คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้ฟิสิกส์

ความรู้ทางฟิสิกส์

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

ช่วงหลายปีที่ผ่นามานี้ พลังการประมวลผลอันมหาศาลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการใช้งานในห้องแล็ปเท่านั้น

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา IBM ได้เปิดตัว IBM Q System One ซึ่งเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจ และชัดเจนแล้วว่ามันคือก้าวแรกในการทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของขุมพลังการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือนเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าของโลกอนาคต ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในตอนนี้ นั้นเพราะว่ามันสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง

พลังการประมวลผลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ได้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบุกเบิกอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร คำนวณความเสี่ยงในการลงทุน หรือบางทีอาจนำไปใช้ในการหาหนทางรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

โดยคุณ Ginni Rometty ดำรงตำแหน่ง CEO ของ IBM กล่าวเอาไว้บนเวทีในงานเปิดตัว IBM Q System One ว่า “ข้อมูล เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก”

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจไหนที่อยากจะซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานในออฟฟิศก็คงต้องผิดหวัง เพราะถึงแม้ว่าทาง IBM จะเปิดโอกาสให้องค์ธุรกิจสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ก็จริงอยู่ แต่จะเป็นการเข้าใช้พลังการประมวลผลของมันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตคลาวด์ที่มีชื่อว่า IBM Cloud

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบ ไบนารี่ (Binary) เลขฐานสอง ซึ่งแต่ละบิตของข้อมูลจะเก็บเป็นเลข 1 หรือ 0 โดยที่เราสามารถนำเลขฐานสองรายหลายๆ หลักมาเรียงรวมกันเพื่อถอดรหัสเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรได้ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างออกไป และทำให้มันมีพลังการประมวลผลที่มากมายมหาศาล

โดยการเก็บข้อมูลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นอยู่ในรูปแบบของ คิวบิต (Qubit) ซึ่งแต่ละคิวบิตนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ตรงที่สามารถมีสภาวะของความเป็น 1 หรือ 0 ได้ในขณะเดียวกัน ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วว่ามากในเวลาที่เท่ากัน รองรับงานประมวลผลที่ต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยยาชนิดใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างการเข้ารหัสที่ซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถเจาะได้

โดย IBM Q System One ติดตั้งอยู่ในเคสกระจกที่มีความสูง 9 ฟุต กว้าง 9 ฟุต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปิดทึบ อากาศไม่สามารถไหลเข้าไปในระบบได้ โดยหน้าตาของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เท่ล้ำนำสมัยนี้ เป็นความพยายามแรกของ IBM ที่พยายามจะนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และเคสนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Qubit จะสูญเสียความสามารถในการประมวลผล หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ โดยมันต้องทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และต้องปราศจากการสั่นไหว และปราศจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจของ IBM นี่พยายามเอาชนะความท้าทายเพื่อให้สักวันหนึ่ง มันสามารถนำไปติดตั้งในบริษัทของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทำให้ต้องมีการติดตั้งในเคสที่มีการควบคุมสภาพภายในเคสเอาไว้อย่างดี แต่ในตอนนี้เคสยังมีความเปราะบางเกินกว่าที่จะนำไปติดตั้งในสำนักงานใดๆ ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเพื่อที่ IBM จะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้ และในตอนนี้ลูกค้ายังคงต้องใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ไปก่อน

คุณ Arvind Krishna รองประธานอาวุโสฝ่าย Hybrid Cloud และผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย IBM กล่าวว่า “IBM Q System One เป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และระบบใหม่นี้จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกไปจากขอบเขตการใช้งานนอกห้องแลป และเราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานสำหรับธุรกิจ และงานด้านวิทยาศาสตร์”

และภายในปีนี้ IBM จะเปิดศูนย์ IBM Q Quantum Computation Center แห่งแรกเพื่อรองรับลูกค้าองค์กรธุรกิจในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอื่นๆ

และ IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ทุ่มเทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยที่ทาง Google เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับความก้าวหน้าในการอัพเกรดเสถียรภาพ และแก้ไขข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบหน่วยประมวลผล Qubit เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้

ไมโครซอฟท์ก็ทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจ์ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Intel ก็ยังเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์ชิปคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมด้วย

