เรื่องทั้งหมดโดย charud

ญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฟุกุชิมะ “ล้านตัน” ลงทะเล

750x422_932265_1618285466

“ญี่ปุ่น” ตัดสินใจทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ผ่านบำบัดแล้ว ลงทะเล มั่นใจไม่กระทบสิ่งแวดล้อม โดยที่สหรัฐออกโรงหนุน เชื่อญี่ปุ่นตรวจสอบแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล เนื่องจากมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายโยชิฮิเดะ ซูกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งรวมถึงนายฮิโรชิ คาจายามะ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล แม้ประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่น เช่น จีนและเกาหลีใต้ รวมทั้งอุตสาหกรรมประมงของญี่ปุ่นเอง ได้ออกมาคัดค้านเรื่องดังกล่าว

นายซูกะกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่อาจเลื่อนแผนการปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล และรัฐบาลจะออกคำชี้แจงโดยมีเหตุผลสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ต่อทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะประกาศการตัดสินใจดังกล่าวในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว หลังจากที่มีการถกเถียงในเรื่องนี้นานกว่า 7 ปี แต่ก็เลื่อนการตัดสินใจออกไปเพื่อให้มีเวลาสำหรับการหารือมากขึ้น

ทางการญี่ปุ่นระบุว่า การทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เพียงเล็กน้อย และบริษัทโตเกียว อิเลกทริก พาวเวอร์ (TEPCO) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จำเป็นต้องทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล เนื่องจากทางบริษัทขาดแคลนสถานที่ในการกักเก็บน้ำที่ผ่านการบำบัดดังกล่าว

ทั้งนี้ TEPCO ได้กักเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีมากกว่า 1 ล้านตันจากท่อหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ นับตั้งแต่ที่ประสบความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2554 และทางบริษัทจะไม่มีสถานที่ในการกักเก็บน้ำบำบัดดังกล่าวภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐสนับสนุนการตัดสินใจของญี่ปุ่น และเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นได้ทำการทดสอบทางเลือกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำแล้ว นอกจากนี้ สหรัฐยังมองว่า การตัดสินใจของญี่ปุ่นในครั้งนี้มีความโปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ที่ปฏิบัติกันทั่วโลก

สุดทึ่ง!งานวิจัยพบ ‘ฟ้าผ่า’ ในยุคโบราณช่วยจุดประกายกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

สุดทึ่ง!งานวิจัยพบ ‘ฟ้าผ่า’ ในยุคโบราณช่วยจุดประกายกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

นักวิจัยพบข้อมูลใหม่ ‘ฟ้าผ่า’ ในโลกยุคดึกดำบรรพ์อาจเป็นตัวช่วยจุดประกายปลดปล่อยแร่ธาตุทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

วันนี้ ( 4 เม.ย. 64 )สำนักข่าววีโอเอไทยรายงานว่า วารสารวิชาการ Nature Communications ได้ตีพิมพ์งานวิจัยล่าสุดพบว่า ฟ้าผ่าที่โหมกระหน่ำพื้นโลกในยุคดึกดำบรรพ์ได้ปลดปล่อยธาตุฟอสฟอรัสที่ฝังลึกอยู่ในชั้นหินในปริมาณที่สามารถจุดประกายการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกเมื่อประมาณ 3,500 ล้านถึง 4,500 ล้านปีก่อน

ทั้งนี้ ธาตุฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถพบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพราะมันคือส่วนประกอบในโครงสร้างเซลล์ของร่างกายขั้นพื้นฐาน เช่น โครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ ผนังเซลล์ (RNA) และ โมเลกุลพลังงาน (ATP)

นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเชื่อว่าธาตุฟอสฟอรัสที่มีในยุคดึกดำบรรพ์ถูกล็อคไว้ในชั้นหินและไม่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งเหตุนี้เอง ทฤษฎีของการกำเนิดชีวิตบนโลกส่วนใหญ่จึงมุ่งให้ความสำคัญกับอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกเพียงอย่างเดียว เพราะอุกกาบาตเหล่านี้มีแร่ธาตุชรายเบอไซต์ (Schreibersite) ซึ่งธาตุดังกล่าวมีฟอสฟอสรัสเป็นองค์ประกอบอยู่

