เรื่องทั้งหมดโดย charud

ชำแหละระเบิดนิวเคลียร์

banner_file

หากคิดถึงอาวุธสงคราม อำนาจการทำลายล้างสูง มันไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ปืน ไม่ใช่เลเซอร์ ไม่ใช่สารเคมีมีพิษ หรือเชื้อโรค เพราะแม้ว่ามันจะสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ไม่มีอะไรเทียบได้กับระเบิด ระเบิดที่ไม่ใช่ระเบิดธรรมดา มันคือระเบิดนิวเคลียร์

ระเบิดนิวเคลียร์สามารถสร้างผลกระทบอย่างมหาศาล แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์กันได้ทั่วไป เนื่องจากเรื่องของสนธิสัญญาที่ทำให้หลาย ๆ ประเทศไม่สามารถสะสมวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการทำระเบิดนิวเคลียร์หรือเป็นแหล่งพลังงานของโรงไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ก็ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงการทำงานของมันด้วย

ภาพ : Pixabay

ทุกคนในวันนี้มีภาพจำถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกที่ถูกทิ้งที่ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีเป็นจำนวนมาก รังสีและความร้อนแผดเผาเป็นวงกว้าง และยังส่งผลกระทบจนถึงทุกวันนี้ ไปจนถึงเหตุการณ์การรั่วไหลของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล ซึ่งทำให้บริเวณนั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ไปอีกนาน และเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสึนามิแล้วยังทำให้เกิดการรั่วไหลของโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

พลังงานนิวเคลียร์คือพลังงานรูปแบบใด ๆ ก็ตามที่ถูกส่งออกจากนิวเคลียสของอะตอมของธาตุ ซึ่งรูปแบบส่วนใหญ่ที่เรารู้จักกันคือการสลายตัวหรือแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนักที่เรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิชชั่น (Fission) อะตอมธาตุหนักแตกตัวเป็นธาตุที่เล็กกว่า ปลดปล่อยพลังงานออกมาพร้อมกับนิวตรอนหรือโฟตอนบางส่วน ซึ่งจะไปชนกับอะตอมธาตุข้างเคียงและทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ โดยธาตุหนักที่มักถูกนำมาใช้ในปฏิกิริยาฟิชชั่นได้แก่ ยูเรเนียม หรือพลูโตเนียม อีกรูปแบบหนึ่งคือ การรวมตัวของธาตุเบากลายเป็นธาตุหนัก ภายใต้สภาวะที่อุณหภูมิและความดันสูง เรียกว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น (Fusion)

ภาพ : Shutterstock

สำหรับอาวุธที่ใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ จะมีชื่อเรียกต่างกันตามแต่ชนิดของปฏิกิริยาเช่นกัน หากระเบิดที่สร้างใช้ประโยชน์จากการแตกตัวของอะตอมธาตุหนัก จะเรียกว่า Atomic bomb แต่หากใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นจะเรียกว่า Hydrogen bomb เนื่องจากปกติแล้วใช้แค่ธาตุไฮโดรเจนในการสร้างนั่นเอง

ส่วนลิตเทิลบอย (Little Boy) ซึ่งเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาของประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นระเบิดนิวเคลียร์ฟิชชั่นซึ่งใช้ธาตุยูเรเนียมในการสร้าง ส่วนระเบิดลูกที่สองที่ถูกทิ้งลงที่เมืองนางาซากิมีชื่อว่า แฟตแมน (Fatman) เป็นระเบิดนิวเคลียร์ชนิดฟิชชั่นเช่นกัน แต่ทำจากธาตุพลูโตเนียม

การทำงานของระเบิดเริ่มต้นจากการจุดชนวนระเบิดเข้าไปยังอะตอมของธาตุหนักเพียงไม่กี่อะตอม การจุดชนวนทำได้โดยการยิงอนุภาคนิวตรอนเข้าใส่อะตอมธาตุหนัก นิวตรอนที่ถูกเพิ่มเข้าไปจะทำให้อะตอมธาตุไม่เสถียรและแตกตัวออก นอกจากนั้นการแตกตัวของอะตอมยังจะปลดปล่อยนิวตรอนอิสระออกมาอีก 2-3 ตัวต่ออะตอมยูเรเนียมตั้งต้นหนึ่งอะตอม นิวตรอนที่หลุดออกมาจะไปชนอะตอมยูเรเนียมข้างเคียงทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่อย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ การแตกตัวของอะตอมใช้เวลาน้อยมากเพียงแค่เศษเสี้ยวของวินาที คำนวณว่าอยู่ในหน่วยพิโควินาที (10-12 วินาที)

