คลังเก็บหมวดหมู่: อภิสิทธิ์ หมู่บุตร

แฝดกึ่งเหมือน ‘ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก’

อสุจิสองตัว ปฏิสนธิกับไข่ 1 ใบImage copyrightQUEENSLAND UNIVERSITY OF TECHNOLOGY
คำบรรยายภาพคาดว่า ไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะแบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด “กึ่งแท้” หรือ “กึ่งเหมือน” คู่ที่ 2 ของโลก

คู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้

ศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่

แพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

กรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)

“การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด” ศ. ฟิสก์ กล่าว

“อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้

เกิดขึ้นได้อย่างไร?

แฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน

แฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน

ส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน

แฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น

ในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

ถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ

นักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด “โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้


ฝาแฝดเกิดจากอะไร?

ทารกแฝดจับมือกันImage copyrightGETTY IMAGES

แฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ

ส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

การรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก

สมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร


กรณีพิเศษ

แฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007

ศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก

เขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย

“เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ” ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน”

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47406195

21 มีนาคมนี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สดร.เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา

“เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. เวลา ณ กรุงเทพมหานคร”

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด

“แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว”
ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้

1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


 

 

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000025284

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โรคผิวหนัง หรือว่าความผิดปกติของการรับประทานอาหารเลย แต่ถ้าคุณเคยดูละครซีรี่ย์เรื่อง Dr. House (ละครซีรี่ย์เกี่ยวกับการแพทย์) เราก็จะได้บทเรียนว่า ยิ่งรู้ตัวว่าป่วยเร็วเท่าไหร่ โอกาสรักษาให้หายจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และต่อไปนี้คือ อาการเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย ที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


1.โรคเบาหวาน

(Diabetes)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเบาหวานประกอบด้วยปัจจัย ดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อย
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
  • ตาพร่ามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • กระหายน้ำมาก
  • หิวตลอดเวลา
  • รอยฟกช้ำ และแผลที่หายช้า
  • ความเมื่อยล้า
  • อาการชา และปวดมือ

 


2. มะเร็งผิวหนัง

(Skin cancer)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งผิวหนัง คือ

  • ผิวหนังเป็นรอยสีแดงกว้าง หรืออาจเป็นรอยสีเทา
  • ผื่นสีแดงขึ้นที่หน้าและลำคอ
  • ดีซ่าน ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
  • แผลผิวหนังที่รักษาไม่หาย
  • เกิดความเปลี่ยนแปลงกับไฝบนร่างกาย

 


3. โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อ

(Muscle or joint disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคข้อต่อหรือกล้ามเนื้อมี ดังนี้

  • ปวดกล้ามเนื้อตลอดเวลา
  • เกิดอาการเหน็บชา ไร้ความรู้สึก
  • เกิดอาการบวม, อักเสบ, ตึง หรือแดงช้ำตรงข้อต่อ
  • ขยับข้อต่อได้น้อยลง

 


4. โรคปอด

(Lung disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

โรคปอด สามารถมาพร้อมกับอาการเหล่านี้

  • ไอเป็นเลือด
  • อาการไอเรื้อรัง (ไอต่อเนื่องเป็นเดือน หรือมากกว่านั้น)
  • หายใจลำบาก
  • หายใจถี่
  • หายใจหอบหืด
  • มีเสมหะเรื้อรัง (นานเป็นเดือน หรือนานกว่านั้น)

 


5. มะเร็งเต้านม

(Breast disease)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งเต้านมคือ

  • ความแข็งหรืออ่อนนุ่มที่ผิดปกติ หรืออาการเจ็บบริเวณเต้านม
  • การเปลี่ยนแปลงของหัวนม หรือเต้านม
  • เกิดอาการเนื้อแข็งเป็นไต บนเต้านมหรือบริเวณใกล้เคียง
  • เกิดอาการเนื้อแข็งเป็นไตที่ใต้วงแขน
  • น้ำนมไหลออกมาเอง

 


6. ปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือน และการเจริญพันธ์ของสตรี

(Female reproductive health problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการทั่วไปของปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือน และการเจริญพันธ์ของสตรีประกอบด้วย

  • เจ็บปวดเมื่อมีรอบเดือน
  • คันบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปวดบริเวณท้อง หรืออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรง
  • ตกขาวผิดปกติ

 


7. โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหาร

(Digestive and stomach diseases)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และทางเดินอาหาร มีดังนี้

