เรื่องทั้งหมดโดย charud

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ในปี 2017 ป่าไม้ และต้นไม้ถูกทำลายไปกว่า 15.8 ล้านเฮคเตอร์ (158,000 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งทำให้ปีนั้นครองตำแหน่งความเลวร้ายเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ที่สูญเสียทรัพยากรต้นไม้เป็นอย่างมาก เมื่อได้รับรู้เรื่องที่น่าเลวร้ายนี้ เราไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย และรู้สึกถึงความสิ้นหวังมากในอนาคตของโลกเรา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งล้มเลิกความคิดเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งที่เลวร้ายเข้ามา แต่เชื่อเถอะว่า ยังมีเรื่องราวดีๆ ให้เราได้ชื่นใจ รายละเอียดตามบทความดังต่อไปนี้เลย


1. แม้แต่ต้นไม้เพียงแค่ต้นเดียวก็ยังมีความสำคัญต่อธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @zarbang เว็บไซต์ Reddit

ต้นไม้ที่อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ได้รับการปกป้องโดยการตัดถนนอ้อมผ่านมันไป แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ควรสิ้นหวังในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก


2. การปลูกป่าครั้งใหญ่โดยองค์กร Instituto Terra

ในตลอดระยะเวลา 18 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากองค์กร Instituto Terra

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีทรัพยากรต้นไม้สักเท่าไหร่ แต่พอหลายปีผ่านไป กลับเต็มไปด้วยธรรมชาติสีเขียวขจีที่สวยงาม โดยทีมจาก Instituto Terra ที่เป็นองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ผืนป่าเหล่านี้เกิดขึ้นมา


3. เราไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติเพื่อสร้างกำแพง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ computerguy2.wordpress.com


4. เปลี่ยนภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

ให้กลับคืนสู่ป่าไม้สวรรค์สีเขียว

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @renaturefoundation / Instagram


5. มันถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @natasha / Flickr

นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น เราพยายามสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยอาจไม่เคยเหลียวแลผลกระทบที่เกิดกับธรรมชาติ


6. เปลี่ยนทะเลทรายในประเทศเฮติ ให้เป็นป่าภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


7. หลังจาก 16 ปีที่ผ่านไป กากจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำส้มที่ถูกลำเลียงมาโดยรถบรรทุก 1,000 คัน ได้ชุบชีวิตป่าฝนในประเทศคอสตาริกาอีกครั้ง

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Princeton Environmental Institute / Facebook


8. การปลูกป่าของ Eden Project ในมาดากัสการ์หลังจากผ่านไป 6 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


9. ไม่มีอะไรคงอยู่ได้นานกว่าต้นไม้ในบ้านของคุณ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @cadavalsolamorales / Instagram


10. ต้นไม้มีโอกาสเกิดได้ทุกที่

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @El_Ciudadano / Twitter


11. ไม่มีปัญหาใดยากเกินไป ถ้ามีความตั้งใจ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก คุณ @lerdnord เว็บไซต์ Reddit


12. ต้นไม้ในบ้าน ที่สามารถอยู่ด้วยกันได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก @gaybistan / Tumblr


13. อาคารอพาร์ทเมนท์ไม่ได้มีแค่เพียงคอนกรีต

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @stefanoboeriarchitetti / Instagram


14. ต้นไม้สามารถเติบโตได้ทุกที่ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Swingguitars เว็บไซต์ Imgur


15. สถาปนิกที่มีความสามารถในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @eaglesai.arc / Instagram


16. แม้ในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขื้นมาเลย แต่ดอกไม้นี้ก็ยังงดงาม

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia


17. บนผืนดินอันแห้งแล้งในประเทศเฮติ แต่พวกเขาก็ยังปลูกต้นไม้ขึ้นมาได้

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @edenprojects / Instagram


18. บ้านทรงกระบอกที่มีต้นไม้ยักษ์อยู่ตรงกลางของบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @Aibek Almasov / Facebook


