คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

“รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่” ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป

"รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่" ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล เปิดตัวรองเท้าต้นแบบที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์น้ำหนักของผู้สวมใส่ รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวและบอกได้เมื่อเจ้าของรองเท้าหกล้ม

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Alphabet ที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เปิดตัว ‘รองเท้าอัจฉริยะ´ที่สามารถตรวจสอบและวัดระดับกิจกรรมต่างๆ ของผู้สวมใส่ ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางสุขภาพได้หลายอย่าง ตามรายงานของ CNBC

รองเท้าต้นแบบที่ว่านี้มีเซ็นเซอร์ที่สามารถระบุน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่ได้ทันที และจะช่วยเตือนได้หากว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคร้ายหลายอย่าง

รองเท้าคู่นี้ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนในกรณีที่ผู้สวมรองเท้าหกล้ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายแต่มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม รองเท้าคู่นี้ยังคงเป็นเพียงต้นแบบ และยังไม่มีการระบุว่าจะผลิตออกสู่ตลาดหรือไม่ เมื่อใด และราคาเท่าใด

AdvertisementReplay Ad

นอกจาก Verily แล้ว บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทกีฬาหลายบริษัทก็กำลังพัฒนา smart shoes เช่นกัน จนอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ หรือ wearable technology นอกเหนือไปจาก smart watch

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท Digisole ได้ผลิตรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์การเดินและวิ่งของผู้สวมใส่ออกมาวางตลาดแล้ว รองเท้าที่ว่านี้สามารถสื่อสารกับสมาร์ทโฟน เพื่อที่จะแจ้งผลการออกกำลังกาย และวัดระดับแรงกดจากการเคลื่อนไหว เพื่อที่จะทำให้คุณทราบว่า วันนี้เผาผลาญแคลอรีไปแล้วเท่าใด

และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Nike ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าอัจฉริยะ Adapt BB ที่สามารถผูกเชือกได้เองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเชือกหลุดบ่อยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายของผู้สวมใส่ได้ด้วย

ส่วนทาง Puma ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าที่คล้ายกับสมาร์ทชูส์ของไนกี้ ใช้ชื่อว่า Fi ซึ่งมีฟังก์ชั่นพิเศษคือสามารถชาร์จไฟใส่รองเท้าได้แบบไร้สาย โดยจะออกสู่ตลาดในปีหน้า

ที่มา

https://www.sanook.com/hitech/1469201/

น้องแมว ไม่ใช่สัตว์ที่โลกส่วนตัวสูงอย่างที่เราเข้าใจ งานวิจัยล่าสุดชี้ชัด???!!

บนโลกอินเทอร์เน็ตอาจเต็มไปด้วยภาพน่ารักๆ ของน้องหมา แต่ภาพมีมตลกๆ ของน้องแมวก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี โดยธีมหลักของน้องแมว นั้นมักจะพุ่งเป้าไปที่ว่า เจ้าแมวนั้นค่อนข้างจะเพี้ยนๆ โลกส่วนตัวสูง และไม่ค่อยสนใจมนุษย์

แล้วน้องแมวที่เป็นตัวแทนของความเบื่อโลก ไม่ชอบยุ่งกับมนุษย์ ก็ต้องยกให้มีมของเจ้า Grumpy Cat ที่โด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิจัยจาก Oregon State University พบว่า สัตว์เลี้ยงหลายๆ ชนิดรวมถึงแมวในสถานรับเลี้ยงนั้นมีความกระตือรือร้นที่จะเล่นกับมนุษย์มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมนุษย์ที่เป็นทาสแมว หรือมีแนวโน้มที่จะเล่นกับพวกมัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยคุณ Kristyn R. Vitale นักวิชาการในสาขาพฤติกรรมสัตว์ และเป็นผู้นำของงานวิจัยชิ้นนี้ ได้เขียนรายงานลงในสื่อ Behavioral Processes ด้วยใจความว่า “ในสัตว์เลี้ยงทั้งสองกลุ่มนี้ เราพบว่าแมวจะใช้เวลาอยู่กับคนที่ให้ความสนใจพวกมัน มากกว่าคนที่เมินเฉยกับพวกมัน”

ถึงแม้แมวจะเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม แต่กลับมีงานวิจัยเพียงน้อยชิ้นที่สำรวจความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับน้องแมว และดูเหมือนว่างานวิจัยชิ้นนี้กำลังจะบอกกับเราว่า “แนวความคิดที่ว่า น้องแมวเป็นสัตว์ที่โลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยชอบยุ่งกับมนุษย์ นั้นเป็นอะไรที่ผิดถนัด”