อย่างไรก็ตาม ความคิดเหล่านี้ก็ได้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่องานวิจัยจาก Nature Communications ระบุว่า สายฟ้าที่ฟาดลงไปที่ดินเวลาฟ้าผ่านั้นมีความร้อนสูงจัดจนสามารถละลายชั้นหินได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลึกแก้วชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ฟูลกูไรต์ (Fulgurite) ภายในผลึกแก้วนั้นมีส่วนประกอบของธาตุชรายเบอไซต์อยู่ สิ่งที่น่าสนใจก็คือธาตุชรายเบอไซต์สามารถละลายน้ำได้ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของฟอสฟอสรัสที่อยู่ในธาตุชรายเบอไซต์จึงสามารถซึมเข้าสู่ผืนโลกและมหาสมุทร จุดประกายชีวิตขึ้นมาได้ในที่สุด

นักวิจัยที่สหรัฐฯและอังกฤษพบว่าโลกในยุคเริ่มต้น เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าประมาณ 1,000 ล้าน ถึง 5,000 ล้านครั้งต่อปี มากกว่าในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นราว 560 ล้านครั้งต่อปี และหากพิจารณาถึงจำนวนฟ้าผ่าในยุคโบราณ ทุกๆ 1,000 ล้านปีก็อาจจะเกิดฟ้าผ่าทั้งหมด ถึง “หนึ่งล้านล้านล้านครั้ง” หรือหนึ่งตามด้วยศูนย์อีก 18 ตัว ผลที่ตามมาคือจะเกิดผลึกแก้วฟูลกูไรต์ 1,000 ล้านหน่วยที่มีธาตุตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ ผู้เขียนวิจัยชี้นดังกล่าวคือ เบนจามิน เฮสส์ นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอธิบายกับสำนักข่าวรอยเตอร์สของประเทศอังกฤษว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่าการเกิดฟ้าผ่าและลดลงตามกาลเวลา เพราะฉะนั้น ฟ้าผ่าจึงถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญที่ปลดล็อคธาตุฟอสฟอรัสและช่วยสร้างชีวิตขึ้นมาบนโลกในยุคแรกๆ

เพื่อเป็นการยืนยันทฤษฎีดังกล่าว ผู้เขียนวิจัยอีกคนหนึ่ง ศาสตราจารย์เจสัน ฮาร์วีย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ในประเทศอังกฤษ ได้ตรวจสอบฟูลกูไรต์ที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังฟ้าผ่าในนครชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์เมื่อปี 2016 โดย เขาเน้นว่า ฟ้าผ่าเป็นปรากฏธรรมชาติสำคัญที่ช่วยให้กำเนิดชีวิตซึ่งหลายคนอาจจะไม่ได้ความสนใจเท่าทฤษฎีอื่น

อย่างไรก็ตาม เบนจามิน เฮสส์ แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่าทฤษฎีของเขาและของศาสตราจารย์ ฮาร์วีย์ นั้นมีความสำคัญเท่ากันกับทฤษฎีหลักที่พูดว่าสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากการที่อุกกาบาตพุ่งชนโลก โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งมีการปลดปล่อยธาตุฟอสฟอรัส ไม่ว่าจะมาจากวิธีใด ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการจุดประกายชีวิตบนโลก มากขึ้นเท่านั้น

https://www.tnnthailand.com/news/sci/76140/

 

นาซา เตรียมส่ง “อสุจิมนุษย์” 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

via GIPHY

87fa9d6f-0d37-43e8-bd54-a646d2fb0ef7

นาซา เตรียมส่ง “อสุจิ – ไข่ – ดีเอ็นเอ” ของสิ่งมีชีวิต จำนวน 6.7 ล้านตัวอย่าง พร้อมเมล็ดพันธุ์ขึ้นเก็บรักษาไว้บนอวกาศ เพื่อไม่ให้มนุษยชาติสูญพันธุ์

