เรื่องทั้งหมดโดย charud

ห้ามพลาดปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเงามัว” คืนวันที่ 5 มิ.ย. 63

ห้ามพลาดปรากฏการณ์ "จันทรุปราคาเงามัว" คืนวันที่ 5 มิ.ย. 63

(3 มิ.ย.) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รายงานว่า ในคืนวันศุกร์ ที่ 5 มิ.ย.63 หลังเที่ยงคืนตั้งแต่เวลา 00.46 เป็นต้นไป จะเกิดปรากฏการณ์ จันทรุปราคาแบบเงามัว (Penumbral lunar eclipse) เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี โดยดวงจันทร์จะเข้าสู่เงามัวของโลกมากที่สุดในเวลาประมาณ 02.25 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน และสิ้นสุดปรากฏการณ์ในเวลา 04.04 น. รวมเวลาเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัวนาน 3 ชั่วโมง 18 นาที

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยากต่อการสังเกตด้วยตาเปล่า ดังนั้นการถ่ายภาพจึงช่วยให้สังเกตเห็นความแตกต่างของปรากฏการณ์จันทรุปราคาแบบเงามัวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เกิดขึ้นเฉพาะในวันดวงจันทร์เต็มดวง หรือ ช่วงข้างขึ้น 14-15 ค่ำ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกที่ทอดไปในอวกาศ

ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปเรื่อยๆ จนดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก

โดยเงาของโลกที่ทอดไปในอวกาศแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เงามัว (Penumbra Shadow) เป็นเงาส่วนนอกสุด เมื่อดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในเงาส่วนนี้จะมีความสว่างลดลงเล็กน้อย และ เงามืด (Umbra Shadow) เป็นเงาที่มืดสนิท เมื่อดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในเงาส่วนนี้จะทำให้เกิดส่วนมืดเว้าแหว่ง จึงแบ่งประเภทของปรากฏการณ์จันทรุปราคาได้ดังนี้

  • จันทรุปราคาเต็มดวง (Total lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลก จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีส้มหรือสีแดงอิฐ เนื่องจากแสงขาวจากดวงอาทิตย์จะถูกหักเหเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศโลก สีแดงและสีส้มเบี่ยงทิศทางเข้าหากลางเงามืด จึงมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงระหว่างเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
  • จันทรุปราคาบางส่วน (Partial lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเงามืดของโลกเพียงบางส่วน โดยจะมองเห็นดวงจันทร์มีลักษณะเว้าแหว่ง
  • จันทรุปราคาเงามัว (Penumbral lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเข้าไปเงามัวของโลก โดยไม่ผ่านเงามืด เรายังคงมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวง แต่ความสว่างลดน้อยลง สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก

ช็อก เผยผลชันสูตรศพ ‘จอร์จ ฟลอยด์’ เคยติดโควิด-19 ก่อนเสียชีวิต

aeb4d5a0-a233-11ea-9d0d-97facc08f034

สำนักงานตรวจสอบทางการแพทย์สหรัฐฯ เผยผลชันสูตรศพ จอร์จ ฟลอยด์ ระบุ เคยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงต้นเดือน เม.ย. แต่เสียชีวิตเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้น ขณะถูกแรงกดที่ลำคอ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อ 4 มิ.ย.63 เว็บไซต์เดลี่เมลและเดอะ ซัน รายงาน สำนักงานตรวจสอบทางการแพทย์เขตเฮนนีพิน เคาน์ตี้ ในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารทางการแพทย์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น แจ้งผลการชันสูตรศพ นายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา วัย 46 ปี ที่เสียชีวิตขณะถูกตำรวจในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาจับกุม พร้อมกับใช้เข่ากดบริเวณลำคอเมื่อ25 พ.ค.63 ว่า จากผลการชันสูตรศพฟลอยด์ โดยนายแพทย์แอนดรูว์ เอ็ม.เบเกอร์ ในวันที่ 26 พ.ค.พบ ฟลอยด์ ได้รับการตรวจวินิจฉัยพบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เมื่อ 3 เมษายน ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าฟลอยด์ ถึงแม้จะติดเชื้อโควิด แต่ก็ไม่มีอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ในช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต

ผลการชันสูตรศพฟลอยด์ ซึ่งแต่งงานและมีบุตรแล้ว 2 คน ระบุว่า เขาเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น หลังจากถูกแรงกดที่ลำคอ ขณะเดียวกัน รายงานการชันสูตรศพ ยังระบุด้วยว่า ฟลอยด์ เคยมีประวัติเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และยังพบสารเฟนทานิล และเมตแอมเฟสตามีนในร่างกายเช่นกัน แต่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาเสียชีวิต นอกจากนั้น ยังพบว่าปอดของฟลอยด์แข็งแรงดี แต่มีหลอดเลือดแดงในหัวใจบางเส้นตีบ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทางครอบครัวของฟลอยด์ ได้เผยผลการชันสูตรศพโดยแพทย์ ระบุฟลอยด์เสียชีวิตจากภาวะหายใจไม่ออกจากการถูกแรงกดที่ลำคอ หลังจากคลิปการเสียชีวิตของฟลอยด์ ขณะถูก นายเดเร็ค เชาวิน อดีตตำรวจจับกุม และใช้เข่ากดบริเวณลำคอนานกว่า 8 นาที ได้สร้างความสะเทือนใจและโกรธแค้นให้แก่ชาวอเมริกัน จนออกมาชุมนุมก่อม็อบประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับฟลอยด์ทั่วประเทศสหรัฐฯ รวมทั้งในหลายประเทศทั่วโลก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1860963

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ ของสองความคิดเห็น นาทีชีวิต ! กวางสวนสัตว์เขาเขียวถูกงูรัด ดิ้นรนเอาชีวิตรอด คนแห่ถก..กฎของธรรมชาติ

1590885480028@2x

12

สำหรับคลิปนี้ หลายคนต่างเข้ามาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า กรณีแบบนี้ ควรช่วยหรือไม่ ซึ่งบางคอมเมนต์ระบุว่า ไม่ควรช่วยเพราะเป็นพฤติกรรมทางธรรมชาติของสัตว์ ซึ่งงูตัวนี้ต่อไปอาจจะอดตายก็ได้ถ้าไม่ได้กิน แต่ทั้งนี้ กวางตัวนี้เป็นกวางที่อยู่ในความควบคุมของสวนสัตว์ ไม่ใใช่กวางตามธรรมชาติ จึงจำเเป็นต้องช่วยกวาง ซึ่งอีกหนึ่งคอมเมนต์ระบุว่า หากเห็นแบบนี้แล้ว ยังไงก็ต้องช่วย เพราะคงทำใจไม่ได้หากเห็นสัตว์ตายต่อหน้า

      ขณะที่คอมเมนต์อื่น ๆ ตั้งคำถามว่า งูตัวแค่นี้ สามารถกินกวางได้ทั้งตัวจริง ๆ หรือ โดยมีคนมาตอบว่า งูจะรัดจนกระดูกแตกหมดและค่อย ๆ เขมือบเข้าไป ถือว่ามันกินกวางได้ทั้งตัวแบบสบายมาก ๆ
คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พบกาแล็กซีรูปร่างโดนัท ช่วยไขปริศนาจุดกำเนิดทางช้างเผือก

ปกกาแล็กซีโดนัท

พบกาแล็กซีรูปร่างโดนัท ช่วยไขปริศนาจุดกำเนิดทางช้างเผือก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พบกาแล็กซีรูปร่างโดนัท – วันที่ 26 พ.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ค้นพบกาแล็กซีที่มีรูปร่างลักษณะเป็นวงแหวนไฟแต่มีช่องโหว่ตรงกลางขนาดใหญ่ หากมองไกลๆ จะแลดูเหมือนโดนัท โดยเชื่อว่าจะช่วยให้นักวิทย์เข้าใจกระบวนการเกิดกาแล็กซีมากขึ้น

การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานของคณะรักดาราศาสตร์จากศูนย์เออาร์ซีเพื่อความเป็นเลิศด้านท้องฟ้าและดาราศาสตร์ 3 มิติ (ASTRO 3D) พบกาแล็กซีรูปร่างประหลาดนี้อยู่ห่างไปจากโลกราว 1.1 หมื่นล้านปีแสง

นายเทียนเทียน หยวน หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่า ไม่เคยเห็นกาแล็กซีรูปร่างแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน โดยกาแล็กซีนี้ได้รับชื่อรหัสว่า R5519 ช่องโหว่ตรงกลางนั้นมาระยะทางมากกว่าโลกถึงดวงอาทิตย์ประมาณ 2 พันล้านเท่า

“กาแล็กซีนี้มีอัตราการเกิดของดาวดวงใหม่มากกว่าทางช้างเผือกประมาณ 50 เท่า ส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณวงแหวนของกาแล็กซี น่าจะเรียกว่า วงแหวนไฟได้เลยล่ะครับ” เทียนเทียน ระบุ

