเป็นบวก กำลังล่องลอยอยู่ในทะเลของไหลมืดที่มีมวลเป็นลบ” ดร. ฟาร์นส์กล่าว

ภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่คาดว่าเกิดจากวงแหวนของสสารมืดImage copyrightNASA/ESA /HUBBLE
คำบรรยายภาพภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่คาดว่าเกิดจากวงแหวนของสสารมืด

เมื่อของไหลมืดซึ่งมีอยู่ทั่วไปในห้วงอวกาศออกแรงผลัก ดวงดาวในดาราจักรจะเกาะตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ในขณะที่จักรวาลขยายตัวออกไปพร้อมกัน พื้นที่ว่างในอวกาศที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดของไหลมืดเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้อีกด้วย

มีการทดสอบแนวคิดนี้โดยนำค่าการกระจายตัวของดาราจักรที่ควรจะเป็นตามทฤษฎี ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุ Square Kilometre Array (SKA) ในออสเตรเลียได้บันทึกไว้ ซึ่งดร.ฟาร์นส์พบว่ามีความใกล้เคียงกันอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องมวลลบในห้วงอวกาศนั้น เคยถูกนำเสนอในร่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์มาแล้ว แต่ในเวลาต่อมาเขากลับปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยบอกว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่”

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนทักท้วงว่า การที่ของสิ่งหนึ่งแสดงคุณสมบัติของมวลที่เป็นลบออกมา ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีมวลเป็นลบอย่างแท้จริงเสมอไป ซึ่งแนวคิดของไหลมืดนี้ยังจะต้องผ่านการทดสอบเพิ่มเติมอีกมากกว่าที่จะยืนยันความถูกต้องได้

https://www.bbc.com/thai/features-46536638

กองทัพอากาศอเมริกัน อัพเกรดระบบเสียง 3D สำหรับนักบินรบ รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนโจมตี

กองทัพอากาศอเมริกัน อัพเกรดระบบเสียง 3D สำหรับนักบินรบ รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนโจมตี

บรรยากาศในห้องขับเครื่องบินรบนั้นเต็มไปด้วยเสียงดังรบกวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากเครื่องยนต์และเสียงจากระบบช่วยบินต่างๆ ทำให้ความสามารถในการรับรู้มิติและทิศทางเสียงของนักบินลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ได้มองหาข้อเสนอเพื่อการติดตั้งระบบเสียงแบบสามมิติให้กับนักขับเครื่องบินรบแบบ A-10C Thunderbolt II โดยผู้ให้บริการระบบดังกล่าวคือบริษัท Terma North America ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้

โดยข้อเสนอของทางกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาคือ ต้องการระบบที่เพิ่มความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในสนามรบ รวมถึงความสามารถในการรับรู้เมื่อมีการแจ้งเตือนจากการโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์

โดยระบบเสียงแบบ 3D สำหรับผู้ขับเครื่องบินรบของบริษัท Terma (Terma’s 3D-Audio and Radio Separation) ได้ถูกนำไปใช้งานในเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศเดนมาร์กอยู่ก่อนแล้ว โดยให้ความสำคัญกับระบบการเตือนจรวดมิสไซล์

 

ข้อดีหลักๆ ของระบบเสียงรอบทิศทางคือ ช่วงลดภาระของนักบิน เพิ่มความตระหนักรู้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากสนามรบ เพิ่มความเข้าใจในเสียงการสนทนาผ่านวิทยุ แถมยังเพิ่มความปลอดภัยในการบินอีกด้วย

อ้างอิงจากข้อมูลของ Terma บรรยากาศเสียงอื้ออึงในห้องนักบิน ทำให้เป็นการยากที่นักบินจะแยกเสียงรบกวนออกจากเสียงสนทนาผ่านระบบวิทยุ และจากคลิปวีดีโอด้านบน นักขับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเดนมาร์กอธิบายว่า เมื่อเสียงจำนวนมากจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องนักบิน และเสียงจากระบบแจ้งเตือนต่างๆ เกิดดังขึ้นพร้อมๆ กัน มันก็เป็นการยากที่นักบินจะตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยระบบเสียงแบบรอบทิศทางของ Terma เข้ามาแก้ปัญหาโดยการจำลองบรรยากาศจากสภาพเสียงจริง โดยมีการใส่ทิศทางที่มาของแต่ละเสียงให้นักบินแยกแยะได้อย่างชัดเจนผ่านชุดหูฟัง

