คลังเก็บหมวดหมู่: นาย สหรัฐ สุขหวัง

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47506366 ( กลุ่มที่ 6 )

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

หลุมดำImage copyrightESO

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47512668 (กลุ่มที่6)

“โบอิ้ง” พัฒนาเครื่องบินรบไร้คนขับในออสเตรเลีย


A model of Boeing CoÕs new unmanned, fighter-like jet, called the Boeing Airpower Teaming System, is displayed in Avalon, Australia, Feb. 27, 2019.

A model of Boeing CoÕs new unmanned, fighter-like jet, called the Boeing Airpower Teaming System, is displayed in Avalon, Australia, Feb. 27, 2019.

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัทอากาศยานสัญชาติอเมริกัน โบอิ้ง เปิดตัวโบอิ้ง โคออส (Boeing CoÕs) ตัวต้นแบบของเครื่องบินขับไล่แบบไร้คนขับ ในเมืองเอวาลอน ของออสเตรเลีย

เครื่องบินขับไล่แบบไร้คนขับโบอิ้ง โคออส ถูกพัฒนาให้บินร่วมกับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่องบินรบแบบดั้งเดิม เครื่องบินต้นแบบรุ่นนี้ มีขนาด 38 ฟุต และบินในรัศมีทำการ 2,000 ไมล์ทะเล หรือราว 3,700 กิโลเมตร ซึ่งทางโบอิ้งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความต้องการได้ และพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปีหน้า

A model of Boeing CoÕs new unmanned, fighter-like jet, called the Boeing Airpower Teaming System, is displayed in Avalon, Australia, Feb. 27, 2019.

A model of Boeing CoÕs new unmanned, fighter-like jet, called the Boeing Airpower Teaming System, is displayed in Avalon, Australia, Feb. 27, 2019.

โบอิ้ง โคออส เป็นหนึ่งในเครื่องบินรุ่นใหม่ ที่พัฒนาโดย Boeing Airpower Teaming System ซึ่งตอนนี้ได้พัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ 4 รุ่นจาก 6 รุ่น ซึ่งสามารถบินขนาบเครื่องบินขับไล่โจมตีชนิดประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน F/A-18E/F Super Hornet ของกองทัพสหรัฐฯได้

ทั้งนี้ ออสเตรเลีย ถือเป็นประเทศแรกที่โบอิ้งเข้าไปลงทุนพัฒนาเครื่องบินรบไร้คนขับนอกสหรัฐอเมริกา แต่ทางบริษัทไม่เปิดเผยว่าทุ่มงบประมาณเพื่อกิจการดังกล่าวไปมากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ก่อนหน้านี้คู่แข่งของโบอิ้ง อย่าง Lockheed Martin ได้พัฒนาโดรนพิฆาตแบบไร้คนขับ Loyal Wingman ขึ้นมา เพื่อบินขนาบกับเครื่องบินขับไล่ F-35A เช่นกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนทิศทางการลงทุนด้านการทหาร ที่หลายประเทศทั่วโลกมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่ต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.voathai.com/a/boeing-unveils-unmanned-combat-jet-developed-in-australia/4806679.html  (กลุ่มที่6)

ยานอวกาศญี่ปุ่นลงแตะดาวเคราะห์น้อยสำเร็จ

 

ยูอิชิ ซูดะ ชี้ให้ดูพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่ยานจะลงจอด (JIJI PRESS / AFP)

ยูอิชิ ซูดะ ชี้ให้ดูพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่ยานจะลงจอด (JIJI PRESS / AFP)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


ยืนยัน“ฮายาบูซะ 2”ยานอวกาศของญี่ปุ่นเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย“ริวกุ” ที่อยู่ห่างจากโลก300ล้านกิโลเมตรแล้วดีดตัวกลับมาโดยมีเป้าหมายเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกเพื่อไขปริศนากำเนิดสิ่งมีชีวิตและระบบสุริยะ 

องค์การสำรวจการบินอวกาศญี่ปุ่น(JapanAerospace Exploration Agency) หรือแจกซา(JAXA)แถลงอย่างเป็นทางการว่ายานอวกาศฮายาบูซะ 2(Hayabusa2) ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยริวกุ(Ryugu)เป็นช่วงเวลาสั้นๆแล้วยิงกระสุนใส่พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยให้ฝุ่นฟุ้งเพื่อเก็บเป็นตัวอย่างแล้วสู่ตำแหน่งที่ควบคุมได้ 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของแจกซาต่างลุ้นอยู่หน้าจอข้อมูลระหว่างยานกำลังลงจอดบนดาวเคราะห์และต่างตบมือกันดังลั่นเมื่อได้รับสัญญาณจากยานฮายาบูซะ2ว่ายานได้ลงจอดแล้วโดย ยูอิชิ ซูดะ (YuichiTsuda) ผู้จัดการโครงการฮายาบูซะ2เผยแก่สื่อว่าประสบความสำเร็จในการส่งยานลงจอดและยานยังยิงกระสุนเพื่อเก็บตัวอย่างฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยด้วย

สำหรับดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เชื่อว่าบรรจุสสารอินทรีย์และน้ำปริมาณมหาศาลจากยุคระบบสุริยะเริ่มก่อกำเนิดเมื่อประมาณ4.6พันล้านปีก่อนซึ่งยานฮายาบูซะ 2จะยิงกระสุนอิมแพคเตอร์(impactor)เพื่อระเบิดวัตถุที่อยู่ใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยริวกุเพื่อเก็บตัวอย่างสดของดาวเคราะห์น้อยที่ยังไม่ได้สัมผัสลมสุริยะและรังสี

นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าตัวอย่างที่เก็บมานั้นจะให้คำตอบเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานบางอย่างเกี่ยวชีวิตและเอกภพซึ่งรวมถึงข้อสงสัยที่ว่าองค์ประกอบพื้นฐานใดที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตกำเนิดบนโลก

ภาพจากกล้องบนยานฮายาบูซะ 2 ขณะยานอยู่สูงจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย 30 เมตร โดยเห็นเงาของยานทาบบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยบริเวณด้านซ้ายบน (Handout / NAGOYA UNIVERSITY / JAXA / TOKYO UNIVERSITY / KOCHI UNIVERSITY / RIKKYO UNIVERSITY / CHIBA INSTITUTE OF TECHNOLOGY / MEIJI UNIVERSITY / AIZU UNIVERSITY / NATIONAL INSTITUTE OF ADVANCED INDUSTRIAL SCIENCE AND TECHNOLOGY / AFP )

ภาพจากกล้องบนยานฮายาบูซะ 2 ขณะยานอยู่สูงจากพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย 30 เมตร โดยเห็นเงาของยานทาบบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยบริเวณด้านซ้ายบน (Handout / NAGOYA UNIVERSITY / JAXA / TOKYO UNIVERSITY / KOCHI UNIVERSITY / RIKKYO UNIVERSITY / CHIBA INSTITUTE OF TECHNOLOGY / MEIJI UNIVERSITY / AIZU UNIVERSITY / NATIONAL INSTITUTE OF ADVANCED INDUSTRIAL SCIENCE AND TECHNOLOGY / AFP )

 

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

 

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

เจ้าหน้าที่แสดงความตื้นตันและยินดีต่อความสำเร็จในการส่งยานลงจอดพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย (Handout / ISAS-JAXA / AFP )

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000018654  (กลุ่มที่6)

 

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

SharkImage copyrightGETTY IMAGES

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

มีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกตามธรรมชาติ” ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

A shark said to be Deep Blue, one of the largest great whites on record, swims off Hawaii, January 15, 2019Image copyrightREUTERS

ดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า “ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์…และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม”

ดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย

โดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี “ยีนกระโดด”( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน

นักวิทยาศาสตร์เล็งสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

ภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาพจำลองดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นฐานสร้างสถานีอวกาศในอนาคตได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาของออสเตรีย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสถานีอวกาศแบบใหม่ ซึ่งจะมีการออกแบบให้ฝังตัวลงไปอยู่ใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย เพื่อหลบเลี่ยงรังสีอันตรายจากอวกาศ และเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ธาตุหายากได้โดยสะดวก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวเผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้นลงในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่าโครงการที่ฟังดูคล้ายกับนิยายวิทยาศาสตร์อย่างมากนี้มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต หากมีการสำรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาด รูปร่าง รวมทั้งองค์ประกอบทางธรณีวิทยาเหมาะสมและแข็งแกร่งเพียงพอ

การเลือกใช้ส่วนเนื้อในของดาวเคราะห์น้อยเป็นที่ตั้งสถานีอวกาศนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่นการหมุนของดาวเคราะห์น้อยทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะยึดเหนี่ยวโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสถานีอวกาศไม่ให้หลุดลอยไปได้

โครงสร้างที่เป็นหินแข็งของดาวเคราะห์น้อยยังช่วยป้องกันอันตรายต่าง ๆ จากห้วงอวกาศ อย่างเช่นรังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุหายาก (rare earth elements) ซึ่งมนุษย์จะสามารถขุดเจาะเอาออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วยImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพภาพถ่ายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งยานสำรวจ OSIRIS-REx ขององค์การนาซาบันทึกไว้ หลังพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ด้วย