รายงานระบุว่า นายเทียนเทียน และคณะนักวิจัยอยู่ระหว่างศึกษาการเกิดใหม่ของกาแล็กซี โดย R5519 น่าจะเป็นกาแล้กซีแรกที่เกิดจากการรวมตัวกันของกาแล็กซี 2 แห่ง แต่ภาพที่เห็นนั้นถือว่าเป็นสภาพเมื่อ 1.1 หมื่นล้านปีก่อน เนื่องจากแสงเพิ่งเดินทางมาถึง

นายเค็นเนธ ฟรีแมน ผู้วิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของทางช้างเผือกมากขึ้น

ฟรีแมน ระบุว่า กาแล็กซีที่กำลังจะรวมตัวกันจะมีการเกิดขึ้นของแผ่นจานบางๆ รอบกาแล็กซี โดยทางช้างเผือกซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์โลกเป็นสมาชิกนั้นมีแผ่นจานเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่มีอายุมากถึง 9 พันล้านปี

ขณะที่แผ่นจานบางๆ ที่พบใน R5519 นั้นมีอายุถึง 1.1 หมื่นล้านปี บ่งชี้ว่าการเกิดขึ้นของแผ่นจานซึ่งนำไปสู่การรวมตัวของกาแล็กซีนั้นใช้เวลาที่นานกว่าที่คาดไว้มาก

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_4202644

ทีมวิจัยออสเตรเลีย คิดค้น Micro-comb ทำลายสถิติทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุด

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2020 สำนักข่าว BBC ได้รายงานสถิติผลการบันทึกความเร็วข้อมูลอินเตอร์เน็ตสูงสุด โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Monash, Swinburne และ RMIT ไว้ที่ 44.2 terabits ต่อวินาที (Tbps) ซึ่งด้วยความเร็วดังกล่าวผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ที่มีความละเอียดสูง มากกว่า 1,000 เรื่องในเวลาไม่ถึง 1 วินาทีทีมนักวิจัยดังกล่าวได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ทำให้พวกเขาสามารถค้นพบสถิติความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่เรียกว่า “Micro-comb” (ไมโครโคม) ซึ่งมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนหัวเลเซอร์ 80 อัน เช่นเดียวกับที่ใช้งานในฮาร์ดแวร์โทรคมนาคม ซึ่งเคยเป็นอุปกรณ์ใช้ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตก่อนหน้านี้“Micro-comb” (ไมโครโคม) ได้รับการคิดค้นพัฒนาและทำการติดตั้งทดสอบนอกห้องปฏิบัติการโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่คล้ายกับที่ใช้ในเครือข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติของออสเตรเลีย (NBN) และใช้ชิปออปติคัลเช่นเดียวกันกับระบบบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสงที่ใช้ในปัจจุบัน ในการทดสอบทีมวิจัยใช้เพียง ชิป “Micro-comb” (ไมโครโคม) เพียงชิ้นเดียวก็สามารถส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดได้ ถือเป็นการค้นพบงานวิจัยที่เป็นสถิติในการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลแบนด์วิดท์ อย่างไร้ขีดจำกัดในอนาคตที่มาของภาพ
[1] https://www.bbc.com/news/technology-52769796
[2] https://www.courthousenews.com/australian-researchers-record-worlds-fastest-internet-speed/

ที่มาแหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1]“Australia ‘records fastest internet speed ever” [ออนไลน์ ] เข้าถึงได้จาก https://www.bbc.com/news/technology-52769796 ค้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563

เขียนโดย เรวัตร เปรมศรี นักวิชาการ กองนิทรรศการ
ตรวจทาน จุฬาลักษณ์ คำแก้ว นักวิชาการ กองวัสดุอุเทศ
พิพิธภัณฑ์เทคโนโ,ยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

สมดุลของร่างกาย (ความรู้ ทางฟิสิกส์)

สมดุลของร่างกาย  (ความรู้ ทางฟิสิกส์)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

55373

ความรู้ทางฟิสิกส์

คุณยื่นแขนออก เมื่อคุณจะพยายาม รักษาสมดุล การทรงตัวคุณสามารถเลื่อนจุดศูนย์ถ่วง อันเนื่องมาจากน้ำหนักตัว เพื่อจะรักษาการทรงตัวได้โดยการยกแขนขึ้นลง ซึ่งจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่เลื่อน พ้นฐานล่างของร่างกาย หรือเท้าของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ล้มลง คุณลองคิดดูซิว่า ทำไมนักไต่เชือกจึงต้องใช้ไม้ยาวๆด้วย