เมื่อ 2 ปีก่อน ทาง NASA ได้ทำการส่งสเปิร์มของมนุษย์จำนวนหนึ่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติร่วมกับสัมภาระอื่นๆในยาน Dragon ของ SpaceX ในภารกิจ CRS-14 ขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ ล่าสุดการประชุมวิชาการอวกาศของสถาบัน IEEE นักวิทยาศาสตร์ ได้เสนอให้เตรียมส่งอสุจิไปอีกมหาศาลจำนวล 6.7 ล้านตัวไปเก็บไว้บนอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เนื่องจากโลกเป็นสภาพแวดล้อมที่ผันผวนตามธรรมชาติและตัวอย่างที่เก็บไว้บนโลกยังคงเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

บนอวกาศ ทางNASA ได้สร้าง Ark หรือสถานีอวกาศ เพื่อเก็บตัวอย่างอื่นๆไว้เป็นอย่างดี เพื่อรับรองว่าทุกอย่างที่เก็บรักษาจะอยู่อย่างสมบูรณ์ และสามารถใช้ในอนาคตข้างหน้า แม้ว่าวันหนึ่งมนุษยชาติจะมีจำนวนน้อยลงหรือสูญสิ้นไปก็ตาม

ในครั้งนี้ NASA ต้องการทดลองความสามารถในการเคลือนที่ในสภาวะไร้น้ำหนักของสเปิร์ม เพื่อหาคำตอบว่าจะสามารถใช้ในการสืบพันธุ์ในอนาคตในอวกาศได้หรือไม่ ดังนั้นการเก็บสเปิร์มในอวกาศถือว่าเป็นความคิดที่ดีและมีความปลอดภัยมาก

นอกจากสเปิร์มที่จะนำไปเก็บรักษาบนอวกาศแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์เกือบทุกสายพันธุ์บนโลก จำนวน 4.5 พันล้านเม็ด เดินทางไปพร้อมๆกัน เพราะพื้นที่บน Ark มีมากพอเพื่อเก็บรักษาสิ่งของต่างๆเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

นาซายังมีอีกทางเลือกในการเก็บตัวอย่าง DNA สิ่งมีชีวิต ไว้ใน Ark บนดวงจันทร์ หรือ สถานีอวกาศที่นาซามีแผนสร้างอยู่ลึกลงไปใต้ดินนั้น สามารถรักษาสภาพสิ่งที่ถูกเก็บไว้ภายในได้ถึงพันล้านปี ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น โดยอันดับแรกมนุษย์จะต้องกลับไปดวงจันทร์ก่อน ซึ่ง NASA กำลังวางแผนที่จะทำภายในปี 2024 ในโครงการ Artemis หลังจากที่ไม่มีใครไปเยือนมากว่า 50 ปี

ซึ่งความคืบหน้าโครงการ Artemis ทางนาซา กำลังออกแบบเสาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนดวงจันทร์ สำหรับภารกิจ Artemis เพื่อมีกระแสไฟฟ้าใช้ในการทำการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้จะส่งยาน Orion และ SLS โดยไม่มีมนุษย์ควบคุมขึ้นไปโคจรและสำรวจสภาพต่างๆบนดวงจันทร์ จากนั้นจะเป็นภารกิจการนำนักบินอวกาศหญิงคนแรก ไปเหยียบบนดวงจันทร์ภายในปี 2024 โดยจะไปสำรวจที่ ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อสร้าง Artemis Base Camp ไว้เป็นฐานที่มั่นหลักของมนุษย์สำหรับการอยู่อาศัยระยะยาวกว่า 2 เดือน

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

สำหรับโครงการส่งสเปิร์มมนุษย์ไปเก็บไว้บนอวกาศ ตอนนี้ยังคงมีที่ว่างมากมายและสามารถเก็บของสำคัญสำหรับมวลมนุษย์ได้อีกหากใครต้องการเอามานำฝากไว้

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

ขณะที่ทางฝั่งจีน กับ รัสเซีย จะใช้ประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศที่สั่งสมมา, การวิจัยและการพัฒนา รวมถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีอวกาศ ได้ร่วมกัน ลงนาม MOU วางโรดแมปสำหรับสร้างสถานีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศบนดวงจันทร์ (ILRS)”

โดยจะเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศและหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สนใจทั้งหมด โดยเป้าหมายเพื่อทำให้ความร่วมมือด้านการวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งเสริมการสำรวจและใช้งานพื้นที่นอกโลกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ

จีน กับ รัสเซีย ยังลงนามข้อตกลง สร้างศูนย์เก็บข้อมูลร่วมเพื่อการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศเบื้องลึกในโครงการสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ อย่างโครงการ ‘ฉางเอ๋อ-7’ ของจีน และ ‘ลูนา 27’ ของรัสเซีย

https://www.tnnthailand.com/news/sci/75820/

‘นันยาง’ ประกาศรับสกุลเงินดิจิทัล ใช้บิทคอยน์ซื้อรองเท้า น.ร.ในตำนาน

142260169_10159204483082376_8945242229037486691_n

ฮือฮา! ‘นันยาง’ ประกาศรับสกุลเงินดิจิทัล ใช้บิทคอยน์ได้แล้ว ซื้อรองเท้า น.ร.เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ 

วันนี้ (30 มีนาคม) เพจ นันยาง Nanyang แบรนด์เก่าแก่ รองเท้าผ้าใบนักเรียนชื่อดัง ประกาศรับ 3 สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อผลิตภัณฑ์ของนันยางได้แล้ว ผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

“หากพูดถึง ‘Bitcoin’ (บิทคอยน์) ชั่วโมงนี้หลายคนคงรู้จักกันบ้าง ซึ่ง Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ยอดนิยมเพื่อหวังผลตอบแทนในอนาคต หลายธุรกิจชั้นนำของโลกให้ความสนใจ ศึกษาและเปิดบริการให้ลูกค้านำเงินดิจิทัลนี้มาแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการได้มากขึ้นเรื่อยๆ

นันยาง จึงเพิ่มช่องการให้ลูกค้านำเงินสกุลดิจิทัล หรือ Cryptocurrency แลกสินค้านันยาง โดยเปิดรับ 3 สกุลได้แก่

1.Bitcoin (BTC)
2.Ethereum (ETH)
3.Dogecoin (DOGE)

ท่านที่สนใจสามารถติดต่อทางกล่องข้อความ facebook นันยาง และรอรับสินค้าไม่เกิน 3 วันทำการ

https://www.matichon.co.th/economy/news_2649433

Bitcoin แลกนันยางได้แล้ววันนี้
.
หากพูดถึง ‘Bitcoin’ (บิตคอยน์) ชั่วโมงนี้หลายคนคงรู้จักกันบ้าง ซึ่ง Bitcoin …

โพสต์โดย นันยาง Nanyang เมื่อ วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2021

 

เครื่องชนอนุภาคแอลเอชซี พบเบาะแส “เลปโตควาร์ก” หวังช่วยเปิดทางสู่ฟิสิกส์แนวใหม่

1617164226409

เครื่องชนอนุภาคแอลเอชซี พบเบาะแส “เลปโตควาร์ก” หวังช่วยเปิดทางสู่ฟิสิกส์แนวใหม่ – BBCไทย

องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) แถลงว่าเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่แอลเอชซี (LHC) ได้ค้นพบข้อมูลการทดลองสำคัญ ซึ่งเป็นเบาะแสชี้ถึงการมีอยู่ของอนุภาคหรือแรงพื้นฐานในธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน

ข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การค้นพบวิชาฟิสิกส์แนวใหม่ โดยจะช่วยปรับปรุงแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ของฟิสิกส์อนุภาคให้มีความสมบูรณ์และอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของแรงโน้มถ่วง สสารมืด และความไม่สมดุลระหว่างสสารกับปฏิสสารในเอกภพ ซึ่งแบบจำลองมาตรฐานในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายได้อีกด้วย

เซิร์นระบุว่าหน่วยทดลอง LHCb ซึ่งทำหน้าที่ชนอนุภาคเพื่อผลิต “บอตทอมควาร์ก” (Bottom quark) หรือที่เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “บิวตี้ควาร์ก” (Beauty quark) ได้พบว่าอนุภาคมูลฐานที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมชนิดนี้ มีการสลายตัวในรูปแบบที่ผิดไปจากการทำนายของแบบจำลองมาตรฐาน โดยมันกลายเป็นอิเล็กตรอนและอนุภาคมิวออนในจำนวนที่ไม่เท่ากัน

