คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

แหวกอากาศ! ม.อุบลฯ เปิดสอน ว่ายน้ำออนไลน์

ว่ายน้ำออนไลน์ ม.อุบล

ม.อุบลฯ เปิดสอน ว่ายน้ำออนไลน์ ให้นักเรียนทดลองแหวกอากาศก่อนลงสระ เนื่องจากอยู่ในช่วงโควิดระบาดหนัก

11 ม.ค. 64 โลกออนไลน์แชร์ว่อนเมื่อเพจเฟซบุ๊ก “สื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี” ขานรับมาตรการโควิด หลักสูตรศึกษาศาสตร์ วิชาเอกพลศึกษา ม.อุบลฯ สอน “ว่ายน้ำ” แบบออนไลน์ วิถีใหม่ของการเรียนการสอนในยุค COVID-19

โดยเพจดังกล่าวระบุว่า จากที่ประกาศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้พิจารณาจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงวันที่ 4-15 มกราคม เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการระบาดของโรคโควิด-19 ซี่งคณะ/หลักสูตรภายในมหาวิทยาลัยได้ขานรับมาตรการดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกพลศึกษา ที่ประยุกต์และปรับตัวจัดการศึกษาในรายวิชา ว่ายน้ำผ่านระบบออนไลน์

งานนี้ อ.ศราวุฒิ โภคา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเจ้าของรายวิชา กล่าวว่า “สำหรับการสอนว่ายน้ำออนไลน์คาบแรกนั้น เด็กๆพร้อมมากไม่มีปัญหาเลย” โดยผู้สอนได้สอนทฤษฏีของแต่ละท่า และเปิดวิดีทัศน์การศึกษาให้ผู้เรียนดูประกอบ ในส่วนของการปฏิบัติจริง จะเป็นช่วงหลังที่สถานการณ์โควิดดีขึ้น

โพสต์โดย คาราโอเกะชั้นใต้ดิน เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2021

คลิปหนีบตามติด

เจ๊าะเเจ๊ะวิทยาศาสตร์ - คลิปหนีบตามติด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คลิปหนีบตามติด – จอห์น รีนัลดี ซีอีโอและผู้ก่อตั้งจีโอบิต ในสหรัฐอเมริกา แนะนำ “จีโอบิต” (Jiobit) อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งของเด็กๆ ช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนและสบายใจว่าปลอดภัยแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ จีโอบิตมาในรูปแบบคลิปติดตัว ขนาดเล็กกะทัดรัด กว้าง 3.7 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร หนาเพียง 1.2 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเบาแค่ 18 กรัม สะดวกต่อการพกพา

มีระบบล็อกให้เลือก 3 แบบตามการใช้งาน ได้แก่ ห่วงซีเคียวลูป คลิปล็อกแบบยูนิเวอร์แซล และคลิปล็อกแบบสแตรป โดยแต่ละแบบใช้ระบบป้องกันเด็กปลดล็อกเพื่อป้องกันการถอดอุปกรณ์ ที่สำคัญคือระบบล็อกแต่ละแบบยังติดแน่นกับสิ่งของที่ต้องการยึดติดกับจีโอบิต ไม่ว่าจะคล้องไว้กับหูกางเกง รังดุมเสื้อสายติดรองเท้า ส่วนร้อยเชือกรองเท้า หรือกระเป๋าเป้

ทำงานเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ผ่านระบบไว-ไฟจีพีเอส บลูทูธ และเซลลูลาร์ พ่อแม่ดูพิกัดที่ลูกอยู่ได้แบบเรียลไทม์ กำหนดสถานที่ที่ต้องการซึ่งระบบจะแจ้งเตือนทันทีที่เด็กถึงหรือออกจากสถานที่นั้นๆ ตรวจสอบไทม์ไลน์ว่าแต่ละช่วงเวลามีพิกัดอยู่ไหนบ้าง

