คลังเก็บหมวดหมู่: ดนุพล บริรักษ์วาณิชย์

แฝดกึ่งเหมือน ‘ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก’

อสุจิสองตัว ปฏิสนธิกับไข่ 1 ใบImage copyrightQUEENSLAND UNIVERSITY OF TECHNOLOGY
คำบรรยายภาพคาดว่า ไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะแบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด “กึ่งแท้” หรือ “กึ่งเหมือน” คู่ที่ 2 ของโลก

คู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้

ศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่

แพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

กรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)

“การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด” ศ. ฟิสก์ กล่าว

“อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้

เกิดขึ้นได้อย่างไร?

แฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน

แฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน

ส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน

แฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น

ในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

ถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ

นักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด “โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้


ฝาแฝดเกิดจากอะไร?

ทารกแฝดจับมือกันImage copyrightGETTY IMAGES

แฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ

ส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

การรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก

สมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร


กรณีพิเศษ

แฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007

ศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก

เขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย

“เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ” ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน”

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47406195

21 มีนาคมนี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สดร.เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา

“เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. เวลา ณ กรุงเทพมหานคร”

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด

“แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว”
ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้

1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


 

 

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000025284

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โรคผิวหนัง หรือว่าความผิดปกติของการรับประทานอาหารเลย แต่ถ้าคุณเคยดูละครซีรี่ย์เรื่อง Dr. House (ละครซีรี่ย์เกี่ยวกับการแพทย์) เราก็จะได้บทเรียนว่า ยิ่งรู้ตัวว่าป่วยเร็วเท่าไหร่ โอกาสรักษาให้หายจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และต่อไปนี้คือ อาการเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย ที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


1.โรคเบาหวาน

(Diabetes)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเบาหวานประกอบด้วยปัจจัย ดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อย
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
  • ตาพร่ามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • กระหายน้ำมาก
  • หิวตลอดเวลา
  • รอยฟกช้ำ และแผลที่หายช้า
  • ความเมื่อยล้า
  • อาการชา และปวดมือ

 


2. มะเร็งผิวหนัง

(Skin cancer)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งผิวหนัง คือ

  • ผิวหนังเป็นรอยสีแดงกว้าง หรืออาจเป็นรอยสีเทา
  • ผื่นสีแดงขึ้นที่หน้าและลำคอ
  • ดีซ่าน ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
  • แผลผิวหนังที่รักษาไม่หาย
  • เกิดความเปลี่ยนแปลงกับไฝบนร่างกาย

 


3. โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อ

(Muscle or joint disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคข้อต่อหรือกล้ามเนื้อมี ดังนี้

  • ปวดกล้ามเนื้อตลอดเวลา
  • เกิดอาการเหน็บชา ไร้ความรู้สึก
  • เกิดอาการบวม, อักเสบ, ตึง หรือแดงช้ำตรงข้อต่อ
  • ขยับข้อต่อได้น้อยลง

 


4. โรคปอด

(Lung disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

โรคปอด สามารถมาพร้อมกับอาการเหล่านี้

  • ไอเป็นเลือด
  • อาการไอเรื้อรัง (ไอต่อเนื่องเป็นเดือน หรือมากกว่านั้น)
  • หายใจลำบาก
  • หายใจถี่
  • หายใจหอบหืด
  • มีเสมหะเรื้อรัง (นานเป็นเดือน หรือนานกว่านั้น)

 


5. มะเร็งเต้านม

(Breast disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งเต้านมคือ

  • ความแข็งหรืออ่อนนุ่มที่ผิดปกติ หรืออาการเจ็บบริเวณเต้านม
  • การเปลี่ยนแปลงของหัวนม หรือเต้านม
  • เกิดอาการเนื้อแข็งเป็นไต บนเต้านมหรือบริเวณใกล้เคียง
  • เกิดอาการเนื้อแข็งเป็นไตที่ใต้วงแขน
  • น้ำนมไหลออกมาเอง

 


6. ปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือน และการเจริญพันธ์ของสตรี

(Female reproductive health problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการทั่วไปของปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือน และการเจริญพันธ์ของสตรีประกอบด้วย