  • ท้องร่วง
  • เลือดในอุจจาระ
  • อุจจาระสีดำ
  • ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • พฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป
  • มีเลือดออกทางทวารหนัก
  • อาการแสบร้อนกลางอก
  • กรดไหลย้อน
  • ท้องผูก

 


8. ปัญหากระเพาะปัสสาวะ

(Bladder problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการของโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ อาจมีลักษณะ ดังนี้

  • ปัสสาวะเจ็บปวดหรือบ่อยครั้ง
  • เลือดในปัสสาวะ
  • ฉี่รดที่นอน
  • สูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะมากเกินไปในเวลากลางคืน

 


9. การกินอาหารที่ผิดปกติ และปัญหาเรื่องน้ำหนัก

(Eating disorders and weight problems)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

อาการทั่วไปของการกินที่ผิดปกติ และปัญหาเรื่องน้ำหนักคือ

  • ร่างกายเกิดการขาดน้ำ
  • ความเมื่อยล้า
  • ซึมเศร้า
  • อาเจียน
  • หิวมากผิดปกติ
  • ความหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนัก และอาหาร
  • ออกกำลังกายหนักเกินไป
  • กระหายสุดขีด

 


10. ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

(Deep vein thrombosis)

รู้ก่อนย่อมดีกว่า! สัญญาณเบื้องต้นของ 10 โรคร้าย เพื่อสำรวจตัวเองว่าควรจะไปหาหมอได้หรือยัง

ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน มีอาการดังนี้

  • มีอาการกระตุกที่ขาหรือแขน
  • ปวดขาหรือแขน
  • มีอาการกระตุกขาหรือแขน
  • เส้นเลือดสีน้ำเงิน หรือสีแดง ปูดโปนขึ้นมาบนผิวหนัง

คำเตือน: บทความนี้เป็นเพียง คำแนะนำในการสังเกตอาการเบื้องต้นของโรค ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำ

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15893.html

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

‘แบตเตอรี่บินได้’ เป็นฉายาของ US-1 โดรน 4 ใบพัดแบตเตอรี่อึดของทางบริษัท Impossible Aerospaceที่ถูกเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดหน่วย SWAT ในเมืองแคมป์เบลล์ ได้นำโดรนดังกล่าวเข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจ เข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหาร ‘เดนนี่’

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

โดยโดรน US-1 สามารถทำงานต่อเนื่อง ลอยอยู่บนอากาศได้นานถึง 120 นาที ซึ่งอยู่ได้นานกว่าโดรนทั่วๆ ไปที่ (Mavic Pro 2 ใช้งานต่อเนื่องได้ 30 นาที) ทางหน่วย SWAT ได้ใช้โดรนสำรวจตึกทางอากาศ ทั้งบริเวณโดยรอบของอาคาร หลังคา และทางออกต่างๆ ส่งข้อมูลภาพให้กับทางทีมแบบเรียลไทม์ และหน่วย SWAT ได้ใช้โดรนในการติดตามผลของแก๊สน้ำตาที่ปล่อยเข้าไปในตึก ก่อนที่จะตัดสินใจปฏิบัติการบุกเข้าไปจับผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ซึ่งปฏิบัติการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง

หน่วย SWAT ใช้ US-1 โดรนแบตอึด ร่วมปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในตึก

การใช้โดรนสำรวจข้อมูลทางอากาศ ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก นอกจากจะมีการเสี่ยงอันตรายน้อยลงแล้ว การใช้โดรนยังประหยัดงบประมาณกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์สำรวจข้อมูลทางอากาศอย่างมากเลยทีเดียว โดยเจ้าโดรนขนาด 26 นิ้วที่ถูกออกแบบโดยวิศวกรผู้ที่เคยทำงานร่วมกับ Tesla และ SpaceX มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่อย่างหนึ่งก็คือแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้การใช้งานอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีโดรน 2 ตัวขึ้นไป ในการสลับกันใช้งาน

ปัจจุบัน กรมตำรวจหลายๆ หน่วยในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีการนำโดรนนี้เข้ามาใช้ในเมืองแล้ว เช่น การเฝ้าระวังในเขตชุมชน การสอดส่องบ้านเรือน หรือแม้กระทั่งภารกิจค้นหาที่เข้าถึงได้ยากๆ แต่ประชาชนบางกลุ่มก็มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่า? ตามกฎ NYCLU ( New York Civil Liberties Union ) ที่เคยมีออกมา ซึ่งก็มีการถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็ได้คำตอบว่า กฎนี้จะไม่มีผลกับโดรนของตำรวจ ซึ่งทาง NYCLU ก็ได้บอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่าการที่จะนำโดรนมาใช้เพื่อปกป้องเมือง การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีความสมดุลกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนด้วย

