เรื่องทั้งหมดโดย charud

พลิกตำนาน ‘มูฮัมหมัด อาลี’ ยอดนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่บนสังเวียนชีวิต (มีคลิป)

แม้จะแขวนนวมไปแล้วกว่า 3 ทศวรรษ แต่หากเอ่ยชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” เชื่อแน่ว่าแฟนกำปั้นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ต่างต้องพร้อมกันยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยม ของอดีตนักชกรุ่นยักษ์รายนี้กันแบบพร้อมเพรียง เพราะด้วยลีลาที่จัดจ้านทั้งในและนอกสังเวียน เป็นจุดเด่นในทุกคนได้กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน…  

 

ถึงแม้จะไม่ได้อยู่หน้าสปอตไลต์ ด้วยการวาดลวดลายบนผืนผ้าใบ แต่แฟนกีฬาก็ยังคงได้ยินชื่อของนักชกผู้ยิ่งใหญ่อยู่เป็นระยะ เพราะด้วยกิจกรรมการกุศล และการรับเชิญไปปรากฏตัวตามงานเกี่ยวกับแวดวงมวย ทำให้เจ้าตัวยังเป็นจุดสนใจอย่างไม่ขาดสาย แต่อาการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนรุมเร้า ที่ทำให้ มูฮัมหมัด อาลี ต้องหยุดพักรักษาตัว และไม่ค่อยได้เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ สักเท่าไรในช่วงหลัง

กระทั่งเมื่อช่วงเข้าของวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน วงการกำปั้นโลกต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อนักชกมากลีลา ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่ามกลางความเศร้าของครอบครัวและแฟนมวยทั่วโลก ซึ่งถึงแม้ตัวของยอดนักชกวัย 74 ปี จะจากไป แต่เกียรติประวัติและตำนานของเขา ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเล่าขานกันต่อไป ดังนั้น ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาย้อนไประลึกถึงประวัติอันน่าสนใจของนักสู้ผู้ไม่เคยท้อรายนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

มาดการแถลงข่าวที่กล้าคิด กล้าพูด อันเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” แต่ที่จริงแล้ว ยอดนักชกรายนี้มีชื่อจริงตั้งแต่กำเนิดว่า “เคสเซียส มาเซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี 1942 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นชกครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 12 ปี โดยมีครูฝึกเป็นตำรวจชาวไอริชอย่าง “โจ มาร์ติน” ซึ่งสาเหตุที่เริ่มต้นการค้ากำปั้นบนสังเวียนนั้น ก็เพียงเพื่อรักษาจักรยานคู่ใจจากหัวขโมย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กที่เกิด และต้องดิ้นรนในยุคของการแบ่งแยกผิวสี

แน่นอนว่า “เพชร” ของแท้ ย่อมเจิดจรัสด้วยตัวเองได้ไม่ยาก การฝึกฝนที่หนักหน่วงส่งหนุ่มน้อยจากหลุยส์วิลล์ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ได้โดยง่าย จนกระทั่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมนักชกของสหรัฐอเมริกา เพื่อตะลุยมหกรรมโอลิมปิก ปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท และสามารถคว้าเหรียญทองได้ในที่สุด พร้อมกับมีเรื่องเล่าว่า เจ้าตัวดีใจถึงขนาดคล้องเหรียญรางวัลดังกล่าวแบบไม่ถอดเป็นเวลาถึง 2 วันเลยทีเดียว

มาดอันดุดันสมัยที่ยังค้ากำปั้นเป็นแชมป์โลก

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตในยุคที่ยังมีการเหยียดผิว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฮีโร่ของชาติรายนี้ เมื่อมีเรื่องเล่าขานกันว่า เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ในเวลานั้น ตัดสินใจโยนเหรียญรางวัลดังกล่าวทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย เมื่อถูกห้ามเข้าไปในภัตตาคารเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนผิวขาว

หลังจากนั้น อาลี ได้หันเหเส้นทางไปเอาดีในการชกมวยอาชีพอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันของ “แองเจโล ดันดี” เทรนเนอร์ชื่อก้อง และสามารถคว้าแชมป์ขัดแชมป์โลกสมัยแรก มาคาดเอวได้อย่างพลิกความคาดหมายด้วยการคว่ำ “ซอนนี่ ลิสตัน” จนชื่อเสียงกระหึ่มขึ้นมาในช่วงเวลาเพียงแค่ข้ามคืน