มีธาตุยูเรเนียมในระเบิดลิตเทิลบอยเพียง 64 กิโลกรัมเท่านั้น เทียบกับมวลของระเบิดทั้งหมด 4,000 กิโลกรัม และยูเรเนียมที่จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์และปล่อยพลังงานออกมาเพื่อทำลายล้างก็มีเพียงแค่ 700 กรัมเท่านั้น แต่เป็น 700 กรัมที่ทำให้เกิดความเสียหายเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที (TNT) 15 กิโลตัน ทำให้คนเสียชีวิตจากแรงระเบิดทันที 70,000 คน และเสียชีวิตภายหลัง จากกัมมันตรังสีและมะเร็งอีกอย่างต่อเนื่อง รวม ๆ แล้วกว่า 250,000 คน

ภาพ : Pixabay

สำหรับระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สองของสงครามโลกครั้งที่สองคือ แฟตแมน มีมวลและอานุภาพมากกว่าลูกแรก แต่ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าระเบิดลูกแรก เนื่องจากมันถูกทิ้งลงในสภาพภูมิประเทศที่เป็นหุบเขา แม้ว่ามวลของระเบิดและอานุภาพจะมากกว่า โดยคำนวณว่าสามารถทำให้เกิดความเสียหายได้เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 21 กิโลตัน แต่มันส่งผลให้คนเสียชีวิตรวมทั้งหมด 140,000 คน ​โดยระเบิดลูกนี้ใช้อะตอมของพลูโตเนียม

แม้ว่าจะมีระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในสงครามจริง ๆ เพียงแค่ 2 ครั้ง แต่มันอาจจะเป็นเพียงแค่ประทัดเมื่อเทียบกับระเบิดซาร์บอมบา (Tsar Bomba) ซึ่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรงถึง 50 เมกะตัน หรือมากกว่าระเบิดแฟตแมนและลิตเทิลบอยรวมกันถึง 1,400 เท่า มันเป็นระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งเป็นระเบิดที่ใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ถูกทดสอบโดยสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นในปี 1961 ซึ่งทำให้ชวนคิดว่า หากระเบิดลูกนี้เกิดขึ้น จริงประวัติศาสตร์โลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด

แมวยักษ์โผล่! นักสำรวจพบภาพแมวขนาดใหญ่บนเนินเขาใกล้ เส้นนาซกา

แมวยักษ์โผล่! นักสำรวจพบภาพแมวขนาดใหญ่บนเนินเขาใกล้ เส้นนาซกา

ทีมนักสำรวจค้นพบภาพลายเส้นคล้ายรูปแมวบนเนินเขาที่ประเทศเปรู ใกล้กับแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ที่พบเส้นนาซกา ลายเส้นปริศนาขนาดใหญ่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เว็บไซต์ ancient-origins รายงานว่า นักโบราณคดีค้นพบลายเส้นปริศนาคล้ายรูปแมวขนาดใหญ่ บนเนินเขาที่ประเทศเปรู ใกล้กับเส้นนาซกา ลวดลายปริศนาบนทะเลทรายที่มีคนค้นพบก่อนหน้า ทางตอนใต้ของเมืองลิมาประเทศเปรู ปัจจุบันเป็นแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์

จอห์นนี อิสลา หัวหน้าทีมสำรวจเล่าว่า ค้นพบลายเส้นรูปแมวนี้ ระหว่างการปรับปรุงทัศนียภาพ จุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาชมเส้นนาซกาที่อุทยาน และแน่นอนว่าไม่น่าจะใช่ลวดลายที่เกิดจากธรรมชาติ ต้องเป็นฝีมือของมนุษย์ สันนิษฐานว่าลายเส้นนี้อาจเขียนโดยชนเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่แถบนี้เมื่อราวๆ 2000 ปีก่อน คือชาวนาซกา

