คลังเก็บหมวดหมู่: นายพัสกร เครือฤาชัย นายภาสกร อัคนิวาส นายบรรณรต ปานสีทอง นายอุกฤษฏ์ ทองอุบล

14 ปี “ออพพอร์จูนิตี” เปิดมุมมองให้โลกได้เห็นดาวอังคาร 217,594 ภาพ

ปิดฉาก 14 ปีภารกิจ “ยานออพพอร์จูนิตี” ยานสำรวจดาวอังคารของนาซาที่ประสบความสำเร็จเกินเป้า พร้อมส่งภาพดาวอังคารในมุมมองบุคคลกลับมายังโลก 217,594 ภาพ ซึ่งทั้งหมดหาดูได้ในอินเทอร์เน็ต

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ยืนยันอย่างเป็นทางการว่ายานออพพอร์จูนิตี (Opportunity) หยุดปฏิบัติการแล้ว หลังจากไม่สามารถชาร์จแบตเตอรีให้กลับมาทำงานได้ และทิ้งข้อความที่ทางโลกพยายามติดต่อยานโดยไม่ตอบกลับอีกหลายร้อยข้อความ

นาซาพยายามติดต่อออพพอร์จูนิตีหลายครั้งหลังจากที่ยานขาดการติดต่อในช่วงที่เกิดพายุบนดาวอังคารเมื่อเดือน มิ.ย.2018 ที่ผ่านมา และครั้งสุดท้ายคือเมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 ก.พ.2019 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ซึ่งการยืนยันว่ายานโรเวอร์ (rover) ได้ตายอย่างเป็นทางการนี้ นับเป็นประกาศการสิ้นสุดภารกิจที่นับว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดภารกิจหนึ่งในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ

การสำรวจของยานออพพอร์จูนิตีจากการท่องไปทั่วดาวอังคารนั้น เพิ่มองค์ความรู้ให้แก่มนุษยชาติด้วยการยืนยันว่า ครั้งหนึ่งเคยมีน้ำในรูปของเหลวไหลรินอยู่บนดาวอังคาร อีกทั้งยังได้ส่งภาพของดาวอังคารในมุมมองของมนุษย์กลับมายังโลกอีกนับ 217,594 ภาพ ซึ่งภาพทั้งหมดนี้ยังเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต

ในมุมมองของเอมิลี ลักดาวัลลา (Emily Lakdawalla) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจอวกาศ และบรรณาธิการอาวุโสจากสมาคมดาวเคราะห์ (Planetary Society) เปรียบเปรยภารกิจของออพพอร์จูนิตีว่า เหมือนยานอวตาร (avatar) ให้มนุษย์ได้ท่องสำรวจไปทั่วพื้นผิวดาวอังคาร และการเคลื่อนที่ของยานโรเวอร์ได้อย่างคล่องตัว ทำให้ยานดูคล้ายสิ่งประดิษฐ์ที่มีจิตวิญญาณ อีกทั้งมุมมองของยานยังดูคล้ายมนุษย์มากๆ

“สำหรับประชาชนทั่วไปนั้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ดาวอังคารกลายเป็นสถานที่มีชีวิตชีวา เป็นสถานที่เราจะสำรวจได้ทุกๆ วัน” ลักดาวัลลาระบุ

“ผมขอประกาศว่าภารกิจของออพพอร์จูนิตีนั้นเสร็จสมบูรณ์” โทมัส ซูร์บูเชน (Thomas Zurbuchen) รองผู้อำนวยการจากสำนักอำนวยการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Science Mission Directorate) ของนาซา กล่าวระหว่างแถลง ณ สำนักงานใหญ่ของนาซา ในพาซาดีนา แคลิฟอร์เนีย

ขณะที่ประชาคมนักวิจัยและวิศวกรที่มีส่วนร่วมในโครงการยานออพพอร์จูนิตี ต่างเศร้าโศกต่อการปิดฉากของยาน ที่มีชื่อเรียกอย่างน่าเอ็นดูว่า “ออพปี” (Oppy) โดย จอห์น คอลลัส (John Callas) ผู้จัดการโครงการยานโรเวอร์สำรวจดาวอังคารกล่าวถึงวันอำลาอย่างเป็นทางการว่า เป็นวันที่ยากลำบาก แม้ยานลำนี้จะเป็นเพียงเครื่องจักร และเราต้องการอำลา แต่ก็เป็นเรื่องยากและขมขื่น

ส่วน บารัค โอบามา (Barack Obama) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า อย่าได้โศกเศร้ากับเรื่องนี้ที่ได้จบลงแล้ว และให้ภูมิใจที่ยานอวกาศลำนี้ได้สอนอะไรแก่เรามากมาย พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อหญิงและชายในนาซาที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการยานโรเวอร์สำรวจดาวอังคาร ที่ทะลุขีดความคาดหวังทั้งหมด และยังจุดประกายแก่คนอเมริกันรุ่นใหม่ อีกทั้งเรียกร้องให้อเมริกายังคงเดินหน้าลงทุนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ขยายขอบเขตองค์ความรู้ของมนุษย์

ส่วน ไมค์ ไซเบิร์ต (Mike Seibert) อดีตผู้อำนวยการบินของยานออพพอร์จูนิตี และเป็นผู้ขับเคลื่อนยานโรเวอร์ก็ได้ทวีตอวยชันแก่ยานออพพอร์จูนิตีที่เปรียบเสมือน “ราชินีแห่งดาวอังคาร” ขณะที่ แฟรงก์ ฮาร์ตแมน (Frank Hartman) ผู้ขับเคลื่อนยานโรเวอร์ได้บอกทางเอเอฟพีว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีได้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของโครงการนี้