แม้จะแขวนนวมไปนานแล้ว แต่ก็ยังคงได้รับการเชิดชูอยู่อย่างต่อเนื่อง ในฐานะแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่

กระทั่งชื่อของยอดนักชกรายนี้ ก็มีจุดพลิกผันสำคัญอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ 2 ครั้ง ในชีวิตการตะบันหมัดบนสังเวียน เมื่อในปี 1967 ได้ประกาศอย่างหาญกล้า ด้วยการปฏิเสธการรับใช้ชาติในสงครามเวียดนาม พร้อมกับหล่นประโยคอมตะว่า “I ain’t got no quarrel with them Viet Cong” หรือ “ผมไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับพวกเวียดกง” จนทำให้ถูกตัดสินจำคุกและปรับเงิน

รวมถึงจากนั้นไม่นาน เคลเซียส เคลย์ จูเนียร์ ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและศาสนามานับถืออิสลาม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ มูฮัมหมัด อาลี ในปัจจุบัน โดยการขนานนามใหม่ มีความหมายว่า “ควรค่าแก่การสรรเสริญ”

ลีลาการชกที่ยียวนอันเป็นเอกลักษณ์

 

สำหรับการโลดแล่นบนสังเวียนของ อาลี ถือได้ว่าค่อนข้างน่าจับตามอง เพราะอยู่ในยุคที่มีคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง โจ ฟราเซียร์ และ จอร์จ โฟร์แมน แต่ก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด ก่อนจะครองแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทได้ถึง 3 สมัยในปี 1964, 1974 และ 1978 ซึ่งในการชกครั้งสุดท้าย คือการตะบันหมัดกับ “เทรเวอร์ เบอร์บิก” ในปี 1981 ก่อนจะแพ้คะแนนไปในการชก 10 ยก พร้อมทิ้งสถิติที่น่าสนใจด้วยการเป็นแชมป์มวยรุ่นใหญ่ ที่สามารถป้องกันเข็มขัดได้มากที่สุดถึง 24 ครั้ง รวมถึงสถิติการชกอาชีพที่ 61 ครั้ง ชนะน็อก 37 จาก 56 ครั้ง และแพ้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น

โพสท่าหยอกล้อกับนักกีฬารุ่นหลานอย่าง เดวิด เบคแคม อย่างเป็นกันเอง

น่าเสียดายที่หลังจากแขวนนวม มูฮัมหมัด อาลี ต้องทนทุกข์ทรมานจากการป่วยด้วยโรค “พาร์กินสัน” ซึ่งเป็นผลพวงจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ในช่วงระหว่างการชกมวย แต่นั่นกลับไม่สามารถทำให้หัวใจนักสู้ของนักชกจอมทระนงรายนี้ต้องยอมแพ้ เมื่อยังคงทำงานการกุศล ด้านสิทธิมนุษยชนที่ตนเองเรียกร้องมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งการก่อตั้งมูลนิธิในบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งดูขัดแย้งกับบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ดูมากลีลา ยียวน กล้าพูดกล้าคิด จนได้รับฉายาว่า “สิงห์จอมโว”

ขณะที่ชีวิตส่วนตัว มูฮัมหมัด อาลี ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 4 ครั้ง กระทั่งใช้ชีวิตในบั้นปลายกับภรรยาคนสุดท้ายอย่าง ลอนนี่ อาลี และมีลูกสาวเดินรอยตามบนสังเวียนผืนผ้าใบอย่าง ไลล่า อาลี ที่ขึ้นชกมวยสากลอาชีพ จนครองแชมป์โลกได้เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ รวมทั้งสถิติก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ด้วยการไร้พ่าย 24 ครั้ง และเป็นการเอาชนะน็อกแบบไม่ครบยกถึง 21 ครั้งอีกด้วย

ภาพอันคุ้นเคยในการขึ้นไปให้กำลัง “ไลล่า อาลี” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยพ่อในฐานะแชมป์โลก