มื่อเปิดใช้งานผ่านระบบบลูทูธ หากเด็กๆเคลื่อนที่ออกนอกระยะบลูทูธ จีโอบิตจะส่งข้อความเตือนไปยังแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบพิกัด เด็กๆ ยังแจ้งเหตุหรือเรียกความสนใจจากผู้ปกครองในกรณีมีเรื่องฉุกเฉิน รวมทั้งต้องการความช่วยเหลือ ด้วยการคลิกซ้ำสองครั้งที่มุมล่างขวาของจีโอบิต ระบบจะแจ้งเตือนไปยังแอพพลิเคชั่น

นอกจากนี้จีโอบิตยังประหยัดพลังงาน ต่อการชาร์จไฟฟ้าจนเต็ม 1 ครั้งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 1 สัปดาห์

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5653981

นักวิจัยหนุ่มไทย นำ ‘ขนไก่’ มาทำสเต็ก สุดยอดอาหารแห่งอนาคต

1608253201622@2x

อย่างเจ๋ง! นักวิจัยหนุ่มไทย นำ ‘ขนไก่’ มาทำสเต็ก สุดยอดอาหารแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานถึงงานวิจัยของ นายศรวุฒิ กิตติบัณฑร วัย 30 ปีนักศึกษาปริญญาโทสาขา Material Futures ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่กำลังทำวิจัยใช้ขนไก่ที่เป็นขยะเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหาร มาแปรรูปทำอาหารที่จะเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับมนุษย์ได้ในอนาคต

นายศรวุฒิ กำลังหาทุนเพื่อเดินหน้าทำวิจัยหาวิธีการแปรรูปส่วนประกอบสารอาหารที่พบในขนไก่มาทำเป็นผงที่สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารที่เป็นแห่งโปรตีนไร้ไขมันที่กินได้

ขนไก่มีโปรตีนและหากสามารถนำโปรตีนเหล่านี้มาทำอาหารให้ชาวโลก ความต้องการนี้จะช่วยลดขยะลงได้ โดยปัจจุบันในภูมิภาคยุโรปที่เดียวมีการทิ้งขนไก่จำนวนมากถึง 2.3 ล้านตันต่อปี ขณะที่ในเอเชียที่บริโภคสัตว์ปีกมากกว่า คาดว่าจะมีขยะขนไก่มากกว่าในยุโรปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ นายศรวุฒิกล่าว

แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงต้องผ่านขั้นตอนการวิจัย และพัฒนาเพิ่มเติม ขนไก่ที่เขานำมาแปรรูปเป็นอาหารต้นแบบในครั้งนี้มีทั้งนักเก็ตไก่ และสเต็ก ซึ่งต่างได้รับคำวิจารณ์ไปในแนวทางที่ดีมาก

“รสสัมผัสมีความซับซ้อน และดูล้ำสมัยมาก ทำให้คุณคิดไม่ถึงเลยว่าขนไก่จะสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารเหล่านี้ได้” ชลรพี อัศวินวิจิตร กล่าวหลังจากได้รับประทานสเต็กที่ถูกเสิร์ฟคู่กับเกรวี่ มันบด และสลัด “อาหารจานนี้มันเหมือนเป็นเมนูที่มาจากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์”

ด้านหทัยรัตน์ ริมคีรี อาจารย์ สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์เช่นเดียวกัน “ฉันคิดว่ามันมีศักยภาพที่จะกลายเป็นแหล่งอาหารทางเลือกในอนาคต”

อาหารทดแทนเนื้อสัตว์จากพืช ได้รับความนิยมเนื่องจากผู้คนหันมารับประทานอาหารวีแกนหรืออาหารมังสวิรัติมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับประทานเนื้อสัตว์ สวัสดิภาพของสัตว์ และอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงสัตว์ แม้ว่าอาหารที่ทำมาจากขนไก่ ยังไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทวีแกน หรือมังสวิรัติได้ แต่ศรวุฒิ คิดว่าเมนูดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาอย่างยุติรรมด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5549104

 

 

