เรื่องทั้งหมดโดย charud

จีนแสวงหาพันธมิตรร่วมสำรวจห้วงอวกาศลึก

หน่วยงานอวกาศของจีน แสวงหาชาติพันธมิตร เพื่อร่วมโครงการสำรวจอวกาศห้วงอวกาศลึก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ ( 19 เม.ย. 62 )สำนักงานบริหารอวกาศแห่งชาติจีน หรือ ซีเอ็นเอสเอ เปิดเผยว่า จีนกำลังมองไปที่การขยายความร่วมมือกับนานาชาติ ในการสำรวจห้วงอวกาศลึก และเชิญกลุ่มชาติพันธมิตร ร่วมมือในแผนการอนาคตของฉางเอ๋อ-6 และภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อย หลังจากฉางเอ๋อ-4 กลายเป็นยานอวกาศลำแรกของจีน ที่ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนฝั่งไกลของดวงจันทร์ ความสำเร็จนี้ได้นำไปสู่ก้าวต่อไป นั่นคือ การสำรวจห้วงอวกาศลึก และยังเป็นการก้าวไปข้างหน้าของจีน สำหรับความร่วมมือกับนานาชาติในด้านอวกาศ

ขณะนี้ ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ของยานฉางเอ๋อ-4 ของจีน ส่งไปยังประเทศพันธมิตรอย่างเนเธอร์แลนด์ สวีเดน และเยอรมนีแล้ว ซึ่งนายเป่ย จ้าวหยู รองผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมอวกาศและสำรวจดวงจันทร์ของจีน บอกว่า จีนลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ เพื่อร่วมมือกับประเทศต่างๆ หลายสิบชาติ ในการสำรวจอวกาศ

นอกจากนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานอวกาศของชาติพันธมิตร และสถาบันวิจัยต่างชาติ ขณะเดียวกัน จีนยังลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง ร่วมมือกับหลายประเทศ พร้อมกับลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัสเซียเรื่องดวงจันทร์ และการสำรวจห้วงอวกาศลึก รวมถึงในปีนี้ จีนทำข้อตกลงกับฝรั่งเศส เพื่อร่วมมือกับยานฉางเอ๋อ-6

https://www.tnnthailand.com/content/16055

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ ม. 2 เรื่อง แสง ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป : การแสดง ดนตรีแสง

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ ม. 2 เรื่อง แสง ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป : การแสดง ดนตรีแสง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จีนสรุปผลทดสอบรถไร้คนขับ แสนกิโลเมตรไม่มีอุบัติเหตุ (ความรู้ทางฟิสิกส์)

[Photo by Long Wei/China Daily]

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จีนสรุปผลทดสอบรถไร้คนขับ แสนกิโลเมตรไม่มีอุบัติเหตุ

จีนสรุปผลทดสอบรถไร้คนขับ –  ไชน่า เดลี รายงานว่า จีนประเมินผลการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าจำนวน 56 คัน จากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ 8 บริษัท  วิ่งในกรุงปักกิ่ง ระยะทางกว่า 153.600 ก.ม. นับจากปี 2561 และสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562 ว่าไม่มีอุบัติเหตุเลย

คณะกรรมาธิการการคมนาคมแห่งปักกิ่ง เปิดรายงานการทดสอบรถไร้คนขับในจีนเป็นครั้งแรก ทำให้คนในวงการอุตสาหกรรมเชื่อว่า จีนต้องการพัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยีรถไร้คนขับมากขึ้นในประเทศ

บริษัทที่ร่วมทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ ได้แก่ รถไฟฟ้านิโอ (Nio) จากเซี่ยงไฮ้ รถโพนี ดอท เอไอ (Pony.ai) จากปักกิ่ง ส่วนค่ายรถสัญชาติเยอรมัน ได้แก่ เดมเลอร์และอาวดี้

ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ส่งรถมาทดสอบเพียงค่ายละคันหรือสองคัน แต่ “ไป่ตู้” ส่งรถที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอพอลโลมาร่วมทดสอบถึง 45 คัน

[Photo by Zhu Xingxin/China Daily]

รายงานระบุว่ารถยนต์ร้อยละ 80 ทดสอบวิ่งบนถนนในกรุงปักกิ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นระยะทางประมาณ 140,000 ก.ม. บนสภาพถนนทุกประเภท โดยไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลยส่วนสำนักยานยนต์แคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยรายงานว่าระบบอพอลโลขับเคลื่อนรถอัตโนมัติได้ถึง 29,117 ก.ม. เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่าการทดสอบปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 81.8

แม้จีนทดสอบรถไร้คนขับที่มีความซับซ้อนและวิ่งบนสภาพถนนหลากหลายประเภทมากกว่าการทดสอบในสหรัฐฯ แต่การทดสอบในจีนมีข้อจำกัด เนื่องจากในสหรัฐฯ จะทดสอบรถไร้คนขับทั้งระยะทางวิ่งและระยะทางที่รถยนต์เปลี่ยนโหมดจากขับเคลื่อนอัตโนมัติมาเป็นระบบคนควบคุมการขับเคลื่อนรถ (miles per intervention)

ขณะที่การทดสอบในจีนไม่ได้เปรียบเทียบการวัดระยะทางแบบ Miles per intervention แต่มีการประเมินการทดสอบโดยรวมจากการวิ่งระยะทางอย่างน้อย 100,000 ก.ม. ในสภาวะแวดล้อมต่างๆ โดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย !

จีนสรุปผลทดสอบรถไร้คนขับ
[Photo by Long Wei/for China Daily]

แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและศักยภาพของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบควบคุมรถ ระบบความปลอดภัย รวมทั้ง เทคโนโลยียานยนต์ ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่ผสานลงตัวกันอย่างดีที่ผ่านมา จีนทดสอบรถไร้คนขับบนถนนทั้งในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่งและกวางตุ้งมาแล้วและเตรียมยกระดับการทดสอบยานยนต์อัจฉริยะในกรุงปักกิ่งซึึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 500 ตร.ก.ม. ระยะทาง 2,000 ก.ม. ภายในปี 2565

หลังจากที่เคยทดสอบบนถนนจริงในกรุงปักกิ่งมาแล้ว 44 เส้นทาง ระยะทาง 123 ก.ม. ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2561 และจนถึงถึงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงปักกิ่งขึ้นทะเบียนรถไร้คนขับแล้ว 54 คัน มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนรถไร้คนขับทั่วประเทศ

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

ยานพาหนะที่ขับเองคือรถยนต์หรือรถบรรทุกที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควบคุม ที่เรียกว่า autonomous หรือ “driverless cars” เพื่อให้มนุษย์ใช้งานได้อย่างปลอดภัยนั้นทำงานอย่างไร
เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงและจะเข้ามาสู่ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันในอนาคตอันใกล้นี้กัน

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

ปัจจุบันยังไม่มียานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีรถยนต์กึ่งขับเคลื่อนตนเองหรือ partially-autonomous vehicles—cars โดยระดับของการควบคุมโดยอัตโนมัตินั้นมีหลายระดับ ซึ่งนักวิชาการคาดการว่ารถที่ขับเคลื่อนโดยตนเองระดับ 4 จะมีวางจำหน่ายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

การขับเคลื่อนด้วนตนเองมันทำงานยังไง?
เทคโนโลยีหลายๆระบบถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เช่น Google, Uber, Tesla ,Nissan และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ นักวิชาการ และบริษัทพัฒนาเทคโนโลยี อีกหลายเจ้า

 

หลักการออกแบบนก็คือการให้ระบบนั้นตรวจจับและวาดแผนที่รอบตัวตลอดเวลาแบบ real time โดยใช้ sensor ในการตรวจจับ ยกตัวอย่างเช่น รถต้นแบบของ Uber selfdriving นั้นใช้เรดาร์และเซ็นเซอร์ทั้งหมด 64 ตัวเพื่อสร้างแผนที่ของสิ่งรอบข้างขึ้นมา หรือ รถต้นแบบของ google คือการใช้กรผสมผสานกันระหว่าง เลเซอร์ เรดาร์ กล้อง หรือแม้แต่คลื่นโซนาร์

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

หลังจากนั้นซอฟแวร์จะทำการประมวลข้อมูลที่ได้มาและสร้างเส้นทางให้พาหนะขับเคลื่อนไป และส่งข้อมูลต่อไป Vehicle’s actuators สมองส่วนกลางเพื่อทำการควบคุมความเร็ว ชลอ เบรค และบังคับทิศทางของตัวรถ ระบบจะต้องจำแนกและแยกแยะสิ่งของต่างๆได้อย่างชัดเจนเพื่อกันการเกิดอุบัติเหตุ
ส่วนรถยนต์กึ่งขับเคลื่อนตนเองนั้นอาจจะต้องการควบคุมและสังเกตุการณ์การมนุษย์หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่นพวงมาลัยอาจจะไม่หมุนในบางครั้ง

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

รถขับเคลื่อนด้วยตัวเองในอนาคตอาจจะมีระบบที่เชื่อมต่อกับ รถคันอื่นๆ เพื่อตรวจสอบสิ่งก่อสร้างอื่นๆ หรือแม้แต่ไฟจราจร เพื่อคำนวนเส้นทางที่เดินทางไปถึงจุดหมายได้เร็วที่สุด

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

ผลกระทบอื่นๆ
ราคาและผลประโยชน์ของรถที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองนั้นยังไม่สามารถบอกแน่ชัดได้เพราะเป็นเพียงการจำลองกับรถต้นแบบ ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่จำเป็นจะต้องเก็บเพื่อนำมาวิเคราะห์เพิ่ม

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

หลายๆท่านอาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซเป็นพันคนทุกปีในสหรัฐ รถขับเคลื่อนตนเองนั้นจะต้องพัฒนาต่อเพื่อให้ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในอนาคต

 

รถที่ขับเอง ทำงานอย่างไร?

 

ในเชิงสภาพแวดล้อมนั้น
รถขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้นจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมในเชิงของระยะทางที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาจากการเลือกเส้นทางที่ผิด และอีกทั้งยังเป็นการใช้รถร่วมกันในการไปทำงานอีกด้วย
เพื่อนๆล่ะคับ คิดว่ายังไงกันบ้างอนาคตจะมีรถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองไหม และจะเข้ามาแทนที่รถในปัจจุบันทั้งหมดเลยไหม?

 

https://c.mi.com/thread-597904-1-0.html

 

คนกรุงเตรียมไร้เงา! ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกทม. 27 เม.ย.นี้

เผยดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ของไทย ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เริ่มจากทางใต้สุดไล่ขึ้นเหนือ กรุงเทพมหานคร ตรงกับวันที่ 27 เมษายน 2562 เวลา 12:16 น. หากยืนกลางแดด เงาของร่างกายจะตกอยู่ใต้เท้าพอดี แต่อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562 เวลา 15.30 น.

1

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สดร. เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 12:16 น. ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี

2

ในปีนี้ ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับประเทศไทย เริ่มจากใต้สุดของประเทศ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12:18 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ขยับมาตั้งฉากกับพื้นที่เหนือขึ้นไปเรื่อยๆ และจะตั้งฉากกับพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 12:17 น.

3

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ระหว่างละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง เมื่อยืนกลางแดดในวันและเวลาดังกล่าว จะสังเกตเห็นเงาของร่างกายทอดอยู่ใต้เท้าพอดี ไม่เฉียงไปด้านใดด้านหนึ่ง สำหรับดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพฯ ครั้งต่อไป จะตรงกับวันที่ 16 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 12:22  น.

เมื่อดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก ทำให้บริเวณดังกล่าวได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่ออุณหภูมิ เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสมในบรรยากาศ ฯลฯ วันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจึงอาจไม่ใช่วันที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเสมอไป นายศุภฤกษ์กล่าว

https://www.dailynews.co.th/it/704768

คนขายชานมไข่มุกก็จะตกงาน! Alibaba เปิดตัวหุ่นยนต์ผลิตชานมไข่มุกนำร่องในเซี่ยงไฮ้

Happy-Lemons-merchant-page-on-the-Koubei-app_03192019

เกาะกระแสชานมไข่มุกกันเลยทีเดียวเมื่อร้านชานมไข่มุกในไต้หวันอย่าง Happy Lemon จับมือแท็คทีมกับแอป Koubei ของ Alibaba เปิดตัวหุ่นยนต์ชานมไข่มุกสุดล้ำในประเทศจีน