  • เจ็บปวดเมื่อมีรอบเดือน
  • คันบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปวดบริเวณท้อง หรืออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรง
  • ตกขาวผิดปกติ

 


7. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหาร

(Digestive and stomach diseases)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และทางเดินอาหาร มีดังนี้

  • ท้องร่วง
  • เลือดในอุจจาระ
  • อุจจาระสีดำ
  • ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • พฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป
  • มีเลือดออกทางทวารหนัก
  • อาการแสบร้อนกลางอก
  • กรดไหลย้อน
  • ท้องผูก

 


8. ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

(Bladder problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ อาจมีลักษณะ ดังนี้

  • ปัสสาวะเจ็บปวดหรือบ่อยครั้ง
  • เลือดในปัสสาวะ
  • ฉี่รดที่นอน
  • สูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะมากเกินไปในเวลากลางคืน

 


9. การกินอาหารที่ผิดปกติ และปัญหาเรื่องน้ำหนัก

(Eating disorders and weight problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการทั่วไปของการกินที่ผิดปกติ และปัญหาเรื่องน้ำหนักคือ

  • ร่างกายเกิดการขาดน้ำ
  • ความเมื่อยล้า
  • ซึมเศร้า
  • อาเจียน
  • หิวมากผิดปกติ
  • ความหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนัก และอาหาร
  • ออกกำลังกายหนักเกินไป
  • กระหายสุดขีด

 


10. ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

(Deep vein thrombosis)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน มีอาการดังนี้

  • มีอาการกระตุกที่ขาหรือแขน
  • ปวดขาหรือแขน
  • มีอาการกระตุกขาหรือแขน
  • เส้นเลือดสีน้ำเงิน หรือสีแดง ปูดโปนขึ้นมาบนผิวหนัง

คำเตือน: บทความนี้เป็นเพียง คำแนะนำในการสังเกตอาการเบื้องต้นของโรค ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำ

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15893.html

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

‘แบตเตอรี่บินได้’ เป็นฉายาของ US-1 โดรน 4 ใบพัดแบตเตอรี่อึดของทางบริษัท Impossible Aerospaceที่ถูกเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดหน่วย SWAT ในเมืองแคมป์เบลล์ ได้นำโดรนดังกล่าวเข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจ เข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหาร ‘เดนนี่’

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

โดยโดรน US-1 สามารถทำงานต่อเนื่อง ลอยอยู่บนอากาศได้นานถึง 120 นาที ซึ่งอยู่ได้นานกว่าโดรนทั่วๆ ไปที่ (Mavic Pro 2 ใช้งานต่อเนื่องได้ 30 นาที) ทางหน่วย SWAT ได้ใช้โดรนสำรวจตึกทางอากาศ ทั้งบริเวณโดยรอบของอาคาร หลังคา และทางออกต่างๆ ส่งข้อมูลภาพให้กับทางทีมแบบเรียลไทม์ และหน่วย SWAT ได้ใช้โดรนในการติดตามผลของแก๊สน้ำตาที่ปล่อยเข้าไปในตึก ก่อนที่จะตัดสินใจปฏิบัติการบุกเข้าไปจับผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ซึ่งปฏิบัติการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

การใช้โดรนสำรวจข้อมูลทางอากาศ ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก นอกจากจะมีการเสี่ยงอันตรายน้อยลงแล้ว การใช้โดรนยังประหยัดงบประมาณกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์สำรวจข้อมูลทางอากาศอย่างมากเลยทีเดียว โดยเจ้าโดรนขนาด 26 นิ้วที่ถูกออกแบบโดยวิศวกรผู้ที่เคยทำงานร่วมกับ Tesla และ SpaceX มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่อย่างหนึ่งก็คือแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้การใช้งานอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีโดรน 2 ตัวขึ้นไป ในการสลับกันใช้งาน