ที่มา: https://news.thaiware.com/15514.html

 

ครั้งแรก ! นาซาเผยภาพ ” อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

ครั้งแรก !  นาซาเผยภาพ " อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

“นาซา″ เผยภาพถ่ายที่ชัดเจนขึ้นของ “อัลติมา ธูลี” วัตถุที่ลอยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ถ่ายได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

วานนี้ (3 ม.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลวัตถุที่ไกลจากโลกที่ถูกเรียกชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” Ultima Thule โดยนายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สาร สนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นาซาเผยภาพแรกของ อัลติมา ธูลี วัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ ถ่ายโดยยานนิวฮอไรซันส์ ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ได้สำเร็จ โดย อัลติมาธูลี มีรูปร่างคล้ายพินโบลิ่ง ขนาดประมาณ 32×16 กิโลเมตร ซึ่งหมุนรอบตัวเองตามแกนหมุนสีแดง

อัลติมา ธูลี คืออะไร?

อัลติมา ธูลี มีชื่อเป็นทางการว่า 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ.2557 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 6.61 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุรูปร่างได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นวัตถุทรงรี หรืออาจเป็น 2 วัตถุที่โคจรรอบซึ่งกันและกัน

ยานนิวฮอไรซันส์ บินเฉียดเข้าใกล้วัตถุชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” (Ultima Thule) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 12:33 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วัตถุดังกล่าวอยู่จากโลกประมาณ 44 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ นับเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ

 

 

เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 51,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดที่ระยะห่างประ มาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวัตถุให้ได้ความละเอียดสูงทีมนักวิจัยนาซาจะต้องอาศัยระบบการนำทางในอวกาศที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมีโอกาสในการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แถบไคเปอร์กับจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการกำเนิดระบบสุริยะ กล่าวคือ แถบไคเปอร์ คือ บริเวณที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 30 ถึง 50 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (อยู่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป)

บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุขนาดเล็กที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นหินและน้ำแข็งจากสารประกอบมีเทน แอมโมเนีย และน้ำ เป็นซากที่หลงเหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จะสามารถตอบคำถามได้ว่าระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ขณะที่ทวิตเตอร์ของนาซาได้เผยแพร่คลิปและภาพดังกล่าวนี้ไว้ มีผู้สนใจเข้ามาดูจำนวนมาก บางคนก็บอกว่ารุปร่างของ อัลติมา ธูลี คล้ายกับมนุษย์หิมะ

Embedded video

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/276749

 

เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร

kids-with-phones-2-720x720

ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เสี่ยงมีไอคิวต่ำ ประสิทธิภาพในการคิดอย่างมีเหตุผลและความทรงจำลดลง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนว่าระยะเวลาที่เด็กใช้อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เป็นการเสพติดหรือไม่ และจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตอย่างไร

การศึกษานี้ทำโดยให้ทีมนักวิจัยเฝ้าศึกษาเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งผลการเอ็กซเรย์สมองของเด็ก 4,500 คน พบหลักฐานในเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ ที่บางตัวลงก่อนถึงวัยอันควร

เปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ตามปกติสมองส่วนนี้จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราแก่ชราลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองเริ่มถดถอยลง

การศึกษายังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง ยังทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ระยะเวลาการอยู่หน้าจอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เปลือกสมองบางลงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ… แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนาน ๆ”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46709708

‘หูไซบอร์ก’ ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนชีวิตคนหลายแสนคน แต่ยังช่วยเปลี่ยนวิธีการได้ยินของคนด้วย

_104608447_ci1

ลองค้นอินเทอร์เน็ตดู คุณก็จะพบกับคลิปวิดีโอหลากหลายรูปแบบที่แสดงให้เห็นคนหูนวกร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อใช้เครื่องช่วยฟังเป็นครั้งแรก

ระบบ “การฟังแบบไฮบริด” (hybrid hearing) ซึ่งผสมผสานระหว่างอวัยวะมนุษย์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการฟัง ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายแสนคนทั่วโลก

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้อุปกรณ์ช่วยฟังกลายเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป ราคาถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นผลดีต่อการพูดของผู้ใช้งาน และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ “เสียงใหม่” ที่ได้ยินก็ไม่ใช่เสียงที่คนจำนวนมากคาดหวังไว้เสมอไป เพราะเสียงนี้เกิดจากการทำงานของระบบหุ่นยนต์

ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นครั้งแรก

ทอม ทลาลิม เป็นศิลปินด้านเสียงที่ได้รับเชิญมาจัดแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑ์ V&A ในกรุงลอนดอน และเขาสนใจวิธีการที่เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนวิธีการที่คนสัมผัสกับโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทลาลิม ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสที่มหาวิทยาลัยวินเชสเตอร์ (University of Winchester) ในสหราชอาณาจักร ทำงานร่วมกับผู้ใช้ประสาทหูเทียม (cochlear implants) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า CI ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แทนการทำงานของหูชั้นใน_104608449_ci2

ผลของการศึกษาได้รับการนำเสนอผ่านนิทรรศการที่ชื่อว่า “Tonotopia” ของเขา ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงลึกสำรวจโลกของผู้ใช้งาน CI

เอ็ดเวิร์ด เร็กซ์ ผู้ใช้ประสาทหูเทียมคนหนึ่ง เล่าให้ทลาลิมฟังถึงตอนที่เขาได้ยินเสียงจิ้งหรีด ในวันหยุดพักผ่อน

“ผมกำลังนั่งอยู่ด้านนอก อ่านหนังสืออยู่บนเปลญวน แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบี๊บ ๆ ๆ บี๊บ ๆ ๆ ดังขึ้นที่อุปกรณ์ช่วยฟัง” เขาเล่า

เขาบอกว่า เขาหันหลังไปดูว่าอะไรทำให้เกิดเสียงขูดขีดนั้นขึ้น

“ผมคิดว่า นั่นเป็นเสียงใหม่ สมองของผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

การค้นพบใหม่

เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ค้นพบสิ่งใหม่ก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง

จากนั้นถึงเข้าใจความสัมพันธ์ของ เสียงบี๊บ และเสียงขูดขีด ที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับราเชล คันนิงแฮม มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หลังจากใช้อุปกรณ์นี้ ตามมาด้วย การได้ยินเสียงดังที่ผสมปนเปกันที่แย่มาก ๆ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากที่ไหน นานถึง 8 สัปดาห์

“มันเป็นเรื่องยากมากที่ฉันเริ่มจากไม่ได้ยินอะไรเลยแล้วมาได้ยินเสียงแปลกประหลาดแบบนี้”

พลังของเทคโนโลยี

มูลนิธิหู (Ear Foundation) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า มีผู้ใช้งานอุปกรณ์ CI ราว 6 แสนคนทั่วโลก

เทคนาวิโอ (Technavio) บริษัทข้อมูลการตลาด คาดว่า ความต้องการอุปกรณ์นี้จะเพิ่มขึ้น เพราะประชากรที่เข้าสู่ช่วงสูงวัย และความพยายามของนานาชาติในการทำให้คนเข้าถึงอุปกรณ์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation–WHO) ระบุว่า ผู้คนทั่วโลกราว 466 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยิน คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2050 และ 1 ใน 10 ของคนกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

_104616243_ci3

อุปกรณ์ CI ต่างจากอุปกรณ์ช่วยฟังที่ช่วยเพียงขยายเสียง จริง ๆ แล้ว มันทำหน้าที่แทนเซลล์เส้นขนขนาดเล็กที่เสียหายในบริเวณหูชั้นใน (cochlea)

เสียงถูกจับด้วยอุปกรณ์ประมวลผลเสียง และนำไปแปลงสัญญาณเป็นดิจิทัล จากนั้นจะถูกส่งไปยังขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในหูชั้นใน

สัญญาณนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทการได้ยิน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังสมอง แต่การรับเสียงด้วยวิธีการนี้ซับซ้อนน้อยกว่าการได้ยินแบบปกติเป็นอย่างมาก

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-46721518

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลุมดำ วัตถุขนาดมหาศาลที่มีพลังการทำลายล้างดูดกลืน ที่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของมันนั้นท้าทายหลักการทางฟิสิกส์ ทำให่สภาพของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าหลุมดำเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของจักรวาลอย่างแท้จริง โดยสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คาดการณ์ถึงการมีอยู่ของปีศาจสีดำนี้ แต่ในเวลานั้น ไอน์สไตน์ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง

และเราไม่อาจกล่าวโทษ ไอน์สไตน์ เพราะการที่จักรวาลจะมีวัตถุลึกลับสีดำขนาดมหาศาล ที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้นั้น มันเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และไม่น่าจะเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้น

แต่เมื่อมาถึงในยุคนี้ เรารู้อย่างชัดเจนว่าหลุมดำมีอยู่จริง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ยังคงมีอะไรให้เราได้ค้นหา และให้ประหลาดใจอีกเยอะ

และคลิปวีดีโอต่อไปนี้ของแชนแนล YouTube ที่มีชื่อว่า morn1415 จะทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “หลุมดำ″

วีดีโอนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นขนาดและมวลอันน่าตื่นตะลึงของมัน มันแสดงให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วเราเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจักรวาล และหลุมดำ

โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ สสารใดๆ สามารถกลายเป็นหลุมดำได้ หากมันถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงมากๆ จนผ่านขอบเขตที่เรียกว่า รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzchild radius)

และถ้าดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นหลุมดำ นั้นหมายความว่ามันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเมืองๆ หนึ่ง และถ้าโลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำ มันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสง

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อเราของคิดถึงหลุมดำที่เรารู้จักอย่างเช่น XTE J1650-500 หลุมดำที่มีขนาดเท่าเมืองแมนฮัตตัน แต่กลับมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 3 เท่า และนี่เป็นเพียงหลุมดำขนาดเล็กสุดที่เรารู้จัก

ลองขยับมาดูหลุมดำขนาดกลางกันบ้าง อย่างเช่น M82 X-1 ที่ถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเท่าดาวอังคาร (ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก) แต่มวลของมันกลับมากเท่าดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง

และเมื่อพูดถึงหลุมดำที่มีขนาดโคตรอภิมหาใหญ่หรือ Supermassive black holes ที่อยู่ตรงใจกลางของห้วงจักรวาล โดยหนึ่งในหลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่นี้ มันมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ถึง 2 หมื่นล้านดวงเลยทีเดียว (20,000,000,000) ใครยังนึกไม่ออกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาด ก็เปิดดูในคลิปวีดีโอนะ

 

เหตุใดหลุมดำจึงไม่ดูดเอาห้วงอวกาศเข้าไปทั้งหมด ?

หลุมดำImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้จะทราบกันดีว่าหลุมดำเป็นวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนกระทั่งแสงก็ไม่สามารถหนีหลุดรอดออกมาได้ แต่เราก็ยังไม่เคยพบหลุมดำที่ดูดเอามวลสารจากห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือหลุมดำที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนน่ากลัวว่าจะกลืนกินจักรวาลเข้าไปทั้งหมด ซึ่งหลายคนก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีผู้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้เอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน แต่ล่าสุดศาสตราจารย์เลนนาร์ด ซัสส์คินด์ (Leonard Susskind) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้บุกเบิกวางรากฐานของทฤษฎีสตริง (String theory) คนสำคัญได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ชี้ว่า หลุมดำจะไม่ดูดกลืนเอาห้วงอวกาศโดยรอบเข้าไปทั้งหมด เพราะมันมีการขยายตัว “ภายใน”มากกว่าการขยายตัวออกสู่พื้นที่ภายนอก

ศ. ซัสส์คินด์เผยถึงแนวคิดดังกล่าว ในบทความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ arXiv.org โดยระบุว่าเมื่อหลุมดำดูดเอาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มขึ้น จะเกิดการขยายตัวของปริมาตรด้านใน ซึ่งปริมาตรที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่การขยายตัวของขนาดหรือพื้นที่แบบที่คนเราจะสังเกตเห็นได้ตามปกติ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความซับซ้อนเชิงควอนตัม” (Quantum complexity) ซึ่งอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