      เสถียรภาพ (Stability) วัตถุที่มีเสถียรภาพจะล้มยาก วัตถุที่มีเสถียรภาพ คือวัตถุที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รถแข่งถูกสร้าง ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก โดยให้ตัวรถมีความสูงจากพื้นน้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ขับขี่ สามารถรักษาการทรงตัวได้ ถึงแม้จะแล่นเลี้ยว โค้งด้วยความเร็วสูง

ปิดได้! LINE แจงฟีเจอร์ “Following” รู้ทันทีกดติดตามบัญชีไหนบ้าง

ปิดได้! LINE แจงฟีเจอร์ "Following" รู้ทันทีกดติดตามบัญชีไหนบ้าง

เปิด 4 ขั้นตอน ปิดฟีเจอร์ “แสดงข้อมูลการติดตาม” (Following) ในแอปพลิเคชัน LINE หลัง LINE Official เปิดฟีเจอร์ใหม่เปิดให้รู้ได้ทันทีติดตามบัญชีไหนบ้าง พร้อมชี้แจงฟีเจอร์นี้ไม่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเพิ่มเพื่อนและการส่งแชตแต่อย่างใด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ (21 พ.ค.2563) จากกกรณีสื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถดูรายการบัญชีที่บุคคลอื่นติดตามได้ โดยบางส่วนมองว่าการติดตามบัญชีแอคเคาต์ต่างๆ นั้น ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบ

ขณะที่ชาวทวิตเตอร์ต่างทวีตวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ในการปิดฟีเจอร์ “แสดงข้อมูลการติดตาม” (Following) เนื่องจากขณะนี้ LINE ได้อัปเดตฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานอัตโนมัติ จึงทำให้บุคคลอื่นสามารถมองเห็นการติดตามบัญชีต่างๆ ของผู้ใช้งานได้

 

ล่าสุด LINE Thailand – Official ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีกระแสความคิดเห็นหลากหลายกี่ยวกับการปิด “แสดงข้อมูลการติดตาม” (Following) บนแอปพลิเคชัน LINE โดยระบุว่า LINE ประเทศไทยขอเรียนชี้แจงถึงความตั้งใจในการเปิดให้บริการฟีเจอร์ดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน สามารถเช็กจำนวนและรายการบัญชี LINE Official Account และแอคเคาต์ของบุคคลที่ผู้ใช้งานได้เข้าไปกดติดตามไว้ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถเปิดเผยรายการบัญชีที่ติดตาม เพื่อเป็นการแนะนำแก่ผู้ที่มีความสนใจตรงกันให้ติดตามด้วยได้

ทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าว จะแสดงจำนวนและรายชื่อ LINE Official Account และผู้ที่ผู้ใช้งานได้กดติดตามเท่านั้น โดยการกดติดตามไม่เกี่ยวข้องหรือ
สัมพันธ์กับการเพิ่มเพื่อนและการส่งแชตแต่อย่างใด รวมถึงไม่แสดงรายชื่อเพื่อนหรือกรุ๊ปต่างๆ ที่ผู้ใช้มีอยู่ในแอคเคาต์ LINE

อย่างไรก็ตาม LINE ประเทศไทย ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่ดำเนินการสื่อสารและชี้แจงเกี่ยวกับการเปิดใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวนี้แก่ผู้ใช้งานล่าช้า จนทำให้เกิดความกังวลใจและไม่สบายใจแก่ผู้ใช้งานจำนวนมาก และขอน้อมรับคำติเตียนทั้งหมดนี้ไปดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในระหว่างนี้ผู้ใช้สามารถเลือกอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คนอื่นมากดติดตาม รวมถึงเลือกเปิด-ปิดการแสดงข้อมูลการติดตามดังกล่าวได้ด้วยตนเอง

 

4 ขั้นตอนปิดฟีเจอร์

ภายในเมนูตั้งค่า > ไทม์ไลน์ > ตั้งค่าการติดตาม > แสดงข้อมูลการติดตาม คลิกแท็บสีเขียวเพื่อเปิด-ปิด

https://news.thaipbs.or.th/content/292748

แกะรอยโจรปล้นสุสาน ยุคฟาโรห์

 

สรรเสริญแด่เฮพต์เคต ผู้มาจากเคอร์-อฮา ข้าไม่เคยทำการลักขโมยด้วยความรุนแรง”

