คลังเก็บหมวดหมู่: สุทธิกานต์ ทองรักษ์

พระจันทร์ไม่ได้มีสีเดียวกันทั้งใบ! ช่างภาพถ่ายดวงจันทร์กว่า 150,000 รูป เพื่อหาสีที่แท้จริง

พระจันทร์ไม่ได้มีสีเดียวกันทั้งใบ! ช่างภาพถ่ายดวงจันทร์กว่า 150,000 รูป เพื่อหาสีที่แท้จริง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ที่เรามองไปยังพระจันทร์ดวงกลมๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืนทุกวัน บ้างก็เห็นเป็นสีขาวผ่อง บ้างก็เป็นสีเหลืองนวล บ้างก็เป็นสีส้ม แต่แท้จริงแล้วนั้น สีของพระจันทร์ที่เราเห็นเป็นเพียงชั้นบรรยากาศที่สะท้อนจากแสงของดวงอาทิตย์เท่านั้น ซึ่งช่างถ่ายภาพอวกาศ แอนดรูว์  แม็กคาร์ตนีย์ ได้สร้างรูปดวงจันทร์ที่โชว์สีพื้นผิวของมันอย่างแท้จริงจากรูปถ่ายของเขากว่า 150,000 รูป

พระจันทร์ไม่ได้มีสีเดียวกันทั้งใบ! ช่างภาพถ่ายดวงจันทร์กว่า 150,000 รูป เพื่อหาสีที่แท้จริง

ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ตัดแสงจ้าที่คลุมรอบดวงจันทร์ออกไป เผยให้เห็นแร่ธาตุต่างๆ บนพื้นผิวของดวงจันทร์ โดยพื้นที่สีฟ้าที่เห็นในภาพ เป็นบริเวณที่มีแร่ไททาเนี่ยมสูง ส่วนบริเวณสีส้มเป็นส่วนที่มีแร่ไททาเนียมต่ำ ซึ่ง แม็กคาร์ตนีย์ เสริมว่า “รูปถ่ายนี้แสดงให้เห็นว่า สีของดวงจันทร์จะเป็นอย่างไร ถ้าตาและสมองของเรามีการรับรู้ถึงสีที่มากพอ”

อุปกรณ์ที่ แม็กคาร์ตนีย์ ใช้ ประกอบไปด้วยกล้องดาราศาสตร์ ZWO ASI224MC ถ่ายดวงจันทร์ไปกว่า 142,000 ภาพ, กล้อง Sony a7 II อีก 2,000 ภาพ ซึ่งถ่ายด้วยเลนส์เทเลสโคป Orion XT10 ใช้งานร่วมกับเม้าท์ EQ6-R Pro จากนั้นนำรูปไปรวม (ซ้อนและเรียงต่อกัน) ในโปรแกรม AutoStakkert! และปรับแต่งภาพด้วย Photoshop โดยการปรับ Color ขึ้นไปถึงระดับ 11 และปรับแต่งเพิ่มเติมในส่วนของ Saturation, Contrast และ Sharpening

พระจันทร์ไม่ได้มีสีเดียวกันทั้งใบ! ช่างภาพถ่ายดวงจันทร์กว่า 150,000 รูป เพื่อหาสีที่แท้จริง
ภาพซูมให้เห็นสีและรายละเอียดชัดขึ้น

ส่วนที่ต้องถ่ายรูปหลายๆ ชอตนั้น นอกจากต้องการที่จะให้ได้ภาพที่ละเอียดพอแล้ว แม็กคาร์ตนีย์ ยังต้องถ่ายชอตเดิมซ้ำๆ เพื่อหลบเลี่ยงจากการโฟกัสชั้นบรรยากาศบนดวงจันทร์ และกำจัดจุดรบกวนที่เกิดขึ้นจากเซ็นเซอร์ของตัวกล้องอีกด้วย และความอดทนของเขา ก็ทำให้ภาพนี้สมบูรณ์แบบ

โดยก่อนหน้านี้ แม็กคาร์ตนีย์ ได้เคยสร้างรูปดวงจันทร์ที่ความละเอียดสูงถึง 81 ล้านพิกเซล จากรูปถ่ายดวงจันทร์ของเขากว่า 50,000 รูปมาแล้ว โดยรูปในก่อนหน้าเป็นการโชว์ให้เห็นว่า รายละเอียดของดวงจันทร์เป็นอย่างไร หากเรามีสายตาที่คมชัดพอ

พระจันทร์ไม่ได้มีสีเดียวกันทั้งใบ! ช่างภาพถ่ายดวงจันทร์กว่า 150,000 รูป เพื่อหาสีที่แท้จริง
ผลงานดวงจันทร์ก่อนหน้าของ แม็กคาร์ตนีย์

ที่มา : https://news.thaiware.com/15944.html

นักวิจัย MIT โชว์สิ่งประดิษฐ์ใหม่! หุ่นยนต์ 4 ขา ตีลังกากลับหลังได้

นักวิจัย MIT โชว์สิ่งประดิษฐ์ใหม่! หุ่นยนต์ 4 ขา ตีลังกากลับหลังได้

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้เผยสิ่งประดิษญ์ล่าสุดของพวกเขา ที่มีชื่อว่า Mini Cheetah ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเป็นสัตว์ 4 ขาตามชื่อของมัน ซึ่งความสามารถของหุ่นตัวนี้ ก็คือมันสามารถ เดิน, วิ่ง และ…ตีลังกากลับหลังได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Mini Cheetah ไม่ใช่หุ่นตัวแรกที่มีการเคลื่อนไหวที่มหัศจรรย์ แต่ก่อนหน้านี้ก็มี Atlas Robot หุ่นยนต์ 2 ขา ที่สามารถกระโดดไปบนลังที่มีตำแหน่งและความสูงแตกต่างกันได้ แต่สำหรับการกระโดดตีลังกากลับหลังของ Mini Cheetah ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาอยู่พอสมควรเช่นกัน

