คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องตัวเก็บประจุ-ตัวเหนี่ยวนำ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องตัวเก็บประจุ-ตัวเหนี่ยวนำ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป 10 การทดลองวิทยาศาสตร์สุดอเมซิ่ง

10 AMAZING SCIENCE EXPERIMENTS!

 

คลิกดูคลิป 

คลิก facebook

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ

1564307599927@2x

สารคดี วิศวกรรมน่าทึ่ง ตอนที่ 4 การผลิตขวดแก้ว มันฝรั่งทอดกรอบ และเรือ

เมืองหลวงแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

1

“สาธารณรัฐประชาชนจีน” ศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ด้วยรถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า พร้อมการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก!

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2
ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เราได้รับรู้เรื่องราวของ แรงเสียดสีระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ บรรษัทขนาดยักษ์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่าง “หัวเว่ย” ที่ทางสหรัฐอเมริกาข่มขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ ด้วยการไม่ยอมให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นใช้ระบบปฏิบัติการ “แอนดรอยด์” และบริการอื่น ๆ ของ “กูเกิล” อีกต่อไป หลังจากมีคดีความเรื่องการละเมิดข้อตกลงกัน แต่ทางหัวเว่ยและรัฐบาลจีน ก็ออกมาสวนทันควันว่าไม่กลัว เพราะหัวเว่ยนั้นมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีระบบสื่อสารระดับ 5G ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทของชาติตะวันตกก็ได้ นอกจากนั้นแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิพคอมพิวเตอร์กว่า 90% ของโลกผลิตจากจีน ดังนั้นสหรัฐอเมริกาต้องคิดให้ดี ๆ ก่อนว่าจะทำเรื่องก้าวร้าวแบบนี้เหมาะสมแล้วรึเปล่า? ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาเองต้องกลับไปตั้งหลักทบทวนการตัดสินใจอีกรอบทันที

3

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของจีนในการที่จะเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก ดังจะเห็นได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 85.4% โดยเดือนมีนาคมเดือนเดียวนี้จำหน่ายรถยนต์แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดและไฟฟ้าไปมากกว่า 126,000 คัน โดยในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ที่ผ่านไปไม่นานนี้ เราจะได้รถยนต์แบรนด์จีนมากมายเปิดตัวรถยนต์แนวคิดพลังไฟฟ้า ด้วยการเติบโตที่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก งานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้จึงเป็นสถานที่ซึ่งพลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากแบรนด์ระดับโลกแทบจะทุกแบรนด์ต้องมาแสดงตัวที่นี่แล้ว
4
แบรนด์รถยนต์ของจีนเองในยุคนี้ก็เรียกได้ว่า “แข็งแกร่ง” ทั้งจากแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ที่รัฐเป็นเจ้าของอย่าง SAIC (เจ้าของแบรนด์ เอ็มจีในบ้านเรา), FAW, BAIC, Dongfeng และ Changan ก็ยังมีแบรนด์เอกชนระดับ  บิ๊ก ๆ อย่าง Geely, GAC, Great Wall Motors และบีวายดี แต่ถ้าเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าสุดล้ำแล้ว ต้องจับตารถยนต์แนวคิดจากค่ายเหล่านี้คือ Nio, Xpeng, Qianto, Weltmeister, Singulato, Byton, Aiways, Bordrin Motor และ LeapMotor และยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่อีกมาก โดยรถแนวคิดจากจีน ที่โดดเด่นในงานนี้ก็มีด้วยกันหลายคัน อาทิ Nio ET7, Xpeng P7, BYD E-Seed GT และรถพลังงานไฮโดรเจน Grove Hydrogen รุ่น Granit