ความผิดปกติดังกล่าวบ่งชี้ว่า ยังมีอนุภาคหรือแรงพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการสลายตัวของบอตทอมควาร์ก ทำให้เกิดการสลายตัวเป็นอิเล็กตรอนได้ง่ายกว่า ซึ่งนักฟิสิกส์ตั้งชื่อเรียกชั่วคราวให้กับอนุภาคหรือแรงลึกลับที่ยังค้นหาไม่พบนี้ว่า “เลปโตควาร์ก” (Leptoquark)

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามีอนุภาคหรือแรงอย่างเลปโตควาร์กอยู่มานานแล้ว แต่ผลการทดลองจากเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีในครั้งนี้ ช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของมันได้ในระดับความน่าเชื่อถือสูงถึง 3 – ซิกมา (3 – sigma) เป็นครั้งแรก ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสเพียง 1 ใน 1,000 ที่ผลการทดลองครั้งนี้จะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

อย่างไรก็ตาม ทีมนักฟิสิกส์ของหน่วยทดลอง LHCb ยังจะต้องตรวจสอบและทำการทดลองซ้ำต่อไปอีกนานหลายปี จนกว่าจะสามารถยืนยันผลการทดลองนี้ได้ด้วยระดับความน่าเชื่อถือที่ 5 – ซิกมา ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานที่แวดวงวิทยาศาสตร์ยอมรับ เนื่องจากมีโอกาสเพียง 1 ใน 3.5 ล้านเท่านั้นที่ผลการทดลองจะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ

ปัจจุบันเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีปิดใช้งานเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงประสิทธิภาพมานานถึง 2 ปีแล้ว ส่วนรายงานวิจัยเกี่ยวกับผลการทดลองข้างต้น กำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นเสนอเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature Physics

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_6206309

บูมเมอร์แรงลอยได้

you04p1-17

บูมเมอร์แรงลอยได้ – ฟลายโนวาจากสหรัฐอเมริกาแนะนำ “ฟลาย โนวาโปร” (Flynova Pro) ลูกบอลบูมเมอร์แรงสุดล้ำที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ รุ่นใหม่ลุกขึ้นมาขยับร่างกายและสนุกไปกับการโยนรับลูกบอลบูมเมอร์แรง ซึ่งเล่นได้ทั้งคนเดียว เป็นคู่ หรือเป็นกลุ่มก็ยิ่งสนุก

พัฒนาจากฟลายโนวารุ่นแรกที่มีลักษณะเหมือนจานบินยูเอฟโอให้เป็นลูกบอลทรงกลม ขนาดเหมาะมือ กว้าง 9.5 นิ้ว ยาว 9.5 นิ้วสูง 9.5 นิ้ว และน้ำหนักเบาแค่ 27 กรัม มาพร้อมใบพัดพิเศษที่ ติดตั้งอยู่ด้านใน เช่นเดียวกับหลอดไฟแอลอีดี ช่วยเพิ่มสีสันในการเล่นช่วงกลางคืนที่มีแสงสว่างน้อยได้ และยังมีสารพัดทริกใหม่ๆ ที่ท้าทายให้ลองเล่น ทั้งการโยนฟลายโนวาโปรออกไปและให้บินกลับมาที่มือผู้โยน ทำให้ฟลายโนวาโปรหมุนลอยอยู่เหนือมือเหมือนมีเวทมนตร์ โยนรับและส่งฟลายโนวาโปรที่บินหรือลอยจากมือผู้เล่นสองคนหรือหลายคน

ของเล่นนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ปลอดภัยต่อการเล่น ด้วยโครงสร้างลูกโลกที่ทำจากพอลิโพรไพลีน แม้จะมีความแข็งแรงทนทานแต่ก็อ่อนและมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ก่อให้เกิดบาดแผล รอยช้ำ รอยขีดข่วนแม้ถูกกระแทก