โดยลักษณะการตีลังกา เจ้าหุ่นยนต์ Mini Cheetah จะทำการย่อขาหน้าทั้ง 2 ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นไปกลับตัวกลางอากาศ ก่อนที่จะลงสู่พื้นด้วย 4 ขา และปรับสมดุลให้กับตัวเองกลับมายืนปกติได้ โดยตัวหุ่นมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 9 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่พอเหมาะกับการทำให้หุ่นสามารถดีดตัวตีลังกา และลงสู่พื้นได้โดยไม่มีส่วนใดเสียหาย ขาทั้ง 4 ข้างของตัวหุ่นยนต์ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ทำให้ขาทั้ง 4 ข้างสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

โดยหัวหน้าทีมพัฒนาอย่าง Benjamin Katz ได้อธิบายไว้ว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ สามารถปรับแรงเท้าได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เวลาวิ่ง เท้าของหุ่นยนต์จะสัมผัสพื้นประมาณ 150 มิลลิวินาทีเท่านั้น โดยกระบวนการที่เพิ่มแรงเท้า ปรับแรงให้สมดุล และลดแรงเพื่อยกเท้าขึ้น สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Sangbae Kim หนึ่งในทีมพัฒนาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาหวังจะให้มีการแข่งวิ่งวิบากด้วยหุ่นยนต์สุนัข โดยให้แต่ละทีมควบคุม Mini Cheetah ด้วยอัลกอริทึ่มที่แตกต่างกัน และดูว่ากลยุทธ์ไหนได้ผลดีที่สุด ซึ่งจะเป็นทางลัดที่ดีในการทำการวิจัยนี้

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15962.html

นักวิจัย MIT โชว์สิ่งประดิษฐ์ใหม่! หุ่นยนต์ 4 ขา ตีลังกากลับหลังได้

นักวิจัย MIT โชว์สิ่งประดิษฐ์ใหม่! หุ่นยนต์ 4 ขา ตีลังกากลับหลังได้

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้เผยสิ่งประดิษญ์ล่าสุดของพวกเขา ที่มีชื่อว่า Mini Cheetah ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเป็นสัตว์ 4 ขาตามชื่อของมัน ซึ่งความสามารถของหุ่นตัวนี้ ก็คือมันสามารถ เดิน, วิ่ง และ…ตีลังกากลับหลังได้

Mini Cheetah ไม่ใช่หุ่นตัวแรกที่มีการเคลื่อนไหวที่มหัศจรรย์ แต่ก่อนหน้านี้ก็มี Atlas Robot หุ่นยนต์ 2 ขา ที่สามารถกระโดดไปบนลังที่มีตำแหน่งและความสูงแตกต่างกันได้ แต่สำหรับการกระโดดตีลังกากลับหลังของ Mini Cheetah ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาอยู่พอสมควรเช่นกัน

โดยลักษณะการตีลังกา เจ้าหุ่นยนต์ Mini Cheetah จะทำการย่อขาหน้าทั้ง 2 ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นไปกลับตัวกลางอากาศ ก่อนที่จะลงสู่พื้นด้วย 4 ขา และปรับสมดุลให้กับตัวเองกลับมายืนปกติได้ โดยตัวหุ่นมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 9 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่พอเหมาะกับการทำให้หุ่นสามารถดีดตัวตีลังกา และลงสู่พื้นได้โดยไม่มีส่วนใดเสียหาย ขาทั้ง 4 ข้างของตัวหุ่นยนต์ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ทำให้ขาทั้ง 4 ข้างสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

โดยหัวหน้าทีมพัฒนาอย่าง Benjamin Katz ได้อธิบายไว้ว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ สามารถปรับแรงเท้าได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เวลาวิ่ง เท้าของหุ่นยนต์จะสัมผัสพื้นประมาณ 150 มิลลิวินาทีเท่านั้น โดยกระบวนการที่เพิ่มแรงเท้า ปรับแรงให้สมดุล และลดแรงเพื่อยกเท้าขึ้น สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Sangbae Kim หนึ่งในทีมพัฒนาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาหวังจะให้มีการแข่งวิ่งวิบากด้วยหุ่นยนต์สุนัข โดยให้แต่ละทีมควบคุม Mini Cheetah ด้วยอัลกอริทึ่มที่แตกต่างกัน และดูว่ากลยุทธ์ไหนได้ผลดีที่สุด ซึ่งจะเป็นทางลัดที่ดีในการทำการวิจัยนี้

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15962.html

SeaBubbles เรือไฟฟ้าไฮโดรฟอยล์เหนือน้ำจาก Tesla ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า

SeaBubbles เรือไฟฟ้าไฮโดรฟอยล์เหนือน้ำจาก Tesla ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Tesla แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก ล่าสุดได้ผลิตเรือยนต์ไฟฟ้า Hydrofoil ที่ใช้ชื่อว่า SeaBubbles ออกมา ซึ่งถูกสร้างร่วมกันโดย Alain Thébault ดีไซน์เนอร์ผู้เชี่ยวชาญการสร้างเรือไฮโดรฟอยล์ และ Anders Bringdal แชมป์วินเซิร์ฟ 4 สมัย