คำอธิบายของศ. ซัสส์คินด์นี้แปลกใหม่และเข้าใจได้ยาก เพราะที่ผ่านมาการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของหลุมดำจะอิงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งทำนายถึงการมีอยู่ของหลุมดำไว้ตั้งแต่ปี 1915 โดยชี้ว่าหลุมดำคือสภาพที่ปริภูมิ-เวลา (space-time) ถูกมวลมหาศาลดึงถ่วงให้โค้งลงคล้ายท่อหรืออุโมงค์ลึก แต่นิยามนี้ไม่สามารถอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เล็กในระดับอนุภาค ทำให้ศ.ซัสส์คินด์พยายามสร้างทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาช่วยอธิบายเรื่องการขยายตัวของหลุมดำด้วย แม้ที่ผ่านมาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจะไม่สามารถไปกันได้ดีนักกับกลศาสตร์ควอนตัมก็ตาม

ในบทความที่เผยแพร่ล่าสุด ศ.ซัสส์คินด์เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ads/CFT ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีสตริงในกรอบ 4 มิติ สร้างแบบจำลองวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังขยายตัวแบบหนึ่ง โดยเขาบอกว่าแนวคิดการขยายตัว “ภายใน” ของหลุมดำนี้ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่งอีกด้วย

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-46672334

ยานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางพ้นขอบเขตลมสุริยะแล้ว

_104720795_voyager

ยานสำรวจอวกาศ “วอยเอเจอร์ 2″ (Voyager 2) ซึ่งออกเดินทางจากโลกเมื่อปี 1977 หรือเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะนี้ได้ออกพ้นจากเขตอิทธิพลลมสุริยะ (Heliosphere) และเคลื่อนเข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สุดขอบเขตของระบบสุริยะต่อไป

ยานลำนี้ถือเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นชิ้นที่ 2 ที่เดินทางถึงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 18,000 ล้านกิโลเมตร หลังจากที่ยานวอยเอเจอร์ 1 ได้เดินทางไปถึงก่อนหน้าแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2012

ศ. เอ็ดเวิร์ด สโตน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งรับผิดชอบดูแลภารกิจยานวอยเอเจอร์ 2 กล่าวยืนยันว่ายานได้เข้าสู่บริเวณห้วงอวกาศที่เรียกกันว่า “ตัวกลางระหว่างดวงดาว” (Interstellar medium) ซึ่งเป็นที่ว่างที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ ฝุ่นละออง รวมทั้งอนุภาคและรังสีต่าง ๆ ในภาวะสุญญากาศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา

Voyager 2 launch in 1977 (c) NASAImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพยานวอยเอเจอร์ 2 ถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศก่อนยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นเวลา 16 วัน

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศก่อนยานวอยเอเจอร์ 1 เป็นเวลา 16 วัน แต่วิถีการเคลื่อนที่ของวอยเอเจอร์ 1 ที่เดินทางได้รวดเร็วกว่ากันมาก ส่งผลให้ยานวอยเอเจอร์ 2 ที่เดินทางด้วยความเร็ว 54,000 กม./ชม.ไปถึงจุดสิ้นสุดอิทธิพลลมสุริยะ (Heliopause) ช้ากว่าถึง 6 ปี

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา เครื่องมือตรวจจับกระแสอนุภาคที่ส่งออกมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งอยู่กับยานวอยเอเจอร์ 2 ชี้ว่า ค่าของกระแสอนุภาคดังกล่าวตกลงอย่างมากเป็นครั้งแรก อันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายานได้ข้ามพ้นเขตอิทธิพลลมสุริยะหรือ Heliosphere ซึ่งเป็นขอบเขตที่ดวงอาทิตย์สามารถแผ่สนามแม่เหล็กและกระแสลมสุริยะไปถึงได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจกล่าวได้ว่ายานวอยเอเจอร์ 2 ได้เดินทางออกพ้นขอบเขตของระบบสุริยะแล้ว เนื่องจากยังไปไม่ถึงกลุ่มเมฆออร์ต (Oort cloud) ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุอวกาศและดาวหางจำนวนมากที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ ทำให้ในทางเทคนิคแล้วนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยถือว่ากลุ่มเมฆนี้เป็นเส้นขอบเขตที่แท้จริงของระบบสุริยะ

Artist's impression of the Voyager probe in spaceImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพนาซาแถลงว่าอุปกรณ์หลายชิ้นของยานยังคงใช้งานได้ดีอยู่ และจะทำหน้าที่สำรวจห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวต่อไป