โครงการยานออพพอร์จูนิตีประสบความสำเร็จแซงหน้าโครงการลูโนคอด 2 (Lunokhod 2) ยานโรเวอร์สำรวจดวงจันทร์ของอดีตสหภาพโซเวียต ที่สำรวจดวงจันทร์เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยยานออพพอร์จูนิตีท่องบนพื้นผิวดาวอังคารคิดเป็นระยะทางมากกว่าระยะทางของลูโนคอด 2 บนดวงจันทร์ประมาณ 45.2 กิโลเมตร และการเดินทางของออพพอร์จูนิตียังคิดเป็นระยะทางที่มากกว่ายานอะพอลโล 17 (Apollo 17) ที่ลงสำรวจดวงจันทร์เมื่อปี 1972

“ด้วยปฏิบัติการกรุยทางอย่างภารกิจของยานออพพอร์จูนิตีนี้ จะมีวันข้างหน้าที่มนุษย์อวกาศผู้กล้าของเราได้เดินลงบนพื้นผิวดาวอังคาร” จิม ไบรเดนสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้อำนวยการนาซากล่าว

ยานออพพอร์จูนิตีได้ลงจอดบนพื้นราบอันกว้างใหญ่ของดาวอังคาร และใช้เวลาครึ่งชีวิตท่องไปบนพื้นราบ และเคยติดเนินทรายเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ซึ่งที่บริเวณนั้นเองยานโรเวอร์ได้ใช้เครื่องมือทางธรณีวิทยา เพื่อยืนยันว่าเคยมีน้ำในรูปของเหลวอยู่บนดาวอังคาร

ในช่วงชีวิตที่สองของยานออพพอร์จูนิตี ได้ปีนขอบหลุมอุกกาบาตเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) และบันทึกภาพพาโนรามา และได้ค้นพบสายแร่ยิปซัม ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ที่สนับสนุนเพิ่มเติมว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลไปตามหินของดาวอังคาร

ยานออพพอร์จูนิตียังประสบความสำเร็จเกินหน้ายานสปิริต (Spirit) ยานคู่แฝดที่ลงจอดพื้นผิวดาวอังคารไปก่อน 3 อาทิตย์ และปฏิบัติยานจนสิ้นสุดอายุขัยไปเมื่อปี 2010 ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ยานทั้งสองจะมีอายุการใช้งานเพียง 90 วัน

จนถึงตอนนี้เหลือยานโรเวอร์เพียงลำเดียวที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่บนดาวอังคารนั่นคืองานคิวริออซิตี (Curiosity) ที่ไปถึงดาวอังคารเมื่อปี 2012 และเป็นยานที่ไม่ได้อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ แต่พึงพิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเป็นแหล่งพลังงาน

ในปี 2021ยานโรซาลินด์ แฟรงกลิน (Rosalind Franklin) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเอกโซมาร์ (ExoMars) ที่ร่วมมือกันระหว่างยุโรปและรัสเซีย จะลงจอดอีกด้านของดาวอังคาร เมื่อถึงเวลานั้นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านของโลกก็จะมียานโรเวอร์ท่องไปบนพื้นผิว 2 ลำ
จิม ไบรเดนสไตน์ ประกาศปิดฉากยานออพพอร์จูนิตีที่ปฏิบัติภารกิจมาเกือบ 15 ปี หลังเผชิญพายุฝุ่นถล่มและขาดการติดต่อ(MARIO TAMA / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / AFP)
แฟ้มภาพ พีท ไทซิงเกอร์ (Pete Theisinger) ผู้จัดการโครงการปฏิบัติการยานโรเวอร์สำรวจดาวอังคาร เมื่อครั้งแถลงสถานการณ์ของยานสปิริต ซึ่งเป็นยานคู่แฝดของออพพอร์จูนิตีที่ยุติปฏิบัติการไปเมื่อปี 2010 (BILL INGALLS / NASA / AFP)
เจ้าหน้าที่นาซาสักข้อมูลชุดสุดท้ายที่ยานอออพพอร์จูนิตีบันทึก (MARIO TAMA / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / AFP)
 ภาพจำลองยานโรเวอร์บนดาวอังคาร(NASA / AFP)

 

แหล่งที่มา: https://mgronline.com/science/detail/9620000015883

สดร.พัฒนาแบบจำลองค้นหาสาเหตุฝุ่นควันในเชียงใหม่

สดร. พัฒนาแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศ ค้นหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศ หวังค้นหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่ วางแผนรับมือฤดูกาลหมอกควัน เบื้องต้นคาดสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากกลไกของต้นไม้ที่ปลดปล่อยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสร้างฝุ่นในชั้นบรรยากาศ

ดร.วนิสา สุรพิพิธ นักวิจัยชำนาญการ หนึ่งในทีมวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ สดร. เปิดเผยว่า สดร. ได้เฝ้าระวังและค้นคว้าหาสาเหตุเบื้องหลังการพุ่งขึ้นสูงของระดับความเข้มข้นของฝุ่นในเชียงใหม่ อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคม-มีนาคม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา รายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศกรมควบคุมมลพิษในจังหวัดเชียงใหม่ 2 สถานี ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ และสถานีโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฝุ่นแบบค่าเฉลี่ยราย 24 ชม.