จากชีวิตที่มีปมดราม่าอย่างมากมาย ทำให้มีการนำเอาอัตชีวประวัติของ มูฮัมหมัด อาลี ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกเป็นการถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า “When We Were Kings” ใน 1996 และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2001 ซึ่งมี “วิลล์ สมิธ” นักแสดงมากฝีมือ มารับบทเป็นตัวดำเนินเรื่องในบทบาทของ มูฮัมหมัด อาลี จากเรื่อง “Ali”

นอกจากนี้ ความเป็นนักสู้ของนักชกรายนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาผิวสีรุ่นหลัง โดยเฉพาะ “ไทเกอร์ วูดส์” อดีตโปรกอล์ฟหมายเลข 1 ของโลก ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ได้กล่าวยกย่องเชิดชูยอดนักชกรุ่นคุณปู่ว่า เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้ตัวเองพยายามพิสูจน์ฝีมือเพื่อเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่วงการกอล์ฟโลกส่วนใหญ่ มีแต่นักกีฬาผิวขาว

ภาพอันน่าประทับใจของ “มูฮัมหมัด อาลี” ในการจุดคบเพลิงพิธีเปิดโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ อาลี คือได้รับเกียรติเป็นผู้จุดคบเพลิง ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ที่ถึงแม้จะมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เนื่องจากผลพวงของโรคพาร์กินสัน แต่เจ้าตัวยังแสดงความใจสู้ ด้วยการพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อจุดคบเพลิง ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมทั่วทั้งสนาม เซนเทนเนียล โอลิมปิก สเตเดียม รวมถึงเรียกน้ำตาจาก บิล คลินตัน ประธานนาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้นด้วย

 

ถึงแม้ในวันนี้ชื่อของ “มูฮัมหมัด อาลี” ที่เป็นเพียงแค่ตำนาน และความทรงจำในอดีต แต่อย่างน้อยเขาก็คือหนึ่งในแรงผลักดันของนักกีฬาอีกหลายราย ที่ยึดถือในหัวใจนักสู้ และการยืนหยัดอย่างทระนง ท่ามกลางปัญหาที่ถาโถม กระทั่งกลายเป็นตำนานที่อยู่ในใจของแฟนกีฬาไปตลอดกาล.

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/631856

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1116313621766789

พบหลักฐาน ดาวเคราะห์น้อย ขนาด 30 กิโลเมตร เคยพุ่งชนโลก เมื่อ 3.4 พันล้านปี

1.ภาพในจินตนาการการชนของดาวเคราะห์น้อยขนาด 10 กิโลเมตรเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกที่ออสเตรเลียตามหลักฐานที่พบล่าสุดมีขนาดใหญ่กว่านี้ 2-3 เท่า (จาก Don Davis/Southw)

พบหลักฐานดาวเคราะห์น้อยขนาด 30 กิโลเมตรชนโลกเมื่อ 3.4 พันล้าน

รายงานข่าวแจ้งวว่า พบหลักฐานของดาวเคราะห์น้อยขนาด 20-30 กิโลเมตร พุ่งชนโลกเมื่อ 3.5 พันล้านปีก่อน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย พลังงานจากการชนรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์เป็นล้านลูก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ที่รุนแรงในระดับที่พลิกโฉมธรณีวิทยาของโลกเลยทีเดียว

หลักฐานนี้ค้นพบโดย แอนดรู กลิกสัน และอาร์เทอร์ ฮิกแมน จากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียนเนชันนัลหรือเอเอ็นยูในขณะที่ขุดสำรวจอยู่ในในออสเตรเลีย ทั้งสองได้พบตะกอนที่เก่าแก่ที่สุดตัวอย่างหนึ่งในโลกที่ประกบด้วยชั้นของละอองแก้วที่เรียกว่าเม็ดกลมเล็ก ซึ่งเป็นแก้วที่เกิดจากไอระเหยของวัสดุที่กระเด็นออกมาจากการพุ่งชน

“พลังงานจากการพุ่งชนทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเองบนโลกหลายเท่า” ดร.กลิกสัน จากสถาบันดาวเคราะห์ของเอเอ็นยูกล่าว