หุ่นยนต์ดังกล่าวเปิดตัวเป็นโครงการนำร่อง “smart store” ที่เซี่ยงไฮ้ และมันกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการสั่งชานมไข่มุกของลูกค้าทั้งหลาย ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเดินมาที่หน้าร้านและสั่งเครื่องดื่มกับทางพนักงานตามปกติก็ได้ หรือหากอยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ลูกค้าก็สามารถสั่งเครื่องดื่มเป็นระบบอัตโนมัติได้ทั้งหมด โดยการสแกน QR Code ผ่านแอป Koubei แล้วกดเลือกสั่งเครื่องดื่ม อย่างเช่น ระดับความหวาน หรือ ปริมาณน้ำแข็ง ได้ตามต้องการ เมื่อสั่งเสร็จหุ่นยนต์จะทำการชงเครื่องดื่มให้คุณ ภายในเวลา 90 วินาที เมื่อเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ จะมีข้อความส่งเข้ามาในแอป คุณสามารถรับเครื่องดื่มได้ทาง smart locker ซึ่งมันจะไม่เปิดออกจนกว่าคุณจะกด “pick-up” ที่มากดข้อความในแอปของคุณ

 

https://www.beartai.com/news/sci-news/317095

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และความรู้เรื่อง Cloud Computing

 

Student Care Solution  คือ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน” ที่ทำงานบนคลาวน์คอมพิวติง (Cloud Computing) และให้บริการผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Software as a Service)  ผ่านทางโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Application) โปรแกรมไลน์ ( LINE Application ) และทางข้อความสั้น (SMS)     ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่มีให้เลือกใช้งานมากถึง 5 ช่องทาง ดังนี้ 

    1. Mobile Application (Student Messenger: SM)
  • LINE Application
  • Web Application
  • SMS (ทุกเครือข่าย)
  • E-mail

ความรู้เรื่อง   Cloud Computing

Cloud Computing คือบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเก็บเงิน

รู้จักคลาวด์คอมพิวติ้ง  (Cloud Computing) แบบเข้าใจง่าย

หากแปลความหมายของคำว่า Cloud Computing ดูจะเข้าใจยาก หรือถ้าแปลเป็นไทย “การประมวลผลบนกลุ่มเมฆ” ก็ยิ่งดูจะงงเข้าไปใหญ่ แต่น่าจะง่ายกว่าถ้าบอกว่า Cloud Computing คือการที่เราใช้ซอฟต์แวร์, ระบบ, และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloudจากที่ไหนก็ได้ ดังแผนภาพด้านล่างนี้นั่นเอง

cloud-computing-what-is-cloud-01

จากภาพด้านบนนี้ จะเห็นว่าด้านในของกรอบที่เป็นก้อนเมฆก็คือทรัพยากรของผู้ให้บริการที่มีทั้ง Hardware และ Software (ซึ่งก็ทำงานบน Hardware ของผู้ให้บริการเช่นกัน) ผู้ใช้บริการเพียงแค่ต่อเชื่อมเข้าไปใช้ผ่าน Network ด้วยเว็บบราวเซอร์ หรือ Client แอพพลิเคชั่น บนอุปกรณ์ต่างๆของตน เช่น มือถือ, Tablet, Notebook, หรือ Chromebook เป็นต้น

 

นอเทรอดาม: ดูเหตุการณ์ไฟไหม้ผ่านกราฟิกและภาพนิ่ง

Getty Images

การสอบสวนเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้มหาวิหารนอเทรอดามในกรุงปารีสของฝรั่งเศสได้เริ่มขึ้นแล้ว เหตุเพลิงไหม้นี้ ทำให้หลังคาและยอดแหลมถูกเผาไหม้จนพังถล่มลงมา

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พื้นที่ของหลังคามีนั่งร้านติดตั้งอยู่ เพราะว่าอยู่ระหว่างโครงการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งกำลังมีการสอบสวนว่า เป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้หรือไม่

Images showing how the fire spread

BBC

1.เพลิงไหม้เริ่มลุกลามมาจากด้านในหรือบริเวณใกล้กับยอดแหลม 2.เปลวเพลิงลุกลามเผาไหม้หลังคาไปทางตะวันออก 3.หลังคาทางฝั่งตะวันออกของยอดแหลมถูกไฟลุกท่วม 4.ไฟเริ่มลามไปทางตะวันตก 5.ยอดแหลมยังคงตั้งอยู่ 6.ยอดแหลมพังถล่มลงมาหลังไฟลามไปถึงยอด 7.เพลิงมอดสนิท

ลักษณะของเพลิงไหม้

เพลิงไหม้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18:43 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันจันทร์ (15 เม.ย.) ภาพหลายภาพแสดงให้เห็นเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นรอบยอดแหลม หลังจากเลยเวลาปิดไม่ให้คนเข้าชมในวันนั้นได้ไม่นาน

เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ไปตามหลังคาที่ทำจากไม้ ขณะที่ผู้คนได้รวมตัวกันดูเพลิงไหม้นี้อยู่จากด้านล่าง

Graphic showing 3d image of Notre Dame highlighting roof and spire which have been destroyed

BBC

นักดับเพลิงทำงานตลอดคืน เพื่อควบคุมเพลิงไหม้ และมีช่วงหนึ่งที่น่ากลัวว่า ตัวอาคารทั้งหมดจะถูกเผาวอดวาย เพราะพบเปลวไฟในหอระฆังหอหนึ่งด้วย ในที่สุดเพลิงไหม้ก็สงบลงในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ของเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

กราฟิก

BBC

มีอะไรเสียหายบ้าง?