“พบว่าระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) มีค่าสูงกว่า 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้ง 2 สถานี (ระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศประเทศไทย อยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ฝุ่นเหล่านี้ปกคลุมไปทั่วเมืองเชียงใหม่ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงอย่างชัดเจนจนสังเกตได้ หากสูดหายใจเอาฝุ่นขนาดเล็กเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้รู้สึกแสบจมูก หายใจลำบาก ในระยะยาวอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคทางเดินหายใจ”

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเบื้องต้น ได้แก่ การควบคุมไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง กรมทางหลวงได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันหมั่นตรวจสภาพรถยนต์เพื่อป้องกันการก่อเขม่าควันดำ ผู้ประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกยี่ห้อ ร่วมกันส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำระดับยูโรห้า (EURO5)

“อย่างไรก็ตาม ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่ก็ยังคงไม่สดใส เพื่อความปลอดภัย ควรหาหน้ากากปิดปากจมูกไม่เฉพาะในระหว่างสัญจรนอกอาคาร แต่ยังรวมถึงในห้องทั้งที่บ้านและที่ทำงาน หรือใช้แผ่นกรองอากาศภายในอาคาร และงดการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพ”

ดร.วนิสา กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. ทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ เพื่อหาสาเหตุและเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูแล้ง เราได้พัฒนาแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศ หาแหล่งที่มา และสันนิษฐานว่า สาเหตุดังกล่าวอาจไม่ได้มาจากกิจกรรมปล่อยมลพิษจากมนุษย์โดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากกลไกของต้นไม้ เมื่อได้รับแสงแดด ความชื้น และอุณหภูมิในปริมาณที่เพียงพอ จะปลดปล่อยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทสารอินทรีย์ระเหยง่ายออกมา เช่น แก๊สไอโซพรีน แก๊สโมโนเทอร์พีน ฯลฯ

“แก๊สเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับไนตริกออกไซด์และรังสีอัลตราไวโอเลตในบรรยากาศบริเวณพื้นผิวโลก เกิดเป็นอนุภาคขนาดเล็กและแก๊สโอโซน แล้วจับตัวกันเป็นอนุภาคที่ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นอนุภาคฝุ่นในที่สุด ประกอบกับสภาวะความกดอากาศสูงที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในฤดูแล้ง และจังหวัดเชียงใหม่มีสภาพภูมิประเทศที่ล้อมรอบด้วยภูเขา จึงทำให้ลมสงบ ฝุ่นละอองขนาดเล็กถูกพัดพาออกไปได้น้อย จึงสะสมในปริมาณหนาแน่นปกคลุมเหนือตัวเมืองเชียงใหม่ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

กรณีดังกล่าว สดร. จึงร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) และมหาวิทยาลัยพะเยา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศ เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองเคมีในบรรยากาศจากศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (National Center for Atmospheric Research; NCAR) และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเมืองเออร์ไวน์ (UC Irvine) ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านการค้นคว้าวิจัยแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศระดับแนวหน้าของโลก ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อค้นหาสาเหตุของฝุ่นพิษและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดยิ่งขึ้น ระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมแคนทารีฮิลล์ จ.เชียงใหม่ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 087-6834730

ข้อมูลอ้างอิง : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/.

 

ที่มา:https://mgronline.com/science/detail/9620000016240

นวัตกรรมรักษา “นิ้วล็อค” ใน 5 นาที เพื่อคนทำงานและแม่บ้านถือของหนัก

วช.มอบรางวัลระดับดี ให้แก่ นวัตกรรมรักษา “นิ้วล็อค” ให้หายขาดได้ ใน 5 นาที จาก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี พร้อมจัดแสดงในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2562 ระหว่าง 2-6 ก.พ.

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2562” (Thailand Inventors’ Day 2019) ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งที่ 21 โดยรวบรวมความก้าวหน้าของ สิ่งประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมพร้อมใช้ จัดแสดงภายในงานกว่า 1,500 ผลงาน และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2562 และรางวัล2018 TWAS Prize for Young Scientists in Thailand

โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง การใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ เป็นผลงานของ นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ แห่งกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี
ที่ช่วยรักษาโรคนิ้วล็อคให้หายขาดได้ ใน 5 นาที เป็นนวัตกรรมและผลงาน ประดิษฐ์คิดค้นที่ได้รับรางวัลของสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2562 ในระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งเป็นการใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ เป็นนวัตกรรมการรักษาโรคนิ้วล็อคที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เป็นการรักษาที่ได้ผลดี สะดวก ประหยัด แม่นยำ ปลอดภัย ผู้ป่วยฟื้นตัวไว และมีความพึงพอใจสูง สามารถบริหารทรัพยากรที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เจ้าของผลงาน กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จเกิดจาก การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาผสมผสานกับวัสดุอุปกรณ์พื้นฐานที่มีอยู่เดิมเพื่อประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย ข้อดีของการผ่าตัดจะประเมินด้วย เครื่องอัลตราซาวด์ตลอดเวลา ทำให้สามารถมองเห็นโครงสร้างที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือด ปลอกหุ้มเส้นเอ็น เส้นเลือด และเส้นประสาท ทำให้สามารถผ่าตัดได้อย่างแม่นยำโดยไม่เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ลดผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผู้ป่วยได้รับบริการที่รวดเร็วไม่ต้องรอคิวนาน

“ที่สำคัญสามารถทำการผ่าตัดได้ที่แผนกผู้ป่วยนอก เนื่องจากมีระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 5 นาทีต่อนิ้ว ในแง่ประสิทธิภาพของการรักษามีความแม่นยำสูง ไม่มีแผลเย็บ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด ลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด หายจากอาการนิ้วล็อคทันที สามารถใช้งานมือได้ปกติภายใน 2 วันหลังผ่าตัด และลดโอกาสเกิดพังผืดซ้ำในอนาคต”