19. เมื่อต้นไม้ มีคุณค่ากว่ารั้วบ้าน

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @smallstone / Imgur


20. ซุ้มมะม่วงต้นยักษ์ที่ยืนหยัดมาได้ 100 ปี

 20 ภาพอันทรงพลัง ที่ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ควรสิ้นหวังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ขอบคุณรูปภาพจากผู้ใช้ @ashish_sawant / Instagram

ที่มา : https://news.thaiware.com/15753.html

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

ในช่วงเวลานี้ ทางฝั่งองค์กรด้านอวกาศของจีน โดดเด่นมากๆ กับภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรถสำรวจอวกาศ Chang’e-4 ลงจอดและทำการสำรวจบนด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา) มีการทดลองปลูกพืชบนดวงจันทร์ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วการปลูกพืชจะล้มเหลวลงในเวลาอันรวดเร็ว และความเคลื่อนไหวล่าสุด กับภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่รวมดวงจันทร์แบบเต็มดวง และโลกอยู่ร่วมช็อตเดียวกัน เป็นผลงานภาพถ่ายจากดาวเทียม Longjiang-2 ที่โคจรรอบดวงจันทร์ คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่า

ส่วนทางฝั่ง NASA หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อหลายทศวรรษก่อนกับโครงการ Apollo ดูเหมือนว่า ดวงจันทร์จะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาให้ความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งโครงการ Apollo นั้นชัดเจนว่าเป็นโครงการที่ดูแล และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่สถานการณ์ในตอนนี้ มีหลายๆ สิ่งเปลี่ยนไป และการร่วมมือกับชาติอื่น หรือองค์กรธุรกิจที่สนใจด้านการสำรวจอวกาศนั้น กลายเป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับ NASA เพื่อให้โครงการด้านการสำรวจอวกาศดำเนินต่อไปได้

และในตอนนี้ NASA ได้เตรียมการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในทศวรรษหน้า และหน่วยงานด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา ได้แสวงหาความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีด้านอวกาศรูปแบบใหม่ ที่ทำให้การเดินทางในห้วงอวกาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น และยังสามารถเดินทางได้บ่อยๆ อีกด้วย

ดวงจันทร์ กลับมาอยู่ในความสนใจของ NASA อีกครั้ง มี SpaceX เป็นคู่หูในช่วงแรกของโครงการ

โดยการโพสต์ข้อความของทาง NASA ระบุว่า พวกเขายินดีต้อนรับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน เพื่อการสร้างจรวดหรือระบบยานอวกาศ ที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อนำนักบินอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์ และพาพวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดย NASA ต้องการสร้างระบบการเดินทางที่ยั่งยืน “เพื่อการเดินทางไป และกลับจากดวงจันทร์” โดยทาง NASA ระบุถึงความจำเป็นในการมี Gateway

โดยที่ Gateway เป็นสถานีอวกาศที่อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ โดยมีหน้าที่เป็นจุดพักของมนุษย์ที่จะเดินทางไปยังพื้นผิวของดวงจันทร์ และเป็นจุดพักของมนุษย์ที่เดินทางกลับมาจากดวงจันทร์ ก่อนที่จะกลับโลกอีกด้วย ซึ่ง Gateway จะมีขนาดเล็กกว่า สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station (ISS) แต่ลูกเรือต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวๆ ถึง 3 เดือนต่อครั้งเลยทีเดียว

ด้วยการมี Gateway จะทำให้การส่งมนุษย์ไปแวะเวียนเพื่อทำการสำรวจต่างๆ บนดวงจันทร์เป็นอะไรที่ง่ายมากๆ โดยที่นักบินอวกาศ สามารถเก็บวัตถุดิบจากผิวดวงจันทร์เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ด้วย

แนวคิดของทาง NASA อยู่เหมือนยังเป็นไอเดียเริ่มต้น แต่ทาง NASA ก็พยายามเริ่มหมุนฟันเฟืองนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมี SpaceX เป็นพันธมิตรหลักในช่วงเริ่มต้น และการร้องหาความร่วมมือจากองค์กรธุรกิจ นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขององค์การด้านการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกา และมันน่าจะช่วยเร่งความเร็วให้ NASA ในการส่งคนกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะเป็นการส่งคนไปดวงจันทร์ได้บ่อยๆ อีกด้วย

ที่มา : https://news.thaiware.com/15783.html

“รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่” ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป

"รองเท้าอัจฉริยะรุ่นใหม่" ช่วยเตือนเมื่อน้ำหนักตัวมากเกินไป
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล เปิดตัวรองเท้าต้นแบบที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์น้ำหนักของผู้สวมใส่ รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวและบอกได้เมื่อเจ้าของรองเท้าหกล้ม

บริษัท Verily ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Alphabet ที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เปิดตัว ‘รองเท้าอัจฉริยะ´ที่สามารถตรวจสอบและวัดระดับกิจกรรมต่างๆ ของผู้สวมใส่ ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางสุขภาพได้หลายอย่าง ตามรายงานของ CNBC

รองเท้าต้นแบบที่ว่านี้มีเซ็นเซอร์ที่สามารถระบุน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่ได้ทันที และจะช่วยเตือนได้หากว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคร้ายหลายอย่าง

รองเท้าคู่นี้ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนในกรณีที่ผู้สวมรองเท้าหกล้ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายแต่มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม รองเท้าคู่นี้ยังคงเป็นเพียงต้นแบบ และยังไม่มีการระบุว่าจะผลิตออกสู่ตลาดหรือไม่ เมื่อใด และราคาเท่าใด

AdvertisementReplay Ad

นอกจาก Verily แล้ว บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทกีฬาหลายบริษัทก็กำลังพัฒนา smart shoes เช่นกัน จนอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ หรือ wearable technology นอกเหนือไปจาก smart watch

โดยก่อนหน้านี้ บริษัท Digisole ได้ผลิตรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์การเดินและวิ่งของผู้สวมใส่ออกมาวางตลาดแล้ว รองเท้าที่ว่านี้สามารถสื่อสารกับสมาร์ทโฟน เพื่อที่จะแจ้งผลการออกกำลังกาย และวัดระดับแรงกดจากการเคลื่อนไหว เพื่อที่จะทำให้คุณทราบว่า วันนี้เผาผลาญแคลอรีไปแล้วเท่าใด

และเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Nike ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าอัจฉริยะ Adapt BB ที่สามารถผูกเชือกได้เองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเชือกหลุดบ่อยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายของผู้สวมใส่ได้ด้วย

ส่วนทาง Puma ก็เพิ่งเปิดตัวรองเท้าที่คล้ายกับสมาร์ทชูส์ของไนกี้ ใช้ชื่อว่า Fi ซึ่งมีฟังก์ชั่นพิเศษคือสามารถชาร์จไฟใส่รองเท้าได้แบบไร้สาย โดยจะออกสู่ตลาดในปีหน้า

ที่มา

https://www.sanook.com/hitech/1469201/

รู้ไหมว่า…ทั่วโลกจุดธูปปล่อย CO2 ปีละไม่ต่ำกว่า 3.25 ล้านกิโลกรัม

วช.ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดเสวนา เรื่อง “ธูป…ทำบุญ…ผลต่อสุขภาพ…มะเร็ง???” พร้อมแนวทางการรับมือฝุ่น PM 2.5 ในเชิงรุก

จากงานวิจัย “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มากับควันธูป” ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ โรงพยาลวิชัยยุทธ และ ดร. พนิดา นวสัมฤทธิ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ควันธูปมีสารก่อมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และ เบนโซเอไพรีน เพราะธูปเป็นเครื่องหอมที่ทำจากขี้เลื่อย กาว น้ำมันหอมสกัดจากพืช ไม้หอม ใบไม้ เปลือกไม้ รากไม้ เมล็ดพืช เรซิน และสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมก็จะพอกอยู่บนก้านไม้

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “ธูป…ทำบุญ…ผลต่อสุขภาพ…มะเร็ง???” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 โดยมี พลโท ชัยยุทธ พร้อมสุข ประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดงานเสวนา

การเสวนาดังกล่าวเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ จนนำไปสู่การตกผลึกในวิธีการดำเนินการและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย และเพื่อศึกษาเป็นไปได้ในการออกข้อกำหนดเพื่อควบคุมการผลิตธูป และสถานที่ ที่ควรระมัดระวังในการใช้ธูป พร้อมทั้งแถลงข่าวเรื่อง “การรับมือเชิงรุกกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5…ท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” โดย พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานคณะอนุกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมชุมชนเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และนายสมปรารถนา สุขทวี ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนการวิจัย ร่วมกันแถลงข่าว