โดยก่อนหน้านี้ ทางบริษัทฯ ตั้งใจว่า เรือไฟฟ้าลอยน้ำนี้ จะเป็นแท๊กซี่ทางน้ำ วิ่งไปตามแม่น้ำแซน (Seine) ประเทศฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นโปรเจคดังกล่าวก็ถูกเปลี่ยนเป็นการขายให้กับลูกค้าแบบส่วนตัวแทน โดยโปรเจคนี้ มีการระดุมทุนไปกว่า 14 ล้านเหรียญ จากแบรนด์ Parrot ผู้ผลิตโดรนและองค์กรต่างๆ มากมาย

โดยเรือ SeaBubbles ในรุ่นต้นแบบ มีความเร็วการออกตัวอยู่ที่ 6 น็อต และทำความเร็วได้ 15 น็อต ซึ่งในรุ่นสมบูรณ์ ทางบริษัทฯ ตั้งใจว่าจะให้เรือไฟฟ้าดังกล่าว สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ 16 น็อต และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 20 น็อต ส่วนเวลาการใช้งานนั้น ในรุ่นต้นแบบ สามารถใช้งานได้ 1.5 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จถึง 5 ชั่วโมงด้วยกัน แต่ในรุ่นสมบูรณ์ จะถูกทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 2.5 ชั่วโมง และ ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้นอีก 35 นาที

โดยนอกจากความไฮเทคแล้ว เรือไฟฟ้า ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นสมาร์ทๆ อย่างเซ็นเซอร์วัดกระแสน้ำ และระบบปรับสมดุลให้ตัวเรืออีกด้วย ทำให้หน้าที่ของกัปตันเหลือแค่เพียงการบังคับทิศทางเท่านั้น

สำหรับราคาของ SeaBubbles อยู่ที่ 200,000 เหรียญ หรือประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ได้ถูกเลย แต่ถ้าเทียบกับเรือปกติที่เสียค่าเชื้อเพลิงประมาณชั่วโมงละ 70-130 เหรียญ เรือไฟฟ้าลำนี้ กลับมีค่าเชื้อเพลิงจากไฟฟ้าเพียง 2 เหรียญต่อชั่วโมงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าที่ต้องการเรือลำนี้ ทั้งในรัสเซีย รอตเตอร์ดัม และอัมสเตอร์ดัม โดยการขายครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัญอเมริกา และลูกค้านิรนามรายนี้ ก็ซื้อเรือดังกล่าวไปถึง 10 ลำเลยทีเดียว โดยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ จะเน้นไปที่การพัฒนาแบตเตอรี่ก่อน ที่จะถึงเวลาจำหน่ายจริงก่อนถึงกลางปีนี้

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15844.html

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในปี 2017 ป่าไม้ และต้นไม้ถูกทำลายไปกว่า 15.8 ล้านเฮคเตอร์ (158,000 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งทำให้ปีนั้นครองตำแหน่งความเลวร้ายเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ที่สูญเสียทรัพยากรต้นไม้เป็นอย่างมาก เมื่อได้รับรู้เรื่องที่น่าเลวร้ายนี้ เราไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย และรู้สึกถึงความสิ้นหวังมากในอนาคตของโลกเรา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งล้มเลิกความคิดเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งที่เลวร้ายเข้ามา แต่เชื่อเถอะว่า ยังมีเรื่องราวดีๆ ให้เราได้ชื่นใจ รายละเอียดตามบทความดังต่อไปนี้เลย


1. แม้แต่ต้นไม้เพียงแค่ต้นเดียวก็ยังมีความสำคัญต่อธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @zarbang เว็บไซต์ Reddit

ต้นไม้ที่อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ได้รับการปกป้องโดยการตัดถนนอ้อมผ่านมันไป แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ควรสิ้นหวังในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก


2. การปลูกป่าครั้งใหญ่โดยองค์กร Instituto Terra

ในตลอดระยะเวลา 18 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากองค์กร Instituto Terra

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีทรัพยากรต้นไม้สักเท่าไหร่ แต่พอหลายปีผ่านไป กลับเต็มไปด้วยธรรมชาติสีเขียวขจีที่สวยงาม โดยทีมจาก Instituto Terra ที่เป็นองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ผืนป่าเหล่านี้เกิดขึ้นมา


3. เราไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติเพื่อสร้างกำแพง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ computerguy2.wordpress.com


4. เปลี่ยนภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

ให้กลับคืนสู่ป่าไม้สวรรค์สีเขียว

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @renaturefoundation / Instagram


5. มันถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @natasha / Flickr

นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น เราพยายามสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยอาจไม่เคยเหลียวแลผลกระทบที่เกิดกับธรรมชาติ


6. เปลี่ยนทะเลทรายในประเทศเฮติ ให้เป็นป่าภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


7. หลังจาก 16 ปีที่ผ่านไป กากจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำส้มที่ถูกลำเลียงมาโดยรถบรรทุก 1,000 คัน ได้ชุบชีวิตป่าฝนในประเทศคอสตาริกาอีกครั้ง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Princeton Environmental Institute / Facebook


8. การปลูกป่าของ Eden Project ในมาดากัสการ์หลังจากผ่านไป 6 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


9. ไม่มีอะไรคงอยู่ได้นานกว่าต้นไม้ในบ้านของคุณ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @cadavalsolamorales / Instagram


10. ต้นไม้มีโอกาสเกิดได้ทุกที่

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @El_Ciudadano / Twitter


11. ไม่มีปัญหาใดยากเกินไป ถ้ามีความตั้งใจ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @lerdnord เว็บไซต์ Reddit


12. ต้นไม้ในบ้าน ที่สามารถอยู่ด้วยกันได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก @gaybistan / Tumblr


13. อาคารอพาร์ทเมนท์ไม่ได้มีแค่เพียงคอนกรีต

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @stefanoboeriarchitetti / Instagram