ท่านผู้อ่านคงจะคิดว่าแค่ชื่อแบรนด์ยังอ่านออกเสียงไม่ถูก แล้วเราจะมั่นใจได้หรือเรื่องแบบนี้ต้องบอกว่า ถ้าเมื่อ 7-8 ปีก่อน บอกว่าจะไปซื้อสมาร์ทโฟนยี่ห้อ “หัวเว่ย” เพื่อน ๆ คงจะขำว่าซื้อยี่ห้ออะไรกันหว่า แต่มาถึงทุกวันนี้ในยุคที่บ้านเรายัง 4G กันอยู่ แต่จีน กำลังจะเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว เราคงได้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ของจีนนั้นอยู่ในระดับหัวแถวอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า เท่าที่เห็นในงานแสดงรถยนต์แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ที่ผ่านมานั้นก็สะท้อนความนิยมของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นของโลกได้พอสมควร เพราะในขณะที่ภูมิภาคอื่นของโลกนั้นนิยมรถยนต์ประเภทเอสยูวี แต่สำหรับคนจีนแล้ว รถยนต์ประเภทซีดานที่มีความหรูหรานั้นยังได้รับความนิยมอยู่ จะเห็นได้จากภาพของรถยนต์แนวคิดที่กล่าวไปทั้ง 4 คัน ล้วนแล้วแต่มีบุคลิกภาพในทางสปอร์ตซีดานทั้งสิ้น และก็ต้องยอมรับว่า งานออกแบบของทั้ง 4 คันก็ดูถูกไม่ได้จริง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้รถยนต์แนวคิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เค้าจัดกันหนัก เหยียบกันมิดชนิดที่ถ้าพร้อมลุยตลาดต่างประเทศเมื่อใด มีหนาวอย่างแน่นอน…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/it/711113

น้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้นถึง 6 เท่า

11

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และ 2000 นักวิทยาศาสตร์สามารถประมาณการได้ค่อนข้างดีขึ้น เกี่ยวกับการตรวจวัดน้ำแข็งที่หลอมละลาย และแม่นยำมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยอย่างดาวเทียม สถานีด้านสภาพอากาศ และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน

12

เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ได้คำนวณปริมาณน้ำแข็งที่หายไปในกรีนแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เป็นปีที่ดาวเทียมแลนด์แซทดวงแรก ซึ่งเป็นชุดดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติขึ้นสู่วงโคจรเหนือโลกเพื่อถ่ายภาพอาณาเขตของเดนมาร์ก ทีมวิจัยได้ใช้ 3 วิธีวัดการละลายของน้ำแข็ง อย่างแรกคือใช้ดาวเทียมวัดความสูงด้วยเลเซอร์ หากธารน้ำแข็งละลายดาวเทียมก็จะได้รับข้อมูลความสูงที่ลดลง และวัดความแปรปรวนของแรงโน้มถ่วง รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความสมดุลของมวล พร้อมเปรียบเทียบมวลสะสมของฝนและหิมะกับมวลที่หายไปของน้ำแข็ง เพื่อคำนวณน้ำแข็งที่เหลืออยู่ แบบจำลองเหล่านี้ได้รับการยืนยันด้วยการวัดภาคสนามที่มีความน่าเชื่อถือ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้างแต่ก็เพียง 5-7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วง 20-30 ปีก่อน ผลจากการวิจัยพบว่าน้ำแข็งดินแดนกรีนแลนด์นั้นละลายเร็วขึ้น 6 เท่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 13.7 มิลลิเมตรตั้งแต่ พ.ศ.2515.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1553113

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ

ถ้วยอัจฉริยะ – โจวีโอ ดริงก์ แวร์ บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันจากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “เทมเพอร์ เฟก มัก” ถ้วยเครื่องดื่มอัจฉริยะ เป็นผลงานวิจัยออกแบบ และคิดค้นของเวกฟอเรสต์ ไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงาน หรือชาร์จไฟฟ้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ด้วยกลไกการออกแบบเฉพาะของเทมเพอร์เฟกมักที่ประกอบด้วยพื้นผิวชั้นนอกของวัสดุที่เป็นฉนวนสุญญากาศกันความร้อน ฉาบทับด้วยชั้นในของฉนวนเทมเพอร์เฟก

ถ้วยอัจฉริยะ

เมื่อเทเครื่องดื่มร้อนที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า ลงไปในถ้วยนี้ ฉนวนจะทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินเข้าไปเก็บกักไว้ และค่อยๆ คลายความร้อน ดังกล่าวออกมาโดยจะปล่อยความร้อนในส่วนต่างที่เครื่องดื่มลดลง พอเครื่องดื่มได้รับความร้อนจากฉนวนก็จะคงความร้อนในอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิแรกที่เทลงแก้ว

การใช้ถ้วยอัจฉริยะนี้จึงช่วยยืดเวลาความอร่อยของเครื่องดื่มให้อยู่ได้นานหลายชั่วโมง