 

ที่มา https://mgronline.com/science/detail/9620000005351?fbclid=IwAR3EYb7dhCL_XYl3GsGBo_hy73RakDW1NWafRa6bajdmIxR85nqrR-TE85A

 

 

ทดสอบ “โดรน” ชิงเผาเชื้อเพลิงตัดวงจรไฟป่า

 

นักวิจัย มช.ทดสอบการชิงเผา โดยใช้โดรนปล่อยลูกไฟชิงเผาใบไม้และเชื้อเพลิงสะสม เพื่อตัดวงจรไฟป่า-หมอกควัน เขตภาคเหนือ นำร่องพื้นที่ชุมชนบ้านแม่เตี๊ยะ และ บ้านแม่ออน จ.เชียงใหม่ คาดใช้งานจริงปี 2563

6 ก.พ.2562 นายมานะ แซ่ด่าน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมสาธิตทดลองการชิงเผาโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

โดยโดรน 1 ลำ จะบรรจุลูกบอลขนาด 20 ลูก ซึ่งจะบรรจุเชื้อเพลิง เพื่อนำไปปล่อยลงในพื้นที่ที่มีใบไม้หรือเชื้อเพลิงในป่าเต็งรังที่มักเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในช่วงฤดูแล้ง

นายมานะ ระบุว่า ก่อนขึ้นบินโดรนจะต้องตรวจพิกัดจุดที่จะปล่อยลูกบอลเพลิงเพื่อจำกัดพื้นที่ ซึ่งจากการคำนวณจะใช้ลูกบอล 1 ลูกต่อพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เวลาบินเพียง 15 นาที ในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและแรงงานชาวบ้าน โดยปีนี้จะนำร่องทดสอบระบบ 2 พื้นที่ คือ บ้านแม่เตี๊ยะ และบ้านแม่ออน จ.เชียงใหม่

ด้าน นายบุญตัน กาละวิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.สบเตี้ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ บอกว่า ชุมชนดูแลพื้นที่ป่า1,800 ไร่ ก่อนฤดูแล้งจะมาถึงชาวบ้านทุกครัวเรือน จะร่วมกันทำการชิงเผา 1 วัน ในช่วง เดือน ก.พ.ซึ่งปีนี้กำหนดวันที่ 16 ก.พ.นี้

หากบ้านหลังใดไม่ส่งสมาชิกมาร่วมทำแนวกันไฟ และชิงเผาร่วมกับคนในชุมชน จะต้องเสียค่าปรับ 300 บาท ทั้งนี้ หลังจากชาวบ้านร่วมกันทำแนวกันไฟและมีการจัดการไฟป่าด้วยการชิงเผา เพื่อลดเชื้อเพลิงในป่ามาหลายปี ทำให้ลดไฟป่าและหมอกควันได้เกือบ 100% 

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/277546?fbclid=IwAR1Z-4oluFxhPlYJtri2Rc3mqq8M-LuAwxVlmGF0s4mOAn6_tFZ4wpkZ-mU

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก “แฮก” ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

An artistic concept of brainjacking

จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน

นี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด

ผ่าสมอง

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท

การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ

หน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ

ความทรงจำพิเศษ

ลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า

ในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้

แฮกความทรงจำ

อย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ “ร้ายแรง” มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน

หากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี

จากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม

A doctor checking a scan in a tablet

ควบคุมอดีต

ดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า “The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past” ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน

นายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้

ในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้

เจาะข้อมูล

การแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม

Artistic concept of brain-computer interface

การป้องกันทางไซเบอร์

เป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง

ไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-47243448

 

พบ “เสือดาวดำ″ ในธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบร้อยปีของแอฟริกา

A black leopard captured in the wild

ช่างภาพสัตว์ป่าชาวอังกฤษสามารถถ่ายภาพเสือดาวดำ (Black leopard) ได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลอยซาบา (Loisaba Wildlife Conservancy) ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งร้อยปีที่มีผู้พบเห็นและบันทึกภาพเป็นหลักฐานยืนยันว่า เสือชนิดนี้ยังคงมีอยู่ในธรรมชาติของทวีปแอฟริกา