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15907.html

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

สภาพแวดล้อมของโลกเลวร้ายลงเรื่อยๆ และคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศโลกเป็นตัวการสำคัญ และการจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังสือการ์ตูน และเมื่อมนุษย์คิดว่ามีวิธีดีๆ ในการจัดการกับปัญหานี้ สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายจนเกินกว่าจะรับมือด้วยวิธีการนั้นๆ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วิธีแก้ปัญหาที่เราต้องการนั้น ต้องมีราคาถูก สามารถปรับขนาดได้ และมันต้องสามารถจัดการกับคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศได้ปริมาณมากๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย อาจเป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมือง เมลเบิร์น ได้สร้างเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถ เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับกลายเป็นคาร์บอนที่อยู่ในสภาพของแข็ง เพื่อการนำไปใช้งานต่อได้ด้วย

การแก้ปัญหาโดยย้อนคืนวัฏจักรของคาร์บอนที่ทำให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศ เพื่อนำมันกลับลงมาบนพื้นโลกอีกครั้ง นั้นเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ชาวโลกมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องปัญหาโลกร้อน

และที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอหลากหลายวิธีการในการดึงคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงมาจากชั้นบรรยากาศ อาทิ การดูดก๊าซคาร์บอนมาเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ใต้พื้นดิน ไปจนถึงการเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ที่สามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ ให้อยู่ในสภาพที่เราสามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น

ซึ่งบางวิธีการนั้นก็มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ช้ามากๆ และบางวิธีการนั้นก็ต้องลงทุนอย่างมหาศาลและไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ออกทุนในเรื่องนี้ โดยที่กิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป

โดยเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศของนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย นั้นมีข้อดีเหนือวิธีการเก่าๆ อยู่หลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว วิธีการไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้ฏิกิริยาทางเคมีที่ซับซ้อน ในการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะของแข็ง

โดยวิธีการนี้ ใช้อนุภาคระดับนาโนของโลหะที่มีชื่อเรียกว่า ซีเรียม (Cerium) โดยมันจะทำปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเคมี เพื่อดึงอนุภาคออกซิเจน ออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ระดับแรงดันไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยในการทำปฏิกิริยา และวิธีการนี้จะดีขึ้นอีกหากใช้โลหะ แกลเลียม (Gallium) เป็นตัวทำละลาย จะทำให้ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นในในสภาวะอุณหภูมิปกติ

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

โดยคุณ Torben Daeneke นักฟิสิกส์จากสถาบัน RMIT กล่าวว่า “วิธีการของเราแตกต่างจากวิธีการอื่นๆ ที่จะเกิดปฏิกิริยาที่ระดับอุณหภูมิสูง ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้จริง ด้วยการใช้โลหะที่อยู่ในสภาวะของเหลวเป็นตัวทำละลาย เราสามารถเปลี่ยนก๊าซให้กลับกลายเป็นคาร์บอน ในสภาพอุณหภูมิห้อง เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายกระบวนการนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตามต้องการ”

คุณ Dorna Esrafilzadeh วิศวกรที่เป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “ผลพลอยได้จากกระบวนการนี้ จะทำให้เราได้คาร์บอนที่สามารถเก็บประจุไฟฟ้า ทำให้มันมีสภาพเป็นตัวเก็บประจุ (Supercapacitor) สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ และแถมกระบวนการนี้ยังทำให้เกิดเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากคาร์บอนอย่าง แกรฟีน (Graphene) ยังเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์มากสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งโลกอนาคต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเป็น Supercapacitor แต่ยังเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด (Superconductor) ได้ด้วย”

และเห็นได้ชัดว่า ความขัดข้องในเรื่องเงินลงทุนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องความท้าทายทางเทคโนโลยีเสียอีก และไม่ว่าจะเป็นการเก็บขยะจำนวนมหาศาลขึ้นจากมหาสมุทร หรือการเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศนั้น เป็นอะไรที่ต้องลงเม็ดเงินอย่างมหาศาล