ปัจจุบันได้นำนวัตกรรมการใช้เข็มผ่าตัด รักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ” มาใช้ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในสังกัดของกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ผู้สนใจขอรับบริการปรึกษาเกี่ยวกับอาการโรคนิ้วล็อค การรักษาด้วยการใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ ผู้สนใจสามารถชมได้ที่งาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2562 Hall 102-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา หรือติดต่อโดยตรงที่ กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ถนนรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000006021

เครื่องฟอกอากาศยักษ์ ! เทียบต้นไม้ 4.8 แสนต้นดูดซับมลพิษ

 เครื่องฟอกอากาศยักษ์ ! เทียบต้นไม้ 4.8 แสนต้นดูดซับมลพิษ

“ฮ่องกง” เตรียมใช้นวัตกรรมเครื่องกรองอากาศยักษ์ เพื่อลดมลพิษทางอากาศได้มากถึงร้อยละ 80 คาดเริ่มใช้ 20 ม.ค.นี้ หลังประสบปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ 400 คน ผู้ป่วยกว่า 190,000 คน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ถ้าพูดถึงเกาะฮ่องกง อาจจะนึกถึงเมืองท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ มีตึกสูงไม่ค่อยพบปัญหาการจราจร หรือมลพิษทางอากาศ แต่ฮ่องกง เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่เคยพบปัญหาฝุ่นละองเกินค่ามาตรฐานมานานถึง 150 วัน

ปัญหานี้ทำให้ฮ่องกง ต้องใช้นวัตกรรมด้วยการใช้เครื่องกรองอากาศยักษ์ ลดมลพิษทางอากาศได้มากถึงร้อยละ 80 เช่นเดียวกับหลายประเทศนอกจากใช้เทคโนโลยีช่วยกำจัดฝุ่นละอองแล้ว ยังวางแผนการจราจรและควบคุมปัจจัยอื่น ๆ แก้ปัญหาฝุ่นควันร่วมกันด้วย

ระบบบำบัดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในอุโมงค์ทางด่วนพิเศษ เซนทรัล หวาน ไฉ ของ ฮ่องกง เครื่องบำบัดอากาศนี้สามารถลดมลพิษจากการจราจรได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์

มีระบบการทำงาน ด้วยการใช้พัดลมขนาดใหญ่ดูดไอเสียจากควันรถในทางลอดอุโมงค์เข้าไปในระบบฟอกอากาศ 3 แห่งที่ติดตั้งไว้ตามแนวของอุโมงค์

อากาศจะผ่านตัวกรองระบบไฟฟ้าสถิต ซึ่งทำหน้าที่ดักจับประจุ จากนั้นจะแยกอนุภาคที่เป็นอันตราย เข้าไปที่ตัวกรองโดยมีถ่านกัมมันต์ทำหน้าที่กำจัดก๊าซพิษไนโตรเจนไดออกไซด์จ นได้อากาศบริสุทธิ์ แล้วปล่อยอากาศเหล่านี้ออกมาจากระบบ

สำหรับเครื่องระบายอากาศยักษ์เป็นเทคโนโลยีแก้ปัญหาฝุ่นละออง ที่ดำเนินการควบคู่กับการลดปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ และเป็นโครงการต่อเนื่องจากการทำทางเบี่ยง หรือบายพาส เซ็นทรัล หวาน ไฉ ที่แก้ปัญหาปัญหารถติดทางตอนเหนือ และตอนกลางของเกาะฮ่องกง เพื่อมุ่งหน้าไปทางตะวันออกของเกาะ

ทางพิเศษนี้ ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจาก 30 นาที เหลือ 5 นาที นั่นหมายความว่า การย่นเวลาการเดินทางจะช่วยลดมลพิษไปในตัว คาดว่าจะลดก๊าซคาร์อนไดออกไซค์ 1,100 ตันต่อปี หรือ เท่ากับการใช้ต้นไม้ 480,000 ต้นดูดซับก๊าซมลพิษ

เดือนตุลาคมปี 2017 ฮ่องกงประสบปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน รัฐบาลฮ่องกง รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ 400 คน และกว่า 190,000 คนต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลจากปัญหาฝุ่นละออง

 

ทำให้ฮ่องกงเริ่มมาตรการกำจัดฝุ่นละอองอย่างจริงจัง และเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยจัดการปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ โดยคาดว่าหอคอยฟอกอากาศยักษ์นี้จะใช้เริ่มใช้งานในวันที่ 20 ม.ค.นี้

เช่นเดียวกับสิงคโปร์ใช้ระบบการขนส่งสาธารณะ มีการใช้รถไฟ ควบคู่กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้รอบเมืองควบคุมคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดมาตรฐานการปล่อยไอเสียของรถทุกคันประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม ในปีนี้ แต่ยังพบปัญหาหมอกควันที่ลอยมาจากอินโดนีเซีย

ขณะที่ญี่ปุ่นเน้นการขนส่งรถไฟฟ้า ลดการปล่อยมลภาวะ และหลายเมืองกำหนด ประเภทของยานพาหนะเพื่อเป็นการควบคุมการระบาย NOX และ PM ให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่กำหนด

มณีนาถ อ่อนพรรณา /รายงาน

มาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/277051

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ “โคโรลอฟ” บนดาวอังคาร

เปิดภาพ! หลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์ "โคโรลอฟ" บนดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บนดาวอังคาร

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผู้สื่อขาวรายงานว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) เผยภาพถ่ายความละเอียดสูงของหลุมอุกกาบาตน้ำแข็งยักษ์โคโรลอฟ (Korolev Crater) บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร เป็นดินแดนน้ำแข็งบนดาวอังคาร สุดตระการ! ซึ่งบันทึกโดยยานอวกาศมาร์สเอ็กซ์เพรส