14. ต้นไม้สามารถเติบโตได้ทุกที่ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Swingguitars เว็บไซต์ Imgur


15. สถาปนิกที่มีความสามารถในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @eaglesai.arc / Instagram


16. แม้ในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขื้นมาเลย แต่ดอกไม้นี้ก็ยังงดงาม

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia


17. บนผืนดินอันแห้งแล้งในประเทศเฮติ แต่พวกเขาก็ยังปลูกต้นไม้ขึ้นมาได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


18. บ้านทรงกระบอกที่มีต้นไม้ยักษ์อยู่ตรงกลางของบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Aibek Almasov / Facebook


19. เมื่อต้นไม้ มีคุณค่ากว่ารั้วบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @smallstone / Imgur


20. ซุ้มมะม่วงต้นยักษ์ที่ยืนหยัดมาได้ 100 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @ashish_sawant / Instagram

ที่มา : https://news.thaiware.com/15753.html

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ในช่วงเวลานี้ ทางฝั่งองค์กรด้านอวกาศของจีน โดดเด่นมากๆ กับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรถสำรวจอวกาศ Chang’e-4 ลงจอดและทำการสำรวจบนด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา) มีการทดลองปลูกพืชบนดวงจันทร์ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วการปลูกพืชจะล้มเหลวลงในเวลาอันรวดเร็ว และความเคลื่อนไหวล่าสุด กับภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่รวมดวงจันทร์แบบเต็มดวง และโลกอยู่ร่วมช็อตเดียวกัน เป็นผลงานภาพถ่ายจากดาวเทียม Longjiang-2 ที่โคจรรอบดวงจันทร์ คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่า

ส่วนทางฝั่ง NASA หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษก่อนกับโครงการ Apollo ดูเหมือนว่า ดวงจันทร์จะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาให้ความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งโครงการ Apollo นั้นชัดเจนว่าเป็นโครงการที่ดูแล และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่สถานการณ์ในตอนนี้ มีหลายๆ สิ่งเปลี่ยนไป และการร่วมมือกับชาติอื่น หรือองค์กรธุรกิจที่สนใจด้านการสำรวจอวกาศนั้น กลายเป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับ NASA เพื่อให้โครงการด้านการสำรวจอวกาศดำเนินต่อไปได้

และในตอนนี้ NASA ได้เตรียมการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในทศวรรษหน้า และหน่วยงานด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา ได้แสวงหาความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีด้านอวกาศรูปแบบใหม่ ที่ทำให้การเดินทางในห้วงอวกาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น และยังสามารถเดินทางได้บ่อยๆ อีกด้วย

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

โดยการโพสต์ข้อความของทาง NASA ระบุว่า พวกเขายินดีต้อนรับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อการสร้างจรวดหรือระบบยานอวกาศ ที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อนำนักบินอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์ และพาพวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดย NASA ต้องการสร้างระบบการเดินทางที่ยั่งยืน “เพื่อการเดินทางไป และกลับจากดวงจันทร์” โดยทาง NASA ระบุถึงความจำเป็นในการมี Gateway

โดยที่ Gateway เป็นสถานีอวกาศที่อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ โดยมีหน้าที่เป็นจุดพักของมนุษย์ที่จะเดินทางไปยังพื้นผิวของดวงจันทร์ และเป็นจุดพักของมนุษย์ที่เดินทางกลับมาจากดวงจันทร์ ก่อนที่จะกลับโลกอีกด้วย ซึ่ง Gateway จะมีขนาดเล็กกว่า สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station (ISS) แต่ลูกเรือต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวๆ ถึง 3 เดือนต่อครั้งเลยทีเดียว

ด้วยการมี Gateway จะทำให้การส่งมนุษย์ไปแวะเวียนเพื่อทำการสำรวจต่างๆ บนดวงจันทร์เป็นอะไรที่ง่ายมากๆ โดยที่นักบินอวกาศ สามารถเก็บวัตถุดิบจากผิวดวงจันทร์เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ด้วย

แนวคิดของทาง NASA อยู่เหมือนยังเป็นไอเดียเริ่มต้น แต่ทาง NASA ก็พยายามเริ่มหมุนฟันเฟืองนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมี SpaceX เป็นพันธมิตรหลักในช่วงเริ่มต้น และการร้องหาความร่วมมือจากองค์กรธุรกิจ นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขององค์การด้านการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกา และมันน่าจะช่วยเร่งความเร็วให้ NASA ในการส่งคนกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะเป็นการส่งคนไปดวงจันทร์ได้บ่อยๆ อีกด้วย

ที่มา : https://news.thaiware.com/15783.html

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายที่สามารถบันทึกดวงจันทร์ และโลกให้มาอยู่ร่วมในช็อตเดียวกัน นั้นเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าภาพถ่ายใบล่าสุดนี้ โดยผลงานภาพถ่ายแบบชัดๆ นี้เป็นของดาวเทียมจีน Longjiang-2 ที่ถ่ายภาพนี้จากด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยไฟล์ภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มีขนาด 16 กิโลไบต์ ถูกส่งกลับมายังโลกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ระบบสัญญาณวิทยุที่มีชื่อว่า Dwingeloo ที่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้เวลาในการโอนไฟล์ 20 นาที

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ดาวเทียมได้ส่งภาพถ่ายที่มีดวงจันทร์และโลกร่วมอยู่ในช็อตเดียวกันกลับมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพใหม่นี้ดูน่าตื่นตากว่า เพราะเป็นมุมที่เห็นดวงจันทร์แบบเต็มดวง

