คลังเก็บหมวดหมู่: จรัส

16 ต้นไม้ที่อัศจรรย์และสวยงามที่สุดในโลก

ต้นไม้บนโลกของเรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์มากมายจริงๆค่ะ ทั้งให้ร่มเงา ให้อากาศบริสุทธิ์  เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซออกซิเจนให้เราได้หายใจกันบนโลก แถมยังนำมาสร้างเป็นที่พักอาศัย  ที่ทำงาน อุปกรณ์ต่างๆ มากมาย นับว่ามันมีประโยชน์จริงๆ และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้นไม้มีให้กับโลกของเรา นั่นก็คือความสวยงามค่ะ ทุกคนรู้หรือไม่ว่าบนโลกของเรานั้นมีต้นไม้ที่แปลกมหัศจรรย์สวยงามมากอยู่ และบางต้นราวกับว่า มันออกมาจากเทพนิยายก็ว่าได้ แต่ต้นไม้เหล่านี้มีจริงๆ บนโลกของเรา ฉนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปชม “16 ต้นไม้ที่อัศจรรย์และสวยงามที่สุดในโลก” ^

 

1. /125+ Year Old Rhododendron “Tree” In Canada

2. /144-Year-Old Wisteria In Japan

3. /Wind-Swept Trees In New Zealand

4. /Beautiful Japanese Maple In Portland, Oregon

5. /Antarctic Beech Draped In Hanging Moss In Oregon

6. /Blooming Cherry Trees in Bonn, Germany

7. /Angel Oak In John’s Island In South Carolina

8. /Flamboyant Tree, Brazil

9. /Dragonblood Trees, Yemen

10. /The President, Third-Largest Giant Sequoia Tree In The World, California

11. /Maple Tree Tunnel in Oregon

12. /Rainbow Eucalyptus In Kauai, Hawaii

13. /Jacarandas in Cullinan, South Africa

14. /Avenue Of Oaks At Dixie Plantation In South Carolina

15. /Baobab Trees In Madagascar

16. /The Dark Hedges In Northern Ireland


เป็นยังไงกันบ้างคะ เห็นแล้วต้องบอกว่ามันเป็นภาพสวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีต้นไม้แบบนี้อยู่บนโลกของเรา ว่าแล้วก็อยากจะเห็นด้วยตาตัวเองซักครั้ง มันงดงาม
และบางต้นนั้นมีอายุมากกว่า 1 ร้อยปีเลยทีเดียว เป็นเรื่องราวของความเป็นที่สุด ในโลกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นะคะ

http://www.boredpanda.com #ขอบคุณค่ะ >/\<

ทึ่ง! วิศวกร ป.4 วัย 69 ปีประดิษฐ์รถสามล้อพลังงานแสงอาทิตย์ลงทุน 8 หมื่นบาท

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

11 ก.ค.62 – ผู้สื่อข่าวได้พบกับนายวิเชียร เรือนไทย อายุ 69 ปี แม้จะเรียนหนังสือจบแค่ชั้นประถมปีที่ 4 แต่สามารถสร้างรถตุ๊กๆได้โดยดัดแปลงจากรถจักรยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซล่าเซลล์ที่ติดตั้งในรถ ซึ่งได้ประดิษฐ์คิดค้นหาความรู้จากการลองผิดลองถูกด้วยตนเองและหาหนังสือมาอ่านหาความรู้เพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้ผลิตจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงาน 3 ระบบเป็นคันแรกในชีวิต ต่อมาทำการผลิตรถสามล้อ 3 ระบบขึ้นอีก 1 คัน จนมีความคิดต่อยอดมาถึงรถตุ๊กๆที่มีจุดเด่นในการชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่ในขณะที่กำลังขับเคลื่อน ส่งผลให้เดินทางได้ไกลกว่า โดยลงทุนไปกว่าแปดหมื่นบาท ซึ่งใช้งานได้จริง

นายวิเชียร ชาวจังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันเป็นคนดูแลเรือโป๊ะลากจูงขนถ่ายสินค้าที่บริเวณตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่าตนเองมีความชื่นชอบในการประดิษฐ์คิดค้น ที่ผ่านมาได้ทำการผลิตรถจักรยานยนต์ใช้พลังงาน 3 ระบบมาแล้ว  และครั้งนี้ได้ต่อยอดและทำการผลิตรถสามล้อ 3 ระบบคือใช้น้ำมัน พลังงานแสงอาทิตย์ และใช้พลังงานคนถีบเพื่อความสะดวกในการเดินทางและบรรทุกคนพร้อมสิ่งของได้มากขึ้น

ล่าสุดได้ผลิตรถตุ๊กๆใช้เงินลงทุนไปกว่า 80,000 บาทจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆพร้อมรถจักรยานยนต์มาทำการจ้างช่างเชื่อมต่อโครงสร้าง ประกอบเข้ากับตัวถังด้านนอกที่เป็นอะลูมิเนียมและแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด ติดตั้งเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ ชุดจ่ายไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ทางด้านหลัง พร้อมบังลมพลาสติกด้านหน้าและผ้าใบพลาสติกด้านข้างเพื่อป้องกันลมและฝน พร้อมระบบไฟฟ้าของรถเป็นแบบแอลอีดี สามารถโดยสารได้ 4 คนจนกลายเป็นรถตุ๊กๆ หรือสามล้ออเนกประสงค์ใช้พลังงาน 2 ระบบคือ พลังงานงานแสงอาทิตย์ต่อกับระบบแบตเตอร์รี่ มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ของรถ ทำให้ในขณะที่ใช้งานก็จะมีมอเตอร์ช่วยชาร์จไฟฟ้าเข้าไปในระบบเก็บไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนลุงวิเชียร วิศวกรชาวบ้านชั้น ป.4 ที่ผลิตรถสามล้อใช้พลังงานได้หลายระบบและยินดีถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้สนใจ

https://www.thaipost.net/main/detail/40715

การแกว่งแขนเป็นมากกว่าการออกกำลังกาย (คลิป)