ปัจจุบัน กรมตำรวจหลายๆ หน่วยในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีการนำโดรนนี้เข้ามาใช้ในเมืองแล้ว เช่น การเฝ้าระวังในเขตชุมชน การสอดส่องบ้านเรือน หรือแม้กระทั่งภารกิจค้นหาที่เข้าถึงได้ยากๆ แต่ประชาชนบางกลุ่มก็มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่า? ตามกฎ NYCLU ( New York Civil Liberties Union ) ที่เคยมีออกมา ซึ่งก็มีการถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็ได้คำตอบว่า กฎนี้จะไม่มีผลกับโดรนของตำรวจ ซึ่งทาง NYCLU ก็ได้บอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่าการที่จะนำโดรนมาใช้เพื่อปกป้องเมือง การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีความสมดุลกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วย

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15907.html

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

สภาพแวดล้อมของโลกเลวร้ายลงเรื่อยๆ และคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศโลกเป็นตัวการสำคัญ และการจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังสือการ์ตูน และเมื่อมนุษย์คิดว่ามีวิธีดีๆ ในการจัดการกับปัญหานี้ สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายจนเกินกว่าจะรับมือด้วยวิธีการนั้นๆ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วิธีแก้ปัญหาที่เราต้องการนั้น ต้องมีราคาถูก สามารถปรับขนาดได้ และมันต้องสามารถจัดการกับคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศได้ปริมาณมากๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย อาจเป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมือง เมลเบิร์น ได้สร้างเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถ เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับกลายเป็นคาร์บอนที่อยู่ในสภาพของแข็ง เพื่อการนำไปใช้งานต่อได้ด้วย

การแก้ปัญหาโดยย้อนคืนวัฏจักรของคาร์บอนที่ทำให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศ เพื่อนำมันกลับลงมาบนพื้นโลกอีกครั้ง นั้นเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ชาวโลกมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องปัญหาโลกร้อน

และที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอหลากหลายวิธีการในการดึงคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงมาจากชั้นบรรยากาศ อาทิ การดูดก๊าซคาร์บอนมาเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ใต้พื้นดิน ไปจนถึงการเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ที่สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ ให้อยู่ในสภาพที่เราสามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น

ซึ่งบางวิธีการนั้นก็มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ช้ามากๆ และบางวิธีการนั้นก็ต้องลงทุนอย่างมหาศาลและไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ออกทุนในเรื่องนี้ โดยที่กิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป

โดยเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศของนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย นั้นมีข้อดีเหนือวิธีการเก่าๆ อยู่หลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว วิธีการไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้ฏิกิริยาทางเคมีที่ซับซ้อน ในการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะของแข็ง

โดยวิธีการนี้ ใช้อนุภาคระดับนาโนของโลหะที่มีชื่อเรียกว่า ซีเรียม (Cerium) โดยมันจะทำปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเคมี เพื่อดึงอนุภาคออกซิเจน ออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ระดับแรงดันไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยในการทำปฏิกิริยา และวิธีการนี้จะดีขึ้นอีกหากใช้โลหะ แกลเลียม (Gallium) เป็นตัวทำละลาย จะทำให้ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นในในสภาวะอุณหภูมิปกติ

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

โดยคุณ Torben Daeneke นักฟิสิกส์จากสถาบัน RMIT กล่าวว่า “วิธีการของเราแตกต่างจากวิธีการอื่นๆ ที่จะเกิดปฏิกิริยาที่ระดับอุณหภูมิสูง ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้จริง ด้วยการใช้โลหะที่อยู่ในสภาวะของเหลวเป็นตัวทำละลาย เราสามารถเปลี่ยนก๊าซให้กลับกลายเป็นคาร์บอน ในสภาพอุณหภูมิห้อง เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายกระบวนการนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตามต้องการ”

คุณ Dorna Esrafilzadeh วิศวกรที่เป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “ผลพลอยได้จากกระบวนการนี้ จะทำให้เราได้คาร์บอนที่สามารถเก็บประจุไฟฟ้า ทำให้มันมีสภาพเป็นตัวเก็บประจุ (Supercapacitor) สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ และแถมกระบวนการนี้ยังทำให้เกิดเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากคาร์บอนอย่าง แกรฟีน (Graphene) ยังเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์มากสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งโลกอนาคต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเป็น Supercapacitor แต่ยังเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด (Superconductor) ได้ด้วย”

