คลังเก็บหมวดหมู่: ภาพยนตร์

Contagion สัมผัสล้างโลก

เป็นผลพวงมาจากการตื่นตัวของผู้คนในรับมือกับภัยร้ายของแพร่ระบาด เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ทำท่าจะใช้เวลาควบคุมโรคค่อนข้างยืดเยื้อ จำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วโลกรายสุดทะลุ 6,000 ราย และเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 130 คนแล้ว และจากสถานการณ์ที่สร้างความหวั่นวิตกให้กับคนทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ยังส่งผลต่อหนังดราม่าระทึกขวัญเรื่องหนึ่งของผู้กำกับ “สตีเวน โซเดอเบิร์ก”

คลิกชมภาพยนตร์

เสียงไทย    เสียงอังกฤษบรรยายไทย

“Contagion” หรือมีชื่อไทยว่า “สัมผัสล้างโลก” เป็นผลงานของผู้กำกับ สตีเวน โซเดอเบิร์ก ที่ออกฉายเมื่อเดือนกันยายน 2554 หรือเกือบจะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หนังได้นักแสดงนำแถวหน้าของวงการ ไม่ว่าจะเป็น แมตต์ เดมอน, มารียง กอตียาร์, ไบรอัน แครนสตัน, เคท วินสเลต, จู๊ด ลอว์ และ กวินเน็ธ พัลโทรว์ ได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดี และทำเงินไปทั่วโลกกว่า 137 ล้านเหรียญ โดยหนังเรื่องนี้ได้กลับมาเป็นที่สนใจของชาวโลกอีกครั้ง สาเหตุเป็นเพราะว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีเนื้อหาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับที่ปรากฏอยู่ในหนัง Contagion เป็นอย่างมาก โดยเล่าเรื่องราวของหญิงสาวชาวอเมริกันที่เดินกลับมาจากทำธุระที่ฮ่องกง แต่ปรากฏว่าเธอมีอาการป่วยประหลาด และภาวะก็เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ กระทั่งพบว่าเป็นเชื้อไวรัสโรคระบาดพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า MEV-1 จะแฝงเข้าไปแอบอยู่ในร่างกายมนุษย์ ก่อนจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์และสร้างความทุกข์ทรมานก่อนสิ้นใจ

The Mummy (1999) เดอะ มัมมี่ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก

The Mummy (1999)
เดอะ มัมมี่ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก

Stephen Sommers

ชมภาพยนตร์

เสียงไทย   เสียงอังกฤษบรรยายไทย

เพราะเรื่องนี้ทำให้ตัวเองได้รู้จักมัมมี่มากขึ้น เมื่อตอนเด็กๆไม่รู้เรื่องอะไรหรอกนอกจากศพที่มีผ้าพันตามตัว แต่ไม่เคยคิดว่ามาจากอียิปต์จริงๆ ประมาณว่าไม่ค่อยมีหนังจำพวกมัมมี่เรื่องไหนให้ความรู้สึกถึงทะเลทรายเว้นกับเรื่องนี้ที่แห้งสมทะเลทราย

ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยสุดเหนือธรรมชาติและมันส์ ด้วยเรื่องราวย้อนลงไปสมัยอียิปต์โบราณมีฟาโรห์นามว่าพระเจ้าเซติที่(Aharon Ipale) มีพระสนมเอกนามว่าอนั ซู นามูน (Patricia Velasquez) แต่แล้วคืนหนึ่งความรักที่ไม่น่าเกิดขึ้นทำให้อนัค ซู นามูนต้องลอบไปหาอิมโฮเทป (Arnold Vosloo) ด้วยความรักแท้ที่ทั้งคู่มีให้กัน ทว่าพระเจ้าเซติมาเห็นความลับเช่นนี้เข้าจึงถูกอนัค ซู นามูนกับอิมโฮเทปลอบสังหารเสียก่อน หลังจากทั้งคู่ได้สังหารก็มีราชองครักษ์มาพอดีทำให้อิมโฮเทปต้องหลบหนีไปกับองค์รักษ์ของตัวเอง ส่วนอนัค ซู นามูนเลือกจบชีวิตตัวเองลงขณะนั้นเพราะเชื่อว่าคนรักของตนจะมาชุบชีวิตให้ และแล้วอิมโฮเทปได้กลับมาอีกครั้งโดยได้ขโมยศพอนัค ซู นามูนติดตัวไปฮามูนัดตานครแห่งความตายเพื่อสานต่อเรื่องชุบชีวิตคนรักให้สำเร็จ แต่แล้วทหารองครักษ์ได้ตามตัวมาเจอและได้ทำลายพิธีพร้อมกับจับตัวอิมโฮเทปไปทำมัมมี่ทั้งเป็น ทั้งนี่ยังห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการยุ่งกับสุสานไม่ว่าใดๆทั้งสิ้น มีผู้ใดไปเปิดสุสานนี้เข้าเขาจะกลับมาด้วยพลังอำนาจล้างสรรพสัตว์ และโรคร้ายต่างๆมากมายไม่จบสิ้น


3000 ปีต่อมา เอฟเวอร์ลีน (Rachel Weisz) บรรณารักษ์ห้องสมุดในเมืองอียิปต์กับโจนาธาน (John Hannah) พี่ชายต่างค้นพบบางสิ่งบางอย่างเป็นเงื่อนงำไปสู่การค้นพบประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ชักจูงไปสู่ฮามูนัดตา ทว่าการไปที่แห่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดจึงจำเป็นขอความช่วยเหลือจากริค โอ คอนเนลล์ (Brendan Fraser) มาช่วยชี้นำทางไปสู่เป้าหมายครั้งสำคัญนี้ หลังจากไปถึงสถานที่ดังกล่าวต้องพบกับคนกลุ่มหนึ่งที่จ้องจะทำร้ายเพื่อต้องการขับไล่ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้รับฟังเชื่ออะไรจนได้ไปเจอคัมภีร์มรณะซึ่งเอฟเได้เป็นคนอ่านบางส่วนของหนังสือจนไปปลุกคืนชีพให้กับมัมมี่ตนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจก่อนจะรู้ว่านั่นคืออิมโฮเทมที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอยากคืนชีพให้กับตัวเองอย่างสมบูรณ์และแรงปรารถนาในการฟื้นคืนชีพให้กับคนรัก การกลับของอิมโฮเทปได้นำมาซึ่งหายะครั้งใหญ่แล้วเป็นหน้าที่พักพวกทั้งริคกับเอฟต้องจัดการมัมมี่ตนนี้ลงหลุมไปให้ได้

อย่าไปเทียบกับ The Mummy ฉบับเก่าๆเลยดีกว่า เพราะผู้กำกับ Stephen Sommers ได้ปลุกตำนานมัมมี่ไปอีกแบบในทางด้านความบันเทิงชวนสนุกกับการผจญภัยมากกว่าจะเป็นหนังสยองขวัญกับผีไม่รู้จักตายซากตัวนี้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คอหนังสยองจะรู้สึกเอียนเอียงไปทางไม่ชอบที่สไตล์การดำเนินเรื่องค่อนข้างหลีกเลี่ยงฉากได้เลือดหรืออะไรแหวะๆไปซะแทบทุกฉาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้รูปแบบออกมาดูสนุกเหมาะสมกับการผจญภัยอิงประวัติศาสตร์(โม้ๆ) แต่อย่าพึ่งบอกว่าเรื่องนี้จะไม่รู้สึกสนุกที่จะเลี่ยงฉากสยองขวัญเพราะตลอดทั้งเรื่องมีอยู่ไม่น้อยกับบางช่วงที่น่ากลัวจนเหวอทีเดียวกับพวกแมลงกินศพ หรือจะร่างกายมัมมี่อันแสนเน่าเปรื่อยมีหัวเป็นรูประมาณนี้ ถึงจะไม่อยู่ในระดับพาสยองจนน่าแหวะแต่พอจะให้ความกลัวชวนขนลุกมาได้บ้าง และเพราะเน้นความสนุกแนวผจญภัยจึงรู้สึกไปถึงหนังตำนานแนวแอ็คชั่นผจญภัย Indiana Jones ที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกัน ถ้าจะเปรียบเทียบคิดว่า Steven Spielberg ทำมาตรฐานเอาไว้สูงกว่ามากทีเดียว ถ้าจะเทียบกันจริงๆมันคนละแนวกันเลยด้วยซ้ำ ที่ว่าคล้ายคือแนวผจญภัยที่อิงประวัติศาสตร์เป็นภูมิหลังของเรื่อง แต่เหมือน The Mummy จะใส่สีลงเยอะไปหน่อยจนออกมาเว่อร์