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : ทัศนามายา

Cover (2)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book  ทัศนามายา กับการแต่งกาย ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป :  ทัศนามายา

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก
ALAMY

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชีวิตมีหวังเสมอ! นักวิทย์เฮผู้ป่วยเอดส์หายขาดรายที่สองของโลก – วันที่ 5 มี.ค. เดอะซัน รายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญในวงการแพทย์ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือโรคเอดส์ หายขาดเป็นคนที่สองของโลก สร้างความหวังให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้ป่วยทั่วโลก ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์เจอร์นัล เนเจอร์

ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีสัญชาติอังกฤษและได้รับขนานนามว่า “ลอนดอน เพเชียนต์” ไม่พบว่ามีปริมาณไวรัส หรือไวรัลโหลด ของเอชไอวี ในรอบ 18 เดือน

หลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ เพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลือง โดยผู้บริจาคสเต็มเซลล์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ของยีนส์ทำให้เซลล์มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี

ศาสตราจารย์ราวินทรา กุปตา ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา และนักวิทยาไวรัสเอชไอวี กล่าวว่า “กรณีที่เกิดขึ้นเป็นพัฒนาครั้งสำคัญของวงการแพทย์ ผู้ป่วยไม่มีปริมาณไวรัสเอชไอวีที่ทางทีมแพทย์สามารถตรวจวัดพบได้ ทางทีมแพทย์ตรวจไม่พบอะไรเลย”

กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากนายทีโมธี บราวน์ กลายเป็นผู้ป่วยรายแรกของโลกที่หายขาดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ทีโมธี บราวน์ / AP : ASSOCIATED PRESS

จึงถูกขนานนามว่า “เบอร์ลิน เพเชียนต์” ปัจจุบันนายบราวน์ยังไม่พบว่ามีเชื้อไวรัสดังกล่าวหวนกลับมาอีก เป็นที่มาของการเรียกผู้ป่วยชาวอังกฤษ ว่าลอนดอน เพเชียนต์

ศ.กุปตา ระบุว่า ผู้ป่วยชาวอังกฤษที่เพิ่งหายขาดนั้นติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนจะมาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดในต่อมน้ำเหลืองอีกในปี 2555

ต่อมาในปี 2559 ทางทีมแพทย์พยายามหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์เพื่อนำมาปลูกถ่ายในการทดลองรักษาผู้ป่วย โดยมียีนส์กลายพันธุ์รหัส “ซีซีอาร์5 เดลต้า 32”

ผลปรากฎว่า สเต็มเซลล์ดังกล่าวนอกจากช่วยรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนสภาพไปมีคุณสมบัติเหมือนกับของผู้บริจาค คือ มีความสามารถต่อต้านไวรัสเอชไอวี สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมแพทย์

เพราะการรักษาดังกล่าวถือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้ป่วยคนดังกล่าว แม้ผู้ป่วยจะมีอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกาย (GVHD) ในช่วงแรกก็ตาม

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของทีมแพทย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยยูซีแอล อิมพีเรียล อ๊อกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์นั้นจะยังไม่ส่งผลใดๆ

ต่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีอยู่กว่า 37 ล้านคนทั่วโลก เพราะการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวถือว่ามีราคาแพงมาก ซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งยังต้องค้นหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่มียีนส์กลายพันธุ์เฉพาะ

นางชารอน เลวิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโดเฮอร์ที ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะประธานร่วมสมาคมผู้ป่วยเอดส์สากล ระบุว่า แม้จะยังไม่มียารักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าความหวังนั้นมีอยู่ และการกำจัดไวรัสเอชไอวีจะเป็นไปได้แน่นอนในอนาคต

ทั้งนี้ โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถใช้ยาต้านไวรัสที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงได้ ท่ามกลางการแข่งขันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่กำลังคิดค้นวิธีการรักษา

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2277198

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป Foucault Pendulum

Cover

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book    ฟิสิกส์ เล่ม 3 ชั้น ม.5   ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป  Foucault Pendulum

คลิกที่นี่  ฟรี

ดูคลิป  Foucault Pendulum

 