นอกจากนี้คุณ Mikel Delgad ผู้ร่วมในงานวิจัยจากโรงเรียนสัตว์แพทย์จาก University of California กล่าวเสริมว่า “มันเป็นงานวิจัยที่เจ๋งมาก และเมื่อไหร่ที่เราแสดงว่าเอาใจใส่แมว มันก็จะสนใจเราเช่นกัน”

โดยการทดลองของงานวิจัยชิ้นนี้ ใช้แมวจำนวน 46 ตัว โดยจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นแมวจากสถานรับเลี้ยง และอีกครึ่งเป็นแมวบ้าน แมวทั้งหมดถูกนำมารวมอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีมนุษย์แปลกหน้า 1 คนนั่งอยู่บนพื้นห้อง

และใน 2 นาทีแรกมนุษย์นั่งอยู่เฉยๆ ในห้องไม่แสดงทีท่าว่าสนใจแมว และอีก 2 นาทีต่อมามนุษย์เรียกชื่อแมวที่เดินผ่าน ซึ่งเรียกร้องความสนใจจากแมวได้เป็นอย่างดี โดยเฉลี่ยแล้ว แมวใช้เวลาอยู่ใกล้กับมนุษย์ที่แสดงทีท่าสนใจพวกมัน มากกว่ามนุษย์ที่เมินเฉยกับพวกมัน

แต่ก็มีคุณ John Bradshaw ซึ่งเป็นนักชีววิทยาจาก University of Bristol ผู้ที่ศึกษาพฤติกรรมของแมวมาอย่างยาวนาน ก็ได้แสดงความเห็นต่างกับงานวิจัยชิ้นนี้ เขาระบุว่า แมวในการทดลองนี้ถูกกักบริเวณให้อยู่ในห้อง และเฉพาะแมวบ้านที่มีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทดสอบ “พฤติกรรมของแมวนั้นจะแตกต่างไป ขึ้นอยู่กับว่ามันคุ้นเคยกับสถานที่นั้นหรือไม่”

คุณ Kristyn เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “ในความคิดของฉันคือ มันสำคัญมากกับการที่เราต้องลองสานสัมพันธ์กับแมวที่มีพฤติกรรมโดดเดี่ยว และลองดูผลว่าจะเป็นอย่างไร เป็นแนวคิดเดียวกับการดูแลเอาใจใส่สุนัข แต่มันก็มีความแตกต่างกันอยู่ในหลายๆ เรื่องระหว่างพฤติกรรมของน้องแมวกับน้องหมา″

และหากมีใครสักคน แสดงความรักอย่างเหมาะสมกับเจ้า Grumpy cat ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะรักมนุษย์มากขึ้นนะ

ที่มา https://www.sciencealert.com/if-you-think-cats-are-antisocial-it-s-probably-you-scientists-find

https://m.thaiware.com/news/15614.html?fbclid=IwAR2ZDIYsqA_uTmCKK3OFX2vU-sC10dkSvtsuJaZ5MmqwiSJyZRqnz5N3fj8

 

 

เซิร์นเผยแผนสร้างอุโมงค์ยักษ์ชนอนุภาคแห่งใหม่ยาว 100 กม.

_105189312_tunnel_interiors.0120-1
องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) เผยแผนการที่จะสร้างเครื่องเร่งและชนอนุภาคแห่งใหม่ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซี (LHC) เกือบ 4 เท่า และทรงพลังกว่าถึง 10 เท่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เซิร์นแถลงถึงแผนการดังกล่าวในรายงานที่ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการนักฟิสิกส์อนุภาคระหว่างประเทศว่า จะมีการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินรูปวงแหวนซึ่งมีความยาวถึง 100 กิโลเมตร ในบริเวณใกล้กับเครื่องชนอนุภาคที่มีอยู่เดิม โดยให้ชื่อว่า “เครื่องชนอนุภาควงกลมแห่งอนาคต” (Future Circular Collider) หรือเอฟซีซี (FCC)

คาดว่าโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2 หมื่นล้านปอนด์ หรือกว่า 8 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้เครื่องชนอนุภาคที่มีพลังมหาศาล อันจะนำไปสู่การค้นพบอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมตัวใหม่ ๆ ได้ โดยเซิร์นมีแผนให้เครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีเริ่มทำงานภายในปี 2050

เครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีตรวจพบ “ฮิกส์ โบซอน” เป็นครั้งที่สอง
แอลเอชซีทดลองเร่งอะตอมตัวแรกเข้าใกล้ความเร็วแสง
“เซิร์น” ค้นพบอนุภาคใหม่มีควาร์กหนัก 2 ตัว
_105189309_fccv2
สาเหตุที่ต้องมีเครื่องชนอนุภาคใหม่ซึ่งทรงพลังกว่าเดิมนั้น เป็นเพราะเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีมาถึงทางตันในการค้นหาอนุภาคใหม่ ๆ ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ของฟิสิกส์ของอนุภาค โดยหลังจากการค้นพบอนุภาคฮิกส์โบซอน (Higgs Boson) ในปี 2012 แล้ว แอลเอชซียังไม่เคยมีการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่สามารถนำไปอธิบายกลไกการทำงานของจักรวาลได้ในระดับพื้นฐานอย่างแท้จริงเลย

ทั้งนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคในทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน 17 ตัว สามารถอธิบายพฤติกรรมของสสารและแรงต่าง ๆ ในจักรวาลได้ แต่ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างเช่นการเกิดแรงโน้มถ่วง รวมทั้งการที่ดาราจักรหมุนตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และการที่เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยต้องอาศัยการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐานเท่านั้น
_105189316_ermc-for-future-circular-collider-fcc_-4_30903012797_o
โครงการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นี้ ประกอบไปด้วยการดำเนินงาน 3 ขั้นตอน คือจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดไม่ใหญ่นัก 2 แห่งก่อน โดยเครื่องชนอนุภาคแห่งแรกจะทำหน้าที่ชนอิเล็กตรอนที่มีประจุลบเข้ากับอนุภาคคู่ตรงข้ามคือโพสิตรอนซึ่งมีประจุบวก จากนั้นจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่กว่าขึ้นอีกแห่ง เพื่อชนอนุภาคเฮดรอนหลายชนิดเข้ากับอิเล็กตรอน

เครื่องชนอนุภาคทั้งสองนี้จะเป็นพื้นฐานในการเตรียมทดลองชนอนุภาคเฮดรอนอย่างรุนแรงและทรงพลังกว่าเดิม 10 เท่า ในเครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดต่อไป
_105189314_tunnel_400
ศาสตราจารย์ เซอร์เดวิด คิง อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรมองว่า การทุ่มงบประมาณมหาศาลของชาติภาคีหลายประเทศเพื่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นไม่คุ้มค่า เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะต้องก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่แค่ไหนและทรงพลังในระดับใด จึงจะเพียงพอต่อการค้นพบอนุภาคใหม่ ๆ

“เรื่องนี้อาจจะต้องลงเอยที่การสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ร่ำไป จนในที่สุดอาจมีขนาดเท่ากับรอบเส้นศูนย์สูตร หรือต้องออกนอกโลกไปถึงดวงจันทร์ก็เป็นได้ สู้นำเงินงบประมาณนี้ไปใช้หาทางแก้ไขเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของมนุษยชาติเช่นภาวะโลกร้อนจะดีกว่า″ ศาสตราจารย์คิงกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของเซิร์นแย้งว่าการสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะสร้างประโยชน์นานัปการต่อมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่จะนำไปสู่การสร้าง “ทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง” (Theory of everything ) ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทุกอย่างและเชื่อมโยงแรงต่าง ๆ ในธรรมชาติเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ทั้งยังจะผสานทฤษฎีเสาหลักของฟิสิกส์คือสัมพัทธภาพทั่วไปและกลศาสตร์ควอนตัมให้สอดคล้องไม่ขัดแย้งกันได้อีกด้วย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46892344

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง พลังงานความร้อนใต้พิภพ ของสำนักพิมพ์ OoKBee คลิป ทันโลก – พลังงานทางเลือก

Cover

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง พลังงานความร้อนใต้พิภพ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

      1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป ทันโลก – พลังงานทางเลือก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สุดครีเอต! เปลี่ยน “สมองปลา″ เป็น “แฟลชไดรฟ์” เพื่อบันทึกข้อมูล

สุดครีเอต! เปลี่ยน "สมองปลา" เป็น "แฟลชไดรฟ์" เพื่อบันทึกข้อมูล

USB Flash Drive (แฟลชไดรฟ์) หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลและไฟล์ดิจิตอลยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกงาน ไฟล์เอกสาร ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง หรือไฟล์อื่นๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยิ่งในยุคนี้ มีแฟลชไดรฟ์ตัวการ์ตูนน่ารักๆ หลายแบบให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความชื่นชอบของตนเอง ซึ่งเราก็ขอแนะนำให้คุณเลือกแบบที่มีขนาดพอเหมาะพอดี ไม่ใหญ่เกินไป สามารถพกพาง่าย และตรวจสอบแล้วว่าเป็นสินค้าที่ผลิตมาได้มาตรฐาน

วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาคุณไปดูอีกหนึ่งแฟลชไดรฟ์สุดสร้างสรรค์ นั่นคือการ “นำสมองของปลาแห้งมาทำแฟลชไดรฟ์” ผลงานของเยาวชนจากแดนปลาดิบ

เรื่องราวมีอยู่ว่า นักศึกษาวิชาเคมีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับสารสังเคราะห์อยู่นั้น ได้พัฒนา USB Drive ที่ใช้สมองของปลาตัวเล็กเป็นพื้นที่จัดเก็บ

เนื่องจากเขาตั้งข้อสังเกตว่าสมองของเจ้าปลาแห้งนี้สามารถนำมาทำเป็นหน่วยความจำ ดังนั้นเขาจึงนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เชื่อมต่อกับเจ้าปลาแห้งนี้ แล้วนำไปใส่ในหลอดแก้ว เพื่อให้สามารถเห็นเจ้าปลาตัวเล็กนี้ได้อย่างชัดเจน แถมสมองของแฟลชไดรฟ์ปลาแห้งนี้ยังมีความจุมากถึง 32GB อีกด้วย

สำหรับองค์กรพิทักษ์สัตว์ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะปลาที่นำมาใช้คือ ปลาคิบินาโกะแห้ง หรือ Silver-striped round herrings ที่ขายอยู่ทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาทำซุป หรือนำมาปรุงอาหารอื่นๆ กันแพร่หลาย (แน่นอนว่าตอนที่เอามาใช้ พวกปลาตัวน้อยนั้นตายแล้วจ้า)

ทั้งนั้น แฟลชไดรฟ์ลูกปลาน้อย จะถูกนำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในงาน HandMade In Japan Fes 2019 ณ Tokyo Big Sight เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 7,800 เยน (ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐ) และจะได้รับส่วนลดถึง 20% หากติดตามทวิตเตอร์ของเขา!

อย่างไรก็ตาม…มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้สมองปลาเป็นหน่วยความจำ ชาวโซเชียลหลายคนก็ให้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าอันที่จริงแล้วเป็นการนำไดร์ฟขนาดเล็กมาติดที่บริเวณหัวปลาให้สวยงามเท่านั้น ไม่ได้ใช้สมองปลาเก็บข้อมูลจริงๆ แหม แต่เอาปลามาทำแฟลชไดร์ฟได้…แค่นี้ก็ยอมใจความครีเอตแล้วจ้า

เอ้า…คุณผู้อ่านคิดว่าอย่างไร น่าใช้ไหมคะ??

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1465419

เทคโนโลยี : เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร

31758003

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควร ซึ่งจะทำให้เสี่ยงมีไอคิวต่ำ ประสิทธิภาพในการคิดอย่างมีเหตุผลและความทรงจำลดลง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนว่าระยะเวลาที่เด็กใช้อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และวิดีโอเกม เป็นการเสพติดหรือไม่ และจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตอย่างไร

การศึกษานี้ทำโดยให้ทีมนักวิจัยเฝ้าศึกษาเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งผลการเอ็กซเรย์สมองของเด็ก 4,500 คน พบหลักฐานในเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือ เซรีบรัล คอร์เท็กซ์ ที่บางตัวลงก่อนถึงวัยอันควร

เปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ตามปกติสมองส่วนนี้จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราแก่ชราลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองเริ่มถดถอยลง

การศึกษายังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง ยังทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ระยะเวลาการอยู่หน้าจอคือสาเหตุหลักที่ทำให้เปลือกสมองบางลงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ… แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนาน ๆ”

ที่มาจาก https://www.bbc.com/thai/features-46709708

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว หลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่ใจกลางจักรวาล มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ 2 หมื่นล้านดวง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

หลุมดำ วัตถุขนาดมหาศาลที่มีพลังการทำลายล้างดูดกลืน ที่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของมันนั้นท้าทายหลักการทางฟิสิกส์ ทำให่สภาพของมันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าหลุมดำเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของจักรวาลอย่างแท้จริง โดยสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คาดการณ์ถึงการมีอยู่ของปีศาจสีดำนี้ แต่ในเวลานั้น ไอน์สไตน์ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง

และเราไม่อาจกล่าวโทษ ไอน์สไตน์ เพราะการที่จักรวาลจะมีวัตถุลึกลับสีดำขนาดมหาศาล ที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้นั้น มันเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และไม่น่าจะเป็นไปได้ในช่วงเวลานั้น

แต่เมื่อมาถึงในยุคนี้ เรารู้อย่างชัดเจนว่าหลุมดำมีอยู่จริง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ยังคงมีอะไรให้เราได้ค้นหา และให้ประหลาดใจอีกเยอะ

และคลิปวีดีโอต่อไปนี้ของแชนแนล YouTube ที่มีชื่อว่า morn1415 จะทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “หลุมดำ″

วีดีโอนี้ได้แสดงให้เราได้เห็นขนาดและมวลอันน่าตื่นตะลึงของมัน มันแสดงให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วเราเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจักรวาล และหลุมดำ

โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ สสารใดๆ สามารถกลายเป็นหลุมดำได้ หากมันถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงมากๆ จนผ่านขอบเขตที่เรียกว่า รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzchild radius)

และถ้าดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นหลุมดำ นั้นหมายความว่ามันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเมืองๆ หนึ่ง และถ้าโลกของเราจะกลายเป็นหลุมดำ มันจะต้องถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วลิสง

และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อเราของคิดถึงหลุมดำที่เรารู้จักอย่างเช่น XTE J1650-500 หลุมดำที่มีขนาดเท่าเมืองแมนฮัตตัน แต่กลับมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 3 เท่า และนี่เป็นเพียงหลุมดำขนาดเล็กสุดที่เรารู้จัก

ลองขยับมาดูหลุมดำขนาดกลางกันบ้าง อย่างเช่น M82 X-1 ที่ถูกบีบอัดลงให้มีขนาดเท่าดาวอังคาร (ซึ่งแน่นอนว่าเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก) แต่มวลของมันกลับมากเท่าดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง

และเมื่อพูดถึงหลุมดำที่มีขนาดโคตรอภิมหาใหญ่หรือ Supermassive black holes ที่อยู่ตรงใจกลางของห้วงจักรวาล โดยหนึ่งในหลุมดำขนาดอภิมหาใหญ่นี้ มันมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ถึง 2 หมื่นล้านดวงเลยทีเดียว (20,000,000,000) ใครยังนึกไม่ออกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาด ก็เปิดดูในคลิปวีดีโอนะ

 

ญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า

_104951259_gettyimages-56358788

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทางการญี่ปุ่นประกาศว่า จะเปิดให้ผู้ทำอุตสาหกรรมประมงกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างเปิดเผยและเป็นทางการได้ ภายในเดือนกรกฎาคมของปีหน้า โดยญี่ปุ่นจะถอนตัวออกจากคณะกรรมการว่าด้วยการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ซึ่งญี่ปุ่นร่วมเป็นสมาชิกมานานตั้งแต่ปี 1951 เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ IWC ต่อไป

นายโยชิฮิเดะ ซึงะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า การล่าวาฬเพื่อการค้าดังกล่าวจะอนุญาตให้มีขึ้นภายในเขตน่านน้ำญี่ปุ่นและเขตเศรษฐกิจจำเพาะเท่านั้น แต่จะยุติการล่าวาฬในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติกและซีกโลกใต้ลงอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจาก IWC จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถล่าวาฬชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองจาก IWC ได้แล้ว เช่นวาฬมิงก์ (Minke whales) ซึ่งอยู่ในวงศ์ของวาฬแกลบและเป็นวาฬชนิดหลักที่ญี่ปุ่นบริโภค

รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลในการถอนตัวจากคณะกรรมการ IWC ว่า ทางคณะกรรมการขาดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายสู่การสนับสนุนให้เกิดการล่าวาฬเพื่อการค้าอย่างยั่งยืน แต่กลับไปให้ความสนใจต่อจำนวนตัวเลขวาฬซึ่งจะได้รับการอนุรักษ์คุ้มครองมากจนเกินไป

หลังจากที่ IWC ห้ามการล่าวาฬในปี 1986 ญี่ปุ่นได้รับโควตาให้ล่าวาฬได้จำนวนหนึ่ง ราว 200-1200 ตัวในแต่ละปี เพื่อใช้ใน “โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์” แต่ก็มีการนำเนื้อวาฬในโครงการดังกล่าวออกจำหน่ายด้วย ทำให้บรรดานักอนุรักษ์วิจารณ์ตำหนิโครงการนี้อย่างกว้างขวาง