ทั้งบรรยากาศทั้งเสียงสีนี่มันมัมมี่ในอียิปต์ชัดๆ และนี่คือความชอบโดยส่วนตัวในโทนของหนังอันเหมาะสมที่สุดกับการสร้างหน้าตาของตัวหนังด้วยพื้นเพทะเลทรายอันแห้งแล้ง ที่น่าสนใจคือการเริ่มเรื่องด้วยการปูอดีตอันแสนเจ็บปวดของมัมมี่ตนนี้ว่ามีที่มาที่ไปยังไงบ้าง ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะช่วยให้มัมมี่เป็นตัวละครมีมิติมากขึ้น จะว่าไปเป็นเรื่องเศร้าที่รักกันแต่อยู่สมปรารถนาในรักไม่ได้จนต้องมาวนเวียนติดอยู่กับความรักแบบนี้ จะว่าไปว่ากันตามเนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรลงลึกเท่าไหร่มายังไงไปอย่างนั้น แม้ตามตรงไปหน่อยในการดำเนินเรื่องแต่ไม่รู้ทำไมกับรู้สึกดีและเพลิดเพลินอย่างมากจนไม่คิดคำนึงเลยว่าเนื้อเรื่องจะเบาบางแค่ปลุกมัมมี่แล้วต้องกำจัดมัมมี่แค่นั่นเอง ต้องบอกเลยว่า Stephen Sommers มีทักษะใช่ได้ไม่เลวทีเดียวในการทำเนื้อเรื่องธรรมดาๆไปสู่ความต่อเนื่องอันแสนมันส์ได้ทั้งเรื่อง เนื่องจากตั้งแต่เปิดเรื่องมาหาเวลาพักแทบไม่เจอจะต้องมีอะไรเข้ามาให้ดูเป็นไฮไลท์ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วตัวหนังทำให้เราตระหนักได้อย่างหนึ่งว่าการทำพล็อตเรื่องง่ายถ้าเรียบเรียงออกมาดีจะสนุกได้โดยไม่ต้องคิดว่าเนื้อเรื่องจะหลวมและเก่า ที่โดนใจคือความสมบูรณ์ด้านสถานที่ในเชิงความรู้สึกอารมณ์อย่างดนตรีประกอบที่เปอดเรื่องมาก็ใช่เลยกับทำนองนี ซึ่งคนประพันธ์คือ Jerry Goldsmith มาเพิ่มวิสัยทัศน์สไตล์อียิปต์ได้เยอะทีเดียว แล้วไหนจะงานด้านเอฟเฟคที่ดูๆแล้วทำได้ดีพอตัว ใช้ CG ได้เข้าท่าว่าช่วงไหนคือของจริงช่วงไหนต้องใช้ CG ให้ฉากออกมาอลังการอย่างพายุทรายที่โหมกระหน่ำลูกใหญ่ราวกับคลื่นสึนามิยักษ์ฉบับทะเลทราย