วิธีการสำรวจลายเส้นรูปแมวนี้ นักสำรวจจะค่อยๆ ยกหินที่อยู่บริเวณเนินเขาออกเพื่อเผยให้เห็นลายเส้น ซึ่งใช้เวลาร่วมสัปดาห์กว่าจะปรากฎภาพทั้งหมด นักสำรวจกล่าวว่ามันค่อนข้างที่จะค้นพบได้ยาก เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาที่ลาดชัน และลายเส้นส่วนใหญ่ถูกธรรมชาติทำลายไปค่อนข้างเยอะ

ลักษณะของลายเส้นรูปแมวที่พบ ส่วนหัวของแมวจะอยู่บริเวณบนเนินเขา ใบหน้ามองตรง ส่วนของลำตัวและหางลากยาวลงไปยังข้างล่างเนินเขา โดยรวมลายเส้นรูปแมวมีความยาวประมาณ 37 เมตร ความกว้างของลายเส้นกว้างประมาณ 10 นิ้ว

 

เมื่อพิจารณาจากลายเส้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าภาพนี้เขียนขึ้นเมื่อ 200-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิดลายเส้นนาซกา ทำให้หลายคนมองว่าการค้นพบลายเส้นแมวขนาดใหญ่ครั้งนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมของชาวนาซกาและจุดกำเนิดของเส้นนาซกาได้ง่ายขึ้น

เส้นนาซกา (Nazca Lines) คืออะไร

เป็นลายเส้นปริศนาขนาดใหญ่บนทะเลทรายที่ประเทศเปรู ชื่อตั้งตามชื่อของชาวนาซกาที่สร้างลายเส้นปริศนานี้ขึ้นมา นักโบราณคดีกล่าวถึงวิธีการสร้างลวดลายปริศนานี้ขึ้นว่า ชาวนาซกาจะทำการยกเอาหินสีดำที่ปกคลุมพื้นทะเลทรายออก จนเผยให้เห็นทรายสีขาวและวาดลวดลายต่างๆ ขึ้น

เส้นนาซกาที่พบมีหลายลวดลาย เช่น สุนัข นก ลิง เป็นต้น นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ลายเส้นเหล่านี้อาจสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นปฏิทินดูดาวหรือใช้บูชาเทพเจ้า ซึ่งปัจจุบันยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้

นาซ่าไฟเขียวโนเกียปักเสา4Gบนดวงจันทร์

นาซ่าไฟเขียวโนเกียปักเสา4Gบนดวงจันทร์

นาซ่าไฟเขียวโนเกียปักเสา4Gบนดวงจันทร์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นาซ่าไฟเขียวโนเกียปักเสา4Gบนดวงจันทร์ – วันที่ 19 ต.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เบล แล็บส์ ของโนเกีย ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากฟินแลนด์ ได้สิทธิในสัมปทานโครงการก่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารบนพื้นผิวดวงจันทร์จากองค์กรบริหารการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ทางโนเกียจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารยุคที่ 4 หรือ 4G บนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อไว้ใช้อำนวยความสะดวกให้กับนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจอยู่บนดวงจันทร์ ตามเป้าหมายโครงการก่อสร้างฐานสำรวจบนดวงจันทร์ภายในปี 2571

สัมปทานดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่ทางนาซ่าว่าจ้างเอกชนเพื่อการก่อสร้างต่างๆ บนฐานดวงจันทร์มูลค่า 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท อาทิ การผลิตไฟฟ้า การแช่แข็ง หุ่นยนต์ ลานจอดยานอวกาศ และการสื่อสารอย่าง 4G

รายงานระบุว่า ทางเบลแล็บส์จะใช้งบก่อสร้างราว 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16.5 ล้านบาท ตั้งเสาเครือข่าย 4G เพื่อทำให้การปฏิบัติภารกิจและอยู่อาศัยบนพื้นผิวดวงจันทร์มีความความสะดวกมากขึ้น มากกว่าที่นักบินต้องใช้คลื่นวิทยุติดต่อกัน

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5143559
ความใหญ่เทอะทะ  ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้โนเกียล้ม