มีการทดสอบความเป็นไปได้นี้กับแบบจำลองดาวเคราะห์น้อยในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมมติให้มีความกว้าง 390 เมตร ยาว 500 เมตร หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1-3 รอบต่อนาที ซึ่งจะทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงราว 38% ของบนโลก

ทีมผู้วิจัยพบว่า แรงหนีศูนย์กลางที่เกิดขึ้นจากการหมุนของดาวเคราะห์น้อยจำลองนั้น เพียงพอที่จะทำให้ตัวสถานีอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีน้ำหนัก จนสามารถจะตั้งอยู่ในปล่องถ้ำที่ขุดลงไปใต้พื้นผิวได้อย่างมั่นคง ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแบบจำลองที่ใช้ทดสอบแล้วเป็นจำนวนมาก

ดร.โทมัส เมนดิล หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ก่อนจะลงมือขุดไปใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเพื่อสร้างสถานีอวกาศนั้น จะต้องมีการสำรวจเบื้องต้นให้แน่ใจก่อนว่า โครงสร้างของมันมีความแข็งแรงเพียงพอ และไม่มีความเสี่ยงจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในภายหลัง

“มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะออกแบบสถานีอวกาศให้เป็นรูปทรงกระบอก โดยใช้วัสดุก่อสร้างเป็นโลหะเช่นอะลูมิเนียม แต่ถ้าพบดาวเคราะห์น้อยที่มีชั้นหินแข็งแกร่งมั่นคงจริง ๆ เราอาจใช้มันเป็นผนังธรรมชาติให้กับสถานีอวกาศไปเลยก็ได้”

“คาดว่ามนุษย์จะสามารถลงมือทำเหมืองขุดเจาะหาแร่ธาตุต่าง ๆ บนดาวเคราะห์น้อยได้ภายในราว 20 ปีข้างหน้านี้ ส่วนการตั้งสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจเป็นจริงได้ในช่วงหลายสิบปีต่อจากนั้น” ดร. เมนดิล กล่าว

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47211314

(กลุ่มที่6)

ครั้งแรก ! นาซาเผยภาพ ” อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

“นาซา″ เผยภาพถ่ายที่ชัดเจนขึ้นของ “อัลติมา ธูลี” วัตถุที่ลอยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ถ่ายได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

วานนี้ (3 ม.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลวัตถุที่ไกลจากโลกที่ถูกเรียกชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” Ultima Thule โดยนายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สาร สนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นาซาเผยภาพแรกของ อัลติมา ธูลี วัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ ถ่ายโดยยานนิวฮอไรซันส์ ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ได้สำเร็จ โดย อัลติมาธูลี มีรูปร่างคล้ายพินโบลิ่ง ขนาดประมาณ 32×16 กิโลเมตร ซึ่งหมุนรอบตัวเองตามแกนหมุนสีแดง

อัลติมา ธูลี คืออะไร?

อัลติมา ธูลี มีชื่อเป็นทางการว่า 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ.2557 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 6.61 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุรูปร่างได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นวัตถุทรงรี หรืออาจเป็น 2 วัตถุที่โคจรรอบซึ่งกันและกัน

ยานนิวฮอไรซันส์ บินเฉียดเข้าใกล้วัตถุชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” (Ultima Thule) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 12:33 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วัตถุดังกล่าวอยู่จากโลกประมาณ 44 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ นับเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ

 

 

เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 51,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดที่ระยะห่างประ มาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวัตถุให้ได้ความละเอียดสูงทีมนักวิจัยนาซาจะต้องอาศัยระบบการนำทางในอวกาศที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมีโอกาสในการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แถบไคเปอร์กับจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการกำเนิดระบบสุริยะ กล่าวคือ แถบไคเปอร์ คือ บริเวณที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 30 ถึง 50 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (อยู่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป)

บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุขนาดเล็กที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นหินและน้ำแข็งจากสารประกอบมีเทน แอมโมเนีย และน้ำ เป็นซากที่หลงเหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จะสามารถตอบคำถามได้ว่าระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ขณะที่ทวิตเตอร์ของนาซาได้เผยแพร่คลิปและภาพดังกล่าวนี้ไว้ มีผู้สนใจเข้ามาดูจำนวนมาก บางคนก็บอกว่ารุปร่างของ อัลติมา ธูลี คล้ายกับมนุษย์หิมะ