 

23699

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การแกว่งแขนกับการเปลี่ยนแปลงชีพจร

   การจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ซึ่งชาวจีนเรียกว่า “แมะ” นั้นเป็นการค้นพบ ที่สำคัญอย่างยิ่ง ของแพทย์จีนแผนโบราณ แพทย์จีน ในสมัยโบราณ ได้ศึกษาเกี่ยวกับ หลักการเต้นของชีพจร ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และมีผลงาน เป็นเกียรติประวัติ เป็นที่แพร่หลายกว้างขวาง จากการเฝ้าสังเกต การเปลี่ยนแปลง ของชีพจร ทำให้สามารถ รู้ถึงสภาพของร่างกาย ว่าแข็งแรง หรืออ่อนแอประการใด เหตุที่การแกว่งแขน สามารถรักษาโรคได้ก็เพราะการแกว่งแขน สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข สภาพของร่างกาย เมื่อแก้ไขสภาพของร่างกายได้ ผลสะท้อน ก็จะแสดงออกไปยังชีพจรด้วย  คลิกค่ะ

  PDF     

ว้าว! กล้องความเร็วสูงจับภาพขณะ “โฟตอน” วิ่งในขวด (ความรู้ทางฟิสิกส์ แสงคืออะไร)

 

แอ���รียส� �วล��� (��าย) และ รา�ม� รัสการ� (�วา) �ักวิ�ัย�อ�ม�อ�ี�ั��ากล�อ���า�ภา��วาม�ร�วสู��ี�สามาร�สร�า��ลิ�ภา���า�อ����อ��ี���ลื�อ��ี����ว���ำอั�ลม���

คลิกชมคลิป ความละเอียดระดับ SD

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิจัยเอ็มไอทีพัฒนาระบบถ่ายภาพความเร็วสูงที่สามารถจับภาพได้ถึงวินาทีละล้านล้านภาพ จนสามารถสร้างคลิปภาพช้าขณะ “โฟตอน” วิ่งในขวดน้ำอัดลม 1 ลิตรได้ เชื่อจะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ อุตสาหกรรม งานวิจัย รวมถึงวงการถ่ายภาพทั่วไปได้

ราเมช รัสการ์ (Ramesh Raskar) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากห้องปฏิบัติการมีเดียแล็บ (Media Lab) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซต์ส (Massachusetts Institute of Technology) หรือเอ็มไอที (M.I.T.)สหรัฐฯ เผยว่าทีมวิจัยของเขาได้สร้างกล้องบันทึกภาพช้าที่เราสามารถเห็นโฟตอน (photon) หรืออนุภาคแสงเคลื่อนที่ไปในที่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านี้มีกล้องที่สามารถบันทึกภาพกระสุนยิงทะลุลูกแอปเปิลได้ แต่ระบบบันทึกภาพล่าสุดของเขานั้นสามารถบันทึกโฟตอนที่เปรียบเสมือนลุกกระสุนของแสงซึ่งมีความเร็วมากกว่าลูกกระสุนถึงล้านเท่าได้ 

ทีมวิจัยบันทึกภาพด้วยความเร็วดังกล่าวได้ด้วยระบบที่สามารถจับการเคลื่อนที่ของโฟตอนในแต่ละที่ว่าง (space) และเวลา (time) แล้วนำข้อมูลมาเรียงร้อยต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์กลายเป็นวิดีโอภาพช้า ซึ่งในวิดีโอด้านล่างนี้ได้แสดงให้เห็นแสงเลเซอร์เดินทางผ่านขวดน้ำอัดลม แล้วสะท้อนกลับจากฝาขวด 

คลิปแสดงการเคลื่อนที่ของโฟตอนในขวด 
“สิ่งที่คุณได้เห็นในวิดีโอคือค่าเฉลี่ยของพัลส์ (pulses) จำนวนมาก หากเราจับจังหวะแค่พัลส์เดียว เราก็จะได้ข้อมูลไม่มากพอ อย่างแรกเลยเพราะว่ามันจางมาก และอย่างที่สองเพราะเราจะได้เห็นเพียงเส้นๆ เดียวในแต่ละครั้ง” แอนเดรียส์ เวลเทน (Andreas Velten) นักวิจัยจากกลุ่มคาเมราคัลเจอร์ (Camera Culture group) ของมีเดียแล็บ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมทดลองในครั้งนี้อธิบายแก่ผู้สื่อข่าวเอ็มเอสเอ็นบีซี 