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ข้อความข้างต้นคือหนึ่งใน “บทปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” (Negative Confession) 42 ข้อที่ระบุเอาไว้ในคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) ให้ชาวไอยคุปต์กล่าวต่อหน้าเทพตุลาการว่าพวกเขาไม่เคยกระทำความผิดใดๆมาก่อนเลยเมื่อครั้งยังมีชีวิต เพื่อให้เทพเจ้าโอซิริส (Osiris) จอมราชันแห่งโลกหลังความตายอนุญาตให้ดวงวิญญาณของพวกเขาสามารถเดินทางไปสู่ทุ่งต้นกก (Field of Reeds) ซึ่งเปรียบประหนึ่ง “สวรรค์” ของชาวอียิปต์โบราณได้ตามที่ตนเองปรารถนา

แต่เชื่อเถอะครับว่า ชาวไอยคุปต์บางคนอาจจะรู้สึกลำบากใจเมื่อต้องกล่าวบทปฏิเสธข้อนี้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่ากำลังกล่าวคำเท็จ ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึง “โจรปล้นสุสาน” ที่หากินจากทรัพย์สมบัติของเหล่าชนชั้นสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่นิยมฝังศพของตนเองเอาไว้กับทรัพย์ศฤงคารอันประเมินค่าไม่ได้ และในครั้งนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาแฟนานุแฟนไปแกะรอย “โจรปล้นสุสาน” ในอียิปต์โบราณกันครับ

ภาพจำลองสมบัติบางส่วนภายในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน.

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าสามพันปีของอารยธรรมอียิปต์โบราณ การปล้นสุสานปรากฏหลักฐานไม่ทางตรงก็ทางอ้อมให้เห็นอยู่เสมอๆ เลยครับ ที่เห็น ได้ชัดเจนที่สุดก็คือบรรดามหาพีระมิดแห่งกิซ่า (Great Pyramids of Giza) ทั้งสามแห่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทว่าเมื่อครั้งที่นักอียิปต์วิทยาเข้าไปสำรวจนั้น พีระมิดเหล่านี้กลับ “ว่างเปล่า” เสียแล้ว ถ้าจะคิดว่าฟาโรห์อย่างคูฟู (Khufu) ผู้รังสรรค์มหาพีระมิดขนาดใหญ่ที่สุดในอียิปต์ไม่ได้ฝังอะไรเอาไว้ภายในสุสานของพระองค์เลยคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากห้องหับในพีระมิดจะว่างเปล่าแล้ว มัมมี่พระศพยังหายออกไปจากโลงศพหินแกรนิตภายในห้องฝังศพ ณ กึ่งกลางตัวพีระมิดอีกด้วย นั่นย่อมหมายความว่าในอดีตต้องเคยมีหัวขโมยบุกเข้ามาขนทรัพย์สมบัติของฟาโรห์คูฟู รวมถึงอาจจะนำเอาพระศพของพระองค์ออกไปจากพีระมิดเป็นแน่

จริงอยู่ครับว่า “การลักขโมย” เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ชาวอียิปต์โบราณเองก็ทราบดีจึงนำเรื่องการลักขโมยเข้ามาใส่ไว้เป็นหนึ่งใน “บทปฏิเสธ” 42 ข้อ ที่เป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะได้ไปใช้ชีวิตหลังความตายหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าโจรปล้นสุสานเหล่านี้จะไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนเองกระทำจะกระทบต่อการเดินทางไปใช้ชีวิตนิรันดร์หลังจากที่พวกเขาสิ้นลมแต่อย่างใด คำถามที่นักอียิปต์วิทยาให้ความสนใจก็คือ สิ่งใดคือพลังที่ทำให้ชาวไอยคุปต์บางกลุ่มยังคง “ฝ่าฝืน” ทั้งๆที่พวกเขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันผิด?