Dwingeloo Telescoop@radiotelescoop

This photo of Earth and the Lunar farside, maybe our best ever, was taken yesterday by the Chinese Lunar satellite DSLWP-B (Longjiang-2). The Dwingeloo telescope downloaded the photo from the satellite this morning. More info at https://www.camras.nl/en/blog/2018/precious-earth-and-lunar-far-side/ 

2,668 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้

 

ภาพถ่ายแรกจากเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีเสี้ยวหนึ่งของดวงจันทร์อยู่ในฉากหน้า ซึ่งเป็นมุมภาพที่ทำให้นึกถึงภาพถ่ายจากโครงการ Apollo ของทาง NASA

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

การเดินทางของดาวเทียม

ดาวเทียม Longjiang-2 ของจีนเคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ในเดือนมิถุนายน 2018 เคียงคู่กับดาวเทียมรุ่นน้องที่มีชื่อว่า Queqiao โดยดาวเทียม Queqiao มีบทบาทสำคัญในในภารกิจส่งยานสำรวจลงจอดบนดวงจันทร์ และทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลกับ รถสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-4 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อช่วงต้นปี

โดยที่ดาวเทียม Longjiang-1 สูญเสียการติดต่อกับฐานควบคุมบนโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018

และในขณะนี้ทั้งดาวเทียม Queqiao และ Longjiang-2 ยังคงอยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพราะฉะนั้นน่าจะมีภาพถ่ายในมุมสวยๆ ส่งมาให้เราได้ดูกันอีกอย่างแน่นอน

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15774.html

 

AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence) สามารถเล่นหมากรุก ขับรถ วินิจฉัยโรค ตัวอย่างก็เช่น AlphaGO (ระบบ AI เล่นกระดานหมากล้อม) ของ Google DeepMind เรื่อยไปจนถึงระบบรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM

โดยระบบปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ ถูกจัดประเภทให้เป็น Artificial Narrow Intelligence (ANI) ระบบสมองของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถคิดวิเคราะห์ในบางเรื่องได้ ซึ่งจัดว่าเป็นระบบ AI ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ได้เจอ หรือได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน และมีการใช้งานที่แพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในขณะที่ระบบ AI ขั้นพื้นฐานเริ่มแสดงความสามารถของมันออกมาเรื่อยๆ มนุษย์ก็เริ่มเห็นปัญหา ตัวอย่างเช่นในเคสที่รถยนต์ไร้คนขับ เกิดพุ่งชนคนเดินถนนเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทำให้คนเดินถนนถึงกับเสียชีวิต และยังคงมีการสืบสวนถึงสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้


AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

ระบบปัญญาประดิษฐ์ในยุคถัดไป

ความสามารถ ประสิทธิภาพ ความท้าทาย และความเสี่ยงของระบบ AI สำหรับโลกยุคใหม่ จะต้องเป็นอะไรที่สูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน

โดยระบบปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ที่ฉลาดกว่า AI ที่เราได้สัมผัสกันในปัจจุบันนั้นมีชื่อว่า Artificial General Intelligence (AGI) มันมีพลังการประมวลผลในระดับก้าวหน้า และมีสติปัญญาในระดับที่เทียบเท่ากับมนุษย์เลย ระบบ AGI นั้นสามารถเรียนรู้ แก้ปัญหา รู้จักการดัดแปลง และสามารถพัฒนาองค์ความรู้ หรือทักษะของตัวเองได้ด้วย

และที่สำคัญคือ พวกมันสามารถทำงานได้หลากหลายกว่าที่เราออกแบบให้มันทำ

พวกมันสามารถเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ในความเร็วระดับก้าวกระโดด พูดง่ายๆ คือมันเรียนรู้ที่จะทำอะไรใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ที่สร้างพวกมันขึ้นมาเสียอีก และการเปิดตัว AGI ก็จะทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ก้าวข้ามไปสู่ความเป็น Artificial Super Intelligence (ASI) อย่างรวดเร็ว

แต่ในขณะนี้ ระบบ AGI ที่สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบยังไม่ปรากฏตัว แต่ก็การคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงในช่วงปี 2029 หรืออาจต้องรอไปอย่างยาวนานจนถึงช่วงปลายศตวรรษนี้ และสิ่งที่แน่นอนคือ ไม่ว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่าเดิมหรือ AGI จะเข้ามามีบทบาทอย่างแน่นอน และเมื่อมันเกิดขึ้น ความกังวลก็คือ ในเมื่อมันจะฉลาดกว่ามนุษย์เสียอีก แล้วเราจะควบคุมมันได้อย่างไร?


ความเสี่ยงในการรับมือกับ AGI

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า AGI จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน

ด้วยรูปแบบการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลายของ AGI นั้นก็มี อาทิ การหาหนทางรักษาโรค, แก้ปัญหาที่ซับซ้อนท้าทายต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ อย่างเช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

และหากเราล้มเหลวในการควบคุมเทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่มีความฉลาดเทียบเท่า หรือฉลาดกว่าเรา แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือหายนะ

โดยผู้ที่ฉายภาพให้เห็นภัยคุกคามจากระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ ที่กระทำต่อมนุษย์ได้ชัดเจน และใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดต้องยกให้คุณ Max Tegmark ซึ่งเป็นศาสตราจารย์จากสถาบัน MIT เจ้าของผลงานหนังสือ Life 3.0: Being Human in the Age of Artificial Intelligence ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า ความเสี่ยงเริ่มปรากฏตัวด้วยความจริงที่ว่า ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความฉลาดมากๆ นี้ สามารถค้นหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการทำสิ่งต่างๆ และมันสามารถปรับแต่งแก้ไขกลยุทธเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และมันยังฉลาดถึงขั้นที่สามารถตั้งเป้าหมายของตัวเองได้อีกด้วย


ลองคิดถึงกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • ระบบ AGI ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้รับมือกับโรคเอดส์ มันตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาด้วยการฆ่ามนุษย์ทุกคนที่เป็นพาหะของโรคนี้ หรือระบบ AGI ที่มีหน้าที่ในการรับมือกับโรคมะเร็ง ตัดสินใจฆ่าทุกคนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดมะเร็งไปยังลูกหลาน
  • ระบบ AGI ที่ฝังตัวอยู่ในโดรนทางการทหาร ตัดสินใจว่ามีเพียงวิธีการเดียวที่จะการันตีว่าศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน นั้นจะถูกทำลายจนหมดสิ้น ด้วยการฆ่าผู้คนในชุมชนนั้นทุกคน
  • ระบบ AGI ที่ได้รับหน้าที่ปกป้องดูแลสภาพแวดล้อม ตัดสินใจว่ามีวิถีทางเดียวที่จะชลอ หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยการทำลายเทคโนโลยี และทำลายมนุษย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้สภาพแวดล้อมแย่ลง

สถาการณ์เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกจากระบบ AGI อาจจะเป็นอันตรายกับมนุษย์แล้ว มันก็ยังมีแนวโน้มที่จะต่อสู้กันเอง หากเป้าหมายหรือผลประโยชน์ไม่ตรงกัน โดยไม่สนใจเลยว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างพวกมันขึ้นมา

นอกจากความเสี่ยงที่ AGI จะคิดดำเนินการที่เป็นความเสี่ยงต่อมนุษย์ด้วยตัวของมันเองแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ AGI จะถูกนำไปใช้งานผิดรูปแบบ อย่างเช่นถูกใช้งานโดยผู้ก่อการร้าย รวมถึงการโจมตีระบบปัญญาประดิษฐ์โดยแฮกเกอร์

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การตรวจสอบและเฝ้าดูการทำงานของระบบ AGI โดยมีมนุษย์เป็นผู้ทำการตรวจสอบ นั้นก็เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการออกแบบและจัดการ เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้งาน AGI


AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

แล้วจะควบคุม AGI ได้อย่างไร?

ถึงแม้จะ AGI จะมีความคิดไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ แต่การควบคุม AGI นั้นไม่ได้ง่ายๆ หรือตรงไปตรงมาเหมือนอย่างการตรวจสอบ หรือเฝ้าดูพฤติกรรมมนุษย์

มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ควบคุมพฤติกรรมของเรา อาทิ สติ อารมณ์ และค่านิยมทางศีลธรรม แต่ระบบ AGI ไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถควบคุม หรือตรวจสอบพฤติกรรมของพวกมันในลักษณะเดียวกับที่ทำกับมนุษย์ได้

และเพื่อการสร้างระบบ AGI ที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับมนุษย์ จำเป็นต้องมีการควบคุมใน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อการสร้างระบบ AGI ที่ปลอดภัย ผู้ออกแบบและผู้พัฒนาระบบ ต้องสร้างช่องทางเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าควบคุมพวกมันได้อย่างเหมาะสม
  2. ควรใส่กลไกการควบคุมตนเองเข้าไปในระบบ AGI ได้แก่ สามัญสำนึก, คุณธรรม, ขั้นตอนการดำเนินงานที่เหมาะสม, กฎการตัดสินใจ และอื่นๆ
  3. กำหนดขอบเขตการทำงานของระบบ AGI ให้ชัดเจน อาทิ ข้อบังคับ, หลักปฏิบัติ, ขั้นตอนการดำเนินงาน ต้องมีวิธีตรวจสอบการทำงานของ AGI ให้ชัดเจน

ต้องทำเดี๋ยวนี้ อย่ารอให้สายเกิน

การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ของการใช้งานระบบ AGI นั้นก็มีหลายสถาบันกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเรายังต้องจริงจังให้มากกว่านี้อีก

แม้แต่ผู้นำในโลกเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk ได้เคยออกมาเตือนเกี่ยวกับ “วิกฤตการดำรงอยู่” เมื่อมนุษย์ต้องรับมือกับระบบ AI ที่ก้าวหน้า และฉลาดมากๆ และเขายังพูดถึงเรื่องการเข้าควบคุมการทำงานของระบบ AI อย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะสายเกินไป

โดยในทศวรรษหน้าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่มนุษย์มีโอกาสที่จะสร้างระบบ AGI ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับสังคม และมนุษยชาติได้ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่ทันระมัดระวังตัว และปล่อยให้เทคโนโลยีระบบสมองกล AGI ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ใส่ใจจะตรวจสอบ ก็อาจจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลย หากเหล่าสมองกลเห็นว่าพวกเราเป็นส่วนเกิน หรือเป็นตัวอันตรายที่ต้องโดนกำจัดทิ้ง

แล้วคุณผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าการที่มนุษย์อาจถึงขั้นสูญพันธุ์ หรือตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทำลายโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่า อย่าง AGI นั้นเป็นเรื่องที่อาจกลายเป็นความจริงในวันหนึ่งได้หรือไม่? หรือเป็นเพียงความเพ้อฝันในนิยาวิทยาศาสตร์

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15727.html

เรือหุ่นยนต์ยิงจรวดได้ ท่องไปในมหาสมุทรโดยที่ไม่ต้องมีคนอยู่บนเรือ เพื่องานด้านวิทยาศาสตร์