เทคนิคในการสร้างวิดีโอที่สามารถจับการเคลื่อนที่ของโฟตอนได้คือการใช้กล้องสตรีค (streak camera) ซึ่งรูรับแสงของกล้องนี้เป็นช่องยาวแคบๆ ซึ่งทำให้เห็นทิศทางในแนวนอนได้กว้างแต่เห็นทิศทางในแนวตั้งได้จำกัด ซึ่งเวลเทนกล่าวว่าเราจะเห็นเพียงเส้นๆ เดียว แต่ก็ให้อัตราผลิตเฟรมสูงมากถึงวินาทีละล้านล้านเฟรม ช่วยให้นักวิจัยสร้างภาพยนตร์จากการเดินทางของแสงเส้นเดียวได้ แต่ต้องใช้หลายๆ พัลส์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของวิดีโอให้ดีขึ้น และเพราะแสงเลเซอร์นั้นค่อนข้างนิ่งทำให้ภาพที่ได้ดูไม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง 

ในระบบบันทึกภาพความเร็วสูงที่ทีมวิจัยจากเอ็มไอทีพัฒนาขึ้นมานี้ใช้เซนเซอร์เรียงกันมากถึง 500 ตัว และใช้แสงเลเซอร์สีฟ้าจากไททาเนียมเป็นแสงในการสร้างภาพการเคลื่อนของอนุภาคแสง ซึ่งตามที่นักวิจัยระบุ นั้นแสงใช้เวลาเดินทางในขวดเพียงระดับนาโนวินาที แต่พวกเขาต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพื่อเก็บรวบวมข้อมูลมาเรียงเป็นภาพวิดีโอ ซึ่งรัสการ์กล่าวว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถนำไปใช้ในการถ่ายภาพทางการแพทย์ อุตสาหกรรม งานวิจัย หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพทั่วไปได้ 

แสงคืออะไร

ความหมายของเเสง (Light)

แสง (light) คือ คลื่นชนิดหนึ่งและมีพลังงานการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่รังสีอินฟราเรดถึงรังสีอัลตราไวโอเลต แสงช่วงที่ตาสามารถ มองเห็นมีค่าอยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตร และมีความถี่อยู่ในช่วง 103-105 เฮิรตซ์ โดยแสงสีม่วงซึ่งมีความยาวคลื่นน้อยที่สุด หรือ ความถี่สูงสุด ส่วนแสงสีอื่น ๆ ให้สเปคตรัมของแสงในช่วงนี้ก็มีความยาวคลื่นสูงขึ้นตามลำดับ จนถึงแสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุดหรือมีความถี่ต่ำที่สุด

น่ารู้..

– แสง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดเดียวที่ตามองเห็น (visible)   – อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ จะมีค่าประมาณ 3 x 108 m/s

– แสงเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค (ทวิภาคของคลื่น)

สมบัติของแสง

– แสงเป็นคลื่น : แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยที่ระนาบการสั่นของสนามแม่เหล็กตั้งฉากกับระนาบการสั่นของสนามไฟฟ้า และตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น และแสงก็มีการเลี้ยวเบนด้วย ซึ่งการเลี้ยวเบนก็แสดงคุณสมบัติของคลื่น

– แสงเป็นอนุภาค : แสงเป็นก้อนพลังงานมีค่าพลังงาน E = hf โดยที่ h คือค่าคงตัวของพลังค์ และ f คือความถี่ของแสง เรียกอนุภาคแสงว่าโฟตอน

รู้ยัง? มหัศจรรย์แห่งตับ ฟื้นฟูตัวเองได้ รู้แล้วจะอยากเปลี่ยนชีวิต

messageImage_1562894198173

รู้หรือไม่ มนุษย์อาจสูญเสียอวัยวะบางอย่างได้ แต่ “ตับ” เป็นอวัยวะที่มนุษย์ไม่อาจขาดได้เลย เพราะตับเปรียบเหมือนโรงงานที่คอยขับเคลื่อนชีวิตของเรา ผ่านระบบการทำงาน ต่อไปนี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การผลิต ตับจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน ให้เป็นสารอาหารที่เหมาะกับการใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การเก็บสะสม ตับจะเก็บน้ำตาลกลูโคสในรูปของไกลโคเจนสะสมไว้ในตับ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็จะเปลี่ยนไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่ต่างๆ ของร่างกาย

การทำลาย ตับทำหน้าที่ทำให้ของเสียหรือสารพิษต่างๆ หมดพิษหรือมีพิษน้อยลง ก่อนส่งไปขับออกทางปัสสาวะที่ไต หรือส่งออกไปทางน้ำดี ไปยังลำไส้

นอกจากนี้ ตับยังคอยปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศให้อยู่ในระดับพอเหมาะพอดี ไม่ให้เรามีความต้องการมากไปหรือน้อยไป

เมื่อเรามีบาดแผลเลือดออก ถ้าไม่มีตับที่ผลิต “โพรทรอมบิน” ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม เลือดก็จะไหลเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด จนทำให้หัวใจหยุดทำงาน

ดังนั้นหากมีสิ่งใดที่มาหยุดการทำงานโรงงานแห่งนี้ ย่อมส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน

เหล้าตัวบ่อนทำลายโรงงานของชีวิต

เมื่อดื่มเหล้าเข้าไป เซลล์ตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้กลายเป็น อะเซตตัลดีไฮด์ (acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และเร่งเปลี่ยนให้กลายเป็นอะซิเตท ซึ่งจะกระจายไปตามกล้ามเนื้อและสมอง เพื่อเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ มีหลักฐานงานวิจัยที่พบว่า อะเซตตัลดีไฮด์ยับยั้งการซ่อมดีเอ็นเอ หรือสารพันธุกรรมที่บาดเจ็บ ส่งผลให้เซลล์กลายพันธุ์ได้ง่ายและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