โดยหลักฐานการชนที่พบในครั้งนี้เป็นหลักฐานที่เก่าแก่เป็นอันดับสองเท่าที่เรารู้จัก และเป็นการชนที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งด้วย คาดว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกในครั้งนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 กิโลเมตร นั่นหมายความว่ามีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยที่ชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ถึง 2-3 เท่า

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย (จาก A. Glikson/Australian National University)

 

เม็ดกลมเล็กที่ฝังอยู่ในชั้นตะกอน เกิดขึ้นจากการชนของดาวเคราะห์น้อย (จาก A. Glikson/Australian National University)

การชนในครั้งนั้นย่อมทำให้เกิดหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะพบหลุมนั้นในปัจจุบัน ร่องรอยของหลุมที่มีอายุมากขนาดนั้นย่อมเลือนหายไปนานแล้ว ดังนั้นการจะหาจุดถูกชนที่แน่นอนจึงทำไม่ได้ แต่การชนทำให้วัสดุสาดกระเด็นออกไปทั่วโลก มีการพบเม็ดกลมเล็กปะปนอยู่กับตะกอนที่ก้นทะเลที่มีระบุอายุได้ว่าเก่าแก่ถึง 3.46 พันล้านปี

ตัวเลข 3.46 พันล้านปีมีนัยสำคัญ เนื่องจากใกล้เคียงกับยุคที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง 4.1 ถึง 3.8 พันล้านปีที่แล้ว ช่วงเวลานี้คือยุคที่โลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะชั้นในถูกชนกระหน่ำด้วยดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่รอบนอกมีการเคลื่อนย้ายวงโคจร ส่งแรงดึงดูดรบกวนให้วัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักและแถบไคเปอร์เสียสมดุลและเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่เข้ามายังระบบสุริยะชั้นในซึ่งโลกอาศัยอยู่

ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว (จาก NASA/JPL)
ภาพถ่ายของคาบสมุทรยูกาตันจากดาวเทียม แสดงหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบอันเลือนลางที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน หลุมที่มีอายุนับพันล้านปีย่อมถูกลบเลือนไปโดยกาลเวลาไปนานแล้ว (จาก NASA/JPL)

หลักฐานของยุคชนกระหน่ำครั้งหลังมาจากการสำรวจอายุของหินที่พบบนดวงจันทร์ที่นำกลับมายังโลกโดยนักบินอวกาศในโครงการอะพอลโล นักวิทยาศาสตร์พบว่าหินจากดวงจันทร์ส่วนใหญ่มีอายุไล่เลี่ยกันอยู่ในช่วงแคบ ๆ จึงชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ดวงจันทร์ถูกชนจากดาวเคราะห์น้อยถี่กว่าปกติ จึงเรียกกันว่า “ยุคชนกระหน่ำครั้งหลัง”

โลกเราซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันก็ย่อมพบกับชะตากรรมเดียวกัน แต่บนโลกมีกิจกรรมทางธรณีวิทยาเช่นภูเขาไฟและการเลื่อนของแผ่นทวีปที่คอยลบเลือนรอยถูกชนให้หายไปตามกาลเวลา มีเพียงตะกอนจากวัสดุที่เป็นผลพวงจากการชนนั้นที่ยังเหลือเป็นหลักฐาน

เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่คณะของกลิกสันและฮิกแมนเฝ้าค้นหาหลักฐานของการพุ่งชนดึกดำบรรพ์ คณะนี้ได้พบการชนที่มีอายุมากกว่า 2.5 พันล้านปีมาแล้ว 17 ครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะมีอยู่ถึงหลายร้อย

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/143089

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1107516062646545

ฟิสิกส์ราชมงคล ขอแสดงความยินดี กับ วอลเลย์หญิงไทย ตบชนะ เกาหลีใต้ 3-2 เซต รอบคัดเลือกโอลิมปิก

วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิกวอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิก

          วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ รอบคัดเลือกโอลิมปิก วันนี้ (21 พฤษภาคม 2559) ไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-2 เซต ด้วยคะแนน 19-25, 22-25, 29-27, 26-24 และ 15-12 