และเห็นได้ชัดว่า ความขัดข้องในเรื่องเงินลงทุนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องความท้าทายทางเทคโนโลยีเสียอีก และไม่ว่าจะเป็นการเก็บขยะจำนวนมหาศาลขึ้นจากมหาสมุทร หรือการเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศนั้น เป็นอะไรที่ต้องลงเม็ดเงินอย่างมหาศาล

คุณ Dorna Esrafilzadeh กล่าวปิดท้ายว่า “ต้องมีการทำวิจัยในเรื่องนี้กันต่อไป และนี้คือวิธีการที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศ กลับมาอยู่ในสภาวะคาร์บอนที่เป็นของแข็ง เพื่อการนำไปจัดการ หรือนำไปใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยงานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่ายสื่อ Nature Communications

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15916.html

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ
ESO

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ – BBCไทย

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2294708

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในปี 2017 ป่าไม้ และต้นไม้ถูกทำลายไปกว่า 15.8 ล้านเฮคเตอร์ (158,000 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งทำให้ปีนั้นครองตำแหน่งความเลวร้ายเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ที่สูญเสียทรัพยากรต้นไม้เป็นอย่างมาก เมื่อได้รับรู้เรื่องที่น่าเลวร้ายนี้ เราไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย และรู้สึกถึงความสิ้นหวังมากในอนาคตของโลกเรา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งล้มเลิกความคิดเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งที่เลวร้ายเข้ามา แต่เชื่อเถอะว่า ยังมีเรื่องราวดีๆ ให้เราได้ชื่นใจ รายละเอียดตามบทความดังต่อไปนี้เลย


1. แม้แต่ต้นไม้เพียงแค่ต้นเดียวก็ยังมีความสำคัญต่อธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @zarbang เว็บไซต์ Reddit

ต้นไม้ที่อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ได้รับการปกป้องโดยการตัดถนนอ้อมผ่านมันไป แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ควรสิ้นหวังในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก


2. การปลูกป่าครั้งใหญ่โดยองค์กร Instituto Terra

ในตลอดระยะเวลา 18 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากองค์กร Instituto Terra

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีทรัพยากรต้นไม้สักเท่าไหร่ แต่พอหลายปีผ่านไป กลับเต็มไปด้วยธรรมชาติสีเขียวขจีที่สวยงาม โดยทีมจาก Instituto Terra ที่เป็นองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ผืนป่าเหล่านี้เกิดขึ้นมา


3. เราไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติเพื่อสร้างกำแพง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ computerguy2.wordpress.com


4. เปลี่ยนภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

ให้กลับคืนสู่ป่าไม้สวรรค์สีเขียว

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @renaturefoundation / Instagram


5. มันถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @natasha / Flickr

นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น เราพยายามสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยอาจไม่เคยเหลียวแลผลกระทบที่เกิดกับธรรมชาติ


6. เปลี่ยนทะเลทรายในประเทศเฮติ ให้เป็นป่าภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


7. หลังจาก 16 ปีที่ผ่านไป กากจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำส้มที่ถูกลำเลียงมาโดยรถบรรทุก 1,000 คัน ได้ชุบชีวิตป่าฝนในประเทศคอสตาริกาอีกครั้ง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Princeton Environmental Institute / Facebook


8. การปลูกป่าของ Eden Project ในมาดากัสการ์หลังจากผ่านไป 6 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


9. ไม่มีอะไรคงอยู่ได้นานกว่าต้นไม้ในบ้านของคุณ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @cadavalsolamorales / Instagram


10. ต้นไม้มีโอกาสเกิดได้ทุกที่

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @El_Ciudadano / Twitter


11. ไม่มีปัญหาใดยากเกินไป ถ้ามีความตั้งใจ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @lerdnord เว็บไซต์ Reddit


12. ต้นไม้ในบ้าน ที่สามารถอยู่ด้วยกันได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก @gaybistan / Tumblr


13. อาคารอพาร์ทเมนท์ไม่ได้มีแค่เพียงคอนกรีต

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @stefanoboeriarchitetti / Instagram


14. ต้นไม้สามารถเติบโตได้ทุกที่ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Swingguitars เว็บไซต์ Imgur