โดยระบบการให้เสียงที่มีทิศทางของเสียงอย่างชัดเจนผ่านหูฟัง ทำให้สมองของนักบินสามารถลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการประมวลผลข้อมูล และช่วยชีวิตของนักบินให้รอดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้เลย ซึ่งถ้าเป็นระบบหูฟังธรรมดาที่ไม่มีการระบุทิศทางเสียงอย่างชัดเจน สมองของเราต้องเสียเวลาประมวลผลแยกแยะประเภทของเสียง หาตำแห่นงที่มาของเสียง และถึงจะสรุปได้ว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร

และด้วยระบบเสียงรอบทิศทางของ Terma ที่มีการชี้นำทิศทางของเสียงอย่างชัดเจน ทำให้นักบินสามารถระบุระดับความสำคัญของเสียงนั้น รวมถึงระบุตำแหน่งที่มาของเสียงได้ในแทบจะทันที โดยมีการอ้างอิงว่า ระบบเสียงแบบใหม่นี้ ทำให้นักบินรู้ตัวว่าโดนโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์ ได้เร็วกว่าการมองภาพจากหน้าจอในห้องนักบินถึง 1.5 วินาที ซึ่งเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของนักบินได้

โดยนักบินกล่าวว่า “ระบบเสียงของ Terma ทำให้นักบินรับรู้อันตรายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคอยฟังเสียงพูดจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการแสดงสัญญาณแบบ 2 มิติบนหน้าจอ”

โดยที่เครื่องบินรบแบบ A-10 นั้นไม่ได้มีความสามารถในการล่องหนเหมือนอย่างเครื่อง F-22 Raptor หรือเครื่อง F-35 Joint Strike Fighter ทำให้มันมีข้อจำกัดกับการใช้งานในบางภารกิจ ดังนั้นการเพิ่มระบบเสียง 3D เข้าไป ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเครื่องบินรบ A-10 ในสถานการณ์การรบที่ล่อแหลมได้

ที่มา : www.digitaltrends.com

สตาร์ตอัพจีนประกาศเดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่ Solid-state ให้พลังงานสูงกว่า Li-ion หลายเท่าตัว

สตาร์ตอัพจีนประกาศเดินเครื่องผลิตแบตเตอรี่ Solid-state ให้พลังงานสูงกว่า Li-ion หลายเท่าตัว

Qing Tao (Kunshan) Energy Development บริษัทสตาร์ตอัพด้านพลังงานของจีน สมาชิกแห่ง Chinese Academy of Sciences ประกาศเดินเครื่องการผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-state เป็นรายแรกในประเทศจีน มีแผนการลงทุนอยู่ที่ 1 พันล้านหยวน (ราว 4.7 พันล้านบาท)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แบตเตอรี่แบบ Solid-state ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการจัดเก็บพลังงานของยุคหน้า ที่จะเข้ามาแทนที่แบตเตอรี่ Li-ion ด้วยความสามารถในการพลังงานต่อน้ำหนักที่สูงกว่าแบตเตอรี่ Li-ion หลายเท่าตัว และในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Volkswagen, Toyota และ Dyson ต่างก็เริ่มหันมาใช้แบตเตอรี่ Solid-state กันแล้ว

โดยแบตเตอรี่ Solid-state ของบริษัท Qing Tao นั้นมีความหนาแน่นของพลังงาน (energy density) มากกว่า 400Wh/kg ในขณะที่แบตเตอรี่ Li-ion จะอยู่ที่แค่ 100-265Wh/kg เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ บริษัทฯ มีกำลังผลิตที่ 0.1GWh ต่อปี แต่จากข้อตกลงทางธุรกิจร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดดังกล่าวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จึงมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไปเป็น 0.7GWh ได้ภายในปี 2020
ที่มา : www.xinhuanet.com