ญี่ปุ่นยังพยายามเสนอให้ IWC เพิ่มโควตาการล่าวาฬขึ้นมาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นยืนกรานว่าการล่าวาฬเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมานานหลายร้อยปีและไม่อาจเลิกล้มได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า การล่าวาฬและบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นเพิ่งจะมาพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร โดยขณะนั้นเนื้อวาฬได้กลายมาเป็นเนื้อสัตว์ชนิดหลักที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แต่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาความนิยมบริโภคเนื้อวาฬในหมู่ชาวญี่ปุ่นกลับลดลงไปอย่างมาก ปัจจุบันหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นรายงานว่า เนื้อวาฬนั้นคิดเป็นเพียง 0.1% ของเนื้อสัตว์ที่มีวางจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ

การประกาศกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเสียงต่อต้านคัดค้านจากรัฐบาลต่างประเทศและจากองค์กรอนุรักษ์อย่างรุนแรง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียออกแถลงการณ์ร่วมว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของญี่ปุ่น และออสเตรเลียจะยังคงต่อต้านการล่าวาฬทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่ต่อไป

องค์กร Humane Society International ประณามว่าญี่ปุ่นกำลังกระทำการนอกกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และกำลังมุ่งสู่หนทางของการเป็น “ชาติโจรสลัดล่าวาฬ” ที่ไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของนานาชาติ ด้านองค์กรกรีนพีซที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการดังกล่าวอีกครั้ง เพราะเสี่ยงที่จะทำให้ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าโจมตี ระหว่างการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดจี 20 ในเดือนมิถุนายนปีหน้าได้

แซม แอนเนสลีย์ ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซญี่ปุ่นกล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจะแอบออกประกาศเรื่องนี้มาในช่วงสิ้นปี เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจของสื่อนานาชาติ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จ ถ้อยแถลงที่มีขึ้นในวันนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางของประชาคมนานาชาติ และแนวทางการอนุรักษ์เพื่อคุ้มครองอนาคตของมหาสมุทรและเหล่าสัตว์ที่น่ามหัศจรรย์เหล่านี้”

5 เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ที่คุณควรทราบ

ปัจจุบัน บริษัททางเทคโนโลยีจำนวนมากนำเสนอผลิตภัณฑ์และคอนเทนต์สำหรับแว่นVR  เพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ในการสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงจากแว่น VR ที่ดีและเหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้ แต่การจะเลือกผลิตภัณฑ์ VR ที่ถูกใจ คุณควรจะทำการบ้านและศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีน้องใหม่นี้ซักหน่อย ในงานสังสรรค์ครั้งต่อไป สร้างความประทับใจให้กับแขกในงานด้วยเกร็ดความรู้ 5 อย่างเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ดังต่อไปนี้

1 จุดกำเนิดของเทคโนโลยี virtual reality (VR)

เทคโนโลยี VR ถูกออกแบบมาเพื่อการยกระดับการรับชมความบันเทิงโดยเฉพาะ โดยคุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ผ่านประสบการณ์เสมือนจริง ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีเสมือนจริงจะไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในช่วงแรก แต่ถือเป็นก้าวบุกเบิกที่สำคัญสำหรับวงการบันเทิงในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีนักประดิษฐ์เทคโนโลยี VR ท่านอื่นๆ ได้แก่ นาย Jaron Lanier นักประดิษฐ์คนแรกที่สร้างคำนิยาม “Virtual Reality” หรือประสบการณ์เสมือนจริง และยังมีนาย Douglas Engelbart  ผู้สร้างโครงสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และผู้ใช้ หรือ Interface User ซึ่งเขาเองก็ได้คิดค้นเมาส์สำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์อีกด้วย

Jaron Lanier

นอกจากนี้ยังมี นาย Ivan Sutherland ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์คนแรกที่คิดค้นหน้ากากหน้าจําลองภาพและเสียง หรือ Head Mounted Display (HMD) และ นาย Myron Krueger ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกและระบบเสียง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงและทำให้เกิดเทคโนโลยี VR และระบบ TheaterMax ขึ้นมา ด้วยภาพ widescreen และสีสันสมจริง พร้อมด้วยคุณภาพเสียงเหนือระดับ โดยคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์ทั้งหมดนี้ได้อย่างง่ายดายผ่าน Lenovo VIBE 3 หรือ Lenovo K4 Note นอกจากนี้เลอโนโวสมาร์ทโฟนยังมาพร้อมแว่น VR ที่ให้ประสบการณ์ชมภาพยนตร์และการเล่นเกมส์ผ่านจอ widescreen ในราคาย่อมเยา

2 การผจญภัยในโลกใหม่ๆ

หาก คุณต้องการแข่งขันเทนนิสกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง มาเรีย ชาราโปว่า หรือกอบกู้โลกเคียงข้างเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่จาก The Avenger แน่นอนว่า ท่านสามารถสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นได้ด้วยเทคโนโลยีแว่น VR (VR technology) ซึ่งช่วยทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นจริงขึ้นมา ด้วยการพัฒนาข้อมูลที่น่าตื่นตาตื่นใจที่ส่งมอบประสบการณ์เสมือนจริงให้กับ ผู้ใช้งาน ด้วยอุปกรณ์ ตั้งแต่ระบบเสียงรอบทิศทาง – ซึ่งสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนรุ่น VIBE X3 และ A7010/K4 Note จนไปถึงถุงมือเซนเซอร์ซึ่งตรวจจับการเคลื่อนไหว ผู้ใช้งานแว่น VR สามารถเพลิดเพลินโลกเสมือนจริงที่ไร้ขีดจำกัด

3 เทคโนโลยี VR เป็นมากกว่าความบันเทิง

หลายคนมองว่าเทคโนโลยี VR สร้างมาสำหรับความบันเทิงเพียงเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าอุปกรณ์แว่น VR มีความสามารถที่มากกว่าความบันเทิงและการเล่นเกมส์ เพราะยังมีความสามารถในการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย โดยสามารถนำไปใช้ในการช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยภาวะปวดหลอน ที่เจ็บปวดในส่วนแขน-ขาที่ถูกตัดไปแล้ว และยังสามารถช่วยทหารผ่านศึกที่ต้องต่อสู้กับโรคเครียด PTSD หรือ post-traumatic stress disorder ได้อีกด้วย ดูเหมือนว่าเทคโนโลยี VR จะสามารถรื้อฟื้นความเชื่อมั่นในมนุษยชาติ เพราะเหล่านักพัฒนามักใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อช่วยผู้คนในวิธีที่ไม่คาดไม่ถึง

4 แว่น VR กระดาษแข็ง

ในปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี VR กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลายซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และดูเหมือนว่าเทคโนโลยี VR จะได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทำให้หลายคนประทับใจในความสามารถของเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งนี้ นักพัฒนาทางด้านไอทียังได้คิดค้นวิธีการนำเสนอเทคโนโลยี VR ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้งานได้โดยแชร์ขั้นตอนการประดิษฐ์แว่น VR จากกระดาษแข็ง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้ทดลองใช้เทคโนโลยี VR แต่ยังช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้ใช้งานอีกด้วย

5 คู่หูความบันเทิงที่เหนือระดับ

สมาร์ทโฟนกลายเป็นคู่หูสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวัน ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนให้คุณสามารถสัมผัสความบันเทิงในรูปแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีและแว่น VR เลือกสมาร์ทโฟนที่โดนใจคุณ พร้อมกับสวมแว่น VR และเพลิดเพลินไปกับโลกแห่งความบันเทิงเสมือนจริงที่กำลังรอคุณอยู่ สำหรับท่านที่รักการดูหนัง เทคโนโลยี VR ยังทำให้คุณสนุกกับการชมภาพยนตร์สุดโปรดผ่านระบบ TheatreMax ด้วยภาพ widescreen และสีสันสมจริงแบบไม่ต้องง้อโรงภาพยนตร์

ที่มา https://tech.mthai.com/gadget/57839.html?fbclid=IwAR3RZSQ9CVE0Oh81pEp_SI4y2b6YeU9TGHZL0FeRUoLheY7_99nmlnYHWzU

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

Intel ได้เผยรายละเอียดของ Sunny Cove สถาปัตยกรรมการออกแบบซีพียูรุ่นใหม่ ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีระดับ 10 นาโนเมตร คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2019 โดยได้วางแผนการพัฒนาให้ตัวซีพียูรองรับการทำงานขนาดใหญ่ได้ดีกว่าในปัจจุบัน อย่างเช่น การคำนวณผลของ AI, การถอดรหัส Crypto (ขุดเหมืองดิจิทัล), ประมวลผลพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ ฯลฯ

Sunny Cove มีการออกแบบตัวสถาปัตยกรรมการทำงานใหม่ทั้งหมด ทำให้มันมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าเทคโนโลยีปัจจุบันอย่าง Skylake แบบก้าวกระโดด พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทั้ง Skylake, Kaby Lake, Coffee Lake. Whiskey Lake แม้ว่าจะมีความเร็วของสัญญาณนาฬิกาไม่เท่ากัน และหลายสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ตัวสถาปัตยกรรมหลักที่ใช้ทำงานยังคงเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าค่าวัฏจักรคำสั่ง หรือที่เรียกว่า Instructions per cycle (IPC) ยังคงเท่าเดิม

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

Ronak Singhal ผู้อำนวยการของ Intel ได้เผยว่า “Sunny Cove มีค่า Latency ที่ต่ำ และมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น ซึ่งมันจะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ทำงานดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยมันเป็นซีพียูที่ Deeper (ลึกขึ้น), Wider (กว้างกว่า) และ Smarter (ชาญฉลาด) กว่าเดิม”

ความหมายของ Deeper คือ มันเพิ่มขนาด Cache ให้ใหญ่กว่าเดิม, Wider คือ การที่แต่ละคอร์สามารถรับคำสั่งแบบ Parallel ได้มากกว่าเดิม หากเทียบกับ Skylake ตัวชิปได้รับการออกแบบเป็น 5-Wide จากเดิมที่มีเพียง 4-Wide ส่วน Smarter จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างการถอดสมการ Cryptography, AI และ Machine learning ให้ดียิ่งกว่าเดิม

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

อินเทลได้มีการสาธิตประสิทธิภาพของซีพียู Sunny Cove ด้วยการใช้โปรแกรม 7-Zip เข้ารหัส AES-256 ซึ่งผลลัพธ์ได้แสดงให้เห็นถึงความเร็วที่สูงกว่าซีพียูในปัจจุบันถึง 75% เลยทีเดียว ทั้งนี้ ตัวโปรแกรม 7-Zip ที่ใช้สาธิต เป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการปรับแต่งให้ใช้ประโยชน์ของ Sunny Cove ด้านการ Vector processing, compression และ Decompression แล้ว

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

นอกจากนี้ Sunny Cove ยังมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในส่วนของ x64 Virtual memory นับตั้งแต่ที่ AMD ได้เปิดตัว x86-64-extension ให้กับ x86 ในปี 2003 โดยถึงแม้ว่าตัว Virtual memory จะใช้ระบบ 64 บิต ในการเก็บข้อมูล แต่ในความเป็นจริงแล้วมี ค่าที่ใช้ประโยชน์จริงมีเพียง 48 บิต เท่านั้น โดยค่าบิตจะถูกใช้ตั้งแต่ 0-47 ส่วนค่าบิต 48-63 จะเป็นค่าที่ถูกคัดลอกมาจาก 47 บิตแรกอีกที ซึ่งทำให้ค่าพื้นที่ Virtual address มีเพดานจำกัดอยู่ที่ 256TB นั่นหมายความว่าระบบจะรองรับ Physical memory สูงสุดอยู่ที่ 256TB ด้วยเช่นกัน ซึ่งมันถูกจำกัดเพดานเอาไว้เท่านี้ตั้งแต่ปี 2003

แต่ใน Sunny Cove อินเทลได้ทำลายเพดานดังกล่าวแล้ว ด้วยการออกแบบให้ใช้ค่าบิตได้ถึงถึง 57 บิต ทำให้ Virtual address space ขยับไปอยู่ที่ 128PB (128,000TB) และ Physical memory สูงสุดที่ 4PB(4,000TB)

การ์ดจอที่มาพร้อมกับตัวซีพียูก็เป็นอีกส่วนที่ทางอินเทลได้ทำการอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมันทำความเร็วในการคำนวณได้สูงกว่า 1 FLOPS มันอาจจะไม่แรงเท่ากับพวกการ์ดจอภายนอก แต่หากนำไปเทียบกับ Intel HD Graphics 630 ที่ทำได้เพียง 460 GFLOPS ก็ถือว่าเร็วกว่าเดิมมากเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ Sunnny Cove รองรับการเล่นเกมส์ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเก่า

Intel เผยข้อมูล Sunny Cove สถาปัตยกรรมของซีพียูรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า

อินเทลได้กล่าวว่า Sunny Cove จะถูกใช้ทั้งซีพียู Core และ Xeon โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลังของปี ค.ศ. 2019 แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดวันที่อย่างแน่นอน

อ้างอิงจาก : https://news.thaiware.com/15302.html