สุดเจ๋ง! ญี่ปุ่นสร้าง หุ่นยนต์หมาป่าปีศาจ ใช้ 60 เสียงไล่หมีป่วนหมู่บ้าน(คลิป)

สุดเจ๋ง! ญี่ปุ่นสร้าง หุ่นยนต์หมาป่าปีศาจ ใช้ 60 เสียงไล่หมีป่วนหมู่บ้าน(คลิป)

ญี่ปุ่นติดตั้งหุ่นยนต์หมาป่าปีศาจไล่หมีทั่วประเทศ เหตุหมีชอบเข้ามาป่วนหมู่บ้านเป็นประจำ หมีหายเกลี้ยง เผยใช้วิธีนี้เพราะไม่อยากใช้ความรุนแรงกับสัตว์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2563 เว็บไซต์ Interesting Engineering ได้นำเสนอข่าวว่า เมืองทาคิกาวา ในประเทศญี่ปุ่น มักประสบปัญหาพบหมีเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านอยู่เสมอ บางครั้งชาวบ้านก็ถูกหมีทำร้ายและถูกทำลายข้าวของอีกต่างหาก ครั้นจะใช้ความรุนแรงไล่หมีก็ทำไม่ได้ เพราะอาจทำให้สัตว์ได้รับบาดเจ็บและอาจรบกวนวิถีชีวิตของมันมากเกินไป

 

จนกระทั่ง โอตะ เซอิกิ พนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ได้เสนอไอเดีย สร้างหุ่นยนต์หมาป่าปีศาจ ให้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเมื่อทำหุ่นยนต์ออกมาแล้ว แม้แต่คนยังรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่ากลัว

หุ่นยนต์หมาป่าปีศาจตัวนี้ ไม่ได้ทำได้แค่ส่องไฟสีแดงที่ตาอย่างน่ากลัว หรือเห่าหอนเท่านั้น แต่มันมีระบบตรวจจับสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาใกล้มัน และยังสามารถทำเสียงได้ถึง 60 เสียง รวมถึงเสียงมนุษย์ หรือแม้แต่เสียงปืน

สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะต้องทำให้หมีไม่ชินกับเสียงของหุ่นยนต์ และยังคงกลัวหุ่นยนต์หมาป่าปีศาจต่อไป

โดยปกติแล้ว หมีในภูมิภาคทาคิกาวาของญี่ปุ่นมักจะออกหาอาหารในฤดูใบไม้ร่วง และเก็บอาหารเหล่านั้นไว้กินยามฤดูหนาวที่ยาวนานเพื่อจำศีล พวกมันเลือกที่จะล่าอาหารใกล้ ๆ กับมนุษย์ และเนื่องจากธรรมชาติเป็นของทุกสิ่งมีชีวิต และมนุษย์เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เข้ายึดครองสถานที่ตามธรรมชาติเพื่ออยู่ในโลกสมัยใหม่ ดังนั้นนี่จึงฟังดูค่อนข้างยุติธรรมสำหรับหมีที่จะค้นหาล่าอาหารในสถานที่ ๆ พวกมันเคยอาศัยอยู่และหากินมาก่อน

ปัจจุบันโครงการหุ่นยนต์หมาป่าปีศาจได้ถูกติดตั้งใน 62 ชุมชนทั่วประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว และได้รับการแจ้งข่าวจากหมู่บ้านที่รับโครงการนี้ว่า ตั้งแต่มีการติดตั้งหุ่นยนต์หมาป่าปีศาจ ปัญหาหมีบุกหมู่บ้านก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย

“เราได้คิดวิธีและออกแบบแนวทางมากมายเพื่อที่จะใช้ไล่หมี ดังนั้นเราจึงมั่นใจว่า วิธีการใช้หุ่นยนต์หมาป่าปีศาจครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพที่ยั่งยืนและสามารถไล่หมีได้เป็นผลสำเร็จ” โอตะ เซอิกิ กล่าว

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หุ่นยนต์หมาป่าปีศาจจะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่หมีและผู้คนในชุมชมสามารถอยู่ร่วมกันได้ และผมก็จะรู้สึกยินดีมาก หากมันเป็นเช่นนั้น” หัวหน้าของโอตะ เซอิกิ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5171191

เปิดคลิปวินาที ท่อส่งก๊าซ ปตท. ระเบิด!!