15. สถาปนิกที่มีความสามารถในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @eaglesai.arc / Instagram


16. แม้ในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขื้นมาเลย แต่ดอกไม้นี้ก็ยังงดงาม

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia


17. บนผืนดินอันแห้งแล้งในประเทศเฮติ แต่พวกเขาก็ยังปลูกต้นไม้ขึ้นมาได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


18. บ้านทรงกระบอกที่มีต้นไม้ยักษ์อยู่ตรงกลางของบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Aibek Almasov / Facebook


19. เมื่อต้นไม้ มีคุณค่ากว่ารั้วบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @smallstone / Imgur


20. ซุ้มมะม่วงต้นยักษ์ที่ยืนหยัดมาได้ 100 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @ashish_sawant / Instagram

ที่มา : https://news.thaiware.com/15753.html

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ในช่วงเวลานี้ ทางฝั่งองค์กรด้านอวกาศของจีน โดดเด่นมากๆ กับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรถสำรวจอวกาศ Chang’e-4 ลงจอดและทำการสำรวจบนด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา) มีการทดลองปลูกพืชบนดวงจันทร์ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วการปลูกพืชจะล้มเหลวลงในเวลาอันรวดเร็ว และความเคลื่อนไหวล่าสุด กับภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่รวมดวงจันทร์แบบเต็มดวง และโลกอยู่ร่วมช็อตเดียวกัน เป็นผลงานภาพถ่ายจากดาวเทียม Longjiang-2 ที่โคจรรอบดวงจันทร์ คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่า

ส่วนทางฝั่ง NASA หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษก่อนกับโครงการ Apollo ดูเหมือนว่า ดวงจันทร์จะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาให้ความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งโครงการ Apollo นั้นชัดเจนว่าเป็นโครงการที่ดูแล และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่สถานการณ์ในตอนนี้ มีหลายๆ สิ่งเปลี่ยนไป และการร่วมมือกับชาติอื่น หรือองค์กรธุรกิจที่สนใจด้านการสำรวจอวกาศนั้น กลายเป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับ NASA เพื่อให้โครงการด้านการสำรวจอวกาศดำเนินต่อไปได้

และในตอนนี้ NASA ได้เตรียมการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในทศวรรษหน้า และหน่วยงานด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา ได้แสวงหาความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีด้านอวกาศรูปแบบใหม่ ที่ทำให้การเดินทางในห้วงอวกาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น และยังสามารถเดินทางได้บ่อยๆ อีกด้วย

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

โดยการโพสต์ข้อความของทาง NASA ระบุว่า พวกเขายินดีต้อนรับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อการสร้างจรวดหรือระบบยานอวกาศ ที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อนำนักบินอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์ และพาพวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดย NASA ต้องการสร้างระบบการเดินทางที่ยั่งยืน “เพื่อการเดินทางไป และกลับจากดวงจันทร์” โดยทาง NASA ระบุถึงความจำเป็นในการมี Gateway

โดยที่ Gateway เป็นสถานีอวกาศที่อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ โดยมีหน้าที่เป็นจุดพักของมนุษย์ที่จะเดินทางไปยังพื้นผิวของดวงจันทร์ และเป็นจุดพักของมนุษย์ที่เดินทางกลับมาจากดวงจันทร์ ก่อนที่จะกลับโลกอีกด้วย ซึ่ง Gateway จะมีขนาดเล็กกว่า สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station (ISS) แต่ลูกเรือต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวๆ ถึง 3 เดือนต่อครั้งเลยทีเดียว

ด้วยการมี Gateway จะทำให้การส่งมนุษย์ไปแวะเวียนเพื่อทำการสำรวจต่างๆ บนดวงจันทร์เป็นอะไรที่ง่ายมากๆ โดยที่นักบินอวกาศ สามารถเก็บวัตถุดิบจากผิวดวงจันทร์เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ด้วย