อะเซตตัลดีไฮด์ ยังทำให้เซลล์ตับบาดเจ็บ จนระบบเผาผลาญในตับเสียหาย รวมถึงเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ใช้น้ำตาลไม่ได้เต็มที่ ส่งผลต่อระบบเมตาโบลิซึ่มของไขมัน จนทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับมากขึ้นๆ จนกลายเป็นเซลล์ไขมันขนาดใหญ่ ที่เบียดเซลล์ตับจนเซลล์ตับเริ่มบาดเจ็บ และเซลล์บางส่วนตายไปกลายเป็นพังผืด ซึ่งจะพัฒนาเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็ง

ข่าวดียังมี ตับมีโอกาสฟื้น ขอแค่…

โปรดตั้งใจอ่าน ยังมีความหวังสำหรับคนที่ต้องการเยียวยาและฟื้นฟูตับ เนื่องจากการแพทย์ระบุชัดเจนว่า ในระหว่างที่ตับได้รับผลกระทบ เรายังมีวิธีนำตับที่ดีกลับคืนมาได้ ดังนี้

หากอยู่ในระยะไขมันแทรกในตับ หรือ Fatty Liver เป็นระยะเริ่มต้น เจอได้บ่อยที่สุดในผู้ดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้ที่มีไขมันแทรกในตับจะมีเอนไซม์ตับผิดปกติประมาณ 50% ตับมีขนาดใหญ่ขึ้น มีผิวเรียบ แต่ถ้าผู้ป่วยหยุดดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้โดยการสร้าง “กลูตาไทโอน” ซึ่งเป็นกระบวนการในการฟื้นฟูซ่อมแซมตัวเองของตับให้กลับมาสดและมีสุขภาพที่ดีเหมือนเดิม

ระยะตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ เป็นช่วงที่เกิดต่อเนื่องจากไขมันเกาะตับ คนที่ยังไม่หยุดดื่ม เนื้อตับบางส่วนจะเริ่มไม่ทำงานเนื่องจากเซลล์ตับถูกทำลายและเกิดพังผืดภายในตับ มีเม็ดเลือดขาวปริมาณสูงขึ้น บางรายมีอาการเหลืองมาก ผู้ป่วยในระยะนี้ยังสามารถหยุดยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลามเพิ่มขึ้น ด้วยการหยุดดื่มเหล้า ช่วยให้ตับได้ฟื้นฟูจนค่าเอนไซม์กลับมาเป็นปกติ แถมพอได้พักตับ สารอาหารในตับก็ไหลเวียนไปใช้ในร่างกายได้มากขึ้น ตับบางส่วนที่ยังไม่เสียหายสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

และสุดท้ายคือระยะภาวะตับแข็ง สำหรับคนที่ไม่ยอมกลับตัวกลับใจ ดันทุรังดื่มต่อจนตับอักเสบเป็นเวลานาน มีพังผืดคลุมจนทั่วตับ เซลล์ตับหยุดทำงาน ร่างกายจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย ผอมลง น้ำหนักลด มีสารพิษคั่งในร่างกาย คันตามร่างกาย อาการตัวเหลืองตาเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน น้ำคั่งในท้อง ขาบวม เซลล์ตับกลายพันธุ์กลายเป็นมะเร็งตับ และตับที่ไม่สามารถทำลายสารพิษได้ จนต้องส่งสารพิษไปทิ้งที่ไต ส่งผลให้เกิดไตวายตามมาอีกด้วย

ทางที่ดี อย่าปล่อยให้ชีวิตเดินมาจนถึงทางตัน รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มที่ทำร้ายตับ ด้วยการฉวยโอกาสดีช่วงเข้าพรรษา หันหลังให้ขวดเหล้า งดดื่มเพื่อฟื้นฟูตับ หรือใครที่อยากเลิกเหล้ายาวๆ ลองโทร. ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา 1413 หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.stopdrink.com

https://www.thairath.co.th/news/local/1611601

75 ชีวิต! วาฬสีเทาที่ล้มตาย สัญญาณร้ายโลกร้อนหรือไม่!! (ดูภาพยนตร์ Free Willy (1993) เพื่อเพื่อนด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่ (วาฬเพชรฆาต) )

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เป็นเรื่องน่าสลดใจ เพราะตั้งแต่ต้นปีมาถึงช่วงเดือนมิถุนายน มีการพบศพวาฬสีเทาแปซิฟิกเป็นจำนวนกว่า 75 ตัวด้วยกัน โดย 37 ตัวพบในน่านน้ำและชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย, 3 ตัวพบในรัฐโอเรกอน, 25 ตัวในรัฐวอชิงตัน, 5 ตัวพบในรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา และอีก 5 ตัวพบในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ซึ่งคาดว่าวาฬที่พบศพนั้นเป็นจำนวนเพียงน้อยนิดของวาฬที่เสียชีวิต เพราะโดยปกติศพวาฬนั้นจะจมลงสู่ก้นทะเล

สาเหตุการตายจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีสมมุติฐานว่ามาจากการขาดสารอาหาร เพราะวาฬจำนวนมากที่พบมีไขมันในร่างกายต่ำจนน่าใจหาย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในแถบอะแลสกาที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ ทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นและสัตว์ทะเลในบริเวณดังกล่าวมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม หรือลดจำนวนลง