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะมีอายุการใช้งานนานมากแล้ว โดยได้ผ่านภารกิจสำรวจดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 1989 แต่ปัจจุบันองค์การนาซาแถลงว่า อุปกรณ์สำรวจต่าง ๆ หลายชิ้นยังคงใช้งานได้ดีอยู่ และยานจะทำหน้าที่สำรวจห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวนี้ต่อไป จนกว่าแหล่งพลังงานพลูโตเนียมที่ผลิตไฟฟ้าขับเคลื่อนยานจะหมดลง

ส่วนยานวอยเอเจอร์ 1 นั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเดินทางไปถึงกลุ่มเมฆออร์ตในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ก่อนจะไปถึงดาวดวงแรกนอกระบบสุริยะในอีก 40,000 ปีนับจากนี้ และจะล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกต่อไปเป็นเวลาหลายพันล้านปี

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-46520077

ทรัมป์ไฟเขียวตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” พร้อมทุ่มงบ 800 ล้านดอลลาร์ตลอดเวลา 5 ปีจากนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามอนุมัติการตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” ด้วยงบประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ สำหรับระยะเวลา 5 ปีจากนี้

การตั้งกองบัญชาการใหม่ซึ่งขึ้นกับกระทรวงกลาโหม เป็นโครงการที่อยู่คนละส่วนกับแผนตั้ง “กองทัพอวกาศ” เป็นเหล่าทัพที่ 6 ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศไว้ แต่ถือเป็นการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

>> “ทรัมป์” ดันตั้ง “กองทัพอวกาศ” ส่อเกิดสมรภูมิรบนอกโลกที่อาจไม่ได้มีแค่ในหนัง

ทั้งนี้ “กองบัญชาการอวกาศ” จะทำหน้าที่บริหารจัดการและพัฒนางานของกองทัพที่เกี่ยวกับอวกาศ รวมถึงดาวเทียมของกองทัพที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและให้ข้อมูลการเดินทาง

รัฐบาลต้องการให้ “กองบัญชาการอวกาศ” เป็นจุดศูนย์กลางของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงกลาโหม และต้องการให้กองบัญชาการนี้ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ

แผนงานนี้เกิดขึ้นขณะที่เกิดความกังวลว่า จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการก่อกวน หรืออาจถึงขั้นทำลายดาวเทียมสหรัฐฯ

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว Associated Press ว่า “กองบัญชาการอวกาศ” จะดึงเจ้าหน้าที่ปัจจุบันที่สังกัดหน่วยงานด้านอวกาศในกองทัพมารวมกัน และเตรียมจ้างคนเพิ่มอีกอย่างน้อย 1,000 คนในอีกหลายปีจากนี้

พันโท โจ บุชชิโน (Joe Buccino) โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพทริค ชานาฮาน (Patrick Shanahan) กล่าวว่า การตั้ง “กองบัญชาการอวกาศ” เป็นก้าวสำคัญต่อการเร่งพัฒนาศักยภาพทางอวกาศเพื่อการป้องกันผลประโยชน์แห่งชาติ และป้องปรามศัตรู

เขากล่าวว่า หน่วยรบนี้ จะทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาแผนรบ กลยุทธ์ และงานเทคนิคด้านอวกาศ

พันโท บุชชิโน กล่าวอีกด้วยว่า กระทรวงกลาโหมจะทำแผนเสนอตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีทรัมป์

หน่วยงานด้านข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่งระบุในปีนี้ว่า รัสเซียและจีนกำลังพัฒนาอาวุธต่อต้านดาวเทียมสำหรับการทำสงครามในอนาคต ขณะเดียวกันเกิดความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีบนระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีดาวเทียม

การโจมตีในรูปแบบดังกล่าวอาจทำให้กองทัพอเมริกันไม่มีข้อมูลที่สำคัญ และการสนับสนุนเรื่องการติดต่อสื่อสารในสถานการณ์คับขัน

ในอดีตนั้น สหรัฐฯ มี “กองบัญชาการอวกาศ” ช่วงปี ค.ศ. 1985 ถึง 2002 แต่ถูกยกเลิกไปเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งกองบัญชาการที่ทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvMTUyMy83NjE1MTYyL2FzdHJvbmF1dHMtaW4tc3BhY2UuanBn

ที่มา : https://www.sanook.com/news/7615162/

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สสาร-พลังงาน 95% ของจักรวาลอาจเป็น “ของไหลมืด”