111

เปิดภาพนาที ท่อส่งแก๊สระเบิด หนีตายลูกไฟขนาดใหญ่ ใน ต.เปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บหลายราย  บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง

153498

 มีกล้องวงจรปิดจากหน้ารถสามารถจับภาพนาทีระเบิดไว้ได้ ซึ่งในภาพจะเห็น นาทีระเบิดที่มีลูกไฟพุ่งออกมาสูงเท่าตึกหลายชั้น และมีประชาชนวิ่งหนี

download

โมเมนตัมรวมก่อนระเบิด = โมเมนตัมรวมหลังระเบิด

รู้จัก Telegram แอปฯ แชตสุดฮิต ที่นิยมใช้กันทั่วโลก

90247b98-6a03-4751-8fca-6425157a3c13

Telegram หนึ่งในแอปฯ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบว่า Telegram คืออะไร มีดีอย่างไร และปลอดภัยแค่ไหน ตามไปดูกันเลย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

Telegram (เทเลแกรม) เป็นแอปฯ แชตที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 2013 โดยพี่น้องชาวรัสเซีย ชื่อว่า Pavel Durov และ Nikolai Durov สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 Telegram มีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกต่อเดือนสูงถึง 400 ล้านคน และมีผู้ใช้รายใหม่กว่า 1.5 ล้านคนต่อวัน

Telegram มีจุดเด่นหลายอย่างซึ่งไม่มีในแอปฯ อื่น ๆ ประการแรกเลยก็คือ สามารถสร้างกลุ่มแชตขนาดใหญ่ที่รองรับคนจำนวนมหาศาลได้สูงสุดถึง 200,000 คน หรือจะสร้างเป็นแชนแนลเพื่อเอาไว้สำหรับส่งข้อมูลกระจายข่าวสารให้กลุ่มคนก็ได้เช่นกัน โดยการแชตทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่ม ข้อความจะถูกเข้ารหัสเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถเจาะเข้ามาอ่านได้ง่าย ๆ

22

ยิ่งไปกว่านั้น Telegram ยังมีฟีเจอร์สุดเจ๋งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ห้องแชตลับ Secret Chats ที่จะมีการเข้ารหัสแบบ End-To-End ซึ่งนอกจากคนที่สนทนาอยู่ในห้องแชตแล้ว ก็จะไม่มีใครสามารถแอบอ่านข้อความแชตในห้องลับนี้ได้อย่างแน่นอน แม้แต่ทีมงานของ Telegram ก็ไม่สามารถอ่านได้ อีกทั้งข้อความแชตในห้องนี้ยังตั้งเวลาให้ลบตัวเองได้ เพื่อป้องกันความลับรั่วไหลออกไปให้คนนอกรู้ด้วย

 33

ส่วนฟีเจอร์พื้นฐานนั้น จะมีเหมือนกับแอปฯ แชตอื่น ๆ ทั้งการส่งรูปภาพ วิดีโอ ส่งไฟล์ต่าง ๆ เปลี่ยนธีมสีและพื้นหลังได้ แชร์พิกัดบนแผนที่ ลบข้อความที่ส่งผิด ส่งข้อความแบบไม่ต้องแจ้งเตือน ปักหมุดข้อความ สร้างโพลให้ร่วมกันโหวต รวมทั้งการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ซ่อนเบอร์โทรศัพท์ ซ่อนรูปโปรไฟล์ หรือซ่อนสถานะออนไลน์ได้ และมีสติ๊กเกอร์ให้เลือกใช้ได้มากกว่า 2 แสนชุด สามารถเข้ากลุ่ม แจกสติกเกอร์ Telegram ฟรี คลิกที่นี่ได้เลย !