เรือหุ่นยนต์ยิงจรวดได้ ท่องไปในมหาสมุทรโดยที่ไม่ต้องมีคนอยู่บนเรือ เพื่องานด้านวิทยาศาสตร์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อหนึ่งในชาติระดับมหาอำนาจของโลก สร้างเรือหุ่นยนต์ที่สามารถยิงจรวดได้ แน่นอนว่าย่อมทำให้ทั่วโลกจับตามอง และแน่นอนว่านี่คือเทคโนโลยีล่าสุดที่จีนทำออกมา แต่เรือลำนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกป้องเขตแดน หรือการป้องกันผู้บุกรุก หรือการทำสงครามแต่อย่างใด

เจ้าเรือหุ่นยนต์ลำนี้ ได้ถูกออกแบบและใช้งานโดยนักวิทยาศาสตร์จีน และหน้าที่ของมันคือการดูแลเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก แทนที่จะเป็นเป้าหมายทางการทหาร โดยเรือหุ่นยนต์ไร้คนขับลำนี้ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดเพื่อนำส่งอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเครื่องมือในการวิจัยตรวจสอบสภาพอากาศ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ และการล่องเรือครั้งแรกของมันกลายเป็นข่าวใหญ่ในบนสื่อ Advances in Atmospheric Sciences

โดยบนเรือหุ่นยนต์ที่ออกเดินทางในท้องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่นี้ ไม่มีมนุษย์อยู่บนเรือแม้แต่เพียงคนเดียว และมันถูกระบุประเภทให้เป็น เรือไร้มนุษย์กึ่งดำน้ำ หรือ Unmanned Semi-Submersible Vehicle (USSV) ถูกสร้างโดยสถาบันฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศ หรือ Institute of Atmospheric Physics และเรือลำนี้ถูกควบคุมจากระยะไกล ทำให้มันเราสามารถควบคุมมันได้ดีกว่าทุ่นลอยในทะเล และมีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าบอลลูนตรวจสภาพอากาศ

ด็อกเตอร์ Jun Li ผู้เขียนร่วมของงานวิจัยชิ้นนี้ เขียนรายงานเอาไว้ว่า “เรือไร้คนขับแบบกึ่งดำน้ำนี้ เป็นตัวต้นแบบของอุปกรณ์เฝ้าตรวจตราสภาพแวดล้อมและอุตุนิยมวิทยาทางทะเล และข้อมูลที่ไดจากการปล่อยจรวจที่นำพาเซ็นเซอร์ตรวจสภาพอากาศขึ้นไป นั้นจะทำให้การพยากรณ์อากาศบนพื้นที่ทะเล และโซนชายฝั่งมีความแม่นยำมากขึ้น”

เรือหุ่นยนต์ยิงจรวดได้ ท่องไปในมหาสมุทรโดยที่ไม่ต้องมีคนอยู่บนเรือ เพื่องานด้านวิทยาศาสตร์

เรือหุ่นยนต์ลำนี้คือแนวคิดในการสร้างเครื่องมือสำรวจที่สามารถโยกย้ายตำแหน่งของตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีมนุษย์ไปรอนแรมอยู่บนเรือ และทีมงานก็ทำสำเร็จด้วยการพิสูจน์ว่า เรือหุ่นยนต์นั้นเป็นเครื่องมือใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับการสำรวจสภาพอากาศทางทะเล

ก้าวต่อไป คือการสร้างกองเรือหุ่นยนต์ เพื่อให้ครอบคลุมน่านน้ำมหาสุมทร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดยปกติแล้ว มันยากที่จะตรวจสอบสภาพอากาศ และมีประโยชน์มากสำหรับการตรวจจับภัยคุกคามอย่างเช่นพายุไต้ฝุ่นที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทร

โดยคุณ Hongbin Chen ซึ่งเป็นหัวหน้าของโครงการวิจัยนี้กล่าวว่า “พวกเราได้สร้างเรือหุ่นยนต์ยุคใหม่ ที่สามารถนำพาเซ็นเซอร์หลากหลายรูปแบบเพื่อการสำรวจในเชิงวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งรวมถึง สภาพความเป็นตัวนำ (Conductivity), อุณหภูมิ, ความลึก, เครื่องวัดกระแสน้ำด้วยคลื่นเสียง (Acoustic Doppler current profiler), อุณหภูมิน้ำ, ความเร็วกระแสน้ำ, ความสูง และทิศทางของคลื่น”

และเครือข่ายของเรือหุ่นยนต์ จะทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพอากาศของมหาสมุทร เพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยพิบัติสำหรับผู้คนที่อยู่บนชายฝั่ง และผู้คนที่อยู่บนเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15736.html

ค้นพบใหม่ อุปกรณ์เปลี่ยนสัญญาณ Wi-Fi เป็นพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานใหม่อุปกรณ์อัจฉริยะ

ค้นพบใหม่ อุปกรณ์เปลี่ยนสัญญาณ Wi-Fi เป็นพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานใหม่อุปกรณ์อัจฉริยะ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลายคนน่าจะคิดตรงกันว่า การที่เราต้องเสียบสายชาร์จโทรศัพท์มือถือเป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆ เพราะระหว่างที่เสียบสายอยู่จะเอามือถือไปใช้งานที่ไหนก็ไม่ได้ แต่นวัตกรรมใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล (หรือเปล่า?) เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างอุปกรณ์ที่สามารถบิดงอได้ และมันสามารถสะสมพลังงานจากสัญญาณ Wi-Fi และไม่ใช่แค่เก็บสะสมเท่านั้น มันยังสามารถแปลงสัญญาณ Wi-Fi ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเป็นแหล่งพลังงานให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเสียบสาย ไม่ต้องง้อแบตเตอรี่