เสียหายหนัก จิสด้าเผยภาพดาวเทียมเทียบก่อน-หลังระเบิดเบรุต

เสียหายหนัก จิสด้าเผยภาพดาวเทียมเทียบก่อน-หลังระเบิดเบรุต

จิสด้า เผยภาพจากดาวเทียมเปรียบเทียบความเสียหายช่วงก่อนและหลังเหตุระเบิดรุนแรงในกรุงเบรุต เลบานอน พบอาคารในพื้นที่เกิดเหตุได้รับความเสียหายอย่างหนัก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ (9 ส.ค.2563) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เผยภาพดาวเทียม THEOS ซึ่งบันทึกภาพเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค.2563 เวลา 15:22 น. เปรียบเทียบก่อนและหลังเกิดเหตุระเบิด

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดของโกดังเก็บสารแอมโมเนียมไนเตรทในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค.2563 เวลา 18.00 น. ตามเวลาของกรุงเบรุต หรือตรงกับเวลา 22.00 น. ของไทย โดยแรงระเบิดส่งผลให้หลายพื้นที่โดยรอบโกดังได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว แรงระเบิดครั้งนี้ทำให้พื้นดินเกิดการสั่นไหว เปรียบเทียบได้กับแผ่นดินไหวขนาด 3.3

ข้อมูลภาพจากดาวเทียม THEOS ยังเผยให้เห็นอีกว่า อาคารในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางแห่งถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง หรือแม้กระทั่งยานพาหนะ อาคาร บ้านเรือน ที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุถึง 10 กิโลเมตร ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้

สำหรับกรุงเบรุต เป็นเมืองหลวงของประเทศเลบานอน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศฝั่งตะวันตก บนคาบสมุทรที่ทอดยาวไปทางตะวันตกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นพื้นดินปลายแหลมเล็ก มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

โกดังที่เกิดเหตุระเบิดตั้งอยู่ที่ท่าเรือเบรุต ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศเลบานอน อยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตอนเหนือของกรุงเบรุต เป็นสถานที่ที่ใช้เก็บแอมโมเนียมไนเตรท ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไวต่อการระเบิด และนิยมนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยและระเบิด ดังนั้นการเก็บแอมโมเนียมไนเตรทจำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เช่น ป้องกันไฟในสถานที่เก็บ เนื่องจากสารชนิดนี้ติดไฟง่าย

https://news.thaipbs.or.th/content/295318

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ

1564307599927@2x

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ

เมืองหลวงแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

1

“สาธารณรัฐประชาชนจีน” ศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ด้วยรถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า พร้อมการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก!

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2
ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราได้รับรู้เรื่องราวของ แรงเสียดสีระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ บรรษัทขนาดยักษ์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่าง “หัวเว่ย” ที่ทางสหรัฐอเมริกาข่มขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ ด้วยการไม่ยอมให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นใช้ระบบปฏิบัติการ “แอนดรอยด์” และบริการอื่น ๆ ของ “กูเกิล” อีกต่อไป หลังจากมีคดีความเรื่องการละเมิดข้อตกลงกัน แต่ทางหัวเว่ยและรัฐบาลจีน ก็ออกมาสวนทันควันว่าไม่กลัว เพราะหัวเว่ยนั้นมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีระบบสื่อสารระดับ 5G ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทของชาติตะวันตกก็ได้ นอกจากนั้นแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิพคอมพิวเตอร์กว่า 90% ของโลกผลิตจากจีน ดังนั้นสหรัฐอเมริกาต้องคิดให้ดี ๆ ก่อนว่าจะทำเรื่องก้าวร้าวแบบนี้เหมาะสมแล้วรึเปล่า? ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาเองต้องกลับไปตั้งหลักทบทวนการตัดสินใจอีกรอบทันที