ภาพกระจุกดาราจักรเพอร์ซีอุส ซึ่งได้จากการผสมผสานข้อมูลระหว่างกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ 3 ตัว ชี้ว่าอนุภาคสสารมืดทำได้ทั้งดูดกลืนและแผ่รังสีเอกซ์ออกมาImage copyrightNASA/CXO/NRAO/AUI/NSF
คำบรรยายภาพภาพกระจุกดาราจักรเพอร์ซีอุส ซึ่งได้จากการผสมผสานข้อมูลระหว่างกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ 3 ตัว ชี้ว่าอนุภาคสสารมืดทำได้ทั้งดูดกลืนและแผ่รังสีเอกซ์ออกมา

นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอังกฤษเสนอแนวคิดใหม่เรื่องสสารมืดและพลังงานมืด โดยชี้ว่าทั้งสองสิ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ของจักรวาล อาจเป็นสิ่งเดียวกันและอยู่ในรูปของไหลที่มีมวลเป็นลบ ซึ่งเขาเรียกมันว่า “ของไหลมืด” (Dark fluid) โดยของไหลนี้แผ่ไปทั่วจักรวาลและไม่อาจมองเห็นได้

ดร. เจมี่ ฟาร์นส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ตีพิมพ์รายงานเรื่องดังกล่าวลงในวารสาร Astronomy & Astrophysics โดยระบุว่าแนวคิดที่เสนอนี้จะช่วยไขปริศนาสำคัญทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 2 ข้อได้ในคราวเดียว นั่นก็คือเรื่องคุณสมบัติและบทบาทที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันระหว่างสสารมืด (Dark matter)และพลังงานมืด (Dark energy)

ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า แรงดึงดูดจากสสารมืดซึ่งมีมวลมาก เป็นตัวการหนึ่งที่ช่วยยึดโยงดวงดาวในดาราจักรต่าง ๆ ให้อยู่เป็นกลุ่มก้อนโดยไม่หลุดออกไป แม้ดาราจักรนั้นจะหมุนตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน พลังงานมืดกลับแสดงบทบาทเป็นตัวออกแรงผลักให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่ง และทำให้ดาราจักรต่าง ๆ แยกห่างจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดร. ฟาร์นส์บอกว่า ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกันโดยไม่มีความขัดแย้งกัน หากมองว่าสสารมืดและพลังงานมืดเป็นการแสดงออกซึ่งคุณสมบัติจากของสิ่งเดียวคือ “ของไหลมืด” ที่มีมวลเป็นลบ (Negative mass) ซึ่งจะออกแรงผลักต่อสสารและพลังงานปกติที่มีมวลเป็นบวกทั้งหมด

“สสารมืดและพลังงานมืดคือสิ่งเดียวกัน จักรวาลของเราก็คือสสารและพลังงานที่มีมวลเป็นบวก กำลังล่องลอยอยู่ในทะเลของไหลมืดที่มีมวลเป็นลบ” ดร. ฟาร์นส์กล่าว

ภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่คาดว่าเกิดจากวงแหวนของสสารมืดImage copyrightNASA/ESA /HUBBLE
คำบรรยายภาพภาพกระจุกดาราจักร CL0024+17 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่คาดว่าเกิดจากวงแหวนของสสารมืด

เมื่อของไหลมืดซึ่งมีอยู่ทั่วไปในห้วงอวกาศออกแรงผลัก ดวงดาวในดาราจักรจะเกาะตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ในขณะที่จักรวาลขยายตัวออกไปพร้อมกัน พื้นที่ว่างในอวกาศที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดของไหลมืดเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้อีกด้วย

มีการทดสอบแนวคิดนี้โดยนำค่าการกระจายตัวของดาราจักรที่ควรจะเป็นตามทฤษฎี ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุ Square Kilometre Array (SKA) ในออสเตรเลียได้บันทึกไว้ ซึ่งดร.ฟาร์นส์พบว่ามีความใกล้เคียงกันอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องมวลลบในห้วงอวกาศนั้น เคยถูกนำเสนอในร่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์มาแล้ว แต่ในเวลาต่อมาเขากลับปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยบอกว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่”