ที่สำคัญยังมีระบบหยุดหมุนทันทีที่กระทบกับวัตถุ ฟลายโนวาโปรจะหยุดหมุนทันที ปลดภัยสุดๆ ทั้งกับ ผู้เล่นและสิ่งของรอบตัว นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงาน ใช้เวลาชาร์จจนเต็มเพียง 25 นาทีก็เล่นสนุกต่อเนื่องได้ถึงครึ่งชั่วโมง

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_6220974

จับภาพดาราจักรชนิดก้นหอยที่มีความบิดเบี้ยว

13

ดาราจักรหรือกาแล็กซีที่มักเป็นเป้าหมายยอดนิยมของบรรดานักดาราศาสตร์สมัครเล่น ก็คือกาแล็กซีชนิดก้นหอยหรือทรงกังหันชื่อ เมสิเยร์ 106 (Messier 106) ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ (Canes Venatici) ซึ่งแม้จะส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กก็ยังสามารถมองเห็นได้เช่นกัน

ดาราจักรหรือกาแล็กซีที่มักเป็นเป้าหมายยอดนิยมของบรรดานักดาราศาสตร์สมัครเล่น ก็คือกาแล็กซีชนิดก้นหอยหรือทรงกังหันชื่อ เมสิเยร์ 106 (Messier 106) ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ (Canes Venatici) ซึ่งแม้จะส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กก็ยังสามารถมองเห็นได้เช่นกัน

ทั้งนี้ บรรดาวัตถุที่อาศัยอยู่ในกาแล็กซีเมสิเยร์ 106 ต่างมีพลังมากผิดปกติ โดยเฉพาะหลุมดำมวลยิ่งยวดตรงใจกลางกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 40 ล้านเท่า หลุมดำที่หมุนวนนี้ทำให้จานฝุ่นก๊าซที่อยู่รอบๆ เกิดความบิดเบี้ยว แถมยังทำให้วัสดุจำนวนมากปั่นป่วน และกระบวนการนี้ได้สร้างลำแสงสีแดงสดเล็ดลอดออกมาจากใจกลางของเมสิเยร์ 106 ส่วนมุมล่างขวาของภาพนั้นเป็นดาราจักรแคระคู่หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มกาแล็กซีเดียวกัน.

Credit : KPNO/NOIRLah/NSF/AURA

เรือส่งสินค้าลำยักษ์ ลอยวนเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ก่อนหัวเรือติดตลิ่งขวางคลองสุเอซ

11

คลองสุเอซ ที่เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่เชื่อมทวีปยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกัน เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นตั้งแต่เมื่อวันอังคาร (23 มี.ค.) ที่มีเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งขวางเส้นทางนี้เอาไว้ เพราะเรือแล่นไปชนกับตลิ่งด้านตะวันออกของคลองจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ทั้งยังโดนกระแสน้ำพัดให้เรือลอยขวางปิดเส้นทางไว้ทั้งหมด

แม้ว่าขณะนี้มีการนำเรือลากจูงอย่างน้อย 8 ลำ และนำรถแบ็กโฮมาขุดดินที่ตลิ่งเพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ก็คาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะนำเรือส่งสินค้าลำนี้ ที่ชื่อว่า เอ็มวี เอเวอร์ กิฟเวน ให้หลุดออกมาได้

เรือลำดังกล่าวจดทะเบียนที่ประเทศปานามา แต่บริหารงานโดยบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือชื่อ เอเวอร์กรีน มารีน จากไต้หวัน

โชคไม่ดีของเรือลำนี้ไม่ได้มีแค่นั้น ระหว่างที่เรือลำนี้กำลังแล่นอยู่ที่ทะเลแดง หรือทางตะวันตกของประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อรอเข้าคลองสุเอซ กระแสน้ำก็ทำให้เรือลอยวนเป็นรูปอวัยวะเพศชาย

นายมิฮาอิล มิเตฟ โฆษกของ เวสเซิลไฟน์เดอร์ เว็บไซต์เส้นทางเดินเรือ ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และเส้นทางเดินเรือนี้ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีสมคบคิดหรือข้อมูลที่ผิดพลาดแน่นอน