ประวัติวอลเลย์บอล

      กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2438 โดย William G. Morgan ผู้อำนวยการด้านพลศึกษาแห่งสมาคม Y.M.C.A. ( Young Mans Christian Association) เมืองโฮล์โยค ( Holyoke) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขาได้พยายามคิดและดัดแปลงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ใช้เป็นกิจกรรมนันทนาการหรือผ่อนคลายความตึงเครียดให้เหมาะสมกับฤดู กาล และเขาก็เกิดความคิดขึ้นในขณะที่ได้ดูเกมเทนนิส เพราะกีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น แร็กเกต ลูกบอล ตาข่าย และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก 
      ในปี พ.ศ. 2495 คณะกรรมการบริหารสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้ใช้ชื่อเป็นคำเดียวคือ Volleyball และนาย Morgan ได้แนะนำวิธีการเล่นให้แก่ Dr.Frank Wook ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และ John Lynoh หัวหน้าหน่วยดับเพลิง

 คลิกอ่านต่อ

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106232419441576

ประวัติวอลเลย์บอล

      กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2438 โดย William G. Morgan ผู้อำนวยการด้านพลศึกษาแห่งสมาคม Y.M.C.A. ( Young Mans Christian Association) เมืองโฮล์โยค ( Holyoke) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขาได้พยายามคิดและดัดแปลงกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ใช้เป็นกิจกรรมนันทนาการหรือผ่อนคลายความตึงเครียดให้เหมาะสมกับฤดู กาล และเขาก็เกิดความคิดขึ้นในขณะที่ได้ดูเกมเทนนิส เพราะกีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น แร็กเกต ลูกบอล ตาข่าย และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก
       จึงได้มีแนวคิดที่จะใช้ตาข่ายสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว จากพื้นซุงเป็นระดับสูงกว่าความสูงเฉลี่ยของผู้ชาย และได้ใช้ยางในของลูกบาสเกตบอลมาทำเป็นลูกบอล แต่ปรากฏว่ายางในลูกบาสเกตบอลเบาและช้าเกินไป จึงได้ใช้ยางนอกของลูกบาสเกตบอล ซึ่งก็ปรากฏว่าใหญ่และหนาเกินไปไม่เหมาะสม ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2449 Morgan ได้ติดต่อบริษัท A.G.Spalding and Brother ให้ทำลูกบอลตัวอย่างขึ้น 1 ลูก โดยมีขนาดเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว น้ำหนัก 9-12 ออนซ์ เพื่อนำมาใช้แทนลูกบาสเกตบอล     ในปี พ.ศ. 2495 คณะกรรมการบริหารสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้ใช้ชื่อเป็นคำเดียวคือ Volleyball และนาย Morgan ได้แนะนำวิธีการเล่นให้แก่ Dr.Frank Wook ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และ John Lynoh หัวหน้าหน่วยดับเพลิง
ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย

     วอลเลย์บอลได้แพร่หลายเข้ามาใน ไทย ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เพียงแต่ทราบกันว่าในระยะแรกๆ เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวจีนและชาวญวนมาก จนกระทั่งมีการแข่งขันระหว่างคณะ ชุมชน สโมสร และสมาคมขึ้น บางครั้งติดต่อแข่งขันกันไปในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการแข่งขันชิงถ้วยทองคำทางภาคใต้
      ปี พ.ศ. 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพิมพ์กติกาวอลเลย์บอลขึ้น โดยอาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปล และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในกีฬาวอลเลย์บอลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเล่น ตลอดจนกติกาการแข่งขันวอลเลย์บอล แก่บรรดาครูพลศึกษาทั่วประเทศในโอกาสที่กระทรวงศึกษาได้เปิดอบรมขึ้นใน ปีนี้เองกรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาประจำปีขึ้น และบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งในหลักสูตรของโรงเรียนพลศึกษากลางได้กำหนดวิชาบังคับให้นักเรียน หญิงเรียนวิชาวอลเลย์บอลและเนตบอล สมัยนั้นมี น.อ.หลวงสุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา

      จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้ง “สมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย” (Amature Volleyball Association of Thailand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลให้เจริญรุดหน้า และดำเนินการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลในระบบ 6 คน มีหน่วยราชการอื่นๆ จัดการแข่งขันประจำปี เช่น กรมพลศึกษา กรมการคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัย เทศบาลนครกรุงเทพฯ สภากีฬาทหาร ตลอดจนการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดแข่งขันทั้งประเภททีมชายและทีมหญิงประจำปีทุกปี