Embedded video

NASA

@NASA

Meet ! What you’re seeing is the 1st contact binary ever explored by a spacecraft. This object, which we can now see is a contact binary, used to be 2 separate objects that are now bound together. Watch for more @NASANewHorizons science results https://www.nasa.gov/live 

6,582 people are talking about this

 

ภาพถ่ายวัตถุที่ห่างไกลที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่นาซาเคยสำรวจพบ

1547514319327

ยานสำรวจอวกาศนิว ฮอไรซันส์ ของนาซา ได้ส่งสัญญาณกลับมายังโลกเพื่อยืนยันถึงความสำเร็จในการบินผ่าน อัลติมา ทูลี ก้อนหินที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งในแถบไคเปอร์ ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะที่ไกลกว่าดาวเนปจูน 2 พันล้านกิโลเมตร

ที่ระยะ 6.5 พันล้านกิโลเมตรจากโลก ยานสำรวจของนาซาได้ถ่ายภาพ วัตถุปริศนาชิ้นหนึ่งได้ นั่นก็คือ อัลติมา ทูลี โลกน้ำแข็ง ที่อยู่ไกลยิ่งกว่าดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ของเรา

มันมีรูปทรงขนาด 35 กม. x 15 กม. นี้ เป็นวัตถุที่อยู่ห่างไกลที่สุด เท่าที่เคยสำรวจพบในระบบสุริยะ

คาดว่า ยานนิว ฮอไรซันส์ จะส่งภาพที่มีคุณภาพดีขึ้นกลับมา แต่ต้องใช้เวลา โดยสัญญาณใช้เวลา 6 ชั่วโมง เดินทางถึงโลก และมีแบนด์วิดธ์ เพียง 1 กิโลไบต์ ต่อวินาที ภาพความคมชัดสูง ซึ่งถ่ายในระยะใกล้ 3,500 กม. จะต้องใช้เวลาหลายเดือนส่งกลับมา

อัลติมา ทูลี เป็นหนึ่งในวัตถุ หลายพันชิ้นที่อยู่บริเวณ แถบไคเปอร์ ภูมิภาคนี้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้น หวังว่า ข้อมูลที่รวบรวมได้ จะบอกเราว่า ภูมิภาคในอวกาศแห่งนี้ ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-46737012

กลุ่มที่6

ภาวะโลกร้อน : มหาสมุทรร้อนจนระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 30 ซม.ก่อนสิ้นศตวรรษนี้

แดดร้อนที่ชายหาดImage copyrightGETTY IMAGES

ทีมนักวิจัยนานาชาติเผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Science โดยชี้ว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้มาก ส่งผลให้น้ำทะเลเกิดการขยายตัว จนระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 เซนติเมตรก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้

ปรากฏการณ์ที่น้ำทะเลขยายตัวเนื่องมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น (Thermal expansion) ทำให้มีความเสี่ยงที่เมืองตามแนวชายฝั่งจะถูกน้ำทะเลหนุนท่วม นอกจากนี้ การที่มหาสมุทรร้อนยิ่งกว่าเดิมยังหมายความว่าหลายพื้นที่จะต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้น เช่นการเกิดพายุที่มีความรุนแรงผิดปกติ

นายซีค เฮาส์ฟาเธอร์ หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ บอกว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นปีที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

น้ำท่วมบ้านImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพย่านที่อยู่อาศัยทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาในสหรัฐฯ ประสบเหตุน้ำทะเลหนุนท่วมเป็นบริเวณกว้าง

“สัญญาณของภาวะโลกร้อนนั้นสามารถตรวจพบในมหาสมุทรได้ง่ายกว่าบนบก และเนื่องจากมหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกไปถึง 90% มหาสมุทรจึงร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะเย็นตัวลง” นายเฮาส์ฟาเธอร์กล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของมหาสมุทรในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมหาสมุทรต่าง ๆ ดูดซับความร้อนจากชั้นบรรยากาศไว้เกือบเต็มพิกัดแล้ว และจะไม่เย็นตัวลงง่าย ๆ แม้มนุษย์จะสามารถหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในทันทีก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งลงในวารสาร PNAS โดยได้ประมาณการระดับอุณหภูมิของมหาสมุทรตลอดช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าน้ำทะเลร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพลังงานในระดับที่สูงกว่าประชากรทั่วโลกใช้ใน 1 ปีถึง 1,000 เท่า

หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนรายงานว่า พลังงานความร้อนที่มหาสมุทรดูดซับเอาไว้ดังกล่าวนั้น เทียบได้กับพลังงานจากระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา 1 ลูก ซึ่งระเบิดขึ้นในทุก 1 วินาที ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมา

คนบนชายหาดImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งมหาสมุทรอย่างนครมุมไบของอินเดีย มีความเสี่ยงจะถูกน้ำทะเลหนุนท่วมสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

06901-1280x720

ช่วงหลายปีที่ผ่นามานี้ พลังการประมวลผลอันมหาศาลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการใช้งานในห้องแล็ปเท่านั้น

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา IBM ได้เปิดตัว IBM Q System One ซึ่งเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจ และชัดเจนแล้วว่ามันคือก้าวแรกในการทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของขุมพลังการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือนเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าของโลกอนาคต ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในตอนนี้ นั้นเพราะว่ามันสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง

พลังการประมวลผลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ได้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบุกเบิกอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร คำนวณความเสี่ยงในการลงทุน หรือบางทีอาจนำไปใช้ในการหาหนทางรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

โดยคุณ Ginni Rometty ดำรงตำแหน่ง CEO ของ IBM กล่าวเอาไว้บนเวทีในงานเปิดตัว IBM Q System One ว่า “ข้อมูล เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก”

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจไหนที่อยากจะซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานในออฟฟิศก็คงต้องผิดหวัง เพราะถึงแม้ว่าทาง IBM จะเปิดโอกาสให้องค์ธุรกิจสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ก็จริงอยู่ แต่จะเป็นการเข้าใช้พลังการประมวลผลของมันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตคลาวด์ที่มีชื่อว่า IBM Cloud

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบ ไบนารี่ (Binary) เลขฐานสอง ซึ่งแต่ละบิตของข้อมูลจะเก็บเป็นเลข 1 หรือ 0 โดยที่เราสามารถนำเลขฐานสองรายหลายๆ หลักมาเรียงรวมกันเพื่อถอดรหัสเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรได้ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างออกไป และทำให้มันมีพลังการประมวลผลที่มากมายมหาศาล

โดยการเก็บข้อมูลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นอยู่ในรูปแบบของ คิวบิต (Qubit) ซึ่งแต่ละคิวบิตนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ตรงที่สามารถมีสภาวะของความเป็น 1 หรือ 0 ได้ในขณะเดียวกัน ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วว่ามากในเวลาที่เท่ากัน รองรับงานประมวลผลที่ต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยยาชนิดใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างการเข้ารหัสที่ซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถเจาะได้

โดย IBM Q System One ติดตั้งอยู่ในเคสกระจกที่มีความสูง 9 ฟุต กว้าง 9 ฟุต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปิดทึบ อากาศไม่สามารถไหลเข้าไปในระบบได้ โดยหน้าตาของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เท่ล้ำนำสมัยนี้ เป็นความพยายามแรกของ IBM ที่พยายามจะนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และเคสนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Qubit จะสูญเสียความสามารถในการประมวลผล หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ โดยมันต้องทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และต้องปราศจากการสั่นไหว และปราศจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจของ IBM นี่พยายามเอาชนะความท้าทายเพื่อให้สักวันหนึ่ง มันสามารถนำไปติดตั้งในบริษัทของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทำให้ต้องมีการติดตั้งในเคสที่มีการควบคุมสภาพภายในเคสเอาไว้อย่างดี แต่ในตอนนี้เคสยังมีความเปราะบางเกินกว่าที่จะนำไปติดตั้งในสำนักงานใดๆ ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเพื่อที่ IBM จะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้ และในตอนนี้ลูกค้ายังคงต้องใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ไปก่อน

คุณ Arvind Krishna รองประธานอาวุโสฝ่าย Hybrid Cloud และผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย IBM กล่าวว่า “IBM Q System One เป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และระบบใหม่นี้จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกไปจากขอบเขตการใช้งานนอกห้องแลป และเราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานสำหรับธุรกิจ และงานด้านวิทยาศาสตร์”

และภายในปีนี้ IBM จะเปิดศูนย์ IBM Q Quantum Computation Center แห่งแรกเพื่อรองรับลูกค้าองค์กรธุรกิจในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอื่นๆ

และ IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ทุ่มเทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยที่ทาง Google เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับความก้าวหน้าในการอัพเกรดเสถียรภาพ และแก้ไขข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบหน่วยประมวลผล Qubit เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้

ไมโครซอฟท์ก็ทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจ์ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Intel ก็ยังเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์ชิปคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมด้วย
ที่มา : www.sciencealert.com

“กลุ่ม6วันศุกร์เย็น”