พนักงานดับเพลิงราว 500 คน ถูกส่งมาควบคุมเพลิง แต่พวกเขาไม่สามารถรักษายอดแหลมไว้ได้ ยอดแหลมนี้ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่อันเดิมในศตวรรษที่ 19 ระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณ์ก่อนหน้านี้ มันทำจากไม้โอ๊ก และเคลือบด้วยตะกั่ว ยอดแหลมพังลงมาช่วงก่อน 20.00 น. ส่วนหลังคาเป็นโครงตาข่ายที่ทำจากไม้ โดยจำนวนมากมีอายุย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 13 เพดานหินโค้งซึ่งอยู่ภายใต้หลังคา ดูเหมือนจะรอดจากเพลิงไหม้ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมันช่วยปกป้องพื้นที่ด้านในตัววิหารไม่ให้ถูกเพลิงเผาผลาญ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า พื้นที่ภายในได้รับความเสียหายจากการน้ำที่ใช้ในการควบคุมเพลิงมากแค่ไหน

กราฟิก

BBC

แอนน์ อีดาลโก นายกเทศมนตรีกรุงปารีส กล่าวว่า งานศิลปะและสิ่งของที่มีความสำคัญทางศาสนาส่วนใหญ่ ถูกนำออกมาจากวิหาร ขณะที่นักดับเพลิงกำลังควบคุมเพลิงไหม้

อนุสาวรีย์ 16 ตัว รวมถึง 12 สาวก ถูกนำออกมาจากบริเวณรอบยอดแหลม เพียง 4 วันก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ เพื่อเตรียมการสำหรับการบูรณะครั้งล่าสุด

อาร์กบิชอปแห่งปารีส ระบุว่า หน้าต่างกุหลาบอันเลื่องชื่อทั้งสามด้านของวิหารแห่งนี้ ปลอดภัยดี แต่หน้าต่างเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางเพลิง ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

Images showing the collapse of the spire

Getty Images

ยอดแหลมพังถล่มเมื่อเวลา 19.49 น.

ฟื้นฟูใหม่

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส รับปากว่า จะฟื้นฟูวิหารแห่งนี้ และได้มีการเปิดเรี่ยรายเงินในฝรั่งเศส ขณะที่ทั่วโลกได้เสนอให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟูครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หลังจากที่มีการตีพิมพ์นิยายของวิกเตอร์ ฮูโก เรื่อง “คนค่อมแห่งนอเทรอดาม” (The Hunchback of Notre Dame) ซึ่งทำให้ผู้คนให้ความสนใจวิหารโบราณแห่งนี้เป็นอย่างมาก

ภาพที่วาดขึ้นในช่วงที่มีการบูรณะครั้งนั้น น่าจะช่วยให้ข้อมูลในการบูรณะที่กำลังจะเกิดขึ้น

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2428184

มาแล้วจ้า! สเป็กเกมคอนโซลชื่อดัง เพลย์สเตชั่น5 (ความรู้ทางฟิสิกส์ play station ทำงานอย่างไร)

มาแล้วจ้า! สเป็กเกมคอนโซลชื่อดัง เพลย์สเตชั่น5

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

มาแล้วจ้า! สเป็กเกมคอนโซลชื่อดัง เพลย์สเตชั่น5 – วันที่ 17 เม.ย. เอ็กซ์ตรีมเทครายงานว่า เครื่องเล่นเกมคอนโซลชื่อดัง เพลย์สเตชั่น 5 จากค่ายโซนี่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปลายปีหน้าจะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลใหม่ของค่าย AMD พร้อมความสามารถ Ray Tracing ที่จะทำให้แสงเงาในเกมดูสมจริง


นายมาร์ก เซอร์นี หนึ่งในทีมผู้พัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซลของโซนี่ เปิดเผยว่า เครื่องเล่นเกมดังกล่าวจะใช้หน่วยประมวลผล AMD Ryzen-3 ซึ่งมีคอร์ประมวลผล 8 หัว (Octa-core) ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร ส่งผลให้เครื่องเล่นเกมมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดไฟแบบก้าวกระโดด

ด้านหน่วยประมวลผลกราฟฟิกของเครื่องถูกพัฒนาบนสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับจีพียู Navi ของ AMD ซึ่งจะสนับสนุนเทคโนโลยีการสร้างแสงเงาแบบเรียลไทม์ หรือเรย์ เทรซซิ่ง ขณะที่ในเครื่องจะมีชิพประมวลผลเสียงมาให้ด้วยเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเล่นเกมแบบ 5.1 – 7.1 แชนแนล

นายเซอร์นี ระบุว่า หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่จากโซนี่ คือ อัตราการเขียนอ่านข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะใช้เทคโนโลยี SSD แต่นายเซอร์นี ยืนยันว่า เป็นเทคโนโลยีแบบพิเศษที่มีประสิทธิภาพเหนือยิ่งกว่า SSD ทั่วไป

โดยนายเซอร์นี เปรียบเทียบให้เห็นความเร็วในการเปลี่ยนฉากระหว่างเครื่องเล่นเกมสองรุ่นใช้เวลา 15 วินาทีในเครื่อง PS4 แต่ใช้เวลาเพียง 0.8 วินาทีเท่านั้นในเกมคอนโซลรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจเป็น NVMe SSD แบบพิเศษ

อย่างไรก็ดี เครื่องเล่นเกมคอนโซลใหม่ของโซนี่รุ่นปกติจะไม่สนับสนุนระบบ 8K แบบเต็มพิกัด เนื่องจากคอนเทนต์ระดับ 8K นั้นคาดว่าจะยังไม่เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจนกว่าจะถึงช่วงปี 2570-2571

https://www.khaosod.co.th/game-esport/news_2426278

ความรู้ทางฟิสิกส์

   โซนี่  เพลย์สเตชั่นทู  (sony  playstation2 )  ย่อเป็น  PS2  เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นในปี  ค.ศ. 2001mm มันเป็นเครื่องเล่นเกมที่น่าทึ่งมากๆ

โซนี่เพลย์สเตชั่น 2

      ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่  จะบอกเล่าเรื่องราว และการพัฒนาของ PS2   และแกะกล่องภายในให้คุณได้ดู  ว่าข้างในมันเป็นอย่างไรในหน้าถัดไป  คลิกอ่านต่อค่ะ

ไขปมพิศวง กว่าจะได้ ภาพถ่าย “หลุมดำ″ ครั้งแรกในโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

“อะไรคือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง?”

ความฮือฮาที่จะพยายามค้นหา คำตอบ ที่ว่านี้ ถึงจุดพีคอีกครั้ง หลังจากมนุษยชาติสามารถจับภาพ สิ่งลึกลับดำมืดมากที่สุดอย่างหนึ่งของจักรวาล ซึ่งถูกขนานนามว่า หลุมดำ (Black hole) ได้เป็นครั้งแรก

หลุมดำ คืออะไร? 

รูปถ่ายที่ว่านี้ มันสำคัญอย่างไร?

มันเกี่ยวข้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของอภิมหาอัจฉริยะของโลก อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อย่างไร? 