44

ทั้งนี้ Telegram สามารถใช้งานได้พร้อมกันบนหลายเครื่องมือ โดยข้อความจะถูก Sync ถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ซึ่งในการสมัครใช้งานนั้น จะต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการสมัครบัญชีด้วย ตามขั้นตอนดังนี้

  1. ดาวน์โหลดแอปฯ Telegram ที่ https://telegram.org/ แล้วเปิดแอปฯ ขึ้นมา
  2. กดปุ่ม Start Messaging เพื่อลงทะเบียน
  3. เลือกประเทศแล้วกรอกหมายเลขโทรศัพท์ของเราลงไป
  4. รอรับหมายเลขยืนยันตัวตนทาง SMS เมื่อได้แล้วก็ให้นำไปกรอกในแอปฯ
  5. กรอกชื่อ-นามสกุลของเราลงไป ก็เป็นอันเรียบร้อย สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที !

55

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Telegram, App Store, Google Play

 

สลด! แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกตายไปแล้วกว่าครึ่ง

สลด! แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกตายไปแล้วกว่าครึ่ง

เกรทแบริเออร์รีฟ ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนนี้ได้ตายลงไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่ปี 1995 เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ ( 15 ต.ค. 63 )นักวิทยาศาตร์ ได้ทำการตรวจสอบเรื่องคุณภาพ ตลอดจนขนาดของแนวปะการังในเกรท แบริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกชายฝั่งออสเตรเลีย ในระหว่างปี 1995-2017 เรื่อยมา และได้เผยแพร่รายงานล่าสุดในนิตยสารโรยัล โซไซตี้ (Royal Society Journal) พบว่า แนวปะการังของเกรท แบริเออร์รีฟ ตายลงมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่ปี 1995 หรือ 25 ปีที่ผ่านมา

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น จากภาวะโลกร้อน และยังพบด้วยว่าปะการังชนิดอื่น ๆ ทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกัน

สลด! แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกตายไปแล้วกว่าครึ่ง

นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบด้วยว่า แนวปะการังที่ตายลงมีทุกขนาดและชนิด โดยเฉพาะปะการังรูปทรงโต๊ะ ซึ่งมีขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของเหล่าสัตว์น้ำใต้ท้องทะเล  อีกทั้งยังพบว่าแนวปะการังเกิดภาวะฟอกขาวเป็นวงกว้าง ในช่วงปี 2016-2017 และมากขึ้นอีกในปีนี้ ซึ่งลามไปแล้วมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด

สลด! แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลกตายไปแล้วกว่าครึ่ง

ซึ่งปะการังสามารถหายจากการฟอกขาวได้ หากสภาพแวดล้อมของทะเลกลับสู่ภาวะปกติ แต่อาจะต้องใช้เวลานานหลายสิบปี นักวิจัยย้ำว่า เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่มีเวลาอีกแล้ว
สำหรับแนวปะการังเกรทแบริเออร์รีฟ มีความยาวถึง 2,300 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1981 แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลจากอุณหภูมิของทะเลที่สูงขึ้นมาตลอด

https://www.tnnthailand.com/content/58654

คลิกดูที่นี่

จากกรณีชาวเน็ตแชร์ภาพและคลิปวิดีโอ ชาเย็น มีสภาพเหนียวหนืดคล้ายพลาสติกหลังจากนำไปแช่ตู้เย็นไว้ 2 คืน

via GIPHY

222

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

  จากกรณีชาวเน็ตแชร์ภาพและคลิปวิดีโอ ชาเย็น มีสภาพเหนียวหนืดคล้ายพลาสติกหลังจากนำไปแช่ตู้เย็นไว้ 2 คืน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่  นักวิชาการเตือนอย่ากิน ชาเย็นเหนียวหนืด คล้ายยางยืด อาจปนเปื้อนจุลินทรีย์ ด้านอาจารย์เจษฎ์ชี้อาจมีสารอย่าง แบะแซ

    แบะแซ คือ สารละลายของน้ำตาลจำพวกเดกซโตส มอนโตส กลูโตเดกซทริน ได้จากการย่อยแป้งด้วยเอ็นไซม์ ซี่งแป้งเหล่านี้ได้มาจาก ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง (จึงมักเรียกว่า กลูโคสไซรัป glucose syrup หรือ คอร์นไซรัป corn syrup) โดยแบะแซในประเทศไทยนิยมทำมาจากมันสำปะหลัง มีลักษณะเหนียวใส หนืด มีทั้งแบบใสและสีเหลืองน้ำตาล ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อช่วยทำให้น้ำตาลรัดตัวเร็วขึ้น แก้ปัญหาน้ำตาลตกผลึก หรือเป็นทราย โดยแบะแซในชาเหนียวเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ชา เหนียวข้นขึ้น