คุณ Dorna Esrafilzadeh กล่าวปิดท้ายว่า “ต้องมีการทำวิจัยในเรื่องนี้กันต่อไป และนี้คือวิธีการที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศ กลับมาอยู่ในสภาวะคาร์บอนที่เป็นของแข็ง เพื่อการนำไปจัดการ หรือนำไปใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยงานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่ายสื่อ Nature Communications

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15916.html

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ
ESO

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ – BBCไทย

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2294708

SeaBubbles เรือไฟฟ้าไฮโดรฟอยล์เหนือน้ำจาก Tesla ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า

SeaBubbles เรือไฟฟ้าไฮโดรฟอยล์เหนือน้ำจาก Tesla ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งกว่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Tesla แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก ล่าสุดได้ผลิตเรือยนต์ไฟฟ้า Hydrofoil ที่ใช้ชื่อว่า SeaBubbles ออกมา ซึ่งถูกสร้างร่วมกันโดย Alain Thébault ดีไซน์เนอร์ผู้เชี่ยวชาญการสร้างเรือไฮโดรฟอยล์ และ Anders Bringdal แชมป์วินเซิร์ฟ 4 สมัย

โดยก่อนหน้านี้ ทางบริษัทฯ ตั้งใจว่า เรือไฟฟ้าลอยน้ำนี้ จะเป็นแท๊กซี่ทางน้ำ วิ่งไปตามแม่น้ำแซน (Seine) ประเทศฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นโปรเจคดังกล่าวก็ถูกเปลี่ยนเป็นการขายให้กับลูกค้าแบบส่วนตัวแทน โดยโปรเจคนี้ มีการระดุมทุนไปกว่า 14 ล้านเหรียญ จากแบรนด์ Parrot ผู้ผลิตโดรนและองค์กรต่างๆ มากมาย

โดยเรือ SeaBubbles ในรุ่นต้นแบบ มีความเร็วการออกตัวอยู่ที่ 6 น็อต และทำความเร็วได้ 15 น็อต ซึ่งในรุ่นสมบูรณ์ ทางบริษัทฯ ตั้งใจว่าจะให้เรือไฟฟ้าดังกล่าว สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ 16 น็อต และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 20 น็อต ส่วนเวลาการใช้งานนั้น ในรุ่นต้นแบบ สามารถใช้งานได้ 1.5 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จถึง 5 ชั่วโมงด้วยกัน แต่ในรุ่นสมบูรณ์ จะถูกทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 2.5 ชั่วโมง และ ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้นอีก 35 นาที

โดยนอกจากความไฮเทคแล้ว เรือไฟฟ้า ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นสมาร์ทๆ อย่างเซ็นเซอร์วัดกระแสน้ำ และระบบปรับสมดุลให้ตัวเรืออีกด้วย ทำให้หน้าที่ของกัปตันเหลือแค่เพียงการบังคับทิศทางเท่านั้น

สำหรับราคาของ SeaBubbles อยู่ที่ 200,000 เหรียญ หรือประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ได้ถูกเลย แต่ถ้าเทียบกับเรือปกติที่เสียค่าเชื้อเพลิงประมาณชั่วโมงละ 70-130 เหรียญ เรือไฟฟ้าลำนี้ กลับมีค่าเชื้อเพลิงจากไฟฟ้าเพียง 2 เหรียญต่อชั่วโมงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าที่ต้องการเรือลำนี้ ทั้งในรัสเซีย รอตเตอร์ดัม และอัมสเตอร์ดัม โดยการขายครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัญอเมริกา และลูกค้านิรนามรายนี้ ก็ซื้อเรือดังกล่าวไปถึง 10 ลำเลยทีเดียว โดยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ จะเน้นไปที่การพัฒนาแบตเตอรี่ก่อน ที่จะถึงเวลาจำหน่ายจริงก่อนถึงกลางปีนี้

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15844.html

Microsoft งานเข้า พนักงานออกมาต่อต้านการทำสัญญาที่ให้เทคโนโลยี HoloLens กับทางทหาร

Microsoft งานเข้า พนักงานออกมาต่อต้านการทำสัญญาที่ให้เทคโนโลยี HoloLens กับทางทหาร

พนักงาน Microsoft จำนวนหนึ่งรวมกันตั้งกลุ่มภายใต้ชื่อว่า Microsoft Workers 4 Good ร่างจดหมายเปิดผนึกผ่าน Twitter ถึง Brad Smith (ประธานบริษัท) และ Satya Nadella (ซีอีโอ) ของ Microsoft เพื่อเรียกร้องให้ทางบริษัท Microsoft ยกเลิกสัญญา  IVAS contract มูลค่า $480,000,000 ที่ได้ทำร่วมกับทางกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา และพิจารณาแนวทางจริยธรรมให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