และที่สำคัญ มันคือคำตอบของ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง จริงหรือไม่ ?

ในเมื่อคำถามมันยากขนาดนี้ เราจึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาเลกเชอร์ในแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งก็ไม่พ้นต้องเป็น ขาประจำของเรา นั่นก็คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล อีกหนึ่งกูรูวิทยาศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย

“อะไรที่ยังไม่เห็นเป็นที่ประจักษ์ ในวงการวิทยาศาสตร์ ยังคงถือว่ามันก็มีโอกาสเสมอนะ ที่อาจจะไม่ใช่!

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูวิทยาศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์ จึงต้องมีการตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ อยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ ไบเบิลแห่งวงการวิทยาศาสตร์ ที่ยึดถือและใช้สำหรับการเรียนรู้มากว่า 100 ปี อย่าง ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไป” อ.ชัยวัฒน์ เริ่มต้นการสนทนากับ ทีมข่าวฯ ก่อนที่จะไปสู่คำถามข้อแรก

หลุมดำ หรือ Black hole คืออะไร?

เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ มันคือวาระสุดท้ายแบบหนึ่งของ ดาวฤกษ์ (ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง) หากใครนึกไม่ออกว่า ดาวฤกษ์ คืออะไร? มันก็คือ ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา ที่โลกสีน้ำเงินใบนี้โคจรรอบมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ

หากแต่ ดาวฤกษ์ ที่จะเข้าข่าย “ตายแล้วกลายไปเป็นหลุมดำได้” จะต้องมีมวลใหญ่กว่าสัก 2-3 เท่า ของดวงอาทิตย์ใน ระบบสุริยะของเราขึ้นไป!

เอาล่ะ STEP แรก เข้าใจกันแล้วนะ ทีนี้เราไปกันต่อ…

โดยปกติ ดาวฤกษ์ จะกำเนิดมาในลักษณะแบบเดียวกัน แต่เวลาที่มันเดินทางถึงวาระสุดท้าย หรือดาวถึงเวลาตาย มันจะมีรูปแบบการตายโดยทั่วไป 3 แบบ ด้วยกัน คือ 1. ตายแบบสงบคือ หมดเชื้อเพลิง มันก็จะดับไปเฉยๆ แล้วก็จะกลายไปเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ซึ่งกรณีนี้ก็คือ วาระสุดท้ายของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา

2. ตายด้วยการระเบิด หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์โนวา (SUPERNOVA) แบบหมดทั้งดวงซึ่งกรณีดาวฤกษ์ที่อยู่ในข่ายนี้ จะต้องมีมวลมากกว่า 2 หรือ 3 เท่า ของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราขึ้นไป

3. การตายของดาวฤกษ์ในแบบที่ 3 นี้ จะเชื่อมโยงกับกรณีที่ 2 คือ มันจะตายด้วยการระเบิดแบบซุปเปอร์โนวาเหมือนกัน หากแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ หลังการระเบิด จะเหลือเศษซากชิ้นส่วนที่เป็นเนื้อดาวอยู่ส่วนหนึ่ง

ซึ่งการตายของดาวฤกษ์ ในกรณีที่ 3 นี้แหละ คือ จุดกำเนิดของหลุมดำ

เข้าใจตรงกันแล้วนะ! NEXT STEP

เอาล่ะทีนี้ ผลของเศษซากชิ้นส่วนของดาวฤกษ์ หลัง SUPERNOVA มันจะมีทางไป แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ 1. ถ้าระเบิดหมดทั้งดวง ซากดวงดาวจะกลายไปเป็นวัตถุดิบ เกิดเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ ดังเช่นดวงอาทิตย์ของเรา

ส่วนกรณีที่ 2. ถ้าระเบิดไม่หมดทั้งดวง และมีมวลที่เหลือมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา ประมาณ 3 เท่าขึ้นไปก็จะกลายไปเป็นดาวนิวตรอน ซึ่งดาวทั้งดวงประกอบไปด้วยนิวตรอนล้วนๆ ไม่มีที่ว่างระหว่างนิวตรอนเลย และจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 10 – 20 กิโลเมตร เท่านั้น!

นี่คือ ขนาดดาวทั้งดวงที่เหลืออยู่นะ แปลกไหม?

จากนั้น เจ้าดาวนิวตรอนที่ว่านี้ที่มีมวลมาก ก็จะยุบถล่มตัวเอง จนกลายเป็น หลุมดำ แล้วอันตรธานหายไป ย้ำอีกครั้งนะ มันจะหายไป หากแต่ อิทธิพล แรงดึงดูดโน้มถ่วง ของดาวดวงที่ยุบตัวไป เทียบง่ายๆ ก็คือ แรงดึงดูดที่ดวงอาทิตย์มีต่อโลกนั้น มันจะยังคงอยู่เท่ากับมวลที่มันหายไป

คือ พูดง่ายๆ แม้ตัวมันจะหายไป หรือกลายเป็น ดาวล่องหน แต่แรงดึงดูดของมันยังแรงมากเท่ากับมวลที่หายไป

ฉะนั้น วัตถุทุกอย่างที่มีมวล ไม่เว้นแม้แต่ ดาวทั้งดวง หรือแม้กระทั่ง แสง ที่ผ่านเข้าใกล้มันในระดับ EVENT HORIZON (ขอบฟ้าเหตุการณ์) หรือ เงาโดยรอบหลุมดำ ก็จะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ และจะติดอยู่ภายในนั้น ไม่มีทางออกไปไหนได้เลย

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นผลพวงจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนาม ซึ่งได้พยากรณ์เอาไว้เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้วว่า ดาวขนาดใหญ่ หรือ การรวมตัวของมวลสารขนาดใหญ่จำนวนมาก ในที่สุดแล้ว มันก็จะยุบตัวลง ด้วยอิทธิพลของแรงดึงดูดโน้มถ่วง 

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2019 นักวิทย์และนักวิจัย แถลงข่าว และเผยแพร่ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในโลก พร้อมๆ กับ ตีพิมพ์รายงาน 6 ชิ้น ถึงการค้นพบภาพครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์โลก ในวารสาร the astrophysical journal letters 

ถ่ายภาพ หลุมดำ ได้แค่นี้ เหตุไฉนจึงต้องเป็นเรื่องใหญ่โต?