3

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของจีนในการที่จะเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ดังจะเห็นได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 85.4% โดยเดือนมีนาคมเดือนเดียวนี้จำหน่ายรถยนต์แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดและไฟฟ้าไปมากกว่า 126,000 คัน โดยในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ที่ผ่านไปไม่นานนี้ เราจะได้รถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า ด้วยการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก งานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้จึงเป็นสถานที่ซึ่งพลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากแบรนด์ระดับโลกแทบจะทุกแบรนด์ต้องมาแสดงตัวที่นี่แล้ว
4
แบรนด์รถยนต์ของจีนเองในยุคนี้ก็เรียกได้ว่า “แข็งแกร่ง” ทั้งจากแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ที่รัฐเป็นเจ้าของอย่าง SAIC (เจ้าของแบรนด์ เอ็มจีในบ้านเรา), FAW, BAIC, Dongfeng และ Changan ก็ยังมีแบรนด์เอกชนระดับ  บิ๊ก ๆ อย่าง Geely, GAC, Great Wall Motors และบีวายดี แต่ถ้าเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าสุดล้ำแล้ว ต้องจับตารถยนต์แนวคิดจากค่ายเหล่านี้คือ Nio, Xpeng, Qianto, Weltmeister, Singulato, Byton, Aiways, Bordrin Motor และ LeapMotor และยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่อีกมาก โดยรถแนวคิดจากจีน ที่โดดเด่นในงานนี้ก็มีด้วยกันหลายคัน อาทิ Nio ET7, Xpeng P7, BYD E-Seed GT และรถพลังงานไฮโดรเจน Grove Hydrogen รุ่น Granit

ท่านผู้อ่านคงจะคิดว่าแค่ชื่อแบรนด์ยังอ่านออกเสียงไม่ถูก แล้วเราจะมั่นใจได้หรือเรื่องแบบนี้ต้องบอกว่า ถ้าเมื่อ 7-8 ปีก่อน บอกว่าจะไปซื้อสมาร์ทโฟนยี่ห้อ “หัวเว่ย” เพื่อน ๆ คงจะขำว่าซื้อยี่ห้ออะไรกันหว่า แต่มาถึงทุกวันนี้ในยุคที่บ้านเรายัง 4G กันอยู่ แต่จีน กำลังจะเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว เราคงได้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ของจีนนั้นอยู่ในระดับหัวแถวอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า เท่าที่เห็นในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ที่ผ่านมานั้นก็สะท้อนความนิยมของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นของโลกได้พอสมควร เพราะในขณะที่ภูมิภาคอื่นของโลกนั้นนิยมรถยนต์ประเภทเอสยูวี แต่สำหรับคนจีนแล้ว รถยนต์ประเภทซีดานที่มีความหรูหรานั้นยังได้รับความนิยมอยู่ จะเห็นได้จากภาพของรถยนต์แนวคิดที่กล่าวไปทั้ง 4 คัน ล้วนแล้วแต่มีบุคลิกภาพในทางสปอร์ตซีดานทั้งสิ้น และก็ต้องยอมรับว่า งานออกแบบของทั้ง 4 คันก็ดูถูกไม่ได้จริง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้รถยนต์แนวคิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เค้าจัดกันหนัก เหยียบกันมิดชนิดที่ถ้าพร้อมลุยตลาดต่างประเทศเมื่อใด มีหนาวอย่างแน่นอน…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/it/711113

น้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้นถึง 6 เท่า

11

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และ 2000 นักวิทยาศาสตร์สามารถประมาณการได้ค่อนข้างดีขึ้น เกี่ยวกับการตรวจวัดน้ำแข็งที่หลอมละลาย และแม่นยำมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยอย่างดาวเทียม สถานีด้านสภาพอากาศ และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน

12

เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ได้คำนวณปริมาณน้ำแข็งที่หายไปในกรีนแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เป็นปีที่ดาวเทียมแลนด์แซทดวงแรก ซึ่งเป็นชุดดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติขึ้นสู่วงโคจรเหนือโลกเพื่อถ่ายภาพอาณาเขตของเดนมาร์ก ทีมวิจัยได้ใช้ 3 วิธีวัดการละลายของน้ำแข็ง อย่างแรกคือใช้ดาวเทียมวัดความสูงด้วยเลเซอร์ หากธารน้ำแข็งละลายดาวเทียมก็จะได้รับข้อมูลความสูงที่ลดลง และวัดความแปรปรวนของแรงโน้มถ่วง รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความสมดุลของมวล พร้อมเปรียบเทียบมวลสะสมของฝนและหิมะกับมวลที่หายไปของน้ำแข็ง เพื่อคำนวณน้ำแข็งที่เหลืออยู่ แบบจำลองเหล่านี้ได้รับการยืนยันด้วยการวัดภาคสนามที่มีความน่าเชื่อถือ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้างแต่ก็เพียง 5-7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วง 20-30 ปีก่อน ผลจากการวิจัยพบว่าน้ำแข็งดินแดนกรีนแลนด์นั้นละลายเร็วขึ้น 6 เท่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 13.7 มิลลิเมตรตั้งแต่ พ.ศ.2515.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1553113

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ – โจวีโอ ดริงก์ แวร์ บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “เทมเพอร์ เฟก มัก” ถ้วยเครื่องดื่มอัจฉริยะ เป็นผลงานวิจัยออกแบบ และคิดค้นของเวกฟอเรสต์ ไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงาน หรือชาร์จไฟฟ้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ด้วยกลไกการออกแบบเฉพาะของเทมเพอร์เฟกมักที่ประกอบด้วยพื้นผิวชั้นนอกของวัสดุที่เป็นฉนวนสุญญากาศกันความร้อน ฉาบทับด้วยชั้นในของฉนวนเทมเพอร์เฟก

ถ้วยอัจฉริยะ

เมื่อเทเครื่องดื่มร้อนที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า ลงไปในถ้วยนี้ ฉนวนจะทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินเข้าไปเก็บกักไว้ และค่อยๆ คลายความร้อน ดังกล่าวออกมาโดยจะปล่อยความร้อนในส่วนต่างที่เครื่องดื่มลดลง พอเครื่องดื่มได้รับความร้อนจากฉนวนก็จะคงความร้อนในอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิแรกที่เทลงแก้ว

การใช้ถ้วยอัจฉริยะนี้จึงช่วยยืดเวลาความอร่อยของเครื่องดื่มให้อยู่ได้นานหลายชั่วโมง

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก
ALAMY

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก – วันที่ 5 มี.ค. เดอะซัน รายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญในวงการแพทย์ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือโรคเอดส์ หายขาดเป็นคนที่สองของโลก สร้างความหวังให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้ป่วยทั่วโลก ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์เจอร์นัล เนเจอร์

ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีสัญชาติอังกฤษและได้รับขนานนามว่า “ลอนดอน เพเชียนต์” ไม่พบว่ามีปริมาณไวรัส หรือไวรัลโหลด ของเอชไอวี ในรอบ 18 เดือน

หลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลือง โดยผู้บริจาคสเต็มเซลล์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ของยีนส์ทำให้เซลล์มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี

ศาสตราจารย์ราวินทรา กุปตา ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา และนักวิทยาไวรัสเอชไอวี กล่าวว่า “กรณีที่เกิดขึ้นเป็นพัฒนาครั้งสำคัญของวงการแพทย์ ผู้ป่วยไม่มีปริมาณไวรัสเอชไอวีที่ทางทีมแพทย์สามารถตรวจวัดพบได้ ทางทีมแพทย์ตรวจไม่พบอะไรเลย”

กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากนายทีโมธี บราวน์ กลายเป็นผู้ป่วยรายแรกของโลกที่หายขาดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ทีโมธี บราวน์ / AP : ASSOCIATED PRESS

จึงถูกขนานนามว่า “เบอร์ลิน เพเชียนต์” ปัจจุบันนายบราวน์ยังไม่พบว่ามีเชื้อไวรัสดังกล่าวหวนกลับมาอีก เป็นที่มาของการเรียกผู้ป่วยชาวอังกฤษ ว่าลอนดอน เพเชียนต์