ด้านเนื้อเรื่องคงไม่ต้องหาความอะไรมากมายมาบรรจงเรียบเรียงในประวัติศาสตร์เพราะใส่ไข่ไปพอประมาณ ในเรื่องอิมโฮเทปคือนักบวชสูงสุดและมีชีวิตอันแสนไม่น่าจดจำ แต่ในประวัติศาสตร์ในอียิปต์ราว 2650 ปีก่อนคริสต์ศักราชได้บอกว่าอิมโฮเทปคือบุคคลในยุคพระเจ้าอันแสนสำคัญของโลกที่น่าจดจำอย่างยิ่ง เริ่มจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลก(ซึ่งน่าจะใช่ตามหลักการ แต่ตามหลักฐานยังระบุแน่ชัดไม่ได้ว่าใช่) เนื่องจากได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ในด้านต่างๆอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะการแพทย์ อิมโฮเทปได้บันทึกโรคภัยไข้เจ็บไว้นับร้อยๆโรค และมีความเชี่ยวชาญด้านการรักษามากเสียจนผู้คนในยุคหลังยังนับถือเขาดุจเทพเจ้าหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายพันปีที่เวลาต่อมาได้รับการยกย่องโดยชาวกรีกรุ่นต่อมาว่าเป็นเสมือนหนึ่งเทพเจ้าแห่งการแพทย์ เท่านั้นยังไม่หมดถ้าจะบอกว่าใครคือคนออกแบบรูปทรงพีระมิดล่ะ อันนี้คงจะนึกสงสัยไม่น้อยเพราะคนที่คิดคืออิมโฮเทปผู้เป็นคนออกแบบและควบคุมการสร้างพีระมิดแบบขั้นบันไดสูง 200 ฟุตเพื่อเป็นที่ฝังพระศพฟาโรห์โจเซอร์ ดูเหมือนหนังจะใส่ไข่ไว้เยอะทีเดียวกับการตีตัวละครอิมโฮเทป อ่าๆไม่เป็นไรถือเป็นความบันเทิงเอามันส์ไม่อิงประวัติศาตร์ เพราะใครจะไปคิดว่าจะมีมัมมี่เดินออกจากโลงศพอยู่จริงๆ หรือมีจริง!?


เป็น The Mummy อันแสนจะสนุกและเพลิดเพลินไปกับนักแสดงที่เข้ากับบทบาทของตัวเองได้ดีจนเหมาะสมอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะ Brendan Fraser ในบทริคที่ดูจะเข้าท่าเข้าทางไปซะหมด ตั้งแต่การแต่งกาย เอกลักษณ์ท่าทาง รูปร่าง หน้าตา และนิสัยตัวละครที่ทำออกมาได้น่าชื่นชม ลักษณะอย่างกับว่าเกิดมาเพื่อบทนี้โดยเฉพาะจริงๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Arnold Vosloo ที่เล่นเป็นอิมโฮเทปหรือจะมัมมี่ก็ได้ รายนี้สร้างแบบฉบับมัมมี่ได้เหมือนพ่อมดเลยแน่ะ เพราะมีพลังอำนาจสร้างพายุทราย ร่ายคาถาเรียกมัมมี่ตัวอื่น งอกแขน ฟังแล้วใช่มัมมี่อย่างที่คุ้นเคยแน่เหรอ แต่มันก็ดีเหมือนกันที่ดัดแปลงให้ดูมีลูกเล่นมากขึ้นก็ยังดีกว่ามัมมี่มีแต่ผ้าพันตัวเดินฆ่าคนอย่างเดียวจนเห็นแล้วงั้นๆ ก็ว่าเลยล่ะเพราะบทดูจะเหมาะสมกันดียิ่งตอนพูดภาษาอียิปต์ยิ่งดูสมราคามากขึ้น จะว่าไปตลอดทั้งเรื่องจะไม่พูดภาษาอื่นเลยนะนอกจากภาษาอียิปต์ เพราะถ้าพูดภาษาอื่นได้คงฟังไร้เหตุผลว่าทำไมถึงรู้จักภาษาที่ม่ใช่ถิ่นบ้านเกิดตัวเองได้ทั้งที่ถูกขังในโลงมาตั้ง 3000 กว่าปี ที่ขาดไม่ได้คือ Rachel Weisz ในบทนางเอกสาวน้อยผู้หลงใหลในโบราณคดีจนเจออะไรที่ว่าแปลกต้องรีบไปหาทันที(เป็นเหตุผลเดียวที่ว่าทำไมมัมมี่จึงตื่นขึ้นมาได้ เพราะเธอนี่แหละ) เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่มาได้บทเข้ากับคาแรกเตอร์ตัวละครจริงๆ จะว่าไปไม่มีเรื่องไหนจะฉาย Rachel Weisz ได้น่ารักเท่าเรื่องนี้อีกแล้วกระมั้ง ไม่ใช่เรื่องอื่นจะดูแย่หรอกนะแค่อารมณ์ประมาณว่าแลดูมีอายุเท่านั้นเอง พอมาเรื่องนี้นิสัยเหมือนเด็กมหาลัยที่คลั่งไคล้ในศาสตร์ของตัวเอง เป็นแบบฉบับน่ารักๆของนักโบาณคดีที่ต้องสืบเสาะหาคำตอบประมาณนั้นเลย ส่วนอีกคน John Hannah ในบทพี่ชายเอฟเวอร์ลีนแสนทะเล้นเป็นบางโอกาส นับเป็นอีกหนึ่งตัวเสริมสร้างความฮาได้ดี ที่ติดตามากสุดคือ Oded Fehr ในบทอาเด็ด เบย์ ผู้พิทักษ์เผ่ามาไจล์อันแสนลึกลับกับมาดของผู้พิทักษ์สุสาน และนักแสดงอีกหลายคนพร้อมฝีมือไม่ทำให้ผิดหวัง