หลุมดังกล่าวมีขนาดกว้างถึง 81.4 กิโลเมตร ขณะที่พืดน้ำแข็งยักษ์ภายในมีขนาดใหญ่กว่า 60 กิโลเมตร และหนามากถึง 1.8 กิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พืดน้ำแข็งยักษ์เกิดจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า เขตกักความเย็น (Cold Trap) เนื่องจากหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ลึกกว่า 2 กิโลเมตร เมื่อกระแสอากาศไหลผ่านขอบหลุมจะยกตัวขึ้นพร้อมเย็นตัวลงและจมสู่ก้นหลุมกลายเป็นชั้นอากาศเย็นลอยอยู่เหนือก้นหลุม ช่วยรักษาความเย็นภายในและคอยป้องกันความร้อนจากภายนอก อีกทั้งหลุมแห่งนี้อยู่บริเวณขั้วดาว ซึ่งได้รับแสงดวงอาทิตย์น้อยกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตร จึงสามารถเกิดพืดน้ำแข็งภายในหลุมอุกกาบาตดังกล่าวได้ตลอดทั้งปี

ปรากฏการณ์เขตกักความเย็นยังพบได้ในบริเวณหลุมอุกกาบาตขนาดเล็กอื่น เช่น หลุมอุกกาบาตลูทธ์ (Louth Crater) ที่อยู่บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคารอีกด้วย

ภาพถ่ายหลุมโคโรลอฟจากกล้อง HRSC (High Resolution Stereo Camera) ที่ติดตั้งบนยานมาร์สเอ็กซ์เพรสขององค์การอวกาศยุโรป ซึ่งบันทึกภาพอย่างต่อเนื่องขณะโคจรอยู่เหนือหลุมดังกล่าว จากนั้นจึงนำมารวมเป็นภาพเดียว ทำให้ได้ภาพที่ละเอียดและเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยรอบ

หลุมอุกกาบาตโคโรลอฟ ถูกตั้งชื่อตามเซียร์เกย์ โคโรลอฟ (Sergei Korolev) หัวหน้าทีมวิศวกรด้านเครื่องยนต์จรวด และนักออกแบบยานอวกาศ มีส่วนสำคัญในการควบคุมภารกิจต่างๆ ในโครงการอวกาศโซเวียต เช่น โครงการสปุตนิก ซึ่งเป็นโครงการส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก และโครงการยานอวกาศวอสตอค ภารกิจส่ง ยูริ กาการิน มนุษย์ที่ขึ้นสู่อวกาศเป็นคนแรกของโลกอีกด้วย

ในวันที่ 25 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมาเป็นครบรอบ 15 ปีที่ยานมาร์สเอ็กเพรสเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์แดง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากแก่นักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคารและวางแผนภารกิจการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจในอนาคต

เทคโนโลยี : เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร

31758003

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เสี่ยงมีไอคิวต่ำ ประสิทธิภาพในการคิดอย่างมีเหตุผลและความทรงจำลดลง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนว่าระยะเวลาที่เด็กใช้อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เป็นการเสพติดหรือไม่ และจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตอย่างไร

การศึกษานี้ทำโดยให้ทีมนักวิจัยเฝ้าศึกษาเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งผลการเอ็กซเรย์สมองของเด็ก 4,500 คน พบหลักฐานในเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ ที่บางตัวลงก่อนถึงวัยอันควร

เปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ตามปกติสมองส่วนนี้จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราแก่ชราลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองเริ่มถดถอยลง

การศึกษายังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง ยังทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ระยะเวลาการอยู่หน้าจอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เปลือกสมองบางลงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ… แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนาน ๆ”

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-46709708

คริสต์มาส : ความสุขจากการเป็นผู้ให้ คงทนอยู่ได้นานหลายวันมากกว่าเป็นผู้รับ

_104945098_giftgivinggettyimages

ความรู้สึกเบิกบานอิ่มอกอิ่มใจที่เกิดจากการมอบสิ่งของหรือความช่วยเหลือให้กับผู้อื่น ซึ่งจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ให้ไปตราบนานเท่านาน ไม่ได้เป็นเพียงคำสอนทางศีลธรรมที่เชื่อต่อ ๆ กันมาเท่านั้น ล่าสุดมีการทดลองทางจิตวิทยาที่พิสูจน์แล้วว่า ความรู้สึกเป็นสุขจากการเป็นผู้ให้นั้นคงทนอยู่ได้ยาวนาน ยิ่งกว่าความสุขจากการเป็นผู้รับที่มีแต่จะลดน้อยถอยลงและเลือนหายไปเร็วกว่าในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Psychological Science ระบุว่าได้ทำการทดลองโดยมอบเงินวันละ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 162 บาท) ให้กับนักศึกษา 96 คน เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยแต่ละคนจะได้รับคำสั่งให้ใช้เงินดังกล่าวด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

ผู้เข้าร่วมการทดลองบางกลุ่มจะต้องใช้เงินที่ได้มาซื้อของอย่างหนึ่งให้กับตัวเองทุกวัน บางกลุ่มจะต้องนำเงินไปใส่กล่องให้ทิปในร้านค้า หรือบริจาคเงินทางออนไลน์ โดยจะต้องให้ทิปในร้านเดิมหรือบริจาคเงินผ่านทางเว็บไซต์เดิมในทุกครั้ง จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องบันทึกประสบการณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น และมีการประเมินให้คะแนนต่อระดับความรู้สึกเป็นสุขเบิกบานใจที่เกิดขึ้นในทุกครั้ง