ศ.กุปตา ระบุว่า ผู้ป่วยชาวอังกฤษที่เพิ่งหายขาดนั้นติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนจะมาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลืองอีกในปี 2555

ต่อมาในปี 2559 ทางทีมแพทย์พยายามหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์เพื่อนำมาปลูกถ่ายในการทดลองรักษาผู้ป่วย โดยมียีนส์กลายพันธุ์รหัส “ซีซีอาร์5 เดลต้า 32”

ผลปรากฎว่า สเต็มเซลล์ดังกล่าวนอกจากช่วยรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนสภาพไปมีคุณสมบัติเหมือนกับของผู้บริจาค คือ มีความสามารถต่อต้านไวรัสเอชไอวี สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมแพทย์

เพราะการรักษาดังกล่าวถือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้ป่วยคนดังกล่าว แม้ผู้ป่วยจะมีอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกาย (GVHD) ในช่วงแรกก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของทีมแพทย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยยูซีแอล อิมพีเรียล อ๊อกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์นั้นจะยังไม่ส่งผลใดๆ

ต่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีอยู่กว่า 37 ล้านคนทั่วโลก เพราะการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวถือว่ามีราคาแพงมาก ซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งยังต้องค้นหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่มียีนส์กลายพันธุ์เฉพาะ

นางชารอน เลวิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโดเฮอร์ที ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะประธานร่วมสมาคมผู้ป่วยเอดส์สากล ระบุว่า แม้จะยังไม่มียารักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าความหวังนั้นมีอยู่ และการกำจัดไวรัสเอชไอวีจะเป็นไปได้แน่นอนในอนาคต

ทั้งนี้ โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถใช้ยาต้านไวรัสที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงได้ ท่ามกลางการแข่งขันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่กำลังคิดค้นวิธีการรักษา

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2277198

มทร.ธัญบุรี สุดเจ๋ง! วิจัยเมนู “หมูส้ม” อร่อย ปลอดภัย ลดไนเตรตก่อมะเร็ง

อาจารย์คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี วิจัยและพัฒนา ‘หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง’ ให้สีสวย ปลอดภัย เพิ่มคุณค่าอาหาร และลดโคเลสเตอรอล คว้ารางวัลวิจัยนานาชาติเหรียญเงิน ประเทศจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า หมูส้มเป็นอาหารคาวที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน กรรมวิธีดั้งเดิมของหมูส้มทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นเส้น เติมเกลือ ข้าวสุก กระเทียม น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน ห่อเป็นมัดหรือบรรจุในภาชนะที่มิดชิด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง มีส่วนผสมสำคัญ คือ เนื้อหมู ข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดง กระเทียมสดและเกลือป่น และมีขั้นตอนการทำที่พอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มต้นจากการล้างทำความสะอาดเนื้อหมู หั่นเป็นเส้น แล้วคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดงบดละเอียด กระเทียมสับและเกลือป่น ให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก รัดยางให้แน่นเพื่อให้เกิดสภาวะที่ไม่มีอากาศ เก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่นิยมนำไปทอด ทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เคียงกับผักสด

การวิจัยและพัฒนาหมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ ที่นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ยังสามารถถ่ายทอดการวิจัยสู่ชุมชนให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป ที่สำคัญยังถือเป็นการพัฒนาคุณภาพหมูส้มให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง ผลงานวิจัยนี้ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัยระดับเวทีนานาชาติ ในงาน IEI & WIIF 2018 เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดได้เข้าร่วมจัดแสดงในส่วนของ RMUTT Food Innovation ในงาน Thailand Industrial Fair 2019 & Food Pack Asia 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญาผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี หรือโทรสอบถาม 087 518 1144

ที่มา https://www.smartsme.co.th/content/216772?fbclid=IwAR07TOdlQqNpwNyN59BAKCZvTqofhS42LklxDvlTy2IKSXUyZpKj6gdtFVE