โดยปกติวาฬสีเทาจะอพยพขึ้นไปใช้ชีวิตแถบอะแลสกาในช่วงฤดูร้อน โดยเริ่มอพยพช่วงเดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน หากินกับสัตว์น้ำขนาดเล็กเพื่อสะสมเป็นชั้นไขมันภายใต้ผิวหนังเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการอพยพลงตอนใต้สู่มหาสมุทรฝั่งตะวันตกของเม็กซิโกเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือฤดูหนาว แต่เมื่ออาหารขาดแคลนและไขมันสะสมใต้ผิวหนังไม่เพียงพอ วาฬหลายตัวจึงอดตายระหว่างการอพยพ หรือบางตัวมีความพยายามในการเข้ามาหาอาหารใกล้ชายฝั่ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุชนกับเรือจนบาดเจ็บ และเสียชีวิตลงในที่สุด

ในอดีตเองก็เคยมีเหตุการณ์ลดจำนวนลงจนน่าใจหายของวาฬสีเทา ช่วงปีค.ศ. 1999-2000 โดยมีการพบวาฬจำนวนกว่า 100 ศพด้วยกัน ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ที่ส่งผลให้อุณหภูมิของทะเลมีความเปลี่ยนแปลง ในครั้งนั้นศพวาฬที่พบไม่มีอาการผอมโซหรือขาดสารอาหาร จึงยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดถึงสาเหตุการตายเช่นกัน

แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการตายเพิ่มเติม เราทุกคนควรหันมาดำเนินชีวิตแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้น เพราะทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเรานั้นสามารถส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลก ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นต่อๆ กันไป

ข้อมูลอ้างอิง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9620000064704

ดูภาพยนตร์ Free Willy (1993)
เพื่อเพื่อนด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่ (วาฬเพชรฆาต) เต็มเรื่อง

 

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ SD

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ HD

คลิกดูเรื่องย่อ

วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตในทะเลเปลี่ยนกลางยุคจูราสสิก (ดูหนัง Jurassic Park 1 จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ )

(ภาพจาก : University of Plymouth)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อเร็วๆนี้มีการศึกษาใหม่จากนักวิจัยนำโดยมหาวิทยาลัยพลีมัธ ในประเทศอังกฤษ รายงานลงในวารสารเนเจอร์ จีโอไซเอนซ์ (Nature Geoscience) ว่ามหาสมุทรทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อประมาณ 170 ล้านปีก่อน เมื่อความสัมพันธ์ ของนักล่าและเหยื่อที่ถูกล่าเข้าควบคุมความเป็นห่วงโซ่อาหาร จุดนั้นเองที่สิ่งมีชีวิตทางทะเลถูกควบคุมจากสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น สภาพภูมิอากาศ หรือสภาวะทางเคมีของมหาสมุทร

ทีมวิจัยได้ทดสอบทฤษฎีที่ว่าด้วยความสำคัญทางวิวัฒนาการของสภาพแวดล้อม โดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางชีวภาพลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ใช้การวิเคราะห์แร่ธาตุอะราโกไนต์และแคลไซต์ที่ก่อตัวขึ้นเป็นวัตถุอนินทรีย์ในมหาสมุทรช่วงระยะ 500 ล้านปีที่แล้ว และนำไปเปรียบเทียบกับองค์ประกอบแร่ของเปลือกหอยในเวลาเดียวกัน ผลการทดสอบปรากฏว่า ราวๆกลางยุคจูราสสิกเมื่อ 170 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตมีการหลั่งแร่ธาตุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้มีข้อได้เปรียบด้านวิวัฒนาการ

นักวิจัยอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตเกาะเป็นเปลือกแข็ง และต่อมาภายหลังก็ทำให้องค์ประกอบทางเคมีของมหาสมุทรมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในทะเลก็มีการเปลี่ยนแปลง.

ดูหนัง Jurassic Park 1 จูราสสิค พาร์ค กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ SD

 

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ HD

คลิกดูรายละเอียด

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต

  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในปัจจุบันจอภาพแบบ LCD และ LED ได้มาแทนที่จอแก้วแบบ CRT เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยข้อดีต่าง ๆ ที่ดีกว่าจอ CRT ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นความบาง, ความคมชัดของภาพ, ประหยัดพลังงานกว่า และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมีจอชนิดใหม่ที่จะมาแทนที่ LCD (และ LED) แล้ว ก็คือจอภาพแบบ OLED นั่นเอง เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายชนิดที่หันไปใช้จอภาพแบบ OLED กันพอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, เครื่องเกมพกพา ฯลฯ แต่เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ค่อยทราบว่าเจ้า OLED นั้นมันเป็นยังไง มีอะไรดี แล้วมันต่างกับ LCD ยังไงบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอพาท่านไปทำความรู้จักกับ OLED กันครับ
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


OLED (Organic Light Emitting Diodes) คือจอภาพที่มีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถเปล่งแสงเองได้เมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า เรียกว่ากระบวนการอิเล็คโทรลูมิเนเซนส์ (Electroluminescence) โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแสง Backlight และจะไม่มีการเปล่งแสดงในบริเวณที่เป็นภาพสีดำ ส่งผลให้สีดำนั้นดำสนิท อีกทั้งยังช่วยพลังงานด้วย