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนทักท้วงว่า การที่ของสิ่งหนึ่งแสดงคุณสมบัติของมวลที่เป็นลบออกมา ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีมวลเป็นลบอย่างแท้จริงเสมอไป ซึ่งแนวคิดของไหลมืดนี้ยังจะต้องผ่านการทดสอบเพิ่มเติมอีกมากกว่าที่จะยืนยันความถูกต้องได้

https://www.bbc.com/thai/features-46536638

ไก่คือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงยุคสมัยแห่งมนุษย์ “แอนโทรโพซีน”

ไก่

นักธรณีวิทยาชี้ว่า “ไก่” คือสัตว์ชนิดสำคัญและเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่บ่งบอกถึงยุคทางธรณีวิทยาใหม่ “สมัยแอนโทรโพซีน” (Anthropocene epoch) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Royal Society open Science ของราชสมาคมกรุงลอนดอน โดยระบุว่าการกระทำจากฝีมือมนุษย์ได้ทำให้ไก่กระทงหรือไก่เนื้อ (Broiler) กลายเป็นสัตว์บกมีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก โดยในทุกขณะจะมีไก่เนื้อที่มีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น 23,000 ล้านตัว

การเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคเนื้อซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ประชากรไก่เนื้อมีจำนวนมากกว่าสัตว์ปีกในธรรมชาติถึง 3 ต่อ 1 จนอาจจะกล่าวได้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยไก่ หรือเรียกว่าเป็น “ดาวเคราะห์ของไก่” ได้เลยทีเดียว

นับแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา นอกจากมนุษย์จะทำให้ไก่เนื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ และเทคโนโลยีในการทำฟาร์มที่มุ่งให้ไก่เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้มากในเวลาอันสั้น ยังส่งผลเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและสรีระของไก่เนื้อไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับไก่เลี้ยงในยุคโบราณ ซึ่งปกติแล้วความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะต้องใช้เวลานับล้านปีสำหรับการเกิดวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

Fried chicken

ดร. แครีส เบนเนตต์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ได้ศึกษาเปรียบเทียบกระดูกของไก่เนื้อในปัจจุบัน กับซากกระดูกของบรรพบุรุษไก่ที่ขุดพบจากแหล่งโบราณสถานยุคโรมัน โดยผลการศึกษาชี้ว่า ไก่เนื้อจากฟาร์มมีโครงสร้างกระดูกใหญ่กว่าสองเท่า แต่กระดูกมีความหนาแน่นต่ำและบิดเบี้ยวผิดรูป องค์ประกอบทางเคมีในกระดูกยังแตกต่างไปจากบรรพบุรุษ ซึ่งแสดงถึงการกินอาหารเพียงชนิดเดียวและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงจากในอดีตอย่างมาก

การปรับปรุงพันธุ์ยังทำให้ไก่เนื้อในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้รวดเร็วกว่าไก่ชนิดเดียวกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ถึง 5 เท่า เนื่องจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมระบบเผาผลาญทำให้ไก่รู้สึกหิวและกินอาหารตลอดเวลา ส่งผลให้ไก่ในฟาร์มมีน้ำหนักถึงเกณฑ์ที่พร้อมเชือดเมื่อมีอายุเพียง 5-6 สัปดาห์เท่านั้น

วงจรชีวิตของไก่เนื้อเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการควบคุมของมนุษย์เท่านั้น หากปล่อยให้ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรมออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ มันจะตายลงภายในเวลาไม่ถึงเดือน เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติทำให้ระบบการหายใจและหัวใจล้มเหลว

Chickens bred for meat

การทำฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยทิ้งร่องรอยของสารเคมีที่ใช้ในดินและน้ำ กระดูกไก่จำนวนมหาศาลที่มนุษย์บริโภคยังถูกฝังลงในดิน จนสามารถเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงธรรมชาติรวมทั้งระบบนิเวศในระดับฝังลึกและกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า “สมัยแห่งมนุษย์” หรือแอนโทรโพซีนเริ่มขึ้นเมื่อวันเวลาใดกันแน่ โดยก่อนหน้านี้มีผู้เสนอว่าสมัย (epoch) ดังกล่าว ควรจะนับเริ่มต้นจากหมุดหมายที่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test) ในปี 1945

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงทศวรรษ 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ควรเป็นช่วงที่สมัยแอนโทรโพซีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา https://www.bbc.com/thai/international-46553024