นายวิล เบอร์ราร์ด-ลูคัส ช่างภาพสัตว์ป่ามืออาชีพ ได้พยายามติดตามถ่ายภาพสัตว์หายากชนิดนี้มานานหลายปี จนในที่สุดได้ทราบข่าวว่ามีผู้พบเห็นเสือดาวดำใกล้ค่ายพักแรมกลางป่าแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปติดตั้งกล้องซ่อนไว้ใกล้บริเวณทางผ่านของเสือ

หลังจากตั้งกล้องดักถ่ายภาพไว้เป็นคืนที่สี่ ช่างภาพผู้นี้ก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวหนึ่งที่กำลังออกหากินเอาไว้ได้ โดยคาดว่าเป็นเสือตัวผู้ที่มีอายุราว 2 ปี นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1909 ที่มีผู้ถ่ายภาพเสือชนิดนี้ได้ในผืนป่าของทวีปแอฟริกา

A black leopard captured in the wild

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตื่นเต้นฮือฮา หลังภาพยนตร์ดังแนวซูเปอร์ฮีโรเรื่องแบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) ได้ทำให้เสือดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรบุรุษเชื้อสายแอฟริกัน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายอ้างว่า อาณาจักร “วากานดา″ ของราชาเสือดำในภาพยนตร์นั้น อยู่ไม่ไกลจากถิ่นที่พบเสือดาวดำในครั้งนี้

อันที่จริงแล้ว คำว่าเสือดำนั้นเป็นชื่อใช้เรียกเสือทุกชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีปริมาณมากกว่าปกติ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Melanism ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบเดียวกับคนและสัตว์ผิวเผือก (Albino) แต่ทำให้ผิวและขนกลายเป็นสีดำสนิท

A black leopard captured in the wild

เสือดำที่พบในเอเชียและแอฟริกานั้นเป็นเสือดาว จึงมีการเรียกชื่อของมันว่า “เสือดาวดำ″ ด้วย โดยบริเวณท้องและบางส่วนของร่างกายจะมีสีดำไม่เข้มนัก ทำให้ยังสามารถมองเห็นลายจุดแบบเสือดาวได้ ส่วนเสือดำที่พบในภูมิภาคอเมริกาใต้จะเป็นเสือจากัวร์

เสือดาวดำอาจไม่ได้เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นสีดำทั้งคู่ โดยเสือดาวที่มีผิวและสีขนปกติก็สามารถให้กำเนิดเสือดาวดำได้ หากทั้งพ่อเสือและแม่เสือมียีนกลายพันธุ์แฝงอยู่

A black leopard captured in the wild

A spotted leopard captured in the wild on camera

ดร. นิโคลัส พิลโฟลด์ หัวหน้านักวิจัยในโครงการอนุรักษ์พันธุ์เสือดาวของเขตไลกีเปียในเคนยา (Laikipia County) ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งเดียวในทวีปแอฟริกาที่มีเสือดาวดำอาศัยอยู่ บอกว่าทีมวิจัยของตนก็สามารถบันทึกภาพเสือดาวดำตัวเมียอายุน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ได้เช่นกัน ทำให้ประมาณการได้ว่ามีเสือดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวของเคนยาอย่างน้อย 2-3 ตัว

A black leopard captured in the wild

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/features-47237010

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2 หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2561 เรื่อง งานและพลังงาน ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป หนุ่มเกาหลีถึงกับร้องลั่น เมื่อได้เล่นรถไฟเหาะ

   large (1)

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book   ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2 หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2561  เรื่อง งานและพลังงาน  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป  หนุ่มเกาหลีถึงกับร้องลั่น เมื่อได้เล่นรถไฟเหาะ

คลิกที่นี่  ฟรี

คลิป  หนุ่มเกาหลีถึงกับร้องลั่น เมื่อได้เล่นรถไฟเหาะ

สีหน้าเปลี่ยน! หนุ่มเกาหลีถึงกับร้องลั่น เมื่อได้เล่นรถไฟเหาะรางไม้ T-Express ภายในสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ …

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 3 เรื่องโมเมนตัมและการชน การเคลื่อนที่แนวโค้ง ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ และ ดูคลิป สุดเสียว คนขับรถไฟ มีเวลา 3 วินาที วิ่งบอกผู้โดยสาร

large

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book   ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 3 เรื่องโมเมนตัมและการชน การเคลื่อนที่แนวโค้ง ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

คลิกที่นี่  ฟรี

คลิป  

สุดเสียว คนขับรถไฟ มีเวลา 3 วินาที วิ่งบอกผู้โดยสาร (ความรู้ฟิสิกส์ เรื่อง โมเมนตัม)

 

https://youtu.be/N3HQjs7ZuH8

Untitled-1 copy

       คนขับรถไฟ ชาวโปแลนด์ มีเวลาเพียง วินาที วิ่งบอกผู้โดยสาร ให้ก้มลงเพื่อรับแรงกระแทกจากที่รถไฟ วิ่งเข้าชนกับรถบรรทุก ขณะนั้น รถไฟกำลังวิ่งด้วยความเร็ว  110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ในช่วงเวลา แค่พริบตา ผู้โดยสารทุกคนก้มลงอย่างพร้อมเพรียง  รวมทั้งคนขับด้วย กล้องหน้าและในรถจับภาพ ได้อย่างกระชั้นชิด 

 (ความรู้ฟิสิกส์ เรื่อง โมเมนตัม)

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

ภาพถ่ายที่สามารถบันทึกดวงจันทร์ และโลกให้มาอยู่ร่วมในช็อตเดียวกัน นั้นเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าภาพถ่ายใบล่าสุดนี้ โดยผลงานภาพถ่ายแบบชัดๆ นี้เป็นของดาวเทียมจีน Longjiang-2 ที่ถ่ายภาพนี้จากด้านไกลของดวงจันทร์ (ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โดยไฟล์ภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มีขนาด 16 กิโลไบต์ ถูกส่งกลับมายังโลกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ระบบสัญญาณวิทยุที่มีชื่อว่า Dwingeloo ที่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้เวลาในการโอนไฟล์ 20 นาที

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ดาวเทียมได้ส่งภาพถ่ายที่มีดวงจันทร์และโลกร่วมอยู่ในช็อตเดียวกันกลับมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพใหม่นี้ดูน่าตื่นตากว่า เพราะเป็นมุมที่เห็นดวงจันทร์แบบเต็มดวง

Dwingeloo Telescoop@radiotelescoop

This photo of Earth and the Lunar farside, maybe our best ever, was taken yesterday by the Chinese Lunar satellite DSLWP-B (Longjiang-2). The Dwingeloo telescope downloaded the photo from the satellite this morning. More info at https://www.camras.nl/en/blog/2018/precious-earth-and-lunar-far-side/ 

2,668 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้

 

ภาพถ่ายแรกจากเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีเสี้ยวหนึ่งของดวงจันทร์อยู่ในฉากหน้า ซึ่งเป็นมุมภาพที่ทำให้นึกถึงภาพถ่ายจากโครงการ Apollo ของทาง NASA

ภาพถ่ายดวงจันทร์ และโลก ร่วมอยู่ในช็อตเดียวกัน น่าประทับใจมากๆ

การเดินทางของดาวเทียม

ดาวเทียม Longjiang-2 ของจีนเคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ในเดือนมิถุนายน 2018 เคียงคู่กับดาวเทียมรุ่นน้องที่มีชื่อว่า Queqiao โดยดาวเทียม Queqiao มีบทบาทสำคัญในในภารกิจส่งยานสำรวจลงจอดบนดวงจันทร์ และทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลกับ รถสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-4 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อช่วงต้นปี

โดยที่ดาวเทียม Longjiang-1 สูญเสียการติดต่อกับฐานควบคุมบนโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018

และในขณะนี้ทั้งดาวเทียม Queqiao และ Longjiang-2 ยังคงอยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพราะฉะนั้นน่าจะมีภาพถ่ายในมุมสวยๆ ส่งมาให้เราได้ดูกันอีกอย่างแน่นอน

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/15774.html