นอกจากนี้ จอภาพแบบ OLED ยังมีความบางกว่า LCD รวมทั้งมีความยิดหยุ่น สามารถโค้งงอได้ เนื่องจาก OLED มีโครงสร้างที่แตกต่างจาก LCD โดยโครงสร้างของ OLED นั้นประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทำจากวัสดุอินทรีย์มีทั้งแบบ Polymer และโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งมีความหนาเพียง 100-500 นาโนเมตรเท่านั้น (บางกว่าเส้นผมของคน 200 เท่า) และอาจมีชั้นสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบอยู่  2 หรือ 3 ชั้น

รายละเอียดโครงสร้างของ OLED (แบบที่มีสารอินทรีย์ประกอบ 2 ชั้น)

 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


1. Substrate เป็นชั้นผิวหน้าของจอภาพ อาจทำจากกระจก, ฟลอยด์โลหะ หรือพลาสติกใส ซึ่งหากทำจากฟลอยด์หรือพลาสติกใสจะทำให้ได้จอภาพที่มีความยืดหยุ่นสูง

2. Anode (ขั้วบวก) ทำด้วยวัสดุโปร่งใส (Indium Tinn Oxide ; ITO) เป็นตัวทำหน้าที่ดึงกระแสอิเล็กตรอน

3. Organic Layer ทำจากสารประกอบอินทรีย์ หรือโพลิเมอร์ของสารอินทรีย์ โดยถูกแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อย ๆ ได้แก่

          Conducting Layer ทำจากโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่เป็นสี ทำหน้าที่ส่ง Hole ของอิเล็คตรอนจาก Anode

          Emissive Layer ทำจากโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่เป็นสี ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายอิเล็คตรอนจาก Cathode โดยชั้นนี้เป็นชั้นที่ทำให้เกิดการเปล่งแสง

4. Cathode (ขั้วลบ) อาจทำด้วยวัสดุโปร่งใสหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของ OLED เป็นตัวทำหน้าที่ปล่อยกระแสอีเล็กตรอน

หลักการทำงานของกระบวนการอิเล็คโทรลูมิเนเซนส์ (Electroluminescence)
 


ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


1. จอ OLED ได้รับกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหรือแบตเตอรี่

2. กระแสไฟฟ้าไหลจาก Cathode ผ่านชั้นสารอินทรีย์ไปยัง Anode โดย Cathode จะส่งอิเล็กตรอนให้ Emissive Layer
3. Anode ดึงอิเล็กตรอนจาก Conductive Layer ทำให้เกิด Electron Holes ขึ้น
4. ระหว่าง Emissive Layer และ Conductive Layer จะเกิดปฏิกิริยา Electron (-) รวมตัวเข้ากับ Hole (+) ขึ้น
5. เนื่องจากอิเล็กตรอนมีระดับพลังงานทีสูงกว่า Holes จึงต้องลดระดับของพลังงานของอิเล็กตรอนลง ด้วยการเปลี่ยนรูปของพลังงานไปเป็นพลังงานแสงแทน
6. จอภาพ OLED เปล่งแสงจากพลังงานแสง
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


สำหรับสีของแสงที่ปรากฏออกมาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโมเลกุลของสารอินทรีย์ในชั้น Emissive layer ซึ่งในจอ Full Colour OLED จะมีสารอินทรีย์ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ สารอินทรีย์ที่ให้แสงสีแดง, เขียว และน้ำเงิน (RGB) โดยสารทั้ง 3 ชนิดนี้ถูกเคลือบอยู่บน OLED เพียงแผ่นเดียวเพื่อให้เกิดสีสันต่าง ๆ ส่วนความสว่างของแสงที่ปรากฏบนจอภาพจะขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสอิเล็กตรอน หากมีกระแสมากแสงก็จะมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งปกติ OLED จะใช้กระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 3-10 โวลต์

OLED สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ PMOLED และ AMOLED

PMOLED (Passive Matrix OLED) ในแต่ละชั้นจะมีลักษณะเป็นแถบแยกออกจากกัน โดยชั้นของ Cathode และ Anode จะวางในแนวขวางซึ่งกันและกัน โดยเมื่อมีกระแสไหลผ่านในแต่ละช่อง Cathode และ Anode จะทำให้ฟิล์มเกิดการเปล่งแสงบริเวณที่ขั้ว Cathode และ Anode วางตัดกัน ดังนั้นการควบคุมการเปล่งแสงของ PMOLED จึงขึ้นอยู่กับการเลือกช่องทางเดินของกระแส โดยข้อดีของ OLED ชนิดนี้คือสร้างได้ง่าย และต้องการกระแสจากวงจรภายนอก ส่งผลให้ต้องใช้พลังงานมากกว่า OLED ชนิดอื่น ๆ (แต่ก็ยังประหยัดพลังงงานมากกว่า LCD) ซึ่ง PMOLED เหมาะสำหรับทำจอภาพขนาดเล็กที่มีความกว้างประมาณ 2-3 นิ้ว อย่างเช่น จอของโทรศัพท์หรืออุปกรณ์พกพาต่าง ๆ แต่ปัจจุบันนิยมหันใช้ AMOLED กันมากกว่าแล้ว
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