คำตอบชัดเจนที่สุดคือ “ความเหลื่อมล้ำทาง สังคม” นั่นเองล่ะครับ

ในขณะที่เหล่าฟาโรห์และชนชั้นสูงนำเอาทรัพย์ศฤงคารปริมาณมหาศาลใส่ลงไปในสุสานเพียงเพื่อนำไปใช้ในชีวิตหลังความตาย ชนชั้นล่างส่วนใหญ่ยังคงหิวโหย ไม่มีแม้แต่อาหารประทังชีวิต ชาวไอยคุปต์บางคนไม่เชื่อด้วยซ้ำครับว่าชีวิตหลังความตายจะมีจริง บทเพลงของนักเล่นพิณชาวไอยคุปต์ (Song of Harpers) ส่วนหนึ่งกล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับ “ความตาย” เอาไว้ว่า

“ร่าเริงเสียบ้าง อย่าเอาแต่เบื่อหน่าย ดูสิไม่มีใครนำสิ่งใดติดตัวไปได้ทั้งนั้น ดูสิ ผู้ที่จากไปแล้ว ล้วนไม่เคยหวนกลับมา”

การโบยตีผู้กระทำผิด บางทีหัวขโมยที่ถูกจับได้อาจจะถูกลงโทษเช่นนี้ก็เป็นได้.

นั่นหมายความว่าชาวไอยคุปต์ส่วนหนึ่ง “ไม่เชื่อ” หรอกครับว่าจะมีโลกหลังความตายอยู่จริง แถมไม่เชื่อด้วยว่าคนตายจะนำเอาทรัพย์ศฤงคารเหล่านี้ไปใช้ในโลกหน้าได้ แต่ทรัพย์สมบัติในสุสานจะสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวของพวกเขาอย่างมหาศาล ดังนั้นโจรปล้นสุสานจึงมาจากหลากหลายสาขาอาชีพที่พร้อมจะเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อหวังลาภก้อนโต เพราะถ้าโจรคนใดเกิดพลาดท่าถูกจับได้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ โทษที่พวกเขาจะได้รับนั้นร้ายแรงถึง “ตาย” เลยทีเดียว!!

หลักฐานทางโบราณคดีที่ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้ทราบถึงกิจกรรมของเหล่าโจรปล้นสุสานมาจากกระดาษ “ปาปิรัส” สมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) อายุราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ที่อาลักษณ์บันทึกถ้อยคำรับสารภาพของเหล่าโจรปล้นสุสานเอาไว้ ในบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้นักอียิปต์วิทยามองเห็นความเหลื่อมล้ำทางความร่ำรวยในสังคมไอยคุปต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นสมบัติที่ทำจากโลหะทองแดงน้ำหนัก 100 ดีเบน (Deben) (เทียบเป็นน้ำหนักในปัจจุบันราว 9.1 กิโลกรัม) ที่กลุ่มโจรปล้นออกมาได้แล้วนำไปแบ่งกันนั้นมีมูลค่าเทียบเท่ากับค่าแรงปกติที่พวกเขาต้องตรากตรำทำงานหนักถึง 10 เดือน!! ใครล่ะจะอดใจไหว?

ปาปิรัสลีโอโพล์ด-แอมเฮิร์สต์ บอกถึงการปล้นสุสานโดยช่างหินชื่ออเมนพานูเฟอร์.

นั่นจึงไม่แปลกเลยครับที่สุดท้ายแล้วสุสานของเหล่าขุนนางหรือแม้แต่สุสานของเหล่าฟาโรห์ในสมัยราชอาณาจักรใหม่ที่จงใจขุดเจาะเข้าไปในหุบผากษัตริย์เพื่อหลีกหนีจากกลุ่มโจรปล้นสุสานนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องถูกตีนแมวย่องเข้าไปหยิบฉวยทรัพย์สมบัติออกมาอยู่ดี รวมถึงสุสานของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ที่ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1922 ซึ่งอัดแน่นไปด้วยทองคำเหลืองอร่ามและโบราณวัตถุล้ำค่ารวมกันราว 5,000 รายการนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เคยถูกปล้นไปถึง “สองครั้ง” ด้วยกัน เพียงแค่ว่าโจรปล้นสุสานที่บุกเข้ามามักจะเน้นความรวดเร็ว เร่งหยิบฉวยออกไปเฉพาะเครื่องรางหรือวัตถุชิ้นเล็กๆที่สามารถฉกฉวยได้สะดวกและนำไป “หลอม” ใหม่ได้ง่าย เมื่อนำสมบัติไปแปรสภาพให้กลายเป็นก้อนทองคำหรือก้อนโลหะแล้ว พวกเขาก็สามารถนำเอาสมบัติที่ปล้นมาไปแลก เปลี่ยนสินค้าได้โดยไม่ผิดสังเกตแล้วล่ะครับ