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากในวงการวิทยาศาสตร์โลก เพราะมันคือ หลักฐานในเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับการพิสูจน์ว่า ถูกต้องขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง! จอมนักวิทยาศาสตร์ไทย จับคางครุ่นคิดหลังสิ้นประโยคนี้

เบื้องต้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เหตุไฉน แค่ถ่ายรูปหลุมดำได้ จึงต้องเป็นเรื่องใหญ่

คำตอบก็คือ มันจะไม่ใหญ่ได้อย่างไร ในเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา หลังการประกาศ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แม้นว่า นักวิทยาศาสตร์ จะพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับ หลุมดำ รวมถึงพยายามถ่ายภาพมันมาช้านานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ

เนื่องจากวิทยาการในการสร้างกล้องทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกเรา ไม่ว่าจะเป็นกล้องโทรทรรศน์แบบแสง ที่เรียกว่า optical telescope หรือ กล้องโทรทรรศน์วิทยุ หรือ กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ นั้น ทั้งหมดที่ว่านี้ ต่างทำงานด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ ฉะนั้นเมื่อส่องไปที่หลุมดำ จึงมองมันไม่เห็น หรือถ่ายรูปมันไม่ได้ เพราะไม่มีสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ออกมาจากหลุมดำได้

นั่นคือ ความสำคัญในข้อที่ 1 เข้าใจตรงกันแล้วนะ NEXT STEP!

ภาพถ่ายแรกของ “หลุมดำ″ ที่คนทั่วโลกได้ดูในวันที่ 10 เม.ย. 62

สำหรับความสำคัญในข้อที่ 2 ก็คือ ที่ผ่านมา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกี่ยวกับหลุมดำ มีเพียงหลักฐานข้างเคียง หรือหลักฐานอย่างอื่นเยอะแยะเต็มไปหมดที่พอจะรองรับได้ว่า หลุมดำ น่าจะมีอยู่จริง หากแต่ยังขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะยืนยัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ ภาพถ่าย หรือ หลักฐานในเชิงประจักษ์ ที่จะให้ชาวโลกได้เห็นนั่นเอง ซึ่งเมื่อปรากฏว่า ด้วยเทคโนโลยีในยุคนี้ สามารถทำมันได้สำเร็จ ให้ชาวโลกได้เห็นเชิงประจักษ์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ก็ยิ่งถูกตอกย้ำยิ่งขึ้นไปอีกว่า มันถูกต้องไปอีกขั้น!

เพราะที่ผ่านมา หากเรามองย้อนกลับไป เมื่อปี ค.ศ. 1915 ครั้งที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประกาศ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป แก่ชาวโลก ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ด้วย ต่างก็มึนงงปนสงสัยกันไปทั่วว่า มันคืออะไร ด้วยเหตุว่า มันทั้งแปลก และล้ำยุคเกินกาล ซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่งไม่เชื่อถือ เพราะยังไม่มีหลักฐานใดมายืนยันได้

จนกระทั่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประกาศท้าพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเอง ที่ว่า แสง ถ้าเข้าใกล้วัตถุขนาดใหญ่ มันจะเบนเข้าหาวัตถุขนาดใหญ่

นึกภาพตามง่ายๆ ก็คือ แสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลจากโลก ไกลกว่าดวงอาทิตย์ออกไป ตอนที่มันเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์ แสงมันจะเบนเข้าหาดวงอาทิตย์

ซึ่งวิธีการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ก็คือ หากถ่ายรูปตำแหน่งของดาวฤกษ์ ที่อยู่หลังดวงอาทิตย์ออกไป ตำแหน่งของมันที่อยู่ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง จะไม่ใช่ตำแหน่งที่แท้จริง เพราะว่า แสงของมันเบนเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งที่ถ่ายภาพได้ จะขยับจากตำแหน่งเดิม และเพื่อยืนยันในข้อพิสูจน์นี้ ไอน์สไตน์ได้คำนวณให้เสร็จสรรพด้วยว่า ตำแหน่งของดาวฤกษ์จะขยับไปเท่าใดให้ด้วย

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อภิมหาอัจฉริยะของโลก

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีการท้าทายขนาดนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์จึงได้ออกไปพิสูจน์ ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ในช่วงการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 29 พ.ค. ค.ศ. 1919 ประเทศบราซิล และ แอฟริกา ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา มันตรงตามที่จอมนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ได้คำนวณเอาไว้เป๊ะๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลจึงออกมาอย่างที่รู้ๆ กันคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกในทันที 

ตกลงภาพนี้ คือ ภาพของหลุมดำ จริงหรือไม่?

สำหรับในกรณีภาพถ่ายหลุมดำที่กำลังฮือฮาไปทั้งโลกในเวลานี้ ถามว่า ตกลงมันคือ ภาพของหลุมดำจริงไหม หรือนักวิทยาศาสตร์ จับภาพของมันได้อย่างไร

ในเมื่อตามทฤษฎีก็บอกอยู่โต้งๆ ว่า แม้แต่กระทั่งแสง หากถูกดูดเข้าไปใน BLACK HOLE ก็จะไม่สามารถหนีออกมาได้

คำตอบก็คือ แบบนี้…ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เอกของไทย ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า หลุมดำ ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ล่องหน นักฟิสิกส์ จึงได้คิดค้นการตามล่ามัน ได้ 2 รูปแบบ คือ

1. ใช้วิธีดูดาวฤกษ์ ที่จับคู่ กับ หลุมดำ วิธีนี้ก็ง่ายๆ เลย ใช้กล้องโทรทรรศน์จับภาพดาวฤกษ์ ดวงไหนที่มีการเคลื่อนที่แปลกๆ นึกภาพตามง่ายๆ ก็คือ มีคนคนหนึ่งกำลังเต้นรำอยู่กับ มนุษย์ล่องหน ภาพที่เราจะเห็นได้ก็คือ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นมนุษย์ล่องหน แต่เราจะเห็น คนที่กำลังเต้นรำส่ายไปส่ายมาตามจังหวะเพลง อยู่กับมนุษย์ล่องหน ถูกไหม!