คลิก facebook

มทร.ธัญบุรี สุดเจ๋ง! วิจัยเมนู “หมูส้ม” อร่อย ปลอดภัย ลดไนเตรตก่อมะเร็ง

อาจารย์คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี วิจัยและพัฒนา ‘หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง’ ให้สีสวย ปลอดภัย เพิ่มคุณค่าอาหาร และลดโคเลสเตอรอล คว้ารางวัลวิจัยนานาชาติเหรียญเงิน ประเทศจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า หมูส้มเป็นอาหารคาวที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน กรรมวิธีดั้งเดิมของหมูส้มทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นเส้น เติมเกลือ ข้าวสุก กระเทียม น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน ห่อเป็นมัดหรือบรรจุในภาชนะที่มิดชิด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง มีส่วนผสมสำคัญ คือ เนื้อหมู ข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดง กระเทียมสดและเกลือป่น และมีขั้นตอนการทำที่พอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มต้นจากการล้างทำความสะอาดเนื้อหมู หั่นเป็นเส้น แล้วคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดงบดละเอียด กระเทียมสับและเกลือป่น ให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก รัดยางให้แน่นเพื่อให้เกิดสภาวะที่ไม่มีอากาศ เก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่นิยมนำไปทอด ทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เคียงกับผักสด

การวิจัยและพัฒนาหมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ ที่นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ยังสามารถถ่ายทอดการวิจัยสู่ชุมชนให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป ที่สำคัญยังถือเป็นการพัฒนาคุณภาพหมูส้มให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง ผลงานวิจัยนี้ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัยระดับเวทีนานาชาติ ในงาน IEI & WIIF 2018 เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดได้เข้าร่วมจัดแสดงในส่วนของ RMUTT Food Innovation ในงาน Thailand Industrial Fair 2019 & Food Pack Asia 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญาผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี หรือโทรสอบถาม 087 518 1144

ที่มา https://www.smartsme.co.th/content/216772?fbclid=IwAR07TOdlQqNpwNyN59BAKCZvTqofhS42LklxDvlTy2IKSXUyZpKj6gdtFVE

 

 

“รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่” ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป

"รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่" ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล เปิดตัวรองเท้าต้นแบบที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์น้ำหนักของผู้สวมใส่ รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวและบอกได้เมื่อเจ้าของรองเท้าหกล้ม

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Alphabet ที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เปิดตัว ‘รองเท้าอัจฉริยะ´ที่สามารถตรวจสอบและวัดระดับกิจกรรมต่างๆ ของผู้สวมใส่ ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางสุขภาพได้หลายอย่าง ตามรายงานของ CNBC

รองเท้าต้นแบบที่ว่านี้มีเซ็นเซอร์ที่สามารถระบุน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่ได้ทันที และจะช่วยเตือนได้หากว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคร้ายหลายอย่าง

รองเท้าคู่นี้ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนในกรณีที่ผู้สวมรองเท้าหกล้ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายแต่มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม รองเท้าคู่นี้ยังคงเป็นเพียงต้นแบบ และยังไม่มีการระบุว่าจะผลิตออกสู่ตลาดหรือไม่ เมื่อใด และราคาเท่าใด

AdvertisementReplay Ad

นอกจาก Verily แล้ว บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทกีฬาหลายบริษัทก็กำลังพัฒนา smart shoes เช่นกัน จนอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ หรือ wearable technology นอกเหนือไปจาก smart watch

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท Digisole ได้ผลิตรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์การเดินและวิ่งของผู้สวมใส่ออกมาวางตลาดแล้ว รองเท้าที่ว่านี้สามารถสื่อสารกับสมาร์ทโฟน เพื่อที่จะแจ้งผลการออกกำลังกาย และวัดระดับแรงกดจากการเคลื่อนไหว เพื่อที่จะทำให้คุณทราบว่า วันนี้เผาผลาญแคลอรีไปแล้วเท่าใด

และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Nike ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าอัจฉริยะ Adapt BB ที่สามารถผูกเชือกได้เองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเชือกหลุดบ่อยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายของผู้สวมใส่ได้ด้วย

ส่วนทาง Puma ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าที่คล้ายกับสมาร์ทชูส์ของไนกี้ ใช้ชื่อว่า Fi ซึ่งมีฟังก์ชั่นพิเศษคือสามารถชาร์จไฟใส่รองเท้าได้แบบไร้สาย โดยจะออกสู่ตลาดในปีหน้า

ที่มา

https://www.sanook.com/hitech/1469201/