ปาปิรัสที่อธิบายถึงบรรยากาศการปล้นสุสานได้ชัดเจนที่สุดคือปาปิรัสลีโอโพล์ด-แอมเฮิร์สต์ (Leopold-Amherst Papyrus) ที่จดบันทึกคำสารภาพของช่างหิน (Stonemason) ชื่อ “อเมน-พานูเฟอร์” (Amenpanufer) จากหมู่บ้านเดียร์เอล-เมดินา (Deir el-Medina) ในเมืองลักซอร์ ยุคสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 9 (Ramses IX) เมื่อราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ใจความว่า

“พวกเราออกไปปล้นสุสานตามที่เคยทำกันเป็นปกติ เราได้เจอกับสุสานพีระมิดของกษัตริย์ ‘โซเบคเอมซาฟที่ 2’ (Sobekemsaf II) มันดูไม่เหมือน กับพีระมิดและสุสานของเหล่าขุนนางที่เราไปปล้นกันอยู่เป็นประจำ เรานำเอาเครื่องมือทำจากโลหะทองแดง เจาะทะลวงเข้าไปข้างในพีระมิดขององค์กษัตริย์จนถึงห้องด้านในสุด เราเจอห้องใต้ดิน จึงกระชับตะเกียงส่องสว่างในมือให้มั่นก่อนที่จะเดินลงไป พวกเราทำลายเศษปูนที่ขวางทางออกไป…และได้พบเข้ากับองค์เทพเจ้าประทับนอนอยู่ในสถานที่ฝังศพ พวกเรายังพบที่ฝังศพของราชินีนุบคาอัส (Nubkhaas) ด้วย นางประทับอยู่เคียงข้างองค์ฟาโรห์…

ภาพวาดการเข้าไปสำรวจมหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกิซ่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18.

พวกเราเปิดโลงศพหินและโลงศพไม้ต่างๆ แล้วได้พบกับมัมมี่ขององค์กษัตริย์ฝังอยู่พร้อมกับดาบเล่มหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นยังมีเครื่องรางและเครื่องประดับทำจากทองคำอยู่บนลำคอและศีรษะของพระองค์ด้วย มัมมี่ขององค์ฟาโรห์ห่อหุ้มด้วยทองคำ โลงศพตกแต่งด้วยทองคำและโลหะเงิน ฝังเลี่ยมด้วยหินล้ำค่าหลากชนิด พวกเราหยิบฉวยทองคำที่ค้นเจอจากร่างมัมมี่ รวมถึงเครื่องรางและเครื่อง ประดับที่ลำคอ เสร็จแล้วพวกเราเผาโลงศพทิ้งทั้งหมด

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่แห่งเมืองธีบส์ (Thebes) ได้ยินว่าพวกเรากำลังปล้นสุสานอยู่ทางฝั่งตะวันตก จึงได้จับกุมข้าขังเอาไว้ในสำนักงานของนายกเทศมนตรีแห่งเมืองธีบส์ ข้านำเอาทองคำ 20 ดีเบนที่ปล้นมา ได้มอบให้กับคาเอมโอเป (Khaemope) อาลักษณ์แห่งธีบส์ เขาปล่อยตัวข้าให้กลับไปร่วมงานกับพวกพ้องได้อีกครั้ง และนั่นทำให้ข้าเสพติดการปล้นสุสานเสียแล้ว”

ในตอนนี้นักอียิปต์วิทยายังไม่แน่ใจหรอกครับว่าทองคำ 20 ดีเบน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักประมาณ 182 กรัมที่อเมนพานูเฟอร์มอบให้กับอาลักษณ์จะเป็น “ค่าปรับ” ที่เขาต้องจ่ายเนื่องจากกระทำผิด หรือเป็น “สินบน” ที่เขาแอบให้กับอาลักษณ์เพื่อให้ปล่อยตัวเขาออกมากันแน่ แต่อย่างน้อย “น้ำเสียง” ของคำสารภาพก็ทำให้นักอียิปต์วิทยาพอจะตีความได้ว่าอเมนพานูเฟอร์ไม่มีความเกรงกลัวใดๆต่อความผิดจากการปล้นสุสานขององค์ฟาโรห์ ด้วยว่าพวกเขาทำกิจกรรมนี้เป็น “กิจวัตร” และเมื่อถูกจับได้ก็เพียงแค่นำเอาส่วนหนึ่งของทองคำหรือสมบัติที่ปล้นมาได้ไปจ่ายเป็นค่าปรับ (หรือสินบน) เพียงเท่านี้ก็สามารถกลับไปทำการปล้นสุสานต่อได้ดังเดิมแล้วครับ

ห้องฝังศพของฟาโรห์คูฟู หลงเหลือเพียงแค่โลงศพหินแกรนิตที่ว่างเปล่า.