ซึ่งเจ้าดาวฤกษ์ ที่จับคู่อยู่กับหลุมดำนี้ ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะสภาพการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ดวงนี้ จะไม่เป็นเป็นแบบปกติ

ไม่ปกติอย่างไร? ง่ายๆ ดาวฤกษ์ที่ส่องกล้องเห็น มันจะมีการเคลื่อนที่แบบแปลกๆ แตกต่างจากดาวทั่วๆ ไป ที่จะเคลื่อนที่ในแนวธรรมดา คือ แนวเส้นตรง หรือ แนวธรรมชาติของมัน แต่ดาวฤกษ์ที่มีคู่เป็นหลุมดำ จะเคลื่อนที่แบบส่าย

2. สำหรับหลุมดำขนาดยักษ์ ใช้วิธีดูจากสภาพแวดล้อม ที่จะปรากฏให้เห็นว่า มีทั้งวัตถุและดาว วิ่งวนเข้าหา บริเวณหนึ่งแล้วจู่ๆ มันก็เกิดอันตรธานหายไป! ซึ่งหากใครยังไม่รู้ ไอ้เจ้าบริเวณที่กำลังชุลมุนชุลเกกันที่ว่านี้ มีอยู่แห่งหนึ่ง มันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเสียด้วย เพราะมันอยู่แค่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรานี้เอง

หรือ พูดง่ายๆ มีหลุมดำยักษ์อยู่ใกล้ๆ กับเราแค่นี้ เพียงแต่ยังถ่ายรูปมันไม่ได้ แค่นั้นเอง!

อ้าว! แบบนี้ ที่ประกาศว่า สามารถถ่ายรูปหลุมดำได้ มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ แล้วการที่มีหลุมดำอยุ่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา จะทำให้โลกสีน้ำเงินที่มนุษยชาติครอบครองอยู่ถูกดูดเข้าไปได้หรือไม่ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คงตั้งคำถามขึ้นมาในบัดดล

มาถึงบรรทัดนี้ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก จงคลายความตื่นเต้น แล้ว ค่อยๆ ฟังเลกเชอร์ จากจอมนักวิทยาศาสตร์ของไทย อธิบายในประเด็นนี้กันต่อ

อนาคตข้างหน้า กาแล็กซี่ทางช้างเผือกทั้งหมด อาจกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์

“ไม่ต้องกลัวๆ” อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวปลอบทีมข่าวฯ แล้วค่อยๆ อธิบายในประเด็นนี้ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า อันดับแรก หลุมดำที่เราสามารถถ่ายรูปมันได้นี้ มันอยู่ใน galaxy messier 87 หรือที่มีชื่อย่อว่า galaxy M87 นั้น มันอยู่ห่างจากโลกไม่ใกล้ไม่ไกล แค่ 53.5 ล้านปีแสง(หากเดินทางได้ด้วยความเร็วแสง จะใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 53.5 ล้านปี) แค่นั้นเอง

ส่วน หลุมดำ ที่บอกว่าอยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา ซึ่งยังถ่ายรูปมันไม่ได้นั้น ก็อยู่ใกล้ๆ แค่ 25,000 ปีแสงเท่านั้นเอง! จากนั้น อาจารย์ชัยวัฒน์ ก็ระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

กล้องโทรทรรศน์ในเม็กซิโก

อย่างไรก็ดี ตามทฤษฎีและความรู้เท่าที่มนุษย์เรามี ณ เวลานี้ ด้วยความที่ หลุมดำ มันจะไม่มีวันเล็กลง แต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตอันไกลโพ้น เจ้าหลุมดำที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ที่มีโลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกนี้ ก็อาจจะถูกหลุมดำ กลืนกินเข้าไปทั้งกาแล็กซี่ จนกลายเป็น หลุมดำขนาดซุปเปอร์ยักษ์ไปเลยก็เป็นได้

แต่ถึงจะมีความเป็นไปได้แบบนั้น มนุษ์โลกในยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็คงไม่ต้องไปวิตกอะไร เพราะมนุษยชาติของเราไม่มีวันจะอยู่ถึงเหตุการณ์นั้นได้หรอก เพราะมนุษยชาติของเราจะอยู่บนดาวเคราะห์โลกได้อีกเพียงประมาณไม่เกิน 5 พันล้านปีนับจากนี้ จากสาเหตุที่ดวงอาทิตย์ของเรา จะเปลี่ยนจากดาวแคระเหลืองในปัจจุบัน ไปเป็นดาวยักษ์แดง คือเย็นลงแต่โตขึ้น แล้วขยายมากินดาวบริวาร ไล่ตั้งแต่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และ โลก ในที่สุด!

เอาล่ะ! ทีนี้เราไปพูดถึงประเด็นสำคัญ ในลำดับต่อไปดีกว่า

ถ่ายรูปมนุษย์ล่องหน หลุมดำ ได้อย่างไร?

ในเมื่อ หลุมดำ มันคือ ดวงดาวล่องหนแถมยังอยู่ไกลแสนไกล โดยเฉพาะเจ้าหลุมดำใน galaxy M87 ที่ถูกถ่ายรูปได้นี้ อยู่ห่างไปซะไกลถึง 53.5 ล้านปีแสง แล้วแบบนี้ มนุษย์โลก ถ่ายรูปมันได้อย่างไร?

คำตอบ ก็คือ ผลลัพธ์แสนมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 ของ เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ event horizon telescope หรือ EHT ที่กระจายกันอยู่หลายแห่งทั่วโลก จนประหนึ่งว่า มนุษยชาติ มีกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่พอๆ กับโลกใบนี้ขึ้นมาได้

คำตอบข้อต่อมาของ คำถามที่ว่า แล้วภาพถ่ายที่ได้คือ หลุมดำใช่หรือไม่ ก็ในเมื่อบอกว่า เราไม่สามารถถ่ายรูปมันได้?