ขยับไม้ขีด 1 ก้าน เพื่อทำให้สมการเป็นจริง

21

เฉลย

อ๊ะๆๆๆๆๆ คิดก่อนเลื่อนครับ

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

V

21-1 

ย้ายไม้ขีดเครื่องหมายบวกมาต่อเลข3เป็น 9-4=5

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106492922748859

ชมคลิป สวยๆจากอวกาศสีดำ ดิ่งสู่พื้นโลก แค่ 2 นาที

สุดยอดภาพวีดีโอที่ถูกบันทึกในห้องโดยสาร โดย เจฟ เบซอส ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัทจำหน่ายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon.com เผยเเพร่ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขา เป็นภาพ ในจรวดซึ่งเป็นช่วงขณะกำลังดิ่งลงมายังพื้นผิวโลก ทำให้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อในระดับของชั้นบรรยากาศโลกจากสีดำ สู่พื้นโลก

โดยจรวดดังกล่าวเดินทางขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา พุ่งขึ้นไปสูงถึง 103.4 กิโลเมตร หรือกว่า 3 แสนฟุต

โดย ในภาพจะเห็นส่วนหนึ่งของยานและการกลับเข้าอวกาศของจรวดก่อนดิ่งลงมายังพื้น โลกอย่างปลอดภัย ล่าสุดมีผู้เข้าชมคลิปดังกล่าวกว่า 200,000 คน

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1463127203

แสงอินฟราเรดปรุงรสชาติวิสกี้

แสงอินฟราเรดปรุงรสชาติวิสกี้

เรื่องของเมรัย ที่ได้ชื่อว่า เหล้า นั้นมีความเกี่ยวข้องกันทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งยังสืบย้อนไปไได้ถึงประวัติอันเก่าแก่ของต้นกำเนิดเหล้าแต่ละชนิด ที่มีจุดกำเนิดแตกต่างกันออกไป ประชากรบางกลุ่มในโลกมีข้าวจำนวนมาก จึงนำมาหมักกับยีสต์ก่อกำเนิดเป็นเหล้าหมักประเภทสาโท อุ หรือเหล้าสาเก แต่เมื่อนำเหล้าหมักจากข้าวขาวพวกนี้ไปกลัั่นก็จะได้เหล้าที่มีดีกรีแรงขึ้น หรือในพื้นที่เหน็บหนาวอย่างรัสเซีย ที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ผลดี แต่กลับมีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งที่เป็นอาหารหลักของประชาชน ก็มีการนำมันฝรั่งไปหมักกับยีสต์ ก่อนที่จะนำเหล้าหมักจากมันฝรั่งไปกลั่น ผ่านกระบวนการกลั่นถึง 4 ครั้ง หรือมากกว่า เพื่อการผลิตเหล้าที่ชื่อว่า “วอดก้า” ที่ใสราวตาตั๊กแตน แต่ดีกรีของแอลกอฮอล์สูงขนาดจุดไฟติด เมื่อดื่มเข้าไปจะทำให้ได้เรียนรู้วิชากายภาคศาสตร์ เนื่องจากจะรู้ตำแหน่งของหลอดอาหาร กระเพาะ จนถึงลำไส้ ที่จะมีอาการวูบวาบให้สัมผัสเมื่อรองรับเหล้าดีกรีร้อนเช่นนี้

ไม่ว่าจะอย่างไร เหล้า ก็ยังคงเป็นเหล้า ที่มีการบริโภคอย่างมากในสังคมตะวันตก ตะวันออก เว้นแต่บางประเทศที่มีกฎข้อห้ามทางศาสนาเท่านั้น

ตลาดเหล้าจึงมีขนาดใหญ่ มีผู้เล่นจำนวนมากที่พยายามเข้ามาตัดส่วนแบ่งเค้กในกลุ่มการตลาดนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันพัฒนาคุณภาพ รสชาติ และภาพลักษณ์ของเหล้ากันอย่างคึกคัก