ผลปรากฏว่านักศึกษาทั้งหมดให้คะแนนระดับความรู้สึกพึงพอใจที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ใช้เงินอย่างเป็นผู้ให้หรือผู้รับ แต่ภายในเวลา 5 วันต่อมา ระดับความรู้สึกเป็นสุขเบิกบานใจของกลุ่มที่ใช้เงินซื้อของให้ตัวเองกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มที่ให้ทิปหรือบริจาคยังคงมีความรู้สึกเป็นสุขอย่างชัดเจนไม่จืดจางลง คล้ายกับครั้งที่ได้ทำตามคำสั่งให้มอบเงินในครั้งแรก

ทีมผู้วิจัยยังได้ทำการทดลองเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้เข้าร่วมเล่นเกมทางออนไลน์ 502 คน ผู้ชนะของการเล่นเกมในแต่ละรอบจะได้รับเงินรางวัลจำนวนไม่มาก ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บสะสมไว้หรือบริจาคให้การกุศล จากนั้นจะมีการประเมินความรู้สึกที่เกิดขึ้นของผู้เล่น ซึ่งก็ได้ผลเช่นเดียวกับการทดลองครั้งแรกว่า ความพึงพอใจในกลุ่มผู้ที่เลือกสะสมเงินลดลงอย่างรวดเร็วในการเล่นรอบหลัง ๆ ต่างจากความรู้สึกของผู้เล่นที่เลือกบริจาคเงินอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร. เอ็ด โอไบรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า คนเรามีกระบวนการทางจิตวิทยาที่ปรับตัวให้เคยชินกับความสุขสบายที่ได้รับ (Hedonic adaptation) ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งของหรือความช่วยเหลือที่ได้รับเป็นประจำ รวมทั้งจะเกิดความเบื่อหน่ายต่อกิจกรรมที่เคยทำให้เกิดความพึงพอใจมาก่อนด้วย เมื่อได้ลงมือทำกิจกรรมนั้นไปหลาย ๆครั้ง

“แต่การเสียสละและเป็นผู้ให้ กลับเป็นข้อยกเว้นของทฤษฎีดังกล่าว ยิ่งมีการให้เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง ความรู้สึกเป็นสุขและอิ่มอกอิ่มใจกลับไม่ลดน้อยถอยลง แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน และแม้จะให้ของเดิม ๆ กับคนเดิม ๆ ซ้ำกันตลอดเวลาก็ตาม” รศ.ดร. โอไบรอันกล่าว

ญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า

_104951259_gettyimages-56358788

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทางการญี่ปุ่นประกาศว่า จะเปิดให้ผู้ทำอุตสาหกรรมประมงกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างเปิดเผยและเป็นทางการได้ ภายในเดือนกรกฎาคมของปีหน้า โดยญี่ปุ่นจะถอนตัวออกจากคณะกรรมการว่าด้วยการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ซึ่งญี่ปุ่นร่วมเป็นสมาชิกมานานตั้งแต่ปี 1951 เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ IWC ต่อไป

นายโยชิฮิเดะ ซึงะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า การล่าวาฬเพื่อการค้าดังกล่าวจะอนุญาตให้มีขึ้นภายในเขตน่านน้ำญี่ปุ่นและเขตเศรษฐกิจจำเพาะเท่านั้น แต่จะยุติการล่าวาฬในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติกและซีกโลกใต้ลงอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจาก IWC จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถล่าวาฬชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองจาก IWC ได้แล้ว เช่นวาฬมิงก์ (Minke whales) ซึ่งอยู่ในวงศ์ของวาฬแกลบและเป็นวาฬชนิดหลักที่ญี่ปุ่นบริโภค

รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลในการถอนตัวจากคณะกรรมการ IWC ว่า ทางคณะกรรมการขาดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายสู่การสนับสนุนให้เกิดการล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างยั่งยืน แต่กลับไปให้ความสนใจต่อจำนวนตัวเลขวาฬซึ่งจะได้รับการอนุรักษ์คุ้มครองมากจนเกินไป

หลังจากที่ IWC ห้ามการล่าวาฬในปี 1986 ญี่ปุ่นได้รับโควตาให้ล่าวาฬได้จำนวนหนึ่ง ราว 200-1200 ตัวในแต่ละปี เพื่อใช้ใน “โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์” แต่ก็มีการนำเนื้อวาฬในโครงการดังกล่าวออกจำหน่ายด้วย ทำให้บรรดานักอนุรักษ์วิจารณ์ตำหนิโครงการนี้อย่างกว้างขวาง

ญี่ปุ่นยังพยายามเสนอให้ IWC เพิ่มโควตาการล่าวาฬขึ้นมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นยืนกรานว่าการล่าวาฬเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมานานหลายร้อยปีและไม่อาจเลิกล้มได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า การล่าวาฬและบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นเพิ่งจะมาพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร โดยขณะนั้นเนื้อวาฬได้กลายมาเป็นเนื้อสัตว์ชนิดหลักที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แต่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาความนิยมบริโภคเนื้อวาฬในหมู่ชาวญี่ปุ่นกลับลดลงไปอย่างมาก ปัจจุบันหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นรายงานว่า เนื้อวาฬนั้นคิดเป็นเพียง 0.1% ของเนื้อสัตว์ที่มีวางจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ

การประกาศกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเสียงต่อต้านคัดค้านจากรัฐบาลต่างประเทศและจากองค์กรอนุรักษ์อย่างรุนแรง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียออกแถลงการณ์ร่วมว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของญี่ปุ่น และออสเตรเลียจะยังคงต่อต้านการล่าวาฬทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่ต่อไป