View image on TwitterView image on Twitter

Microsoft Workers 4 Good@MsWorkers4

On behalf of workers at Microsoft, we’re releasing an open letter to Brad Smith and Satya Nadella, demanding for the cancelation of the IVAS contract with a call for stricter ethical guidelines.
If you’re a Microsoft employee you can sign at: https://aka.ms/hololens4good 

1,264 people are talking about this

จุดประสงค์ของกลุ่ม Microsoft Workers 4 Good นั้นเริ่มต้นมาจากการที่พนักงานรู้สึกไม่พอใจที่เทคโนโลยีที่ตนเองมีส่วนร่วมในการพัฒนาถูกนำไปใช้ในการเพิ่มพลังอำนาจให้กับอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร

เราไม่ได้ตกลงสมัครงานมาพัฒนาอาวุธ
และเราต้องการประกาศว่ามันควรถูกนำไปใช้ในด้านไหน

Microsoft Workers 4 Good เผยว่า แอปพลิเคชั่นของ HoloLens ที่อยู่ในข้อตกลงของสัญญา IVAS [Integrated Visual Augmented System] ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ช่วยในการ “ฆ่า″ ศัตรูในสนามรบ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดอย่างไม่สามารถยอมรับได้

ในจดหมายเปิดผนึกยังได้กล่าวด้วยว่า “มีวิศวกรหลายคนที่มีส่วนช่วยในการพัฒนา HoloLens ก่อนที่สัญญา IVAS จะเกิดขึ้น พวกเขาทำงานโดยเชื่อว่ามันจะช่วยให้งานสถาปนิก, การออกแบบอาคาร, การสร้างรถ, เรียนรู้การผ่าตัด, หัดเล่นเปียโน, ผลักดันมิติใหม่แห่งการเล่นเกมส์, การเชื่อมต่อกับยานสำรวจดาวอังคาร ฯลฯ” ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีทางสงครามแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ได้บอกกับสื่อ CNN Bussiness ในงาน MWC 2019  “เราตัดสินใจอย่างมีหลักการแล้วว่า จะไม่ปิดกั้นเทคโนโลยีที่เรามีต่อสถาบันที่ถูกเลือกผ่านระบบประชาธิปไตย เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเรา″

ความเห็นของ Satya Nadella สอดคล้องกับ Blog ของ Microsoft ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม ปี 2018 โดย Brad Smith ที่ระบุว่า “เราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของการป้องกันของประเทศสหรัฐอเมริกา และเราต้องการให้ผู้ที่มีหน้าที่ป้องกันสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่ชาติเรามี รวมถึงเทคโนโลยีจาก Microsoft ด้วย” Smith ยังระบุไว้ด้วยว่า พนักงานที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สามารถขอย้ายไปทำงานในโครงการอื่นได้

แล้วคุณผู้อ่านล่ะรู้สึกอย่างไร หากเทคโนโลยีที่คุณพยายามคิดค้นถูกนำไปใช้ผิดจากเป้าหมายเดิมที่คุณตั้งใจไว้?

 

 

ที่มา :  https://news.thaiware.com/15892.html

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

ช่วงปลายปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์จีนนาม He Jiankui ได้ประกาศข่าวฉาวว่า ทารกแฝดที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม ได้รับการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอย่างปลอดภัย โดยเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมของตัวอ่อนมนุษย์ ที่ฝ่ายพ่อของเด็กติดเชื้อโรคเอดส์ HIV โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เครื่องมือตัดต่อพันธุกรรมที่มีชื่อว่า CRISPR เพื่อลบลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่าง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แต่ในตอนนี้มีความเคลื่อนไหวใหม่ที่น่าสนใจ เมื่อนักวิจัยเชื่อว่า ทารกแฝดหญิงที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และได้รับการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอย่างปลอดภัยนั้น อาจจะเกิดผลข้างเคียงอย่างสำคัญกับสมองของเด็ก จากความเป็นไปได้ที่มีการลบยีนที่มีชื่อว่า CCR5 ออกไป อาจทำให้เด็กแฝดมีความฉลาดมากกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าสมมติฐานนี้จะเป็นความจริงหรือไม่