การผลิตเหล้านั้นเป็นทางศาสตร์และศิลป์ที่มีการสั่งสมความรู้กันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การหมัก การกลั่น และการหมักเหล้าที่กลั่นได้อีกครั้ง ซึ่งผู้ผลิตหลายรายพยายามใช้ศาสตร์แบบใหม่ๆ เข้ามาปรุงแต่งรสชาติของเหล้าเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภคให้จงได้

เช่นกรณีของโรงกลั่นบัฟฟาโล เทรซ ในเมืองแฟรงก์ฟอร์ต รัฐเคนตักกี้ สหรัฐอเมริกา ที่พยายามปรุงแต่งรสชาติวิสกี้แบบอเมริกันที่เรียกว่า “เบอร์เบิน” ด้วยวิธีต่างๆ กัน ตั้งแต่การปรับแต่งส่วนผสมของเมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ที่นำมาใช้หมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ชนิดของไม้ที่นำมาใช้ทำถังแอลกอฮอล์ที่ผ่านการกลั่นแล้ว (เช่นการหมักด้วยถังไม้โอ๊คฝรั่งเศส เทียบกับถังไม้โอ๊คอเมริกันมาตรฐาน) จนถึงขนาดของถังไม้โอ๊คที่ใช้หมักว่าขนาดใหญ่หรือเล็กจะให้รสชาติที่ดีไปกว่ากัน และการเลือกไม้ที่นำมาใช้ทำถังหมักว่ามาจากส่วนโคน หรือส่วนยอด ของต้นโอ๊ค จะให้เบอร์เบินคุณภาพดีกว่ากัน

ด้วยเหตุนี้เองบััฟฟาโล เทรซ จึงออกเหล้าเบอร์เบินในชุด “เอกซ์เพอริเมนทัล คอลเลกชั่น” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “ชุดทดลอง” ออกมาเพื่อให้คอเบอร์เบินได้ลิ้มลองรสชาติของเหล้าที่ผ่านการหมักในรูปแบบต่างๆ

          ล่าสุดบัฟฟาโล เทรซ เริ่มทดลองปรุงแต่งเหล้าด้วยวิธีล้ำยุคที่สุด ด้วยการใช้ “แสงอินฟราเรด” ส่องไปที่ถังหมักเหล้า โดยแบ่งการทดลองวิธีปรุงรสชาตินี้ออกเป็นเหล้า 2 ชุด ชุดแรกจะใช้คลื่นอินฟราเรดคลื่นความถี่สั้นและคลื่นความถี่กลาง ความแรง 70% ของพลังการผลิตคลื่นแสงส่องไปยังถังหมักเป็นเวลา 15 นาที และชุดที่สองใช้คลื่นความถี่สั้นและกลางยิงเข้าไปด้วยความแรง 60% ไปที่ถังบรรจุเหล้าเป็นเวลา 30 นาที

             ก่อนที่จะทำการเผาด้านในของถังเพื่อให้เกิดเขม่าควันเคลือบผิวด้านในของถัง และนำถังเหล้าทั้งหมดมาบรรจุเหล้า เบอร์เบิน แมชหมายเลข 1 ทั้งหมด

วิธีนี้ดูเหมือนจะยากต่อการคิดฝันถึงรสชาติที่แตกต่างกันระหว่างถังหมักทดลองทั้งสองชุด แต่นายฮาร์เลน วีธลีย์ ผู้ชำนาญการปรุงเหล้าของบัฟฟาโล เทรซ ยืนยันว่าวิธีการฉายแสงถังหมักเหล้าทั้งสองวิธีนี้ ก่อให้เกิดรสชาติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกลิ่นควันจางๆ ที่เจืออยู่ในเนื้อเหล้านั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ด้วยลิ้นของผู้เชี่ยวชาญ)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตถังไม้โอ๊คอธิบายว่าการฉายรังสีอินฟราเรดเข้าไปยังเนื้อไม้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบผนังเซลล์บนเนื้อไม้ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการเคลือบผิวไม้ด้วยการเผา ซึ่งจะให้รสชาติที่แตกต่างกันจากความหนาของชั้นควันถ่านที่เกาะบนพื้นผิวถังไม้แตกต่างกัน นอกจากนั้นรูปแบบของผนังเซลล์ที่แตกต่างกันยังทำให้การแทรกซึมของแอลกอฮอล์เพื่อดึงสารแทนนินออกจากเนื้อไม้โอ๊คที่ผ่านการอาบรังสีอินฟราเรด (ที่เปรียบได้กับการอาบแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน) แตกต่างกันอีกด้วย