แนวคิดของทาง NASA อยู่เหมือนยังเป็นไอเดียเริ่มต้น แต่ทาง NASA ก็พยายามเริ่มหมุนฟันเฟืองนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมี SpaceX เป็นพันธมิตรหลักในช่วงเริ่มต้น และการร้องหาความร่วมมือจากองค์กรธุรกิจ นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขององค์การด้านการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกา และมันน่าจะช่วยเร่งความเร็วให้ NASA ในการส่งคนกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะเป็นการส่งคนไปดวงจันทร์ได้บ่อยๆ อีกด้วย

ที่มา : https://news.thaiware.com/15783.html

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายที่สามารถบันทึกดวงจันทร์ และโลกให้มาอยู่ร่วมในช็อตเดียวกัน นั้นเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าภาพถ่ายใบล่าสุดนี้ โดยผลงานภาพถ่ายแบบชัดๆ นี้เป็นของดาวเทียมจีน Longjiang-2 ที่ถ่ายภาพนี้จากด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยไฟล์ภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มีขนาด 16 กิโลไบต์ ถูกส่งกลับมายังโลกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ระบบสัญญาณวิทยุที่มีชื่อว่า Dwingeloo ที่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้เวลาในการโอนไฟล์ 20 นาที

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ดาวเทียมได้ส่งภาพถ่ายที่มีดวงจันทร์และโลกร่วมอยู่ในช็อตเดียวกันกลับมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพใหม่นี้ดูน่าตื่นตากว่า เพราะเป็นมุมที่เห็นดวงจันทร์แบบเต็มดวง

Dwingeloo Telescoop@radiotelescoop

This photo of Earth and the Lunar farside, maybe our best ever, was taken yesterday by the Chinese Lunar satellite DSLWP-B (Longjiang-2). The Dwingeloo telescope downloaded the photo from the satellite this morning. More info at https://www.camras.nl/en/blog/2018/precious-earth-and-lunar-far-side/ 

2,668 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้

 

ภาพถ่ายแรกจากเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีเสี้ยวหนึ่งของดวงจันทร์อยู่ในฉากหน้า ซึ่งเป็นมุมภาพที่ทำให้นึกถึงภาพถ่ายจากโครงการ Apollo ของทาง NASA

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

การเดินทางของดาวเทียม

ดาวเทียม Longjiang-2 ของจีนเคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ในเดือนมิถุนายน 2018 เคียงคู่กับดาวเทียมรุ่นน้องที่มีชื่อว่า Queqiao โดยดาวเทียม Queqiao มีบทบาทสำคัญในในภารกิจส่งยานสำรวจลงจอดบนดวงจันทร์ และทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลกับ รถสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-4 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อช่วงต้นปี

โดยที่ดาวเทียม Longjiang-1 สูญเสียการติดต่อกับฐานควบคุมบนโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018

และในขณะนี้ทั้งดาวเทียม Queqiao และ Longjiang-2 ยังคงอยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพราะฉะนั้นน่าจะมีภาพถ่ายในมุมสวยๆ ส่งมาให้เราได้ดูกันอีกอย่างแน่นอน

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15774.html

 

AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence) สามารถเล่นหมากรุก ขับรถ วินิจฉัยโรค ตัวอย่างก็เช่น AlphaGO (ระบบ AI เล่นกระดานหมากล้อม) ของ Google DeepMind เรื่อยไปจนถึงระบบรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM

โดยระบบปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ ถูกจัดประเภทให้เป็น Artificial Narrow Intelligence (ANI) ระบบสมองของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถคิดวิเคราะห์ในบางเรื่องได้ ซึ่งจัดว่าเป็นระบบ AI ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ได้เจอ หรือได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน และมีการใช้งานที่แพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในขณะที่ระบบ AI ขั้นพื้นฐานเริ่มแสดงความสามารถของมันออกมาเรื่อยๆ มนุษย์ก็เริ่มเห็นปัญหา ตัวอย่างเช่นในเคสที่รถยนต์ไร้คนขับ เกิดพุ่งชนคนเดินถนนเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทำให้คนเดินถนนถึงกับเสียชีวิต และยังคงมีการสืบสวนถึงสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้


AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

ระบบปัญญาประดิษฐ์ในยุคถัดไป

ความสามารถ ประสิทธิภาพ ความท้าทาย และความเสี่ยงของระบบ AI สำหรับโลกยุคใหม่ จะต้องเป็นอะไรที่สูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน

โดยระบบปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ที่ฉลาดกว่า AI ที่เราได้สัมผัสกันในปัจจุบันนั้นมีชื่อว่า Artificial General Intelligence (AGI) มันมีพลังการประมวลผลในระดับก้าวหน้า และมีสติปัญญาในระดับที่เทียบเท่ากับมนุษย์เลย ระบบ AGI นั้นสามารถเรียนรู้ แก้ปัญหา รู้จักการดัดแปลง และสามารถพัฒนาองค์ความรู้ หรือทักษะของตัวเองได้ด้วย

และที่สำคัญคือ พวกมันสามารถทำงานได้หลากหลายกว่าที่เราออกแบบให้มันทำ

พวกมันสามารถเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ในความเร็วระดับก้าวกระโดด พูดง่ายๆ คือมันเรียนรู้ที่จะทำอะไรใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ที่สร้างพวกมันขึ้นมาเสียอีก และการเปิดตัว AGI ก็จะทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ก้าวข้ามไปสู่ความเป็น Artificial Super Intelligence (ASI) อย่างรวดเร็ว

แต่ในขณะนี้ ระบบ AGI ที่สามารถทำงานได้เต็มรูปแบบยังไม่ปรากฏตัว แต่ก็การคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงในช่วงปี 2029 หรืออาจต้องรอไปอย่างยาวนานจนถึงช่วงปลายศตวรรษนี้ และสิ่งที่แน่นอนคือ ไม่ว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่าเดิมหรือ AGI จะเข้ามามีบทบาทอย่างแน่นอน และเมื่อมันเกิดขึ้น ความกังวลก็คือ ในเมื่อมันจะฉลาดกว่ามนุษย์เสียอีก แล้วเราจะควบคุมมันได้อย่างไร?


ความเสี่ยงในการรับมือกับ AGI

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า AGI จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน

ด้วยรูปแบบการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลายของ AGI นั้นก็มี อาทิ การหาหนทางรักษาโรค, แก้ปัญหาที่ซับซ้อนท้าทายต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ อย่างเช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

และหากเราล้มเหลวในการควบคุมเทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่มีความฉลาดเทียบเท่า หรือฉลาดกว่าเรา แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือหายนะ

โดยผู้ที่ฉายภาพให้เห็นภัยคุกคามจากระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ ที่กระทำต่อมนุษย์ได้ชัดเจน และใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดต้องยกให้คุณ Max Tegmark ซึ่งเป็นศาสตราจารย์จากสถาบัน MIT เจ้าของผลงานหนังสือ Life 3.0: Being Human in the Age of Artificial Intelligence ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า ความเสี่ยงเริ่มปรากฏตัวด้วยความจริงที่ว่า ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความฉลาดมากๆ นี้ สามารถค้นหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการทำสิ่งต่างๆ และมันสามารถปรับแต่งแก้ไขกลยุทธเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และมันยังฉลาดถึงขั้นที่สามารถตั้งเป้าหมายของตัวเองได้อีกด้วย


ลองคิดถึงกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • ระบบ AGI ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้รับมือกับโรคเอดส์ มันตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาด้วยการฆ่ามนุษย์ทุกคนที่เป็นพาหะของโรคนี้ หรือระบบ AGI ที่มีหน้าที่ในการรับมือกับโรคมะเร็ง ตัดสินใจฆ่าทุกคนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดมะเร็งไปยังลูกหลาน
  • ระบบ AGI ที่ฝังตัวอยู่ในโดรนทางการทหาร ตัดสินใจว่ามีเพียงวิธีการเดียวที่จะการันตีว่าศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน นั้นจะถูกทำลายจนหมดสิ้น ด้วยการฆ่าผู้คนในชุมชนนั้นทุกคน
  • ระบบ AGI ที่ได้รับหน้าที่ปกป้องดูแลสภาพแวดล้อม ตัดสินใจว่ามีวิถีทางเดียวที่จะชลอ หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยการทำลายเทคโนโลยี และทำลายมนุษย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้สภาพแวดล้อมแย่ลง