องค์กร Humane Society International ประณามว่าญี่ปุ่นกำลังกระทำการนอกกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และกำลังมุ่งสู่หนทางของการเป็น “ชาติโจรสลัดล่าวาฬ” ที่ไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของนานาชาติ ด้านองค์กรกรีนพีซที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการดังกล่าวอีกครั้ง เพราะเสี่ยงที่จะทำให้ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าโจมตี ระหว่างการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดจี 20 ในเดือนมิถุนายนปีหน้าได้

แซม แอนเนสลีย์ ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซญี่ปุ่นกล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจะแอบออกประกาศเรื่องนี้มาในช่วงสิ้นปี เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจของสื่อนานาชาติ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ ถ้อยแถลงที่มีขึ้นในวันนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางของประชาคมนานาชาติ และแนวทางการอนุรักษ์เพื่อคุ้มครองอนาคตของมหาสมุทรและเหล่าสัตว์ที่น่ามหัศจรรย์เหล่านี้”

“พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559″…ใครได้ประโยชน์ : ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

"พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559"…ใครได้ประโยชน์ : ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559

เรื่องที่กำลังกลายเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลและบังคับใช้กฎหมาย คือ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ ทันตแพทย์บางกลุ่มที่ครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีทันตกรรมหรือเครื่องเอกซเรย์ฟันที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ด้วย

โดยกลุ่มทันตแพทย์ให้เหตุผลในการคัดค้านว่า เครื่องเอกซเรย์ฟันก็คล้ายเครื่องไมโครเวฟที่ทุกบ้านมี ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อชีวิต และถ้าอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวก็จะทำให้ทันตแพทย์มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีบทลงโทษที่รุนแรงหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะที่ ปส.ให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการกำกับดูแลความปลอดภัยพลังงานนิวเคลียร์รวมทั้งรังสีชนิดที่ก่อให้เกิดไอออน เพื่อให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมปลอดภัยและได้รับการดูแลตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และแม้ว่าเครื่องเอกซเรย์ฟันจะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นการใช้รังสีพลังงานสูงกับสิ่งมีชีวิต จึงมีความเสี่ยง พร้อมระบุว่า ไม่ควรนำไปเทียบกับไมโครเวฟ เพราะพลังงานที่ออกจากไมโครเวฟเป็นรังสีชนิดไม่ก่อให้เกิดไอออนและมีพลังงานต่ำกว่าที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศกำหนด คือต่ำกว่า 5 keV แต่เครื่องกำเนิดรังสีทางทันตกรรมมีค่าพลังงานสูงสุดในช่วง 60-120 keV ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ขอเจาะอดีตกลับไปดูถึงที่มาของ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์ฯที่เป็นปมแห่งความขัดแย้ง

พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ.2559 เริ่มยกร่างในปี 2548 มีผู้แทนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์มาเป็นคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย อาทิ ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง
สาธารณสุข ทันตแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น จากนั้นปี 2549 เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 ครั้ง ก่อนที่ปี 2550 ปส.ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวและวันที่ 22 มิ.ย.2558 คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วเสร็จมี 152 มาตรา ก่อนที่วันที่ 4 ส.ค.2558 ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบและส่งให้ สนช. พิจารณา วันที่ 11 ก.พ. 2559 ผ่านวาระที่ 1 และวันที่ 19 พ.ค.2559 ผ่านวาระที่ 2 และ 3 จากนั้น วันที่ 5 ส.ค.2559 พ.ร.บ.
ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ 1 ก.พ.2560 และจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 29 ต.ค.2560 ซึ่งถือได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านกระบวนการตามปกติ

หลัง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ กลุ่มทันตแพทย์มีการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านและ “ขอยกเว้น” ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผล 1. เครื่องเอกซเรย์ฟันมีความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตครอบครอง 2.การขอเทียบวุฒิการศึกษาของทันตแพทย์เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO) โดยไม่ต้องสอบรับใบอนุญาตตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. และ 3.บทกำหนดโทษใน พ.ร.บ. รุนแรงเกินไป

ขณะที่ ปส.ได้พิจารณาข้อเรียกร้องพร้อมชี้แจงต่อเนื่องว่าไม่สามารถดำเนินการตามที่กลุ่มทันตแพทย์เรียกร้องได้ทั้งหมด เพราะต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัยของประชาชน” รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม

“เครื่องเอกซเรย์ฟันมีค่าพลังงานที่ปล่อยออกมาในระดับใกล้เคียงกับเครื่องแมมโมแกรม และเครื่องตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก รวมถึงเครื่องกำเนิดรังสีที่ใช้ในด้านต่างๆ บางประเภท หากมีเครื่องกำเนิดรังสีประเภทใดประเภทหนึ่งได้รับการยกเว้น ก็จะสร้างความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้ใช้เครื่องกำเนิดรังสีประเภทอื่นๆ ที่สำคัญถ้าควบคุมไม่ได้ก็เป็นที่น่ากังวลว่าอาจมีการนำเข้าเครื่องกำเนิดรังสีมือสองจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้งาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ที่สำคัญ ปส. ได้ยกเว้นและอนุญาตให้บุคลากรใน 5 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เทคนิคการแพทย์ (เทคนิครังสี) และฟิสิกส์การแพทย์ ไม่ต้องสอบเพื่อรับใบอนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO) ขณะที่บทกำหนดโทษ ก็ไม่ได้รุนแรงและไม่เสียประโยชน์อะไรเลย มีเพียงค่าใบอนุญาตครอบครองเครื่อง 1,000 บาทต่อ 5 ปี ค่าตรวจสภาพ 1,000 บาทต่อ 2 ปีและค่าใบอนุญาตเป็นผู้ดูแลเครื่องเพียง 500 บาทต่อ 3 ปีเท่านั้น