การนำเรือที่ติดอยู่นี้ออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการที่เรือลำนี้ออกจากประเทศจีนมาเพื่อมุ่งไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ เท่ากับว่า น้ำหนักของสินค้าที่ขนมาด้วยยิ่งเป็นอุปสรรคต่อภารกิจนี้

เวสเซิลไฟนเดอร์ เผยอีกว่า ขณะนี้มีเรือขนส่งสินค้ารออยู่ทั้ง 2 ด้านของคลองสุเอซ รออยู่จำนวนมาก เพราะคลองแห่งนี้เป็นคลองที่มีเรือใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังมีสินค้าที่ผ่านคลองแห่งนี้คิดเป็น 10% ของการค้าทั้งโลกเลยทีเดียว

ด้าน พลโท โอซามา แรบี ประธานสำนักงานบริหารคลองสุเอซ เผยว่า เพื่อบรรเทาสถานการณ์นี้ เจ้าหน้าที่เปิดทางให้เรือบางลำแล่นผ่านเส้นทางเก่าของคลองสุเอซแล้ว

ทั้งยังเผยว่า ลมแรงและพายุทรายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทัศนวิสัยแย่ที่ส่งผลให้เรือเกยตื้น

https://www.sanook.com/news/8358830/

ความรู้เรื่องคลองสุเอซ

ไอซ์แลนด์ระทึก ภูเขาไฟปะทุหลังแผ่นดินไหว 50,000 ครั้ง ลาวาพวยพุ่ง

messageImage_1616378266018

ภูเขาไฟขนาดใหญ่ใกล้เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ปะทุ หลังเกิดแผ่นดินไหวกว่า 50,000 ครั้ง ทำให้มีธารลาวาพวยพุ่งหลายจุด ก่อนที่ภูเขาไฟจะเริ่มสงบลงในคืนวันเสาร์

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 20 มี.ค. 2564 ว่า ภูเขาไฟ “ฟากราตัลช์ฟยาตล์” บนคาบสมุทรเรคยาเนส ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงกรุงเรคยาวิก เพียง 30 กม. เริ่มปะทุเมื่อเวลาประมาณ 20:45 วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีลาวาไหลออกมาตามรอยแตกของเปลือกโลก ความยาวหลายร้อยเมตร และเกิดการปะทุย่อมๆ หลายครั้ง เปลี่ยนให้ท้องฟ้าเป็นสีแดง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของไอซ์แลนด์ ระบุว่า การปะทุที่เกิดขึ้นเป็นการปะทุเล็กๆ เท่านั้น และไม่มีใครเป็นอันตรายจากเหตุการณ์นี้ นอกจากนั้น ภูเขาไฟ ฟากราตัลช์ฟยาตล์ ยังพ่นเถ้าถ่านออกมาไม่มากนัก จึงคาดว่าจะไม่กระทบต่อการเดินทางทางอากาศในยุโรปมากนัก

สำนักงานอุตุฯ ระบุด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แต่ระดับมลภาวะในตอนนี้ คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยท้องถิ่นมากนัก ซึ่งพวกเขาจะติดตามระดับก๊าซอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ชาวไอซ์แลนด์เฝ้าระวังการปะทุของภูเขาไฟมาหลายสัปดาห์แล้ว เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเกาะแห่งนี้มากกว่า 50,000 ครั้ง โดยนี่เป็นการปะทุครั้งแรกของ ภูเขาไฟ ฟากราตัลช์ฟยาตล์ ในรอบกว่า 800 ปีเลยทีเดียว

พบหลุมดำมวลยิ่งยวดพเนจร เคลื่อนห่างจากกาแล็กซีของตนเองอย่างไร้จุดหมาย

1616301369087@2x

แม้คนส่วนมากจะเข้าใจว่าหลุมดำเป็นวัตถุซึ่งอยู่กับที่ ไม่โคจรเคลื่อนตัวไปในห้วงอวกาศเหมือนดวงดาวอื่น ๆ เนื่องจากมีมวลมากมายมหาศาล แต่ล่าสุดนักดาราศาสตร์กลับค้นพบว่า มีหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black hole) แห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนตัวออกห่างจากใจกลางกาแล็กซีของมันอย่างไร้จุดหมาย