การรายงานจากสื่อ MIT Technology Review ระบุว่า ทารกแฝดหญิงที่มีชื่อว่า Lulu และ Nana ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ที่มีการลบยีน CCR5 ออกไปในตอนที่ยังเป็นตัวอ่อน และยีนตัวนี้ทำหน้าที่ยับยั้งการเรียนรู้ของสมอง และการสังเกตผลในโลกแห่งความจริงนั้นก็ชี้ชัดว่า การที่ไม่มียีน CCR5 นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความฉลาดในห้องเรียน

จริงหรือไม่? การดัดแปลงพันธุกรรม อาจทำให้ได้คนที่ฉลาดเหนือมนุษย์

โดยที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการดัดแปลงพันธุกรรมตัวอ่อนมนุษย์ ไม่ให้รายละเอียดอย่างชัดเจนว่า เขาตั้งใจจะดัดแปลงเพื่อให้เด็กมีความฉลาดเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมถึงไม่ได้ชี้แจงว่า เขามีความเชื่อว่ายีน CCR5 ส่งผลกับความฉลาดของมนุษย์ และข่าวคราวล่าสุดที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีข่าวอื้อฉาวรายนี้คือ เขาถูกจับกุมตัวโดยหน่วยงานรัฐของประเทศจีน และกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินโทษ

และในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าทารกแฝดหญิงที่เพิ่งลืมตามาดูโลกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จะมีความฉลาดเป็นพิเศษจริงหรือไม่ โดยนักวิทยาศาสตร์บอกว่า ต้องรอจนกว่าแฝดหญิงโตกว่านี้จึงจะสามารถชี้วัดได้อย่างชัดเจน

และนี้ก็เป็นเหตุผลที่ดี ที่ว่าทำไมชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาพันธุศาสตร์ จึงต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์ เพราะมันมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำได้นั่นเอง

 

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15888.html

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

การทำน้ำดื่มให้สะอาดและปลอดภัย นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าที่หลายๆ คนคิดกัน การฆ่าเชื้อโรคในน้ำให้สะอาดหมดจดนั้นเป็นอะไรท้าทายมาก และกระบวนการฆ่าเชื้อในน้ำดื่มที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นอะไรที่ใช้ต้นทุนสูง และส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แต่ในตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์จากจีน ได้คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม โดยการใช้วัตถุดิบพิเศษและแสงแดดเพียงเล็กน้อยเพื่อการฆ่าเชื้อโรคในน้ำปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เวลาเพียงนิดเดียวเท่านั้นในการฆ่าเชื้อ โดยผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อ Chem

และตามการรายงานของสื่อ ScienceAlert ระบุว่า นักวิทยาศาศตร์ ประสบความสำเร็จในการใช้วัตถุดิบแบบพิเศษที่มีชื่อเรียกว่า Graphitic Carbon Nitride ที่เมื่อมันได้รับแสงอัลต้ราไวโอเลต ก็จะมีการสร้างโมเลกุลที่มีชื่อเรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS) ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค โดยนักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า วิธีการใหม่นี้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคในน้ำปริมาณ 2.5 แกลลอน (9.5 ลิตร) ได้ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง

นักวิทย์ฯ จีนโคตรเจ๋ง คิดค้นวิธีการใหม่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มได้ 99.9999% ด้วยแสงแดด

โดยทีมงานได้ทดสอบระบบนี้ด้วยการทำความสะอาดน้ำที่มีเชื้อโรค และเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที พบว่าเชื้อโรคกว่า 99.9999% ซึ่งรวมถึงเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ถูกกำจัดไปจนแทบจะหมดสิ้น โดยกระบวนการฆ่าเชื้อแบบใหม่นี้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่ากระบวนการฆ่าเชื้อสำหรับน้ำดื่มที่ถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงช่วยลดโอกาสที่น้ำดื่มจะถูกปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนักได้ด้วย

***E. coli  (Escherichia coli) หรือชื่อเรียกในภาษาไทยว่า อี. โคไล เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

โดยคุณ Dan Wang ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยนี้กล่าวว่า “วิธีใหม่ในการฆ่าเชื้อให้กับน้ำดื่มด้วยแสงอาทิตย์นี้ สามารถช่วยลดการขาดแคลนน้ำดื่มเพื่อการบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้ด้วย” โดยทีมงานเชื่อว่า วิธีการของพวกเขา สามารถใช้งานร่วมกับกระบวนการอื่นๆ ในการทำน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค อย่างเช่นการใช้วัสดุกรองน้ำ รวมถึงการปรับค่า pH ของน้ำ ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงในกระบวนการผลิตน้ำดื่ม

 

ที่มา :  https://news.thaiware.com/15899.html