จะมีโทษก็ต่อเมื่อทันตแพทย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ RSO เช่น ไม่ทำรายงาน ไม่ตรวจประเมินเครื่องกำเนิดรังสีตามเวลาที่กำหนด หรือไม่ต่ออายุใบอนุญาตครอบครองฯ หากตรวจพบ ปส.จะทำการตักเตือนก่อน 2 ครั้ง หากยังคงเพิกเฉย จะถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตและจะทำแบบนี้กับเครื่องเอกซเรย์อื่นด้วย” รศ.ดร.
สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ระบุและว่า…ไม่มีการใช้งานเครื่องกำเนิดรังสีใดๆ ที่ปราศจากความเสี่ยง

ขณะนี้ มีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศที่มีเครื่องกำเนิดรังสี มาขอใบอนุญาตกับ ปส. แล้วกว่า 90% ส่วนคลินิกทันตกรรม ก็ทยอยมาขอใบอนุญาตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงทางออกในเรื่องนี้ว่า กรมฯ และ ปส.ทำงานร่วมกันมาตลอด ทางออกของเรื่องนี้ คือ ปส.ต้องมีการสร้างความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทันตแพทย์

“ทีมข่าววิทยาศาสตร์” มองว่า ปมแห่งความขัดแย้งใน พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์ฯ ที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ดังนั้น ขอให้แต่ละฝ่ายพิสูจน์ความจริงใจและยึดเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นคำตอบสุดท้าย.

ไก่คือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงยุคสมัยแห่งมนุษย์ “แอนโทรโพซีน”

ไก่

นักธรณีวิทยาชี้ว่า “ไก่” คือสัตว์ชนิดสำคัญและเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่บ่งบอกถึงยุคทางธรณีวิทยาใหม่ “สมัยแอนโทรโพซีน” (Anthropocene epoch) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Royal Society open Science ของราชสมาคมกรุงลอนดอน โดยระบุว่าการกระทำจากฝีมือมนุษย์ได้ทำให้ไก่กระทงหรือไก่เนื้อ (Broiler) กลายเป็นสัตว์บกมีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก โดยในทุกขณะจะมีไก่เนื้อที่มีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น 23,000 ล้านตัว

การเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคเนื้อซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ประชากรไก่เนื้อมีจำนวนมากกว่าสัตว์ปีกในธรรมชาติถึง 3 ต่อ 1 จนอาจจะกล่าวได้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยไก่ หรือเรียกว่าเป็น “ดาวเคราะห์ของไก่” ได้เลยทีเดียว

นับแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา นอกจากมนุษย์จะทำให้ไก่เนื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ และเทคโนโลยีในการทำฟาร์มที่มุ่งให้ไก่เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้มากในเวลาอันสั้น ยังส่งผลเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและสรีระของไก่เนื้อไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับไก่เลี้ยงในยุคโบราณ ซึ่งปกติแล้วความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะต้องใช้เวลานับล้านปีสำหรับการเกิดวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

Fried chicken

ดร. แครีส เบนเนตต์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ได้ศึกษาเปรียบเทียบกระดูกของไก่เนื้อในปัจจุบัน กับซากกระดูกของบรรพบุรุษไก่ที่ขุดพบจากแหล่งโบราณสถานยุคโรมัน โดยผลการศึกษาชี้ว่า ไก่เนื้อจากฟาร์มมีโครงสร้างกระดูกใหญ่กว่าสองเท่า แต่กระดูกมีความหนาแน่นต่ำและบิดเบี้ยวผิดรูป องค์ประกอบทางเคมีในกระดูกยังแตกต่างไปจากบรรพบุรุษ ซึ่งแสดงถึงการกินอาหารเพียงชนิดเดียวและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงจากในอดีตอย่างมาก

การปรับปรุงพันธุ์ยังทำให้ไก่เนื้อในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้รวดเร็วกว่าไก่ชนิดเดียวกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ถึง 5 เท่า เนื่องจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมระบบเผาผลาญทำให้ไก่รู้สึกหิวและกินอาหารตลอดเวลา ส่งผลให้ไก่ในฟาร์มมีน้ำหนักถึงเกณฑ์ที่พร้อมเชือดเมื่อมีอายุเพียง 5-6 สัปดาห์เท่านั้น

วงจรชีวิตของไก่เนื้อเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ด้วยการควบคุมของมนุษย์เท่านั้น หากปล่อยให้ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรมออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ มันจะตายลงภายในเวลาไม่ถึงเดือน เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติทำให้ระบบการหายใจและหัวใจล้มเหลว

Chickens bred for meat

การทำฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยทิ้งร่องรอยของสารเคมีที่ใช้ในดินและน้ำ กระดูกไก่จำนวนมหาศาลที่มนุษย์บริโภคยังถูกฝังลงในดิน จนสามารถเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงธรรมชาติรวมทั้งระบบนิเวศในระดับฝังลึกและกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า “สมัยแห่งมนุษย์” หรือแอนโทรโพซีนเริ่มขึ้นเมื่อวันเวลาใดกันแน่ โดยก่อนหน้านี้มีผู้เสนอว่าสมัย (epoch) ดังกล่าว ควรจะนับเริ่มต้นจากหมุดหมายที่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test) ในปี 1945

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงทศวรรษ 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ควรเป็นช่วงที่สมัยแอนโทรโพซีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-46553024