ลิ้นของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเหล้าเบอร์เบินจากถังไม้โอ๊คที่อาบรังสีอินฟราเรดเป็นเวลา 15 นาที จะให้กลิ่นหอมของดอกไม้กับรสชาติที่ซับซ้อน มีรสแฝงของไม้โอ๊ค สารแทนนิน ลูกเกด และคาราเมลหวานๆ ลอยกรุ่นอยู่ในเนื้อเหล้า ส่วนเหล้าจากถังไม้ที่อาบแสงอินฟราเรดเป็นเวลา 30 นาทีนั้นจะให้รสชาติของไม้ดุดันกว่า และมีรสชาติของผลไม้แห้งชัดเจน แฝงไว้ด้วยกลิ่นพริกไทยดำตอนปลายสัมผัส

ทีมา http://www.komchadluek.net/detail/20160521/228058.html

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

รถอัจฉริยะจากกูเกิล (ภาพจาก AP)

       อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีสิทธิบัตร ล่าสุด มีรายงานว่า “กูเกิล” (Google) จดสิทธิบัตร “รถที่มีผิวบริเวณฝากระโปรงเหนียวหนึบหนับ” ไปแล้ว โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุชนคนที่เดินข้างทางลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพราะในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อาการบาดเจ็บจะมาก หรือน้อยมักขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ถูกรถชนกระเด็นไปไกลแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงมองว่า ถ้าพัฒนารถยนต์ที่มีผิวสัมผัสบริเวณฝากระโปรงหน้ารถให้เหนียวหนึบเข้าไว้ก็อาจช่วยยึดร่างของผู้ถูกชนให้ติดกับตัวรถ และลดโอกาสที่จะบาดเจ็บรุนแรงได้

ด้านกูเกิลเองไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธว่าจะมีการนำสิทธิบัตรดังกล่าวมาผนวกลงในรถอัจฉริยะไร้คนขับของทางค่ายหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ กูเกิลได้พัฒนารถอัจฉริยะโดยมีการวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไมล์ และมีรายงานการเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตลอดมา

เมื่อเกิดการชนขึ้น ผู้ที่ถูกชนมักล้มฟุบลงบนฝากระโปรงรถ ซึ่งบางคนอาจได้รับบาดเจ็บ หรือบางคนอาจไม่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ แต่เมื่อผู้ขับรถมีการเหยียบเบรก ร่างของผู้ถูกชนที่นอนบนฝากระโปรงรถจะกระเด็นออกไปกระแทกกับวัตถุอื่นๆ เช่น พื้นถนน ขอบปูน ฯลฯ ซึ่งตรงจุดนี้โอกาสได้รับบาดเจ็บรุนแรงนั้นมีสูงมาก 

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

       โดยกูเกิล อธิบายการทำงานของสิทธิบัตรดังกล่าวว่า เลเยอร์ของชั้นกาวที่ช่วยยึดเกาะร่างของผู้ถูกชนจะอยู่ภายใต้สารเคลือบปกป้องอีกที เพื่อให้มั่นใจว่า มันจะไม่เหนียวหนึบจนทำให้ฝากระโปรงหน้ารถเป็นที่สะสมของเศษขยะที่ปลิวมาระหว่างทาง แต่ทันทีที่มีวัตถุมากระแทกที่ผิวของรถจะทำให้สารเคลือบเหล่านี้หลุดออก และชั้นกาวข้างใต้ก็จะยึดเกาะวัตถุนั้นๆ เอาไว้

ด้าน Kevin Clinton หัวหน้าโครงการถนนปลอดภัย จาก The Royal Society for the Prevention of Accidents เผยว่า คุณค่าของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปกป้องคนเดินถนนจากการถูกชนกับการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการลดความรุนแรงของอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่สำคัญทั้งคู่ อย่างไรก็ดี เขามองว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ควรได้รับการทดสอบให้รอบด้านก่อนนำมาใช้งานจริง เพื่อป้องกันการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันตามมา 

ที่มา http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000050714

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106154016116083