AMOLED (Active Matrix OLED) ในแต่ละชั้นจะต่อเนื่องกันทั้งชั้น แต่ในชั้น Anode จะมีลักษณะเป็นฟิล์มบางที่เป็นวงจรในตัวเอง และควบคุมการเกิดภาพได้เอง โดย AMOLED จะใช้พลังงานน้อยกว่า PMOLED เนื่องจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นแบบฟิล์มบาง และยังสามารถขยายให้มีขนาดใหญ่ได้ด้วย จึงทำให้ AMOLED เหมาะสำหรับทำจอภาพที่มีขนาดใหญ่ เช่น จอโทรทัศน์, จอคอมพิวเตอร์ หรือจอป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันก็นิยมใช้เป็นจอภาพของอุปกรณ์พกกาอื่น ๆ เช่นกัน
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต 


OLED ยังแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ตามลักษณะการใช้งานได้อีก 4 ชนิด

1. Transparent OLED ประกอบด้วยชั้นที่โปร่งแสงทุกชั้น เมื่อปิดจอ แสงจากภายนอกจะสามารถผ่านจอได้ถึง 85 % และเมื่อเปิดจอกระแสไฟฟ้าก็จะถูกส่งเข้าระบบ และเปลี่ยนเป็นแสงส่องผ่านออกมาจากจอได้ทั้งสองด้าน ซึ่งสามารถสร้างจอภาพที่มองเห็นภาพได้ทั้ง 2 ด้าน โดย Transparent OLED นี้สามารถสร้างได้ทั้งแบบ PMOLED และ AMOLED
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


2. Top-emitting OLED เป็นจอแบบทึบแสงหรือสะท้อนแสง โดยจอภาพแบบนี้จะเป็นแบบ AMOLED ซึ่งถูกนำไปใช้กับ Smartcard เป็นส่วนใหญ่
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


3. Foldable OLED ทำด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เช่น แผ่นฟลอยด์โลหะหรือพลาสติกใส มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานสูง เหมาะใช้สำหรับโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์พกพาต่าง ๆ เพื่อช่วยลดปัญหาหน้าจอแตก นอกจากนี้ ยังสามารถเย็บติดกับเส้นใยผ้าต่าง ๆ อย่างเสื้อผ้าได้อีกด้วย
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


4. White OLED เป็น OLED ที่ให้แสงสีขาว ช่วยประหยัดพลังงานและมีคุณภาพดีกว่าแสงที่ได้จาก หลอดฟลูออเรสเซนต์ ทำให้เห็นสีแท้จริง เช่นเดียวกันแสงสว่างตามธรรมชาติ และมีแนวโน้มว่าเมื่อทำให้มีขนาดใหญ่ จะสามารถใช้แทนแสงฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้ตามบ้านและตึกต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าการใช้หลอดไฟธรรมดา
 


ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


จุดเด่นของ OLED 

บาง เบา และมีความยืดหยุ่นสูง
เมื่อนำพลาสติกมาทำจอของ OLED แทนกระจก จะทำให้จอมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับให้โค้งงอได้
สามารถทำเป็นจอแบบโปร่งใส และมองเห็นได้จากทั้งสองด้าน
ให้ความสว่างได้มากกว่าจอปกติ
สีดำ ดำสนิทกว่าจอปกติ เนื่องจากไม่มีแสง Backlight
เนื่องจากสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง
สามารถสร้างให้เป็นขนาดใหญ่ได้ง่าย โดยมีความปลอดภัยสูง เพราะสามารถสร้างจากพลาสติกได้
มีมุมมองกว้างถึงเกือบ 180 องศา 

จุดด้อยของ OLED

ฟิล์มที่ให้กำเนิดสีน้ำเงินมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 1,000 ชั่วโมง (แต่สำหรับสีแดง และเขียว มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึงประมาณ 10,000-40,000 ชั่วโมง
สารอินทรีย์ที่ใช้ทำ OLED จะเสียหายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำหรือออกซิเจน 
 

ทำความรู้จัก OLED เทคโนโลยีจอภาพแห่งอนาคต


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน OLED ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายเท่ากับ LCD และ LED จากคาดว่าในอนาคต OLED น่าจะเข้ามาแทนที่ LCD และ LED อย่างแน่นอน รวมทั้งอาจได้เห็นการใช้จอ OLED บนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ก็ได้ เช่น แว่นตา, หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งบนผืนผ้า โดยเฉพาะจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นที่สามารถโค้งงอได้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้หลากหลายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ตที่สามารถม้วนเก็บได้ หรือจอโทรทัศน์ที่สามารถโค้งรับกับมุมห้องได้ แค่นึกภาพก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมล่ะครับ

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก
http://men.kapook.com/view54324.html.