ปาปิรัสหลากหลายฉบับที่บอกเล่าถึงเรื่องราวคำสารภาพของโจรปล้นสุสานแสดงให้เห็นว่าหัวขโมยมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่อาจจะเป็น “คนใน” กันเองที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างสุสานจนรู้ชัดเจนว่าตำแหน่งของสุสานตั้งอยู่ที่ใด มีสมบัติชิ้นใดเก็บรักษาเอาไว้ในส่วนไหนของสุสานบ้าง โจรปล้นสุสานจึงมักจะทำงานกันเป็นทีม ทีมละประมาณ 8 ถึง 10 คน ออกปฏิบัติการกันในเวลากลางคืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ และเมื่อปล้นสุสานได้สำเร็จก็จะนำเอาทรัพย์สมบัติที่ได้มาแบ่งกัน แล้วจึงวางแผนเข้าปล้นสุสานแห่งต่อไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าโจรทุกคนจะโชคดีสามารถกลับมาสู่วงการปล้นสุสานได้อีกครั้งเหมือนอย่างเช่นอเมนพานูเฟอร์เสมอไปหรอกครับ หัวขโมยบางคนอาจได้รับโทษสถานเบา เช่นถูก “ตัดมือ” รวมถึงอาจจะมีการทรมานด้วยการโบยหรือตีเพื่อให้รับสารภาพ ส่วนโทษร้ายแรงที่สุดก็คือการ “ประหารชีวิต” ด้วยการ “ตัดศีรษะ” “เสียบประจาน” หรือไม่ก็ “เผาทั้งเป็น” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการ “ทำลาย” ร่างกายให้เสียหาย ทำให้ดวงวิญญาณไม่สามารถใช้อยู่อาศัยเพื่อเดินทางไปยังโลกหลังความตายได้อีกต่อไปนั่นเอง

ปาปิรัสเมเยอร์ บี (Papyrus Mayer B) บันทึกเรื่องราวการบุกเข้าปล้นสุสานฟาโรห์รามเสสที่ 6.

แท้ที่จริงแล้วการปล้นสุสานไม่ได้จบลงหลังจากอารยธรรมอียิปต์โบราณล่มสลายในช่วงราว 30 ปีก่อนคริสตกาลหรอกนะครับ การลักลอบขุดสุสานยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายออกมาห้ามปรามแต่ก็ยังคงมีผู้ฝ่าฝืนบางครั้งผลลัพธ์ของการปล้นสุสานก็ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้ค้นพบกับสุสานสำคัญหลายแห่ง เช่น สุสานลับที่เก็บรักษามัมมี่หลวงกว่า 40 ร่างในเมืองลักซอร์ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการแอบลักลอบปล้นสุสานโดยตระกูลอับด์ เอล-ราซโซล (Abd el-Rassoul) เมื่อปี ค.ศ.1881 ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้มีโอกาสสบตากับมัมมี่ฟาโรห์แห่งราชอาณาจักรใหม่หลากหลายพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า การลักลอบขุดสุสานเพื่อ “เงิน” และผลประโยชน์ส่วนตัวเฉกเช่นในยุคฟาโรห์ก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

ตราประทับหีบใส่อัญมณีของฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกทำลายและข้าวของภายในถูกรื้อค้น.

ทุกวันนี้โบราณวัตถุโดยเฉพาะเครื่องรางและเครื่องประดับหลากชนิดในตลาดมืดส่วนใหญ่มักจะมาจากกลุ่มโจรปล้นสุสานที่ยังคงแอบทำงานกันอย่างลับๆ เชื่อได้เลยครับว่าระหว่างที่ทุกท่านกำลังทอดสายตาอ่านเรื่องโจรปล้นสุสานกันอยู่นี้ เหล่าหัวขโมยในอียิปต์ก็อาจจะกำลังลักลอบขุดหาทรัพย์สมบัติออกไปขายกันเป็นล่ำเป็นสัน ตราบเท่าที่ตลาดมืดยังคงรับซื้อโบราณวัตถุผิดกฎหมายเพื่อนำไปขายให้กับเศรษฐีกระเป๋าหนักที่หลงใหลได้ปลื้มกับการสะสมศิลปวัตถุจากโลกอดีตกาล กิจกรรมการปล้นสุสานก็คงจะไม่มีทางสิ้นสุดลงได้ง่ายๆอย่างแน่นอน.

โดย : สืบ สิบสาม
โดย ทีมงาน นิตยสาร ต่วย’ตูน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1845816