การดำเนินเรื่องฉับไวจนไม่รู้สึกเบื่อทั้งยังมีตัวละครอันแสนน่าจดจำอีกมากมาย ทำให้เป็นฉบับมัมมี่ที่น่าสนใจอย่างมากกับการดูได้ทุกวัยเพราะหนังเลี่ยงจะมีฉากรุนแรง น่าเสียดายที่การวางมิติด้านตัวละครบางตัวยังดูไม่กระจ่างแน่ชัดเท่าไหร่นัก ซ้ำยังรู้สึกได้ว่ามีตัวละครมากมายในเรื่องนี้จนไม่ค่อยรู้สึกเสียดายในบางตัวละครที่เสียไปแต่กลับรู้สึกยินดีที่จะเสียตัวละครเพื่อให้ได้เห็นมัมมี่คืนร่างซึ่งดูจะสนุกและตื่นเต้นไม่น้อยในการโชว์พลังอำนาจที่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างการพ่นแมลงออกจากปากนับพันเพื่อเป็นสัญญาณคำสาปแห่งโรคร้ายตามมา เพราะหลีกเลี่ยงฉากสยองเพื่อลดระดับมาเป็นน่ากลัวทำให้บางฉากดูเป็นการเลี่ยงมากเกินความจำเป็น แต่ความเป็นจริงเหตุผลเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้หน้าตาหนังดูน้อยลงไปเพียงแค่ทำให้คนติดภาพลักษณ์เดิมๆรู้สึกตะหงิดตามากกว่าเพราะอดเห็นเลือดสาด สิ่งที่ The Mummy ฉบับนี้ออกมาดีในด้านความบันเทิงคือมุขกับลีลาที่ไม่เว่อร์เกินไปมากำลังเหมาะบวกแอ็คชั่นที่วางคิวได้มันส์ดีจนไม่คิดว่าไม่ต้องกระหน่ำไม่ต้องระเบิดระเบ้อก็มันส์ได้กรอบของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคืออย่าพึ่งตัดสินว่าเนื้อเรื่องภาคนี้ยังไม่มีอะไรถ้ายังไม่หยิ The Mummy Returns (2001) มาชมซะก่อน เพราะนั่นแหละเนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นเมื่อตัวละครหลักที่ปรากฎในภาคนี้มีจุดเชื่อมโยงถึงอดีตชาติมาก่อน เอาล่ะสิจะยังไงหาชมความมันส์กันต่อเลย

ป้องกัน: ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล/เดอะ ไลท์เฮาส์/มฤตยูใต้สมุทร

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง