คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ – โจวีโอ ดริงก์ แวร์ บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “เทมเพอร์ เฟก มัก” ถ้วยเครื่องดื่มอัจฉริยะ เป็นผลงานวิจัยออกแบบ และคิดค้นของเวกฟอเรสต์ ไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงาน หรือชาร์จไฟฟ้า

ด้วยกลไกการออกแบบเฉพาะของเทมเพอร์เฟกมักที่ประกอบด้วยพื้นผิวชั้นนอกของวัสดุที่เป็นฉนวนสุญญากาศกันความร้อน ฉาบทับด้วยชั้นในของฉนวนเทมเพอร์เฟก

ถ้วยอัจฉริยะ

เมื่อเทเครื่องดื่มร้อนที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า ลงไปในถ้วยนี้ ฉนวนจะทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินเข้าไปเก็บกักไว้ และค่อยๆ คลายความร้อน ดังกล่าวออกมาโดยจะปล่อยความร้อนในส่วนต่างที่เครื่องดื่มลดลง พอเครื่องดื่มได้รับความร้อนจากฉนวนก็จะคงความร้อนในอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิแรกที่เทลงแก้ว

การใช้ถ้วยอัจฉริยะนี้จึงช่วยยืดเวลาความอร่อยของเครื่องดื่มให้อยู่ได้นานหลายชั่วโมง

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : ทัศนามายา

Cover (2)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book  ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป :  ทัศนามายา

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก
ALAMY

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก – วันที่ 5 มี.ค. เดอะซัน รายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญในวงการแพทย์ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือโรคเอดส์ หายขาดเป็นคนที่สองของโลก สร้างความหวังให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้ป่วยทั่วโลก ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์เจอร์นัล เนเจอร์

ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีสัญชาติอังกฤษและได้รับขนานนามว่า “ลอนดอน เพเชียนต์” ไม่พบว่ามีปริมาณไวรัส หรือไวรัลโหลด ของเอชไอวี ในรอบ 18 เดือน

หลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลือง โดยผู้บริจาคสเต็มเซลล์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ของยีนส์ทำให้เซลล์มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี

ศาสตราจารย์ราวินทรา กุปตา ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา และนักวิทยาไวรัสเอชไอวี กล่าวว่า “กรณีที่เกิดขึ้นเป็นพัฒนาครั้งสำคัญของวงการแพทย์ ผู้ป่วยไม่มีปริมาณไวรัสเอชไอวีที่ทางทีมแพทย์สามารถตรวจวัดพบได้ ทางทีมแพทย์ตรวจไม่พบอะไรเลย”

กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากนายทีโมธี บราวน์ กลายเป็นผู้ป่วยรายแรกของโลกที่หายขาดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ทีโมธี บราวน์ / AP : ASSOCIATED PRESS

จึงถูกขนานนามว่า “เบอร์ลิน เพเชียนต์” ปัจจุบันนายบราวน์ยังไม่พบว่ามีเชื้อไวรัสดังกล่าวหวนกลับมาอีก เป็นที่มาของการเรียกผู้ป่วยชาวอังกฤษ ว่าลอนดอน เพเชียนต์

ศ.กุปตา ระบุว่า ผู้ป่วยชาวอังกฤษที่เพิ่งหายขาดนั้นติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนจะมาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลืองอีกในปี 2555

ต่อมาในปี 2559 ทางทีมแพทย์พยายามหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์เพื่อนำมาปลูกถ่ายในการทดลองรักษาผู้ป่วย โดยมียีนส์กลายพันธุ์รหัส “ซีซีอาร์5 เดลต้า 32”

ผลปรากฎว่า สเต็มเซลล์ดังกล่าวนอกจากช่วยรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนสภาพไปมีคุณสมบัติเหมือนกับของผู้บริจาค คือ มีความสามารถต่อต้านไวรัสเอชไอวี สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมแพทย์

เพราะการรักษาดังกล่าวถือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้ป่วยคนดังกล่าว แม้ผู้ป่วยจะมีอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกาย (GVHD) ในช่วงแรกก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของทีมแพทย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยยูซีแอล อิมพีเรียล อ๊อกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์นั้นจะยังไม่ส่งผลใดๆ

ต่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีอยู่กว่า 37 ล้านคนทั่วโลก เพราะการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวถือว่ามีราคาแพงมาก ซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งยังต้องค้นหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่มียีนส์กลายพันธุ์เฉพาะ

นางชารอน เลวิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโดเฮอร์ที ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะประธานร่วมสมาคมผู้ป่วยเอดส์สากล ระบุว่า แม้จะยังไม่มียารักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าความหวังนั้นมีอยู่ และการกำจัดไวรัสเอชไอวีจะเป็นไปได้แน่นอนในอนาคต

ทั้งนี้ โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถใช้ยาต้านไวรัสที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงได้ ท่ามกลางการแข่งขันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่กำลังคิดค้นวิธีการรักษา

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2277198

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป Foucault Pendulum

Cover

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book    ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5   ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป  Foucault Pendulum

คลิกที่นี่  ฟรี

ดูคลิป  Foucault Pendulum

 

คลิก facebook

มทร.ธัญบุรี สุดเจ๋ง! วิจัยเมนู “หมูส้ม” อร่อย ปลอดภัย ลดไนเตรตก่อมะเร็ง

อาจารย์คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี วิจัยและพัฒนา ‘หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง’ ให้สีสวย ปลอดภัย เพิ่มคุณค่าอาหาร และลดโคเลสเตอรอล คว้ารางวัลวิจัยนานาชาติเหรียญเงิน ประเทศจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า หมูส้มเป็นอาหารคาวที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน กรรมวิธีดั้งเดิมของหมูส้มทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นเส้น เติมเกลือ ข้าวสุก กระเทียม น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน ห่อเป็นมัดหรือบรรจุในภาชนะที่มิดชิด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง มีส่วนผสมสำคัญ คือ เนื้อหมู ข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดง กระเทียมสดและเกลือป่น และมีขั้นตอนการทำที่พอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มต้นจากการล้างทำความสะอาดเนื้อหมู หั่นเป็นเส้น แล้วคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดงบดละเอียด กระเทียมสับและเกลือป่น ให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก รัดยางให้แน่นเพื่อให้เกิดสภาวะที่ไม่มีอากาศ เก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่นิยมนำไปทอด ทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เคียงกับผักสด

การวิจัยและพัฒนาหมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ ที่นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ยังสามารถถ่ายทอดการวิจัยสู่ชุมชนให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป ที่สำคัญยังถือเป็นการพัฒนาคุณภาพหมูส้มให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง ผลงานวิจัยนี้ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัยระดับเวทีนานาชาติ ในงาน IEI & WIIF 2018 เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดได้เข้าร่วมจัดแสดงในส่วนของ RMUTT Food Innovation ในงาน Thailand Industrial Fair 2019 & Food Pack Asia 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญาผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี หรือโทรสอบถาม 087 518 1144

ที่มา https://www.smartsme.co.th/content/216772?fbclid=IwAR07TOdlQqNpwNyN59BAKCZvTqofhS42LklxDvlTy2IKSXUyZpKj6gdtFVE

 

 

“รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่” ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป

"รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่" ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล เปิดตัวรองเท้าต้นแบบที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์น้ำหนักของผู้สวมใส่ รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวและบอกได้เมื่อเจ้าของรองเท้าหกล้ม

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Alphabet ที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เปิดตัว ‘รองเท้าอัจฉริยะ´ที่สามารถตรวจสอบและวัดระดับกิจกรรมต่างๆ ของผู้สวมใส่ ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางสุขภาพได้หลายอย่าง ตามรายงานของ CNBC

รองเท้าต้นแบบที่ว่านี้มีเซ็นเซอร์ที่สามารถระบุน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่ได้ทันที และจะช่วยเตือนได้หากว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคร้ายหลายอย่าง

รองเท้าคู่นี้ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนในกรณีที่ผู้สวมรองเท้าหกล้ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายแต่มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม รองเท้าคู่นี้ยังคงเป็นเพียงต้นแบบ และยังไม่มีการระบุว่าจะผลิตออกสู่ตลาดหรือไม่ เมื่อใด และราคาเท่าใด

AdvertisementReplay Ad

นอกจาก Verily แล้ว บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทกีฬาหลายบริษัทก็กำลังพัฒนา smart shoes เช่นกัน จนอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ หรือ wearable technology นอกเหนือไปจาก smart watch

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท Digisole ได้ผลิตรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์การเดินและวิ่งของผู้สวมใส่ออกมาวางตลาดแล้ว รองเท้าที่ว่านี้สามารถสื่อสารกับสมาร์ทโฟน เพื่อที่จะแจ้งผลการออกกำลังกาย และวัดระดับแรงกดจากการเคลื่อนไหว เพื่อที่จะทำให้คุณทราบว่า วันนี้เผาผลาญแคลอรีไปแล้วเท่าใด

และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Nike ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าอัจฉริยะ Adapt BB ที่สามารถผูกเชือกได้เองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเชือกหลุดบ่อยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายของผู้สวมใส่ได้ด้วย

ส่วนทาง Puma ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าที่คล้ายกับสมาร์ทชูส์ของไนกี้ ใช้ชื่อว่า Fi ซึ่งมีฟังก์ชั่นพิเศษคือสามารถชาร์จไฟใส่รองเท้าได้แบบไร้สาย โดยจะออกสู่ตลาดในปีหน้า

ที่มา

https://www.sanook.com/hitech/1469201/

น้องแมว ไม่ใช่สัตว์ที่โลกส่วนตัวสูงอย่างที่เราเข้าใจ งานวิจัยล่าสุดชี้ชัด???!!

บนโลกอินเทอร์เน็ตอาจเต็มไปด้วยภาพน่ารักๆ ของน้องหมา แต่ภาพมีมตลกๆ ของน้องแมวก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี โดยธีมหลักของน้องแมว นั้นมักจะพุ่งเป้าไปที่ว่า เจ้าแมวนั้นค่อนข้างจะเพี้ยนๆ โลกส่วนตัวสูง และไม่ค่อยสนใจมนุษย์

แล้วน้องแมวที่เป็นตัวแทนของความเบื่อโลก ไม่ชอบยุ่งกับมนุษย์ ก็ต้องยกให้มีมของเจ้า Grumpy Cat ที่โด่งดังบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิจัยจาก Oregon State University พบว่า สัตว์เลี้ยงหลายๆ ชนิดรวมถึงแมวในสถานรับเลี้ยงนั้นมีความกระตือรือร้นที่จะเล่นกับมนุษย์มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมนุษย์ที่เป็นทาสแมว หรือมีแนวโน้มที่จะเล่นกับพวกมัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยคุณ Kristyn R. Vitale นักวิชาการในสาขาพฤติกรรมสัตว์ และเป็นผู้นำของงานวิจัยชิ้นนี้ ได้เขียนรายงานลงในสื่อ Behavioral Processes ด้วยใจความว่า “ในสัตว์เลี้ยงทั้งสองกลุ่มนี้ เราพบว่าแมวจะใช้เวลาอยู่กับคนที่ให้ความสนใจพวกมัน มากกว่าคนที่เมินเฉยกับพวกมัน”

ถึงแม้แมวจะเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม แต่กลับมีงานวิจัยเพียงน้อยชิ้นที่สำรวจความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับน้องแมว และดูเหมือนว่างานวิจัยชิ้นนี้กำลังจะบอกกับเราว่า “แนวความคิดที่ว่า น้องแมวเป็นสัตว์ที่โลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยชอบยุ่งกับมนุษย์ นั้นเป็นอะไรที่ผิดถนัด”

นอกจากนี้คุณ Mikel Delgad ผู้ร่วมในงานวิจัยจากโรงเรียนสัตว์แพทย์จาก University of California กล่าวเสริมว่า “มันเป็นงานวิจัยที่เจ๋งมาก และเมื่อไหร่ที่เราแสดงว่าเอาใจใส่แมว มันก็จะสนใจเราเช่นกัน”

โดยการทดลองของงานวิจัยชิ้นนี้ ใช้แมวจำนวน 46 ตัว โดยจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นแมวจากสถานรับเลี้ยง และอีกครึ่งเป็นแมวบ้าน แมวทั้งหมดถูกนำมารวมอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีมนุษย์แปลกหน้า 1 คนนั่งอยู่บนพื้นห้อง

และใน 2 นาทีแรกมนุษย์นั่งอยู่เฉยๆ ในห้องไม่แสดงทีท่าว่าสนใจแมว และอีก 2 นาทีต่อมามนุษย์เรียกชื่อแมวที่เดินผ่าน ซึ่งเรียกร้องความสนใจจากแมวได้เป็นอย่างดี โดยเฉลี่ยแล้ว แมวใช้เวลาอยู่ใกล้กับมนุษย์ที่แสดงทีท่าสนใจพวกมัน มากกว่ามนุษย์ที่เมินเฉยกับพวกมัน

แต่ก็มีคุณ John Bradshaw ซึ่งเป็นนักชีววิทยาจาก University of Bristol ผู้ที่ศึกษาพฤติกรรมของแมวมาอย่างยาวนาน ก็ได้แสดงความเห็นต่างกับงานวิจัยชิ้นนี้ เขาระบุว่า แมวในการทดลองนี้ถูกกักบริเวณให้อยู่ในห้อง และเฉพาะแมวบ้านที่มีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทดสอบ “พฤติกรรมของแมวนั้นจะแตกต่างไป ขึ้นอยู่กับว่ามันคุ้นเคยกับสถานที่นั้นหรือไม่”

คุณ Kristyn เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “ในความคิดของฉันคือ มันสำคัญมากกับการที่เราต้องลองสานสัมพันธ์กับแมวที่มีพฤติกรรมโดดเดี่ยว และลองดูผลว่าจะเป็นอย่างไร เป็นแนวคิดเดียวกับการดูแลเอาใจใส่สุนัข แต่มันก็มีความแตกต่างกันอยู่ในหลายๆ เรื่องระหว่างพฤติกรรมของน้องแมวกับน้องหมา″

และหากมีใครสักคน แสดงความรักอย่างเหมาะสมกับเจ้า Grumpy cat ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะรักมนุษย์มากขึ้นนะ

ที่มา https://www.sciencealert.com/if-you-think-cats-are-antisocial-it-s-probably-you-scientists-find

https://m.thaiware.com/news/15614.html?fbclid=IwAR2ZDIYsqA_uTmCKK3OFX2vU-sC10dkSvtsuJaZ5MmqwiSJyZRqnz5N3fj8

 

 

เซิร์นเผยแผนสร้างอุโมงค์ยักษ์ชนอนุภาคแห่งใหม่ยาว 100 กม.

_105189312_tunnel_interiors.0120-1
องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) เผยแผนการที่จะสร้างเครื่องเร่งและชนอนุภาคแห่งใหม่ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซี (LHC) เกือบ 4 เท่า และทรงพลังกว่าถึง 10 เท่า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เซิร์นแถลงถึงแผนการดังกล่าวในรายงานที่ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการนักฟิสิกส์อนุภาคระหว่างประเทศว่า จะมีการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินรูปวงแหวนซึ่งมีความยาวถึง 100 กิโลเมตร ในบริเวณใกล้กับเครื่องชนอนุภาคที่มีอยู่เดิม โดยให้ชื่อว่า “เครื่องชนอนุภาควงกลมแห่งอนาคต” (Future Circular Collider) หรือเอฟซีซี (FCC)

คาดว่าโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2 หมื่นล้านปอนด์ หรือกว่า 8 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้เครื่องชนอนุภาคที่มีพลังมหาศาล อันจะนำไปสู่การค้นพบอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมตัวใหม่ ๆ ได้ โดยเซิร์นมีแผนให้เครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีเริ่มทำงานภายในปี 2050

เครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีตรวจพบ “ฮิกส์ โบซอน” เป็นครั้งที่สอง
แอลเอชซีทดลองเร่งอะตอมตัวแรกเข้าใกล้ความเร็วแสง
“เซิร์น” ค้นพบอนุภาคใหม่มีควาร์กหนัก 2 ตัว
_105189309_fccv2
สาเหตุที่ต้องมีเครื่องชนอนุภาคใหม่ซึ่งทรงพลังกว่าเดิมนั้น เป็นเพราะเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีมาถึงทางตันในการค้นหาอนุภาคใหม่ ๆ ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ของฟิสิกส์ของอนุภาค โดยหลังจากการค้นพบอนุภาคฮิกส์โบซอน (Higgs Boson) ในปี 2012 แล้ว แอลเอชซียังไม่เคยมีการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่สามารถนำไปอธิบายกลไกการทำงานของจักรวาลได้ในระดับพื้นฐานอย่างแท้จริงเลย

ทั้งนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคในทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน 17 ตัว สามารถอธิบายพฤติกรรมของสสารและแรงต่าง ๆ ในจักรวาลได้ แต่ไม่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างเช่นการเกิดแรงโน้มถ่วง รวมทั้งการที่ดาราจักรหมุนตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และการที่เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยต้องอาศัยการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่ที่อยู่นอกแบบจำลองมาตรฐานเท่านั้น
_105189316_ermc-for-future-circular-collider-fcc_-4_30903012797_o
โครงการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นี้ ประกอบไปด้วยการดำเนินงาน 3 ขั้นตอน คือจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดไม่ใหญ่นัก 2 แห่งก่อน โดยเครื่องชนอนุภาคแห่งแรกจะทำหน้าที่ชนอิเล็กตรอนที่มีประจุลบเข้ากับอนุภาคคู่ตรงข้ามคือโพสิตรอนซึ่งมีประจุบวก จากนั้นจะมีการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่กว่าขึ้นอีกแห่ง เพื่อชนอนุภาคเฮดรอนหลายชนิดเข้ากับอิเล็กตรอน

เครื่องชนอนุภาคทั้งสองนี้จะเป็นพื้นฐานในการเตรียมทดลองชนอนุภาคเฮดรอนอย่างรุนแรงและทรงพลังกว่าเดิม 10 เท่า ในเครื่องชนอนุภาคเอฟซีซีซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดต่อไป
_105189314_tunnel_400
ศาสตราจารย์ เซอร์เดวิด คิง อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรมองว่า การทุ่มงบประมาณมหาศาลของชาติภาคีหลายประเทศเพื่อสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นไม่คุ้มค่า เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะต้องก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่แค่ไหนและทรงพลังในระดับใด จึงจะเพียงพอต่อการค้นพบอนุภาคใหม่ ๆ

“เรื่องนี้อาจจะต้องลงเอยที่การสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ร่ำไป จนในที่สุดอาจมีขนาดเท่ากับรอบเส้นศูนย์สูตร หรือต้องออกนอกโลกไปถึงดวงจันทร์ก็เป็นได้ สู้นำเงินงบประมาณนี้ไปใช้หาทางแก้ไขเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของมนุษยชาติเช่นภาวะโลกร้อนจะดีกว่า″ ศาสตราจารย์คิงกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของเซิร์นแย้งว่าการสร้างเครื่องชนอนุภาคแห่งใหม่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะสร้างประโยชน์นานัปการต่อมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากการค้นพบอนุภาคชนิดใหม่จะนำไปสู่การสร้าง “ทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง” (Theory of everything ) ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทุกอย่างและเชื่อมโยงแรงต่าง ๆ ในธรรมชาติเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ทั้งยังจะผสานทฤษฎีเสาหลักของฟิสิกส์คือสัมพัทธภาพทั่วไปและกลศาสตร์ควอนตัมให้สอดคล้องไม่ขัดแย้งกันได้อีกด้วย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46892344

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง พลังงานความร้อนใต้พิภพ ของสำนักพิมพ์ OoKBee คลิป ทันโลก – พลังงานทางเลือก

Cover

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ e-book เรื่อง พลังงานความร้อนใต้พิภพ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

      1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป ทันโลก – พลังงานทางเลือก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สุดครีเอต! เปลี่ยน “สมองปลา″ เป็น “แฟลชไดรฟ์” เพื่อบันทึกข้อมูล

สุดครีเอต! เปลี่ยน "สมองปลา" เป็น "แฟลชไดรฟ์" เพื่อบันทึกข้อมูล

USB Flash Drive (แฟลชไดรฟ์) หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลและไฟล์ดิจิตอลยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกงาน ไฟล์เอกสาร ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง หรือไฟล์อื่นๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ยิ่งในยุคนี้ มีแฟลชไดรฟ์ตัวการ์ตูนน่ารักๆ หลายแบบให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความชื่นชอบของตนเอง ซึ่งเราก็ขอแนะนำให้คุณเลือกแบบที่มีขนาดพอเหมาะพอดี ไม่ใหญ่เกินไป สามารถพกพาง่าย และตรวจสอบแล้วว่าเป็นสินค้าที่ผลิตมาได้มาตรฐาน

วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาคุณไปดูอีกหนึ่งแฟลชไดรฟ์สุดสร้างสรรค์ นั่นคือการ “นำสมองของปลาแห้งมาทำแฟลชไดรฟ์” ผลงานของเยาวชนจากแดนปลาดิบ

เรื่องราวมีอยู่ว่า นักศึกษาวิชาเคมีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับสารสังเคราะห์อยู่นั้น ได้พัฒนา USB Drive ที่ใช้สมองของปลาตัวเล็กเป็นพื้นที่จัดเก็บ

เนื่องจากเขาตั้งข้อสังเกตว่าสมองของเจ้าปลาแห้งนี้สามารถนำมาทำเป็นหน่วยความจำ ดังนั้นเขาจึงนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เชื่อมต่อกับเจ้าปลาแห้งนี้ แล้วนำไปใส่ในหลอดแก้ว เพื่อให้สามารถเห็นเจ้าปลาตัวเล็กนี้ได้อย่างชัดเจน แถมสมองของแฟลชไดรฟ์ปลาแห้งนี้ยังมีความจุมากถึง 32GB อีกด้วย

สำหรับองค์กรพิทักษ์สัตว์ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะปลาที่นำมาใช้คือ ปลาคิบินาโกะแห้ง หรือ Silver-striped round herrings ที่ขายอยู่ทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาทำซุป หรือนำมาปรุงอาหารอื่นๆ กันแพร่หลาย (แน่นอนว่าตอนที่เอามาใช้ พวกปลาตัวน้อยนั้นตายแล้วจ้า)

ทั้งนั้น แฟลชไดรฟ์ลูกปลาน้อย จะถูกนำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในงาน HandMade In Japan Fes 2019 ณ Tokyo Big Sight เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 7,800 เยน (ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐ) และจะได้รับส่วนลดถึง 20% หากติดตามทวิตเตอร์ของเขา!

อย่างไรก็ตาม…มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้สมองปลาเป็นหน่วยความจำ ชาวโซเชียลหลายคนก็ให้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าอันที่จริงแล้วเป็นการนำไดร์ฟขนาดเล็กมาติดที่บริเวณหัวปลาให้สวยงามเท่านั้น ไม่ได้ใช้สมองปลาเก็บข้อมูลจริงๆ แหม แต่เอาปลามาทำแฟลชไดร์ฟได้…แค่นี้ก็ยอมใจความครีเอตแล้วจ้า

เอ้า…คุณผู้อ่านคิดว่าอย่างไร น่าใช้ไหมคะ??

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1465419