มนุษย์นีแอนเดอร์ธัลใช้ยางสนสร้างเครื่องมือหิน

มนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthals) เป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์และเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับมนุษย์เรา นักวิจัยเคยสันนิษฐานว่าพวกเขาน่าจะด้อยปัญญากว่า แต่ต่อมาก็ต้องเปลี่ยนความคิดหลังจากพบหลักฐานหลายอย่าง เช่น สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ในพิธีกรรม ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ร่องรอยบนกระดูกสัตว์ที่แสดงถึงกลยุทธ์การล่าสัตว์ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าญาติยุคโบราณของเรานั้นก็มีความฉลาดอยู่ไม่น้อย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ล่าสุด ทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่าในถ้ำ 2 แห่งคือ Grotta del Fossellone และ Grotta di Sant’Agostino ตั้งอยู่ใกล้ชายหาดในพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของอิตาลีในปัจจุบัน ถ้ำเหล่านี้เคยเป็นบ้านของมนุษย์ยุคหินในยุโรปมาก่อนที่กลุ่มมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens) จะเดินทางเข้ามา ทีมได้พบเครื่องมือหินกว่า 1,000 ชิ้นจาก 2 ถ้ำ และชิ้นส่วนของหินไฟที่ใช้เป็นเครื่องมือของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หินเหล่านี้มีขนาดไม่เกิน 1-2 นิ้ว และสังเกตเห็นสิ่งตกค้างแปลกๆบนหินไฟ 10 ชิ้นที่ดูเหมือนจะเป็นวัตถุอินทรีย์ ทีมอธิบายว่าบางครั้งวัตถุนั้นอาจเป็นตะกอนอนินทรีย์ แต่บางครั้งก็เป็นร่องรอยของยางไม้ ทีมจึงใช้เครื่องแก๊สโครมาโทรกราฟี-แมสสเปกโทรมิเตอร์ มาวิเคราะห์หาสารประกอบอินทรีย์ที่อยู่บนหินดังกล่าว

ทีมยังพบ “ด้ามจับ” เก่าแก่ที่สุดมีการใช้ยางสนบนเครื่องมือ เป็นไปได้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ธัลจะใช้ยางสนผสมกับขี้ผึ้งเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นกาวเชื่อมติดหิน แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่สำคัญในยุคนั้นของมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล ตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ด้อยสติปัญญาเลย.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1607190#cxrecs_s

สารคดี ตอน มนุษย์ถ้ำสายพันธุ์สุดท้าย นีแอนเดอร์ทัล HD

แผ่นดินไหวแคลิฟอร์เนีย สัญญาณเตือน “เดอะ บิ๊กวัน” กำลังจะมา (คลิกดู 2012 วันสิ้นโลก หนังดีที่โดนใจ)

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ที่เขย่าเมืองริดจ์เครสต์ และพื้นที่ทางใต้รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.ค. นับเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปีที่เคยเกิดขึ้นในรัฐแห่งนี้ และเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.4 ในพื้นที่เดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายพันครั้งด้วย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แผ่นดินไหวดังกล่าวกลายเป็นตัวจุดกระแสความกังวลว่า “แผ่นดินไหวใหญ่” หรือ “เดอะ บิ๊กวัน” (The Big One) ที่มีการทำนายมานานหลายปี อาจกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

*เดอะ บิ๊กวัน คืออะไร?

หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่แคลิฟอร์เนียถึง 2 ครั้งติดๆ กัน สื่อหลายเจ้าในสหรัฐฯ ต่างรายงานถึงกระแสความกังวลว่า นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือ เดอะ บิ๊กวัน ที่แคลิฟอร์เนีย ว่าแต่ เดอะ บิ๊กวัน คืออะไรกันแน่?

เดอะ บิ๊กวัน คือ แผ่นดินไหวขนาด 7.5 หรือรุนแรงกว่า ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นตามรอยเลื่อน ‘แซน แอนเดรส’ ความยาว 1,200 กม. ซึ่งพาดผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิกและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ แบ่งเป็น 3 ส่วนที่มีลักษณะเฉพาะตัว และมีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวแตกต่างกันไป

แผ่นดินไหวรุนแรงกว่า 7.5 อาจสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่รัศมี 80-160 กม. จากจุดศูนย์กลาง พื้นที่ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง รวมถึงนครลอสแอนเจลิส, ซานฟรานซิสโก และเมืองปาล์ม สปริงส์ ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง เดอะ บิ๊กวัน อย่างถาวร

*เดอะ บิ๊กวัน กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่?

อัตราการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่รอยเลื่อนแซน แอนเดรส ค่อนข้างใช้เวลานานคือราว 150 ปี โดยแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งล่าสุดในพื้นที่ส่วนทิศใต้ของรอยเลื่อนเกิดขึ้นไปแล้วในปี 2400 ส่วนในพื้นที่ทางเหนือเกิดในปี 2449 ที่ซานฟรานซิสโก หมายความว่า โอกาสเกิด บิ๊กวัน ในพื้นที่ทางเหนือของแคลิฟอร์เนียจะลดลงเล็กน้อย

แต่สำหรับในพื้นที่ทางใต้ของรอยเลื่อนแซน แอนเดรส ช่วงเวลาที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นับว่า ผ่านมานานแล้ว หมายความว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สำหรับคำถามที่ว่า บิ๊กวัน จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ นักแผ่นดินไหววิทยาวิเคราะห์ว่า แผ่นดินไหวรุนแรงทั้ง 2 ครั้งในแคลิฟอร์เนียไม่น่าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่รอยเลื่อนแซน แอนเดรส แต่ก็ไม่ได้ลดโอกาสที่มันจะเกิดขึ้นเช่นกัน

ดร. ลูซี โจนส์ นักแผ่นดินไหววิทยาของสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทุกๆ ปีจะมีโอกาสเกิด เดอะ บิ๊กวัน ในแคลิฟอร์เนียราว 2% หรือราว 0.005% ในแต่ละวัน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูง แต่ “ทุกคนควรเตรียมพร้อมสำหรับเดอะ บิ๊กวัน เสมอ”

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1610440

2012 วันสิ้นโลก หนังดีที่โดนใจ

2012_postermain.jpg

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ SD

 

คลิกดูภาพยนตร์ ระดับ HD

คลิกดูรายละเอียด