สถาการณ์เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกจากระบบ AGI อาจจะเป็นอันตรายกับมนุษย์แล้ว มันก็ยังมีแนวโน้มที่จะต่อสู้กันเอง หากเป้าหมายหรือผลประโยชน์ไม่ตรงกัน โดยไม่สนใจเลยว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างพวกมันขึ้นมา

นอกจากความเสี่ยงที่ AGI จะคิดดำเนินการที่เป็นความเสี่ยงต่อมนุษย์ด้วยตัวของมันเองแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ AGI จะถูกนำไปใช้งานผิดรูปแบบ อย่างเช่นถูกใช้งานโดยผู้ก่อการร้าย รวมถึงการโจมตีระบบปัญญาประดิษฐ์โดยแฮกเกอร์

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การตรวจสอบและเฝ้าดูการทำงานของระบบ AGI โดยมีมนุษย์เป็นผู้ทำการตรวจสอบ นั้นก็เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการออกแบบและจัดการ เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้งาน AGI


AGI ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ จะมาแน่นอน และมันอาจอยู่เหนือพวกเรา

แล้วจะควบคุม AGI ได้อย่างไร?

ถึงแม้จะ AGI จะมีความคิดไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ แต่การควบคุม AGI นั้นไม่ได้ง่ายๆ หรือตรงไปตรงมาเหมือนอย่างการตรวจสอบ หรือเฝ้าดูพฤติกรรมมนุษย์

มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ควบคุมพฤติกรรมของเรา อาทิ สติ อารมณ์ และค่านิยมทางศีลธรรม แต่ระบบ AGI ไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถควบคุม หรือตรวจสอบพฤติกรรมของพวกมันในลักษณะเดียวกับที่ทำกับมนุษย์ได้

และเพื่อการสร้างระบบ AGI ที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับมนุษย์ จำเป็นต้องมีการควบคุมใน 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อการสร้างระบบ AGI ที่ปลอดภัย ผู้ออกแบบและผู้พัฒนาระบบ ต้องสร้างช่องทางเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าควบคุมพวกมันได้อย่างเหมาะสม
  2. ควรใส่กลไกการควบคุมตนเองเข้าไปในระบบ AGI ได้แก่ สามัญสำนึก, คุณธรรม, ขั้นตอนการดำเนินงานที่เหมาะสม, กฎการตัดสินใจ และอื่นๆ
  3. กำหนดขอบเขตการทำงานของระบบ AGI ให้ชัดเจน อาทิ ข้อบังคับ, หลักปฏิบัติ, ขั้นตอนการดำเนินงาน ต้องมีวิธีตรวจสอบการทำงานของ AGI ให้ชัดเจน

ต้องทำเดี๋ยวนี้ อย่ารอให้สายเกิน

การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ของการใช้งานระบบ AGI นั้นก็มีหลายสถาบันกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเรายังต้องจริงจังให้มากกว่านี้อีก

แม้แต่ผู้นำในโลกเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk ได้เคยออกมาเตือนเกี่ยวกับ “วิกฤตการดำรงอยู่” เมื่อมนุษย์ต้องรับมือกับระบบ AI ที่ก้าวหน้า และฉลาดมากๆ และเขายังพูดถึงเรื่องการเข้าควบคุมการทำงานของระบบ AI อย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะสายเกินไป

โดยในทศวรรษหน้าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่มนุษย์มีโอกาสที่จะสร้างระบบ AGI ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับสังคม และมนุษยชาติได้ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่ทันระมัดระวังตัว และปล่อยให้เทคโนโลยีระบบสมองกล AGI ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ใส่ใจจะตรวจสอบ ก็อาจจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลย หากเหล่าสมองกลเห็นว่าพวกเราเป็นส่วนเกิน หรือเป็นตัวอันตรายที่ต้องโดนกำจัดทิ้ง

แล้วคุณผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าการที่มนุษย์อาจถึงขั้นสูญพันธุ์ หรือตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกทำลายโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดกว่า อย่าง AGI นั้นเป็นเรื่องที่อาจกลายเป็นความจริงในวันหนึ่งได้หรือไม่? หรือเป็นเพียงความเพ้อฝันในนิยาวิทยาศาสตร์

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15727.html