ทีมนักวิจัยนานาชาติจากโครงการสำรวจท้องฟ้า Sloan Digital Sky Survey (SDSS) ของสหรัฐฯ พบว่าหลุมดำขนาดยักษ์ที่มีมวล 3 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในแถบศูนย์กลางของกาแล็กซี J0437+2546 ที่ห่างจากโลก 228 ล้านปีแสง กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่แตกต่างไปจากกาแล็กซีของมันเองอย่างมีนัยสำคัญ

SDSS
กาแล็กซี J0437+2456 (จุดสว่างมีแขนเกลียวกลางภาพ) คือตำแหน่งปัจจุบันที่หลุมดำพเนจรกำลังเคลื่อนที่ถอยห่างออกไป

ดร. โดมินิก เพเซ ผู้นำทีมวิจัยจากศูนย์เพื่อฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน บอกว่าปรากฏการณ์นี้หาพบได้ยากและผิดความคาดหมายของคนทั่วไปอย่างยิ่ง เนื่องจาก “การทำให้หลุมดำมวลยิ่งยวดเคลื่อนที่ ก็เหมือนกับการเตะลูกโบว์ลิงให้กระเด็นไป ซึ่งต้องใช้แรงมหาศาลและไม่ง่ายเหมือนกับการเตะลูกฟุตบอลที่เบากว่ามาก”ดร. เพเซและคณะค้นพบ “หลุมดำพเนจร” ดังกล่าว หลังจากได้ศึกษา “เมกะเมเซอร์” (Megamaser) หรือใจกลางดาราจักรที่มีหลุมดำส่องสว่างและแผ่พลังงานสูงในช่วงคลื่นไมโครเวฟทั้งหมด 10 แห่ง โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุแทรกสอดระยะไกล (VLBI) ตรวจวัดความเร็วของอนุภาคต่าง ๆ ในเมกะเมเซอร์เหล่านี้ เปรียบเทียบกับความเร็วของอนุภาคไฮโดรเจนที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในดาราจักรที่อยู่ของมัน

NASA / JPL-CALTECH

ผลปรากฏว่าพบหลุมดำมวลยิ่งยวดในเมกะเมเซอร์แห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 4,810 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเร็วโดยเฉลี่ย 4,910 กิโลเมตรต่อวินาทีของกาแล็กซีที่มันอยู่

ดร. เพเซชี้ว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดซึ่งควรจะอยู่กับที่กลับเคลื่อนห่างออกไป เนื่องจากถูกกระทบกระแทกด้วยหลายสาเหตุ เช่น กาแล็กซีที่หลุมดำอยู่เกิดชนปะทะเข้ากับกาแล็กซีอื่น หรือชนเข้ากับหลุมดำมวลยิ่งยวดอีกแห่งหนึ่ง ทำให้กระเด้งกระดอนออกจากตำแหน่งเดิมได้

สาเหตุที่มีความเป็นไปได้สูงอีกอย่างหนึ่ง คือหลุมดำยักษ์นั้นอยู่ในระบบดาวคู่ โดยตัวมันเองและคู่ของมันต่างก็โคจรรอบศูนย์กลางความโน้มถ่วงอีกแห่งหนึ่งภายในใจกลางดาราจักร แต่กล้องโทรทรรศน์วิทยุของทีมผู้วิจัยยังไม่สามารถตรวจพบหลุมดำที่เป็นคู่อีกแห่งได้

การค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นข่าวดี เพราะช่วยยืนยันได้ว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดซาจิตทาเรียสเอสตาร์ (Sgr A*) ที่อยู่ในใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้น จะยังไม่เกิดพฤติกรรมเคลื่อนที่แบบพเนจรร่อนเร่ไปไหน เพราะกว่ากาแล็กซีของเราจะชนเข้ากับกาแล็กซีข้างเคียง จะต้องใช้เวลาอีกนานแสนนานราว 4 พันล้านปีเลยทีเดียว

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_6167114