โดยอุปกรณ์ที่มีการสร้างขึ้นมาใหม่นี้มีชื่อว่า Rectenna ซึ่งเป็นคำสรุปย่อของ ‘Rectifying antenna’ หรือ ‘เสาอากาศเปลี่ยนพลังงาน’ มันเป็นเสาอากาศที่สามารถเปลี่ยนพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้เป็น ไฟฟ้ากระแสตรง หรือไฟฟ้า DC (Direct Current)

ค้นพบใหม่ อุปกรณ์เปลี่ยนสัญญาณ Wi-Fi เป็นพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานใหม่อุปกรณ์อัจฉริยะ

ความแตกต่างระหว่างไฟฟ้ากระแสตรง DC ที่ระดับแรงดันคงที่ตลอด กับไฟฟ้ากระแสสลับ AC ที่ระดับแรงดันมีการแกว่งขึ้นลง

โดยอุปกรณ์ Rectenna จากทีมที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน MIT และ Technical University of Madrid จากประเทศสเปน ได้ใช้เสาอากาศขนาดเล็กเพื่อดักจับคลื่นความถี่วิทยุ (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งคลื่น Wi-Fi นั้นก็เป็นคลื่นความถี่วิทยุแบบหนึ่งเช่นกัน แต่คลื่นวิทยุเหล่านี้ จะมีลักษณะเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ หรือไฟฟ้า AC (Alternating Current)

โดยคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับ AC จากเสาเอาอากาศ จะถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง DC ด้วยอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ ซึ่งไฟฟ้ากระแสตรง สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย โดยพลังงานไฟฟ้าที่อุปกรณ์นี้สามารถผลิตได้นั้นมีขนาดที่เล็กเพียง 40 ไมโครวัตต์ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการใช้งานกับหลอดไฟ LED หรือชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่กินพลังงานต่ำ

ค้นพบใหม่ อุปกรณ์เปลี่ยนสัญญาณ Wi-Fi เป็นพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานใหม่อุปกรณ์อัจฉริยะ

อุปกรณ์ Rectenna

ขอบคุณภาพประกอบจากวารสาร Nature

และด้วยความที่อุปกรณ์ Rectenna นั้นสามารถบิดงอได้ ทำให้รองรับการติดตั้งบนพื้นที่ที่หลากหลาย อย่างเช่นบนวอลล์เปเปอร์ของห้อง หรือแม้แต่การติดตั้งในอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กอย่างสมาร์ทโฟน รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องฝังเข้าไปในร่างกาย หรือเซ็นเซอร์ทางการแพทย์ที่มนุษนย์สามารถกลืนเข้าไปในร่างกายได้

โดยคุณ Jesús Grajal ซึ่งเป็นวิศวกรจากสถาบัน Technical University of Madrid กล่าวว่า “ข้อดีคืออุปกรณ์นี้ทำให้เราไม่ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ทำให้มันปลอดภัยสำหรับการใช้งานในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงกับการเสียชีวิตเพราะเกิดการรั่วไหลของสารลิเธี่ยมที่อยู่ในแบตเตอรี่ และยอดเยี่ยมมากที่เราสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อม เพื่อที่จะใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับห้องแลปขนาดเล็กที่อยู่ในร่างกาย รวมถึงอุปกรณ์เซ็นเซอร์ในร่างกายยังสามารถสื่อสารข้อมูลกับระบบคอมพิวเตอร์ภายนอกได้ด้วย”

แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถเปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศให้เป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ในเทคโนโลยีก่อนหน้านั้นมีการใช้ อุปกรณ์ Rectenna นั้นผลิตขึ้นมาจากสาร ซิลิคอน (Silicon) และ แกลเลียมอาร์เซไนด์ (Gallium arsenide) ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่แข็งแรง และต้นทุนการผลิตสูง

โดยในเทคโนโลยี Rectenna ล่าสุดนี้ ทีมงานได้สร้างมันขึ้นมาจากวัสดุ โมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ (Molybdenum disulfide หรือ MoS2) ทำให้สามารถสร้างเสาอากาศที่มีความบางมากๆ และมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถจับคลื่นความถี่สูงระดับ กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ของสัญญาณ Wi-Fi

คุณ Xu Zhang วิศวกรจากสถาบัน MIT กล่าวว่า “มันเหมาะที่จะใช้กับอุปกรณ์ที่สามารถบิดงอได้ และมันมีความไวมากพอที่จะจับคลื่นวิทยุที่ใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณ Wi-Fi, บลูทูธ, คลื่นความถี่ 4G และความถี่อื่นๆ อีกมากมาย”

และมีมันต้นทุนการผลิตต่ำสำหรับการผลิตในสเกลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง

คุณ Tomás Palacios วิศวกรจากห้องแลปในสถาบัน MIT/MTL กล่าวว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถสร้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถห่อหุ้มสะพาน หรือถนนหลวงทั้งสาย กำแพงในออฟฟิศ หรือติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเข้ากับทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างรอบตัวเรา แล้วเราจะให้พลังงานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ที่มากมายเหล่านั้นได้อย่างไร? และ Rectenna เป็นเทคโนโลยีทำให้พวกเราพบกับแหล่งพลังงานใหม่สำหรับอนาคต มันสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าจากสัญญาณ Wi-Fi รวมถึงคลื่นความถี่วิทยุในสภาพแวดล้อม และสามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อทำให้อุปกรณ์อัจฉริยะทุกชิ้นรอบตัวเราสามารถทำงานได้”

และในตอนนี้ทีมงานกำลังสร้างระบบการเก็บเกี่ยวพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในขนาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ Rectena

โดยรายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ผ่านวารสาร Nature

ที่มา : https://news.thaiware.com/15699.html