คือแบบนี้…ภาพที่ถ่ายได้ ซึ่งกำลังโด่งดังไปทั่วโลกขณะนี้ เอาจริงๆ มันคือ หลุมดำใช่หรือไม่? จะว่าไป เอากันจริงๆ มันก็ไม่ใช่นะ

อาจารย์ชัยวัฒน์ หยุดการเลกเชอร์ไว้ชั่วครู่ เพื่อทิ้งท้ายให้ทีมข่าวฯ ฉงนสนเท่ห์ ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

นั่นเป็นเพราะ มันเป็นลักษณะคล้ายๆ เงาบริเวณโดยรอบหลุมดำ ที่เกิดจากการวิ่งวนเข้าหาหลุมดำ ของสรรพสิ่งรอบๆ หลุมดำ ถ่ายภาพโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุเครือข่าย EHT ทั่วโลกแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวล ออกมาด้วยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นภาพเงาโดยรอบหลุมดำที่ได้เห็นกัน

หากยังไม่เข้าใจ ผมขอสรุปง่ายๆ ให้เข้าใจแบบนี้แล้วกันว่า ภาพถ่ายนี้ คือ ภาพถ่ายที่ใกล้เคียงที่สุดกับการเห็นหลุมดำ แต่ไม่ใช่ว่า เห็นหลุมดำจริงๆ เพราะหลุมดำตัวเป็นๆ นั้น มันจะมีขนาดเล็ก กว่าที่เห็นจากรูปประมาณ 2.5 เท่า และอยู่ลึกเข้าไปจากบริเวณเงาโดยรอบที่เราเห็นในภาพนี้นั่นเอง 

อย่างไรก็ดี มีเรื่องที่แปลกแสนแปลก ก็คือ เป้าหมายแรกเริ่ม ของโครงการนี้ ก็คือ ต้องการถ่ายภาพและศึกษาหลุมดำ ที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา แต่ได้ผลออกมาเป็นภาพหลุมดำที่อยู่ห่างออกไปถึง 53.5 ล้านปีแสงได้เสียก่อน! เพราะถึงแม้จะอยู่ห่างไกลมาก แต่ใหญ่กว่าหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรามาก

ใหญ่กว่ามากแค่ไหนหรือ? หลุมดำที่ถ่ายภาพได้ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 6.5 พันล้านเท่า แต่หลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4 ล้านเท่า 

ซึ่งสิบกว่าปีแห่งการทำงานร่วมกันของเครือข่าย EHT นี้ มันมีทั้งได้ผลและล้มเหลวปนๆ กันไป จนกระทั่งเมื่อถึงปี ค.ศ.2017 ข้อมูลชุดใหญ่ๆ จึงค่อยๆ ทยอยๆ มารวมๆ กัน จนนำไปสู่การวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์แบบจริงจังได้ในที่สุด

จนกระทั่งในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2019 จึงมีทั้งการแถลงข่าว พร้อมๆ กับตีพิมพ์รายงาน 6 ชิ้น ถึงการค้นพบครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์โลกนี้ ในวารสาร the astrophysical journal letters เพื่อประกาศให้ชาวโลกได้รับทราบ จนกระทั่งกลายเป็นข่าวใหญ่โตในที่สุด

ทั้งนี้ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าอาจจงใจเลือกให้มีการแถลงการค้นพบในปีนี้ เพราะต้องการ ให้เป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีของหลักฐานแรกยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จากการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ปี 1919

ในเชิงวิทยาศาสตร์ หลักฐานดีที่สุดของการพิสูจน์ว่า อะไรเป็นจริงหรือไม่ ก็คือ การได้มองเห็นด้วยตา ถึงแม้ภาพหลุมดำที่กำลังโด่งดังขณะนี้ จะไม่ใช่ภาพตัวตนจริงๆ ของหลุมดำ แต่ก็ใกล้เคียงที่สุด เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือของทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับหลุมดำและต้นเรื่องที่มา คือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งก็เป็นทฤษฎีสำคัญร่วมกับทฤษฎีควอนตัม ในการไขความลับของจักรวาล ที่ว่า จุดกำเนิดของมัน ที่เรียกว่า บิ๊กแบง เป็นอย่างไรกันแน่? อ.ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

ฟังมาทั้งหมดแล้ว แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คิดเหมือน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไหมว่า

มันช่างน่ามหัศจรรย์เสียเหลือเกิน ที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถคิดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้นได้เสียตั้งแต่เมื่อกว่าร้อยปีก่อน และบางทีทฤษฎีอันแสนมหัศจรรย์ ของมนุษย์ที่มีมันสมองอันน่าพิศวงงงงวยนี้ อาจนำไปสู่การไขปริศนาที่ยากเสียยิ่งกว่านี้ นั่นก็คือ ต้นกำเนิดของจักรวาล ให้เป็นได้เสียด้วยสิ….

https://www.thairath.co.th/content/1543645

ถนนข้าวเหนียว จ.ขอนแก่น ทุบสถิติ คลื่นมนุษย์ยาวนานสุดในโลก วันที่ 15 เมษายน 2562 ความรู้ ฟิสิกส์เรื่องคลื่น

ถนนข้าวเหนียว จ.ขอนแก่น ทุบสถิติ คลื่นมนุษย์ยาวนานสุดในโลก วันที่ 15 เมษายน 2562

ความรู้ ฟิสิกส์เรื่องคลื่น

คลื่นที่เกิดจากคนเกาะกันและลุกขึ้นลง

คลื่นจากการกระเพื่อม

คลื่นที่วิ่งอยู่ในเส้นเชือก

การเคลื่อนที่ของคลื่น

คลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง

คลื่นตามยาว

คลื่นตามขวาง

คลื่นน้ำ

การรวมกันของคลื่น

คลื่นจากทางซ้ายวิ่งรวมกับคลื่นที่มาจากทางขวา

คลื่นสองกระบวนวิ่งไปทางขวา คลื่นสีน้ำเงินด้านล่างเป็นคลื่นรวมของคลื่นทั้งสองกระบวนด้านบน

คลื่นสองกระบวนวิ่งสวนทางกัน คลื่นสีน้ำเงินด้านล่างเป็นคลื่นรวมของคลื่นทั้งสองกระบวนด้านบน

คลื่นสองกระบวนกระบวนที่มีความแตกต่างของความถี่เล็กน้อย รวมกัน เกิดความถี่บีตส์

การวิ่งของคลื่นเข้าหาสิ่งกีดขวาง

คลื่นวิ่งเข้าหาจุดตรึงแน่น

เมื่อสะท้อนกลับจะเปลี่ยนเฟส

คลื่นวิ่งเข้าหาจุดคล้อง

เมื่อสะท้อนกลับ เฟสยังคงเดิม

คลื่นวิ่งจากเชือกบางไปที่เชือกหนา

คลื่นวิ่งจากเชือกหนาไปยังเชือกบาง

คลื่นแสงวิ่งจากตัวกลางบางไปยังตัวกลางที่ทึบกว่า เช่นวิ่งจากอากาศผ่านไปยังน้ำ