เฉลยมายากล ตัวขาดของ คริส แองเจิล เหมือนจนสยองขวัญ

 

เฉลย

คริส แองเจิล นักมายากลที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน

Criss Angel

เรื่องราวของเวทย์มนต์สิ่งเร้นลับหรือเรื่องอัศจรรย์ใจที่เราต่างเคยประสบพบเจอกันมาในชีวิตก็มีมากมาย บางเรื่องก็หาข้อมาพิสูจน์ได้ บางเรื่องก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป แต่อีกเรื่องหนึ่งถึงแม้จะเป็นความลับของผู้แสดงแต่ละคน แต่ก็สามารถสร้างสีสันและความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ศาสตร์นั้นก็คือ มายากลนั่นเอง ซึ่งศิลปะะการเล่นมายากลนั้นต้องอาศัยทั้งความรวดเร็วว่องไวและทักษะไหวพริบในการพาให้คนดูคิดว่าการแสดงที่ได้รับชมไปนั้นเป็นไปอย่างมหัศจรรย์ ซึ่งศิลปะด้านนี้ก็ได้สร้างนักมายากลหน้าใหม่ให้กลายมาเป็นตำนาน ซึ่งศาสตร์มายากลนี้ก็ได้ส่งให้ คริส แองเจิล (Criss Angel) นักมายากลชื่อดังที่มีชื่อเสียงในอเมริกันเป็นอย่างมาก ซึ่งในบทความนี้เราก็พาทุกท่านมารู้จักกับนักมายากลท่านนี้ว่ากว่าจะมาเป็นนักมายากลที่มีชื่อเสียงได้อย่างทุกวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

คริสโตเฟอร์ นิโคลาส ซารานตาคอส (Christopher Nicholas Sarantakos) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คริส แองเจิล (Criss Angel) หนุ่มนักมายากลเชื้อสายลูกอเมริกา-กรีก นอกจากจะเป็นนักมายากลแล้ว    หนุ่มคริสก็ยังมีพรสวรรค์ด้านการเล่นดนตรี ซึ่งคริสก็ได้เติบโตที่อเมริกาในวัยเด็กความมุ่งมั่นของคริสก็คือการได้ศึกษาและสนใจการในเล่นมายากล ประเทศที่มีอิสระเสรีทางความคิดได้เต็มที่ ทำให้คริสได้มีโอกาสได้เริ่มต้นการแสดงมายากลที่เป็นมายากลเกี่ยวกับภาพลวงตา ที่ทำเอาผู้ชมที่ได้พบเจอต้องตกตะลึง เช่น การแสดงเดินบนผิวน้ำ การเสกให้ช้างหายไป การมุดตัวผ่านกระจก หรือแม้กระทั่งการลอยตัววข้ามตึก  จากการแสดงที่ผ่านมาของคริสได้ส่งให้เขากลายเป็นนักแสดงมายากลที่มีชื่อเสียงจนเขาได้มีรายการทีวีที่มีการแสดงมายากลของเขาที่ออกอากาศในอเมริกาที่มีชื่อรายการว่า Criss Angel Mindfreak ซึ่งมายากลของเขาก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจให้ได้นำ คริสเป็นตัวอย่าง ด้วยโชว์ของเขาที่มีความเหมือนจริงจนแทบจะเรียกได้ว่าเวทย์มนต์เลยทีเดียว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักมายากลเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เดินทางออกตามหาความฝันเพื่อทำให้สิ่งที่พวกเขารักเป็นจริง จนมาถึงทุกวันนี้สิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดก็ประสบผลสำเร็จจนส่งให้เขามีชื่อเสียงมากมายดังเช่นในปัจจุบัน หวังว่าผู้ที่กำลังสนใจด้านมายากลจะพยายามและฝึกฝนเพื่อให้วันหนึ่งสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกันหนุ่มคริสนี้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px